กสิกร-อาลีเพย์ช่วยกันรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001627

นางสาวศุภนีวรรณ จูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมกับซันร้อยแปดและอาลีเพย์ ร่วมกันพัฒนาระบบชำระเงิน ผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติด้วยการติดตั้งเครื่องอ่านคิวอาร์โค้ด เพื่อเพิ่มช่องทางการชำระเงินค่าสินค้าจากลูกค้าชาวจีนผ่านอาลีเพย์ ซึ่งเป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพียงแค่เปิดแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ แล้วสแกนคิว-อาร์โค้ด ก็สามารถจ่ายเงินได้ทันที เป็นการอำนวยความสะดวกให้กลุ่ม

นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งปกตินิยมใช้อาลีเพย์ชำระเงินที่ไม่สูงนัก โดยผู้ใช้จะเติมเงินผูกบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตเข้ากับอี-วอลเล็ต “ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการชาวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยจำนวนมาก ซึ่งมีกำลังซื้อสูง และคุ้นเคยกับการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดบนสมาร์ทโฟน”

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันร้อยแปด กล่าวว่า บริษัทร่วมกับพันธมิตรพัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่สามารถซื้อสินค้าได้ เพียงใช้แอพพลิเคชั่นอาลีเพย์สแกนคิวอาร์โค้ดบนหน้าตู้สินค้า ซึ่งปัจจุบันตู้สินค้าที่รับชำระด้วยอาลีเพย์มี 24 ตู้ กระจายติดตั้งในแหล่งท่องเที่ยว และมีตั้งเป้าจะติดตั้งเพิ่มเป็น 500 เครื่องภายใน 3 ปี ด้านนางสาวพิภาวิน สุดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย Ant Financial Services Group ผู้ให้บริการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอาลีเพย์ กล่าวว่า สินค้าที่ชาวจีนนิยมใช้อาลีเพย์ใช้จ่ายในไทยมากที่สุดคือ หมวดช็อปปิ้ง 27% ที่พัก 26% อาหารและเครื่องดื่ม 18%.

 

พุ่งเป้าสตาร์ทอัพยูนิคอร์นไทยรายแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001639

“แสนรู้” ระดมทุนล่าสุด 259 ล้านบาท

นายชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแสนรู้ Zanroo บริษัทสตาร์ทอัพที่ให้บริการด้านมาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี (MarTech Startup) กล่าวว่า หลังก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 ด้วยจำนวนพนักงาน 2 คน ผ่านมา 4 ปี ในวันนี้แสนรู้ขยายการให้บริการแล้ว 15 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ มีพนักงานกว่า 150 คน ด้วยอัตราก้าวกระโดด 200-400% ต่อปี “เราให้บริการที่ครบวงจร ได้แก่ Social Listening หรือการเก็บข้อมูลผู้บริโภคจากการพูดถึงแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย, Social Engagement การเชื่อมต่อกับสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และด้าน Consultant ซึ่งจะช่วยแนะนำลูกค้าด้วยการนำข้อมูลที่เก็บไปวิเคราะห์ โดยแสนรู้ยังเป็นผู้ให้บริการรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ทางด้านการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลของลูกค้าด้วย” ปีนี้ แสนรู้ยังได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Shift Ventures (ชิฟ เวนเจอร์ส) ระดมทุนในระดับซีรีส์เอ (Series A) จำนวน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 259 ล้านบาท เพื่อรุกตลาดใหม่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป

นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้งแสนรู้ กล่าวว่า ล่าสุดได้เปิดตัว “อรุณ” ระบบที่ช่วยประมูลผลข้อมูลมหาศาล เพื่อช่วยวัดผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment) หรือค่า ROI ในโลกดิจิทัลเป็นครั้งแรก โดยอรุณจะช่วยวัดผลกิจกรรมการตลาดในช่องทางดิจิทัลได้ละเอียด แม่นยำ และตรงจุดยิ่งขึ้น “มั่นใจว่าปีนี้แสนรู้จะมีรายได้ 260 ล้านบาท และภายในปี 2562 จะขยายตลาดไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก มีรายได้แตะที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ขึ้นเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพหรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1,000 ล้านเหรียญ”.

