นายกฯใช้เรียก “พัฒนากองทัพ” แทน “ปฏิรูป”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/286989

คมชัดลึก, กองทัพ, พัฒนา, สุรพงษ์ จี้ นายกฯ, นายกฯ, นายกฯใช้เรียก, พัฒนากองทัพ, แทน, ปฏิรูป, บิ๊กตู่, คสช, สตช, นปช, กอรมน

“บิ๊กตู่” แนะ 3 ทางปฏิรูป ตร. ยัน พร้อมพัฒนากองทัพ ให้นายพลช่วยงาน กอ.รมน. ลดอาวุธ-กำลังพล ตามสถานการณ์

11 ก.ค. 2560 –  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่า ได้ให้แนวทางการทำงาน โดยรวบรวมความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.ภาคประชาชน สื่อมวลชน พร้อมให้แนวทาง 3 หลักสำคัญในการปฏิรูปองค์กรว่า 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ควรอยู่กับหน่วยงานใด 2.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ว่ากฎหมายที่ตำรวจใช้ในการทำงาน เช่น การสอบสวน พิสูจน์หลักฐาน จะปฏิรูปจากเดิมที่มีปัญหาอยู่อย่างไร  3.การปฏิรูปบุคลากร ว่าจะดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียม ซึ่งมีหลายอย่างประกอบกัน เช่นงบประมาณ หากเป็นไปอย่างเหมาะสม ตำรวจก็จะไม่ต้องไปหาเงินด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง โดยเรื่องงบประมาณนี้ จะต้องเกิดความชัดเจนว่าตำรวจจะได้จากส่วนใดบ้าง อย่างไรก็ตาม จากนั้นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจะมีการประชุมเพื่อวางแผนงานกันอีกครั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เสนอให้มีการปฏิรูปกองทัพเหมือนที่มีการปฏิรูปตำรวจว่า การปฏิรูปกองทัพคงไม่ใช่แบบเดียวกับการปฏิรูปตำรวจ แต่ต้องใช้คำว่าการพัฒนากองทัพ โดยกองทัพมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว ทั้งยุทธศาสตร์ 10-15 ปี ว่าจะพัฒนาทั้งคนและอุปกรณ์อย่างไร ซึ่งวันนี้มีความจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยี โดยทั้งหมดนี้ต้องมีแผนพัฒนาในระยะยาว  และอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

“อาวุธยุทโธปกรณ์วันหน้าเราอาจจะลดจำนวนให้น้อยลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งกล้อง อุปกรณ์การยิงระยะไกล ฯลฯ โดยไม่ต้องมาเสียเวลาซ่อม นอกจากนี้ยังต้องมองเรื่องการผลิตเอง ส่วที่หลายคนอาจจะมองว่า มีตำแหน่งนายพลอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้ เราก็จะเอามาทำงานให้ถูกต้อง โดยให้อยู่ในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เพราะรัฐบาลจะเพิ่มบทบาทของ กอ.รมน. ให้มากขึ้น เพื่อทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าฯมีลูกมือ โดยมีทั้งตำรวจ ทหาร อยู่ในกอ.รมน. จังหวัดเพื่อทำงานด้านความมั่นคง ยุติความขัดแย้งในพื้นที่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการลดกำลังพลที่ผ่านมาก็ได้ทยอยลดลงตามลำดับปีละ 5 -10 % ตามสถานการณ์ ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะปลดออกหมด เพราะต้องคำนึงถึงบุคลากรที่กำลังจะเติบโตด้วย  หากตอนนี้บริหารบุคลากรตามภารกิจเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ก็ย่อมดีกว่าให้อยู่เฉยๆ โดยไม่มีอะไรทำ วันนี้ได้มีการจัดคณะทำงานหลายด้าน นอกจากนี้ ยังต้องดูสายงานที่เกี่ยวกับการติดตามสอบสวนเพื่อให้เกิดความชัดเจน อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ตนรับมาเพื่อที่จะปรับปรุง

นายกฯส่งซิก หลัง 2 พระราชพิธี เดินหน้าเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/286983

นายกฯ, ส่งซิก, พ้น, 2 พระราชพิธี, เลือกตั้งท้องถิ่น, คมชัดลึก, นายกฯส่งซิก, หลัง, พระราชพิธี, เดินหน้าเลือกตั้ง, บิ๊กตู่, คสช

“บิ๊กตู่” เผย 4 คำถาม ปชช.ตอบสนับสนุนมากกว่าไม่เห็นด้วย แย้มลั่นระฆังเลือกตั้ง หลัง 2 งานพระราชพิธี ส่งซิกให้เตรียมตัว ยันเดินตามโรดแม็พ

        11 ก.ค. 2560 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าให้ประชาชนตอบ 4 คำถามว่า ตนได้รับทราบคำตอบที่ประชาชนส่งมาแล้ว ส่วนหนึ่งสนับสนุน เห็นชอบ และเห็นด้วย ซึ่งจำนวนมากกว่าไม่เห็นด้วย ส่งมาทำนองนี้มีแค่นั้น เดี๋ยวพูดไปกลายเป็นว่าไปคัดแยกเฉพาะส่วนดีๆมาให้ตนหรือเปล่า ไอ้ไม่ดีตนก็อ่าน ซึ่งตนก็ฟังทั้งหมด เพียงแต่เขาเสนอแนวทางว่าควรจะต้องทำอย่างไร เลือกตั้งแล้วถ้าจะแก้ปัญหาทีหลังจะแก้ได้อย่างไร กลไกต่างๆมีอยู่แล้ว ตนคิดว่าประชาชนรับรู้มากขึ้น

“เรื่องนักการเมืองอะไรต่างๆประชาชนก็ดูพฤติกรรมทุกคนอยู่ ไม่อยากให้เราไปสร้างความเข้าใจที่มันไม่ถูกต้อง เช่น เรื่องการแก้ปัญหาราคาพืชตกต่ำ คิดเหรอว่าเขาจะทำได้ดีกว่าสิ่งที่ผมทำในวันนี้ ถ้าเขาทำเขาก็คิดได้แบบเดิม แล้วก็ออกมาแบบเดิม แน่ใจเหรอว่าเขาจะทำให้ราคายางขึ้นกิโลกรัมละ 70-80 บาท ถ้าทำแบบเดิมจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ” พล.อ .ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดในช่วงเวลาใด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะดูเวลาที่เหมาะสม พ้นจากวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมราชาภิเษก ดังนั้นปีหน้าค่อยมาคุยกันว่าจะเลือกกันอย่างไร ก็ให้เตรียมการกันเอาไว้ ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมพ วันนี้ก็ยังทำงานกันอยู่ไม่ใช่หรือ เลือกตั้งใหม่แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ดีกว่าของเก่าหรือไม่ตนก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องทำอยู่ดี ตนจะไปห้ามได้อย่างไร ให้มันถึงเวลาแล้วกัน                   รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ก็จะดูเว                        ลาที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว จะเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งใหญ่หรือหลังการเลือกตั้งใหญ่ เดี๋ยวจะดูสถานการณ์อีกที

