โอกาสน้อย ตั้ง กมธ.ร่วม ทบทวน ร่างกฎหมาย ฟันนักการเมืองโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287927

ร่างกฎหมาย ฟันนักการเมืองโกง, กมธร่วม, โอกาสน้อย, ตั้ง, กมธร่วม, ทบทวน, ร่างกฎหมาย, ฟันนักการเมืองโกง, กรธ, พรป, ปปช

กรธ. รับโอกาสน้อยทบทวนร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง ชี้ศาลไม่มีสิทธิเสนอทบทวน

          นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่าในวันที่19ก.ค. นี้ กรธ. จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ สนช. ลงมติเห็นชอบแล้วในวาระสาม หลังจากที่ สนช. ส่งเรื่องมายังกรธ.แล้ว โดยจะดูเนื้อหาของร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าบทเปลี่ยนแปลงที่แก้ไขไปนั้นมีประเด็นใดที่กรธ. ติดใจ หรือมีรายละเอียดที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่โดยส่วนตัว ฐานะ อดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ฯ ฉบับดังกล่าวมองว่าในหลักการไม่มีปัญหา และไม่มีส่วนใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ส่วนกรณีที่มีบางประเด็นในร่างกฎหมาย เช่น การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย หรือกรณีให้ศาลดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบโดยจำเลยไม่ปรากฎตัวต่อศาลนั้น ที่ตัวแทนของศาลยุติธรรมมองว่ามีปัญหานั้น อาจส่งประเด็นมาให้ กรธ. พิจารณาร่วมด้วยก็ได้

“ในประเด็นที่ระบุว่าศาลติดใจนั้น ก่อนหน้าที่ตัวแทนของศาลยุติธรรมก็ได้ใช้สิทธิสงวนความเห็นต่อที่ประชุมสนช. แล้ว โดยเฉพาะมาตรา27ว่าด้วยการพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย หากไม่สามารถนำตัวจำเลยมาแสดงต่อศาล และ มาตรา28ว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีพิจารณา หากมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงและจำเลยมาแสดงตนต่อศาล ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวได้รับคำชี้แจงคำอธิบายไปแล้ว โดยผลสรุปคือมติที่ประชุมสนช. ข้างมากก็พิจารณาให้บทบัญญัตินั้นผ่านใช้เป็นกฎหมาย” นายอุดม กล่าว

นายอุดม กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นที่ศาลยุติธรรมติดใจและมองว่าอาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา267กำหนดได้ให้สิทธิผู้ทำความเห็นยัง สนช. มีเฉพาะ กรธ., ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง โดยในที่นี่องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ ป.ป.ช.ที่ร่วมพิจารณาระบุแล้วว่าเนื้อหาไม่มีปัญหา ดังนั้นจะเหลือเพียง กรธ. ที่เตรียมจะพิจารณา ซึ่งขณะนี้ตนยังตอบไม่ได้ว่าจะมีการเสนอเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่ามีโอกาสน้อย.

นายอัชพร จารุจินดา กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่าศาลยุติธรรมกังวลกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   ว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องกสรอำนาวยความยุติธรรม จากกรณีที่กำหนดให้สามารถดำเนินคดีลับหลังจำเลย ว่า ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้องค์กรและหน่วยงานที่มีสิทธิจะเสนอความเห็นและโต้แย้งต่อประเด็นเนื้อหากฎหมายลูกที่ส่อขัดแย้งต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไรคือ องค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนองค์กรอื่นที่นอกเหนือจากนั้นไม่มีสิทธิทำความเห็น

“ส่วนที่ศาลเห็นว่าบทบัญญัตินี้มีปัญหาและจะขอแก้ไข โดยตามข้อกฎหมายไม่มีสิทธิเสนอได้โดยตรง แต่อาจจะเสนอส่งผ่านมา กรธ. เพื่อให้ส่งต่อมายัง สนช. ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองก็ส่งความเห็นมาทาง กรธ. แต่เรื่องนี้ กรธ. เป็นผู้เสนอเองจึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าหากศาลยุติธณรมเสนอว่า จะทำควาเห็นหรือไม่”  นายอัชพรกล่าว