 

ทุเรียนแพงทำชาวสวนอู้ฟู่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001620

สศก.ปลื้มดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปีพุ่ง

สศก.ปลื้มดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นพรวด 15.01% เนื่องจากผลผลิตและราคาสินค้าการเกษตรเพิ่มขึ้น ชี้ครึ่งปีหลังผลไม้ออกผลผลิตเพียบ ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรช่วงครึ่งปีแรก 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 15.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.68% โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก-เจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มังคุด จากปัญหาภาวะภัยแล้ง ที่คลี่คลายลง สภาพอากาศมีฝนตกชุก น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และกุ้งขาวแวนนาไม ที่สามารถแก้ปัญหาโรคตายด่วน(อีเอ็มเอส) ได้ ส่วนดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.86% จากสินค้าที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ทั้งนี้ หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด ขยายตัว 21.42% รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัว 17.81% ส่วนหมวดปศุสัตว์ ติดลบ 4.56%

“แนวโน้มรายได้ของเกษตรกรในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศที่จะยังมีฝนตก ส่งผลให้น้ำในเขื่อนมีใช้ทำการเกษตรอย่างเพียงพอ ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังจะมีผลผลิตทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวจำนวนมาก ทั้งผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในภาคใต้ ลำไยในภาคเหนือ ข้าวในภาคกลาง ภาคปศุสัตว์ ที่จะให้ผลผลิตดีขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่จะดีขึ้นกว่าช่วงต้นปี เฉลี่ยมากกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล รวมทั้งภาคการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ายังเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง”

สำหรับสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร ได้แก่ ยางพารา รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 53.28% เป็นผลมาจากดัชนีราคายางพารา เพิ่มขึ้น 55.86% เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้กำหนดนโยบายควบคุมปริมาณการส่งออก การขยายตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีน ส่วนดัชนีผลผลิตปรับตัวติดลบ 1.66% ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่สำคัญของการปลูกยาง

ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รายได้เพิ่มขึ้น 71% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น 88.81% ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนดัชนีราคาติดลบ 3.84% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ปาล์มน้ำมันรายได้เพิ่มขึ้น 7.04% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้น 14.72% เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาติดลบ 6.70% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

ขณะที่อ้อยโรงงาน รายได้เพิ่มขึ้น 45.31% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตอ้อยโรงงาน เพิ่มขึ้น 7.88% จากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่ง ส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทราย ในทางเดียวกันดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 34.70% จากราคาน้ำตาลทรายโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายได้ปรับตัวสูง.

 

17 บริษัทรายได้ 2.6 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001635

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปี 60 คาดว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ 17 ราย จะมีรายได้จากการขายรวม 264,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11% และมีกำไร 40,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5% เนื่องจากผู้ประกอบการมีแผนทยอยเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง โดยประเมินว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ถึง 4 ของปีนี้จะมีโครงการเปิดใหม่เพิ่มอีก 216 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท หลังจากไตรมาส 1 เปิดแล้ว 43 โครงการมูลค่ารวม 62,300 ล้านบาท โดยทั้งปีคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ 259 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 365,000 ล้านบาท แบ่งเป็นไตรมาส 1 เปิดโครงการใหม่ 43 โครงการ มูลค่ารวม 62,300 ล้านบาท ไตรมาส 2 มีมูลค่าโครงการที่เปิด 92,602 ล้านบาท ส่วนไตรมาสที่ 3 มูลค่า 98,280 ล้านบาท และไตรมาส 4 มูลค่า 112,570 ล้านบาท

โดยโครงการอสังหาฯส่วนมากจะเกิดขึ้นใกล้กับโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ และพบว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญในการทำตลาดบนหรือคอนโดที่มีราคาสูงมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่มีราคาตารางเมตร (ตร.ม.) ละ 200,000 บาทขึ้นไป ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 120,000 ล้านบาท เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อและต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใกล้กับรถไฟฟ้าสายต่างๆ

“เชื่อว่าครึ่งหลังปีนี้ แนวโน้มอสังหาฯจะดีขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะโครงการที่มีราคาสูง แม้ว่าคอนโดมิเนียมในบางพื้นที่จะล้นตลาด แต่ภาพรวมของอสังหาฯยังขยายตัวได้ต่อเนื่องและมั่นใจว่าจะไม่เกิดฟองสบู่เหมือนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้น และไม่ได้ซื้อที่ดินเก็บไว้นานๆ เมื่อซื้อแล้วส่วนใหญ่จะเร่งพัฒนาโครงการขายภายใน 1-2 ปี จากอดีตที่ต้องการสะสมที่ดิน โดยกู้เงินต่างประเทศมาซื้อ และมีการเก็งกำไรราคาที่ดินจนทำให้แต่ละบริษัทมีที่ดินสะสมมากเกินไป จนเป็นภาระให้กับบริษัท”

