บังคับคดี ฟุ้ง! ยอดขายทอดตลาด ทะลุเป้า!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288123

3 ไตรมาศปี60, ไกล่เกลี่ย, กู้กยศ, นสรื่นวดี  สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี, อธิบดีกรมบังคับคดี, บังคับคดี, ฟุ้ง, ยอดขายทอดตลาด, ทะลุเป้า, 9 เดือน

บังคับคดี ฟุ้ง ยอดขายทอดตลาด 3 ไตรมาส ทะลุ 95,596 ล้านบาท. เฉพาะไตรมาสที่ 3 ขายได้ กว่า 33,000 ล้านบาท พบกำลังซื้อสูงในเขตระเบียงเศรษฐกิจ

          เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 – ที่กระทรวงยุติธรรม น.ส.รื่นวดี  สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดีแถลงผลการบังคับคดีไตรมาสที่3เดือนเม.ย-มิ.ย.60 ว่า สามารถผลักดันทรัพย์สินขายทอดตลาดได้กว่า 33,869 ล้านบาท หรือร้อยละ 52.46เปอร์เซ็นต์รวม 3 ไตรมาส (9 เดือน) ผลักดันทรัพย์ได้กว่า 95,596 ล้านบาท จากเป้าหมายประจำปีที่วางไว้ 100,000 ล้านบาท ซึ่งยอดการผลักดันทรัพย์ครั้งนี้ สูงกว่าผลการผลักดันทรัพย์ในไตรมาสที่ 3 เมื่อปี 2559 ที่ขายทรัพย์ได้ 22,224 ล้านบาท

          “ซึ่งชี้ชัดว่าในระบบเศรษฐกิจผู้ซื้อตัดสินใจซื้อทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี จากกรมบังคับคดีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินว่างเปล่าและห้องชุด รวมทั้งยังมีกำลังซื้อทรัพย์ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) ฉะเชิงเทรา ระยอง และ ชลบุรีเพิ่มขึ้น”อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าว

          อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับการผลักดันทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น สระแก้ว สงขลาตราด หนองคาย  มุกดาหาร และ ตาก  ซึ่งพบว่าสิ่งปลูกสร้าง 6 ประเภท บ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ ทาวเฮ้าส์อาคารสำนักงานโกดัง โรงแรม และอื่นๆ มียอดการผลักดันทรัพย์เพิ่มขึ้น

          “ทั้งนี้สำหรับยอดรวมทรัพย์สินรอการขายทอดตลาดจนถึงวันที่1กค.ยังมีทรัพย์สินรอการขายทอดตลาดรวม132,208รายการประกอบด้วย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง77,424รายการที่ดินว่างเปล่า42,676รายการ ห้องชุด12,1081รายการรวมราคาประเมิน220,507 ล้านบาท”อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าว

           อธิบดีกรมบังคับคดี   กล่าวถึงผลการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีทั่วประเทศว่า ในไตรมาสทื่ 3 เดือน เม.ย-มิ.ย.2560 มีเรื่องเข้าสู่การไกล่เกลี่ยจำนวน 6,357 เรื่อง ทุนทรัพย์จำนวน 2,355,947 ล้านบาท ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 5,765 เรื่อง ทุนทรัพย์จำนวน 1,751ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับ 3ไตรมาสในช่วง3ปีที่ผ่านมาไกล่เกลี่ยสำเร็จถึง90เปอร์เซ็นต์ โดยผลของการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งหมด มีผลต่อการลดภาระหนี้สินหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ และหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือกยศ.ด้วย

          “อย่างไรก็ตาม การบังคับคดียังทำให้หนี้สินค้างชำระลูกหนี้เช่น กรณีแชร์นกแก้วทำให้ลูกหนี้กว่า7,000ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ได้รับการเฉลี่ยทรัพย์คืนจากทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ด้วย  ส่วนการบังคับคดีโทษปรับคดียาเสพติดโดยตั้งแต่เดือน ต.ค.2559-เม.ย.2560 มีจำนวนคดียาเสพติดเข้าสู่การบังคับคดีรวมจะนวนทั้งสิ้น 2,070 คดี ทุนทรัพย์ 862,956 ,963 บาท ราคาประเมิน 74 ล้านบาท ดำเนินการเสร็จ 679 คดี ทุนทรัพย์ 260 ล้านบาท ราคาประเมิน 28 ล้านบาท สามารถนำเงินส่งไปยังศาลได้ 16 ล้านบาท”อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวในที่สุด

21ก.ค.นี้”บิ๊กป๊อม”นัดเหล่าทัพส่งโผทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288103