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503605

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

เมื่อผมลองสำรวจตำราของตะวันตก พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่าพุทธศาสนาฝ่ายมหายานไม่มีธรรมเนียมเข้าพรรษา แต่ที่จริงแล้วฝ่ายมหายานทั้งในทิเบต จีน จนถึงญี่ปุ่นต่างก็เข้าพรรษาเช่นเดียวกับฝ่ายเถรวาท มีระยะเวลา 3 เดือนเท่ากัน เพียงแต่กำหนดฤดูกาลต่างกันตามสภาพภูมิอากาศ

การเข้าพรรษาของมหายานเรียกว่า “เข้าพรต 3 เดือน” หรือ “การหยุดพักเพื่อสงบกายใจ” ในจีนน่าจะเริ่มปฏิบัติตั้งแต่พระวินัยของฝ่ายยานน้อยเข้ามา คือประมาณราชวงศ์ฮั่นจนถึงยุคหนานเป่ย (ศตวรรษที่ 3-6) ส่วนในญี่ปุ่นเริ่มธรรมเนียมเข้าพรรษาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7

อย่างที่กล่าวไปว่าเข้าพรรษาแต่ละนิกายและประเทศขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ จึงมีระยะเวลาที่ต่างกันไป

ตามบันทึกการจาริกไปดินแดนตะวันตกของพระถังซำจั๋ง กล่าวว่า พระสงฆ์ในชมพูทวีป มักเข้าพรรษาช่วงเดือนกลาง 5 ถึงกลางเดือน 8 หรือกลางเดือน 6 ถึงกลางเดือน 9 (ในไทยเดี๋ยวนี้มักเข้าเดือน 8 ไปออกเดือน 11) ประเทศเอเชียกลาง (ไซอิ๋ว) บางแห่ง เช่น แคว้นตุษร หรือ Tokhara (แถบซินเจียง) จะเข้าพรรษาระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าจนถึงกลางเดือน 3 ปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพฤดูกาล ซึ่งฝนตกหนักในช่วงนั้น

ส่วนในจีนถือตามพระวินัยของนิกายธรรมคุปต์ โดยเข้าเดือน 5 ถึงเดือน 8 แต่ในทางปฏิบัติจีนและญี่ปุ่นนิยมเข้ากันกลางเดือน 4 จนถึงกลางเดือน 7 ที่แบ่งวันต่างกันคาดว่าเพราะต้องการให้ตรงกับการกำหนดฤดูกาลของอินเดีย ซึ่งมี 3 ฤดู ฤดูฝนมี 4 เดือน จึงแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 3 เดือนหน้า กับ 3 เดือนหลังไม่ก่อนไปกว่านี้ ไม่ช้าไปกว่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีเดือน 7 คาบเกี่ยวเป็นหลักกลาง อย่างไรก็ตาม มีการตีความว่าจำต้องมีการเข้าพรรษาเดือนกลางด้วย ซึ่งกำหนดไว้ที่กลางเดือน 4 ถึงกลางเดือน 5 โดยไม่จำเป็นต้องครบ 3 เดือน แต่นักวิชาการบางท่านแย้งว่าคณาจารย์ตีความพระวินัยคลาดเคลื่อน

ฤดูฝนของอินเดีย ตรงกับฤดูร้อนของจีนและญี่ปุ่น ที่นั่นจึงเรียกการเข้าพรรษาอีกอย่างว่า นั่งฌานหน้าร้อน เพราะพระสงฆ์จะไม่ได้จำวัดเฉยๆ หากแต่จะปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เรียกว่าปฏิบัติธูตะ 12 ข้อฝ่ายมหายานคือการบำเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์์ เช่น การถือเนสัชชิก (ไม่เอนหลังนอน) ธรรมเนียมนี้ยังรักษาไว้อย่างดี นอกจากนี้ ในวัดนิกายฌานยังมีการเก็บตัวช่วงปลายปีนาน 3 เดือน เรียกว่า นั่งฌานปลายปี ระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าถึงกลางเดือนอ้ายของปีใหม่ หรือที่ญี่ปุ่นนิยมระหว่างกลางเดือน 12 จนถึงกลางเดือน 3 อันเป็นช่วงที่อากาศกำลังหนาวเหน็บ เรื่องนี้ไม่ปรากฏในพระวินัย แต่อยู่ในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายานที่ระบุให้เข้าพรรษา 2 ช่วง คือหน้าร้อนกับหน้าหนาว

อนึ่ง ในช่วงนั่งฌานปลายปี วันที่ 8 เดือน 12 ทางฝ่ายมหายานถือว่าเป็นวันตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์นิกายฌาน (นิกายฉาน หรือนิกายเซน) จึงมีการนั่งสมาธิและเดินจงกรม ไม่หลับไม่นอนเป็นเวลา 8 วัน เรียกว่า แปดปลายปีสัมผัสใจ (&&3240;&>0843;&>5509;&>4515;) เป็นการปฏิบัติธรรมเข้าพรรษาที่เอากายเอาใจเข้าแลก

เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสงฆ์จึงสามารถออกบิณฑบาตได้และออกจาริกปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธุดงควัตรข้อที่เกี่ยวกับการจาริก เช่น การเดินทางแสวงบุญ แสวงหาอาจารย์ ในดินแดนห่างไกล เป็นต้น

ไหนๆ ก็เอ่ยถึงธุดงควัตรอันเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาแล้ว จะขออธิบายเรื่องหลักธุดงควัตรของฝ่ายมหายาน (รวมถึงวัชรยานสักเล็กน้อย)

หลักธุดงควัตรเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อขัดเกลาตนให้สลัดพ้นจากกิเลส พระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานล้วนมีวัตรปฏิบัตินี้เช่นกัน ฝ่ายเถรวาทเรียกว่า “ธุตงฺค” หรือ ธุดงควัตร 13 ฝ่ายมหายานเรียกว่า ธูตงฺคะ 12 หรือ “ธูตคุณฺ” (คุณแห่งการชำระกิเลส) เป็นสิกขาบทที่ผู้ถือโพธิสัตว์ปราติโมกษ์พึงปฏิบัติ ปรากฏในทวาทศธูตะสูตร

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทวาทศธูตะสูตร ณ วัดเชตวันวิหาร เมืองศราวัตถี (สาวัตถี) เมื่อพระมหากาศยปะ (มหากัสสปะ) มีปุจฉาถึงวัตรแห่งการอยู่อรัญวาส พระตถาคตวิสัชนาว่า ภิกษุผู้อยู่อรัญวาสช่วยให้พ้นราคะ ช่วยชำระกายใจให้บริสุทธิ์ แล้วทรงแจกแจงธูตังควัตร (ธุดงควัตร) 12 ดังข้างต้น แล้วตรัสว่า การปฏิบัติตามวัตรทั้ง 12 นี้ จะช่วยให้การเจริญสมาธิภาวนาก้าวหน้าขึ้นได้ พระสูตรนี้พระคุณภัทระ พระธรรมทูตจากแคว้นมคธ แปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนไว้เมื่อปี ที่ 12 และปีที่ 20 แห่งรัชศกหยวนเจีย แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง ตรงกับปี 978-986 ที่วัดหว่ากวนซื่อ เมืองหยางตู