นายเทิดศักดิ์ยังระบุด้วยว่า หากดูสถิติย้อนหลังพบว่ารายได้ต่อหัวประชาชน 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มเพียง 10% แต่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นถึงปีละ 8% แสดงให้เห็นว่ารายได้ของประชาชนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่ทันราคาที่ดิน รวมถึงราคาสินค้าด้วย.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 12/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001497


เศรษฐีเอเชียผูกนาฬิกาเสริมฐานะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001615

นางสาวชนิสา เรือนแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และพาราไดซ์ พาร์ค เปิดเผยว่า งาน “สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017” ครั้งที่ 11 ปีนี้มีแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 180 แบรนด์ จำนวนกว่า 30,000 เรือน มาจัดแสดงโชว์และขาย โดยราคาที่ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อจะอยู่ระหว่าง 50,000-300,000 บาท มีสัดส่วนถึง 55% ราคาต่ำกว่า 50,000 บาท มีสัดส่วน 25% และราคามากกว่า 300,000 บาทขึ้นไปมีสัดส่วน 20% โดยคาดว่าการอัดโปรโมชั่นพร้อมส่วนลดกว่า 10 ล้านบาทในงานนี้ จะทำให้เม็ดเงินสะพัดมากที่สุดนับตั้งแต่เคยจัดงานมากว่า 360 ล้านบาทในปีนี้ ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะช่วยกระตุ้นยอดขาย คาดว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง และเอเชีย เพราะมีกำลังซื้อเติบโตโดดเด่นในกลุ่มสินค้าดังกล่าว ดูจากแผนกนาฬิกา ภายในห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ปครึ่งปีแรกเติบโต 4% และคาดว่าจะเติบโตได้ 10% ในครึ่งปีหลัง

ด้านนายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้าวอทช์ แกลอเรีย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมนาฬิกาในไทยอยู่ที่ 45,900 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury) เรือนละ 500,000 บาทขึ้นไป มูลค่า 9,180 ล้านบาท, ตลาดไฮเอนด์เรือนละ 100,000-500,000 บาท มูลค่า 19,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%, ตลาดระดับกลาง (Middle Market) เรือนละ 20,000-100,000 บาท มูลค่า 10,405 ล้านบาท และตลาดแฟชั่นเทรนด์ ราคา 5,000-20,000 บาท มูลค่า 6,935 ล้านบาท ซึ่งพบว่ายอดขายนาฬิกาจากทั่วโลก กระจุกตัวที่เอเชียถึง 49% รองลงมาคือ ทวีปยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 36% ทวีปอเมริกาเหนือ 15% และอื่นๆ เพียง 2%.

 

ครม.ติงค่อยๆทำหวั่นเจ๊งกลางคัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001645

หั่นงบปลูกพืชอื่นทดแทนข้าว เหลือจิ๊บจ๊อย 1.2 พันล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการปรับพื้นที่ปลูกพืชให้เหมาะสม ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/2561 (ด้านการผลิต) เพื่อปรับเปลี่ยนการปลูกพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาปลูกพืชที่เหมาะสมหรือทำปศุสัตว์ 3 โครงการ วงเงิน 1,296.53 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมาย 700,000 ไร่ ได้แก่ โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว พื้นที่เป้าหมายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศ 100,000 ไร่ ดำเนินการ 3 ปี รับสมัครเดือน มิ.ย.-ธ.ค.2560 โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนที่นามาปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ต้นข้าวโพดสด มันสำปะหลัง กระถิน หญ้าแพงโกลา หญ้าเนเปีย พืชตระกูลถั่ว ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ได้รับการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 6,000 บาท แบ่งจ่าย 3 ปี ปีละ 2,000 บาท วงเงินรวม 202.1 ล้านบาท