บิ๊กป๊อก, 21กคนี้, ส่งโผทหาร, โผทหาร, 21กค60, บิ๊กป๊อม, บิ๊กป้อม, สสิน, บิ๊กแดง,  บิ๊กต๊อก, บิ๊กณะ, บิ๊กลือ, บิ๊กนุ้ย, บิ๊กต่าย, ผบทสส, ผบทบ, ผบทร, ผบทอ, ผชผบทบ, คสช, บิ๊กต้อ, บิ๊กณัฐ, บิ๊กต๊อก, บิ๊กอ้อม, ผบนรด, บิ๊กแช, บิ๊กตี๋

“บิ๊กป้อม” เรียกปลัดกห.-ผบ.ทสส.- เหล่าทัพ ส่งโผทหาร 21 ก.ค.นี้

         “บิ๊กป้อม” เรียกปลัดกห.-ผบ.ทสส.- เหล่าทัพ ส่งโผทหาร 21 ก.ค.นี้ ลงตัวเคาะ “บิ๊กเข้” ผงาดปลัดกลาโหม “สสิน” เป็นรองผบ.ทบ. ขณะที่ “บิ๊กแดง” ขึ้นผู้ช่วยผบ.ทบ. แน่นอน ด้าน“ บิ๊กต๊อก” ลอยลำเข้าวินผบ.ทสส. ขณะที่ทัพเรือ “บิ๊กณะ” เสนอ “บิ๊กลือ” ผบ.ทร. โยก “บิ๊กนุ้ย” เป็นรองปลัดกห. ฟาก “บิ๊กต่าย” นั่งรอง ผบ.ทอ. จ่อคิวแม่ทัพฟ้าปี 61

         เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560-แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลประจำปี 2560 ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม จะเรียกคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล ประกอบด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และพล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ประชุมครั้งแรก เพื่อนัดส่งบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลประจำปี 2560 ที่กระทรวงกลาโหม ในวันที่ 21 ก.ค.2560 นี้ ภายหลังจากที่ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส. และผู้บัญชาการเหล่าทัพได้จัดทำรายชื่อบัญชีโยกย้ายในส่วนของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะเป็น “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ซึ่งเป็นน้องรักของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพล.อ.ประวิตร ที่ก่อนหน้านี้เคยถูกหมายมั่นปั่นมือจะให้นั่งตำแหน่งผบ.ทบ. แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่เอื้ออำนวยจึงต้องให้พล.อ.เฉลิมชัย เป็นผบ.ทบ.ต่ออีก 1 ปี ส่วน “บิ๊กต้อ” พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะมาชิงเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหมกับพล.อ.เทพพงศ์นั้น คาดว่าจะนั่งเก้าอี้ในตำแหน่งรองผบ.ทบ. ส่วน “บิ๊กณัฐ” พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรมว.กลาโหม จะขึ้นนั่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อรอเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมในปีถัดไป

ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทย คาดว่าพล.อ.สุรพงษ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในปลายเดือนก.ย.นี้ จะเสนอชื่อ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็นผบ.ทสส. พร้อมขยับพล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี รองเสนาธิการทหารเป็นเสนาธิการทหารแทน ด้านกองทัพบกเป็นที่ชัดเจนว่า พล.อ.เฉลิมชัย จะผลักดันให้ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ทบ. มีม้ามืดอีกคนคือ “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ส่วน “บิ๊กแช” พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีกระแสข่าวว่าจะขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. ก่อนหน้านี้อาจจะถูกโยกให้เป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก อัตราพล.อ. พร้อมกับ “บิ๊กตี๋” พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 และอาจจะขยับให้ พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารบก

ส่วนกองทัพเรือคาดว่าพล.ร.อ.ณะ จะผลักดันให้ “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ เป็นผบ.ทร.คนต่อไป ส่วนคู่ชิงแคนดิเดต “บิ๊กนุ้ย” พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วยผบ.ทร.จะถูกโยกไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะพล.ร.อ.ลือชัย ต้องดูแลสานต่อโครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ฟากกองทัพอากาศ พล.อ.อ.จอม อาจจะขยับ “บิ๊กต่าย” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วยผบ.ทอ. มาดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ทอ. เพื่อจ่อคิวขึ้นเป็นแม่ทัพฟ้าในปี 61

“บิ๊กตู่” บอกเพ้อเจ้อ ปรับครม. เอา ผบ.ตร. เป็นรมต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288097

เพ้อเจ้อ, รัฐมนตรี, เลือกตั้ง, คมชัดลึก, บิ๊กตู่, บอกเพ้อเจ้อ, ปรับครม, เอา, ผบตร, เป็นรมต, กลาโหม, คสช