ธูตงฺคะ 12 สำหรับพระโพธิสัตว์ มีดังนี้

1.ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

2.ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร

3.ถือการบิณฑบาตโดยไม่เลือกเป็นวัตร

4.ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร

5.ถือการฉันพอประมาณในบาตรเป็นวัตร

6.ถือการไม่ฉันหลังเพลเป็นวัตร

7.ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

8.ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร

9.ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร

10.ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร

11.ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร

12.ถือการไม่นอนเป็นวัตร

ในส่วนของทิเบตเองก็ปรากฏหลักธุดงควัตรเช่นกัน ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ธูตคุณฺ” ปรากฏในคัมภีร์วิมุกติมรรคธูตคุณนิรเทศ (จีนเรียกว่า แปลโดยพระวิทยากรประภา ว่ากันว่า พระศานติเทวะเองก็ปฏิบัติตามวัตรนี้ ในคัมภีร์ธรรมสังคระห์ และคัมภีรค์มหาวยุตปัตติ มีสิกขาบท ดังนี้

1.ปางศุกูลิกะห์ – พระโพธิสัตว์

ถือผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งแล้ว (ปังสุกูลิกังคะ)

2.ไตรจีวริกะห์ – พระโพธิสัตว์ไม่ถือครองจีวรเกิน 3 ผืน (เตจีวริตังคะ)

3.นามะติกกะห์ – พระโพธิสัตว์ครองผ้าทำด้วยขนสัตว์ (?)

4.ไปณฑปาติกะห์ – พระโพธิสัตว์เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ (ปิณฑปาติกังคะ)

5.ไอกาสะนิกะห์ – พระโพธิสัตว์ละเว้นอาสนะที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (เอกาสนิกังคะ)

6.ขลุปัศจาทภักติกะห์ – พระโพธิสัตว์เริ่มลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม (ขลุปัจฉาภัตติกังคะ)

7.อารัณยะกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานการอยู่ในป่าไกล 500 ชั่วคันธนู (อารัญญิกังคะ)

8.วฤกษมูลิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่โคนไม้ (รุกขมูลิกังคะ)

9.อาภยวะกาศิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่กลางแจ้ง (อัพโภกาสิกังคะ)

10.ศมาศนิกะห์ – พระโพธิสัตว์สมาทานอยู่ป่าช้า (โสสานิกังคะ)

11.ไนศทิกะห์ – พระโพธิสัตว์ไม่อยู่ในอิริยาบถนอน (เนสัชชิกังคะ)

12.ยาถาสังสตริกะห์ – พระโพธิสัตว์ละเว้นการยึดติดในเสนาสนะ (ยถาสันถติกังคะ)

 

มจร จัดสัมมนาเถรวาท-มหายาน ฉลองเอกราชฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503554

มจร จัดสัมมนาเถรวาท-มหายาน ฉลองเอกราชฮ่องกง

โดย…สมหมาย สุภาษิต

วันที่ 29 มิ.ย. 2560 พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ จาก มจร จำนวน 66 รูป/คน ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจร่วมงานฉลอง 25 ปี ในการประดิษฐานพระพุทธองค์ใหญ่ และฉลอง 20 ปี เอกราชฮ่องกง ในการกลับคืนสู่แผนดินแม่ จีนแผ่นดินใหญ่ ณ วัดโป๋วหลิน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

งานสัมมนาครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของเถรวาทและมหายาน เป็นความร่วมมือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้กระชับยิ่งขึ้น ในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกัน โดยในพิธีเปิดมีผู้นำทางศาสนาฝ่ายเถรวาทและมหายาน พร้อมด้วยนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วย พระธรรมาจารย์ เซ่อเฉิง (Venerable Xuecheng) ประธานพุทธสมาคมจีน (BAC) (Buddhist Association of China) ศ.Lai Yonghai จากมหาวิทยาลัยหนานกิง สาธารณรัฐประชาชนจีน พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร กรรมการมหาเถรสมาคม ศ.Stephe F. Teiser ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยปรินต์ตัน ประเทศสหรัฐ ศ.Lewis Lancaster จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐ และพระธรรมจารย์ จิ้งหยิน (Venarable Jing Yin) เจ้าอาวาสวัดโป๋วหลิน โดยได้นิมนต์พระเถระจากคณะสงฆ์เถรวาทและมหายาน ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากทั่วโลก ร่วมเสนอบทความทางวิชาการ เรื่อง “Tharavada and Mahayana Buddhism on the Belt and Road” เถรวาทและมหายานกับการสืบสานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น”

พระพรหมบัณฑิต ได้กล่าวในการสัมมนาว่า “ความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างนิกายเถรวาทและมหายานนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านวิชาการและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายหันมาจับมือกันในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และจะได้ร่วมมือกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มากยิ่งขึ้นต่อไป ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างดียิ่ง ซึ่งท่านเซ่อเฉิง ประธานพุทธสมาคมจีน ได้เดินทางมาเป็นประธานในการสัมมนาครั้งนี้ มจร ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ก็เล็งเห็นความสำคัญในการสัมมนาได้ประสานงานและอาราธนาพระสงฆ์นักวิชาการมาจากทั่วโลก เพื่อมานำเสนอบทความทางวิชาการและแลกเปลี่ยนแนวความคิดทางด้านพระพุทธศาสนากับคณะสงฆ์ฝ่ายมหายาน ซึ่งมีเจ้าอาวาสวัดโป๋วหลินให้การสนับสนุนและประสานงาน”

นอกจากนั้น อธิการบดี มจร ยังกล่าวว่า “ในฐานะประธานสภาสากลวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ได้ดำเนินการตามมติที่ประชุมชาวพุทธโลก ในเรื่องการจัดทำพระไตรปิฎกสากลซึ่งรวมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เผยแผ่่ในฝ่ายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน เข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้เวลาถึง 7 ปี ในการจัดทำ และบัดนี้ได้ดำเนินการและจัดพิมพ์แล้วเสร็จเป็นภาษาอังกฤษ โดยมุ่งหวังที่จะนำเผยแผ่ให้มากยิ่งขึ้น และในอนาคตกำลังดำเนินการจัดแปลเป็นภาษาจีน เพื่อเผยแผ่และคาดหวังว่า ทางจีนจะได้ให้การสนับสนุนในการดำเนินการต่อไป”

ด้าน พระธรรมาจารย์เซ่อเฉิง ประธานพุทธสมาคมจีน กล่าวว่า “มจร ถือเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านพระพุทธศาสนาที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และการจัดสัมมนาครั้งนี้สำเร็จได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งทำหน้าที่ในการประสานงานอาราธนาและเชิญนักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนามาร่วมเสนอบทความ ทำให้การสัมมนามีความหลากหลายและได้เห็นความสัมพันธ์อันดีที่เกิดขึ้นระหว่างพระสงฆ์นักวิชาการทั้งจากฝ่ายเถรวาทและมหายานได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางได้เชื่อมต่อพระพุทธศาสนาของทั้งสองฝ่ายตามเส้นทางสายไหมของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่อดีต และหวังว่าจากผลของการสัมมนาครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือทางด้านวิชาการที่แน่นแฟ้นต่อไป”