โครงการที่ 2 คือ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2561 พื้นที่ 400,000 ไร่ ชาวนา 80,000 ครัวเรือน ใน 53 จังหวัด เริ่มเดือน ส.ค.2560-มิ.ย.2561 โดยส่งเสริมให้เกษตรกรลดรอบการปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น ยกเว้น หญ้าอาหารสัตว์ อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ต้นไม้ยืนต้น ฯลฯ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชทดแทนไร่ละ 2,000 บาท วงเงินรวม 864.53 ล้านบาท และโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรังปี 2561 พื้นที่ 200,000 ไร่ ใน 22 จังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง เริ่มเดือน มิ.ย.2560-มิ.ย.2561 โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนไร่ละ 5 กิโลกรัม และค่าไถ 2 ครั้ง วงเงินรวม 229.90 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอครั้งนี้ วงเงินรวม 4,902.12 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมายรวม 1.23 ล้านไร่ โดยโครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว มีพื้นที่เป้าหมาย 630,000 ไร่ แต่ ครม.ลดเหลือ 100,000 ไร่ และลดงบประมาณจาก 3,807.69 ล้านบาท เหลือ 202.1 ล้านบาท หรือลดลง 3,605.59 ล้านบาท เพราะสำนักงบประมาณเห็นว่า ควรทดลองทำเฟสแรกก่อนแล้วประเมินความสำเร็จ จากนั้นจึงทำเฟสต่อไป.

 

มหากาพย์ ขสมก. มันก็ยังวนๆเวียนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000900

หลังจากที่นายสมศักดิ์ ห่มม่วง เข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ได้ 3 เดือนครึ่ง มีเสียงสะท้อนดังออกมาจาก ขสมก.หลายต่อหลายเรื่อง

เริ่มต้นเรื่องแรกนายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. นัดรวมพลคน ขสมก.บุกทำเนียบฯร้องเรียนให้นายกรัฐมนตรีใช้ ม. 44 ปลดล็อกเรื่องรถเมล์ NGV 489 คัน และคัดค้านการที่กรมการขนส่งทางบกขีดเส้นทางเดินรถโดยสารใหม่ เกรงจะเปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องการลงนามสัญญาโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Ticket มูลค่า 1,600 ล้านบาท ที่ ขสมก.โดยนายสมศักดิ์ ห่มม่วง ลงนามสัญญากับเอกชนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน อย่างร้อนรน ท่ามกลางเสียงคัดค้านของสหภาพแรงงานฯ ขสมก.ที่ไม่เห็นด้วยทั้งตัวระบบที่เคยนำมาทดลองใช้แล้วเกิดปัญหาจราจรติดขัด รวมทั้งยังไม่มีรถเมล์ใหม่ให้ติดตั้ง…เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

ถัดมา…เป็นเรื่องฟ้องร้องศาลปกครองกรณีผู้เข้าร่วมประมูลรายหนึ่งถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมประมูล เพราะถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่าหลังจาก ขสมก.เซ็นสัญญาไปเพียงวันเดียว ศาลปกครองประทับรับฟ้องคดีที่บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด ฟ้อง ขสมก.กับพวกรวม 3 คน และมีคำสั่งให้ ขสมก. แก้ต่างคำฟ้องพร้อมด้วยหลักฐานที่กล่าวหาโจทก์ภายใน 30 วัน

และในวันเดียวกันนั้น นายสมศักดิ์ยังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ขสมก.ได้ยึดแบงก์การันตี จำนวน 338.978 ล้านบาท แถมด้วยการฟ้องร้องให้บริษัท เบสท์ริน จำกัด จ่ายค่าปรับเพิ่มอีก 400 ล้านบาท

เนื่องจากผิดสัญญาไม่สามารถส่งรถโดยสาร NGV ได้ทันกำหนดเวลาปรากฏว่า…วันที่ 3 กรกฎาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ ขสมก.ระงับการกระทำการใดๆเพื่อใช้สิทธิ์เรียกร้องเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือค้ำประกันลงวันที่ 30 กันยายน 2559 จำนวน 338.978 ล้านบาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

สันติ ปิยะทัต ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากเบสท์ริน กล่าวว่า การกระทำของ ขสมก. ถือเป็นการดำเนินการที่เร่งรีบ ไม่ได้คำนึงถึงคำสั่งของศาลปกครองที่จะมีมาแม้แต่น้อย หาก ขสมก.คำนึงถึงผลของคำสั่งศาลตามสมควร ขสมก.ควรที่จะหยุดการใช้สิทธิ์ส่วนนี้ไว้ชั่วคราว เพื่อรอฟังคำสั่งศาลเสียก่อน

