พุ่มหอกกับดอกไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502178

พุ่มหอกกับดอกไม้

โดย…อารยชล

มีพุทธภาษิตหนึ่งว่า ยัง เว เสวะติ ตาทิโส คบคนเช่นใดก็เป็นเช่นคนนั้น กล่าวคือ มีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ลักษณะนิสัยเหมือนคนที่ไปคบด้วย จากการถูกปลูกฝัง เสี้ยมสอน และพฤติกรรมเลียนแบบ

การคบหาเสพสนิทกับใครนานๆ ย่อมเป็นดั่งเช่นคนนั้น ถ้าคบคนดีก็ดีไป แต่ถ้าคบพาล เช่น ผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นโจร ชอบมั่วสุมยาเสพติด ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาลไม่เกรงกลัวกฎหมาย ก็จะค่อยๆ ซึมซาบพฤติกรรมไม่ดีของกลุ่มหรือหัวหน้าแก๊งจนกลายเป็นคนไม่ดี

อย่าว่าแต่คน ขนาดนกบางชนิด เช่น นกแก้ว นกขุนทอง ถ้าเราสอนให้พูดอะไรมันก็พูดตาม บางทีไม่ได้สอน แค่ได้ยินเจ้าของพูดทุกวันหรือได้ยินเสียงอะไรบ่อยๆ มันก็เลียนแบบเสียงนั้นเอง ไม่ต้องมีใครสอน

ผมเคยเห็นนกขุนทองพูดคำหยาบ ใครที่เดินผ่านไปแถวกรงที่มันอยู่มีอันสะดุ้งและมองหาต้นเสียงมาจากไหน แรกๆ ได้ยินอาจงงใครมาด่า พอแหงนหน้ามองไปทางเสียงไม่เห็นใครเห็นแต่นกในกรง วินาทีนั้นคงไม่มีใครคิดว่านกจะสามารถขนาดนั้น แต่พอมันร้องอีกที ไอ้…ก็แทบจะจับมาถอนขนปิ้งย่าง

ในมังคลัตถทีปนีซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายความมงคลสูตร มีเรื่องหนึ่งที่ผู้แต่ง (พระสิริมังคลาจารย์ ในสมัยอาณาจักรล้านนา) ยกมาอธิบายในมงคลข้อแรก (ไม่คบคนพาล) คือเรื่องนกแขกเต้าสองพี่น้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นนิสัยของลูกนกแขกเต้าสองตัวเป็นอย่างดี

เรื่องมีอยู่ว่า มีลูกนกแขกเต้าสองพี่น้องอาศัยอยู่ในป่างิ้วใกล้ภูเขา ด้านเหนือภูเขามีบ้านโจรอาศัยอยู่ ด้านใต้มีอาศรมของฤๅษี ต่อมาวันหนึ่งได้เกิดลมหัวด้วนพัดรังนกที่อยู่บนต้นงิ้วจนทำให้นกสองพี่น้องต้องตกไปอยู่ตัวละแห่ง ตัวหนึ่งตกไปอยู่กลางหอกดาบพวกโจรตั้งชื่อว่า “สัตติคุมพะ” (พุ่มหอก) อีกตัวตกในพุ่มไม้ใกล้อาศรมฤๅษี พวกฤๅษีจึงตั้งชื่อ “บุบผกะ” (ดอกไม้)

วันหนึ่งพระราชาเสด็จฯ ออกล่าเนื้อในป่าแล้วได้บรรทมใต้ร่มไทร ขณะนั้นนกสัตติคุมพะซึ่งอยู่บนต้นไทรได้พูดขึ้นว่าพวกเราช่วยกันจับพระราชาพระชนม์แล้วเอาผ้าและอาภรณ์ไป แต่โชคดีพระราชาทรงตื่นมาได้ยินจึงรีบเสด็จฯ ไปทางใต้ถึงอาศรมฤๅษีพร้อมกับได้รับการต้อนรับและคำพูดที่ดีจากนกบุบผกะและฤๅษี

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าขนาดสัตว์ดิรัจฉานลูกแม่เดียวกันแท้ๆ นิสัยยังต่างกันลิบเพราะการอยู่ในสำนักคนชั่วและคนดี คนเราก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าริคบพาลเพราะพาลพาเสนียด

 

พระไปเรียนเตรียมพระธรรมทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502177

พระไปเรียนเตรียมพระธรรมทูต

โดย…สมาน สุดโต

วัดไทยพุทธคยา อินเดีย ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมกันจัดส่งพระสงฆ์ไทยไปฝึกอบรมเตรียมพระธรรมทูตเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนในประเทศอินเดีย เพื่อเข้าอบรมเป็นพระธรรมทูต ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้จัดส่งพระสงฆ์ไทย ลาว กัมพูชา ไปอบรมพระธรรมทูตเชิงลึกในประเทศอินเดียมาแล้ว 5 ปีติดต่อกัน ส่วนเตรียมพระธรรมทูตนั้น วัดไทยพุทธคยาและสถาบันทำมาแล้ว 1 รุ่น ล่าสุดเป็นรุ่นที่ 2 เพื่อต่อยอดจากโครงการเดิมที่หันมาดำเนินการจัดธรรมยาตรา พาพระสงฆ์ 5 ประเทศ 40 กว่ารูปธุดงค์ โปรดญาติโยมในไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งปิดโครงการเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2560 ท่ามกลางการอนุโมทนาจากชาวพุทธที่โครงการนี้ช่วยปลุกชาวพุทธให้ตื่นตัว และสร้างสามัคคีใน 5 ประเทศ โดยนำหลักธรรมพระพุทธศาสนาเป็นแกนนำ

เมื่อ 3 ก.ค. 2560 สุภชัย วีระภุชงค์ (เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980) เขียนในไลน์ว่าไปร่วมพิธีเปิดหลักสูตร “พุทธศาสน์การทูต” (เตรียมพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 2) ของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี เพื่อส่งพระสงฆ์ไทยจำนวน 50 รูป ไปอบรมที่อินเดีย ในจำนวน 50 รูปนั้น แบ่งเป็นพระสงฆ์ในหลักสูตรเตรียมพระธรรมทูต รุ่นที่ 2 จำนวน 37 รูป พระสงฆ์ในหลักสูตรเตรียมพระธรรมทูต รุ่นที่ 1 ที่กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในแดนพุทธภูมิ จำนวน 12 รูป พร้อมทั้งผู้ดูแลหลักสูตร 1 รูป (รวม 50 รูป) ทั้งหมดเดินทางสู่แดนพุทธภูมิ เพื่อการศึกษา ปฏิบัติธรรมเชิงลึก เป็นการ “ปลูกฝัง เพิ่มศรัทธา พัฒนาจิตสำนึก ลงลึกวิชาการ ให้เชี่ยวชาญการปฏิบัติ และมีอุดมการณ์ชัด เพื่อสานงานของพระพุทธองค์” เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนเต็ม

พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้กล่าวเปิดงานและให้โอวาทแก่คณะพระสงฆ์ โดยมี สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 พร้อมด้วยคณะกรรมการคนสำคัญของสถาบัน อาทิ พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุก คุณนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ คุณเกษม มูลจันทร์ เป็นต้น ได้เดินทางร่วมในพิธีเปิดงานส่งพระสงฆ์ไทย พร้อมทั้งกล่าวถึงอุดมการณ์และแนวทางในการส่งพระไปฝึกอบรมที่แดนพุทธภูมิของสถาบัน อีกทั้งทางคณะกรรมการผู้บริหารของสถาบันยังร่วมทุนสนับสนุนการส่งพระสู่แดนพุทธภูมิ เช่น คุณนิวัฒน์ แจ้งอริยวงศ์ ขอเป็นเจ้าภาพถวายจตุปัจจัยแก่พระสงฆ์ทุกรูปอีกด้วยพระสงฆ์ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 50 รูป ได้ออกเดินทางสู่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ในเช้ามืดวันที่ 5 ก.ค. 2560

