คมนาคม ยันปี 64 ได้นั่งแน่ รถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช ค่าตั๋ว 535 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001359

คมนาคม ลุยสร้างรถไฟไทย-จีน ช่วง กทม.-โคราช หลัง ครม.ไฟเขียว ประเดิมสถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. ยันได้นั่งแน่! ปี 64 ค่าโดยสารแสนถูก 535 บาท…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.อนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขอเพื่อดำเนินการในโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วง กทม.-หนองคาย ตอนที่ 1 กทม.-โคราช ระยะทาง 253 กม. วงเงินงบประมาณ 179,413 ล้านบาท มีสถานียกระดับ 6 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางซื่อ, ดอนเมือง, อยุธยา, สระบุรี, ปากช่อง และโคราช คาดว่าภายในเดือน ส.ค. 2560 จะสามารถลงนามในสัญญา 2.1 งานออกแบบก่อสร้าง และสัญญา 2.2 ควบคุมงามก่อสร้างในเดือน ก.ย.นี้ และหลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างระยะแรก สถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. มูลค่าก่อสร้าง 425 ล้านบาท ได้ภายในเดือน ต.ค.2560

อย่างไรก็ตามช่วงนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะให้กรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้าง และตลอดระยะทาง กทม.-โคราช ต้องสร้างเสร็จปลายปี 2564 โดยค่าโดยสารอยู่ที่ 535 บาท และเมื่อเปิดให้บริการรถไฟจะใช้ความเร็วที่ 250 กม./ชม. และจะให้บริการทุก 90 นาที และตลอดระยะเวลาเดินทางจาก กทม.-โคราช ใช้เวลา 1.17 ชม.

 

หุ้นไทยปิดแดนลบ ร่วง 0.20 จุด ซื้อขาย 39,625.18 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 18:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001372

หุ้นไทยปิดแดนลบ ร่วง 0.20 จุด ที่ระดับ 1,569.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,625.18 ล้าน…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ตลาดหุ้นไทยปิดซื้อขายในแดนลบ ร่วงลง 0.20 จุด หรือ 0.01% ที่ระดับ 1,569.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,625.18 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยแกว่งแคบ เคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยแตะจุดสูงสุดที่ 1,572.02 จุด และแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,564.75 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

ครม. ไฟเขียว รถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช ค่าโดยสาร 535 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001250

ครม.ผ่านฉลุย เดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงแรก กรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 179,413 ล้าน รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100% อัตราค่าโดยสาร เริ่มต้นที่ 80 บาท…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,413 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100%

สำหรับการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งครั้งนี้เป็นการอนุมัติให้ดำเนินการช่วงแรกระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-หนองคาย ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และระยะที่ 2 คือ นครราชสีมา-หนองคาย และระยะที่ 3 ช่วงแก่งคอย-มาบตาพุด รวมระยะทางทั้งสิ้น 250 กิโลเมตร และมีพื้นที่ที่ต้องเวนคืนประมาณ 2,815 ไร่ ประกอบด้วย ช่วงบางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา สระบุรี ปากช่อง นครราชสีมา เพื่อให้สามารถเดินรถได้ความเร็วที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ ในช่วงแรกจะเดินรถรวม 6 ขบวน สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 600 คนต่อขบวน ขับเคลื่อนเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยใช้ระยะเวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 17 นาที คาดว่าในปีแรกที่เปิดดำเนินการ หรือในปี 2564 จะมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 5,300 คนต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของปัจจุบันที่มีผู้โดยสารเส้นทางดังกล่าว 20,000 คน และคาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือปี 2594 จะมีผู้ใช้บริการ 26,800 คน และมีขบวนรถทั้งสิ้น 26 ขบวน ปล่อยขบวนทุก 35 นาที