และ ขสมก.ก็ไม่ได้เสียหายอะไรในเรื่องนี้

นั่นหมายความว่า ขสมก.ต้องนำเงินมาคืนหรือมาเก็บเป็นเงินประกันไว้ที่เดิม ส่วนการที่ธนาคารปล่อยเงินประกันออกไปโดยไม่รอว่าใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่ ขสมก. และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างเตรียมฟ้องธนาคารด้วยแล้ว

เรื่องต่อมา วันที่ 12 เมษายน นายสมศักดิ์ ห่มม่วง สั่งยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทเบสท์รินในฐานะผู้ทิ้งงาน

ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม สำนักกฎหมายของกระทรวงคมนาคม พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วให้นายยุกต์ จารุภูมิ รอง ผอ.ขสมก. ลงนามในคำสั่ง ขสมก.ที่ 580/2560 ระบุว่า องค์การพิจารณาแล้วเห็นว่าการประกาศให้บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ทิ้งงาน เป็นการดำเนินการไม่ครบขั้นตอน

ดังนั้น จึงขอยกเลิกคำสั่งองค์การที่ 355/2560, 356/2560, 357/2560 และ 350/2560

ทนายสันติเห็นว่า ขสมก.ได้ประกาศต่อสาธารณชน และมีหนังสือว่า บริษัทฯเป็นผู้ทิ้งงานโดยไม่เปิดโอกาสให้บริษัทฯได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ถือว่า เป็นการผิดขั้นตอน ส่งผลให้บริษัทฯไม่สามารถเข้าร่วมในการประมูลงานใดๆของหน่วยงานของรัฐได้ ถือเป็นการจงใจทำให้บริษัทฯเสียชื่อเสียง

หรือทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้อื่น เข้าข่ายความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 บริษัทฯจะเร่งดำเนินการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้องทันที ต่อเนื่องกับเรื่องต่อมา…กรณีกรมการขนส่งทางบกประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถ NGV 292 คัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

นายทะเบียนได้รับแจ้งจาก ขสมก. ตามหนังสือที่ ขสมก. 651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่าสัญญาระหว่าง ขสมก.กับบริษัท เบสท์ริน สิ้นสุดลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ประกอบกับได้รับแจ้งตามหนังสือที่ ขสมก. 858/2560 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ว่าหลักฐานสำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาการแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม

ปรากฏข้อความว่า ขสมก.ได้ชำระเงินค่ารถยนต์โดยสารแล้วซึ่งเป็นข้อความเท็จ

“กรมการขนส่งทางบกบอกว่าได้รับแจ้งจาก ขสมก. ตามหนังสือที่ ขสมก. 651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่าสัญญาระหว่าง ขสมก. กับบริษัท เบสท์ริน สิ้นสุดลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จริงๆแล้ววันที่ 8 เมษายน ขสมก.ยังไม่ยกเลิกสัญญา แต่ยกเลิกวันที่ 12 เมษายน”

นั่นหมายความว่า กรมการขนส่งทางบกยกเลิกทะเบียนก่อนวันยกเลิกสัญญาหรือ? ตรงนี้ไม่เข้าใจ…มีเจตนาอย่างไร?

“ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่ออกมาเพื่อประกอบการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารเท่านั้นไม่ใช่เอกสารปลอม ใบเสร็จดังกล่าวออกโดยบริษัทฯ จริง แต่มีเงื่อนไขระบุอย่างชัดเจนว่า…ใบเสร็จจะมีผลก็ต่อเมื่อได้รับเงินแล้วจาก ขสมก. แต่เหตุที่ต้องมีใบเสร็จออกมาเพราะ ขสมก.ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทฯไปดำเนินการจดทะเบียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบรถตามสัญญา เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอม หรือเอกสารเท็จ การที่ ขสมก.มีการให้ข่าวในทำนองว่าบริษัทฯทำเอกสารเท็จ ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท”

