ฝึกใจให้เป็นโสดาบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500956

ฝึกใจให้เป็นโสดาบัน

โดย…ราช รามัญ

วันก่อนท่านพระมหา ดร.พิรุฬห์ พทฺธสีโล มาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ ท่านเป็นพระภิกษุที่อยู่ในประเทศอินเดียมายาวนานกว่า 15 ปี และเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 หรืออดีตพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งในเรื่องของธรรมะและเรื่องในพุทธภูมิ ทั้งในมิติที่กว้างและลึก

ในปัจจุบันท่านได้มาสร้างวัดไทยภูริปาโล ในเมืองคยา ประเทศอินเดีย และสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล อีกแห่งหนึ่งในบริเวณเดียวกันกับวัด

ตลอดทั้งสร้างที่พักต้อนรับผู้แสวงบุญอย่างใหญ่โต ที่ถนนบายพาสของประเทศอินเดีย ซึ่งเลยจากสนามบินคยามาเพียงอึดใจเดียว

หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล (อดีตพระเทพโพธิวิเทศ) พระผู้ทรงธรรมอันยิ่งใหญ่อยู่แดนพุทธคยามา 50 ปี ได้ละสังขารลงแล้วนั้น ท่านพระมหา ดร.พิรุฬห์ ได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ระยะหนึ่งกับสหธรรมิก เพื่อที่จะได้ประสบการณ์ใหม่ จากเมืองที่เจริญที่สุดแล้วของโลก จากนั้นท่านก็กลับมาอยู่ที่ประเทศอินเดียอีกครั้ง ตามคำนิมนต์ของท่านพระครูฉลอง ซึ่งเป็นอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่ท่านเคารพนับถือ

คราวหนึ่งที่ได้สนทนาธรรมกับท่าน ก็ทำให้เห็นเจตนาของการที่มาสร้างวัดและสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล และการดำรงอยู่ที่พุทธคยาของท่าน

“การที่มาอยู่ที่นี่ มีความสงบมาก มีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้พระศาสดา เวลาที่ไม่ใช่ฤดูไหว้พระ ไม่มีโยมมา อาตมาและคณะแม่ชีและผู้ปฏิบัติธรรมก็จะไปปฏิบัติธรรมที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และก่อสร้างวัดและโรงพยาบาลควบคู่กันไป ตลอดทั้งปรับอาคารที่มีอยู่ให้อยู่ในลักษณะที่สะอาดและสงบ เวลาที่ญาติโยมมาจะได้มีที่พักเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม และที่สำคัญ สะอาดและดีต่อสุขภาพ เพราะที่อินเดียฝุ่นเยอะ ดังนั้นเรื่องสุขภาพจึงสำคัญยิ่ง”

ขณะที่คุยกันอยู่มีแขกอินเดียมาจากไหนไม่ทราบ…ทำท่าทางแบบไม่ค่อยดี ท่านพระมหาได้หันไปพูดคุยภาษาฮินดี้เบาๆ นิ่มๆ ตามความเป็นสมณะ ยาวพอประมาณ แขกคนนั้นจึงนั่งลงแล้วก้มกราบท่านอย่างอ่อนน้อม

ท่านพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาฮินดี้ นับได้ว่าไม่ธรรมดาครับ…แต่ท่านเป็นพระที่นิ่งๆ เงียบๆ บางทีญาติโยมจะมาถวายอะไร ท่านก็บอกว่าถวายกับรูปไหนก็ได้ เป็นพระเหมือนกัน ไม่ต้องรอประธานสงฆ์ก็ได้

คราวหนึ่งได้มีโอกาสฟังธรรมะจากท่าน เรียกได้ว่าจับใจนัก…

อริยบุคคลขั้นต้น คือ โสดาบัน เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ ปิดประตูอบายภูมิแล้ว โยมทุกคนเป็นโสดาบันได้ พระทุกรูปเป็นได้ แม่ชีทุกคนเป็นได้เช่นกัน โยมเป็นโสดาบันมีครอบครัวได้ ทำงานออฟฟิศได้ อยู่คอนโดได้ ขับรถได้ การเป็นอริยบุคคลที่มีคุณค่าของโลกนี้มาก

คำว่า โสดาบัน ที่เป็นกันได้ เป็นเพราะหัวใจเข้าถึงธรรม เป็นผู้ละซึ่งความเชื่อเดิมว่า ร่างกายนี้เป็นอัตตายึดถือได้ เป็นผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ทั้งปวง เป็นผู้ที่ไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ มีจริงไหม ดีจริงไหม ทุกอย่างถูกลอกอย่างงดงาม ละออกไปจากหัวใจ

การกระทำของผู้ที่เป็นโสดาบันนั้น ความบริสุทธิ์ของศีลทั้ง 5 ข้อ หมดจดงดงามมาก เป็นผู้มีสติและความรู้สึกตัวที่มีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป จิตใจไม่คิดอะไรที่เป็นไปในฝ่ายอกุศล พูดง่ายๆ ว่า คิดแต่ในมุมที่ดี ในมุมที่เป็นบวกทุกๆ เรื่องราวที่พบที่เห็น ที่สำคัญแม้ว่าจะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ใดๆ ผู้ที่เป็นโสดาบันนั้นท่านก็ไม่ปฏิเสธที่จะไปร่วมงาน (สำหรับฆราวาสนะ) ไปแต่ไม่ข้องเกี่ยวกับของมึนเมาเลย

ในพระพุทธศาสนาครั้งพุทธกาลนั้น มีโสดาบันหลายคนที่เป็นคนธรรมดาอยู่มากมาย ไม่ว่าจะนายสุทัตตะ หรืออนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้ที่สร้างทานบารมียิ่งใหญ่ มีก้อนข้าวให้ผู้ยากไร้เสมอ หรือจะนางวิสาขา ผู้ได้โสดาบันมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

ถ้าใจเราพร้อมที่ฝึกตนให้เป็นโสดาบัน สิ่งแรกอาตมาขอแนะนำว่า ให้น้อมคุณธรรมของโสดาบันนั้นแล มาปฏิบัติที่ใจ ปฏิบัตินานๆ ไปจะเคยชินจนเป็นลักษณะนิสัยและพฤติกรรม เมื่อคุณธรรมนั้นติดอยู่กับตัวกับหัวใจแล้วจะเป็นอย่างเสียมิได้ เราก็ฝึกไปอีกเรื่อยๆ จากที่เป็นโสดาปัตติมรรค เราจะกลายเป็นโสดาปัตติผล คือ ได้เป็นอริยบุคคลจริงๆ ขึ้นมา เป็นโสดาบันจริงๆ ขึ้นมา

แต่ทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่ใจของเราว่า ใจเราพร้อมจริงหรือไม่ คุณธรรม 3 ข้อของโสดาบันนั้น ประกอบด้วย

1.ละความยึดมั่นในอัตตาตัวตน 2.ละความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด 3.ไม่สนใจเรื่องไสยศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะดูดวงไม่ว่าจะไปเป่าน้ำมนต์พ่นหมากคากน้ำลาย สิ่งเหล่านี้โสดาบันทิ้งหมด จากนั้นต้องไม่ลืมเรื่องใหญ่ คือ มีศีล 5 ครบสมบูรณ์ทุกข้อ และหมั่นสร้างทานและภาวนาอยู่เนื่องๆ นำสิ่งเหล่านนี้ไปปฏิบัติตลอดเวลา 3-5 ปี จิตใจเปลี่ยน นิสัยเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน และอีกไม่นานเลยเราจะได้พบกับเนื้อนาโพธิแท้ๆ แห่งความเป็นโสดาบัน