ส่วนอัตราค่าโดยสารนั้น จะคิดเริ่มต้นที่ 80 บาทบวกเพิ่ม 1.8 บาทต่อกิโลเมตร เช่น กรุงเทพฯ-อยุธยา ค่าโดยสารอยู่ที่ 278 บาท กรุงเทพฯ-ปากช่อง ค่าโดยสารอยู่ที่ 393 บาท กรุงเทพฯ-โคราช ค่าโดยสารอยู่ที่ 535 บาท ซึ่งเทียบเคียงกับค่าโดยสารในปัจจุบัน

นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านสัญญาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนงานโยธา-ก่อสร้าง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ซึ่งผู้รับจ้างงานจะเป็นคนในประเทศ และคาดว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างของคนไทยแน่นอน ส่วนสัญญาที่ 2 การวางระบบอาณัติสัญญา การควบคุม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าโครงการนั้น จะมี 3 สัญญาย่อย คือ การสำรวจการออกแบบ การปรึกษาควบคุมงานโยธา และระบบไฟฟ้า เครื่องกล ขบวนรถ จะเป็นการดำเนินการของจีน

ส่วนสาเหตุที่ไทยต้องลงทุนเอง เนื่องจากหากแบ่งสัดส่วน จะต้องดำเนินการในรูปแบบการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อน นอกจากนี้ทางการจีนยังพร้อมสนับสนุนและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่คนไทยเพิ่มเติมด้วย ซึ่งโครงการรถไฟไทย-จีน คาดว่าจะส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับประเทศอื่นในภูมิภาค และยังสามารถเชื่อมเส้นทาง One belt One road ของจีนอีกด้วย.

 

‘พาณิชย์’ ดันขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001189′

‘พาณิชย์’ ตีตรากาแฟเทพเสด็จ ส้มโอหอมควนลัง และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน เป็นสินค้าจีไอ เร่งผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนจีไอครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มอีก 3 รายการ ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน จังหวัดลำพูน ทำให้ขณะนี้ กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้วทั้งสิ้น 93 รายการ แบ่งเป็นคำขอไทย 79 รายการ ต่างประเทศ 14 รายการ และอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนอีก 60 รายการ

สำหรับสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอ เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง มีประวัติความเป็นมาและความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตแต่ละแห่ง จึงทำให้ได้สินค้าจีไอมีคุณภาพ มีเอกลักษณ์โดดเด่น และสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าทั่วไปได้ โดยสินค้าจีไอ 3 รายการล่าสุด ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ คาทูรา และคาทุย ที่ปลูกร่วมกับป่าไม้และสวนชา (เมี่ยง) บนพื้นที่ระดับความสูง 1,100-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในพื้นที่ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จนได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ส่วนส้มโอหอมควนลัง เปลือกมีความหอมพิเศษโดดเด่นแตกต่างจากส้มโออื่น มีผลกลมสูง ไม่มีจุก เนื้อสีชมพูเข้มถึงแดง เนื้อนิ่มฉ่ำ เมล็ดลีบถึงไม่มีเมล็ด รสชาติหวานอมเปรี้ยว ไม่ขม ปลูกในพื้นที่เทศบาลเมืองควนลัง ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน เป็นลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวป่าเส้า ผลกลม ผิวเปลือกขรุขระ สีน้ำตาลปนเขียว เนื้อแห้งแน่นสีขาวขุ่น รสชาติหวานหอม เมล็ดสีดำมันกลม และแบนด้านข้าง ปลูกในพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้แก่ ตำบลหนองช้างคืน ตำบลอุโมงค์ ตำบลเหมืองง่า ตำบลต้นธง ตำบลริมปิง และตำบลประตูป่า