ประเดิมเปิดร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287928

เวทีภาคกลางประเดิมเปิดร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อ หวังเป็นฉันทามติ ขับเคลื่อนประเทศพร้อมเผยภาคผนวก”บิ๊กตู่”ดันตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง เลือกนักการเมืองรับผิดชอบ

           17 ก.ค.60 พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นประธาน เปิดเวทีสาธารณะ ในพื้นที่ภาคกลาง 26 จังหวัด เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม โดยมีประชาชน ตัวแทนกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองในภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ร่วมทั้งหมด 312 คนในพื้นที่จ.ภาคกลาง จังหวัดละ 12 คน  71 พรรค การเมือง 2 กลุ่มการเมือง  เช่น นายชวลิต วิชัยสุทธิ์ อดีตรักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายธนา ชีรวินิจ อดีตสส. กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึง NGOs  ภาคประชาสังคม และ ภาคเอกชน เข้าร่วมเวทีอย่างคับคั่ง
พล.ท.กู้เกียรติ กล่าวเวที ว่า  ตนทราบว่าทุกภาคส่วนต้องการให้ประเทศมีความสามัคคีและเดินไปข้างหน้าอย่างสันติ จึงคาดว่าการจัดเวทีครั้งนี้จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ราบรื่น มีบรรยากาศยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย ปราศจากความขัดแย้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามัคคีในอนาคต ขณะเดียวกันเป้าหมายปรองดอง คือการมุ่งเน้น การแก้ไขปัญหาประชาชน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความสามัคคีให้เกิดความยั่งยืน โดยคำนึงถึง ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งการเก็บข้อมูลที่หลากหลายสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชน จะส่งผลให้สัญญาประชาคมมีความสมบูรณ์ และเป็นฉันทามติที่สมบูรณ์ เพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าไปในอนาคต

สำหรับการเสวนาครั้งนี้ พล.ต.อภิศักดิ์ สมบัติเจริญนนท์ ผู้แทนคณะอนุกรรมการพิจารณา การบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีพล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และพล.ต.ชนาวุธ บุตรกินรี ผู้แทน คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนฯ ที่มีพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ได้ร่วมกันกล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการกว่าจะเป็นร่างสัญญาประชาคม โดยเน้นย้ำว่าร่างสัญญาประชาคมเป็นการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน

สำหรับเนื้อหาร่างสัญญาประชาคม แบ่งเป็น3 ส่วนคือ บทนำ ความคิดเห็นร่วม และภาคผนวก  โดยความคิดเห็นร่วมมี 10 ข้อ ประกอบไปด้วย 1. คนไทยทุกคน เพิ่งร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องและกรอบกฎหมาย มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนยอมรับความแตกต่างทางความคิดส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมและยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกรัฐสภา

2. คนไทยทุกคนพึงน้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ในชีวิต 3. คนไทยทุกคนพึงยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม 4. คนไทยทุกคนพึงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. คนไทยทุกคนพึงส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต และสาธาณะสุข 6. คนไทยทุกคนพึงเคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฏหมาย สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม 7. คนไทยทุกคนพึงใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน 8. คนไทยทุกคนพึงตระหนัก ในการส่งเสริมสังคมให้มีมาตรฐานสากล ตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี
9. คนไทยทุกคนพึงส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 10. คนไทยทุกคนเรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้นยังมีภาคผนวกที่เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งหมด 15 ข้อ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกับ ร่างสัญญาประชาคมรายละเอียดเพิ่มเติมเช่น ประเด็น การไม่ใช้อำนาจบริหารเพียงหวังคะแนนเสียงทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยทั้งนี้ต้องมีกลไกควบคุมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการประกาศ โฆษณานโยบายที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้านรวมทั้งกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชน
“การทุจริตระดับนโยบายจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่นการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองและประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐ นักการเมืองทุกคนต้องยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ ภาคการเมืองต้องปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองที่เหมาะสม พร้อมกันนั้นคนไทยต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนและยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นนอกจากนี้จะต้องส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์และยุติธรรมรวมถึงการยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่เป็นไปด้วยความชอบธรรม” เนื้อหาส่วนหนึ่งของภาคผนวกระบุ

นอกจากนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเน้นในเรื่อง การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเสรี ส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นการพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร ทั้งนี้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและยกระดับรายได้ของประชาชนโดยรวม

การให้ความร่วมมือในการจัดการการทุจริตฉ้อฉลและอำนาจนอกระบบอย่างเด็ดขาด โดยการนำหลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารจัดการที่ดีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใสและตรวจสอบได้ การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เพื่อจูงใจให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในภาครัฐและสามารถเจริญก้าวหน้าตามความสามารถและผลสัมฤทธิ์ของงาน ทั้งนี้การบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบและต้องขจัดการซื้อขายตำแหน่งเรียกรับผลประโยชน์ในทุกโครงการ

นอกจากนี้แล้วยังให้มีการกระจายอำนาจให้องค์การการปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการบริหารงานให้ภาครัฐและให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารงานแบบรวมศูนย์ โดยที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งให้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเอง รวมทั้งให้ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม จึงจะเป็นการบริหารชุมชนให้เป็นประชาธิปไตยทั้งนี้ ทั้งนี้ประชาชน ชุมชน. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ช่วยกันอนุรักษ์ บำรุงรักษาฟื้นฟูและบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องของชุมชนและศาสนา

ประชาชนมีคุณภาพของชีวิตที่ดี  เท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งในด้านการศึกษา และการส่ธารณะสุข  โดยด้านการศึกษาเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาและมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และได้มาตรฐานสากล ส่วนในด้าน สาธารณสุข ประชาชนจะได้รับการบริการอย่างทั่วถึงและมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค รวมถึงการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการที่ดีของประชาชน

“ยิ่งลักษณ์”มีสิทธิร้องขอศาลฎีกาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287923

สสร, พนัส ทัศนียานนท์, ยิ่งลักษณ์, ปปช

 อดีตสสร.40 ยก ม.212  ชี้”ยิ่งลักษณ์”มีสิทธิร้องขอศาลฎีกาฯ ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ ม.5 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

         17 ก.ค. 60 นายพนัส ทัศนียานนท์ นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตสสร. ปี 40 กล่าวถึงกรณีทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กระบวนการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า จากการศึกษาม.5 ของพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 และบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้การพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ให้ยึดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นหลัก และให้ศาลใช้ดุลพินิจในการพิจารณาไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 60 ม.235 วรรค 6 กำหนดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีการไต่สวนหาพยานหลักฐานข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ เพราะฉะนั้นหลักของม. 235 เป็นหลักใหม่ ไม่ใช่การให้ใช้ดุลพินิจเหมือนเดิมแล้ว แต่เป็นหลักความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนเพิ่มเติมได้ ต้องคำนึงต้องไม่ให้เกิดความได้เปรียบ หรือเสียเปรียบกัน
“ด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติม.5 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาว่าสมควรมีการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ จึงขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติม.235 วรรค 6 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งในแง่เจตนารมณ์และลายลักษณ์อักษร”นายพนัส กล่าว
ทั้งนี้กรณีคดีโครงการรับจำนำข้าว นอกจากที่ผ่านมามีการรวบรัด สำนวนยังไม่สมบูรณ์แล้ว ยังมีการไปเอาหลักฐานมาเพิ่ม ที่ไม่ได้น้อย ๆ อย่างรายงานผลการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ชุดของม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีเอกสารเป็นหลายพันแผ่น ซึ่งป.ป.ช.ไม่ได้กำหนดให้ทำ และยังเอาคดีอื่น ๆ เข้าไปอีก ซึ่งเป็นการผิดหลักตามที่กฎหมายกำหนดที่ให้ยึดสำนวนป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี โดยทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เสียเปรียบ ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอสืบพยายามเพิ่มเติมเ แต่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบแน่นอน
นายพนัส กล่าวว่า ตรงนี้จึงถือเป็นสิทธิของคู่ความที่จะร้องขอให้ศาลส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยม.212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับคดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่วามโต้แย้งพร้อมให้เหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ต้องด้วยม.5 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย โดยระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่ามีคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตามในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้ โดยทั้งนี้ไม่ถือเป็นการประวิงเวลา แต่เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีในประเด็นที่เขาคิดว่าต่อสู้ได้ แต่หากศาลฯไม่ส่งให้ศาลวินิจฉัย ฝ่ายน.ส.ย่ิงลักษณ์ มีสิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองได้