“บิ๊กตู่” ยัน ไม่คิดปรับครม. บอกเพ้อเจ้อ เอา “กลาโหม” ดูเลือกตั้ง เอา “ผบ.ตร.” เป็นรัฐมนตรี

18 ก.ค. 60 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการปล่อยข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีว่า “ผมยังไม่ได้คิดอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นข่าวใหญ่โตออกมาได้อย่างไร ไปกันใหญ่ โดยเฉพาะที่มีการพูดกันไปว่า ใครจะไปดูแลการเลือกตั้งทำไมจะต้องเอาใครไปดูการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งมีขั้นตอน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบมีกฎหมายอยู่แล้ว ใครจะรักษาการในระหว่างนั้นกฎหมายก็มีบัญญัติไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กระทรวงมหาดไทยเองก็มีหน้าที่เพียงสนับสนุนการเลือกตั้ง สนับสนุนคณะกรรมการกลเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่จะไปคุมการเลือกตั้ง เป็นคนละเรื่องกัน
“ส่วนหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีหน้าที่ไปดูแลเรื่องความปลอดภัยทั้งใน และนอกคูหา ที่เหลือก็ไปดูในเรื่องของการทำผิด การทุจริต ความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมมือกันภายใต้การทำงานของกกต. เพราะมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แล้วทำไมถึงไปเขียนกันว่าจะย้ายคนนี้ไปดูตรงนั้น เอากลาโหมไปดูการเลือกตั้ง เอาผบ.ตร.ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี เพ้อเจ้อ คิดไปได้อย่างไร คนคิดเข้ามาอยู่ในหัว ในสมองผมหรืออย่างไร ยืนยันว่าผมยังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.

“ชพน.”ห่วงสัญญาประชาคมไร้ขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288074

ร่างสัญญาประชาคม, ชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา, ชพน, รัฐบาล

“ชพน.”ห่วงสัญญาประชาคมไร้ขั้นตอนแนะ“เจ้าภาพ”ทำแผนให้ชัดเชื่อ“รัฐบาล”เจตนาดีเพื่อสร้างความปรองดองแก้ปัญหาปชช.พร้อมให้ความร่วมมือ

         18 ก.ค. 60  นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวสนับสนุนในแนวทางตามร่างสัญญาประชาคม เพื่อความสามัคคีปรองดอง ที่ทางกองทัพภาคเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความเห็นของส่วนที่เกี่ยวข้อง  เพราะเชื่อว่าเป็นเจตนาดีของรัฐบาลที่จะสร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นภายในประเทศและแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ของประชาชน อย่างไรก็ตามในร่างสัญญาประชาคมดังกล่าวควรกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาและสร้างความปรองดอง เพื่อไม่ให้มีปัญหาหลังจากที่จัดทำสัญญาประชาคมฉบับทางการแล้วเสร็จให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
“ร่างสัญญาประชาคมนั้น เชื่อว่าหลังการเดินสายไปตามภาคต่างๆ แล้วจะสรุปทำความเห็น เพื่อทำสัญญาประชาคมให้เกิดขึ้นจริง แต่สัญญาประชาคมไม่ใช่กฎหมาย จึงไม่ทราบว่าจะปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ถือเป็นความกังวลของพรรคชาติพัฒนา ดังนั้นทางที่ดีเจ้าภาพต้องมีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการสร้างความสามัคคีปรองดองของทุกภาคส่วนและเป็นภาพรวมของประเทศ” นายชลิตรัตน์ กล่าว.

“อัยการ” จ่อลงพื้นที่ สอบคลิป”เมาเบ่ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287979

เมาเบ่่ง, อัยการ, จ่อลงพื้นที่, สอบคลิปเมาเบ่ง, เมาเบ่ง

“ ปธ.กก.สอบข้อเท็จจริง” คลิป “อัยการเมาเบ่ง” เตรียมลงพื้นที่เมืองชล สอบสายตรวจ ขณะที่อัยการเจ้าตัว ยังไม่รายงานตัว หลังถูกย้ายประจำสำนักงานคดีแพ่ง กท.ใต้

          เมื่อวันที่17ก.ค.60 – นายประยุทธ ป.สัตยารักษ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ในฐานะประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงนายธนพล จูฑะเตมีย์ อัยการพิเศษสำนักงานคดียาเสพติด1ที่เป็นบุคคลในคลิปมีลักษณะมึนเมา เเละให้ตำรวจสายตรวจ สภ.แสนสุข ขอโทษตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า หลังจากที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ตน เเละ พนักงานอัยการอีก2คนเป็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่11ก ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตามหลักเเล้ววิธีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องมีการสอบคู่กรณีทั้ง2ฝ่าย