นี่คือคำเทศน์สอนของท่าน ที่มีให้ญาติโยมที่เดินทางไปอินเดียเพื่อไปปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ถ้าท่านใดปรารถนาจะเดินทางไปประเทศอินเดีย แนะนำให้ไปพักและปฏิบัติธรรมที่ภูริปาโล เป็นทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมและเป็นทั้งโรงพยาบาลที่กำลังเริ่มก่อสร้าง แต่สะอาดและสะดวกทุกอย่าง แล้วจะได้ร่วมบุญสร้างวัดสร้างโรงพยาบาลกัน

ติดต่อวัดไทยภูริปาโล ที่อีเมล Phuripalomeditation@gmail.com และ ID LINE : sodsai898

 

พระพรหมเมธี เสนอแก้ปัญหาเงินทอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499806

พระพรหมเมธี เสนอแก้ปัญหาเงินทอน

โดย…ส.คนจริง

ปัญหาเรื่องเงินทอที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเรียกจากวัดที่ได้รับการอุดหนุน เป็นข่าวอื้อฉาวทุกวัน จนชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่าคณะสงฆ์รู้เห็นเป็นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วคณะสงฆ์ระดับที่มีอำนาจในการปกครอง เช่น มหาเถรสมาคม (มส.) ก็ดี เจ้าคณะใหญ่ก็ดี ไม่เคยรู้เลยว่ารัฐบาลจัดงบประมาณอุดหนุนกิจการคณะสงฆ์ปีละเท่าไร

เรื่องนี้ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษก มส. เสนอแนวทางแก้แบบมีเหตุมีผล คือ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รายงานให้ มส.และเจ้าคณะใหญ่ทราบถึงงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้แต่ละปี เพื่ออุดหนุน 1.การปฏิสังขรณ์วัด 2.เงินอุดหนุนสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือพุทธศึกษา 3.เงินอุดหนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหรือกิจการเพื่อส่งเสริมการพระศาสนาที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ

เมื่อ พศ.เห็นชอบว่าจะจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่วัดไหน จำนวนเท่าไร พศ.ต้องรายงานให้ฝ่ายปกครองทราบ พร้อมทั้งเสนอแนะแก่วัดนั้นๆ ที่ได้รับงบอุดหนุน ว่าจะต้องจัดทำบัญชี และรายงานการใช้งบประมาณให้รัดกุม ตรวจสอบได้อย่างไรด้วย

วิธีที่นี้จะทำให้ผู้ปกครองรับรู้ ตรวจสอบได้ แต่ละวัดก็สามารถใช้เงินงบประมาณที่รัฐอุดหนุนได้ทุกบาททุกสตางค์ ปัญหาเงินทอนก็จะไม่มีต่อไป

ตามที่พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์เป็นข่าวในแง่มุมต่างๆ ทุกวันนี้ มส.วิตกว่าประชาชนจะมองพระสงฆ์ว่ามัวหมอง มีส่วนร่วมในการทุจริตจ่ายเงินทอน ซึ่งในความเป็นจริงหากดูขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ไม่ง่ายเลย แต่การที่พระสงฆ์ต้องให้เงินทอนตามที่เรียกร้อง ก็ให้ด้วยความเกรงใจ หรือเกรงกลัว เช่น วัดแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ได้เงินอุดหนุน 1 ล้านบาท จากรัฐก็ยินดี แต่เมื่อถูกเรียกเงินทอน 8 แสนบาทไม่มีให้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการเบิกจ่าย วัดต้องไปขอยืมญาติโยมมาให้ เรื่องนี้ทำให้ญาติโยมกังขาว่าให้เงินอุดหนุนมาแล้ว ทำไมต้องจ่ายคืนไปจำนวนมาก จึงโวยจนเป็นข่าวใหญ่

เพื่อให้ มส.ได้ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์วิจัยได้ทันเหตุการณ์ มส.จึงเห็นชอบให้มีคณะกรรมการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา และกระทบศรัทธาประชาชน โดยเห็นชอบให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธาน คณะกรรมการ ประกอบด้วย กรรมการ มส.คือ พระพรหมเมธี พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) พระพรหมมุนี(สุชิน อคฺคชิโน) พระพรหมโมลี(สุชาติ ธมฺมรตโน) และพระพรหมสิทธิ(ธงชัย สุขญาโณ) ส่วนฆราวาสมี 3 ท่าน ได้แก่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. บุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม และจำนงค์ สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา (พ.ศ. 2545)

ในการนี้ สมเด็จพระวันรัต เสนอให้นับองค์ประชุมเป็นกรณีพิเศษ ว่ากรรมการมาประชุมกี่รูป/คน ถือว่าเป็นองค์ประชุม เพราะเห็นรายชื่อกรรมการแล้ว คงมีภารกิจมาก จะคอยให้ครบองค์ประชุมแต่ละครั้งคงยาก นอกจากนั้นให้ พศ.ไปยกร่างอำนาจหน้าที่ของกรรมการ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติต่อไปด้วย

อนึ่ง ข่าวล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทอนเงินอุดหนุนวัดนั้น เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2560 ผู้อำนวยการ พศ.เข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งว่า ได้ตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการ พศ. 4 ราย ตามที่พบมูลเหตุใน 12 กรณี และให้รายงานผลทุก 15 วัน แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อใด

วิษณุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ให้ทำตามอำนาจหน้าที่ตามระเบียบ โดยกฎต่างๆ ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งขั้นตอนอยู่ในเกณฑ์รัดกุมอยู่แล้ว ปัญหาการทุจริตจึงไม่ได้ทำง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นก่อนปี 2558

ผู้อำนวยการ พศ.ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดที่มีข่าวว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุว่าพบวัดทางภาคใต้เกิดการทุจริตอีกประมาณ 70 แห่ง แนะให้ไปสืบข่าวจาก ป.ป.ช.

ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันนี้ เมื่อวันที่22 มิ.ย. 2560 สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตเงินอุดหนุนวัด ที่ได้รับสำนวนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 12 สำนวนว่า ฝ่ายเลขาธิการ ป.ป.ช.เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว 7 สำนวนแรก เพื่อพิจารณาว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้เลยหรือไม่ เหลืออีก 5 สำนวน ที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันสำนักงาน ป.ป.ช.ไต่สวนข้อมูลเบื้องต้นพบอีกอย่างน้อย 60-70 สำนวน ใน 60-70 วัด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.สงขลา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสตูล ที่อาจมีลักษณะเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำความผิดดังกล่าว โดยใช้โมเดลเดียวกัน คือ โอนเงินเกินแล้วมาเรียกเงินคืน หรือเงินทอน ซึ่งขยายผลจากกรณีบุกจับกุมผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2558 อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสียหาย 60-70 สำนวน ประมาณ 90 ล้านบาทเศษ

วันนี้ จึงเสนอทั้งความเห็นและข่าว เพื่อความยั่งยืนแห่งพระพุทธศาสนา

 