ด้าน พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ในฐานะผู้จัดงานฝ่ายเถรวาท กล่าวว่า “จากที่ได้ประสานงานมาตั้งแต่ต้น ความร่วมมือกันทางด้านวิชาการระหว่าง 2 นิกาย ได้ทำมาช้านานแล้ว แต่เดิม มจร ก็ได้ไปมาหาสู่ระหว่างไทย-จีน-ฮ่องกง เรื่อยมา มีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมจัดสัมมนาและนำเสนอบทความทางวิชาการกันอย่างเข้มข้น โดยได้รับความร่วมมือของพระสงฆ์นักวิชาการที่เดินทางมาจากหลายประเทศนำเสนอ รวมทั้งนักวิชาการจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ในอนาคตจะมีการแลกเปลี่ยนในด้านการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาระหว่างคณะสงฆ์ของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะได้สานสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรมต่อไป”

การสัมมนาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการจัดงานสัมมนานานาชาติ ของ มจร และคณะสงฆ์มหายาน

 

ม้าเดินขาเป๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503553

ม้าเดินขาเป๋

โดย…อารยชล ภาพ รอยเตอร์ส

คนพาลไม่เคยกลัวกับการทำความชั่วและไม่สะท้านสะเทือนใจถ้าต้องลงมือทำความชั่ว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย

การฆ่ายกครัว 8 ศพ ที่ จ.กระบี่ เป็นตัวอย่างของฝีมือเหล่าพาลชัดๆ จิตใจไร้ความเมตตาปรานี เด็กๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ไม่ละเว้น เลือดเย็นโหดเหี้ยมสุดๆ นี่คือความร้ายกาจของคนพาล

การพร้อมใจยินดีเข้าร่วมกับคนชั่วหรือคนพาลไม่แคล้วเป็นพาลตาม เมื่อหัวหน้าชั่วหยาบช้าสมุนบริวารก็ไม่น่าจะต่างกัน เพราะถ้าต่างหรือเป็นคนดีในหมู่พาลไม่มีทางอยู่ได้แน่นอน

เมื่ออยู่กับพาลก็เลียนแบบพาล เป็นอย่างพาล ทำเหมือนพาล และกระทำด้วยความเป็นพาล แสดงความป่าเถื่อนออกมา ไม่เกรงกลัวบาปไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่เคารพวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสมงคลข้อแรกว่า อย่าไปคบคนพาลเด็ดขาด เพราะถ้าคบหา เสวนา สนิทสนมอยู่ร่วมกับคนพาลก็จะเป็นอย่างพาล แล้วแทนที่ความเจริญจะเกิดกับตัวก็เป็นความเสนียดตกต่ำเข้ามาแทน

ลองคิดดู ขนาดม้ามงคล รูปร่างสวย ไม่ว่าเวลาเดิน หรือเวลาวิ่งล้วนสง่างาม แต่พอได้คนเลี้ยงม้าขาเป๋เดินเขยกมาเลี้ยง ม้าเจ้ากรรมดันเดินเลียนแบบตามคนเลี้ยงม้ากลายเป็นม้าเดินขาเขยกไปได้

เรื่องนี้มีในมงคลสูตร กล่าวถึงพระราชาที่ครองเมืองพาราณสีพระองค์หนึ่ง พระนามว่า โสมราช มีม้ามงคลตัวหนึ่งรูปร่างสวยงามสมอัสสลักษณะชื่อปัณฑวะ เป็นม้าคู่พระบารมีของพระองค์ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากคนเลี้ยงม้าของพระองค์

กาลต่อมา คนเลี้ยงม้าได้เสียชีวิตลง จึงรับสั่งให้หาคนเลี้ยงม้าคนใหม่มาดูแลต่อ ปรากฏได้ชายพิการขาคนหนึ่งชื่อ “คิริทัต” เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งนายคิริทัตคนนี้มีลักษณะอย่างหนึ่งเวลาเดินจะเดินขาเป๋

หน้าที่ของนายคิริทัต คือ ต้องเลี้ยงดูม้าอย่างดีไม่ให้เกิดความบกพร่อง แล้วเขาก็ทำหน้าที่ได้เรียบร้อยทั้งให้อาหาร อาบน้ำ ดูแลความสะอาดทั้งตัวม้าและคอกไม้ทุกวัน จนไม่มีเหตุอะไรให้ต้องตำหนิได้

แต่สิ่งหนึ่งที่นายคิริทัตไม่รู้ตัว คือ เวลาที่เขาจูงม้าเดิน ม้ามงคลที่เดินตามเห็นลักษณะการเดินของเขาก็เข้าใจว่า นั่นคือการสอนของนายคิริทัตดังนั้นจากม้าที่เดินปกติ แต่เวลาเห็นนายคิริทัตเดินมันก็เดินขาเขยกตามทุกครั้ง

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนวันหนึ่งนายคิริทัตรู้ตัวว่าม้าเดินขาเขยก ด้วยความไม่สบายใจกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเลี้ยงม้าไม่ดี จึงได้ขอพระราชานุญาตเข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องม้าขาเป๋ให้ทรงทราบ

พระราชาจึงรับสั่งแพทย์ให้ไปตรวจดูอาการของม้า ทางทีมแพทย์จึงไปตรวจดูแล้วพบว่าม้าแข็งแรงดี ไม่พบโรคหรือสาเหตุที่ความผิดปกติอะไร จึงกราบทูลให้พระราชาทราบ ตอนแรกทรงไม่สบายพระทัยเหมือนกัน แต่ทรงนึกได้ว่ายังมีอำมาตย์เก่งคู่พระบารมีที่น่าจะช่วยให้พระองค์ได้รู้ความจริงได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับม้า จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปหาสาเหตุ

และจากการที่อำมาตย์ได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ดูอยู่ห่างๆ ก็เห็นว่า การทำหน้าที่ของนายคิริทัตไม่ได้มีความบกพร่องอะไร ก็ได้กลับมากราบทูลให้ทรงทราบ พร้อมกับกราบทูลต่อไปว่า แต่มีอย่างหนึ่งคาใจ คือ ยังไม่เห็นนายคิริทัตจูงหรือเดินนำหน้าม้า จึงขอพระราชานุญาตไปพิสูจน์ความจริง พอไปถึงที่เลี้ยงม้าก็ได้นายคิริทัตเดินนำหน้าม้า

ปรากฏว่าม้าพอเห็นนายคิริทัตเดินแบบนี้ก็คิดว่าต้องทำตาม จึงเดินขาเขยกเหมือนเช่นนายคิริทัต และนั่นก็ทำให้อำมาตย์คนเก่งมั่นใจว่า สาเหตุที่ม้าต้องเดินขาเขยกก็เพราะคนเลี้ยงม้านั่นเอง

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า สัตว์กับคนคบกันก็เป็นไปตามกันได้ ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ชีวิตวิบัติอย่าไปคบคนพาลเป็นอันขาด

 