เจออีกช่อง กกต. จ่อชง ตีความ ผู้ตรวจการเลือกตั้งขัดรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287871

คมชัดลึก, รธน, ขัด, ผู้ตรวจการเลือกตั้ง, อีกช่อง, ค้นเจอ, กกต, เจออีกช่อง, กกต, จ่อชง, ตีความ, สมชัย,  18 กค

“สมชัย” ชี้ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ขัด รธน. เตรียมเพิ่ม ประเด็นการส่งศาลรธน.ตีความ

17  ก.ค. 2560 – นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้  ( 18 ก.ค.)   ที่จะมีการประชุม กกต. ที่จะพิจารณาประเด็นการส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.ป.กกต.ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยตนจะเสนอให้มีการเพิ่มเติมประเด็นการกำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งว่าเป็นการเขียน กฎหมายที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมอีกหนึ่งประเด็น  เนื่องจากกลไกการออกแบบดังกล่าว   เป็นการออกแบบที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 78   ที่รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ   การตัดสินใจทางการเมืองและการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอีกทั้งขัดกับมาตรา 224(2) ที่กำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม    เนื่องจากกลไกผู้ตรวจการเลือกตั้ง  เป็นกลไกที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม  และไม่สามารถทำให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวจะต้องรอมติจากคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ว่า  เห็นสมควรให้เพิ่มเติมประเด็น  เพื่อส่งให้กับศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

“แรงบันดาลใจในเรื่องนี้ ได้รับจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่หันมาทบทวนประเด็นไพรมารีโหวตว่า อาจเป็นกลไกที่ทำให้การเลือกตั้งไม่ประสบความสำเร็จ  ดังนั้น   เมื่อผมเห็นว่าเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้ง เป็นกลไกที่หากนำไปใช้อาจไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมได้   อีกทั้งเป็นการแต่งตั้งจากส่วนกลางทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดดารมีส่วนร่วม ผมจึงเห็นสมควรเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว”นายสมชัย กล่าว

“เสรี”ชี้กม.อาญานักการเมืองไม่ขัดหลักสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287711

