ตำรวจไม่รีดไถเก็บส่วยมีจริง! ‘สวป.คลองตัน’ วางปืน ปั้นธุรกิจพริกแกงผง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992395

ก่อนจะอ่าน “เรื่องเล่าความสำเร็จ” ในสัปดาห์นี้ “ไทยรัฐออนไลน์” อยากให้ทุกๆ ท่านลืมภาพของตำรวจนอกรีตส่วนน้อยบางส่วน ซึ่งสร้างภาพลบฉาวโฉ่แก่องค์กร ไม่ว่าจะเป็นทำยอดค่าปรับ รีดไถ เก็บส่วย ตีกิน เดินทางผิดกฎหมาย ไว้ชั่วคราว เพราะวันนี้เราจะพาผู้อ่านไปพูดคุยกับ นายตำรวจยศ พ.ต.ต ตำแหน่งสารวัตรสายงานหลักในท้องที่นครบาล ซึ่งใช้เวลานอกเหนืองานประจำที่รักและภาคภูมิใจ ปลุกปั้นธุรกิจเป็นรูปเป็นร่าง เดินหน้าสู่ความสำเร็จ

ด้วยจบ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา ตำแหน่ง สวป.สน.คลองตัน โรงพักในนครบาล แต่เลือกเส้นทางหารายได้เสริมด้วยการทำธุรกิจสีขาวว่าน่าสนใจแล้ว ยังได้เลือกทำธุรกิจพริกแกง-ผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป ยิ่งทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก จะด้วยเพราะอะไรยังนั้นทั้ง หมดทุกประเด็นเชิญฟังจากปากของ “พ.ต.ท.ภานุภัทร กิตติพันธ์” นรต. 60 สวป.สน.คลองตัน ในฐานะเจ้าของธุรกิจพริกแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป “HOTDOT CURRY” หรือ “ฮอทดอท เคอร์รี่” 

น้องเรียน USA คิดถึงอาหารไทย ไอเดียเกิด 

ธุรกิจนี้ เร่ิมแรกเนื่องจากน้องสาวไปเรียนสหรัฐฯ แล้วจะคอยถามทางบ้านว่า ทำกับข้าวยังไง ขณะที่ตนเองก็ชอบทำอาหารอยู่แล้ว ในสหรัฐฯ วัตถุดิบหาไม่ได้ เช่น แกงเขียวหวาน หาน้ำตาลปี๊บดีๆ ใส่ให้อร่อยไม่ได้, แกงป่า หาส่วนประกอบจำพวกกระชายยาก หรือ แกงส้มมะขามเปียกก็หายาก จึงคุยกับที่บ้าน เร่ิมจากทำพริกแกงเปียกจากสูตรของที่บ้าน แล้วหิ้วไปให้น้องสาว หรือส่งไป แต่ด้วยความที่ว่า พริกแกงเปียกมีความชื้น มีน้ำ และหนัก ทำให้เวลาส่งไปสหรัฐฯ แต่ละครั้งค่าส่งค่อนข้างสูง ซึ่งบางครั้งยังผ่านการตรวจเข้าไม่ได้ นอกจากนั้น พริกแกงเปียก จะต้องแพ็กหีบห่อดีๆ ไม่เช่นนั้นจะรั่ว แตกเลอะเทอะ ดังนั้น จึงศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตว่า มีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เพื่อแปรรูปพริกแกงให้แห้งได้ หลังจากนั้น พบวิธีการวิธีหนึ่งด้วยระบบการไล่ความชื้น เมื่อไล่ความชื้น ไล่น้ำออก จึงสั่งเครื่องจักรมาลองทำดู เครื่องจักรมาจากสเปน มีตัวแทนในไทยพอดี จึงไปลองคุยและสั่งเข้ามาลอง เมื่อมีความเป็นไปได้จึงลองลงมือทำ

แตกต่างแต่เข้าใจนวัตกรรมใหม่พริกแกงผง

ผงแกงของตนที่ได้ แตกต่างจากผงปรุงรสในตลาดบางยี่ห้อ ซึ่งนำวัตถุดิบมาทำเป็นผงก่อนแล้วนำมาผสมกัน ส่วนของตนนั้น ใช้วิธีผสมส่วนผสมก่อน เพื่อให้เกิดการเข้าเนื้อของรสชาติ แล้วนำมาทำแห้ง จะใช้เวลาทำนานและยากกว่า แต่ได้รสชาติคงความเป็นไทยแบบเดิมๆ ได้มากกว่า และที่สำคัญคือ no msg ไม่ใส่ผงชูรสและสารกันบูด

พ.ต.ท.ภานุภัทร เจ้าของธุรกิจพริกแกงผงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปมีวันนี้เพราะตัวเอง ลองผิดลองถูกจนแซ่บนัว

ขณะนั้น เมื่อเร่ิมทำผลิตภัณฑ์ได้ใหม่ๆ ออกมาเป็นก้อนแห้งๆ แข็งๆ เมื่อทดลองใช้งานพบปัญหา คือ ละลายน้ำช้ามาก เพราะเมื่อดูดน้ำออก โมเลกุลจะจับตัวกันอัดแน่นมากขึ้น เลยปรับเปลี่ยนมาทำแบบผงเช่นในปัจจุบัน เพื่อลดความยากลำบากในการใช้งาน เมื่อทำเป็นแบบผง ปรากฏว่า ใช้ได้ รสชาติใช้ได้ จึงทดลองส่งไปให้น้องสาวในสหรัฐฯ ซึ่งแฮปปี้มาก รสชาติเหมือนแกงที่ไทยและยังใช้งานง่าย น้องเลยเริ่มสั่งผลิตภัณฑ์เข้าไป และเริ่มแชร์กันในกลุ่มคนไทยในนิวยอร์ก

ปรุงง่ายแค่ 3 ขั้นตอน เสกสรรแกงรสไทยแท้

นิยามของผลิตภัณฑ์ฮอทดอทนั้น ภาษาอักฤษน่าจะเรียก INSTANT CURRY POWDER PASTE ส่วนภาษาไทยก็เรียกว่า ผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป โดยวิธีการใช้งานเพียงแค่เติมน้ำ ใส่เนื้อสัตว์ ใส่ผัก เข้าไมโครเวฟ แล้วออกมาได้รสชาติแบบไทยๆ