นอกจากนั้น ขสมก.มีการแจ้งเรื่องเอกสารเท็จไปให้กรมการขนส่งทางบกทำการเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารนั้น “เป็นการแจ้งเพื่อหวังผลทางคดีที่ศาลปกครองหรือไม่ เพราะเรื่องการจดทะเบียนโอนรถยนต์ บริษัทฯได้รับความยินยอมจาก ขสมก. ที่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทฯไปดำเนินการจดทะเบียน เป็นการแสดงว่า ขสมก.ได้รับรถยนต์ไปแล้วโดยปริยาย” ขสมก.จึงมีความจำเป็นต้องลบล้างการจดทะเบียนเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีที่ศาลปกครองเท่านั้น

“เรื่องการออกใบเสร็จรับเงินแล้วมีหมายเหตุแบบนี้ต้องบอกตรงๆว่า ในวงการธุรกิจปฏิบัติกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือพิสดารอย่างไร? เป็นการหาเหตุแค่นั้น…มันตื้นๆครับ”

เรื่องราววุ่นๆยุ่งๆหลายเรื่องราวมหากาพย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ประกาศยกเลิกการประกวดราคา โครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน สาเหตุเนื่องมาจากราคากลางสูงเกินกว่าหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด ที่สำคัญก่อนที่จะประกาศยกเลิกการประมูลยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะลาออก… หากต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงราคาใหม่จากทีโออาร์ แต่จนถึงวันนี้ยังสงบนิ่ง

นอกจากนี้ โครงการประกวดราคาจัดหารถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 200 ล้านบาท วงเงิน 2,702 ล้านบาท ก็ต้องสะดุดล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อกรมศุลกากรแจ้งว่า ไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้ารถไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาจัดซื้อรถสูงกว่าราคากลางที่ประเมินไว้ถึง 1,000 ล้านบาท…เป็น 3,702 ล้านบาท

วีรกรรม 3 เดือนครึ่ง…นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องรถเมล์ 489 คัน ตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ยังก่อให้เกิดคดีใหม่ๆทั้งทางแพ่งและอาญาอื่นๆอีก

ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง…เห็นด้วยหรือไม่? ท่านรัฐมนตรีคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ.

 

จ่อฟันโทษชายใช้โดรนเก็บภาพใกล้สนามบินดอนเมือง ผิดกฎหมายเดินอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 21:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001447

(ภาพจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย)

กพท. แจง คลิปชายใช้โดรนถ่ายใกล้สนามบินดอนเมือง เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเดินอากาศ มาตรา 24 ต้องระวางโทษคุก 1 ปี หรือปรับ 4 หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ ล่าสุด อยู่ระหว่างสืบสวนและดำเนินการทางกฎหมาย

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. กล่าวว่า จากกรณีที่โลกโซเชียลมีการส่งต่อคลิปที่ชายคนหนึ่งโพสต์ภาพถ่ายมุมสูง ซึ่งคาดว่าได้มาจากการใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือโดรน ที่ติดตั้งกล้องบินขึ้นไปเก็บภาพบริเวณสนามบินดอนเมืองนั้น

ทั้งนี้ กพท. ขอชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเดินอากาศ มาตรา 24 “ห้ามมิให้ผู้ใดบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินหรือทิ้งร่มอากาศ นอกจากได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกําหนด” ซึ่งมีโทษตามมาตรา 78 ผู้ใดกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ โดย กพท. อยู่ระหว่างการสืบสวนและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ กพท. ขอทำความเข้าใจกับประชาชนที่ใช้โดรนเพื่อความปลอดภัยในการบินเบื้องต้น ดังนี้

1. ห้ามทำการบินภายในระยะเก้ากิโลเมตร (ห้าไมล์ทะเล) จากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ดำเนินการสนามบินอนุญาตหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวอนุญาต
2. ห้ามทำการบินในสถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ โรงพยาบาล เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่
3. ต้องทำการบินในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งสามารถมองเห็นอากาศยานได้อย่างชัดเจน
4. ห้ามทำการบินโดยใช้ความสูงเกินเก้าสิบเมตร (สามร้อยฟุต) เหนือพื้นดิน
5. ห้ามทำการบินเหนือเมือง หมู่บ้าน ชุมชน หรือพื้นที่ที่มีคนมาชุมนุมอยู่
6. ห้ามบังคับอากาศยานเข้าใกล้อากาศยานซึ่งมีนักบิน
7. ห้ามทำการบินละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ.2558

 