สปท, เสรี สุวรรณภานนท์, เสรี, สปท

“เสรี”ชี้กม.อาญานักการเมืองไม่ขัดหลักสากลสงสัยยื่นศาลรธน.ตีความได้

          15 ก.ค.60  นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (สปท.) กล่าวถึงกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าสนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ….. ว่า การออกกฎหมายดังกล่าวเพื่อใช้ในการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับวิธีพิจารณาคดีของศาลทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องที่สามารทำได้ ไม่ใช่เป็นออกกฎหมายเพื่อบทลงโทษ หรือไปเพิ่มโทษ ให้หนักขึ้นหรือการกระทำที่ไม่ผิดแล้วให้กลายเป็นผิดทำไม่ได้ ร่างกฎหมายนี้เป็นการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนวิธีพิจารณาคดีที่มีปัญหาของคดีอาญานักการเมืองทั้งในเรื่องอายุความสะดุดหยุดลง ผลของระยะเวลาในการพิจารณา ซึ่งเป็นปัญหาในขณะนี้
“ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิหรือขัดต่อหลักสากลหรือต่างประเทศทำ เพราะอยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้หลักอะไร ประเทศของเราก็ต้องเลือกวิธีกำหนดกติกาที่เหมาะกับสังคมของเรา ไม่เช่นนั้นจะจะจัดการกับทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นมากมายเช่นนี้ได้หรือ ผมคิดว่าการออกฎหมายเช่นนี้ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งใคร เพราะไม่ส่งผลต่อคดีที่ขาดไปแล้ว แต่มีผลต่อคดีที่จำเลยหลบหนีศาล ตามที่บทเฉพาะกาลบัญญัติ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นแค่แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาคดีไม่ให้สะดุด แต่หากใครสงสัยว่าขัดต่อหลักกฎหมาย หลักสิทธิพลเมืองอะไรก็สามารถใช่ช่องทางยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้”นายเสรี กล่าว

นายกฯลั่นลงนามสัญญาประชาคมต้องลดวุ่นวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287555

นายกฯลั่นลงนามสัญญาประชาคมต้องลดวุ่นวาย

ปยป, นายกฯ, ศาสตร์พระราชา, ปยป, คสช

“ป.ย.ป.”จัดเวทีฟังความเห็นปรองดอง 17-20 ก.ค. เปิดเฟซบุ๊ค “ปรองดองเป็นของประชาชน” ลั่นลงนามสัญญาประชาคมต้องลดความวุ่นวาย

          14 ก.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า ข่าวสารสำคัญในช่วงนี้ก็คือภารกิจการสร้างความปรองดอง ที่ทุกคนอยากทราบของรัฐบาลและคสช. ตนอยากให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้า และเชิญชวนให้มีส่วนร่วมคือคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของป.ย.ป.จะจัดเวทีสาธารณะ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง ช่วงสัปดาห์หน้า วันที่ 17–20 ก.ค.ทั้งนี้เป็นผลมาจากการรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน รวมทั้งจากพรรคการเมืองจะนำมาจัดทำร่างสัญญาประชาคม หากประชาชนสนใจติดตามความคืบหน้าสามารถหาข้อมูลได้โดยตรง จาก Facebook ชื่อปรองดองเป็นของประชาชน โดยเวทีสาธารณะในครั้งนี้ นอกจากต้องการสร้างความตระหนักรู้แล้ว ก็ยังจะเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมอีกด้วย
“ก่อนที่จะนำมาจัดทำเป็นสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ ผมก็ได้สั่งการไปแล้วในสัญญาฉบับประชาคมนั้น จะต้องมีแนวทางในการปฏิบัติด้วย ไม่เช่นนั้นมันก็จะมีเฉพาะในเรื่องของนามธรรม ต้องมีอะไรที่จะร่วมมือกันบ้าง เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ขัดแย้ง ไม่มีการใช้อาวุธ แนบไปกับสัญญาประชาคมด้วย ถ้าเซ็นต์กันแล้วก็ต้องไม่เกิดความวุ่นวายสับสนอลม่าน เหมือนที่ผ่านมาก่อนปี 2557 และเราจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป เสมือนการกระตุ้นจิตสำนึกความเป็นไทย ความรักชาติ และสัญญาทางใจ ว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร เราจะร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง สังคมที่มีสันติสุขของเราได้อย่างไรในอนาคต ประชาชนเป็นผู้กำหนดตรงนี้ไม่ใช่นักการเมือง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ปมเหรียญเชิดชูเกียรติ “ปู” ขออย่าซ้ำเติมกันอีกเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287601

ไม่อนุญาต, เฟซบุ๊ก, เพจ, เชิดชูเกียรติ, ที่ระลึก, เหรียญ, ปู, คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ยิ่งลักษณ์, อ่านต่อ