ว่าด้วยเรื่องมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499805

ว่าด้วยเรื่องมงคล

โดย…อารยชล

มีผู้อ่านอยากให้เขียนมงคล 38 ประการ บอกเป็นเรื่องไม่เคยล้าสมัย เป็นประโยชน์กับทุกเพศทุกวัย ผู้ใหญ่อ่านจะได้ทำตัวเป็นมงคลและเอาไปสอนเด็กๆ ตามโอกาส ส่วนเด็กๆ ก็จะได้ทำตัวเป็นมงคลเช่นกัน และเวลาทำอะไรจะได้ไม่ต้องถูกผู้ใหญ่ดุหรือตำหนิเอาได้ว่าช่างทำอะไรไม่เป็นมงคลเสียเลย

ผู้อ่านท่านนี้ใจตรงกัน เดิมผมตั้งใจจะเขียนอยู่แล้วพอผู้อ่านสะท้อนความต้องการออกมาเลยเป็นเวลาเหมาะสมได้โอกาสปักหมุดเรื่องนี้ และก็คงจะอยู่กับเรื่องมงคลไปอีกนาน

เรื่องมงคล 38 เกี่ยวกับคนล้วนๆ กล่าวคือคนจะเจริญดีก็อยู่ที่มีมงคลเหล่านี้ กลับกันถ้าไม่มีเลยชีวิตของคนคนนั้นเป็นอันหวังความเสื่อมได้ ดังนั้นมงคล 38 ผมยกเป็น “ยาพิเศษขนานเอก” ที่มิใช่แค่ “ควรมีติดตัว” แต่ต้อง “ให้มีอยู่ในตัว” เพราะใครจะลักไปไม่ได้ ถ้าติดตัวอาจมีหล่นหายหรือถูกคนลัก อันนี้ผมแค่เปรียบเทียบให้เห็น

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องมงคลนี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ที่มาของเรื่องใหญ่มาก เกิดขึ้นเพราะมีคนถามเพื่อต้องการรู้ว่า มงคล คืออะไร หรืออะไรหนอเป็นมงคล

จุดเริ่มต้น ก็คือ มีประชาชนในชมพูทวีปมารวมกลุ่มกันตามที่ต่างๆ เช่น ประตูเมือง ศาลาว่าราชการ ที่ประชุม เป็นต้น แล้วจ้างผู้รู้เรื่องต่างๆ ในคัมภีร์มาเล่าให้ฟัง เช่น เรื่องนำนางสีดามา เป็นต้น (เรื่องนี้มีในรามายณะ คัมภีร์ปุราณะในศาสนาพราหมณ์) แล้ววันหนึ่งเรื่องมงคลก็ได้เกิดขึ้นในที่ประชุมนั้น

ชายคนหนึ่งบอกว่า อะไรก็ตามที่เห็นด้วยตาเป็นมงคล อีกคนบอกสิ่งที่ได้ยินด้วยหูต่างหาก คนที่สามต้องสัมผัสได้ด้วยดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสจับต้อง (โผฏฐัพพะ) เท่านั้นเป็นมงคล เช่น ดมกลิ่นดอกไม้ เป็นต้น คนฟังแตกเป็นสามพวก แล้วเรื่องมงคลนี้แพร่สะพัดไปถึงเทวดาถึงพรหมชั้นอกนิฏฐพรหม

การพูดเรื่องมงคลก็เกิดขึ้นในที่ทุกสถานจนกระทั่งหมื่นจักรวาล ในตำรามงคลสูตรว่าอย่างงั้น และเรื่องมงคลนี้ถูกพูดกันนานถึง 12 ปีจึงแก้ได้ คนที่แก้ความสงสัยของผู้คนได้ ก็คือ พระพุทธเจ้า

คนที่นำปัญหาไปถาม คือ เทวดา ขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสมงคล 38 ประการ ว่า อะเสวะนา จะ พาลานัง  ปัณฑิตานัง จะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯลฯ (การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา เป็นมงคลสูงสุดเป็นต้น)

สำหรับ มงคล มีหลายความหมาย ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า เหตุให้ถึงซึ่งความเจริญ แต่ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดกญาณสิทฺธิ ป.ธ.9) วัดมหาธาตุ (ท่าพระจันทร์) แปลไว้ครบถ้วน

1.ท่านแปลว่า ถึงพร้อมด้วยลักษณะแห่งบุญ ลักษณะแห่งบุญที่ว่าคือสิริ (ศรี-ความเจริญด้วยสมบัติต่างๆ) บุญ (ผู้ที่ดำเนินชีวิตไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น หลีกเว้นอกุศล) และปัญญา

2.เครื่องถึงความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย ก็คือ มีศีล สมาธิ ปัญญา ความบริสุทธิ์ หมายถึงความบริสุทธิ์ทางกาย วาจาและทางใจ)

3.ตัดผู้ยังสัตว์ให้ตาย ตัดผู้ยังสัตว์ให้ไปอบาย (อบายคือเสื่อม ไม่เจริญ ทุกข์) ถ้ามีมงคลก็จะไม่ไปอบาย

4.ประกอบด้วยการเข้าถึงความงาม (งามด้วยประโยชน์ในโลกนี้และด้วยศีล งามด้วยประโยชน์ในโลกหน้าและด้วยสมาธิ งามด้วยประโยชน์อย่างยิ่งและงามด้วยปัญญา)

สรุป คนที่สร้างมงคลให้เกิดขึ้นในตัวเองย่อมมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเสื่อมแน่นอน

 

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499804

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (1)

โดย…สมาน สุดโต

“งานวันเสฐียร พันธรังษี” ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2560 จัดว่าเป็นวันรวมนักปราชญ์ราชบัณฑิตวันหนึ่ง เพราะผู้ร่วมงานตั้งแต่พระสงฆ์ถึงฆราวาส ล้วนแต่ทรงภูมิธรรมทั้งสิ้น เนื่องด้วยอาจารย์เสฐียร พันธรังษี เป็นผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นราชบัณฑิตปูชนียบุคคล ปราชญ์ของแผ่นดิน วางรากฐานทางสังคมไทยไว้ในหลากหลายสถานะ นับแต่ฐานะอาจารย์ นักหนังสือพิมพ์ ราชบัณฑิต

การที่เลือกวันที่ 3 มิ.ย. เป็นวันเสฐียรพันธรังษี เพราะตรงกับวันคล้ายวันเกิด คือ วันที่ 3 มิ.ย. 2454 ถ้ามีชีวิตถึงวันนี้ต้องฉลองอายุวัฒนมงคล 106 ปี

หลังจากอาจารย์สนิท ไชยวงศ์คต เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ (ถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นพิธีกรแนะนำวีไอพีที่จะกล่าวสัมโมทนียกถา และผลงานของอาจารย์เสฐียร ทั้ง 3 ท่านแล้ว ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต รองประธานกรรมการมูลนิธิเสฐียร พันธรังษี กล่าวรายงานสรุปว่า อาจารย์เสฐียรนั้นเป็นศิษย์เก่าวัดมหาธาตุ ต่อมาเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิชาที่สอน ได้แก่ ศาสนาโบราณ ศาสนาเปรียบเทียบ พร้อมกับเล่าว่าตนเป็นผู้เสนอให้อาจารย์เสฐียรเข้าเป็นภาคีสมาชิกสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน ต่อมาท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาปรัชญา สาขาวิชาศาสนาศาสตร์ เป็นมหาเปรียญคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ที่น่าทึ่ง คือ ทั้ง 3 ท่านเป็นศิษย์วัดมหาธาตุทั้งสิ้น ท่านแรก คือ หลวงวิจิตรวาทการ ท่านที่ 2 คืออาจารย์เจริญ อินทรเกษตร และที่ 3 คือ อาจารย์เสฐียร