ดร.พระมหานงค์ แนะให้บำเพ็ญบารมีในช่วงพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503551

ดร.พระมหานงค์ แนะให้บำเพ็ญบารมีในช่วงพรรษา

โดย…สมาน สุดโต

พระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ สุมงฺคโล ป.ธ.9 อาจารย์ใหญ่สำนักปฏิบัติธรรม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา แนะนำชาวพุทธให้บำเพ็ญบารมีในช่วงเข้าพรรษา ในเมื่อพระสงฆ์อธิษฐานพรรษาแล้ว โยมพุทธบริษัทก็ควรอธิษฐานเพื่อสร้างบารมีเช่นกัน โดยพรรษาแรกนี้อาจบำเพ็ญทานบารมีก่อน

(บารมี ประกอบด้วย 1.ทานบารมี 2.ศีลบารมี 3.เนกขัมมะบารมี 4.ปัญญาบารมี 5.วิริยะบารมี 6.ขันติบารมี 7.สัจจะบารมี 8.อธิษฐานบารมี 9.เมตตาบารมี 10.อุเบกขาบารมี)

พระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ ซึ่งเป็นประธานสงฆ์วัดนวมินทรราชูทิศ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศสอีกตำแหน่งหนึ่ง ปรารภธรรมเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2560 ในโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” จัดโดย บริษัท โพสต์ พับลิชชิง ปีที่ 2

ท่านแนะว่า เมื่อบำเพ็ญทานบารมีในพรรษาแรก พรรษาต่อไปก็บำเพ็ญศีลบารมี เมื่อครบ 10 พรรษา เราก็ได้ชื่อว่าบำเพ็ญบารมีได้ครบ 10 เมื่อเข้ารอบ 10 พรรษาครั้งที่ 2 ก็บำเพ็ญอุปบารมีต่อจนครบ 10 เมื่อเข้ารอบ 10 พรรษาครั้งที่ 3 ก็บำเพ็ญปรมัตถบารมี จนครบ 10 รวมเรียกว่าบารมี 30 ทัศ โดยใช้เวลา 30 พรรษา ดูเหมือนน้อยแต่ได้ผลในระยะยาว ส่วนเรื่องศีลนั้นพระสงฆ์ให้ความสำคัญ ดังที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานรณรงค์ให้มีหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง แต่การรับศีล 5 เป็นพิธีการเป็นส่วนมาก ทำเพียงสมาทานวิรัติ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น จึงขอแนะนำว่า ให้ยกระดับการรักษาศีล 5 ให้สูงจากสมาทานวิรัติ ขึ้นสู่สัมปัตตวิรัติ และสุดท้ายให้เข้าสู่สมุจเฉทวิรัติ

พระอาจารย์ ดร.มหานงค์ สุมงฺคโล นำเดินจงกรม

เมื่อพัฒนาได้อย่างนี้ชีวิตจะมีความสุข ทั้งนี้เพราะคนเรานั้นประกอบไปด้วยกายกับจิตเท่านั้น ต้องเร่งทำความดี อย่าประมาท เหมือนมีไฟไหม้ที่ศีรษะ ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบดับ การทำความเพียรในธรรมะก็เช่นเดียวกัน ต้องรีบทำ ถ้าไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเราประมาทซึ่งโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” วันนี้เป็นการเปิดพื้นที่ของใจ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้อยู่กับธรรมะ จิตสงบพบธรรมะ 1 วัน (คือไม่ประมาท)

ก่อนหน้านั้น อาจารย์พระมหานงค์ ได้ให้ความรู้เรื่องเวลา โดยเล่าว่า ประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญเรื่องเวลามาก (ซึ่งท่านจะไปอธิษฐานปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลังที่ฝรั่งเศส เดือนหน้า) เวลา 12.00-14.00 น. เป็นเวลาพักผ่อน หลังจากนั้นเป็นเวลาทำงาน ส่วนนักเรียนฝรั่งเศสก็เช่นกัน เรียน 10 วัน พัก 15 วัน เมื่อเปิดใหม่ก็เรียนอีก 2 เดือน แล้วก็หยุด 15 วัน การหยุดแบบนี้ทำให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองมีเวลาพักผ่อนด้วย เปรียบกับไทยแล้วไม่มีเวลาพักผ่อน วัฒนธรรมการทำงานของไทยกับฝรั่งเศสต่างกัน ฝรั่งเศสถือเวลาเป็นสำคัญ ส่วนไทยเราทำงานทุกวัน สะสมโรคเครียดไว้มาก ท่านได้เล่าว่า หอจดหมายเหตุพุทธทาส ที่สวนจตุจักรนิมนต์พระให้ไปเจริญกายคตาสติ คือ ให้ไปดูหมอผ่าศพพิสูจน์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะญาติผู้ตายคนหนึ่ง (คุณลุง) ต้องการทราบสาเหตุการตายของคุณลุง จึงขอให้หมอผ่าศพพิสูจน์ ไปดูแล้วก็พบความจริงว่า ทั้งสมองและร่างกายมนุษย์เป็นอย่างไร ส่วนคุณลุงที่ตายนั้น หมอสันนิษฐานว่าเลือดคั่งในสมอง จึงขอให้ระวังเรื่องเส้นเลือดในสมองอย่าให้ ตีบ ตัน และแตก ส่วนโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางทวาร 9 ได้แก่ ตา 2 ข้าง หู 2 ข้าง จมูก 2 ช่อง ปาก 1 อุจจาระ 1 ปัสสาวะ 1 ส่วนโรคกิเลสมาทางทวาร 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อดูการผ่าศพ พบว่าแต่ละคนมีโรคอยู่ในตัว โดยเฉพาะโรคเครียดเป็นภัยเงียบ ถ้าเราไม่ทำงาน ช่วยให้สมอง กาย ใจ ได้พักผ่อน ความเครียดก็ลดลง เพราะฉะนั้นจึงฝากไว้ มนุษย์ควรดูแล 2 อย่าง คือ กายและใจทุกวันในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนนี้

โครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตและการทำงานที่เป็นสุข” ประกอบด้วย ฟังธรรม 30 นาที เดินจงกรม 30 นาที นั่งสมาธิ 30 นาที และสวดมนต์ 30 นาที จบเมื่อเวลา 16.00 น. ซึ่งโกวิทย์ ราชิวงค์ VP-Staff Developmemt & Special Project Bangkok Post Public Company Limited สรุปจากคำสอนพระอาจารย์ ดร.พระมหานงค์ สุมงฺคโล ไว้ใน fb ว่า “เมื่อสมองคิดเรื่องเป็นบุญเป็นกุศล ให้รีบเอาใจไปรองรับ…
แต่เมื่อสมองเผลอคิดเรื่องเป็นบาปเป็นอกุศล ให้รีบเอาสติไปกั้นไว้”

พนักงานระหว่างเดินจงกรม

 