ป.ป.ช. บี้ทุจริตมันเส้น ขีดเส้น 15 วัน พาณิชย์ ต้องส่งหลักฐานปี 54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 21:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001442

ป.ป.ช. ขีดเส้น “พาณิชย์” 15 วัน ต้องส่งเอกสารหลักฐานการขายมันเส้นจีทูจี ปี 54 ทั้งหมด หลังพบมีการทุจริต จนรัฐเสียหาย จ่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวน ก่อนชงชุดใหญ่ชี้มูล…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารการอนุมัติขายมันสำปะหลังเส้นในสต็อกรัฐบาลเมื่อปี 54 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตในการขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน แต่ไม่ได้ส่งออกจริง กลับนำมาเวียนขายในประเทศ ทำให้รัฐเสียหายมูลค่ามหาศาล โดย ป.ป.ช.ให้เวลาในการจัดส่งเอกสารภายใน 15 วัน

สำหรับข้อมูลเอกสารที่ ป.ป.ช.ต้องการ ได้แก่ ข้อมูลเอกสารการอนุมัติขายจีทูจีมันสำปะหลังทั้งหมด ทั้งขั้นตอนการขาย วิธีการขาย โดยเฉพาะบริษัทจากจีน เป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีนให้เป็นผู้มาซื้อมันสำปะหลังจริงหรือไม่ และบริษัทไทยที่เข้ามาเป็นคู่สัญญาในการขายมันจีทูจีกับบริษัทจีนเป็นบริษัทอะไร กรรมการผู้มีอำนาจคือใคร รวมถึงขั้นตอนหลังจากการขายจีทูจีมันไปแล้ว มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยขอให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนของ ป.ป.ช. เมื่อได้รับเอกสารหลักฐานทั้งหมดแล้ว จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อพิจารณาว่าจะรับเรื่องตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ หากรับไว้ จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาชี้มูล และตั้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุจริตต่อไป ซึ่งจะมีทั้งบริษัทเอกชนที่เป็นตัวการในการทุจริต รวมถึงข้าราชการ และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สำหรับการทุจริตขายจีทูจีมันสำปะหลัง ทาง ป.ป.ช.ยังได้ตรวจสอบพบว่า กระทรวงพาณิชย์ในสมัยนั้น ได้ขายมันสำปะหลังให้กับบริษัทของจีนปริมาณ 400,000 ตัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่บริษัทจากจีนที่ได้มาซื้อมันสำปะหลังดังกล่าว ไม่ได้เป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ทั้งๆ ที่ตามหลักการซื้อขายสินค้าแบบจีทูจีกับจีน ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน เช่น คอฟโก หรือบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีนเท่านั้น และในการทำสัญญาซื้อขายได้ใช้วิธีการขายหน้าโกดัง (เอ็กซ์ แวร์เฮ้าส์) โดยบริษัทจีนได้มอบอำนาจให้บริษัทไทยรายหนึ่งเป็นผู้ขนสินค้าออกจากโกดัง ปรับปรุงและส่งออกแทน โดยที่มันสำปะหลังไม่ได้นำไปส่งออกจริง แต่ถูกนำไปขายในประเทศ เพื่อทำกำไร เพราะราคาซื้อจากสต็อกรัฐบาลกิโลกรัม (กก.) ละ 4-5 บาท แต่ราคาตลาดขณะนั้น กก.ละ 8 บาท

นอกจากนี้ บริษัทไทยรายดังกล่าว ยังได้ดำเนินการขนย้ายมันสำปะหลังออกจากโกดังรัฐบาล หลังจาก L/C ที่จีนเปิดมาหมดอายุแล้ว เท่ากับบริษัทนี้ขนย้ายมันออกจากโกดังโดยไม่ได้จ่ายให้กับรัฐ โดยสามารถขนย้ายมันออกจากโกดังได้ 100,000 ตัน มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท เมื่อกรมการค้าต่างประเทศทราบเรื่อง ได้สั่งให้หยุดขนย้ายทันที ทำให้เอกชนรายนี้ไม่พอใจ และได้ฟ้องร้องกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวหาว่าขายมันสำปะหลังไม่ตรงตามสัญญา แต่กรมการค้าต่างประเทศได้แจ้งความดำเนินคดีกลับ และเรียกค่าเสียหายรวมทั้งหมด 3,000 ล้านบาท.