พระธรรมปัญญาบดี (พีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ และสภานายกมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวสัมโมทนียกถาว่า ท่านภูมิใจที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เสฐียร แม้ว่าจะมาอยู่ทีหลัง แต่เกียรติคุณของท่านนั้นขจรขจายเป็นที่ภาคภูมิใจของสำนัก พร้อมกันนั้นก็สรรเสริญที่ตั้งมูลนิธิเสฐียร พันธรงษี ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สงเคราะห์ อนุเคราะห์ เป็นบุญอันประเสริฐ ในขณะที่ฐานะของมูลนิธินั้นมีความมั่นคง อยู่ยงคงกระพัน ไม่ว่าจะเกิดภัยต่างๆ ภัยนั้นจะไม่ส่งผลกระทบมูลนิธิแม้แต่น้อย

บูชิโด หนังสือที่เขียนเพื่อคนไทยและชาติไทย พิมพ์ พ.ศ. 2478

รศ.ดร.ชาย โพธิสิตา กล่าวถึงงานประพันธ์ว่า อาจารย์เสฐียรมีผลงานด้านประพันธ์ตั้งแต่ยังหนุ่ม เมื่อเขียนเรื่อง บูชิโด ออกมา

แรงบันดาลใจที่ท่านเขียนเรื่องนี้ คือ ต้องการให้ไทยเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจเหมือนญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นประเทศมหาอำนาจ และสร้างลัทธินิยมทางทหารต้องการทำเอเชียเพื่อเอเชีย

หนังสือ บูชิโด ฉบับภาษาอังกฤษ พิมพ์ พ.ศ. 2473 ต่อมาพิมพ์ซ้ำถึง 20 ครั้ง ในเวลา 10 ปีโดยประมาณ อาจารย์เสฐียรเอามาสังเคราะห์และเขียนออกมาตามวิธีของท่านในภาษาไทย เรื่องนี้อ่านเมื่อไรก็พอใจเมื่อนั้น ทั้งๆ ที่ท่านเขียนเรื่องนี้อายุยังไม่มาก พื้นฐานเป็นลูกชาวนาอยู่วัดเมื่ออายุ 11 ขวบ แต่เมื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ พิมพ์ครั้งแรก 1,000 เล่ม เมื่อ พ.ศ. 2478 กระทรวงกลาโหมสั่งซื้อถึง 100 เล่ม เพื่อให้ทหารอ่านต่อมาท่านถูกกล่าวหาว่านิยมญี่ปุ่น จึงต้องเขียนแก้ในคำนำเมื่อพิมพ์ครั้งที่2 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 โดยสำนักพิมพ์ซีเอ็ด มีชื่อเต็มว่า บูชิโด จรรยาของชนชาติทหาร ดวงวิญญาณของญี่ปุ่น แต่ไม่มีจำหน่ายแล้ว)

ผู้เขียนไปที่แผนกหนังสือหายาก ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอยืมหนังสือ บูชิโด ออกมาชมเป็นบุญตา จึงถ่ายภาพปกมาด้วย หน้าในท่านเขียนว่าหนังสือเล่มนี้เขียนเพื่อคนไทยและชาติไทยที่ข้าพเจ้ารักและปรารถนาให้มีความเจริญ

คำนำหน้า (จ) ท่านเขียนว่า บูชิโดจะสามารถเป็นสื่อชักนำให้ท่านผู้อ่านมีความกล้าหาญ รักชาติ รักหน้าที่ รักพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ เพื่อความก้าวไปข้างหน้าแห่งประเทศชาติของท่านได้เป็นพิเศษมากกว่าก่อนหน้าที่ท่านได้อ่านบูชิโดเล่มนี้เป็นแน่

คุณกาญจนา และคุณสมบูรณ์ สุ่นสวัสดิ์ ทายาทอาจารย์เสฐียร พันธรังษี

ท่านเสฐียร ต่อมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (2 สมัย) เขียนออกตัวว่า หนังสือเรื่อง บูชิโด เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตแห่งการเขียนของท่าน และที่เขียนออกมาก็ไม่ได้มุ่งหวังทางการค้ากำไร คิดมุ่งหวังที่จะให้บูชิโดได้ทำประโยชน์ให้แก่คนไทยทั้งหลายเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงหวังว่าคงไม่มีใครเอาความผิดแม้เล็กน้อยที่อาจปรากฏในหนังสือมาเป็นเหตุแห่งการประทุษร้ายท่านเป็นการส่วนตัว

ส่วนความสำเร็จของหนังสือนี้ ท่านต้องอ่านหนังสือหลายเล่ม และความกรุณาจากเพื่อนและผู้มีคุณหลายท่าน แต่กว่าจะสำเร็จลงได้ก็ต้องฝ่าอุปสรรคอย่างเลือดตาแทบกระเด็น

ท่านเขียนคำนำ ลงวันที่ 10 ส.ค. 2478

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี เชื่อมั่นพุทธคุณหลวงปู่ทวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499803

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี เชื่อมั่นพุทธคุณหลวงปู่ทวด

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

สัปดาห์นี้ชวนทำความรู้จักกับ “เดอะปั้น” พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อดีตนายตำรวจดังผู้ลือลั่นในการค้นหาความจริงจากศพและที่เกิดเหตุ ด้วยความเชี่ยวชาญงานนิติวิทยาศาสตร์ คลุกคลีพิสูจน์หลักฐานพิสูจน์ความจริงมาตลอดในช่วงรับราชการตำรวจจนเกษียณ หลายคดีใหญ่ๆ อดีตนายตำรวจคนนี้ไขความจริงสำเร็จปิดคดีได้อย่างสมบูรณ์ บนหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ที่คลี่คลายความจริง

พล.ต.อ.จรัมพร จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 28 (นรต.) มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อดังอย่าง พล.ต.ท.วันชัย ถนัดกิจ พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ฯลฯ ผ่านตำแหน่งสำคัญ ผบช.สพฐ. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ปรึกษา สบ 10 ก่อนเกษียณราชการ เป็นที่ปรึกษาให้กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้นั่ง กรรมการ ป.ป.ท.ในปัจจุบัน แต่ไม่ไว้ลายนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงนำมาปรับใช้ปราบปรามคนทุจริต

พระเครื่องอาราธนาติดตัวเป็นประจำ คือ หลวงปู่ทวด เนื้อนวะ พิมพ์หลังเตารีด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี มรดกตกทอดจากคุณพ่อ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยสวมใส่พระเครื่อง แม้หลวงปู่ทวดเป็นที่หมายปองของใครหลายคน จนกระทั่งเข้ามาทำงานในสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนอาสาสมัครใจไปทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การลงพื้นที่ไปทำงานในภาคใต้ หลายคนพูดเสมอว่า เพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัยต้องแขวนพระหลวงปู่ทวด

“ส่วนตัวเลยหยิบหลวงปู่ทวดองค์นี้มาแขวนติดตัวตลอด ตั้งแต่ทำงานพิสูจน์หลักฐานมาหลายสิบปี สำหรับการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยต้องหลวงปู่ทวด รวมถึงซึมซับกับพุทธานุภาพของท่านให้มากขึ้นด้วย”