          โดยจะเริ่มจากการสอบฝ่ายคู่กรณีที่เป็นสายตรวจ สภ.แสนสุข ทั้ง2คนก่อนเเล้วจึงค่อยมาสอบ นายธนพลผู้ถูกกล่าวหาว่า จะให้ข้อเท็จจริงอย่างไรเเละมีพยานอย่างไร ซึ่งการสอบสวนนอกจากคู่กรณีเเล้วยังต้องดูพยานเเวดล้อมอีกด้วย เเละเมื่อสอบสวนได้ความเเล้ว คณะกรรมการฯ ก็จะเสนอความเห็น เรื่องการลงโทษ ไปยังอัยการสูงสุดที่จะมีคณะทำงานพิจารณาอีกคณะหนึ่ง ซึ่งตนก็จะพยายามดำเนินการสอบสวนเรื่องให้แล้วเสร็จภายใน30วันตามกรอบระยะเวลา

ขณะนี้ยังไม่ได้เรียกนายธนพล มาสอบ เพราะคณะกรรมการฯ จะเริ่มต้นสอบปากคำคู่สายตรวจ สภ.แสนสุข ที่ จ.ชลบุรีก่อน ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะต้องปรึกษาหารือกำหนดคำถามให้ชัดเจนก่อนว่า จะสอบถามในประเด็นใดบ้าง มีพยานเเวดล้อมอย่างไรเเล้ว จากนั้นจะนัดกับอัยการจังหวัดชลบุรี เพื่อกำหนดสถานที่การสอบปากคำ ต่อไปอาจจะเป็นที่ สภ.เมืองชลบุรี หรือ บก.ภ.จ.ชลบุรีก็ว่ากันไป

ส่วนที่นายธนพล จะขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ออกมาชี้เเจงเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนสามารถทำได้หรือไม่นั้น  นายประยุทธ กล่าวว่า การจะออกมาชี้แจงสื่อมวลชน นายธนพลจะต้องได้รับอนุญาตจากอสส.หรือผู้รักษาการเเทนอัยการสูงสุด เท่านั้นจึงจะสามารถกระทำได้

ขณะที่นายโสภณวิชญ์ มณีโรจน์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้นายธนพล มาช่วยราชการที่สำนักงานอัยการคดีเเพ่งกรุงเทพใต้ว่า ตนเพียงทราบจากสื่อมวลชนถึงคำสั่งดังกล่าวเท่านั้น เเต่ขณะนี้นายธนพล ยังไม่มารายงานตัว คาดว่านายธนพล อาจอยู่ระหว่างเดินทางไปรับคำสั่งที่สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ศูนย์ราชการ ถ.เเจ้งวัฒนะ ก็เป็นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงขณะยังไม่สามารถติดต่อนายธนพลได้ เเละมีรายงานว่า ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ อัยการสูงสุดอยู่ระหว่างไปราชการที่สหรัฐฯ

กม.อาญานักการเมืองใช้บังคับทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287962

กมอาญานักการเมือง, สนช, สมชาย แสวงการ, สมชาย, กมธ, พรบ, สนช, กรธ, ICCPR, รมว

 “สมชาย”แจงกม.อาญานักการเมืองใช้บังคับกับทุกคน ชี้คดีไม่นับอายุความหากหนีต้องหนีตลอดชีวิต