นายทศพล กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถิติการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอรวมทั้งสิ้น 158 คำขอ แบ่งเป็นคำขอไทย 136 คำขอ ต่างประเทศ 22 คำขอ โดยในปีงบประมาณ 60 มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียน 13 คำขอ ได้แก่ ผ้าตีนจกโหล่งลี้ลำพูน กาแฟดอยป่าแป๋ลำพูน จังหวัดลำพูน, ทุเรียนศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ, ไวน์เขาใหญ่ กาแฟวังน้ำเขียว ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ จังหวัดนครราชสีมา, เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์, ทุเรียนทรายขาว จังหวัดปัตตานี, ส้มบางมด ลิ้นจี่บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร, เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ และเมล่อนยูบาริ ประเทศญี่ปุ่น

“กรมฯ ได้วางนโยบายดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในปี 60 เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไออย่างน้อย 1 จังหวัดต่อ 1 สินค้า โดยกรมตั้งเป้าหมายให้มีสินค้าจีไอครบทุกจังหวัด ปัจจุบันพบว่า มี 70 จังหวัดที่มีการยื่นคำขอแล้ว เหลืออีกเพียง 7 จังหวัด ที่กรมฯ ต้องผลักดันให้มีการยื่นคำขอต่อไป พร้อมทั้งสนับสนุนให้จัดทำระบบตรวจสอบควบคุมมาตรฐานเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าจีไอต่อไป”.

 

4 ก.ย. บังคับใช้ ห้ามอายัดเงินเดือนลูกหนี้ มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 15:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001124

บังคับใช้ 4 ก.ย. ห้ามอายัดเงินเดือนลูกหนี้ที่มีเงินได้ ต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่น จากเดิม 1 หมื่นบาท ตามมาตรา 302 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ด้าน กรมบังคับคดี แจงปรับให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน หลังใช้มานานกว่า 20 ปี

ภายหลังราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 และให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันลงประกาศนั้น ด้าน น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า ในวันที่ 4 ก.ย. 2560 เจ้าหนี้จะอายัดเงินเดือนลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ที่จะมีผลบังคับใช้โดยกฎหมายได้ ที่ระบุใจความสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มาตรา 302 “กฎหมายได้ปรับรายได้หรือเงินเดือน จากเดิมกำหนดว่า 1 หมื่นบาทแรก เป็น 2 หมื่นบาทแรก ไม่สามารถอายัดได้นั้น เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินไว้ดำรงชีพ และเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป”

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการแก้ไขครั้งสำคัญในภาคบังคับคดี เป็นการปฏิรูปใหม่ทั้งหมดในส่วนการบังคับคดี เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนการบังคับคดีมีการใช้มานานกว่า 20 ปี จึงต้องปรับให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยมีการดูแลเรื่องพื้นฐานของลูกหนี้ด้วย ในส่วนที่ 2 ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี คือ มาตรา 301 และมาตรา 302 โดยมาตรา 301 เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ส่วนมาตรา 302 เป็นเรื่องของเงิน หรือสิทธิ์เรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

นอกจากนี้ ในส่วนของทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มุ่งไปถึงการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม ตามสมควรกับฐานะของลูกหนี้ อย่างกรณีเบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งเดิมเบี้ยเลี้ยงชีพที่ไม่สามารถยึดบังคับคดีมีจำนวนเงินไม่เกิน 10,000 บาท แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ตามมาตรา 302 (1) จึงปรับเป็นไม่เกิน 20,000 บาท ดังนั้น ถ้าลูกหนี้มีเงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท จะไม่ถูกบังคับคดี เพราะจะบังคับคดีได้เฉพาะส่วนที่เกิน 20,000 บาท เท่านั้น

ส่วนเงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ บําเหน็จ บำเหน็จตกทอดทายาท เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ ตามมาตรา 302 (2) จะไม่ถูกบังคับคดี โดยไม่ต้องดูว่าเกินจำนวน 20,000 บาท หรือไม่ หรือคนทั่วไป ต้องเป็นเงินเดือนส่วนที่เกิน 20,000 บาท จึงจะบังคับคดีได้ แต่ถ้าเป็นข้าราชการ เงินเดือน เงินบำนาญ บังคับคดีไม่ได้ ส่วนคนที่ไม่ได้มีเงินเดือนประจำ แต่มีเงินได้ในลักษณะ 3-4 เดือน เป็นเงินก้อน เช่น 50,000 บาท ซึ่งเข้ามาตรา 302 (1) ในกรณีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดี มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณา ยกเว้นการบังคับคดีให้ได้ตามสมควรในส่วนที่เกิน 20,000 บาท