20 ปีที่ประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503550

20 ปีที่ประทับใจ

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ค. 2560 พระเถรานุเถระส่วนมากเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เช่น สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นต้น รวมทั้งเจ้าคณะภาคในหนกลาง มากันเต็มศาลา สมเด็จพระพุทธชินวงศ์สภา วัดพิชยญาติการาม คลองสาน เนื่องในโอกาสที่ทางวัดจัดงานทำบุญถวายสังฆทาน ในวาระครบ 20 ปี ที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถร ป.ธ.9, M.A., Ph.D.) ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชมาครองวัดนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2540 นับเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 17 แห่งพระอารามหลวงแห่งนี้

วัดพิชยญาติการาม หรือวัดพิชัยญาติ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ริมคลองสมเด็จเจ้าพระยา ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เป็นวัดที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เดิมเป็นวัดร้าง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษา ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ประมาณปี 2372-2375 ในรัชกาลที่ 3 เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยขณะนั้นเป็นจางวางพระคลังสินค้า มีเรือสำเภาค้าขายกับจีน จึงได้นำอับเฉาเรือ กระเบื้องสี และหินจากจีนมาสร้างวัด สถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะแบบไทยผสมจีน ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น เมื่อบูรณะวัดเสร็จแล้ว ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า “วัดพระยาญาติการาม” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น “วัดพิชยญาติการาม” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “วัดพิชัยญาติ

วัดนี้เป็นวัดเดียวในเมืองไทยที่มีเรื่องเล่าสามก๊กแกะจากหินแกรนิตติดอยู่รอบฐานพระอุโบสถ ทั้ง 4 ด้าน ปัจจุบันชำรุดไปบางส่วน อดีตเคยสังกัดคณะธรรมยุตมาก่อน จนถึงสมัยพระเมธาธรรมรส (เสาร์) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส (ปี 2461-2485) จึงขอขึ้นกับคณะสงฆ์มหานิกาย (ประมาณปี 2485) ช่วงนั้นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี 2540 นั้น ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพปริยัติโมลี ได้พลิกวัดที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง งดงาม เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพุทธศาสนิกชน

ภาพวัดพิชยญาติการามเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน

ประการที่สำคัญ ได้เป็นผู้ริเริ่มการสอนและอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้วัดที่มีคนเข้าในวันอาทิตย์ หรือวันสำคัญทางศาสนาเพียงหยิบมือ หรือไม่ถึง 10 คน ก็กลายมาเป็นร้อยเป็นพัน จนโบสถ์ที่มีอยู่รองรับไม่ได้ จึงได้สร้างศาลาหน้าพระปรางค์อีก 2 หลังรองรับ แต่ก็เต็ม จึงสร้างศาลาใหญ่ 2 ชั้น ชื่อศาลาสมเด็จพระพุทธชินวงศ์สภา แต่ก็รู้สึกคับแคบลงไป จึงสร้างอาคารปราสาทนครหลวง ขึ้นมาอีกหลังหนึ่งสูง 6 ชั้น (ขณะนี้กำลังก่อสร้างถึงชั้น 5)

เมื่อผู้เขียนกราบเรียนถามว่า 20 ปี มีความภาคภูมิใจอะไรบ้าง เจ้าประคุณสมเด็จเมตตาตอบว่า การเปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐานขึ้นในวัด ปัจจุบันประชาชนมาถือศีลปฏิบัติธรรมทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์และร่วมถวายมหาสังฆทาน ในวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น.

ไม่เพียงแต่เท่านั้น เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมโมลี ได้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมโมลี ที่ อ.ปากช่อง เพื่อฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานแก่พระวิปัสสนาจารย์ พระสังฆาธิการ และพระอุปัชฌาย์ ในเขตปกครองเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ตลอดจนถึงพระนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

 

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503549

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ชมสุดยอดพระเครื่องที่หาชมได้ยาก สวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับองค์แรกชม พระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ เนื้อผงคลุกรัก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท จัดสร้างขึ้นในวันทำบุญไหว้ครู ที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงจัดขึ้นที่วังนางเลิ้ง แจกให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และท่านได้ลบผงพุทธคุณนำไปคลุกเคล้าน้ำรักเพื่อกดพิมพ์เป็นองค์พระ สร้างน้อยและหาชมได้ยาก ค่านิยมหลักแสนปลาย องค์นี้ของ ดร.อธิโชค วินทกร

องค์ที่สอง ราหูแกะ กะลาตาเดียว หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง 1 ใน 9 เครื่องรางที่ควรมี ชิ้นนี้เป็น 1 ไม่มี 2 เพราะแกะภาพราหู 2 หน้า แถมจารเต็มสูตร ล่างสุดจะเป็นฤๅหัวเข้าอันเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อน้อย ถ้าเป็นฤๅหัวออกจะเป็นของหลวงพ่อปิ่น ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน ถัดขึ้นมาจารตัวพุทธ และจารนะ 12 โม 21 และที่สำคัญการแกะตัวราหูด้วยปลายมีดจะมองเห็นตามซอกมีขุยกะลา, ที่หูจะเป็นรอยคว้านและลบคมง่ายต่อการคล้องเชือก 1 ไม่มี 2 แบบนี้ต้องมีหลักแสนกลาง

องค์ที่สามชม พระสังกัจจายน์ เนื้อผงยาจินดามณีจุ่มรัก ยุคต้น หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จัดเป็นพิมพ์โบราณพิมพ์หนึ่งที่หาชมได้ยาก เนื้อหาจัด สำหรับพระเนื้อผงจินดามณีของหลวงปู่บุญนั้น นับว่าเป็นสุดยอดของวัดกลางบางแก้ว ตำรับยาจินดามณีนี้เป็นสุดยอดวิชาคู่มากับวัดกลางบางแก้ว เล่ากันว่า ตำรับยานี้มาจากสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยาและตกทอดมาสู่วัดกลางบางแก้ว ตำรับยาฉบับนี้เป็นสมุดข่อย ลงทองล่องชาดที่บันทึกการสร้างยา เล่ากันว่า หลวงปู่บุญท่านทำยาจินดามณีไว้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น คือ ในปี 2435 และปี 2476 พระภิกษุและฆราวาสที่ร่วมพิธีปั้นเม็ดยาต้องภาวนาคาถาตลอดเวลา ฆราวาสที่เป็นหญิงต้องเป็นพรหมจรรย์ ทั้งฆราวาสชายหญิงต้องรักษาศีลอุโบสถมาแล้ว 3 วัน หลังจากที่ปั้นเม็ดยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ก็จะนำไปปลุกเสกอีกอย่างน้อย 7 เสาร์ 7 อังคาร ค่านิยมองค์นี้อยู่ที่หลักแสนกลาง

องค์ที่สี่ชม พระพุทธชินราช เนื้อเมฆสิทธิ์ หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม พระเนื้อเมฆสิทธิ์ซึ่งได้จากการเล่นแร่แปรธาตุด้วยพุทธาคมขั้นสูง มีวรรณะหลายสี ทั้งเขียวปีกแมลงทับและออกแดงอันเนื่องมาจากการสาดผงทองแดงในขั้นตอนสุดท้าย พุทธคุณเด่นด้านคุ้มครองป้องกัน เสริมดวงชะตาโดยเฉพาะเมื่อใช้คู่กับราหูแกะกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ค่านิยมหลักแสนกลาง