คัดมาแล้ว 5 เทพแกงไทยผลิตไว้ให้เลือกสรร

ปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์มีรสชาติหลักๆ 5 รสชาติของอาหารไทย นั่นคือ 1. แกงเขียวหวาน ทั้งพริกแกงและน้ำตาลโตนดคัดสรรอย่างดี เพื่อให้ได้รสชาติดีที่สุด 2. แกงป่า โดยเลือกใช้กระชาย และพริกกะเหรี่ยง ให้ความหอม และรสชาติจี๊ดจ๊าด 3. แกงเผ็ด 4. แกงเหลืองสูตรคุณปู่จากนครศรีธรรมราช และ 5. แกงส้ม ซึ่งเป็นอาหารหลักคนไทยกินง่าย และในต่างประเทศ การใช้มะขามเปียกค่อนข้างยาก ที่เราได้นวัตกรรมจากการสอบถามและค้นคว้า จนได้มะขามเปียกออกมาในรูปแบบแห้ง

สนใจใฝ่รู้ด้วยตัวเองจนมีสินค้า-ธุรกิจวันนี้

ความรู้ต่างๆ จนได้ผลิตภัณฑ์และธุรกิจมาจากการศึกษาด้วยตัวเองเป็นหลักเกือบ 90% นอกจากนั้น มีการปรึกษาเพื่อนที่ทำธุรกิจ และเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การอาหาร ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องอายุของสินค้า และหีบห่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดจน อย.

แกงเผ็ด 1 ใน 5 เทพแกงไทยยอดนิยมพร้อมให้ลิ้มลองหากนับระยะเวลาอายุของธุรกิจนี้ เริ่มทำมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ต.ค. 2559 จนถึงปัจจุบัน เร่ิมออกผลิตภัณฑ์ และจะออกผลิตภัณฑ์วางขายจริงจังตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.นี้ เป็นต้นไป ช่วงนี้จะมีการขายแบบอินดี้ ทั้งทางเพจเฟซบุ๊ก ไลน์ และน้องสาวนำไปขายในสหรัฐฯ ให้กลุ่มนักเรียนไทย

ผลตอบรับดี ลุยขายอินดี้ มีโรงงานเอง ครบ

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเราผลิตเอง โรงงานของเราเอง เซตเอง เพราะเป็นองค์ความรู้ของเราเอง เลยอยากทำทุกอย่างเองตั้งแต่เร่ิมต้น ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับยอดขายแบบอินดี้ถือว่าดี ผลิตไม่ทันเหมือนกัน เฉพาะส่งไปขายนิวยอร์กก็พอสมควร ยังมีเพื่อนอยากนำไปลองใช้ และมีการออกบูธเพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์

พราวกับสินค้านวัตกรรมใหม่-ใครก็ปรุงได้

ทั้งนี้ ค่อนข้างมั่นใจฮอทดอทเคอร์รี่ ผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปของตน เป็นนวัตกรรมใหม่ในประเทศ การใช้งานค่อนข้างง่าย ทำให้ผู้พบเห็นผลิตภัณฑ์ตัดสินใจซื้อและใช้งานง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเมื่อครั้งไปออกบูธเควิลเลจ มีฝรั่งมาสนใจมาก จากเดิมคิดว่า จะเป็นคนไทยสนใจ กลับเป็นกลุ่มฝรั่งที่สนใจรสชาติอาหารไทย และเข้ามาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ทำอาหาร เพราะเปิดบูธและให้ทดลองทำได้เลย

สำหรับกลุ่มเป้าหมายสินค้านั้น เดิมมองกรอบไว้ว่า มุ่งเจาะที่นักเรียนไทย หรือคนไทยในต่างแดนที่ทำงานต่างประเทศ เพราะดังที่เล่ามาว่า เร่ิมทำผลิตภัณฑ์จากการที่น้องสาวไปเรียนสหรัฐฯ เลยมองไปตรงนั้น เดิมไม่คิดขายในไทย ขณะที่ตนเองก็อยู่คอนโดย่านทองหล่อ มีความยากลำบากในการไปเดินตลาด คือ แน่ๆ วัยรุ่นสมัยนี้ไม่มีใครไปเดินตลาดสด หาซื้อผักซื้ออะไรแล้ว จะซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นพริกสำเร็จรูป หรืออะไรต่างๆ ซึ่งตัวเองก็ทำอยู่ แล้วรสชาติพริกแกงในตลาดก็ยังไม่ค่อยถูกปาก เมื่อได้ผลิตภัณฑ์มาตนเองก็นำมาทดลองใช้ รู้สึกว่าจะต้องมีคนแบบเราอยู่บ้าง จึงเร่ิมแจกจ่ายในช่วงแรกๆ ได้ผลตอบรับที่ดี ดังนั้น จึงกลับมาที่กลุ่มเป้าหมาย จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 25-35 ปี พักอาศัยอยู่ในย่านธุรกิจ ไม่มีครัวใหญ่ๆ ห่างไกลตลาดสด ใช้ชีวิตอยู่กับห้างหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต

ตำรวจเป็นงานประจำที่ภูมิใจ ธุรกิจจากความรักเป็นรายได้เสริมงานประจำเป็น ตร. ในธุรกิจเป็นทุกตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม มีแผนนำผลิตภัณฑ์เข้าไปขายในห้าง กำลังติดต่อกับโมเดิร์นเทรดไว้บ้าง มีทั้งเอเจนซี่ของห้างดังก็คุยไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ตกลงรายละเอียด และมีเอเจนซี่ห้างในสหรัฐฯ มาติดต่อ แต่ยังไม่ได้ตกลง อยู่ระหว่างเจรจาธุรกิจ สำหรับเรามีการจดทะเบียนเป็นบริษัท ทำเป็นครอบครัว และมีเพื่อนอีก 1 คนเป็นตำรวจ ร่วมธุรกิจ โดยตนเองรับหน้าที่ทุกอย่าง ตั้งแต่บริหาร แพ็กเกจก็ทำเอง คิดเอง ออกแบบ ผลิต หาตลาด ทำเองทั้งหมด ยกเว้นพริกแกงเปียกให้ที่บ้านทำ