พร้อมระบุในส่วนของทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ไม่ถูกบังคับคดี ตามมาตรา 301 ยังมีในส่วนของเครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละ 20,000 บาท รวม 3 ประเภทเป็นเงิน 60,000 บาท ไม่ถูกบังคับคดี จากเดิม 50,000 บาท และในส่วนเครื่องมือ เครื่องใช้ รวมทั้งสัตว์ สิ่งของที่จำเป็น ขณะเดียวกัน กฎหมายยังเปิดช่อง หากเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอก ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด สามารถร้องต่อศาลได้.

 

โบรกเกอร์ ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มส่งออก รับแรงหนุนเงินบาทอ่อนค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000862

บล.เคทีบี มองหุ้นกลุ่มส่งออกน่าสนใจ ได้แรงหนุนจากเงินบาทอ่อนค่า พร้อมมองปัจจัยกดดันเรื่องการลด QE ธนาคารกลางต่างๆ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ (11 ก.ค.) ว่า ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด นักลงทุนกำลังปรับพอร์ตรับการขึ้นดอกเบี้ย และลดการทำ QE หรือนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ (ยกเว้นญี่ปุ่น)

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลยุโรปและรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ 26 มิ.ย.เป็นต้นมา (US Gov. 30 yrs Bond Yield สูงขึ้นถึง 0.20%) แรงขายพันธบัตร มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอยู่บ้าง แต่น่าจะได้เห็น คือ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เรามองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ที่หุ้นกลุ่มนี้ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ $43-50 เหรียญ จนกว่าภาวะ oversupply จะเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำเรามองเป็นบวกต่อผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นต้นหรือสายการบิน

ส่วนผลประชุม G-20 ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย คือ สหรัฐฯ ลดการใช้มาตรการภาษีนำเข้าเหล็ก และอลูมิเนียมต่อออสเตรเลีย น่าจะลดแรงกดดันต่อสินค้าทั้งสองตัว และสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ว่า ด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยรวมๆ แล้วผลออกมาดีต่อตลาด และสัปดาห์นี้น่าจะเห็นมาตรการตอบโต้เกาหลีเหนือบางอย่างออกมา

สำหรับ ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ อาจเห็นการรีบาวน์ของตลาดหลังผ่านวันหยุดมาแล้ว แต่การปรับพอร์ตของนักลงทุนรับการลด QE ผสมกับแรงขายหุ้นในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งราคาน้ำมันดิบลดลง และสถานการณ์เกาหลีเหนือ จะทำให้ทิศทางตลาดยังมีความเสี่ยงขาลงอยู่ โดยเฉพาะถ้าหลุดแนวรับสำคัญลงไป ในด้านเทคนิค แนวรับแรกของดัชนีฯ ที่สำคัญ 2 จุด คือ 1,566 และ 1,553 จุด ส่วนแนวต้านของสัปดาห์นี้ เราให้ไว้ที่ 1,583 จุด

“ด้วยตัวแปรในต่างประเทศที่ยังกดดันตลาดหุ้น ส่วนปัจจัยบวกในประเทศรับรู้มาระดับหนึ่งแล้ว กลยุทธ์ลงทุนจึงต้องเลือกทั้งสองด้านคือ ลดพอร์ตหุ้นที่ราคามีแนวโน้มลงต่อ หรือรอจังหวะซื้อหุ้น เมื่อดัชนีฯ มีการฟื้นตัว เนื่องจากเรามองว่า upside ของดัชนีฯ นั้นมีไม่มากนัก คือโอกาสผ่าน 1,590 ยังยากเพราะปัจจัยบวกไม่มากพอ นักลงทุนควรเพิ่มการถือเงินสดให้มากขึ้น ในระดับ 30-40%”