ในเรื่องเดียวกันนี้ ผมมีโอกาสสัมภาษณ์พระครูปริยัติโพธิวิเทศ หรือพระอาจารย์คมสรณ์ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560 ในวันที่ มจร ปิดโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 23 ประจำปี 2560 ซึ่งท่านคมสรณ์เป็นกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติพระธรรมทูตสายต่างประเทศของ มจร ว่ารูปไหนมีคุณสมบัติครบ หรือไม่ครบ จึงได้กราบเรียนถามถึงโครงการอบรมเตรียมพระธรรมทูต ซึ่งในช่วงนั้นพระในโครงการเตรียมพระธรรมทูตกำลังเดินทางเข้าอบรมที่วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ ท่านเล่าว่าพระที่เข้าร่วมโครงการได้รับการคัดเลือกจากกรรมการโดยการสัมภาษณ์ จึงส่งเข้าอบรมกรรมฐานเพื่อเตรียมความพร้อม หลังจากจบคอร์สกรรมฐาน วันที่ 19 มิ.ย. จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจึงขอวีซ่าไปประเทศอินเดีย เพื่อเข้าอบรมที่วัดไทยพุทธคยา เป็นเวลา 1 พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจะออกเดินทางไปยังพุทธสถานอันเป็นสถานที่จริงตามพุทธประวัติ เมื่อจบหลักสูตรสามารถเข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศที่ มจร หรือ มมร.ก็ได้

ท่านพระครูคมสรณ์ เล่าว่า โครงการเตรียมพระธรรมทูตรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 โดยสานต่อจากโครงการพระธรรมทูตเชิงลึก ที่ดำเนินการโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ที่ดำเนินการมา 5 รุ่น รุ่นละ 30 รูป ถ้านับรวมกับเตรียมพระธรรมทูต 2 รุ่น จึงเป็น 7 รุ่น

ส่วนคุณสมบัติของพระภิกษุที่ผ่านการสัมภาษณ์เพื่อเข้าอบรมนั้น โดยหลักแล้วพระภิกษุต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1.ต้องมีความสามารถงานนวัตกรรม หรืองานก่อสร้างทั้งหมด 2.ความสามารถในการเผยแผ่ เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และการใช้สื่อมีเดีย ซึ่งจะเน้น 2 กลุ่มนี้เป็นพิเศษ 3.การทำงานกองงานเลขา และต้องศึกษาการทำงานพระธรรมทูตทั่วไปด้วย

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ กล่าวว่า พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เน้นให้พระธรรมทูตเรียนรู้ระบบบริหารจัดการและการทำงานในเชิงรุก นอกจากเรียนรู้ในเชิงลึก (เรียนรู้พุทธสถานและพุทธธรรม) เชิงรุกคือสามารถประกาศพระศาสนานอกวัดได้การทำงานพระธรรมทูตเน้นเรื่องเป็นด้วย ทำงานได้ด้วย จึงต้องฝึกอบรมหลายชั้น ดังนั้นฝึกเตรียมยังไม่ถือว่าเป็นพระธรรมทูต ผ่านเตรียมก็อบรมต่อ เตรียมเป็นการคัดกรองชั้นหนึ่งเพื่อให้ได้บุคคลที่มีศักยภาพมากขึ้น ทำให้เราได้พระที่สามารถทำงานได้จริงๆ

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ พระเถระที่เป็นนักบริหารและจัดการที่ได้รับความไว้วางใจจากพระ พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาลเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ให้ทำงานต่างๆ ทางด้านบริหารมากมาย เช่น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ผู้อำนวยการ (กิตติมศักดิ์) สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก เมืองกุสินารา เจ้าอาวาสวัดไทยนวราช 960 ในนามเลขาธิการวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จึงดูแลวัดไทยอโยธยา (อยู่ระหว่างพาราณสีกับสาวัตถี) วัดสิทธารถราชมณเฑียรตั้งอยู่ระหว่างทางสาวัตถีไปเนปาล ดูแลการก่อสร้างวัดไทยอจันตาแอลโรล่า ที่พระธรรมโพธิวงศ์มีนโยบายให้เปิดงานพระธรรมทูตไปยังแคว้นมหาราษฎร์ อินเดีย ดูแลการสร้างวัดไทยบรมธาตุ ที่อยู่ด้านหลังวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ที่ต้องดำเนินการเรื่องเอกสารมากมาย หลายรายการในประเทศไทย ดูแลและประสานงานเกี่ยวกับสร้างวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ และไม่ทิ้งมาตุภูมิ จึงเป็นผู้นำในการสร้างวัดกาลันทา บุรีรัมย์ เป็นการทำงาน 3 ภูมิประสานกัน คือ พุทธภูมิ อินเดียสุวรรณภูมิ สุวรรรภูมิที่ประเทศไทย และมาตุภูมิที่บ้านเกิด งานทั้งหมดที่ดำเนินการเป็นงานเชิงรุก โดยไม่อยู่กับที่ เป็นงานจรออกไป พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าท่านทั้งหลายจงเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดนั้นวัดนี้ แต่ตรัสว่า จรถะ ภิกขเว จาริกํ พหุชนหิตายะ ดังนั้นจึงต้องเดินทาง และไปรูปเดียว ไปหาทีมเวิร์กข้างหน้า หาออฟฟิศข้างหน้า หางานข้างหน้า เพราะไปแบบมีวัตถุประสงค์ว่าไปเพื่ออะไร ทำอะไร ไปแล้วมีงานรองรับทุกที่ จึงไม่เสียเวลาสมณศักดิ์ของพระทำงานรูปนี้คือ พระครูปริยัติโพธิวิเทศ ชั้นพิเศษ เทียบผู้เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

 

วัดสัมพันธวงศ์ สร้างพระกริ่ง 100 ปีสมเด็จมานิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502175

วัดสัมพันธวงศ์ สร้างพระกริ่ง 100 ปีสมเด็จมานิต

โดย…สมาน สุดโต

วัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) จัดสร้างพระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ทรงเครื่อง รุ่นแรก ในวาระที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาส สมเด็จพระราชาคณะสายวิปัสสนากรรมฐาน ที่ได้เรียนกรรมฐานและออกธุดงค์กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งจะมีอายุสูงถึง 100 ปี วันที่ 29 ธ.ค. 2560

พระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ทรงเครื่องที่จัดสร้างเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ มีพุทธลักษณะที่งดงาม ทรงจีนใหญ่ปางมารวิชัย พระหัตถ์ถือวชิราวุธ ทรงเครื่องศิลปะจีน มีประวัติความเป็นมาว่า ได้เริ่มสร้างขึ้นในประเทศทิเบต จากนั้นได้เข้ามาสู่ประเทศไทย

ชาวพุทธมีความเชื่อว่า พระกริ่งนั้นเป็นองค์แทนของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และหาค่ามิได้ พร้อมทั้งยังเชื่ออีกว่า หากผู้ใดมีไว้ครอบครองจะพ้นภัยพิบัติ เกิดโชคลาภ เป็นวาสนาอันสูงส่ง และสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วย ยกตัวอย่างในคราวที่เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (แดง) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ เพื่อเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ แล้วทรงประทานแก่สมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทา ต่อมาหายจากอาพาธ นับได้ว่าเป็นกฤษดาภินิหารแห่งพระพุทธคุณ

พระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการมหาเถรสมาคม ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กล่าวต่อที่ประชุมในพิธีเททองสร้างพระกริ่ง ว่า พระราชมงคลเมธี เลขานุการวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างพระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ทรงเครื่อง และเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รุ่นแซยิด 100 ปี เพื่อให้ประชาชนที่มีศรัทธาในสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เช่าไว้บูชา ในงานทำบุญอายุวัฒนมงคล 100 ปี วันที่ 29 ธ.ค. 2560

ในการนี้ Mrs.Linda Lehoang อุบาสิกาจากรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา นิมนต์หลวงปู่สุวัณคำ จนฺทสาโร อายุ 66 ปี แห่งวัดภูเขาควายเผือก สปป.ลาว มาเป็นประธานเททอง

หลวงปู่สุวัณคำ แห่ง สปป.ลาว ฉันอาหารมังสวิรัติ เป็นพระเถระสายกรรมฐาน ถือรุกขมูลอยู่ถ้ำเป็นวัตรปฏิบัติ นานๆ จะออกจากถ้ำมาโปรดญาติโยมครั้งหนึ่ง

ผู้สนใจเช่าพระกริ่งหรือรูปเหมือน ติดต่อวัดสัมพันธวงศ์ และศูนย์พระชั้นนำทั่วไป หรือโทร.09-2754-0555 หรือ 09-2756-7666 ไลน์ไอดี phra123

พระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่

“สมเด็จพระสังฆราช ให้ละอายต่อบาป”

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพระโอวาทวันอาสาฬหบูชา 2560 ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยย้ำเตือนจิตใจ มีความละอายต่อบาป ไม่ใช่ทำแค่เพียงพิธีกรรม

วันที่ 7 ก.ค. 2560 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท เนื่องในวันอาสาฬหบูชา พ.ศ. 2560 ความว่า “วันอาสาฬหบูชาเป็นโอกาสสำคัญที่พุทธบริษัทจะได้น้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ย้ำเตือนจิตใจตนให้มุ่งประพฤติตามหนทางแห่งอริยมรรค ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้เป็นครั้งแรกในดิถีเช่นนี้ ท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธศาสนิกชน คงเคยปฏิญาณตนถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกกันมาแล้วทุกคน ด้วยถ้อยคำภาษาบาลีว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้น”

 

แขวนพระ ‘เตือนสติ’ ให้คิดดี สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502174

แขวนพระ ‘เตือนสติ’ ให้คิดดี สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

โดย…

สัปดาห์นี้แวะเวียนมาส่องพระเครื่องคู่ใจของ “รองหะ” สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม อาจไม่คุ้นชินในชื่อเสียงเรียงนาม แต่ฝีมือการทำงานไม่เป็นสองรองใคร ทำงานคลุกคลีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาโชกโชนจนเชี่ยวชาญ ซึ่งเจ้าตัวมุ่งหวังนำองค์กรสู่ความสำเร็จตามทิศทางที่วาดหวังไว้ นับเป็นอีกข้าราชการตัวอย่างที่ไม่ยอมหมดไฟ มักขันอาสาทำงานประคับประคองให้องค์กรสู่ความสำเร็จอยู่เสมอ

รองสหการณ์ ทำงานครั้งแรกช่วงปี 2531 สวมบทชีวิตอาสาสมัคร NGO สังกัดชมรมนักพัฒนาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ไม่นานสอบบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดกองนโยบายและแผน กระทรวงยุติธรรม กระทั่งมีการแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมช่วงปี 2543 ได้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. จากนั้นเป็นผู้อำนวยการกองกลางเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้สอบคัดเลือกเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 1 ปี ก่อนจะโยกสไลด์มานั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมพินิจฯ จนถึงปัจจุบันนี้

ย้อนเล่าประวัติทำงานพอสังเขป มาถึงไฮไลต์สำคัญพระเครื่องคู่ใจของ “รองหะ” กันบ้าง ก่อนหยิบถุงผ้าสีแดงใบเล็กจากเสื้อสูทแล้วหยิบพระเครื่องขึ้นมาให้ชมองค์แรกเป็นเหรียญหลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน รุ่น 1 จ.นครศรีธรรมราช ถัดมาเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ จ.ปัตตานี พระสังกัจจายน์ วัดเมืองยะลา จ.ยะลา เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช ด้านหลังหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และเหรียญพระนเรศวร วัดดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เจ้าตัวยอมรับทุกครั้งที่เดินทางต้องมีพระเครื่องของรักของหวงพกติดตัวเป็นประจำ

รองหะ ย้อนเล่าถึงพระเครื่องทั้ง 5 องค์ว่า พระที่เคารพบูชามองว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เนื่องจากเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ส่วนสมเด็จพระนเรศวรและพระเจ้าตากสิน ทรงเป็นบูรพกษัตริย์ที่ได้นำพาสร้างเอกราชให้กับบ้านเมืองจนถึงทุกวันนี้ ถือว่าทั้งหมดสร้างกำลังใจเมื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยว ทำให้การทำงานฝ่าฟันอุปสรรคลุล่วงประสบความสำเร็จได้อย่างดี และมีพลังมากขึ้นเพราะเรามีแบบอย่างและสิ่งคอยยึดเหนี่ยวจิตใจคุ้มครองในการทำหน้าที่ ทุกครั้งเวลาทำสิ่งใดหรือลงพื้นที่เสี่ยงภัยต้องอธิษฐานขอให้เรื่องยากๆ หรือไม่ดีผ่านพ้นไปทุกครั้ง

“ส่วนประสบการณ์แปลกๆ ไม่ค่อยเจอนะ แม้ส่วนใหญ่จะลงไปทำงานพื้นที่เสี่ยงอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่เหตุการณ์ปล้นปืนในพื้นที่ภาคใต้ พี่ก็ลงพื้นที่ไปทำงานซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงก่อเหตุความรุนแรง แต่ก็ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายใดๆ เพราะเราตั้งใจลงไปทำงานทุกครั้งแคล้วคลาดปลอดภัยและได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างดี ทุกวันนี้จะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกวัน เพื่อความเป็นสิริมงคล”

นอกจากนี้ การแขวนพระยังช่วยเตือนสติเราเสมอว่าจะทำอะไร ต้องนึกถึงสิ่งดีงาม ถูกต้อง เกิดประโยชน์ต่อหน้าที่ สังคม และประเทศของเรา ซึ่งจะยึดเสมอว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่ อย่างน้อยจะทำให้ชีวิตอยู่ในครรลองที่ดี โดยมีพระที่เรานับถือยึดเหนี่ยว ทั้งหมดช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองคอยเป็นพลังอย่างหนึ่งแม้เราจะจับต้องไม่ได้ ดังนั้นความชอบธรรมนี้คือยาปกป้องรักษาชั้นดีถ้าเรามีพระอยู่ในใจ

อย่างไรก็ตาม ส่วนการทำงานของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รองสหการณ์ วางแนวทางการทำงานอย่างแน่วแน่ว่า การทำงานทุกอย่างต้องเป็นในรูปแบบทีมเวิร์กไม่นิยมทำงานเพียงคนเดียว เลือกรับฟังความเห็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกน้องอย่างเข้าใจ ให้โอกาสทุกคนได้แสดงความคิดทำงานร่วมกันพาองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

ตลอดระยะเวลาการรับราชการที่ผ่านมาจนปัจจุบันนานหลายสิบปีแล้ว รองสหการณ์ ตั้งปฏิญาณกับตัวเองไว้เสมอว่า เมื่อได้รับการมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งจะต้องทำให้ดีที่สุด ไม่เอาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาเกี่ยวข้อง ยึดแต่เรื่องความพอเพียงเท่านั้น เพราะชีวิตคนเรานั้น “มาเพียงคนเดียวไปเพียงคนเดียว” ทรัพย์สมบัติที่สะสมไม่สามารถนำไปได้