“ยิ่งลักษณ์” ไม่อนุญาตให้ใครหรือผู้ใดนำรูปไปทำเหรียญที่ระลึกใดๆ ทั้งสิ้น รักกันจริงขออย่าซ้ำเติม หากเกิดความเสียหายจะดำเนินการทางกฎหมาย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเพจ Yingluck Shinawatra ไม่เคยมีความประสงค์ในการจัดทำเหรียญเชิดชูเกียรติตัวเอง ไม่อนุญาตให้ใครหรือผู้ใดนำรูปไปทำเหรียญที่ระลึกใดๆ ทั้งสิ้น ระบุ

 

ปมเหรียญเชิดชูเกียรติ "ปู" ขออย่าซ้ำเติมกันอีกเลย

 

” จากกรณีที่มีผู้จัดทำเหรียญเชิดชูเกียรติดิฉันและทำการโฆษณาเพื่อจัดจำหน่ายไปก่อนนี้นั้น ดิฉันขอเรียนว่า ดิฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยมีความประสงค์ในการจัดทำเหรียญ และไม่อนุญาตให้ใครหรือผู้ใดนำรูปไปทำเหรียญที่ระลึกใดๆ ทั้งสิ้น ก็อยากจะขอร้องว่าถ้ารักกันจริง ขออย่าซ้ำเติมกันอีกเลยค่ะ

ขอขอบคุณในความปรารถนาดี เพียงแค่รู้ว่ามีคนเข้าใจและเห็นใจกันก็ดีใจมากแล้ว ขอความกรุณายุติเถิดนะคะ เพราะดิฉันก็ไม่อยากดำเนินการทางกฎหมายอะไรกับใคร ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายจริงๆ ขอบคุณค่ะ ”

กม.อาญานักการเมืองไม่ได้เล็ง“ทักษิณ”คนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287578

กม.อาญานักการเมืองไม่ได้เล็ง“ทักษิณ”คนเดียว

“วิรัตน์”ชี้กม.อาญานักการเมืองไม่ได้เล็งเป้าที่“ทักษิณ”คนเดียว “องอาจ”ระบุถ้าไม่พิจารณาลับหลัง ก็เอาผิดนักการเมืองหลบหนีไม่ได้สักที

         14 ก.ค.60 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คิดว่าการพิจารณาคดีความอาญาโดยทั่วไป ก็ต้องพิจารณาต่อหน้าจำเลย เพื่อให้จำเลยต่อสู้คดีอย่างชอบธรรม สำหรับการดำเนินคดีทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะการดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตของนักการเมือง ด้วยการพิจารณาเหมือนคดีอาญาโดยทั่วไป มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการที่จะเอานักการเมืองมาลงโทษ ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมาจึงได้ตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมา ทำให้การดำเนินประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ยังมีนักการเมืองบางส่วน ไม่เฉพาะนายทักษิณ ที่ยังหลบหนีคดีความต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับคนเหล่านี้ได้ เพราะคดีนักการเมืองส่วนมากเป็นคดีที่ได้มีการเตรียมการ และวางแผนที่จะกระทำความผิด ซึ่งการวางแผนต่าง ๆ ก็พร้อมที่ทำตัวเองให้พ้นผิดด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล นักการเมืองที่มีความผิดแล้วหลบหนีไม่ยอมมาต่อสู้คดีในศาลด้วยตัวเอง ก็ใช้อิทธิพลที่มีอยู่ในอดีต ใช้อำนาจเงินหลบคดีไปจนกว่าจะหมดอายุความ