ส่วนหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มบวกสัปดาห์ เราให้ความสนใจกับ หุ้นกลุ่มส่งออก หุ้นงบ 2Q ที่คาดจะออกมาดี และหุ้นมีข่าวบวก (เก็งกำไรช่วงสั้น) สำหรับหุ้นที่เราคาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ อาทิ HANA, SINGER, MTLS, BPP, PTTGC, TMT หุ้นแนะนำเชิงเทคนิค PTG, SCI, AMA

 

ปั้นบริษัทลูกเพิ่มกำไร10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000739

ดอกไม้เหล็ก “อุษณีย์”แม่ทัพใหญ่การบินไทย

“อุษณีย์ แสงสิงแก้ว” แม่ทัพหญิงคนเดียวในธุรกิจการบินของโลก เผยกลยุทธ์ปั้นบริษัทลูกการบินไทย ให้มีกำไรเติบโตปีละ 10% เพื่อให้บริษัทเติบโตแบบยั่งยืน มั่นใจปีนี้ไทยสามารถปลดล็อกธงแดงได้สำเร็จ เพื่อให้ได้สิทธิไปต่ออย่างก้าวกระโดด ลุยปรับเพิ่มเที่ยวบินหลายเส้นทาง ยืนยันไม่เพิ่มทุน “นกแอร์” ขอดูแลแบบห่างๆ แต่ก็ยังเป็นห่วง

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือดีดี เปิดเผยว่า จากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการ ดีดี การบินไทย เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา การบินไทยผ่านช่วงแผนฟื้นฟูและกำลังก้าวไปสู่การดำเนินการตามแผนแบบยั่งยืน ตนมีเป้าหมายที่จะทำให้การบินไทยมีกำไรจากการดำเนินการในหน่วยธุรกิจย่อย 5 บริษัท คือ ครัวการบิน, ฝ่ายการสินค้าและไปรษณียภัณฑ์, ฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น, ฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น และฝ่ายช่าง ให้เติบโต และมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกปีละ 10% จากที่ก่อนหน้านี้ จะเน้นรายได้จากการขายตั๋วโดยสาร 80-90% เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการขายตั๋วผ่านเว็บไซต์ให้มากขึ้น และมีเป้าหมายให้ขยายการขายตั๋วผ่านช่องทางนี้จาก 5% เป็น 20% เพื่อเพิ่มรายได้ คาดว่าจากปัจจัยต่างๆจะทำให้รายได้ในภาพรวม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 158,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นอีก 10% ทันที

สำหรับการที่องค์การการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ (ICAO) เข้ามาตรวจสอบ ICVM (ICAO Coordinated Validation Mission) เพื่อนำไปสู่การขอปลดล็อกธงแดงประเทศไทย และมีการคาดหมายว่าจะสามารถปลดล็อกธงแดงในปลายปีนี้ มองว่า หากปลดล็อกธงแดงได้ การบินไทยจะเริ่มกลับมาลุยเปิดเส้นทางบินเก่าๆที่เคยทำการบิน กลับมาเปิดการบินใหม่ได้ และเพิ่มเที่ยวบินเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้บริการ โดยเฉพาะเส้นทางสู่เมืองซัปโปโร และโอซากา ของญี่ปุ่น ที่ความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยมีสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเส้นทางบินยุโรป เช่น กรุงเทพฯ-เวียนนา, กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์, กรุงเทพฯ-ไอซ์แลนด์, กรุงเทพฯ-ปูซาน ของเกาหลีใต้