พล.ต.อ.จรัมพร มองเรื่องพุทธคุณว่า การแขวนพระคือการแทนคำสอนให้เป็นคนดีมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ครั้นแต่เป็นเรื่องของศรัทธาความเชื่อ และทำให้เกิดแรงบันดาลใจเมื่อเราทำดีแล้วพระท่านจะคุ้มครองให้ปลอดภัยเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด ไม่สนใจเรื่องราคา แต่ผมศรัทธาอย่างนี้ทุกครั้งที่ออกภาคสนามงานทุกอย่างราบรื่นประสบความสำเร็จ โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าผลจากการทำงานตรงไปตรงมา และความ

สำเร็จคือพุทธานุภาพในคุณงามความดี ที่สำคัญตลอดระยะเวลาทำงานพิสูจน์หลักฐานตั้งแต่ในพื้นที่ภาคใต้หรือพื้นที่อื่นไม่เคยประสบเหตุใดๆ แม้จะเดินทางมากมายทั้งเฮลิคอปเตอร์ รถยนต์ ปลอดภัยแคล้วคลาดตลอดมา

“แม้จะทำงานพิสูจน์หลักฐานคลุกคลีใกล้ชิดศพมากกว่าครอบครัว แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ ต่างกับผู้ใต้บังคับบัญชาเจอเหตุการณ์ไม่ปกติตลอด” อดีตนายตำรวจ เล่า

ผมเชื่อในคุณค่าของพุทธานุภาพ คุณงามความดี และเชื่อในกฎแห่งกรรม ทั้งหมดทำให้งานยากเย็นหลายชิ้นสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีมาจากหลวงปู่ทวดที่เราสวมใส่เคารพศรัทธามาตลอดชีวิตรับราชการตำรวจและการเป็นกรรมการใน ป.ป.ท.

พล.ต.อ.จรัมพร ย้อนเล่าเหตุการณ์ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุยิงช้างป่าตาย ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สื่อหลายสำนักพาดหัวตีข่าวใหญ่หลายวัน ครั้งนั้น พล.ต.อ.จรัมพร นำคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ค้นหาหลักฐาน ใช้เวลานานอยู่หลายชั่วโมงสแกนหากระสุนปริศนาในตัวช้างแต่หายังไงก็ไม่เจอ จนแถบจะถอดใจ เลยหยุดค้นหานั่งกินข้าวพร้อมนักข่าวใกล้ซากช้างตายเหม็น
คละคลุ้งไปหมด ผนวกกับเสียงช้างป่าร้องส่งสัญญาณกำลังจะลงจากภูเขา

“เลยถามลูกน้องว่าเอาไงดี ลูกน้องบอกว่านายๆ ให้จุดธูปไหว้เจ้าที่ เลยไปหาธูป 16 ดอกจุดบอกเจ้าป่าเจ้าเขาอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เจอกระสุนปริศนา ก่อนปักธูปลงดินควันฟุ้งขาวไปทั่ว ไม่ถึง 10 นาที ลูกน้องตะโกนบอก นายๆ เจอแล้ว หัวกระสุน จนต่อมาสามารถติดตามจับกุมคนร้ายก่อเหตุได้ทั้งหมด”

พล.ต.อ.จรัมพร เผยทิ้งท้ายการทำคดีครั้งนั้นว่า เพราะช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง การมาทำแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องหาหลักฐานทุกอย่าง ล่าคนผิดมารับโทษทัณฑ์ เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นความเชื่อว่าถ้าเรามีความมุ่งมั่นดี มีเจตนาดี และทำงานอยู่ในสิ่งถูกต้อง พระท่านจะคุ้มครองเราอย่างแน่นอน

 

 

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499802

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

โดย…ราช รามัญ

คำว่า “จิต” เป็นคำในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเป็นคำสามัญทั่วไป เรามักจะนิยมเรียกกันว่า “ใจ” ในคำคำเดียวกันนี้ ถ้าไปเทียบเคียงในพระอภิธรรมอาจจะสำลัก เพราะจิตมีไม่รู้จะกี่ดวงต่อกี่ดวงแต่ก็เป็นการขยับปรับเพิ่มเติมกันในชั้นหลังตามกาลสมัย

แต่ที่แน่ๆ พระสงฆ์ในสายปฏิบัติทั้งหลาย ท่านยึดถือเอาว่า “จิต” มีเพียงดวงเดียว และภายใต้จิตดวงเดียวนี้เองที่จะทำให้เราได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจอย่างมีปัญญา เข้าใจอย่างแท้จริง เข้าใจแบบไม่ใช่ท่องจำ ใครสักคนที่เข้าใจในเรื่องของจิตได้โดยรอบ ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่ธรรมดาแน่

ในความไม่ธรรมดาตรงนั้น คือ การเข้าใจชีวิตของตัวเอง เข้าใจชีวิตจริงๆ ว่าเกิดมาทำไม เพื่อประโยชน์อะไรกันแน่ คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ด้วยเพราะบุญก็ยังมีความทุกข์มากมายเสียขนาดนี้ ถ้าไม่มีบุญได้เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นเปรต สัมภเวสี มันจะทุกข์เพียงไหน

ดังนั้น เรื่องของการปฏิบัติธรรมในจิตใจ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งนัก ที่จะพัฒนาศักยภาพทางจิตวิญญาณของเราให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยธรรมอันยิ่ง

ใครที่เคยเฝ้าดูความคิดของตัวเอง…เวลาที่มันต้องการอยากได้ อยากเป็น อยากมี แล้วเราไปขัดมันที่ใจ หรือขัดใจ (ตัวเอง) ถ้าเราทำได้แบบนี้ นี่แหละคือการฝึกจิตของตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากการร้อยรัดในทุกสรรพสิ่งทั้งปวง

พูดง่ายๆ ว่า เอาผล…ของการปฏิบัติวิปัสสนามาเป็นวิธีในการปฏิบัติก็ย่อมได้เช่นกัน หลายคนที่เข้าใจและเข้าถึงธรรมะได้เพราะนำเอาผลของธรรมมาเป็นวิธีการปฏิบัติ ด้วยการค่อยๆ ฝึกจิต ขัดเกลาใจไปเรื่อยๆ

ในยุคก่อนพระสงฆ์ที่พูดเรื่องจิตได้แจ่มชัด เห็นจะมีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่ จ.สุรินทร์ หลวงปู่ท่านชัดในเรื่องนี้มาก ท่านเข้าใจทุกแง่มุม ทุกมิติของการฝึกจิต หรือการเฝ้าตามดู ตามรู้ ความคิด บางคนคิดว่าการเฝ้าตามดูความคิดเป็นการเดินตามหลังเงาของจิต ซึ่งเป็นกระบวนการทางมายาแห่งจิตอย่างหนึ่ง

แต่สำหรับใครที่ใช้วิธีนี้แบบนี้ คำว่า “มรรคา” ไม่ได้อยู่ไกลอีกต่อไป เพียงแต่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะทำให้เราได้มองเห็นและเข้าใจโดยวิถีที่กว้างขึ้นไปอีก

ในวงการพระสงฆ์ไทย วันนี้มีหลวงพ่ออยู่รูปหนึ่งที่พร่ำเพียรสอนเรื่องของจิต แล้วก็มีแนวทางในการฝึกจิตย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอานาปานสติเป็นพื้นในการฝึก แล้วต่อเนื่องไปถึงเรื่องของสติปัฏฐาน ผมกำลังหมายถึง หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ปัจจุบันท่านพำนักที่ สวนโพธิญาณอรัญวาสี