         17 ก.ค. 60 นายสมชาย แสวงการ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ … .สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงว่า การแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฯนี้ให้มีผลกับคดีที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของชั้นศาล ซึ่งสนช. ,กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผู้แทนจากศาลรัฐธรรมนูญ,ได้ตรวจสอบดูแล้วว่า การพิจารณาคดีอาญาโดยตัวจำเลยไม่อยู่หรือที่เรียกกันว่าการพิจารณาลับเหลังจำเลยนั้น ไม่ได้ขัดกับหลักสากล เนื่องจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) นั้นให้ข้อยกเว้นในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล ศาลก็พิจารณาหลับหลังได้
นายสมชาย กล่าวว่า  ร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ไม่มีเจตนาจะล่าแม่มดหรือเอาผิดกับคนบางคน แต่มีเป้าหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฯนี้ไม่มีผลย้อนหลัง มีแต่เดินไปข้างหน้า โดยหลักร่างพ.ร.บ.ฯเป็นการเปลี่ยนวิธีในการดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมาการใช้พ.ร.บ.พิจารณาคดีแบบเดิมสามารถนำเอานักการเมืองแค่เพียงคนเดียวคือนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการ (รมว.)กระทรวงสาธารณสุขมาติดคุกเท่านั้น ส่วนคดีที่เหลือผู้ต้องสงสัยก็หลบหนีออกนอกประเทศไปหมด
นายสมชาย กล่าวว่า เนื้อหาที่บัญญัติในร่างพ.ร.บ.ฯนี้นั้นจะยึดถือตามหลักสากลเป็นหลัก คือมีการออกหมายเรียกหมายจับเมื่อฝ่ายจำเลยได้รับหมายจับ ถ้าเขาไม่มาศาลแต่ว่าแต่งทนายเข้ามาสู้คดี เขาก็ยังได้สิทธิรื้อฟื้นคดีและได้สิทธิอุทธรณ์ด้วย แต่ถ้าหาก 3 เดือนหลังจากที่จำเลยได้รับหมายจับ จำเลยยังไม่มาปรากฏตัวที่ศาล ศาลก็มีสิทธิพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้  ส่วนอายุความของคดีสำหรับผู้ที่สู้คดีนั้นก็ยังเท่าเดิมทุกประการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อร่างพ.ร.บ.ฯฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว จะดำเนินการอย่างไรกับคดีที่พิพากษาไปแล้ว จำเลยยังหลบหนีอยู่และก็อยู่ในอายุความ นายสมชาย กล่าวว่า ต้องดูที่มาตรา 24 ของร่างพ.ร.บ.ฯ  ในวรรค 1,2 และ 3 ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่แล้ว ถ้าจะนำมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ การหนีคดีนั้นจะต้องมีการแบ่งลักษณะให้ชัดเจน กรณีที่จำเลยหลบหนีไปก่อนมีคำพิพากษาของศาล กรณีที่จำเลยไม่ยอมไปที่ศาล ถ้าหากทำแบบนี้ก็จะทำให้อายุความของคดีสะดุดลงทันที ถ้าเขากลับมา ก็ต้องนับอายุความต่อเนื่องไป ดังนั้นถ้าเขาจะหนีก็ต้องหนีไปให้ตลอดชีวิต
นายสมชาย  กล่าวต่อว่า จากนี้จะต้องส่งร่างพ.ร.บ.ฯไปให้กับกรธ.ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่น ๆ เพื่อให้เขาดูว่าจะขัดต่อเจตนาของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ตนยังตอบไม่ได้จะตั้งกรรมการวิสามัญหรือไม่ แต่ถ้าหน่วยงานที่เขารับร่างพ.ร.บ.ฯไป หากเขาเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา

“เพื่อไทย -ปชป.”หนุนปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287955

ชวลิต วิชยสุทธิ์, เพื่อไทย, -ปชปหนุนปรองดอง, เพื่อไทย -ปชป

“เพื่อไทย -ปชป”หนุนปรองดองเต็มที่ ด้านชวลิต เผยเนื้อหาไม่ครอบคลุม ขาดปมสาเหตุขัดแย้ง

          17 ก.ค.60 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า จากการรับฟังร่างสัญญาประชาคมเห็นว่ามีการประดิษฐ์ถ้อยคำที่สวยงามซึ่งต้องดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร  เบื้องต้นตนยังไม่ขอเเสดงความคิดเห็นเพราะต้องนำรายละเอียดของร่างสัญญาประชาคมไปพูดคุยภายในพรรคก่อน แต่เห็นว่าร่างสัญญาประชาคมดังกล่าวยังไม่ได้ลงลึกไปในรายละเอียด ที่ต้องมีการพูดถึงการเยี่ยวยาและสาเหตุของความขัดแย้งอย่างรายงานฉบับของคณะกรรมการอิสระและตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. และรายงานฉบับของสถาบันพระปกเกล้า  อย่างก็ไรตามยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะให้ความร่วมมือต่อกระบวนการดังกล่าวอย่างเต็มที่

นายธนา ชีรวินิจ อดีตส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังเข้าร่วมเวที “ร่างสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความปรองดอง”ว่า เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าเรื่องปรองดอง ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการปรองดองโดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ในส่วนร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อนั้น ตนไม่ขอวิจารณ์  แต่เชื่อว่าประชาชนที่ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆนั้น จะเข้าใจในวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป

“มาร์ค”เหน็บ ตั้งศูนย์รับร้องเรียนในค่าย แค่พีอาร์การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287947

บิ๊กตู่, แค่พีอาร์ก, เหน็บ, ตั้งศูนย์ร้องเรียน, เรื่องทุจริต, ในค่ายทหาร, คมชัดลึก, มาร์คเหน็บ, แค่พีอาร์การเมือง, มาร์ค, อภิสิทธิ