สนใจสั่งเลย! ไม่ต้องรอขึ้นห้าง 1-2 เดือน

ณ วันนี้ ลูกค้าท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์สามารถหาซื้อได้ที่ เว็บไซต์ www.hotdotcurry.com เพจเฟซบุ๊กและไลน์ หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 090 995 6555 ส่วนในอนาคตคิดว่าจะวางขายในโมเดิร์นเทรดภายใน 1-2 เดือนนี้ คาดว่าจะเร่ิมต้นวางขายในฟู้ดแลนด์ หรือวิลล่ามาร์เก็ตก่อน ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ผลิตภัณฑ์ของตนราคาสูงกว่าตลาด โดยที่ผงแกง เครื่องแกง หรือผงปรุงรสในตลาด อยู่ที่ราคาถุงละประมาณ 16-20 บาท แต่ตนขาย 35 บาทต่อซอง ที่แพงกว่าเพราะใช้วัตถุดิบ และคัดเลือกวัตถุดิบอย่างดีทุกอย่าง ตรงนี้เป็นจุดเด่นของสินค้าด้วย วัตถุดิบ เช่น น้ำตาลโตนด ตนลงไปดูไปคัดเลือกถึง จ.เพชรบุรี จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่า ดีที่สุด ส่วนพริกกะเหรี่ยงนั้นให้เพื่อนหาให้โดยตรงจากภาคเหนือ แล้วส่งเข้ามา

ส่วนในอนาคต ถ้าหากลูกค้านึกถึงผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปฮอทดอท เคอร์รี่ แล้วนึกถึงอะไร อยากให้นึกถึงรสชาติของความเป็นไทย เพราะว่าอย่างที่บอกไป ใครทำก็อร่อย เช่น ไปออกบูธเควิลเลจ ฝรั่งทำแล้วให้ใครลองชิมก็รับได้ เป็นรสชาติที่รับได้แม้ไม่ใช่คนไทยทำ

อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน ทำงานประจำควบธุรกิจ

กับปัญหาและอุปสรรคของธุรกิจมีเยอะ ด้วยความที่ว่า เร่ิมเดินเอง ไม่ได้ไปจ้างโรงงานทำ ดังนั้น การเดินเรื่องเอง เช่น การขอ อย. ซึ่งตนอาชีพเป็นตำรวจ ความรู้ก็พอมี แต่ว่า ความรู้ด้านกฎสาธารณสุขต่างๆ ค่อนข้างยาก ต้องมานั่งศึกษาทั้งหมด ตลอดจนตั้งแต่เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปทุมธานี หลายรอบมาก ประกอบกับเรื่องเวลา ด้วยความที่ตนทำงานราชการที่เป็นช่วงเวลาเดียวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำงาน ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันต้องจัดสรรเวลาให้ดี มีอุปสรรคก็ต้องฝ่าฟัน

ช่วงนี้ ขายแบบอินดี้ อีกไม่นานเจอกันได้ในห้างอ่าน-ศึกษาให้มาก ทำธุรกิจไม่ยาก-ไม่ง่าย

หลักในการทำธุรกิจ จริงๆ แล้วการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับคนที่จะทำธุรกิจแล้วมองว่า ยาก ก็ยาก เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่สำหรับตนเองบอกได้เลยว่า อ่านหนังสือค่อนข้างมาก ศึกษาจากกูเกิล ไม่ว่าจะเป็นการดึงคอนเทนต์ ผลิตภัณฑ์ การเขียนคำโฆษณา การมองหากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกรณีการหากลุ่มเป้าหมายสินค้าตัวนี้นั้น จริงๆ ถ้ามองว่าเป็นคนทั่วไปในประเทศจริงๆ ก็ไม่ใช่ เพราะกลุ่มเป้าหมายจะเป็นหัวหาดจะเหลือแค่กลุ่มเล็กๆ และต้องดูคู่แข่งทางการตลาดว่า กินส่วนแบ่งกลุ่มเป้าหมายหัวหาดไปเท่าไร จะเหลือเท่าไร ตรงนี้ถ้าได้ศึกษาและได้อ่านจะทำให้เรามองมากขึ้น และมองทิศทางธุรกิจได้

ขณะนี้ ยังไม่ได้จดนวัตกรรม หรือ จดลิขสิทธิ์ แต่มีแผนว่าจะจดแน่นอน เพราะว่ารูปแบบนวัตกรรมมองว่าเป็นเรื่องใหม่ๆ และกำลังศึกษาการจด เพื่อให้ครอบคลุม

โอกาสธุรกิจยังมี เชื่อแจ้งเกิดได้ด้วยแตกต่าง

ประเด็นคู่แข่งในธุรกิจนี้ มีอยู่แล้ว ไล่ไปตั้งแต่พริกแกงในตลาดทั่วไป ซึ่งจุดเด่นคือ ราคาที่ถูกกว่าแน่นอน เป็นความเคยชินของลูกค้า นอกจากนั้น ยังมียี่ห้อดังในตลาดอยู่แล้ว เป็นเจ้าที่มีเงินทุนสูงกว่าและมีชื่อเสียงมานาน ทั้งหมดเป็นคู่แข่งการตลาด โดยผลิตภัณฑ์ของตนจะสูงกว่าคู่แข่งขึ้นมาอีกนิด จะฉีกออกมา กลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นแค่สับเซตกัน แต่ไม่ทับซ้อนกันทั้งหมด

สว.ภัทร ตำรวจคนเดิม เพิ่มเติมมีธุรกิจเสริม

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่รับราชการ เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจพอสมควร เพราะว่าหน้าที่และอาชีพหลักขณะนี้ คือ ตำรวจ ดังนั้น เวลานัดใคร เช่น นัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเอาไว้ แต่เมื่อมีงานประจำที่เราทำอยู่เป็นงานด่วนเข้ามา งานดูแลประชาชน ยังไงต้องให้เวลางานประจำงานตำรวจเป็นหลัก ยังไงต้องเลื่อนนัด เพราะงานตำรวจเป็นงานที่ตนรักและภาคภูมิใจเสมอ แม้กระทั่งจะคุยกับคู่ค้าที่นัดยาก

น่าทึ่ง! ศึกษา อ่าน เรียนรู้ด้วยตัวเองจนออกมาเป็นธุรกิจคำตอบตรงนี้ทำไมไม่รีดไถ เลือกขายผงแกง