พระผู้ที่มีปฏิปทางดงาม แต่คราวหนึ่งเคยมีข่าวดังครึกโครมกับ ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต ที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังในขณะนี้ ในห้วงทำนองที่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง แต่แล้วกรรมก็ดี และวันเวลาที่เลยผ่านพ้นไป ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว หลวงพ่อปราโมทย์ ยังสง่างามด้วยธรรม มุ่งสร้างแต่กรรมที่ดี และกรรมนั้นก็สนองมาให้ท่านด้วยดีเช่นเดียวกัน

บนโลกใบนี้ เรามักจะลืมกรรม แต่กรรมไม่เคยลืมเรา ใครที่ทำอะไรไว้กับใคร สักวันหนึ่งผลนั้นย่อมมาส่งผล ถ้าหากกุศลในใจน้อยลง หรือกรรมนั้นได้ส่งผลแรงและเร็วอย่างทันท่วงที

หลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่ที่บ้านบาตร ป้อมปราบศัตรูพ่าย เคยบวชเรียนตามประเพณีกับหลวงพ่อปัญญา นนฺทภิกฺขุ ท่านเป็นอดีตพนักงานราชการของ กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นผู้ชำนาญให้องค์การอีกมากมาย

ท่านเริ่มศึกษาธรรมเมื่อปี 2502 กับหลวงพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม และศึกษากรรมฐานกับพระกรรมฐานในภาคอีสานหลายรูป

แล้วท่านมาบวชครั้งที่ 2 เมื่อปี 2544 ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นวัดของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระกรรมฐานชื่อดังลูกศิษย์ยุคแรกๆ ของพระอาจารย์มั่น การบวชครั้งนี้มีพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาพระอุปัชฌาย์แนะนำให้ไปจำพรรษาที่ สวนสันติธรรม ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นอกจากท่านจะเป็นพระนักปฏิบัติ ท่านยังเป็นนักเขียนอีกด้วย มีผลงานที่น่าติดตาม อาทิ วิถีแห่งความรู้แจ้ง, ประทีปส่องธรรม, ทางเอก, วิมุตติมรรค เป็นต้น

ในดงขมิ้น…วันนี้ดูจะมีสารพัดเรื่องราวที่มักจะมาจากความโลภของพระฝ่ายปกครอง ที่แม้แต่มหาเถระยังทำตาบอดสี ทำหูหนวก ไม่ได้ยินมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอน หรือเรื่องที่เจ้าคณะเขตบางเขตทำท่ารีดไถพระในเขตปกครอง อย่างเขตสายไหม เป็นต้น

แต่ในดงขมิ้นก็ยังมีพระที่งดงามด้วยธรรม อย่างหลวงพ่อปราโมทย์ ที่อยู่แบบไม่เปลืองข้าวสุกญาติโยม เพราะท่านปฏิบัติและสอนญาติโยมและเผยแผ่ธรรมอยู่เนื่องๆ ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดพัก ผู้ใดปรารถนาธรรมให้เย็นใจ ปรารถนากราบพระดี ชักชวนให้มากราบหลวงพ่อปราโมทย์  หรือฟังธรรมของท่านมากๆ แล้วจิตใจจะเบิกบานอย่างแท้จริง

 

สมเด็จพระสังฆราช ประทานผ้าไตร-ดอกไม้จันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499800

สมเด็จพระสังฆราช ประทานผ้าไตร-ดอกไม้จันทน์

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จพระสังฆราช ประทานผ้าไตรศพไทยพุทธ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระเมตตาให้ พระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุต ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าเพื่อรับประทานผ้าไตรจีวรและดอกไม้จันทน์เพื่อนำไปร่วมในการบำเพ็ญกุศลศพชาวไทยพุทธที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจรก่อการร้ายภาคใต้ทำร้ายและฆ่าราษฎรไทยพุทธ ต.ตอหลัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และกำหนดฌาปนกิจวันที่ 22 มิ.ย. 2560

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากพระครูสมุห์พิสิทธิ์ อนาลโย เจ้าอาวาสวัดศรีนคร ประธานเครือข่ายอาสาสมัครปกป้องพระพุทธศาสนาจังหวัดยะลา รองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธไทยยะลา กรรมการสมาพันธ์ชาวพุทธจังหวัดชายแดนใต้ มีลิขิตลงวันที่ 18 มิ.ย. 2560 กราบเรียนพระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) เรื่อง ขอนำเรื่องกราบทูลเพื่อขอรับผ้าไตรและดอกไม้จันทน์พระราชทานจากสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวชาวไทยพุทธ 3 รายที่เสียชีวิต เพราะโจรก่อการร้ายภาคใต้ทำร้ายและฆ่า ขณะเดินทางไปประกอบสัมมาชีพ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2560 เหตุเกิดบนถนนเส้นบ้านคอน-บ้านโต๊ะดีเต หมู่ 1 ต.ตอหลัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และญาติกำหนดฌาปนกิจวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ณ วัดดอนกลาง ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

ทั้ง 3 รายที่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ ได้แก่ อรรถวุฒิ จันทร์หอม อายุ 19 ปี พีรพัฒน์ แต้วเอียด อายุ 18 ปี และณัฐภพ อินทรทิตย์ อายุ 18 ปี ทั้งหมดอยู่บ้านหมู่ 6 ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ สักการะ มส.

วัชรพงษ์ บุญพระ กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานเลขานุการกรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รายงานว่า วันที่ 20 มิ.ย. 2560 เวลา 14.00 น. ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/ 2560 พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเลขาธิการมหาเถรสมาคม เบิกตัว พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่นำคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมาธิการ เข้าถวายสักการะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมี สมเด็จพระวันรัต รับแทน เนื่องด้วยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงลาประชุม

ในการนี้ สมเด็จพระวันรัต ให้โอวาท เรื่อง ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ให้คณะกรรมาธิการนำไปปฏิบัติด้วย

เลี้ยงพระเตรียมธรรมทูต

หลายท่านอนุโมทนาข่าวที่ Alisa Chinda แห่ง บริษัท Irawadi Tour  รายงานทาง fb เรื่อง ทำบุญที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชัยันตี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2560 ว่า คณะ Fantastic India Tour และเพื่อน นำโดย คุณหน่อย-จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย และครอบครัว ผู้บริหารทรูโฟร์ยู รวมถึงกลุ่มเพื่อนอักษรศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 37 และคณะญาติธรรม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารตลอดวัน ตั้งแต่เช้า-เพล และปานะ ที่จัดเตรียมอย่างประณีตมาก ทั้งคาว-หวาน แด่คณะสงฆ์ที่เข้าโครงการอบรมเตรียมพระธรรมทูตเชิงลึก อินเดีย-เนปาล และคณะสงฆ์วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี รวม 60 รูป โดยผู้ร่วมงานทั้งหมดราว 50 ราย

โครงการเตรียมพระธรรมทูต เป็นดำริของพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เพื่อให้พร้อมรับหน้าที่เผยแผ่ในอินเดียและในไทย

 

ดั่งพุทธทำนาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499018

x

โดย…อารยชล

ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับพระสุบิน (ความฝัน) 16 ข้อของพระเจ้าปเสนทิโกศล เริ่มเห็นเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้

ก็เมื่อสามสี่วันมานี้โลกโซเชียลร้อนฉ่า ชาวเน็ตออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสังคมไทยที่ก้าวไกลเกินควบคุมเมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งออกมาโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กว่ากำลังตั้งครรภ์และใส่แคปชั่นว่า “ไม่อายใครหรอก ที่ท้องตั้งแต่ยังเด็ก” และยังมีข้อความต่อไปอีก — ประมาณว่ามีปัญญาเลี้ยงลูกได้

มันมาถึงจุดนี้นานแล้วนะสังคมไทย มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น!!