นายองอาจ กล่าวต่อไปว่า ถ้าเราใช้กฎหมายอาญาปกติโดยทั่วไป คงไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองที่มีอิทธิพลเหล่านี้ได้ การออกกฎหมายเพื่อจะพิจารณาคดี ทุจริตหรือคดีความต่าง ๆ ของนักการเมืองที่มีอิทธิพลลับหลัง จึงไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ์ หรือผิดหลักสากลแต่อย่างใด เพราะจำเลยสามารถแต่งตั้งทนายความมารักษาสิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าเราไม่แก้ไขให้สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ก็คงเป็นการยากที่จะเอาผิดนักการเมืองที่มีอิทธิพลทั้งหลายได้ ดังนั้นการดำเนินการอย่างนี้จะทำให้นักการเมืองที่คิดทุจริตคงต้องไตร่ตรองมากขึ้น คงไม่สามารถใช้เงินใช้ทองจากการทุจริต แล้วหลบหนี้ไปใช้ชีวิตเสวยสุขได้อีกต่อไป เพราะถึงแม้จะหลบหนีไปคดีของตัวเองก็ยังถูกพิจารณาต่อไปได้

“นอกเหนือจากเอาผิดนักการเมืองแล้ว ถ้าเป็นไปได้เรื่องคดีเกี่ยวกับการทุจริตอยากให้ครอบคลุมถึงข้าราชการที่มีส่วนกระทำการทุจริตแล้วหลบหนีไป ให้ถูกพิจารณาคดีความเหมือนกับนักการเมือง ที่สามารถพิจารณาคดีลับหลังได้ เพราะตอนหลังมักจะเห็นว่ามีข้าราชการจำนวนมาก ที่ทุจริตและใช้วิธีการหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ จนไม่สามรถพิจารณาคดีได้  ซึ่งในร่างพ.ร.บ.นี้หากใครเห็นว่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็อาจดำเนินการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่ส่วนตัวตนเห็นว่าไม่น่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”นายองอาจกล่าว

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ผ่านร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ… ที่ให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะสามารถฟื้นคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยหนีคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ใช้เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนไม่ว่าจะชื่ออะไร ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องชื่อนั้นชื่อนี้และไม่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไป เป็นเรื่องการทุจริตหรือการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ซึ่งบุคคลธรรมดาทั่วไปยังใช้กฎหมายทั่วไปอยู่  ทั้งนี้การเรียกร้องให้คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีอายุความคือหลบหนีก็ไม่มีผล พิพากษาแล้วหลบหนี จับได้เมื่อไหร่ก็ยังมีผลทันทีคือไม่ขาดอายุความ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองเรียกร้องมาหลายปีแล้ว

นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยนั้นปกติก็ใช้สำหรับคดีอาญาทั่วไปที่โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เป็นเรื่องที่ศาลอนุญาตให้พิจารณาลับหลังได้อยู่แล้ว แต่กระบวนการก่อนที่จะถึงจุดนี้คือจะต้องผ่านการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น ปปท. ป.ป.ช.และสตง.หากองค์กรเหล่านี้เห็นว่ามีมูลก็จะส่งเรื่องมายังอัยการสูงสุด (อสส.) ให้กลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง และถ้าหากอสส.เห็นว่าไม่ควรฟ้องเรื่องก็จบแต่หากเห็นว่าควรฟ้องก็ส่งเรื่องมายังศาลและเมื่อเรื่องถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ศาลประทับรับฟ้องแล้วก็เปิดโอกาสให้จำเลยได้มอบตัวภายใน 3 เดือน หากไม่มอบตัวในระยะเวลา 3 เดือน ศาลจึงจะมีอำนาจพิจารณาลับหลัง

“เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของจำเลย และเพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ก็ให้จำเลยสามารถแต่งตั้งทนายความเข้ามาทำหน้าที่ซักค้านแทนจำเลยได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทุกกรณี ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งจะอุทธรณ์ได้เฉพาะมีข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นนักการเมืองทุกคนจึงต้องสำเหนียกว่าต้องไม่กระทำผิด ต้องไม่ทุจริต ต้องไม่คอร์รัปชั่น เพราะหากทุจริตหรือคอร์รัปชั่นแล้วเพื่อรักษาสิทธิของตนก็ต้องอยู่สู้คดีอย่าหลบหนีคดี”นายวิรัตน์ กล่าว