“อภิสิทธิ” ชี้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุจริตในค่ายทหารไม่แก้ปัญหา แถมตอกย้ำกระบวนการปกติต้องปรับปรุง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการต้องถามทางสถานีโทรทัศน์ ฟ้าวันใหม่  ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. สั่งให้ คสช.เปิดศูนย์รับเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่ภายในค่ายทหารว่า เป็นการประชาสัมพันธ์ทางการเมือง เป็นการสื่อสารว่าเขาต้องการเอาจริงเรื่องทุจริต  แต่หากมองในเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาไม่น่าจะเป็นวิธีที่ดีสุด  นอกจากนี้ยังทำให้เกิดคำถามที่ตามมาคือ หากคิดว่าระบบปกติยังทำงานไม่ได้ หรือยังทำไม่ดี เหตุใดไม่แก้ที่ระบบเดิมให้มีประสิทธิภาพ เพราะการใช้วิธิเช่นนี้ แน่นอนว่ามันไม่ยั่งยืน และยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกตอกย้ำว่า การแก้ไขในกระบวนการปกติแม้แต่ตัวท่านเองก็ยังไม่ไว้ใจหรือเห็นว่ามีความบกพร่องต้องมีการปรับปรุงใช่หรือไม่

นายอภิสิทธิ กล่าวต่อว่า  ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความกระจ่างให้ชัดเจน กรณีอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า  การระบายข้าวล็อตสุดท้ายในสต็อคของรัฐบาล มีการจงใจประเมินคุณภาพข้าวดีให้เป็นข้าวคุณภาพต่ำ และนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ รวมถึงกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่ามีฮั้วประมูลข้าวเสื่อมสภาพที่ค้างสต็อกรัฐ โดยอ้างชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ตัดชื่อบริษัทเอกชนบางรายออก ซึ่งหากตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริงจะได้หายสงสัย แต่หากเป็นความจริงก็ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อชื่อเสียงของรัฐบาล คสช.และทหาร

“อภิสิทธิ์” หนุนกฎหมายดำเนินคดีลับหลัง เอาผิดนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287943

คมชัดลึก, ลับหลัง, ดำเนินคดี, นักการเมือง, เอาผิด, กฎหมาย, หนุน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, อภิสิทธิ์, เอาผิดนักการเมือง, พรบ

“อภิสิทธิ์” หนุนกฎหมายวิธีพิจารณาคดีนักการเมือง ชี้เอาผิดนักการเมืองหนีคดีได้ ยันไม่ใช่เรื่องเอาผิดย้อนหลัง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการต้องถาม ถึงกรณีร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า กฎหมายดังกล่าวพยายามแก้ไขปัญหาคนที่มีอิทธิพลหนีคดี และเนื้อหามีความระมัดระวังไม่ให้กระทบกับหลักความยุติธรรม ทั้งนี้ ควรจะสนับสนุนมาตรการใดก็ตามที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

“การอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลัง จากการตรวจสอบกฎหมายของต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่มีปัญหาดังกล่าว เพราะมีหลักไม่พิจารณาคดีลับหลัง แต่บางประเทศก็อนุญาตไว้เหมือนกับบ้านเรา พบว่าการจะพิจารณาคดีลับหลังได้นั้น จะมีเงื่อนไขว่าจำเลยได้รับการแจ้ง หรือรู้ว่าจะมีการดำเนินคดี อีกทั้งจำเลยมีสิทธิ์ตั้งทนายต่อสู้ ดังนั้น จึงเข้าใจว่าประเด็นที่ไม่เห็นด้วยให้พิจารณาคดีลับหลังนั้นอาจเป็นกรณีที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ไม่มีสิทธิ์ต่อสู้ และอยู่ดีๆก็นำเขาขึ้นศาลเพื่อพิพากษา แบบนั้นไม่ยุติธรรมแน่นอน แต่สำหรับกฎหมายที่บ้านเราอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังนั้น เป็นการแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จงใจไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นถือว่าไม่น่าขัดกับหลักความยุติธรรม โดยเฉพาะจำเลยสามารถตั้งทนายต่อสู้ได้ อีกทั้งยังกำหนดว่าหากจำเลยตัดสินใจกลับมาสู้และมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะส่งผลต่อคำพิพากษาสามารถรื้อฟื้นคดีได้ ซึ่งเป็นสิทธิ์นอกจากอุทธรณ์คดีซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถือเป็นการให้ความยุติธรรมกับจำเลย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อโต้แย้งในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ บทเฉพาะกาล มาตรา 67 ที่ให้โทษย้อนหลังนั้น ตามหลักทั่วไปการมีโทษย้อนหลังที่ไม่ควรเกิดขึ้นมี 2 กรณี คือ 1.ขณะที่กระทำนั้นไม่ผิด แต่ต่อมากฎหมายมาบอกว่าผิด การย้อนหลังดังกล่าวถือว่าไม่ได้ เพราะขัดหลักยุติธรรม และ2.ขณะทำความผิดมีโทษอีกแบบหนึ่ง ต่อมาออกกฎหมายให้โทษรุนแรงขึ้น แล้วย้อนหลังกับผู้กระทำความผิดก่อนหน้านั้น ตามรัฐธรรมนูญและหลักสากลบอกว่าทำไม่ได้ แต่สำหรับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯไม่ได้เพิ่มความผิดทางอาญา หรือนำโทษหนักกว่าไปย้อนหลังกับการกระทำก่อนหน้านี้ แต่เป็นเรื่องวิธีพิจารณาความ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