ผมว่าโพสต์ของเธอได้สะท้อนล่อนเปลือกของสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้โจ่งชัดมาก และทำให้ผมอดนึกถึงพระสุบินของพระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองสาวัตถีที่มีพระนามว่าปเสนทิโกศลไม่ได้ พร้อมกับคำอุทานว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมันได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน

ก่อนเข้าประเด็นความฝันที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ขอเท้าความที่มาเรื่องความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลคร่าวๆ คือในคืนหนึ่งพระองค์ทรงฝันถึง 16 เรื่อง แล้วความฝันแต่ละเรื่องก็แปลกประหลาดมากจนทำให้พระองค์พลอยตระหนกพระทัย กลัวว่าความฝันนั้นจะนำภัยมาถึงพระองค์

รุ่งเช้าจึงให้เหล่าพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้าและทรงเล่าความฝันให้ฟังแล้วพราหมณ์ปุโรหิตก็กราบทูลว่าพระสุบินทั้งหลายร้ายกาจนัก จักนำภัยอันตรายมาถึงราชสมบัติ โรคภัยร้ายแรงจักเบียดเบียนพระองค์ และอันตรายจักมีแก่พระชนม์ชีพ วิธีแก้ต้องบูชายัญด้วยวัตถุอย่างละ 4 ทุกอย่าง เช่น ม้า 4 ตัว ช้าง 4 เชือก ควาย 4 ตัว สุกร 4 ตัว เป็นต้น จึงจะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี

นี่คือคำแนะนำของพวกพราหมณ์ปุโรหิตที่มุ่งหวังทรัพย์จากการประกอบพิธีบูชายัญ แล้วพระองค์ก็ทรงเชื่อพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้น ทว่าความทราบถึงพระนางมัลลิกาเทวี จึงเข้าไปกราบทูลให้สติว่าผู้ที่จะแก้ไขฝันร้ายได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือพระพุทธเจ้า

ว่าแล้วก็ทูลเชิญนำเสด็จไปเข้าเฝ้าเล่าความฝันให้พระพุทธเจ้าฟังที่วัดเชตวัน และพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายฝันทั้ง 16 ข้อนั้นว่าไม่ได้มีอันตรายเกิดขึ้นกับพระองค์ แต่จะมีผลเกิดขึ้นกับโลกในกาลข้างหน้า

หันมาเรื่องเด็กหญิงตั้งท้องนี้ตรงกับพระสุบินข้อที่ 2 ของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ว่า “…ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ แทรกแผ่นดินพอถึงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง เพียงแค่นี้ก็ผลิดอกออกผลไปตามๆ กัน”

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ในอนาคต (ก็คือปัจจุบันนี้) สัตว์โลกจักมีราคะ (ความกำหนัด) แรงกล้า กุมารี (เด็กหญิงวัยแรกรุ่น) ซึ่งมีวัยไม่สมบูรณ์ (ยังไม่เป็นสาวเต็มตัว) จักสมสู่กับบุรุษ เป็นหญิงมีระดูแล้วตั้งครรภ์พากันมีลูกก่อนวัยอันควร

ความที่กุมารีเหล่านั้นมีระดูเปรียบเหมือนต้นไม้เล็กๆ มีดอก กุมารีเหล่านั้นจำเริญด้วยบุตรธิดาก็เหมือนต้นไม้เล็กๆ มีผล

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยมาถึงจุดนี้แล้วและมีมานานแล้วด้วย นอกจากวุฒิภาวะของแต่ละคนยังไม่สมควรจะตั้งท้องแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาแน่นอน เพราะส่วนใหญ่ยังเรียนหนังสือไม่จบ จะเอาอะไรหาเลี้ยงตัวและเด็กที่กำลังจะเกิดมา

เรื่องใหญ่ขนาดนี้ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รีบแก้ปัญหาด่วน!!

 

เซตซีโร่อำนาจให้คุณให้โทษ สำนักพุทธฯ ดีไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499017

เซตซีโร่อำนาจให้คุณให้โทษ สำนักพุทธฯ ดีไหม

โดย…ส.คนจริง

เรื่องวัดในพระพุทธศาสนา เรื่อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการบริหารจัดการผลประโยชน์ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พศ. เรียกเงินทอนจากเงินอุดหนุนโครงการต่างๆ ของวัดสูงถึง 75% จึงมีการเรียกร้องต่างๆ เช่น ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อให้ตรวจสอบเงินวัดได้ ให้ปฏิรูปพระพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นที่ตั้งศรัทธา ประสาทะของชาวพุทธให้ยั่งยืน

เมื่อดูเรื่องบริหารจัดการผลประโยชน์ ก็จะโยนเข้าเรื่องระบบบัญชีของวัดที่ไม่โปร่งใส โดยอ้างว่าผู้ที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายมักจะเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้นจึงเสนอให้วัดจัดทำบัญชี ให้มีการรับรองโดยผู้ตรวจสอบบัญชี ดังที่บริษัทของเอกชนต่างๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้เจ้าอาวาสที่ไม่ได้เรียนบัญชี ฟังว่า ทำบัญชีแล้วยังต้องตวจสอบอีก ก็รู้สึกมีทิฐิ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

ความจริงแล้วมีไม่กี่วัดในประเทศไทยที่มีเงิน มีปัจจัยมากถึงกับต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี เพราะวัดแต่ละแห่งมีฐานะทางการเงินไม่เท่าเทียมกัน บางวัดไม่มีปัจจัยพอจะจ่ายค่าน้ำค่าไฟด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นใครคิดจะทำอะไรกับวัด ต้องคิดหลายๆ ชั้น มิเช่นนั้นวัดจะกลายเป็นวัดร้าง ซึ่งตอนนี้ก็มีไม่ใช่น้อย

ส่วนเรื่องใหญ่เกินคำบรรยาย คือ เรื่องที่ผู้มีอำนาจหรือผู้บริหารใน พศ.ไปเรียกเงินทอนจากวัดต่างๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนในด้านต่างๆ จากรัฐ เช่น การสาธารณูปการ การเผยแพร่ และการอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามข่าวว่ามีด้วยกัน 33 วัด และที่อยู่ในข่ายทุจริตมี 12 วัด ซึ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุเมื่อเช้าวันที่ 16 มิ.ย. 2560 ว่าเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป โดยยืนยันว่ามีข้าราชการระดับสูงขั้น ซี8 ซี9 อยู่ในข่ายทำผิดตามที่เป็นข่าว ซึ่งตำรวจจะให้รายละเอียดได้ดีกว่า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน ในการเรียกเงินทอนจากวัดได้มากขนาดนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ใช้อำนาจในการอนุมัติได้ตามอำเภอใจ ขาดการตรวจสอบ ควบคุมและถ่วงดุล โดยเฉพาะในปี 2558 ให้วัดทำเรื่องขอได้โดยตรง และ พศ.ก็มีอำนาจอนุมัติ และจ่ายไปยังวัดโดยตรง แต่หลังปี 2558 มีระเบียบใหม่ ให้วัดทำคำขอผ่าน พศจ. หรือสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัด หลังจากนั้นจึงดีขึ้น