 

 

ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ก็เป็นมนุษย์อริยะได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502173

ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ก็เป็นมนุษย์อริยะได้

โดย…ราช รามัญ

เงินสำคัญกับเราตั้งแต่เกิดยันตาย เป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เราต้องเป็นผู้ใช้เงินไม่ใช่เป็นทาสของเงินก็เท่านั้น ความพอดี ความเป็นตรงกลางนั้นสำคัญมากสำหรับการมีชีวิตเป็นมนุษย์ ความเป็นตรงกลางในที่นี้ หมายถึง การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม ตามสำนวนโบราณที่กล่าวว่า “โลกก็ไม่ให้ช้ำธรรมก็ไม่ให้ขุ่น”

หลายคนมักมีความสุดโต่งในชีวิตเมื่อจะเลือกมาทางธรรมก็ทิ้งเททางโลกแบบไม่ไยดี หรืออยู่ทางโลกก็เททิ้งซึ่งทางธรรม แบบนี้ก็ดูเหมือนเป็นการเข้าใจอะไรที่สุดโต่งมากไป ตรงกลางของชีวิตยังมีอยู่ และตรงกลางที่กล่าวถึงนี้เป็นสิ่งที่งดงามมาก

หลายคนมองว่าทางโลกต้องสะสม ทางธรรมต้องสะสาง ทางโลกต้องเน้นความคิดไอคิว แต่ทางธรรมเน้นซึ่งรักษาควบคุมอารมณ์หรืออีคิว ความเป็นจริงถ้าเรามีตรงกลางในจิตใจบางครั้งเรื่องสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นคืออยู่ตรงกลางทั้งทางโลกและทางธรรมได้ จะเป็นจุดที่มีความสุขและเหมาะสมกับคนยุคดิจิทัลอย่างมาก

บุคคลที่มีจิตใจและแนวคิดอยู่ตรงกลางนี้ได้ ต้องกล่าวว่าเป็นมนุษย์อริยะเบื้องต้นก็ไม่ผิด ใช่ผมหมายถึง โสดาบัน ผู้มีจิตใจเป็นอริยะขั้นแรกแล้วแน่วแน่ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างที่ไม่คลอนแคลนใดๆ ซึ่งในครั้งพุทธกาลเองก็มีมนุษย์อริยะมากมายที่เป็นคนธรรมดาๆ

อย่างที่เราคุ้นชื่อคุ้นนามกันดีเห็นจะเป็น นางวิสาขา และนายสุตทัตตะ หรือ อนาถปิณฑิกเศรษฐี ดังนั้นความเป็นมนุษย์อริยะขั้นต้นนี้เราไม่ต้องไปบวชก็เป็นได้ เรามีครอบครัวก็เป็นได้ และเราทำมาหากินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ก็สามารถทำได้

มนุษย์อริยะโสดาบันไม่ได้ปฏิเสธเงิน และไม่ได้สุดโต่งไปในทางธรรม เพราะนางวิสาขาและอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็ยังสามารถทำมาหากินได้เหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ในความเป็นโสดาบันนี้ เป็นบุคคลที่ปิดแล้วอบายภูมิ และที่สำคัญมีพระนิพพานเบื้องหน้าอย่างมั่นคงและแน่นอนแล้ว

เราทุกคนเป็นมนุษย์อริยะได้จริง จากการฝึกฝนตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ หลายคนมักจะถามคำถามว่า เมื่อเป็นมนุษย์อริยะโสดาบันแล้วนี่ จะทำงานและใช้ชีวิตตามแบบคนปกติสามัญได้ใช่หรือไม่ ตอบเลยว่าใช่ ตลอดทั้งยังสามารถเป็นประธานบริษัทได้เป็นซีอีโอได้ ไม่ได้ถูกจำกัดแต่ประการใด

คุณธรรมของมนุษย์อริยะโสดาบันนี้ มีมากมายหลายแง่มุม ยากนักที่จะพรรณนาได้หมด เพราะจากในตำรากล่าวนั้นเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียว แต่ตามความจริงยังมีรายละเอียดอีกมาก เพราะธรรมของมนุษย์อริยะโสดาบันนี้ แม้ว่าจะยังมีกิเลสอยู่ มีความอยากทุกอย่างอยู่ และมีความต้องการหลากหลายสารพัด แต่ต้องกล่าวว่า ทุกอย่างที่เขาปรารถนานั้นบางครั้งถ้าไม่ได้ หรือเมื่อพิจารณาแล้วว่าเป็นทุกข์ก็จะหยุดปรารถนาทันทีเมื่อดึงสติสัมปชัญญะได้

แม้ว่าถ้าโกรธใครสักคนหนึ่งเขาจะยืนตัวสั่นหน้าแดง แต่ไม่ตอบโต้กลับอะไรสักคำ แล้วเมื่อสามารถดึงสติกลับมาได้เขาก็จะกลายมาเป็นคนที่ปกติเหมือนเดิม การเป็นมนุษย์อริยะจึงไม่ต้องเปลี่ยนชุดเป็นนักบวชแต่ประการใด เป็นคนธรรมดาๆ อย่างเราถ้าใจพร้อมก็สามารถมุ่งไปอยู่ในจุดนี้ได้

การเป็นมนุษย์อริยะโสดาบันนี่เอง ที่เรียกได้ว่าเป็นการอยู่ตรงกลาง ไม่เอียงไปทางโลกสุดโต่ง ไม่เอียงไปทางธรรมจนสุดโต่ง และกล่าวได้ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อจิตใจพร้อมที่จะขยับไปสู่สกิทาคามี หรือมากกว่านั้น ย่อมหมายความว่า ใจเลื่อนขึ้นไปสูงกว่าเดิมและพร้อมที่จะสละในทางโลกมุ่งสู่โลกุตรธรรมล้วนๆ ถ้าพร้อมจะไปแบบนั้นแล้วก็ไปได้ และจะทิ้งทางโลกไปก็ไม่ผิดแปลกอะไร แต่ถ้ายังต้องการอยู่ในทางโลกครึ่งหนึ่งทางธรรมครึ่งหนึ่งก็ต้องอยู่ในมุมของโสดาบัน

สิ่งที่มนุษย์อริยะโสดาบันต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปนั้น สิ่งแรกเลย คือ ไม่ทำให้ศีลของตัวเองด่างขาดทะลุเลยแม้แต่ข้อเดียว ยึดมั่นแม้ว่าตัวตายก็ยอมดีกว่าที่จะต้องทำอะไรที่ผิดศีลผิดธรรม นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้เป็นมนุษย์อริยะ

เพราะเมื่อศีลสมบูรณ์แล้ว สมาธิย่อมบังเกิดขึ้นเอง เมื่อมีสมาธิแล้วปัญญาก็มาเองเป็นลำดับขั้นไป ตัวเราเองจะรู้ตัวเองว่าเป็นมนุษย์อริยะเมื่อไรอย่างไร รู้เพราะตัวเราเริ่มมีปัญญามากขึ้นไม่มีความรู้สึกในใจของตัวเองในการยึดมั่นถือมั่นเรื่องของตัวตนแต่ประการใด

ด้วยในลักษณะของการคิดและเชื่อว่า ร่างกายนี้ไม่ผุพังสวยตลอด ในลักษณะนี้ แต่ในลักษณะของมานะทิฐิยังมีอยู่ เช่น ฉันดีกว่าเขา ฉันเสมอเขา ฉันอ่อนด้อยกว่าเขา แบบนี้ยังคงมีแต่เบาบางกว่าคนธรรมดา เพราะเรื่องของมานะทิฐิจะหมดราบเรียบต่อเมื่อใจไปสู่อริยะระดับอนาคามีแล้ว

ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นก็ยังมีอยู่ แต่น้อยและไม่ใช่อยากได้จนออกหน้าออกตาถึงขนาดต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งนั้น ดังนั้นตรงกลางของมนุษย์ยุคดิจิทัลที่สนใจศึกษาธรรม ควรจะต้องอยู่ที่การน้อมใจไปให้ถึงความเป็นมนุษย์อริยะโสดาบันให้ได้ แล้วชีวิตจะมีแต่ความสุข เทพเทวดาก็รักศรัทธาและเกรงใจ จิตวิญญาณก็ต่างปรารถนามาคุ้มครองตามสำนวนที่ว่า คนดีแม้ผียังต้องคุ้ม นอกจากนี้คุณธรรมของโสดาบันยังไม่มีความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วแม้แต่ข้อเดียว ตลอดทั้งเป็นผู้เลิกเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะไหว้ผี ไหว้ต้นไม้ ไหว้ในสิ่งที่ไม่ควรไหว้ที่ออกไปในทางแนวความเชื่อลึกลับ เพราะใจของโสดาบันนั้นสูงกว่าเป็นอย่างยิ่งแล้ว มาฝึกใจฝึกตนให้เป็นมนุษย์อริยะกันอย่างที่กล่าวเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า ไม่ต้องเปลี่ยนชุด (เป็นนักบวช) ก็สามารถเป็นมนุษย์อริยะได้

 

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ร่วมประชุมผู้นำศาสนาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500963

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ร่วมประชุมผู้นำศาสนาโลก

โดย…ส.คนจริง

 

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ในฐานะตัวแทนองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.)ร่วมการประชุมผู้นำศาสนาโลก ณ สาธารณรัฐคาซัคสถาน

ในฐานะตัวแทน พ.ส.ล.และประเทศไทย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.อนิลมาน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธโลก) แสดงบทบาทสำคัญของ พ.ส.ล.และประเทศไทย ต่อที่ประชุมที่เป็นคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ก็คือ การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพระพุทธศาสนา ผู้นำศาสนาต่างๆ และระหว่างผู้แทนพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ จากทั่วโลก ที่เป็นสมาชิกในสภานี้ พร้อมกับการชี้แจงอธิบายและปกป้องจุดยืนของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ในสภานี้ทำให้ผู้นำศาสนา ประชาสังคม และคณะรัฐบาลต่างๆ เข้าใจและมีมุมมองที่สร้างสรรค์

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ฟังทรรศนะในเชิงบวกและเป็นรูปธรรม จึงคาดว่าการประชุมครั้งต่อไปจะมีการอภิปรายเพื่อให้เกิดสันติภาพของโลกอย่างจริงจัง เช่น ทำอย่างไรจะให้คู่กรณีหรือผู้สร้างปัญหา แก้ปัญหาภายในก่อน แล้วจึงนำมาสู่เวทีนี้ ซึ่งเหมือนที่ประชุมสหประชาชาติย่อยๆ เพื่อหาจุดปรองดองและสามัคคีต่อไป

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2560 รัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถาน ได้จัดประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 16 เพื่อหาความร่วมมือระหว่างศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น กับฝ่ายการเมืองของประเทศต่างๆ ในการเตรียมการจัดประชุมใหญ่สภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 6 ในปี 2561 ที่จะมาถึงนี้ ณ พระราชวังแห่งสันติภาพและการปรองดอง (Palace of Peace and Reconciliation) หรือพีระมิดแห่งสันติภาพและความสามัคคี ณ เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน

การประชุมครั้งนี้ Kassym-Jomart Tokayev ประธานวุฒิสภาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน และประธานคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น เป็นประธานในการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ และศาสนาต่างๆ รวม 40 คน โดยมีผู้แทนศาสนาอิสลาม 8 คน ผู้แทนศาสนาคริสต์ 6 คน ผู้แทนศาสนายิว 1 คน ผู้แทนศาสนาพุทธนิกายต่างๆ 6 คนผู้แทน พ.ส.ล. 1 คน ผู้แทนนักบวชลัทธิเต๋า2 คน ผู้แทนศาสนาชินโต 2 คน ผู้แทนศาสนาฮินดู 2 คน ผู้แทนองค์กรนานาชาติ 1 คน แขกที่ทางคณะกรรมการเลขาธิการเชิญมาจากหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ 4 คน ผู้แทนองค์กรศาสนาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน 4 คน และผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถาน 3 คน ผู้แทนที่มาร่วมประชุมทั้งหมด ประกอบไปด้วย นักการทูต ข้าราชการ นักการเมือง พลเรือน และนักบวชของศาสนาต่างๆ ที่เชิญมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก คณะกรรมาธิการเลขาธิการมีการเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของสภานี้ในการสานเสวนาสากลระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความเข้าใจและความเคารพระหว่างชุมชนของทุกศาสนิกอย่างลึกซึ้งและมั่นคงอีกทั้งช่วยพัฒนาวัฒนธรรมแห่งการยอมรับและความเคารพต่อความคิดเห็นที่ต่าง ที่ทำให้เกิดความเกลียดชังเพราะความคิดต่างที่สุดโต่ง สร้างให้เกิดความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์การนานาชาติและโครงสร้างที่นำไปสู่เป้าหมายของการส่งเสริมสานเสวนาระหว่างศาสนา วัฒนธรรม และอารยธรรมต่างๆ โดยมีประเด็นการนำเสนอ ดังนี้

เหรียญที่ระลึกครบรอบ 25 ปี

เอกอัครราชทูต Abdel Rahman Moussa ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของคณะกรรมการโต๊ะอิหม่ามแห่งอียิปต์ นำเสนอเพื่อรับทราบต่อสภานี้ คือ ปัญหาการอพยพของชาวโรฮีนจา อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางด้านศาสนาในประเทศเมียนมา จากนั้นประธานคณะกรรมาธิการเลขาธิการได้แจ้งเรื่องความพร้อมของการเตรียมการจัดประชุมใหญ่ของสภานี้ ครั้งที่ 6 ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า โดยกำหนดวันสำหรับการจัดประชุมใหญ่สภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 6 และประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 17 ในปีหน้าเป็นวันที่ 10-11 ต.ค. 2561

ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศาสนาและประชาสังคม สาธารณรัฐคาซัคสถาน บริก อาร์น์ (Berik ARYN) ได้นำเสนอข้อสรุปของสาธารณรัฐคาซัคสถานในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ต่อการประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภานี้

นอกจากนี้ ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งให้ทราบว่า สภานี้จะมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้สมควรที่จะได้รับรางวัลอัสตานานานาชาติเพื่อสานเสวนาศาสนสัมพันธ์(Astana International Award for Interfaith Dialogue) และเหรียญเกียรติยศแห่งสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น (Medal of Honor of the Congress of the Leaders of World and Traditional Religions) ในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

รัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถานได้มอบเหรียญที่ระลึกครบรอบ 25 ปี การประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยรัฐบาลได้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมขึ้นรับเหรียญดังกล่าวซึ่งผู้แทนองค์การ พ.ส.ล.และประเทศไทย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ได้รับเลือกให้รับเหรียญดังกล่าวจากรัฐบาลด้วย

 

มะม่วงยังขมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500961

มะม่วงยังขมได้

โดย…อารยชล

ชีวิตคนเราถ้าเดินทางผิด หายนะก็รออยู่ข้างหน้า

ข้างหน้านั้นไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ที่ต้องเจอแน่ๆ ไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความทุกข์ ไม่ใช่ความเจริญแต่เป็นความเสื่อมความต่ำทราม มิใช่มงคลแต่เป็นอัปมงคล