ยื่นศาลรธน.ตีความกม.กกต.ไม่เลยเถิด!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287562

รัฐธรรมนูญ, กกต, ประวิช รัตนเพียร, ประวิช

“ประวิช”ย้ำกกต.ยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต.เป็นสิทธิ ไม่ได้เลยเถิด

         14 ก.ค.60  นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม  กล่าวถึงการที่กกต.เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.กกต.ว่า ที่ผ่านมา กกต. ได้ใช้ช่องทางที่ 1 ของรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้เกิดความกระจ่างในข้อกฎหมายซึ่งจบไปแล้วแต่ไม่ได้ผล ขณะนี้อยู่ในระหว่างประชุมที่ปรึกษากฎหมายเนื่องจากยังมีข้อบัญญัติทางกฎหมายบางส่วนที่ยังสงสัยว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะสามารถใช้ช่องทางที่ 2 คือยื่นในขณะที่ยังเป็นร่างพระราชบัญญัติก่อนทูลเกล้าฯได้หรือไม่หากไม่ได้ ก็จะรอเมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วหาช่องทางที่ 3 ต่อไป
“เราไม่ได้ใช้สิทธิ์กันเลยเถิด เพราะได้ข้อยุติอย่างไรก็จบ ดีกว่าไปเสี่ยงตอนที่มีการเลือกตั้งไปแล้ว เราก็ใช้กระบวนการเท่าที่รัฐธรรมนูญอนุญาต  และขั้นตอนเหล่านี้จะไม่กระทบต่อโรดแมปของการเลือกตั้งทั้งสิ้น เราไม่ได้ทำเพื่อว่าเราจะได้อยู่หรือไม่อยู่ต่อไป”นายประวิช กล่าว

สนช.ยันกม.จัดการนักการเมืองโกงไม่ได้เลือกปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287405

สนช, สมชาย แสวงการ, สนช, ยัน, จัดการ, นักการเมือง, โกง, ไม่ได้, เลือก, ปฏิบัติ

สนช.ยันกม.จัดการนักการเมืองโกงไม่ได้เลือกปฏิบัติ จับตาฟื้นคดีทุจริตไต่สวนลับหลังทักษิณ

           13 ก.ค.60 นายสมชาย แสวงการ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังสนช.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาเพื่อบังคับใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพราะการใช้กฎหมายจะต้องบังคับกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับรวมไปถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย

ขณะเดียวกัน การกำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถไต่สวนลับหลังจำเลยได้ตามกฎหมายนั้นเพราะต้องการให้กระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบการทุจริตสามารถเดินไปได้ แม้ว่าจะไม่มีตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อศาลก็ตาม อย่างไรก็ตาม การไต่สวนคดีลับหลังจำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้หลบหนีภายหลังมีการออกหมายจับ
นายสมชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุที่จำเลยหนีไม่ว่าก่อนหรือระหว่างการพิจารณาคดี ส่งผลให้ศาลจำเป็นต้องจำหน่ายคดีเป็นการชั่วคราวแต่สำหรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่ ศาลฎีกาฯสามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ เพื่อไม่ให้กระบวนการสะดุดลง
“ไม่ได้เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อเลือกปฏิบัติกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นความต้องการที่อยากให้เกิดความยุติธรรมและให้กลไกตรวจสอบการทุจริตมีประสิทธิภาพสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” นายสมชาย กล่าว
แหล่งข่าวจากสนช.กล่าวว่า สมาชิกสนช.ส่วนใหญ่ได้อ่านเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าอาจจะมีผลให้คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราวเพราะเหตุที่นายทักษิณได้หลบหนีนั้นสามารถนำมาไต่สวนลับหลังนายทักษิณได้ โดยอาศัยบทบัญญัติตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่