เมื่อถามว่า เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร จะโดนความผิดหรือไม่ (ในกรณีเงินทอน) พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า คนที่ร่วมทำผิดโดยเจตนาและมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องมีความผิด เงินเมื่อเข้าบัญชีวัด เงินนั้นเป็นของวัด และตาม พ.ร.บ.สงฆ์นั้น ฐานะเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงาน ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนตัวเลขความเสียหายนั้น ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ตามที่ตำรวจแถลง คือ 40-60 ล้านบาท

เมื่อถามว่า พศ.จะมีอำนาจตรวจสอบอะไรได้บ้างหรือไม่ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า พศ.มีหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่อำนาจไม่มี เมื่อมีปัญหา พระสงฆ์ที่มีอำนาจก็ให้ความร่วมมือดี

เมื่อถามว่า จะแยกทรัพย์สินวัดและเจ้าอาวาสทำได้ไหม ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ทำได้ เพราะเจ้าอาวาสมีอำนาจหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของวัด เช่น เงินทอนนั้นต้องเข้าบัญชีวัด พร้อมกันนั้นก็บอกว่าจะถอนก็ต้องลงนามร่วม มิใช่ถอนตามอำเภอใจ มิเช่นนั้นจะเกิดความมิชอบขึ้น แต่ส่วนมาก (การถอนเงิน) เป็นอำนาจเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว หรือถ้าตั้งคนมาคุม คนคนนั้นก็อยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาส

สิ่งที่ต้องการทำ คือ ทำบัญชีทรัพย์สินของวัดให้ชัดเจน การจะยักเงินไปเป็นของตน หรือไม่ลงบัญชีตามที่ได้รับมาจริง ทำยาก เงินของกลางจะไม่ไปไหน ไม่เป็นของส่วนตัว เพราะบัญชีบอกที่มาที่ไปได้

ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า ถ้าเอาทรัพย์สินของวัดเป็นตัวตั้ง จัดระบบทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ให้มีการตรวจสอบควบคุม และการเปิดเผย 3 มาตรการนี้ จะป้องกันการทุจริตได้ ทั้งเงินบริจาค และรายได้ของวัด หรือเงินอุดหนุนวัดที่ได้มา เพราะจะถอนยากขึ้น

สำหรับผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่า ถ้าทำได้ย่อมเกิดผลที่ดีในทางปฏิบัติ กล่าวคือให้ พศ.มีหน้าที่ในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว ยิ่งทำหน้าที่ตำรวจพระได้ยิ่งดี โดยขอให้ยกเลิกไปเลย คือ อำนาจอนุมัติเงินอุดหนุนวัด เช่น การสาธารณูปการ การเผยแพร่ และการอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามที่เป็นข่าว

ต่อไปวัดหรือองค์การ ที่ต้องการเงินอุดหนุนจากรัฐ ให้จัดทำงบประมาณประจำปี ส่งตรงสำนักงบประมาณไปเลย แบบนี้จะบริหารจัดการและมองเห็นเป้าหมายการทำงานได้ชัดเจนขึ้น

ดังนั้น ถึงเวลาเซตซีโร่ อำนาจให้คุณให้โทษของ พศ.ได้แล้ว

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) เตือนพระสังฆาธิการภาค 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/499016

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) เตือนพระสังฆาธิการภาค 10

โดย…สมาน สุดโต

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เปิดประชุมพระสังฆาธิการฯ จ.อุบลราชธานี วันอังคารที่ 13 มิ.ย. 2560 ได้ให้โอวาทเป็นเชิงตักเตือนให้ระมัดระวังและปกป้องตนเอง มิเช่นนั้นจะลำบาก

การประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตามมติมหาเถรสมาคม ที่ 143/2546 ประจำปี 2560 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องประชุม ศูนย์กลางคณะสงฆ์ภาค 10 ต.หนองเมือง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี วันที่ 13 มิ.ย. 2560 พระพรหมสิทธิ ได้ให้โอวาทแก่พระสังฆาธิการในการประชุมครั้งนี้ ความว่า

“พระสังฆาธิการมีเกียรติเพราะมีหน้าที่ที่รับผิดชอบ พระสังฆาธิการจึงต้องทำหน้าที่ตามเกียรติที่ได้รับมอบหมาย และต้องพึ่งตัวเองให้มาก ต้องคิดปกป้องตนเอง ถ้าไม่คิดจะปกป้องแล้ว ยังปล่อยให้เขาดูถูกเหยียดหยามอีก ก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นพระสังฆาธิการต้องทำอะไรที่ไม่ผิดพระธรรมวินัย ต้องออกไปช่วยเหลืออะไรชาวบ้าน ถ้าเรื่องที่ช่วยนั้นไม่ผิดพระธรรมวินัย พร้อมกันนั้นก็บอกว่าไม่ต้องสร้างวัดหรูหรา แต่ต้องสร้างวัดให้สะอาด รื่นรมย์ น่าศรัทธา ต่อไปวัดจะอยู่ยาก เพราะคนจะไม่ทำบุญ ไม่บริจาค เพราะใครทำบุญ หรือบริจาค จะถูกตรวจสอบ จนวัดอยู่ไม่ได้”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะรบเร้า รุนแรงมากขึ้น เราต้องปกป้องตนเอง ช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือชาวบ้าน เมื่อก่อนเราอาศัยชาวบ้าน ต่อไปต้องให้ชาวบ้านอาศัยเรา

ท่านยังให้ข้อคิดว่า ทุกวันนี้ ฝ่ายเถรวาทคงที่ และอ่อนกำลังลง แต่ฝ่ายมหายาน ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย

ข้อมูลที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี รายงานว่า จ.อุบลราชธานี (ฝั่งเมือง) มี 13 อำเภอ พระภิกษุจำนวน 1,058 รูปในการประชุมเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.นั้น ได้รับเกียรติจากวิทยากรบรรยายถวายความรู้พระสังฆาธิการ ดังนี้ พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส รองเจ้าคณะภาค10 บรรยาย เรื่อง สาธารณูปการ และงานสาธารณสงเคราะห์ พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสวนพลู รองเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง งานศาสนศึกษา งานศึกษาสงเคราะห์และงานเผยแผ่พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร ป.ธ.6) เลขานุการเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ทั่วไปในปัจจุบันและอนาคต พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน ป.ธ.6) กองงานเลขานุการเจ้าคณะภาค 10 บรรยาย เรื่อง พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ทั่วไปในปัจจุบันและอนาคต

วิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี บรรยายพิเศษ

ฆราวาสธรรม

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (ท่านคมสรณ์)เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ อินเดีย รับนิมนต์ไปสวดมนต์งานแต่งงานที่ จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. เตรียมหัวข้ออบรมคู่แต่งงาน เรื่อง หลักธรรมครองรัก ครองเรือน 4 ประการ ได้แก่ 1.สัจจะ รักเดียวใจเดียว ไม่เกี่ยวกับกิ๊ก 2.ขันติ อดทน อดกลั้น ร่วมกันฝ่าฟันความลำบาก 3.ทมะ ทิ้งความเป็นเธอ ทิ้งความเป็นฉัน หลอมกันเป็นเรา 4.ปัญญา จงอย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความรักเพียงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องเติมต่อด้วยความเข้าใจ

แต่ไม่ได้อบรม จึงนำมาลง fb วันที่ 16 มิ.ย. อ่านแล้วได้ข้อคิดยิ่งนัก