องค์ที่ห้าและหกชม พระสี่เหลี่ยมประภามณฑล เนื้อตะกั่วถ้ำชาและเนื้อทองเหลืองตัดชิด พิมพ์กลางของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท เป็นพระสภาพใช้ของแฟนทางบ้าน แต่ดูง่าย นำมาให้ชมเพื่อเป็นแนวทางสะสม ค่านิยมอยู่ที่หลักแสนต้น

จากกันด้วยธรรมะ “มีสติอยู่กับตัวเองทุกลมหายใจเข้าออก ปัญญาย่อมเกิดและแยกแยะได้ทุกขณะจิต กิเลสย่อมระงับไป”

 

‘ไม่ต้องข้ามภพชาติ ก็สามารถบรรลุธรรมได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/503547

‘ไม่ต้องข้ามภพชาติ ก็สามารถบรรลุธรรมได้’

โดย…ราช รามัญ

ผู้คนที่สนใจในการเรียนรู้และปฏิบัติธรรม ต่างมีแนวความคิดเชื่อกันว่า เราจะต้องผ่านภพข้ามชาติเสียก่อนในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น แล้วจะทำให้เราสามารถเข้าถึงธรรมอันสูงสุดที่พระพุทธเจ้าสอนได้ แนวคิดนี้เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างอันตรายต่อผู้ศึกษาธรรมอย่างยิ่ง

เพราะไปมีความเชื่อในการแนบแอบอิงกับภพเก่าแต่หนหลังมากเกินความจำเป็น จนกระทั่งไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ เท่านี้ยังไม่พอ บางคนลงมือปฏิบัติธรรมในวันนี้ รักษาศีลและทำบุญทำทานเพื่อมุ่งหวังประโยชน์ในภพภูมิชาติหน้าโน่น

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเน้นสอนให้เราอยู่กับปัจจุบันขณะ แต่เราท่านกลับไปมีจิตใจที่ผูกติดกับอดีตชาติบ้าง อนาคตในชาติหน้าบ้าง ซึ่งเป็นการผิดต่อการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า…เพราะพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ทุกข์เพื่อไม่ให้มีความทุกข์แล้วจะสุขตลอดกาล แต่เราก็ไปเลี้ยวแสวงหาอิทธิฤทธิ์ในใจ ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่ปรากฏคล้ายแฟนตาซีในเรื่องราวของพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องของการแต่งขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด

ตราบใดที่จิตใจเรายังไปข้องเกี่ยวกับเรื่องภพชาติและอิทธิฤทธิ์ ก็ง่ายนักที่จะโดนครอบงำและเป็นเหยื่อ จากมหาโจรในผ้าเหลือง ที่ไม่ได้รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและไม่ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยด้วย

ตอนที่ผมปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วัดสนามใน บางกรวย นนทบุรี และมาศึกษาของหลวงพ่อเจ้าคุณพุทธทาส ปัญญาแห่งปัจจุบันขณะของผมปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดเลยว่า ที่เรียนรู้มาทั้งหมดเกือบค่อนชีวิตเป็นเพียงแค่ธุลีธรรมโดยแท้

หลวงพ่อเทียน ท่านสอนว่า

“การเห็นความคิด คือ การเห็นจิตใจ เมื่อเห็นจิตใจของตัวเองแล้วก็ไม่มีความทุกข์”

แล้วทำอย่างไรให้เห็นความคิดและจิตใจของตัวเองได้…

หลวงพ่อเทียน

เมื่อเราเกิดความคิดอะไรขึ้น ก็รู้ทันในความคิดนั้นเสมอ คิดกุศล หรือคิดอกุศล ก็รู้ทันในความคิดนั้นเสมอ เพราะเมื่อเรารู้ทันความคิดนั้นแล้ว เราก็จะมารู้อีกขั้นหนึ่งโดยอัตโนมัติ ว่า สิ่งที่เราคิดไปนั้น ควรคิด ควรพูด หรือควรทำหรือไม่อย่างไร

แต่ถ้าเราไม่ตามรู้ความคิด ไม่ทันความคิด เราจะมีจิตใจที่ปรุงแต่งและเพ้อเจ้อฟุ่งซ่านไปเรื่อย มันก็ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตลอดไป เรียกได้ว่าเป็นทุกข์เพราะความคิด

แต่เมื่อเรารู้ทันความคิดจิตใจ ขณะที่เราลืมตา และทำการงานต่างๆ นั้น เราก็จะไม่เป็นทุกข์อะไรเลย เมื่อไม่เป็นทุกข์ในปัจจุบันขณะแล้ว เราจะไปร้องเรียกหาธรรมะอะไรกันอีก มันก็จบลงในตัวแล้วทันที เพียงแต่ว่าเราจะรักษาภาวะการรู้ทันความคิดแบบนี้ได้นานหรือสั้นอย่างไรเท่านั้น

แม้รู้ทันความคิดจิตใจและไม่มีความทุกข์สักวันละ 5 นาที หรือ 10 นาที อานิสงส์ก็มากกว่าการทำบุญทำทานร้อยครั้งแล้ว แต่ถ้าเรารู้ทันความคิดและรู้ทันจิตใจได้ทั้งวัน เราจะไม่มีทุกข์ตลอดทั้งวัน เพียงแค่นี้แล้วเราจะไปแสวงหาอะไรกันอีกจากธรรมะในตำรา

นี่เป็นวิธีที่ลัดและสั้นที่สุด…สำหรับผู้ที่สนใจการปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุธรรม ในปัจจุบันขณะ เมื่อไรที่จิตใจไม่มีความทุกข์ เมื่อนั้นเราก็บรรลุธรรมทันที เพียงแต่ภาวะนี้จะตั้งอยู่นานหรือไม่ ก็อยู่ที่ใจของเรานั้นเองว่าตั้งมั่นตามรู้ความคิดจิตใจอยู่ตลอดหรือไม่

เพราะเมื่อเราตามรู้ทันความคิดจิตใจ เนืองๆ จนเป็นนิสัยความเคยชิน แล้วทำไมเราจะไม่สามารถปลดออกจากความคิดที่เป็นทุกข์ได้ตลอดไป เพียงแค่ไม่มีความคิดที่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์เราก็บรรลุธรรมแล้ว แม้เป็นการบรรลุธรรมเพียงชั่วคราวก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจที่ดีให้แก่ผู้ใฝ่ใจปฏิบัติ

วิธีที่จะทำให้หมดกิเลสนั้น…ผมไม่รู้ เพราะรู้เพียงแค่วิธีที่ทำให้ความคิดและจิตใจในปัจจุบันขณะไม่มีความทุกข์เท่านี้ ผมมองว่าก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ก็ในเมื่อความทุกข์น้อยลง หรือไม่มีความทุกข์อะไรหลงเหลืออีกเลย แล้วจะต้องยังไปแสวงหาอะไรกันอีกเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

หลวงพ่อพุทธทาส ท่านสอนสั้นๆ ง่ายๆ “การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม” เพราะทุกครั้งที่เราลงมือทำงาน เราต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ เราต้องมีสติ มีสมาธิ และมีสัมปชัญญะไปในตัวของเรา