“เส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-อเมริกา ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งกลยุทธ์การบินต่อไปนี้ หากเส้นทางบินใดมีศักยภาพ แต่หากการบินไทยไม่บินตรง ก็จะเข้าไปทำการบินร่วมกับสายการบินพันธมิตรอื่นๆ หรือโค้ดแชร์ เพื่อเพิ่มช่องทางการเดินทางให้กับผู้โดยสาร และการบินไทยก็ไม่เสียโอกาสในการทำธุรกิจด้วย”

นางอุษณีย์กล่าวว่า แผนการดำเนินการในการเข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์แบบเฉพาะเจาะจง ล่าสุด การบินไทยถือหุ้นในสายการบินนกแอร์เหลือเพียง 19% เท่านั้น และจากที่ได้มีการตรวจสอบรายละเอียดความชัดเจนการดำเนินงาน รวมถึงแผนการดำเนินงานที่นกแอร์จะทำต่อไป พบว่าแผนกลยุทธ์นกแอร์ไม่มีความชัดเจนที่จะทำให้การบินไทยรู้สึกได้ว่า หากลงเงินเพิ่มทุนไปแล้ว จะได้อะไรกลับมาในทางธุรกิจ

ดังนั้น จึงมีความชัดเจนว่า การบินไทยจะไม่เข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ แต่ในส่วนของความช่วยเหลือในฐานะที่การบินไทยเป็นคนร่วมจัดตั้งสายการบินขึ้นมา ก็จะยังให้ความช่วยเหลือตามเดิม แต่การทำธุรกิจในปัจจุบันของสายการบินในตลาดโลกเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก็สามารถเข้ามาร่วมโค้ดแชร์ร่วมกันได้ เพราะธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจเสรีทางการบิน เที่ยวบิน เส้นทางบิน สามารถเจรจาเพิ่มขึ้น หรือลดได้ตามภาวะตลาด ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใครที่ได้เส้นทางบิน คนอื่นก็จะไม่สามารถเข้าทำธุรกิจในเส้นทางบินนั้นๆได้

“ก่อนหน้านี้การบินไทยถือหุ้นในสายการบินนกแอร์ 39% ถึงแม้ว่าจะมีคนการบินไทยเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) นกแอร์ ก็ใช่ว่าการบินไทยจะสามารถมีปากมีเสียงทำอะไรได้ ดังนั้น การเข้าไปเพิ่มทุนหรือไม่เพิ่มก็มีค่าเท่ากัน เพราะรูปแบบการทำงานสมัยนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน”

ขณะเดียวกัน การบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์ ที่การบินไทยถือหุ้น 100% และไทยสมายล์ก็เป็นสายการบินที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการบินไทยโดยตรง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เที่ยวบินไปยังเส้นทางบินที่การบินไทยไม่ทำการบิน ซึ่งการให้บริการผู้โดยสาร การดูแลผู้โดยสาร ทุกๆอย่างเปรียบเสมือนได้รับการบริการจากการบินไทย 100% จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ ชัดเจนว่า การบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์เป็นสายการบินรองรับแทน ดังนั้นกลยุทธ์ต่างๆที่การบินไทยจะลงทุนหรือเข้าไปช่วย ก็ต้องช่วยไทยสมายล์เป็นหลักก่อนสายการบินอื่นๆอย่างแน่นอน.

 

“บอร์ด อีอีซี” ดันรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000737′

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 215,100 ล้านบาท คาดว่าจะร่างเอกสารประกวดราคา หรือทีโออาร์ได้เลย โดยมีกรอบเวลาให้ ร.ฟ.ท.จัดทำ ทีโออาร์แล้วเสร็จพร้อมกับประกาศเชิญชวน และเปิดขายซองเอกสารประกวดราคาภายในช่วงเดือน ก.ย.นี้ ส่วนการเปิดประมูลโครงการจะอยู่ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.2560 เพื่อให้ได้ตัวเอกชนเพื่อดำเนินโครงการในปีนี้

“ภาคเอกชนต้องการดูรูปแบบการลงทุนก่อนว่าจะออกมาเป็นแบบใด สำหรับความคืบหน้าการศึกษาโครงการ มั่นใจว่ารูปแบบโครงการจะออกมาเป็นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) แน่นอน แต่จะเป็นในลักษณะใด ใครลงทุนอะไรบ้าง หรืออัตราส่วนแบ่งรายได้จะให้ ร.ฟ.ท.จัดทำข้อสรุป เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบเวลาดำเนินโครงการ ขณะที่รูปแบบการบริหารรถไฟเชื่อม 3 สนามบินจะออกมาในรูปแบบร่วมกันบริหาร”

นายอานนท์กล่าวว่า โครงการรถไฟเชื่อมต่อ 3 ท่าเรือที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการ ขณะนี้บอร์ดอีอีซีได้อนุมัติเห็นชอบแล้ว โดยมีกรอบวงเงินโครงการอยู่ที่ 64,300 ล้านบาท ซึ่งได้มอบให้ ร.ฟ.ท.ไปดำเนินการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสม โดยระยะเวลาการศึกษา 9-12 เดือน ควบคู่ไปกับการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ควบคู่กันไปด้วยถ้ามีความจำเป็น เบื้องต้นเน้นเป็นรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยการก่อสร้างจะเป็นเพียงเชื่อมต่อรางเดิมเข้าไปยังท่าเรือควบคู่ไปกับการก่อสร้างเส้นทางใหม่ให้เชื่อมต่อกัน สำหรับโครงรถไฟทางคู่เข้าเชื่อมโยง 3 ท่าเรือ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มการขนสินค้าทางรางที่มาถึงท่าเรือจาก 7% เป็น 30% และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลดลงจาก 14% ของจีดีพี เป็น 12% หรือประหยัดได้ 250,000 ล้านบาทต่อปี.

 

3 ชาติคุมส่งออกยาง ติงไทยทำราคาป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000735

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยว่า กยท.ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้ร่วมประชุมหารือถึงแนวทางและมาตรการแก้ปัญหายางพารา ในเวทีสภาไตรภาคียางพาราครั้งที่ 28 ร่วมกับ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6-7 ก.ค.60 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติ 2 เรื่อง คือ 1.มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยางพาราของ 3 ประเทศ และมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราผันผวน 2.เร่งรัดให้มีการ ประชุมระดับรัฐมนตรีของ 3 ประเทศผู้ผลิตยาง ภายในเดือนก.ย.นี้ จากเดิมกำหนดไว้ในช่วงเดือน ธ.ค.2560 “การร่วมประชุมครั้งนี้ประเทศสมาชิก ทั้งอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างตำหนิไทย ว่าเป็นตัวกลางทำให้ราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง และนำเรื่องของยางพารามาเป็นเรื่องการเมือง ส่งผลให้นักเก็งกำไรราคายางนำเอาข่าวที่เกิดขึ้น มากดราคาซื้อยางในตลาดล่วงหน้า”.

 

ทีโอทีฝันหวานรับเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000750

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้เห็นชอบร่างสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการค้าระหว่างทีโอทีกับกลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เพื่อให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ ในเบื้องต้นแล้ว และได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง คาดว่าภายในเดือน ก.ค.นี้ จะส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป และในเดือน พ.ย.- ธ.ค.2560 นี้ จะสามารถลงนามในสัญญาได้ โดยจะสร้างรายได้ให้กับทีโอทีปีละ 4,500 ล้านบาท

ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะนำใช้กับคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ส่วนการลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น บริษัทในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสนั้น เพื่อให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์นั้น ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ระหว่างการตรวจร่างสัญญา คาดว่าภายใน ก.ค.2560 นี้ สำนักงานอัยการสูงสุดจะส่งร่างสัญญากลับมาให้ทีโอที และภายในเดือน ส.ค.นี้จะสามารถลงนามในสัญญาได้ โดยสัญญาดังกล่าวจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ปีละ 3,900 ล้านบาท.