เมื่อถามว่าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ จะมีผลต่อคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกตัดสินไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในบทเฉพาะกาล เขียนแค่ว่าส่วนที่ดำเนินการไปแล้วไม่ได้รับผลกระทบ โดยกรณีของนายทักษิณจะมี 2 ลักษณะ คือ 1.ศาลตัดสินแล้ว และ2.คดีที่ยังไม่ได้เริ่มต้น หรือหมายความว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นหรือศาลตัดสินไปแล้วไม่มีผลกระทบ และถ้าถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ตอบว่าดำเนินการตามร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯเพราะฉะนั้นคดีที่ยังไม่ได้เริ่มต้นหรือศาลจำหน่ายชั่วคราวเพราะจำเลยไม่อยู่ก็ดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ยังระบุด้วยว่าคดีที่ตัดสินแล้วไม่นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา98 มาใช้ แปลว่าคดีรัชดาที่นายทักษิณยังไม่ได้รับโทษนั้น ถ้าได้ตัวมาเมื่อไหร่จะต้องรับโทษไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม

ลุ้น! ยื่นศาลรธน.ตีความกม.กกต.หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287944

ศาลรธน, สมชัย ศรีสุทธิยากร, กกต, ลุ้น, สมชัย,  18 กค

“สมชัย”เผยไต๋ ยื่นศาลรธน.ตีความกม.กกต.คนเดียวได้ อ้าง พิสูจน์กฎหมายศักดิ์สิทธิจริงหรือไม่ หลัง กรธ.เคยพูด ปชช.ยื่นร้องตรงได้

         17ก.ค.60  นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวถึงกรณีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.ป.กกต.ว่า  ต้องแล้วแต่มติที่ประชุมกกต.ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ แต่ส่วนตัวไม่ติดใจอะไรแล้ว เพราะได้ทำหน้าที่ในฐานกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายและแถลงข้อโต้แย้งต่อที่ประชุมสนช.ตามมติกกต. ถือว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วและหมดหน้าที่ในการทำตรงนี้แล้ว             

“ส่วนตัวจะได้ไปพักผ่อนหรือทำอะไรที่อยากจะทำ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ว่าถอดใจ แต่เราต้องดูว่าอะไรเป็นอะไร ที่ประชุมสนช.มีมติยืนยันตามร่างที่ผ่านที่ประชุมสนช. ด้วยคะแนนเสียง 194 เสียง ต่อ 0 เราก็ควรต้องพิจารณาว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนเพียงไร”นายศุภชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากที่ประชุมกกต.ยังมีกรรมการคนอื่นติดใจต้องการให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะประธานจะดำเนินการอย่างไร นายศุภชัย กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมกกต.เห็นอย่างไร  ตนในฐานะประธานกกต.ก็ต้องดำเนินการไปตามมติจะไปขัดอะไรก็ได้ ส่วนที่ก่อนหน้านี้มีกกต.2 คน เป็นเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยการการโต้แย้งในประเด็นเซตซีโร่กกต.  ก็เข้าใจว่าในการประชุมครั้งนี้กกต.ทั้ง 2 คนก็คงจะยืนตามมติเดิม

 ปัดกกต.ชิงลาออกทิ้งบอมประเทศ
นายศุภชัย ยังกล่าวงถึงกระแสข่าวว่า กกต.จะชิงลาออกก่อนว่า เราต้องดูว่าการลาออกเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ ถ้าลาออกเพื่อประชดประชัน ก็ไม่ควรทำเราเป็นผู้ใหญ่ เขาให้อยู่รักษาการก็ควรทำหน้าที่ต่อไป ยกเว้นเขาไม่อยากให้เราอยู่ สำหรับร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีข้อโต้แย้งใน 3 ประเด็น ทราบว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายในวันที่ 20 ก.ค.นี้และจะประชุมนัดแรกในวันที่ 25 ก.ค. ซึ่งตนก็พร้อมที่จะทำหน้าที่กรรมาธิการ  โดยจะดูว่า 3 ประเด็นดังกล่าวปัญหาไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ที่ทราบจะมีการปรับเปลี่ยนบทบัญญัติที่เกี่ยวกับไพรมารี่โหวตเพื่อให้ปฏิบัติง่ายขึ้น กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติก็ยินดี เพราะตอนที่ยังไม่ตกลงกันว่าจะแก้ไขกกต.ก็ได้ชี้แจงไปแล้วในฐานะผู้ปฏิบัติไม่มีปัญหา สามารถปฏิบัติได้