งานนั้นจึงสำเร็จประโยชน์ และนั่นเองเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะขณะที่เราทำงานอยู่ เราไม่ทุกข์ และไม่มีจิตใจที่ออกนอกตัวไปอยู่กับอนาคต หรือไปอยู่กับอดีต

หลวงพ่อพุทธทาสเคยกล่าวเอาไว้ว่า ในตำราวิสุทธิมรรคที่เขียนเรื่องปฏิจจสมุปบาท แล้วต้องคร่อมภพ คร่อมชาติก่อนจึงจะบรรลุธรรมนั้น เป็นการเขียนที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทอย่างแท้จริง ไม่ต้องคร่อมภพ ข้ามชาติเราก็สามารถดับทุกข์ได้จากที่ตรงนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะใด ยากดีมีจน สูงต่ำดำขาว สวยหล่อ ขี้เหร่ ถ้าคุณมีภาวะความคิดจิตใจเหมือนมนุษย์แล้ว…ก็สามารถปฏิบัติธรรมและบรรลุธรรมโดยอยู่กับภาวะปัจจุบันขณะได้ทุกคน ไม่มียกเว้น

 

อิทัปปัจจยตาในการเผยแผ่พุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/502179

อิทัปปัจจยตาในการเผยแผ่พุทธศาสนา

โดย…ส.คนจริง

ปัญหาพระพุทธศาสนาในพรรษานี้มีให้ขบคิดมากมาย ถ้าแก้ไม่ได้ ตอบสังคมไม่ชัด การเผยแผ่หลักธรรมที่หลายวงการกำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมา จะบรรลุผลได้ยากเต็มที นึกถึงอิทัปปัจจยตา ไว้ก็แล้วกัน

ดังนั้น เมื่อมีการประชุมนักวางแผนในการเผยแผ่ หรือเรียกให้โก้ว่ายุทธศาสตร์การเผยแผ่ นักวิชาการจึงพูดอ้อมๆ แบบเกรงใจพระคุณเจ้าว่าต้องแก้ที่ตัวเองก่อน อย่างเช่น ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ได้รับเชิญให้มาพูดในวงเสวนาเรื่องการขับเคลื่อนพลังบวร สู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน ในงานประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดี เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2560 ได้ยกตัวอย่างตนเองที่เป็นครูสอนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยว่า เมื่อได้เห็นลูกศิษย์มีความเจริญก้าวหน้า ตนก็ดีใจ แต่การจะให้ศิษย์เจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายได้ ตนในฐานะครูก็ต้องศึกษา ทำตัวให้มีความรู้  พระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะเป็นผู้สอนจะต้องมีความรู้มากกว่าชาวบ้าน

ตนเป็นครูสอนกฎหมาย ต้องปฏิบัติตนตามที่สอนด้วย เช่น ความยุติธรรมนั้นต้องยึดเป็นหลัก ผู้ที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนก็เช่นเดียวกัน ต้องปฏิบัติตนตามคำสอนที่สอนคนอื่นด้วย

ศ.ธงทอง ว่า ผมสอนกฎหมาย มีฐานะเป็นศาสตราจารย์พิเศษทางกฎหมาย ถ้าดื่มเหล้าเมาแอ๋ แค่หนเดียวก็หมดศักดิ์ศรีแล้ว

ส่วนพระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ก็พูดถึงความหมายการเผยแผ่แบบยั่งยืนว่ามีความหมายอย่างไร และได้เล่าถึงฝ่ายอาณาจักรที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในอดีตนั้นทำเป็นแบบอย่างไว้อย่างไร

พร้อมทั้งบอกว่าพระสงฆ์ต้องอยู่ในวินัยสงฆ์ ส่วนราชการต้องส่งเสริมพระพุทธศาสนา เช่นที่ราชการทำในอดีต เมื่อฝ่ายราชการมาหาพระสงฆ์ มาด้วยความเคารพ งดงาม มิใช่นำคดีความมาให้พระสงฆ์

ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายมารองรับให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ดังเช่นบุรพมหากษัตริย์เคยมีพระราชดำรัสมาแล้ว

กฎหมายอีกฉบับที่ต้องการคือ พระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา ท่านบอกว่ามีธนาคารแบบนี้เมื่อไร ชาวพุทธทั่วไปมีโอกาสส่งเสริมพระพุทธศาสนาเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องบริจาคมาก เพียงโอนเงินเข้าธนาคารคนละ 5 บาทเท่านั้น ชาวพุทธเกือบ 70 ล้านคน เป็นเงินเท่าไรแล้ว

เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมในช่วงบ่ายที่ประชุม ได้ประกาศมติสมัชชาเผยแผ่พระพุทธศาสนา 6 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป

1.ให้รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดและรวบรวมทำเนียบเครือข่ายจิตอาสาด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงจัดทำแนวทางการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพระไตรปิฎก

2.ให้รัฐบาล หน่วยงาน เครือข่ายในพื้นที่ร่วมกันค้นหายกย่องบุคคลต้นแบบด้านการเผยแผ่ ชุมชนต้นแบบวิถีพุทธ เช่น หมู่บ้านรักษาศีล 5 และให้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

3.ให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการผลิตสื่อเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และให้จัดงบประมาณสนับสนุนด้วย และที่สำคัญให้มีกลไกในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง และตอบโต้การเผยแผ่เชิงลบ และควรพิจารณาจัดตั้งโทรทัศน์และสถานีวิทยุเพื่อการเผยแผ่ด้วย

4.ให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง

5.ให้รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดำเนินการสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ พระ เด็ก เยาวชน หน่วยงาน และองค์กรอื่นๆ ให้ทำแบบมีเอกภาพทุกระดับ

6.ผลักดันให้ศาสนาพุทธ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือ เป็นศาสนาประจำชาติและประจำชีวิต รวมทั้งผลักดันให้เกิดธนาคารกองทุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการที่ มมร. และองค์กรภาคีเครือข่าย จัดประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ขึ้น ภายใต้โครงการประเพณีวันสำคัญของชาติและศาสนา วันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2560 เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างเข้มแข็งมั่นคง และเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาโลก ณ ห้องคอนเวนชั่น โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนจาก มมร. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กระทรวงศึกษาธิการ ภาคีองค์กรชาวพุทธ แม่กองบาลี แม่กองธรรมสนามหลวง พระสงฆ์ทั้งเถรวาท-มหายาน พุทธศาสนิกชน สื่อมวลชนและอื่นๆ เข้าร่วมกว่า 800 รูป/คน

สำหรับผลการประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ครั้งที่ 2 ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ที่ www.mbu.ac.th หรือสอบถามได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์การจัดงาน โทร.02-618-7781-4

ส่วนการจะแก้วิกฤตที่ถาโถมเข้ามาทั้งด้านความมั่นคงและวิกฤตในองค์กรที่รับสนองงานพระสงฆ์ที่เป็นข่าวทุกวันได้หรือไม่ ขอให้สาธุชนติดตาม ทุกอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา