“จอม เพชรประดับ”ได้สถานะผู้ลี้ภัยในอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287403

อเมริกา, จอม เพชรประดับ, จอม

“จอม เพชรประดับ”โพสเฟสขอบคุณกำลังใจ หลังได้สถานะผู้ลี้ภัยในอเมริกา ยันทำงานสื่อเพื่อประชาธิปไตย เป็นปากเสียงของคนไทย

         13 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจอม เพชรประดับ ได้โพสข้อความ ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว  Jom Petchpradabว่า ขอกราบขอบพระคุณ ทุกๆ กำลังใจ ที่หลั่งไหลเข้ามานะครับ หลังจากที่ทราบข่าวว่า ผมได้รับสถานะ ผู้ลี้ภัย อย่างสมบูรณ์ในอเมริกา ทีแรกไม่อยากจะบอกใคร นอกจากสมาชิกในครอบครัว แต่เมื่อคนที่รู้จักทราบเรื่อง ก็มีการนำไป เผยแพร่และเขียนความคิด ความรู้สึกเพิ่มเติมเข้าไป ต้องขอขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะหลายคนรู้ว่า สภาพความเป็นอยู่ในขณะที่ยังไม่ได้รับรองเป็นผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร
ก็อยากจะขอชี้แจงเพื่อให้หายห่วงใยกันนะครับ คือ สถานะที่ผมได้รับเป็น สถานะผู้ลี้ภัย นะครับ ไม่ใช่ กรีนคาร์ด แต่เนื่องจากสถานะผู้ลี้ภัยจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพ เกือบจะเท่ากับคนที่มี กรีดคาร์ด ทำให้คนไทยในอเมริกาส่วนใหญ่ก็มักจะสรุปรวมว่ามีค่าหรือมีความหมายเท่ากัน
ทนายฯบอกว่า หลังจากได้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว การ apply green card ก็เร็วและง่ายขึ้น โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือน และเมื่อได้ green card แล้วก็สมัครเป็น พลเมือง citizenship ก็จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ของอเมริกา ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเราอีกทีว่า สุดท้ายแล้วจะยอมทิ้งมาตุภูมิที่ให้กำเนิด เพื่อยอมเป็นพลเมืองในแผ่นดินใหม่เพื่อใช้เป็นที่พักพิงสุดท้ายหรือไม่
ถามว่าได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว จะทำให้ความเป็นอยู่ต่างไปจากเดิมอย่างไร ตอบว่า สบายใจและเบาใจมากขึ้นในการดำรงชีวิต ประการสำคัญแรกสุดคือ การรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพ เจ็บป่วย ไม่สบาย ก็จะได้รับการดูแลรักษาฟรี ถัดมาคือเรื่องอาหารส่วนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ถัดมาคือเรื่อง อาชีพ จะได้รับการแนะนำ ช่วยเหลือ ฝึกทักษะให้ถ้าต้องการทำงานในสายอาชีพ และไม่ต้องต่ออายุ working permit เป็นรายปีอีกต่อไป นับจากนี้ไปก็สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกแห่งตามความสามารถ ( social number and driver license เขาจะให้ apply หลัง 150 วันที่ยื่นเรื่องขอลี้ภัยแล้ว )และสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีพลังใจในการทำงานสื่อเพื่อประชาธิปไตย และเพื่อปากเสียงของคนไทยได้มากขึ้นด้วย
ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับทุก ๆ กำลังใจอีกครั้งนะครับ ขอบคุณที่เป็นลมใต้ปีกให้สามารถเข้มแข็ง มีแรงบินมาได้จนถึงทุกวันนี้ แม้จะรู้ว่าจะยังต้องประคองตัวเองให้บินอยู่ได้ต่อไปอีกยาวไกลก็ตาม

“ประมวล”อ้ดรัฐขึ้นค่าไฟปชช.เดือดร้อน !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287385

ประมวล, ปชป, กกพ, เอฟที

รองโฆษก ปชป. อ้ดรัฐบาล ขึ้นค่าไฟฟ้า  ระบุรัฐหนุนนายทุนทำโซลาฟาร์มผลิตไฟฟ้าขายให้รัฐแทนถึง 94% แต่ไม่หนุน ประชาชน ติดโซลาร์เซล ชี้มีเพียง แค่ 4%

          เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2560-นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ระบุจะขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)จากผู้ใช้ไฟฟ้างวดใหม่ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2560 อีก8.87สตางค์ต่อหน่วยส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย โดยอ้างว่าราคาก๊าซธรรมชาติปรับราคาสูงขึ้นนั้นว่าขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทบทวนอย่างถี่ถ้วน ในการผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่อยู่ในขาลงประชาชนต่างกระเป๋าแฟบ แล้วยังต้องมาแบกภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มอีก

          “หรือในคราวที่ราคาพลังงานลดไม่เคยเห็นค่าไฟฟ้าลดลงให้ประชาชนยิ่งในยุคปัจจุบันที่นานาประเทศต่างส่งเสริมพลังหมุนเวียนทั้งพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาเซล)และพลังงานลมแต่กระทรวงพลังงาน ไทยกลับทำสวนทางกับกระแสโลกซึ่งมีอยู่หลายประเทศ ส่งเสริมให้บ้านเรือนประชาชนติดตั้งโซลารูฟท็อปบนหลังคาบ้าน เพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ที่เหลือก็ขายคืนให้รัฐ โดยเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบเน็ตมิเตอร์ริ่ง ที่สามารถคำนวนการใช้ไฟฟ้าของรัฐ ที่ไหลเข้าและกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลารูฟ ที่บ้านประชาชนเหลือใช้ แล้วไหลออกสู่ระบบสายส่งของรัฐแล้วค่อยมาคำนวนหักลบกันถ้าใช้ไฟฟ้าของรัฐมากกว่าก็จ่ายค่าไฟให้รัฐถ้าไฟฟ้าของชาวบ้านไหลเข้าสายส่งของรัฐมากกว่ารัฐก็ซื้อไฟฟ้าชาวบ้านตามแต่ราคาที่กำหนดหากส่งเสริมแบบนี้ก็ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เกิดความขัดแย้ง” นายประมวล กล่าว

นายประมวล  กล่าวอีกว่า  ทั้งนี้ทางกระทรวงพลังงานกลับเน้นส่งเสริมให้นายทุนใหญ่ทำเป็นโซลาฟาร์มใช้พื้นที่มากๆผลิตไฟฟ้าขายให้รัฐแทนถึง 94% ให้ชาวบ้านติดตั้งโซลารูฟแค่ 4% อ้างว่าสายส่งกระแสไฟฟ้าเต็มแต่ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นส่งเสริมให้ชาวบ้านติดโซลารูฟท็อปบนหลังคาบ้านถึง98% โซลาฟาร์ม2%.เยอรมันโซลารูฟท็อป90% โซลาฟาร์ม10% ฝรั่งเศสโซลารูฟท็อป8% ส่วนโซลาฟาร์มแค่20%เท่านั้น

“หากรัฐบาลนี้จริงใจก็ควรส่งเสริมให้ประชาขนช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ใช่ให้รัฐวิสาหกิจบางแห่งผลักภาระให้ชาวบ้านและขอให้คิดถึงการตั้งรัฐวิสาหกิจว่าตั้งขึ้นเพื่อไม่ได้แสวงหาผลกำไรแต่เพื่อบริการประชาชนอย่าให้เหมือนกรณีปตท.”นายประมวล กล่าว

กกต.เดินหน้า“ไอโหวต”เลือกตั้งนอกราชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กกต, ไอโหวต, สมชัย

“สมชัย”มั่นใจระบบไอโหวต ทำคนไทยลงคะแนนอกราชอาณาจักร ได้มากขึ้น เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดใช้สิทธิได้ทันที

          เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2560 – นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานบริหารการทะเบียน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งพบว่ามีความก้าวหน้าในหลายเรื่อง เช่น การลงทะเบียนของผู้ใช้สิทธินอกราชอาณาจักร ที่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะให้ลงทะเบียนในลักษณะครั้งต่อครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อมูลค้าง เป็นการล้างฐานข้อมูลเดิมการเปิดช่องทางลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ต ที่ในวันนี้กรมการปกครองได้ออกแบบ และนำมาแสดงให้ที่ประชุมได้รับทราบ

“ซึ่งช่องทางลงทะเบียนแบบให้นี้จะใช้ระบบคิวอาร์โค้ด ที่ง่ายต่อการเข้าถึง เมื่อเทียบกับการพิมพ์เข้าผ่านเว็บไซต์ ทั้งนี้ ได้มีการทดสอบใช้ระบบดังกล่าวที่ไต้หวันมาแล้ว ซึ่งได้รับความพอใจจากประชาชน เพราะเป็นการอำนวยความสะดวก”นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่พัฒนาเพิ่มมากขึ้น คือการนับคะแนนที่สถานทูตในแต่ละประเทศที่เปิดให้มีการลงคะแนน โดยจะมีการนับคะแนนภายใน 24 ชั่วโมง หลังประเทศไทยปิดการลงคะแนน เพื่อแก้ปัญหาการลงบัตรเลือกตั้งกลับประเทศไทยให้ทัน ก่อนการปิดหีบเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาจะพบปัญหา ส่งบัตรมาไม่ทัน ทำให้ต้องมีการเร่งการลงคะแนนในส่วนของคนไทยในต่างประเทศ ทั้งนี้ การนับคะแนนในแต่ละประเทศจะทำให้เกิดความสะดวก และมีเวลาในการที่ประชาชนจะไปใช้สิทธิมากขึ้น แก้ปัญหาถุงเมลหาย อย่างไรก็ตาม นำร่องใช้ระบบใน 3 ประเทศ คือ จอร์แดน นอร์เวย์ และกรุงโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

“ในเรื่องการลงคะแนนนอกราชอาณาจักรนี้ ทางกกต.จะเตรียมตัว เพื่อไปนำเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศทั่วโลก ที่จะมาประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศในเดือนส.ค.นี้ รวมถึงจะได้ชี้แจงเรื่องค่าตอบแทนอาสาสมัครในสถานทูต เพื่อให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมยึดตามอัตราในประเทศนั้นๆ”นายสมชัย กล่าว

สปท.ถกปฏิรูปตำรวจ สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287296

ถกปฏิรูปตำรวจ, 17-18กค, สปท, สปทถกปฏิรูปตำรวจ, สัปดาห์หน้า, กมธ, วิป สปท

วิป สปท. เผยเตรียมพิจารณารายงาน ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจ ระหว่าง 17-18 ก.ค. 60

          เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2560 – ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงผลการประชุม สปท.ว่า ในสัปดาห์หน้า สปท.จะประชุมในวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2560 โดยวันที่ 17 ก.ค. สปท.จะพิจารณารายงานการปฏิรูปของ กมธ.สปท.ด้านการศึกษาในเรื่องการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน และพิจารณาเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้การวิจัยพัฒนาการใช้ประโยชน์จากวิทยาการอนุภาคในรูปแบบต่างๆและพิจารณารายงานการปฏิรูปของ กมธ.สปท.ด้านการสื่อสารมวลชนเรื่องการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ

นายคำนูณ กล่าวว่า ส่วนในวันที่ 18 ก.ค.  2560 นี้ สปท.จะมีการพิจารณารายงานการปฏิรูปของ กมธ.สปท.ด้านกฎหมายและกระวนการยุติธรรมเรื่องระบบงบประมาณตำรวจ โดย กมธ.สปท.ด้านกฎหมายฯ มีข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจ 4 ข้อด้วยกันประกอบไปด้วย 1.เสนอให้ดำเนินการวิเคราะห์ทบทวนยุทธวิธีตำรวจ ระบบงานและการจัดกำลังใหม่ทั้งหมดกับทุกหน่วยงานตำรวจ 2. วิเคราะห์จำนวนกำลังพลที่ถูกต้องเหมาะสม 3.กำหนดเกณฑ์การวิเคราะห์ การใช้เครื่องมือ และการใช้งบประมาณให้เหมาะสมกับตำรวจในแต่ละหน่วยงาน และ 4.จัดสรรงบประมาณค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาให้ครบถ้วนตามคดีที่เกิดขึ้นจริง และปรับค่าตอบแทน เงินเดือนให้เหมาะสมกับความเหน็ดเหนื่อยและความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละหน่วยงาน

โฆษกวิปสปท. กล่าวว่า นอกจากนี้ จะมีการพิจารณารายงานของ กมธ.สปท.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องการใช้ระบบบันทึกภาพและเสียงในชั้นศาล ซึ่งสาระสำคัญของรายงานนั้นเสนอให้มีการบันทึกภาพและเสียงในชั้นศาลยุติธรรมและศาลทหารเพื่อให้สามารถรวบรวมข้อเท็จจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีได้ตามความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยและจะสร้างความโปร่งใสและความยุติธรรมในการพิจารณาคดีมากขึ้น

“ตอกตะปูปิดฝาโลง กสม.ปัจจุบัน สมัครใหม่ไม่ได้ !!”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287117

คมชัดลึก, ไม่ได้, สมัครใหม่, ปัจจุบัน, กสม, ตอกตะปูปิดฝาโลง, กสมปัจจุบัน, สมัครใหม่ไม่ได้, กรธ, กสม, สนช

ประธาน กสม. ฟันธงรธน.ปี 60 ตอกตะปูปิดฝาโลง “กสม.ปัจจุบัน” ลงสมัครใหม่ไม่ได้ ชี้ “กรธ.” เล่นเกมลับลวงพรางหวังเซ็ตซีโร่

 นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกระแสข่าวจะให้ กสม.ชุดปัจจุบันลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กสม.ใหม่ได้หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่า ตนยืนยันว่า กสม.ชุดปัจจุบันไม่สามารถสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กสม.ใหม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 สถานะ กสม. เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากวันที่ 6 เม.ย. 60 ที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้บังคับ กสม. มีสถานะเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระ ซึ่งมีบทบัญญัติห้าม กสม. ไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระอื่น และเหตุผลอีกข้อหนึ่ง คือ รัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 ต่างบัญญัติให้ กสม.ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ถือได้ว่าเป็นการตอกตะปูปิดผาโลงในการสมัครใหม่

​“การที่ กสม.ลงสมัครใหม่ไม่ได้ ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว จึงไม่อาจจะเขียนไว้ในกฎหมายลูกให้สมัครใหม่ได้ ข่าวที่ว่าให้สมัครใหม่ได้เป็นเพียงความเห็นในการตีความกฎหมายเท่านั้น โดยมีข่าวในทำนองนี้มาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีการประโคมข่าวประเด็นนี้ในระยะนี้หนาหูขึ้น ไม่ทราบว่าจะมีเจตนาหลอกล่อให้ความหวังในการสมัครใหม่เพื่อลดกระแสคัดค้านเรื่องเซ็ตซีโร่หรือไม่ แต่ไม่ว่าผลของกฎหมายลูกจะเป็นอย่างไร ผมในฐานะส่วนตัวไม่ขอสมัครใหม่แน่นอน” นายวัส ระบุ

​ประธาน กสม. กล่าวด้วยว่า ในระหว่างร่างกฎหมายลูก กรธ.ออกข่าวเรื่อยมาว่า กสม.ชุดปัจจุบันได้มาตามกฎหมายเก่าแตกต่างจากกฎหมายใหม่ทั้งเรื่องคุณสมบัติและกระบวนการสรรหา ไม่สอดคล้องกับหลักการสากลเกี่ยวกับกระบวนได้มาซึ่ง กสม. ที่ต้องมาจากความหลากหลายของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กสม.ชุดปัจจุบันก็มีปัญหาในการทำงาน และ กสม.ไทยถูกลดสถานะจาก เอ เป็น บี จึงจำเป็นต้องเซ็ตซีโร่ ส่วนเหตุผลในการเซ็ตซีโร่ที่เป็นทางการปรากฎอยู่ในตารางความเห็นและผลการพิจารณาในเอกสารประกอบร่าง พ.ร.ป. มีเพียงประการเดียว คือ วิธีการได้มาซึ่ง กสม.ชุดปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับหลักสากลเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง กสม.ที่ต้องมาจากความหลากหลายของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่จากข้อมูลขณะนี้ ทราบว่า กรธ.ไม่ใช้เหตุผลนี้ในการเซ็ตซีโร่ กสม.ชุดปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว ซึ่งไม่ทราบว่า กรธ. จะใช้เหตุผลใด ไม่ว่าจะเหตุผลที่เป็นทางการหรือเหตุผลเบื้องหลังก็ตาม

สนช.เตรียมโหวตร่างกม.กกต.13 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287030

สมชาย แสวงการ, กกต, กคนี้, วิปสนช

สนช.เตรียมโหวตร่างกม.กกต.13 ก.ค.นี้ ยันไม่ขัดแจตนารมณ์รธน. พร้อมตั้งกมธ.ร่วม กม.พรรคการเมืองสัปดาห์หน้า

        11 ก.ค. 60 นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่า ที่ประชุมวิปสนช.รับทราบมติของคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายร่างพ.ร.บ.กกต.ที่ยืนยันว่า ข้อโต้แย้ง 6 ประเด็นของกกต.ไม่ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ โดยเห็นชอบให้นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ในวันที่ 13 ก.ค.เพื่อพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หากไม่เห็นชอบต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสนช.ทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาในวันที่ 13 ก.ค.นั้น จะให้ประธานกมธ.สรุปรายงานการพิจารณา ซึ่งกมธ.ร่วมไม่มีการแก้ไข โดยยืนยันตามร่างเดิมที่สนช.เคยให้ความเห็นชอบก่อนหน้านี้ จากนั้นประธานกกต.ที่สงวนความเห็นจะได้ชี้แจงข้อโต้แย้ง 6 ประเด็นให้ที่ประชุมสนช.รับทราบ ก่อนที่จะลงมติ โดยจะไม่มีการอภิปราย

ส่วนร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น กรธ.ได้ส่งข้อโต้แย้ง 5 ประเด็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ  ซึ่งจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสนช.เพื่อตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย มาทบทวนในสัปดาห์หน้า เบื้องต้นรายชื่อกมธ.ร่วม ในส่วนสนช.จะมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. และพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม

จี้ผู้ตรวจฯส่งศาลรธน.ตีความกม.ป.ป.ช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287027

ไทยรักไทย, เรืองไกร, สนช, ฉบับชั่วคราว

“เรืองไกร”ร้องผู้ตรวจฯชงศาลรธน.ตีความกม.ป.ป.ช.แก้ไขปี 50 ขัดรธน.หรือไม่ เหตุองค์ประชุม สนช.วาระ 3 ไม่ครบ

        11ก.ค.60  นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายฑิฆัมพร ยะลา เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ชำนาญการ เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องกรณี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ 2550 ไม่ชอบ ด้วยเหตุแห่งองค์ประชุมไม่ครบตามที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ 2550 เป็นกฎหมายที่ตราโดยองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งในวาระ 3

โดยมีหลักฐานเป็นรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อวันที่ 14  มี.ค. 2550 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 110 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียงทั้งที่ขณะนั้นสนช.ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน มีสมาชิกทั้งหมด 241 คน ดังนั้นการประชุม สนช.จึงจะต้องมีสมาชิกอยู่ในที่ประชุม 121 คน จึงจะเป็นองค์ประชุมแต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการลงมติดังกล่าวมีสมาชิกร่วมประชุมเพียง 111 คน รวมประธานในที่ประชุม ซึ่งไม่ถึงจำนวน 121 คน จึงถือว่าไม่ครบองค์ประชุม และไม่อาจถือเป็นมติ สนช.ได้ การประชุมดังกล่าวจึงถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) 2549 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง  จึงมีผลให้การตรากฎหมายดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และถือได้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นอันตกไปตั้งแต่แรก ตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง(1)ของรัฐธรรมนูญ 2560 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้เมื่อกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 66 ที่แก้ไขให้ ป.ป.ช.สามารถไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยได้ จากที่ตามกฎหมายเดิมจะต้องมีผู้เสียหายมากล่าวหาเท่านั้น ดังนั้นการที่ ป.ป.ช.ใช้อำนาจตามมาตรา 66 ของกฎหมายดังกล่าวไปใช้ในการไต่สวนและชี้มูลความผิดนักการเมือง และบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีผู้เสียหายมากล่าวหา จึงถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มาจากกระบวนการที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และปัจจุบันยังมีผู้ถูกกว่าหาจำนวนมากที่ ป.ป.ช.อาศัยอำนาจจากกฎหมายดังกล่าวชี้มูลความผิด หลายรายถูกตัดสินให้มีความผิดและรับโทษไปแล้ว และมีอีกหลายรายที่กำลังถูกดำเนินคดีอาญาอยู่ในศาล

ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 วรรคสอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้กฎหมายดังกล่าวสิ้นผลไป โดยนายเรืองไกรได้แนบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2551, 3/2551, 4/2551, 8/2551, 16/2551 และ 17/2551 ที่เป็นกรณีใกล้เคียงกัน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วย

“บิ๊กตู่”ตอบรับคำเชิญสปท.ร่วมถกรัฐสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287009

นายกฯ, สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ปยป, บิ๊กตู่, สายเก่า-สายใหม่, ครม, สนช, สปท, กมธ, สปช

นายกฯจ่อเชิญแม่น้ำทุกสายทั้ง”สายเก่า-สายใหม่”ร่วมคุยที่รัฐสภายันปยป. อยู่ถึงกลางปีหน้า รอตั้งคณะกรรมการปฏิรูปเสร็จ

           11 ก.ค. 60 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครือวาม รองนายกฯ เล่าในที่ประชุมครม. ให้รับทราบถึงกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายปฏิรูป ที่สภานิติบัญญัติปห่งขาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบ และส่งกลับมาที่รัฐบาล และรัฐบาลก็นำความขึ้นกราบบังคมทูล แล้วตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสุดแล้วแต่จะทรงพระราชทานลงมา

ทั้งนี้สิ่งตามมาเมื่อมีประกาศราชกิจจานุเบกษา ก็จะมีผลบังคับใช้กฎหมายในวันรุ่งขึ้นจากวันที่ประกาศ ซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)จะสิ้นสุดสาระลงด้วย โดยนายวิษณุรายงานในที่ประชุมครม.ว่า สปท.วางแผนว่า เมื่อหมดวาระจะถือโอกาสมาพบพล.อ.ประยุทธ์เพื่อหารือแลกเปลี่นนกัน ซึ่งนายกฯได้ชี้แจงว่าขอพบกันที่ห้องประชุมรัฐสภา โดยจะเชิญแม่น้ำทุกสายทั้งสายใหม่ ทั้งสปท. สนช. และแม่น้ำสายเก่า อย่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) และสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) เข้าร่วมพูดคุยด้วย

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นภายใน15 วันที่ประกาศใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ก็จะแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ คณะละ 15 คน ปัจจุบันแต่งตั้งไปแล้ว 2 คณะคือปฏิรูปด้านการศึกษา และตำรวจ เหลืออีก 9 คณะ ที่กำลังดำเนินการ ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็คงเป็นรูปแบบเดียวกัน ครม.เป็นผู้แต่งตั้งให้เสร็จและเมื่อแต่งตั้งเสร็จเรียบร้อย โดยแผนการปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติจะออกมาสำเร็จคาดราวน่าจะกลางปี 2561 แต่ก็มีคำถามมาว่าเมื่อมีคณะดังกล่าวแล้ว ปยป. ทั้งคณะนั้น ยังมีความจำเป็นดำรงอยู่หรือไม่ ซึ่งมีการหารือกันแล้วเห็นว่ากว่าจะมีแผน 2 ฉบับ จะมีหลายขั้นตอน ดังนั้นปยป.จะดำรงอยู่ต่อไปจนถึงกลางปีหน้า

“นายกฯเน้นย้ำว่า ปยป. ไม่ควรใช้งบประมาณมาก ในการดำเนินการต่าง ๆ เพราะเป็นที่เฝ้าจับตาของประชาชน ว่าในวันข้างหน้าเมื่อมีคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ  ซึ่งจะทำซ้ำกันอยู่แล้ว ” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพอย่างไรยางก็ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/286996

ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพอย่างไรยางก็ราคาตก

คมชัดลึก, ตก, ก็, ยาง, ราคา, อย่างไร, ไม่มีเสถียรภาพ, การเมือง, ถ้า, ประยุทธ์, คสช, ครม

“ประยุทธ์” เผย “มาเลย์-อินโด” ติงไทย ปัญหายางโยงการเมือง วอนอย่าเคลื่อนไหวกดดันรบ.

11 ก.ค. 2560 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงวิธีการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรว่า เราต้องไปดูต้นทางว่ามีการปลูกยางพาราจำนวนมาก และมีการปลูกในพื้นที่บุกรุกกว่า 3 ล้านไร่ ถ้าให้หยุดทีเดียวก็จะเดือดร้อนเกษตรกร สมาคมเกษตรต้องช่วยกัน หากเรียกร้อง รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ ไปขายใคร เพราะเรามียางสำรองจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบข้างนอก กลางทางรัฐบาลพยายามที่จะนำไปใช้ในด้าน ๆ อย่างการทำถนน ที่ต้องดูเรื่องงบประมาณที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในวันที่ 12 ก.ค. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการประชุมเรื่องยางเพื่อหารือว่าจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราก็เร่งให้ทั้งหมด อยากจะบอกว่าที่ต่อว่ากันมาทำอย่างนี้หรือไม่ แต่มาอุดหนุนราคายางที่ปลายทางอย่างเดียว อย่างอื่นก็ไม่เกิด ในเมื่อขายยางได้ดีมาตลอด ซึ่งพอมาขายจริงๆ ไม่ได้ราคาตามนั้นรัฐก็ขาดทุน เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิด ทั้งนี้ประเทศไทยได้หารือในสภาไตรภาคียางพาราครั้งที่ 28 ร่วมกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6-7 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีระบุว่าการที่จะทำให้ราคายางพาราสูงกว่าเดิมเป็นไปได้อยาก และบอกว่าประเทศไทยเป็นคนทำให้ราคายางพารามีปัญหา เพราะมียางพารามากเกินไป จะให้เขาเข้ามาทำคงลำบาก เราจึงต้องปรับว่าควรมีปริมาณยางเท่าไหร่

“ต่างประเทศเขามองว่า กรณียางพาราในประเทศไทยเป็นเรื่องการเมือง ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ อย่างไรราคายางพาราก็ตก เพราะมีการซื้อขายในตลาดกลางของโลกล่วงหน้า สถานการณ์ในประเทศดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องการเมือง ก็เลยไปกันใหญ่ ผมขอร้องใครที่จะออกมานำการเคลื่อนไหว จะให้ผมทำอย่างไร ผมก็ใช้มาตรา 44 อยู่แล้ว แต่ต้องนึกถึงระบบของเขา การที่ราคายางสูง 70 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าปริมาณยางพาราไม่มากเท่านี้ ราคาก็จะสูงขึ้น เพราะวันนี้ทุกประเทศทั่วโลกมีการเก็บสต๊อกยางพาราไว้อยู่แล้ว ถ้าปริมาณยางพาราในต่างประเทศมีจำนวนมาก ราคายางพาราจะสูงขึ้นได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราต้องไปดู บอกว่าจะร่วมมือกัน 3 ประเทศ ก็ร่วมมือยาก” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้มีการเรียกร้องราคาปาล์ม ซึ่งเขากำหนดว่าต้องสกัดน้ำมันได้ 17 เปอร์เซ็นต์ บางทีไม่ถึงก็เก็บปาล์มอ่อนไปสกัดน้ำมัน ปริมาณน้ำมันก็ไม่ได้ เขาก็กดราคา แล้วจะให้ราคาสูงคงไม่ได้ เพราะเขากำหนด มาแล้ว พอให้เปลี่ยนพันธุ์ปาล์มก็ไม่เปลี่ยน ให้รัฐบาลมากดตรงนี้แต่ตัวเองไม่ปรับแก้ก็ไม่ได้  เรื่องข้าวโพดวันนี้ก็มีปัญหา เราต้องมองทั้งระบบ อย่าไปฟังใครบางคนพูด เพราะได้แต่พูดไม่เคยทำซักอย่าง ก็ไปขยายให้เขาอยู่ได้ รัฐบาลนี้ทำไม่ได้ เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น แทนที่จะบอกว่า ทำอย่างนี้ก็จะเกิดอย่างนี้ขึ้น บางคนยอมเปลี่ยนไปปลูกแบบผสมผสาน แต่บางคนไม่ยอมเปลี่ยนปลูกแต่ข้าว ปลูกแต่ยางพาราและปาล์มอยู่นั้นแหละ อย่างในพื้นที่ภาคใต้ก็ให้กั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกทุเรียน และมังคุด ซึ่งกำลังราคาดี

“บิ๊กตู่” ยันเอง ตั้งปลัดไม่มีข้ามห้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/286990

นายกฯ, ตั้ง, ปลัด, ไม่มีข้ามห้วย, คมชัดลึก, บิ๊กตู่, ยันเอง, คสช

“บิ๊กตู่” ยันแต่งตั้งโยกย้ายระดับปลัดไม่มีข้ามห้วย ยกเว้นมีปัญหา ไม่สนเสียงเรียกร้องในพื้นที่ขอเวลาปรับย้ายเป็น 1 พ.ย. หวังงานต่อเนื่อง ชี้วันนี้ทำงานด้วยระบบไ

11 ก.ค. 2560 – . พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเกษียณอายุระดับสูง 14 ตำแหน่งว่า วันนี้ตนจำเป็นต้องดูทั้งหมดทั้งภาพรวม ไม่ใช่แค่แต่งตั้งปลัดกระทรวงแล้วทุกคนจะสบายใจ ทุกหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมาเพื่อพิจารณาทั้งหมดว่าถ้าจะปรับหมุนเวียนกันแล้วจะหมุนเวียนกันอย่างไร ใครจะไปทดแทนตำแหน่งใดบ้าง ซึ่งหลักการของทหารเป็นแบบนี้ จะได้รู้ว่าเส้นทางการเจริญเติบโตเป็นมาอย่างไร จะได้ดูถึงความเหมาะสม ดูทั้งเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ ควบคู่กันไป โดยจะพิจารณาดูภายใน 2 สัปดาห์นี้ กำลังให้แต่ละหน่วยงานส่งมาให้ครบอย่างไรก็ตามการแต่งตั้งทั้งหมดก็เป็นกลไกของแต่ละหน่วยงานที่จะแต่งตั้งขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการพิจารณาแต่ตนก็จะต้องไปเช็ค และตรวจสอบเรื่องหน้าบ้านหลังบ้าน รวมทั้งความประพฤติที่ผ่านมาด้วย ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนดี ๆ ได้มีการเจริญเติบโต รวมทั้งการแต่งตั้งในระดับท้องถิ่นโดยเฉพาะกทม. ก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องดูเวลาที่เหมาะสม ทั้งหมดก็ต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วนจะก่อนหรือหลังเลือกตั้งใหญ่ก็ต้องดูสถานการณ์ที่ต้องว่ากันอีกที

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวงถ้ามีการพิจารณาข้ามห้วยจะใช้หลักการและเหตุผลอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ยืนยันว่ายังไม่มีการข้ามห้วยอะไรทั้งสิ้น นโยบายผมไม่ได้ให้มีการข้ามห้วยเป็นหลัก ถ้าจะมีการข้ามห้วยก็ต้องมีเหตุผลและความจำเป็น ความเหมาะสมอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่วันนี้ไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนนั้นคนนี้จะข้ามห้วยไปกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ โดยวิจารณ์กันไปเอง ไอ้คนที่มีชื่อจะได้ข้ามห้วยก็ดีใจ แต่พอถึงเวลาไม่ได้ขึ้นมาก็ไปรับผิดชอบกันด้วยก็แล้วกัน หลักการของผมคือทุกคนจะต้องโตภายในแท่งของหน่วยงานตัวเองไปก่อน เว้นแต่มีปัญหาก็ค่อยแก้ไขกัน ต้องยึดหลักการตรงนี้ ถ้ามัวแต่ไปคิดว่าจะสามารถข้ามห้วยได้อีกหน่อยก็ไม่มีคนอยากทำงานคิดแต่จะข้ามห้วยกันไปหมด คนในห้วยก็ไม่ต้องไปไหนกัน จมน้ำตายกันอยู่ตรงนั้นหรือ ต้องนึกถึงตรงนี้บ้าง”

เมื่อถามว่า เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายมีข้าราชการระดับล่างกลุ่มหนึ่งอยากให้การแต่งตั้งโยกย้ายเกิดขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. หลังจากผ่านพ้นงานพระราชพิธีไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนให้แต่ละปีมีการปรับย้ายได้ 2 ครั้ง ดังนั้นเมื่อข้าราชการเกษียณไปแล้วในวันที่ 30 ก.ย. ถ้าไม่มีการแต่งตั้งแล้วใครจะทำงาน เพราะฉะนั้นก็ต้องยึดตามกฎหมายเป็นหลัก คือเมื่อมีการเกษียณอายุของข้าราชการก็ต้องมีการแต่งตั้งคนใหม่เข้ามาทำงานทันที และไม่ใช่เป็นการตั้งใหม่ทั้งหมด คนที่ยังมีอายุราชการอยู่ก็ทำงานต่อ คนที่เกษียณก็ต้องตั้งคนใหม่เข้ามาแทนที และเมื่อแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นมือตำแหน่งเก่าก็ว่างก็ต้องหาคนมาทำหน้าที่แทน เช่นอธิบดีขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ก็ต้องหาคนมาเป็นอธิบดีแทน ทุกหน่วยงานต้องปรับย้ายแบบนี้ และตนก็ไม่มีได้รู้จักทุกคน แต่ไม่ว่าจะเสนอแต่งตั้งใครขึ้นมาก็ต้องตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งตนมีคนคอยตรวจสอบว่าที่ผ่านมามีพฤติกรรมอย่างไร บางทีก็มีผิดพลาดมากบ้าง น้อยบ้าง บางอย่างให้อภัยได้ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ใช่ว่าจะต้องได้คนดี 100% แม้มันจะมีแต่อยู่ในจุดที่เราจะเลือกหรือเปล่า ส่วนใหญ่คนดี ๆ ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ วันนี้ตนถือว่าทุกคนดี 100% เพราะตนยังไม่ได้ตรวจสอบใคร

“วันนี้ทุกหน่วยงานทำงานด้วยระบบและแผนงาน ผู้ว่าฯ ทำงานอยู่นาน ถ้าทำไม่ไดีก็ต้องย้าย อยู่แล้วทำงานไม่ได้ก็ต้องย้าย ส่วนที่มีเสียงเรียกร้องอยากให้ผู้ว่าฯ ที่จะถูกปรับย้ายเดินทางออกจากพื้นที่ในวันที่ 1 พ.ย. นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะการปรับย้ายก็ต้องเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. มีวงรอบการปรับย้ายอย่างชัดเจนตามกติกา เป็นการปรับด้วยความเหมาะสม ปรับเลื่อนจากชั้น 2 สู่ชั้น 1 ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องเอาคนที่ทำงานได้ไปทำงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง จะให้อยู่ในพื้นที่เดิมจนตายหรืออย่างไร”นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า แต่ข้าราชการในพื้นที่เกรงว่าเมื่อมีนายใหม่เข้ามาแล้วงานจะขาดความต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แสดงว่ามันห่วย เขาทำงานกันด้วยระบบ ไม่ได้ทำงานด้วยตัวคน ทุกอย่างยืนยันทำตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมไม่ได้ตั้งกฎ ตั้งระเบียบขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างมีกติกาอยู่แล้ว”