มิใช่ปัญญาแต่เป็นปัญหา อุปสรรค เป็นความขัดข้อง ไม่ใช่ความปลอดภัยแต่เป็นภัยอันตราย มิใช่ความน่าดูแต่เป็นความน่ารังเกียจ มิใช่เสียงสรรเสริญแต่เป็นเสียงนินทาก่นด่า ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ที่ไปคบค้าสมาคมสนิทสนมกับคนพาล เท่ากับเดินทางผิดเต็มๆ หรือเดินไปในทางไม่ดี พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าทางสายนี้น่ากลัวสุดๆ เต็มไปด้วยอันตรายโทษภัยนานา ตัวอย่างมีให้เห็นทุกวัน

ความเป็นคนพาล ทำให้หลายคนต้องอนาคตดับวูบ เพราะไปทำชั่วช้าเลวทราม ทำให้เสียชื่อเสียงเหม็นเหมือนปลาเน่า ไม่มีคนนับถือ เปรียบเหมือนใบตองห่อปลาเน่าห่ออุจจาระยังไงยังงั้น

ทั้งยังหมดความสง่างาม หมดสิริมงคลในตัว ทำให้ผู้คนเกลียดชัง ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย ที่น่าเศร้า คือ ทำลายชื่อเสียงตัวเองไม่พอยังทำให้วงศ์ตระกูลมัวหมองไปด้วย

พระพุทธเจ้าทรงเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ จึงต้องเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าไม่อยากให้ชีวิตต้องประสบกับชะตากรรมไม่ดี ความทุกข์ ความเสื่อม ความพินาศ อย่าได้คิดหรือริคบคนพาลเด็ดขาด

คนพาลอยู่ไหน อย่าได้เข้าไปหา อย่าได้เข้าไปนั่งใกล้ อย่าได้ไปเผลอสบตา อย่าได้ไปพูดคุย อย่าได้ไปฟังคำพูดของคนพาล ยิ่งไม่ได้พบไม่ได้เจอคนพาล ไม่ได้ยินแม้เสียงคนพาลเป็นดีที่สุด

จงเว้นให้ห่างไกลพาลที่สุดจะได้ปลอดภัย เหมือนคำโบราณท่านว่าไว้ เว้นหมาให้ห่างศอก เว้นวอกให้ห่างวา เว้นพาลาให้ไกลตั้งแสนโยชน์

ตอกย้ำภาพลักษณ์คนพาลได้ดีว่า เป็นบุคคลอันตรายไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้

ลักษณะที่ทำให้รู้ว่าคนพาลเป็นแบบไหนนั้น พระพุทธเจ้าทรงให้หลักใหญ่ๆ ไว้สังเกต 3 อย่าง คือ ถ้าคิดทำแต่เรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม และเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ที่ดี อย่างนี้ให้ระวัง

สอง นอกจากให้สังเกตมุมมอง แนวคิด ทัศนคติแล้ว คำพูดก็ทำให้รู้ลักษณะพาลได้ ใครที่พูดแต่คำที่ไม่ดี เช่น พูดทำให้คนแตกแยก พูดใส่ร้าย อย่างนี้ก็เข้าลักษณะพาล และสาม ชอบคิดแต่เรื่องที่ไม่ดี

นี่คือหลักสังเกตพาลเบื้องต้น

ถ้าเห็นว่า ใครมีลักษณะแบบที่ว่ามา ก็ควรต้องระวังตัวเองให้ดี อย่าได้เผลอไปเสียท่าเสียที หรือติดกับดักหลงคารมคนพาลเป็นอันขาด

พระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร เสียท่าให้พระเทวทัต คิดปลงพระชมน์พระบิดา ต้องขาดจากมรรคผลนิพพาน ก็เพราะคบกับคนพาลสันดานหยาบอย่างพระเทวทัตเป็นต้นเหตุ

คนพาลร้ายกาจอยู่แล้ว!!

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเป็นมงคลข้อแรก ถ้าอยากให้ชีวิตมีแต่มงคล มีแต่ความเจริญ ความสุข อย่าได้คบค้าสมาคมกับคนพาลเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นชีวิตคนคนนั้นเปลี่ยนไปแน่ และไปในทางไม่ดีด้วย

ขนาดต้นมะม่วงที่ผลมีรสหวาน แต่พอปลูกสะเดาและเถาบอระเพ็ดล้อมรอบ รากของต้นมะม่วงเกี่ยวพันกับรากและกิ่งของสะเดาและเถาบอระเพ็ด จากมะม่วงหวานกลายเป็นมะม่วงขมไปได้

เรื่องนี้น่าคิด…ของมีชีวิตแท้ๆ พออยู่ใกล้กับของไม่ดี ก็พลอยเป็นของไม่ดีไปด้วย

คนเราก็เช่นกัน ถ้าคบคนชั่วก็พาตัวให้ชั่วตาม เพราะฉะนั้นอย่าคบคนพาลเป็นอันขาด

 

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500960

เสฐียร พันธรังษี ปราชญ์ของแผ่นดิน (จบ)

โดย…สมาน สุดโต

ดร.ชาย โพธิสิตา กล่าวว่า ส่วนหนังสือเรื่อง ละครในศาสนา นั้น อาจารย์เสฐียรแต่งเป็นเรื่องละครให้ผู้อ่านจินตนาการเอาเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบ จึงเห็นได้ว่า อาจารย์เสฐียร นั้นเป็นคนข้ามนวัตกรรม หนังสือนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2506

ดร.ชาย บอกที่ประชุมว่า เรื่องที่ทันสมัยเสมอ คือ เรื่อง ภราดรภาพ หรือศาสนาสามัคคี ที่อาจารย์เขียนไว้ตอนท้ายของ ละครในศาสนา เพราะให้ข้อคิดในเรื่องหลักธรรมของทุกศาสนา ให้ผู้มีปัญญาพิจารณาว่าโลกจะตั้งอยู่ได้ด้วยธรรมะบทใด สังคมจะพินาศลงได้เพราะธรรมบทใด

ในขณะที่พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.) เขียนอนุทินฉบับที่ 141 โดยสรุปถึงถิ่นกำเนิด สถานศึกษา และที่มาของชื่อ เสฐียร และนามสกุลพันธรังษี โดยโยงเรื่องจากวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ แหล่งพำนักเบื้องต้น และที่บ่มเพาะปัญญาความรู้ โดยมีพระอมรเมธาจารย์ (สาหร่าย จนฺทรํสี ป.ธ.6) วัดมหาธาตุ เป็นผู้ดูแล

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9 M.A.) สมทบทุนมูลนิธิเสฐียร พันธรังษี

พระศรีธวัชเมธี มิได้เล่าเรื่องความประทับใจต่ออาจารย์เสฐียรเท่านั้น แต่โยงถึงอาจารย์ของอาจารย์เสฐียร ที่ชื่อ พระอมรเมธาจารย์ (สาหร่าย จนฺทรํสี ป.ธ.6) ด้วย เพราะพระอมรเมธาจารย์ ลาสิกขาออกจากวัดมหาธาตุไปเป็นเขยเมืองสุพรรรณ เมื่อไปแต่งงานกับสาวบางใหญ่ อ.บางปลาม้า

ท่านเขียนว่า ย้อนไปเมื่อราวปี 2521-2522 คือร่วม 40 ปีที่แล้ว

ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เรียนวิชา เรื่อง ศาสนาโบราณและศาสนาเปรียบเทียบ สังกัดคณะพุทธศาสตร์ สมัยนั้นวิชาศาสนาโบราณใช้ชีตแจกอยู่เลย สมัยที่เรียนยังมีร้านหนังสือขายอยู่ที่ริมคลองหลอด สนามหลวง ใกล้แม่พระธรณีบีบมวยผม ซึ่งข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่า วันหนึ่งไปค้นหนังสือเก่าๆ ดู ได้เจอหนังสือ “ละครในศาสนา” ที่อาจารย์เสฐียรประพันธ์ไว้ และซื้อมา จำไม่ได้ราคาเท่าไร รู้แต่ว่าราคาย่อมเยามาก หนังสือก็หายไปไหนไม่รู้ แต่วันนี้ในปี 2560 ดร.ชายโพธิสิตา จะมาทบทวนและปาฐกถา เรื่อง ละครในศาสนา

ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ศ.พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ และพัลลภ ไทยอารี ถวายผ้าไตรในงานวันเสฐียร พันธรังษี วันที่ 3 มิ.ย. 2560 ณ วัดมหาธาตุ

เจ้าคุณพระศรีธวัชเมธี เล่าถึงมหาเฉลิม ยิ้มสมบูรณ์ (พ.อ.พิเศษเฉลิม ยิ้มสมบูรณ์) คนบางใหญ่ อ.บางปลาม้า ศิษย์เก่าวัดพระพิเรนทร์ วรจักร ที่พูดกรอกให้ฟังบ่อยว่า **มีคนเก่าแก่เล่าให้ผมฟังว่า เจ้าคุณสาหร่ายเป็นผู้ตั้งชื่อและนามสกุลให้อาจารย์เสฐียร พันธรังษี เพราะเจ้าคุณสาหร่ายฉายา “จันทรํสี” และชื่อ “เสฐียร” การใช้ “ฐ” ในสมัยนั้น
ยังไม่มี ท่านเจ้าคุณสาหร่ายคิดเองให้” เจ้าคุณศรีธวัชเมธี ป.ธ.9 นาคหลวง บอกว่า ท่านพันเอกเล่าให้ฟังอย่างนั้น หรือจะฟังผิดไปบ้าง เพราะขัดแย้งกับเอกสารที่นำมาแสดงนิทรรศการและประวัติ ว่าอาจารย์เสฐียรเดิมชื่อ “บุญเฐียร” แล้วมาเปลี่ยนเป็น “เสฐียร” ซึ่งเจ้าคุณสาหร่ายน่าจะเป็นผู้เปลี่ยนชื่อให้มากกว่า คงไม่ถึงกับการใช้อักษร ฐ ยังไม่มีเช่นที่ว่านั้น

ท่าน พ.อ.เฉลิม ยังคุยต่อว่า “เจ้าคุณสาหร่าย ประโยค 6 วัดมหาธาตุ เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าคุณอุ่ม (พระวิบูลเมธาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี) และเจ้าคุณพาว (พระเมธีวรคณาจารย์) วัดวิเศษการ อดีตเป็นนักเทศน์ใหญ่ เคยเทศน์ปุจฉาวิสัชนาว่า “ระหว่างพระที่นั่งขัดตะหมาดกับนั่งพับเพียบ ใครมีกิเลสหนากว่ากัน”เจ้าคุณสาหร่ายเฉลยว่า “ที่นั่งขัดตะหมาดนั้น นั่งทับความกำหนัดไว้” เจ้าคุณสาหร่ายลาสิกขาปี 2482 ไปแต่งงาน น.ส.วง คนบางใหญ่ ที่เคยเอาของมาขายที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ

ท่านผู้พันเฉลิมเวลาพูดแล้ว ยังลงไม่ได้ง่ายๆ ขยายต่อไปว่า “ขนาดสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ป.ธ.9) วัดสามพระยา จะเป็นรุ่นๆ เดียวกันหรือไง เวลาเจอกัน กอดกันกลมเลย เพราะผู้พันเฉลิมเคยนิมนต์สมเด็จวัดสามพระยามาแจกวุฒิบัตรให้สามเณรบวชภาคฤดูร้อนที่วัดบางใหญ่ ทั้งสองพบกันในเวลานั้น” ข้าพเจ้าแกล้งแย้งไปว่า “คงเป็นเพราะเป็นคนอยุธยาเหมือนกันมั่ง” แต่ท่านผู้พันฟันธงเลยว่า “เจ้าคุณสาหร่ายถ้าไม่สึกไป อยู่ต่อไป ต้องเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุแน่”

รศ.ดร.ชาย โพธิสิตา

เจ้าคุณสาหร่ายตายปี 2537 (หลังอาจารย์เสฐียร พันธรังษี ถึงแก่กรรม 3 ปี)

ขอเข้าเรื่องอาจารย์เสฐียร ต่อ ในหนังสืออนุสรณ์มหาจุฬาฯ ปี 2512 มีรูปภาพเสฐียร พันธรังษี และคติธรรมว่า “การศึกษาที่จะให้ผลสมบูรณ์ คือ 1.ให้รู้ว่า นี้คืออะไร? 2.ให้รู้ว่า เพราะอะไรมันจึงเป็นอย่างนั้น 3.ให้รู้ว่า มันควรเป็นอย่างไรต่อไป

เจ้าคุณศรีธวัชเมธี จดจำและเขียนข้อคิดที่ได้จากอาจารย์เสฐียรไว้มาก เช่น

อมตวาจา ถ้าใครเอ่ยถึงประโยคนี้ แสดงว่าเป็นศิษย์อาจารย์เสฐียร คือคำภาษาอังกฤษว่า ไม่เปรียบเทียบก็ไม่เข้าใจ “without comparison is no comprehension : no comparison no comprehension”

เจ้าคุณศรีธวัชเมธี กล่าวว่า ขณะที่ข้าพเจ้าเรียนศาสนาโบราณ เป็นชีตแจก จำวาทะของท่านอาจารย์ได้ประโยคหนึ่ง ที่ว่า “หนังสือผม ยิ่งอ่านยิ่งได้ความรู้เพิ่ม” ข้าพเจ้าเคยไปยืนฟังท่านบรรยายคณะสังคม วิชาสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ดีและเด็ดมาก จนข้าพเจ้าอยากจะเปลี่ยนคณะไปเรียนด้วยนี่คือบางส่วนชีวิตและงานของ ศ.พิเศษ เสฐียร พันธธังษี ราชบัณฑิต ปราชญ์ของแผ่นดิน

ศาสนาเปรียบเทียบ และละครในศาสนาบทประพันธ์ของอาจารย์เสฐียร พันธรังษี

 

วันมรณภาพ หลวงปู่แหวนปีที่ 32

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500959

วันมรณภาพ หลวงปู่แหวนปีที่ 32

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในนามมูลนิธิสุจิณโณอนุสรณ์ และศิษยานุศิษย์ แจ้งกำหนดการบำเพ็ญกุศลคล้ายวันมรณภาพ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ณ พระอุโบสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค. 2560 ซึ่งทำมาเป็นปีที่ 32 แล้ว แต่ปีนี้มีพิเศษ นอกจากบำเพ็ญกุศลเป็นปกติแล้ว ตอนบ่ายมีพิธีเททองหล่อพระกริ่งเจ้าสัวจีนใหญ่ รุ่นแรก เป็นที่ระลึก ในโอกาสที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงค์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เจริญอายุครบ 1 ศตวรรษ ในวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ในการนี้ หลวงปู่สุวัณคำ อายุ 66 ปี แห่ง สปป.ลาว ดินแดนภูเขาควาย ได้เมตตาเดินทางมาเป็นประธานเททอง และร่วมงานทำบุญถวายหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และในเวลา 18.00 น. หลวงปู่สุวัณคำ จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานจุดประทีปแสงสว่างแห่งปัญญา และวันแห่งความสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ที่จะให้เกิดพลังจิตเป็นความสุขและความสงบแห่งชีวิตในปี 2017 จากนั้นมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สนทนาธรรม และนั่งสมาธิภาวนา ท่ามกลางแสงเทียนนับพันดวง อุปถัมภ์โดย Mrs.Linda Lehoang อุบาสิกาจากรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ถึงเวลา 21.00 น.เป็นเสร็จพิธี

สวีเดนอุปถัมภ์พุทธ!

สวีเดนถวายตึกแก่พระวิเทศปุญญาภรณ์ พระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน พระผู้สร้างสันติภาพ ทำเป็นศูนย์กลางกัมมัฏฐานพุทธสำหรับคนทั่วโลก

พระวิเทศปุญญาภรณ์ พระธรรมทูตไทยในประเทศสวีเดน บอกอาจารย์บรรจบ วันที่มารับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่า สวีเดนถวายตึกให้ และท่านมีแผน “จะทำตึก ‘สีทอง’ ที่รัฐบาลสวีเดนถวาย ให้เป็นศูนย์กลางกัมมัฏฐานพุทธสำหรับคนทั่วโลก”

เจ้าคุณสวีเดนจะทำตึกสีทองเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม

พระวิเทศปุญญาภรณ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสงฆ์วัดพุทธาราม ทั้ง 5 สาขา ในประเทศสวีเดน และเป็นกรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และเป็นทูตสันติภาพแห่งประเทศสวีเดน และรางวัลทูตสันติภาพอีกหลายสถาบัน และเจ้าของหนังสือ คู่มือการเดินทางไปต่างประเทศของพระสงฆ์ และล่าสุดได้รับมอบหมายให้จัดงาน “World Peace International Stockholm in Sweden” ในปีหน้าอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวีเดนนั้น

เจ้าคุณสวีเดน หรือ พระวิเทศปุญญาภรณ์ (นามเดิม บุญทิน) เป็นชาวศรีสะเกษ บวชเณรแต่อายุยังน้อย มาอยู่เป็นศิษย์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สมเด็จเกี่ยว) ณ วัดสระเกศราชวรวิหาร แล้วได้เข้าศึกษาปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หลังจากจบการศึกษาได้ถูกวางตัวจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้ทำงานเป็นพระธรรมทูตสายยุโรปประจำสวีเดน ท่านทำงานด้วยความมุ่งมั่น พร้อมทั้งเรียนภาษาสวีเดนและวัฒนธรรมยุโรปจนเข้ากับคนท้องถิ่นได้ดีด้วยความเชื่อใจว่าพระพุทธศาสนาไม่เป็นภัยใดๆ ต่อสวีเดน รัฐบาลสวีเดนจึงตัดสินใจยก “ตึกสีทอง” ซึ่งเคยเป็นที่ทำการทหารแต่บัดนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วถวายให้ท่านเจ้าคุณใช้ประโยชน์ในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

เมื่อรับงานมา ได้เชิญชวนอาจารย์บรรจบไปร่วมงานที่สวีเดน ซึ่งอาจารย์บรรจบ บอกว่า “ยินดีช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง แล้วแต่ท่านเจ้าคุณจะบอกให้ทำอะไรเกี่ยวกับงานนี้ จะทำถวายตามกำลังกายและสติปัญญา เพราะงานนี้ถ้ามีคนรู้จะมีคนเข้ามาช่วยเยอะ เพราะเป็นงานมีเกียรติ”

 

พระสมเด็จบางขุนพรหมทรงเจดีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/500957

พระสมเด็จบางขุนพรหมทรงเจดีย์

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

อมตะพระเครื่องของไทย

วันนี้ชมพระสมเด็จบางขุนพรหมทรงเจดีย์ สวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เจดีย์ องค์นี้เป็นพระล้างคาบกรุมา จนเห็นเนื้อในมวลสารขาวหนึกนุ่ม ด้านหลังเห็นเนื้อเน่า (รอยด่างอันเกิดจากการระเหิดของส่วนผสม เช่น น้ำมันตังอิ๊ว) ยิ่งมุมหักที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นมวลสารภายในชัดเจน เป็นแนวทางในการสะสม สภาพดูง่ายแบบนี้ยังมีแสนปลายครับ

องค์ที่สอง พระนางพญาพิมพ์อกนูนเล็ก กรุวัดนางพญา หนึ่งในเบญจภาคี เป็นพระเครื่องดินเผา อายุประมาณ 600-700 ปี พิมพ์ทรงพระสามเหลี่ยมหลังเรียบ มี 6 พิมพ์ คือ พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา มวลสารของพระนางพญา ประกอบด้วย ดิน ซึ่งเป็นดินปนทราย ด้านหลังเรียบ แล้วนำมาเผาแบบโบราณ พระนางพญาจึงมีสีแบบธรรมชาติ คือ สีดำ สีแดง สีเหลือง สีเขียว แต่ละสีที่เกิดขึ้น เป็นเพราะสัมผัสความร้อนจากเตาเผาไหม้เท่ากัน ผดที่เกิดจากทรายบนผิวพระเป็นเพราะอายุของพระที่สร้าง เมื่อเวลาผ่านไปผิวที่เคลือบก็จะกร่อนไป ทำให้ปรากฏผดขึ้น พระนางพญาสีดำถือว่าหาชมได้ยาก เพราะโดนไฟจนเป็นสีดำ สภาพสวยดูง่ายแบบองค์นี้ต้องมีหลักแสนกลาง

องค์ที่สาม เหรียญหล่อโบราณ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พระพิมพ์ประภามณฑล ฐานบัวตูมบัวบาน เนื้อชินตะกั่ว ด้านหลังเรียบ มีจารอักขระยันต์พุทธล้อมโลก สวยดูง่ายมีปรอทขาวพราวเสน่ห์แบบนี้มีหลักแสนกลางครับ

องค์ที่สี่ หลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำ พระอาจารย์ชุ่ม ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระครูวัฏะสัมบัญ (เป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน และท่านได้ให้มาปกครองวัดท้ายน้ำ) ได้จัดสร้างรูปหล่อหลวงพ่อเงินขึ้นมารุ่นหนึ่ง เป็นรูปหล่อลอยองค์แบบพิมพ์นิยม มีตัว ช. โดยนำพระพิมพ์นิยมของพระครูวัฏะสัมบัญมาถอดพิมพ์ เนื้อหาจัดเหลืองอมเขียวแบบนี้นำเป็นแนวทางในการส่องพระเนื้อโลหะผสมในยุคเดียวกันได้ ดูง่ายแบบนี้มีหลักหมื่นปลาย

องค์ที่ห้า เหรียญพระพุทธ หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย พ.ศ. 2459 เป็นเหรียญปั๊มรูปพระพุทธด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปจำลองพระพุทธปฏิมากรปางสมาธิ ด้านหลัง เป็นอักขระขอม สภาพเหรียญสวยหูตากะพริบแบบนี้ค่านิยมอยู่ที่แสนต้น

องค์สุดท้าย ชมตะกรุดพิสมร หลวงพ่อแก้ววัดพวงมาลัย 1 ใน 9 เครื่องรางที่ควรมี ตะกรุดของท่านจะต้องทำมาจากต้นตาลที่ปากคลองบางปืน โดยต้องเป็นยอดใบลานอ่อนเดือน 5 ตากแห้งแล้วม้วนไม่แตก สาเหตุที่ใช้ใบลานปากคลองบางปืน เพราะชื่อของบางปืนแผลงเป็นบังปืนซึ่งเป็นการตัดไม้ข่มนาม มีผลในทางจิตใจ ตะกรุดพิสมรจะพันด้วยด้ายสายสิญจน์ ระหว่างการพันด้ายท่านจะบริกรรมคาถาไปด้วยและมาจุ่มรักในภายหลัง ตะกรุดพิสมรมองแล้วเหมือนกงจักร สภาพดูง่ายแบบนี้หลักหมื่นกลาง

จากกันด้วยข้อคิด “ความสุขเกิดขึ้นได้ จากการทำในสิ่งที่เรารัก”