กับคำถามที่ว่า เมื่อเป็นตำรวจ วิธีหารายได้เสริมมีมาก ทำไมจึงเลือกทำธุรกิจนี้ ตนมองว่า ตำรวจ ถ้าเกิดดังเช่นหลายๆ คนในสังคมรับรู้ว่า ตำรวจมักทำงานนอกระบบอะไรต่างๆ สุดท้ายเป้าหมายการเป็นตำรวจของทุกคน คือ การเติบโต หรือเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ มีชีวิตอยู่ หรือว่าเรื่องเงินเป็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานของคนทั่วไปทุกคน ถ้ามีเงินในระดับหนึ่งที่เพียงพอ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจเงินนอกระบบ หรือเงินที่จะหาด้วยวิธีเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ตนจึงมองว่าถ้ามีส่วนจะหาเงินจากตรงนี้ได้ ก็จะช่วยให้เราทำงานประจำได้มากขึ้น ยกตัวอย่างถ้าเป็นช่วงก่อนหน้า ตนก็เคยขายขนมนำเงินส่วนหนึ่งจากตรงนี้ไปใช้ในงานประจำ สมัยเป็นสารวัตรสืบสวน สน.ทองหล่อ แม้กระทั่งขายกาแฟ เงินเดือนตำรวจไม่มาก มีรายได้บางส่วนจากธุรกิจเข้ามาเสริม ก็นำไปใช้ในงานประจำด้วยส่วนหนึ่ง

คาดธุรกิจคืนทุนปีหน้า ใส่เกียร์ลุยตามแผน

หากวัดความสำเร็จของธุรกิจนี้ จาก 100 ทุกวันนี้ ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเลย มองว่าธุรกิจยังไม่สำเร็จ เพราะจากอ่านหนังสือมา คำว่า สำเร็จ คือ ระบบต้องสามารถเดินไปได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้ตนยังต้องเข้าไปดูแลทุกอย่าง เข้าไปควบคุมทุกอย่าง นอกจากนั้น ธุรกิจยังต้องมีน้ำเลี้ยง มีเงินหมุนเวียนในระบบ แต่ขณะนี้ยังเป็นเงินออกเงินลงทุนอยู่ เงินออกยังกลับมาไม่ครบ แต่จากการคาดการณ์ ภายในปี 2561 ช่วงกลางปีถึงปลายปี ไตรมาส 2-3 น่าจะคืนทุนได้ ถ้าเป็นไปตามแผน

ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วเงินกลับมาในระบบบ้างแล้ว ความจริงจังในธุรกิจ ก็อย่างที่บอกว่า เงินเดือนตำรวจ ยกตัวอย่างตนเองได้เงินเดือน 30,000 บาท ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลทีมงาน ลูกน้อง เติมน้ำมัน ประชุม จับคนร้าย ต้องใช้เงินตัวเอง ดังนั้น ถ้าหยุดธุรกิจไม่ว่าจะเติบโตขึ้นไปแค่ไหนแล้วใครมาแทนตรงนี้ ก็ต้องใช้เงินส่วนนี้ ดังนั้น ถ้ามีเงินที่สามารถสนับสนุน หรือดูแลลูกน้องได้ ลูกน้องก็จะเข้ามาทำงานในระบบมากขึ้น

การเป็นตำรวจมีส่วนช่วยในธุรกิจตรงนี้บ้าง อย่างน้อยทำให้รู้จักคนมากขึ้น คอนเนกชั่นมากขึ้น รูปแบบการได้รับการดูแลและอำนวยความสะดวก

ลงทุนไปแล้วร่วม 1 ล้านบาท คาดคืนทุนภายในปีหน้าแนะนำทำธุรกิจยังไงไม่ต้องทิ้งชีวิตเงินเดือน

สำหรับคำแนะนำผู้ที่ต้องการทำธุรกิจควบคู่ไปกับงานประจำ ยกตัวอย่าง ตนเองอาชีพหลักอย่างไรก็ทิ้งไม่ได้ โดยเฉพาะอาชีพราชการและต้องดูแลประชาชน ดังนั้น อาชีพรองที่จะเข้ามาแนะนำให้เป็นอาชีพ เร่ิมต้นจากความรัก ชอบ และถนัด เช่นตนเองทำผลิตภัณฑ์อะไรออกมาจะมาจากความชอบและความรักเป็นหลัก เพื่อที่ว่าจะเหมือนเป็นช่วงเวลาพักผ่อน ตนชงกาแฟไม่ได้มองว่าเป็นงาน แต่ว่าเป็นงานอดิเรกที่เป็นความชอบของเรา ส่วนการขายพริกแกง เพราะชอบทำกับข้าว ชอบให้คนได้ชิมอาหารที่ทำ จะมองเป็นว่า ไม่ได้ทำงานเกินเวลา ทำงานตำรวจในเวลา ส่วนนอกเวลาเลือกทำสิ่งที่ชอบและยังผ่อนคลายความเครียดด้วย แต่มีรายได้

ต้องลอง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ใครๆ ก็ทำแกงได้

ฝากผู้อ่านติดตามและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ โดยซื้อได้จากเว็บไซต์ อนาคตอันใกล้เจอกันในโมเดิร์นเทรดแน่นอน ง่ายๆ 3 ขั้นตอน ง่ายกว่าทำอะไรหลายอย่าง ดีกว่า ไม่หกเลอะเทอะ นำผลิตภัณฑ์ใส่ลงน้ำ ใส่ผัก ใส่เนื้อสัตว์ พร้อมรับประทาน…

ตำรวจยุค 4.0 เดินสายขาว มุ่งมั่นหน้าที่ อาชีพเสริมสุจริต

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

เคาะค่าเช่าสนามบินสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000730

ธนารักษ์ชี้ฐานะทอท.ไม่สะเทือน

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.ค.นี้ กรมธนารักษ์และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.จะสรุปเรื่องค่าเช่าที่ราชพัสดุจำนวนมากกว่า 2,000 ไร่ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือสนานบินสุวรรณภูมิได้เสร็จเรียบร้อย เนื่องจากที่ประชุมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยกรมธนารักษ์และ ทอท.ได้เห็นชอบในหลักการที่จะเริ่มคิดค่าเช่าที่ราชพัสดุจาก ทอท. โดยจะเริ่มคิดค่าเช่าตั้งแต่วันแรกที่มีการลงมือก่อสร้างเมื่อปี 2546 ไม่ใช่คิดค่าเช่าจากวันแรกที่สนามบินเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

“กรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าที่ราชพัสดุจาก ทอท.ในราคาที่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน เนื่องจากพื้นที่ของสนานบินแห่งนี้ ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการบินและเพื่อเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่อีกจำนวนหนึ่งที่หน่วยงานรัฐได้เข้าไปใช้ร่วมกับ ทอท.เช่น กรมศุลกากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน เป็นต้น”

ส่วนเรื่องการเริ่มนับสัญญาเช่าที่ราชพัสดุนั้น จะเริ่มตั้งแต่วันที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อสร้าง เมื่อปี 2546 และครบสัญญาเช่า 10 ปีเมื่อปี 2556 ซึ่งถือเป็นสัญญาครั้งที่ 1 โดยในช่วง 10 ปีแรก กรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าในราคาถูกเพราะในช่วงระหว่างนั้น ทอท.ยังไม่มีรายได้และอยู่ระหว่างการก่อสร้างสนามบินประมาณ 5 ปี และต่อมาเมื่อการก่อสร้างสนามบินแล้วเสร็จเรียบร้อยและสนามบินสุวรรณภูมิเริ่มมีรายได้ก็จะต้องปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุให้สูงขึ้น แต่คงไม่ได้คิดแพงสุดโต่งเหมือนกับที่นักวิเคราะห์หุ้นระบุว่า ทอท.ต้องจ่ายเงินให้กรมธนารักษ์ถึง 20,000 ล้านบาท.

 

ไม่ทอดทิ้งดารา-ศิลปะ-วิถีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000749

รัฐบาลจ่อหนุนประชันเวทีโลก-ดูดนักท่องเที่ยว

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันที่ 25 ก.ค.2560 จะร่วมประชุมกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายท่องเที่ยว โดยจะนำเรื่องการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยการส่งเด็ก เยาวชน ประชาชน ที่มีความรู้ความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมไปร่วมแข่งขันในเวทีนานาชาติ ก่อนที่จะประชุมร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 27 ก.ค.นี้ ถือเป็นการโปรโมตให้ต่างชาติรู้จักเมืองไทยมากขึ้น โดยการส่งเสริมเรื่องนี้กระทรวงการท่องเที่ยวจะประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่อยู่ระหว่างจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการส่งออกศิลปิน ดารา หรือ ส่งออกในรูป Entertainment เช่นเดียวกับ The Korea Creative Content Agency (KOCCA หรือคอกกา) ของเกาหลีใต้ เบื้องต้นรัฐบาลมีนโยบายและงบประมาณสนับสนุนไม่น้อยกว่า 15 ปี

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการส่งออก ดารา นักแสดง อาทิ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ มาริโอ้ เมาเร่อ ไปยังหลายประเทศ เช่น จีน และมีการส่งเสริมให้เยาวชนนำศิลปวัฒนธรรมออกไปประกวด หรือแข่งขันในเวทีโลก แต่รัฐไม่ได้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ทำให้สื่อไม่ค่อยสนใจมากนัก จากนี้ต่อไปหากบูรณาการร่วมกัน ได้ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯและกระทรวงวัฒนธรรม อาจมีการสนับสนุนในเรื่องของเงิน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง หรือเยาวชนคนไทย ซึ่ง ททท.มองว่าเป็นเรื่องของการโปรโมตประเทศไทย จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะบูรณาการแหล่งท่องเที่ยววิถีไทยเข้าไปเพื่อแนะนำประเทศไทยจะทำให้นักท่องเที่ยวสนใจเรามากขึ้น แต่จะสนับสนุนเงินอย่างไร ต้องหารือใน ททช.ก่อน”

น.ส.วรธีรา สุวรรณศร ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 จะได้รับงบประมาณโครงการให้เงินอินเซนทีฟกับกองถ่ายภาพยนตร์ที่มาถ่ายทำในไทยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่ได้ 200 ล้านบาท โดยระหว่างเดือน ม.ค.ถึง พ.ค.ที่ผ่านมา มียอดการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยไปแล้วกว่า 369 เรื่อง สร้างรายได้ 1,438 ล้านบาท เป็นภาพยนตร์ 173 เรื่อง เรื่องยาวอีก 34 เรื่อง สารคดี 83 เรื่อง โดยแนวโน้มคาดว่าตลอดทั้งปีจำนวนจะเทียบได้กับปีที่แล้วที่เข้ามาทั้งหมด 376 เรื่อง สร้างรายได้ไปกว่า 2,371 ล้านบาท โดยประเทศที่เดินทางเข้ามาถ่ายทำมากที่สุดตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง พ.ค. ได้แก่ ญี่ปุ่น 65 เรื่อง.

 

หวัง“ไอเคโอ”ปลดธงแดง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000727

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับคณะมนตรีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกว่า รายงานความก้าวหน้าการแก้ไขการปลดธงแดงในโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสากล (ยูโซฟ) โดยได้ปฏิรูปองค์กรที่เกี่ยวข้องใหม่ ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และหน่วยค้นหา และหน่วยสอบสวน นอกจากนี้ ได้ยกร่าง พ.ร.บ.การบินพลเรือน คาดจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเดือน ส.ค.นี้ ขณะเดียวกัน เร่งออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (เอโอซี) ให้ 28 สายการบินระหว่างประเทศ โดยออกเอโอซีให้แล้ว 6 สายการบิน เหลืออีก 23 สายการบิน วันที่ 20 ก.ค.นี้ จะออกเอโอซีให้ไทยสมายล์ และไทยไลออนส์แอร์ พร้อมกันนั้น ยังแจ้งแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางการบินในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะพัฒนา 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา โดยปี 73 สุวรรณภูมิ จะรองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคนต่อปี ส่วนปี 68 ดอนเมือง จะรองรับได้ 40 ล้านคนต่อปี และปี 80 อู่ตะเภา จะรองรับได้ 60 ล้านคนต่อปี

ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ กพท. กล่าวว่า 30 มิ.ย.60 ได้ยื่นหนังสือให้ไอเคโอ มาตรวจสอบซ้ำโครงการยูโซฟ เพื่อปลดธงแดง น่าจะมาราวเดือน ก.ย.นี้ คงต้องรอลุ้นผล ส่วนการตรวจสอบโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน (ยูแซฟ) วันที่ 11-21 ก.ค.นี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองพร้อมแล้ว ไม่น่ากังวล.

 

อุ้มเอสเอ็มอี-โอทอปลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000744

พพ.แนะใช้ “พาราโบลาโดม”

นายวิรัช มณีขาว ผู้อำนวยการกลุ่มวิเคราะห์ประเมินเทคโนโลยี สำนักพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้จัดทำโครงการสนับสนุนลงทุนติดตั้ง ใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) เพื่อให้ผู้ประกอบการ, เกษตรกร, เอสเอ็มอี, โอทอป มีการใช้พลังงานทดแทน และใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิต ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยกำหนดพื้นที่ส่งเสริม และสนับสนุนทางการเงินรวม 5,000 ตารางเมตร (ตร.ม.)

“ระบบพาราโบลาโดม ถือว่าไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆที่มีการใช้ระบบดังกล่าว ในการทำแห้งผลิตภัณฑ์ทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้ม หรือไฟฟ้าที่ พพ.จะให้เงินสนับสนุนผู้ที่ขอรับการสนับสนุนในการนำไปสร้างพาราโบลาโดม 35% ของเงินลงทุนตามแบบที่กำหนดไว้ คือแบบ พพ.1 มีขนาด 6×8.2 ตร.ม.ได้รับเงินสนับสนุน 125,700 บาท แบบ พพ.2 มีขนาด 8×12.4 ตร.ม.ได้รับเงิน 253,450 บาท แบบ พพ.3 มีขนาด 8×20.8 ตร.ม. ได้รับเงิน 425,150 บาท”.

 

ยอดใช้บัตรเครดิตลดฮวบฮาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000722

ธปท.เผยคนไม่อยากมีหนี้เพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานยอดการให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยภาพรวมยังคงทรงตัวยอดสินเชื่อและการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อบุคคลยังขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นอัตราที่ไม่สูงมาก ทั้งนี้เป็นผลจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างไม่เต็มที่ ยอดหนี้สินครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ ประกอบกับความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้น ทั้งการให้สินเชื่อและการติดตามหนี้ของธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้ เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระบบบัตรเครดิตในประเทศไทยมี 19.75 ล้านบัตร เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. 122,197 บัตร ขณะที่ยอดคงค้างของสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง โดยมียอดคงค้างทั้งสิ้น 333,856 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 4,786 ล้านบาท เนื่องจากยอดสินเชื่อบัตรเครดิตเต็มวงเงิน และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ ได้เข้มงวดการติดตามหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิต ตั้งแต่เริ่มขาดส่งในงวดแรกๆ ก่อนที่จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยเดือน พ.ค.มียอดใช้บัตรเครดิตรวม 141,292 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 2,999 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศ 115,582 ล้านบาท ลดลง 460 ล้านบาท และใช้จ่ายในต่างประเทศ 10,759 ล้านบาท ลดลง 2,844 ล้านบาท สำหรับยอดเบิกเงินสด 14,950.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อบุคคล 12.36 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 77,884 บัญชี มียอดสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 2,828 ล้านบาท.

 

สมควรแก่เวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000152

เป็นอันว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการทีวีบนแอพพลิเคชั่นหรือ Over The Top (OTT-โอทีที) ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดุดันตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องถูกเลื่อนออกไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2560

บอร์ดซึ่งใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า ควรยกเลิกการลงทะเบียนก่อนหน้านี้ไปก่อน รอให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ OTT ไปจัดทำร่าง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้แล้วเสร็จและเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยเริ่มต้นกระบวนการอีกครั้ง

ก่อนประชุม พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช.ยังส่งหนังสือเวียนถึงคณะกรรมการทุกคน ระบุมีข้อกังวลจากหลายหน่วยงาน ส่งเข้ามา ทั้งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย (AIC) ซึ่งบรรดาบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ได้แก่ เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ยาฮู ไลน์ ร่วมกันก่อตั้ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

ก่อนหน้านั้น ยูเอสทีอาร์ยังได้เข้าพบกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อการลงทะเบียนผู้ประกอบการโอทีที โดยเฉพาะการขอความร่วมมือ 47 บริษัทยักษ์ใหญ่ ให้หยุดซื้อโฆษณาโอทีที ที่ไม่มาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย (ในที่นี้คือเฟซบุ๊กและยูทูบ) ว่าอาจละเมิดต่อข้อตกลงองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ)

หนังสือเวียนระบุด้วยว่า ได้รับการติดต่อจากนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ตลอดจนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลใจต่อประเด็นดังกล่าว ว่าอาจกระทบต่อการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเดือนนี้ ในฐานะประธานบอร์ด กสทช.จึงเห็นควรให้หารือแนวทางประกอบกิจการโอทีทีใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.ธเรศ ยืนยัน การกำกับดูแลโอทีทีภายใต้กฎหมายประเทศไทยต้องเกิดขึ้นแน่ หลังมีกฎกติกาที่ชัดเจน ภายในเดือน ก.ย. 2560 นี้

ความพยายามในการลงทะเบียนกิจการโอทีที เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังคลิปวีดิโอ, ไลฟ์วีดิโอ ได้รับความนิยมสุดขีด กิจการโอทีทีที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ ยูทูบ เฟซบุ๊กไลฟ์ ไลน์ทีวี เน็ตฟลิกซ์ เอไอเอสเพลย์ เป็นต้น ขณะที่รายอื่นยินยอมลงทะเบียน แต่ 2 รายใหญ่คือเฟซบุ๊กและยูทูบหายหน้า

การริเริ่มเข้ามาจัดระเบียบ เกิดจากบท เรียนก่อนหน้านี้ในระบบทีวีดาวเทียม ซึ่งกว่ารัฐจะเข้ามาบริหารจัดการได้ตามสมควร ทีวีดาวเทียมก็เติบโตจนยากจะควบคุม ทั้งโฆษณาเกินจริง มอมเมา หรือการเผยแพร่เนื้อหาทางการเมือง ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก

เช่นกัน เมื่อโอทีทีเริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแวดวงเยาวชน ความพยายามในการกำกับดูแลเมื่อเกิดปัญหา หรืออย่างน้อยควบคุมสาระให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย จึงต้องเริ่มต้นขึ้น

นอกจากในแง่ของเนื้อหาแล้ว โซเชียลมีเดียเหล่านี้ ยังกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหญ่ นั่นก็คือการถูกผลักให้เข้าสู่ระบบภาษีของไทย โดยขณะนี้กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประมวลรัษฎากรเก็บภาษีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Business มีเป้าหมายจัดเก็บภาษีนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่ทำมาค้าขายมีรายได้ในประเทศ เช่น ค่าโฆษณาที่เฟซบุ๊กและกูเกิลได้รับจากผู้ประกอบการไทย โดยอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเบื้องต้นอยู่ที่ 15% คาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาไม่นานจากนี้

เป็นไปได้ว่า ปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียหลายรายมีรายได้ ในไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ภาระภาษีต่ำกว่าที่ควรหรือแทบไม่มี

การต่อสู้ของรัฐบาลเพื่อต่อกรกับอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่มันกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และหลายประเทศทำสำเร็จไปแล้ว

ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มกระบวนการจัดเก็บภาษีบริษัทไอทีข้ามชาติยักษ์ใหญ่มาตั้งแต่ปี 2558 คาดว่าปีนี้จะสามารถจัดเก็บภาษีเฉพาะจากกูเกิล บริษัทเดียวจำนวน 26,000 ล้านบาท แต่หากรวมทุกบริษัท น่าจะเก็บได้ 52,000 ล้านบาท

ข้ามมาอีกมุมโลก รัฐบาลเวียดนามขอความร่วมมือบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศ ยกเลิกการลงโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบ จนกว่าจะยอมมาตั้งสำนักงาน เสียภาษีในเวียดนาม และได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่าง ยามาฮ่า, เวียดมิลค์, เวียดเจ็ท ยกเลิกโฆษณาเป็นเวลา 1 เดือน จนประสบผลสำเร็จ

หันกลับมาที่ประเทศไทย ก็น่าจะสมควรแก่เวลาแล้ว.

ศุภิกา ยิ้มละมัย

 

ป.ป.ช.สั่งพาณิชย์แจงด่วนหลังพบทุจริตขายมันจีทูจีเคสใหม่เสียหาย700ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 00:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000629

ป.ป.ช.สั่งก.พาณิชย์ แจงข้อมูลหลังพบทุจริตขายมันจีทูจีเคสใหม่ ยันเป็นต้นแบบทุจริตจีทูจีข้าวรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งใช้บริษัทจีนปลอมเข้ามาทำสัญญา ขายหน้าโกดัง มอบอำนาจให้บริษัทไทยขนย้ายมันออกจากโกดัง และส่งออกแทน แต่กลับไม่ส่งออกจริง นำมาเวียนขายในประเทศ ฟันกำไรส่วนต่างมหาศาล หนำซ้ำขนมันออกจากโกดังโดยไม่จ่ายเงิน ทำรัฐเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์จัดส่งข้อมูลการขายมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกรัฐบาลเมื่อปี 54 หลังจากตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจากการขายในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยพบว่า มีบริษัทไทยรายหนึ่ง ได้ติดต่อขอซื้อมันสำปะหลังเส้นจากสต๊อกรัฐ โดยอ้างว่ามีสัญญาจีทูจีกับบริษัทจีนปริมาณ 400,000 ตัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสมัยนั้นได้ขายมันเส้นในสต๊อกให้ แต่บริษัทกลับไม่ได้นำไปส่งออกจริง แต่ได้นำกลับมาเวียนขายในประเทศได้กำไรส่วนต่างจำนวนมาก

สำหรับรูปแบบการทุจริตที่ตรวจสอบพบคือ บริษัทจากจีน ที่บริษัทไทยรายดังกล่าวอ้างว่า ได้ทำสัญญาด้วยนั้น ไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนให้เป็นผู้ซื้อมันสำปะหลังจากไทย ซึ่งตามหลักการซื้อขายแบบจีทูจีกับจีน จะต้องซื้อขายผ่านรัฐวิสาหกิจของจีน เช่น คอฟโก หรือบริษัทที่รัฐบาลจีนมอบอำนาจเท่านั้น โดยหลังจากได้ทำสัญญากันแล้ว บริษัทจีนได้มอบหมายให้บริษัทไทย ซึ่งเป็นคู่สัญญา เป็นผู้รับมอบสินค้าและส่งออกแทน โดยใช้วิธีขายหน้าคลังสินค้า (X Warehouse) แต่จากการที่ป.ป.ช.ตรวจสอบ พบว่า บริษัทไทยไม่ได้ส่งออกมันเส้นดังกล่าว แต่กลับนำมาเวียนขายในประเทศ เพราะราคามันเส้นขณะนั้นอยู่ที่ประมาณกิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท แต่รัฐบาลขายให้เฉลี่ยที่กก.ละ 5 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังได้ตรวจสอบพบการทุจริตในการขนย้ายมันเส้นอีกด้วย โดยบริษัทดังกล่าว ได้ขนย้ายมันเส้นออกจากโกดังที่รัฐบาลฝากเก็บ ทั้งๆ ที่ L/C หมดอายุ โดยขนย้ายออกไปได้ประมาณ 100,000 ตัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งป.ป.ช. ได้รับแจ้งจากกรมการค้าต่างประเทศว่า หลังจากที่ตรวจสอบพบ ได้สั่งการให้หยุดขน ทำให้เอกชนรายดังกล่าวไม่พอใจ และได้ฟ้องร้องกรมการค้าต่างประเทศในข้อหาขายมันสำปะหลังไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งในประเด็นนี้ ป.ป.ช.ได้รับการชี้แจงจากกรมการค้าต่างประเทศว่า กรมฯได้ขายมันเส้นตามสภาพ และบริษัทรายนี้ได้รับรู้สภาพของสินค้าเป็นอย่างดีแล้ว และล่าสุด กรมฯได้ฟ้องกลับบริษัทดังกล่าว โดยเรียกค่าเสียหายจากบริษัทรวม 3,000 ล้านบาท ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า รูปแบบการขายจีทูจีครั้งนี้ ป.ป.ช. มองว่า เป็นต้นแบบของการทุจริตการขายข้าวจีทูจีในยุคต่อมา ทั้งการใช้บริษัทจีนที่ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ และไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลกลาง การขายหน้าโกดัง และการมอบอำนาจให้บริษัทบางรายเป็นผู้มีอำนาจในการขนสินค้าออกจากโกดัง สำหรับกรณีการทุจริตขายมันจีทูจีครั้งนี้ ป.ป.ช.จะตรวจสอบว่า มีบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอีกหรือไม่ ทั้งรัฐบาลในขณะนั้น หน่วยงานรัฐทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อดีตรมว.พาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) รวมถึงภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น เจ้าของโกดัง ที่รัฐเช่าฝากเก็บมันเส้น ซึ่งหากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะดำเนินการชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป.

 

ชงรถไฟไทย-จีน วงเงิน 1.79 แสนล้าน เข้า ครม.อังคารนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ค. 2560 19:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000522

คมนาคม ชงรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้าน เข้า ครม.อังคารนี้ เร่งจัดสอบวิศวกรจีนภายในเดือนสิงหานี้…

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท คาดว่า จะสามารถเสนอรายละเอียดภาพรวมโครงการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติได้ภายในการประชุม ครม. วันที่ 11 ก.ค.นี้

สำหรับประเด็นการออกใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ก.ว.) ซึ่งรัฐบาลประกาศใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านกฎหมายนั้น เบื้องต้นทางฝ่ายจีนยอมรับในหลักการเงื่อนไขการเข้าอบรมและทดสอบความชำนาญแล้วโดยไม่มีการคัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้นคาดว่าประเทศไทยจะเริ่มทยอยจัดอบรมและทดสอบข้อเขียนให้กับบุคลากรจีนได้ในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนของโครงการที่จะต้องเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะแบ่งการจัดทดสอบเป็นชุดๆ ไป

“ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะแบ่งเป็นกี่ชุด และมีจำนวนบุคลากรที่ต้องสอบทั้งหมดเท่าไหร่ เลยยังบอกไม่ได้ว่าจะสามารถดำเนินการทดสอบทั้งหมดให้แล้วเสร็จทันปีนี้หรือไม่”

อย่างไรก็ตามขณะนี้สภาวิศวกรและสภาสถาปนิกอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรอบรม แบ่งเป็นการอบรมบุคลากรวิศวกรจำนวน 3 วัน และการอบรมบุคลากรสถาปัตย์จำนวน 2 วัน ก่อนเข้าสู่การทดสอบข้อเขียนซึ่งกำหนดเกณฑ์สอบผ่านไว้ที่ 60 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน.

 

เมกาบีบไทย แก้ปัญหา-อุปสรรคทางการค้า ก่อน ‘บิ๊กตู่’ ไปเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ค. 2560 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000520

สหรัฐฯ จี้ไทยแก้ปัญหา-อุปสรรคทางการค้าให้ได้ ก่อน “บิ๊กตู่” ไปเยือน ทั้งโอทีที ยกเลิกห้ามนำเข้าหมูมีสารเร่งเนื้อแดง-สัตว์ปีก เปิดตลาดเครื่องในวัว “พาณิชย์” เตรียมแจงปราบของเถื่อน 6 ตลาด คืบหน้ามาก…

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ก่อนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ต้องการให้ไทยแก้ปัญหาทางการค้าระหว่างกันก่อนการพบปะกันของนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยประเด็นที่ยูเอสทีอาร์ต้องการความคืบหน้า ได้แก่ การควบคุมบริการสื่อสาร และแพร่ภาพ และเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (โอทีที) ซึ่งไทยควรปรึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนบังคับใช้, สารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ที่ไทยห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารนี้จากสหรัฐฯ แต่ยูเอสทีอาร์ต้องการให้ทำตามมาตรฐาน Codex (โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ) ที่อนุญาตให้ใช้สารนี้ได้, การอุดหนุนสินค้าข้าว ซึ่งต้องการให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) และการเปิดตลาดเนื้อสัตว์ปีก เนื้อไก่ตุรกี

ส่วนประเด็นที่ต้องการความคืบหน้าภายในวันที่ 7 พ.ย.นี้ ช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) เช่น การประเมินค่าปรับศุลกากร เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง, ยกเลิกห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง, การเปิดตลาดเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ

ด้านนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องโอทีที ยูเอสทีอาร์เข้าพบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงพาณิชย์แล้ว โดยต้องการให้ กสทช.หารือกับทุกฝ่ายก่อนการจัดระเบียบโอทีทีมีผลบังคับใช้ ซึ่งคณะกรรมการ กสทช. ได้ทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าวใหม่แล้ว ส่งผลให้เฟซบุ๊ก และยูทูบ ผู้ให้บริการโอทีทียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่ต้องขึ้นทะเบียนตามกำหนดวันที่ 22 ก.ค.นี้

ส่วนการยกเลิกห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง และสัตว์ปีก ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ขณะที่การอุดหนุนข้าว รัฐบาลนี้ไม่ได้แทรกแซงราคา แต่ช่วยเหลือด้านลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งไม่ผิดดับบลิวทีโอ

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ตัวแทนรัฐบาลไทย นำโดยกระทรวงการต่างประเทศ จะไปสหรัฐฯ วันที่ 16-22 ก.ค.นี้ เพื่อหารือยุทธศาสตร์และความร่วมมือกับสหรัฐฯ โดยประเด็นหนึ่งที่สหรัฐฯ ต้องการความคืบหน้าคือ การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ใน 6 ตลาดหลักให้หมด เช่น มาบุญครอง, ตลาดโรงเกลือ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ, คลองถม, บ้านหม้อ และตลาดนัดจตุจักร คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนเดือนนี้ และอาจทำให้ยูเอสทีอาร์ทบทวนสถานะไทยด้านทรัพย์สินทางปัญญานอกรอบ หรือภายในปีนี้ และอาจเลื่อนให้ดีขึ้นมาอยู่บัญชีประเทศถูกจับตามอง (ดับบลิวแอล) จากที่อยู่บัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) ต่อเนื่องมา 10 ปี.