 “สมชัย”ย้ำ 4 ช่องทางยื่นศาลรธน.ตีความกม.กกต.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง แถลงถึงช่องทางในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีทั้งหมด 4 ช่องทาง โดย ช่องทางแรก เป็นการยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 ( 2) ที่บัญญัติว่า ก่อนนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าหากนายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญสามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้ เพื่อชี้ให้นายกเห็นว่า หากให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก็จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ช่องทางที่สอง กกต.มีมติในฐานะเป็นองค์กรอิสระยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (1) ที่กำหนดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยกฎหมายหรือร่างกฎหมายว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ช่องทางที่สาม คือกรรมการแต่ละคนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213  ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งก็จะยื่นได้เฉพาะประเด็นเซตซีโร่กกต.

ส่วนช่องทางที่สี่ เป็นกรณีที่ร่างพ.ร.ป.กกต.ประกาศใช้บังคับแล้วกกต.ก็สามารถยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 ต่อผู้การแผ่นดินให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย  ซึ่งช่องทางทั้งหมดจะมีการนำเข้าหารือในที่ประชุมกกต.ในวันพรุ่งนี้ ( 18 ก.ค.) เพื่อมีมติ ซึ่งต้องรอดูมติที่ประชุมกกต.ในวันพรุ่งนี้ว่าจะเลือกช่องทางใด ซึ่งอาจจะเลือกดำเนินการมากว่า 1 ช่องทางก็ได้ หรืออาจจะไม่ยื่นเลยก็ได้

ชี้รธน.เปิดทางกกต.เพียงคนเดียวยื่นศาลรธน.ตีความได้ 

อย่างไรก็ตามมติกกต.ในวันพรุ่งนี้จะไม่ผูกพันการยื่นตีความของกกต.แต่ละคน  ซึ่งตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้มีข้อดี ที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิ มีเสียงที่แท้จริง เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายสามารถช่วยตรวจสอบกฎหมายให้มีรอบครอบสมบูรณ์ ไม่ใช่การเอาชนะซึ่งกันและกัน เพราะที่ผ่านมากกต.ได้ส่งความเห็นแย้งไปแล้วว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวหากนำไปสู่การปฏิบัติจะมีปัญหาเรื่องของการตีความ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากที่ประชุมกกต.มีมติไม่ยื่นตีความ ส่วนตัวจะยื่นต่อรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า  ตนยังไม่คิดอะไร  และถึงตนจะยื่นก็ไม่ได้ยื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่ต่อ แต่เป็นการยื่นเพื่อให้รู้ว่ารัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ  ทำให้ประชาชนเพียงคนเดียวรู้ว่าสามารถยื่นคำร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
ย้ำคำกรธ. เคยบอก ปชช.ยื่นร้องศาลรธน.ได้

“เมื่อรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว กรธ.ก็บอกเองว่าประชาชนมีสิทธิยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างถือเป็นการทดลอง อาจจะเป็นครั้งแรกของประเทสไทย ที่ประชาชนคนไทยจะสามารถใช้สิทธิเพื่อพิสูจน์ความศักดิสิทธิ์ของกฎหมาย หากศาลบอกว่าไม่สามารถยื่นคำร้องได้ ก็จะได้รู้ว่าสิทธิของประชาชนที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะไม่เป็นจริง”นายสมชัย กล่าว
อย่างไรก็ตามมมีรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของกกต.ที่มีนายสุรินทร์ นาควิเชียร เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาทางสำนักกฎหมายของสำนักงานกกต.ได้ขอความเห็นต่อที่ประชุมคณะที่ปรึกษาว่า หากกกต จะมีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 ( 2) ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาฯเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นายกฯมีหน้าที่รับหรือผ่านคำร้องให้ฝ่ายใด รวมทั้งต้องพิจารณาว่าประเด็นหลักที่ต้องการจะยื่นนั้น เป็นประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งใน 6  ประเด็นที่กกต.เห็นแย้งนั้นก่อนหน้านี้คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ เห็นว่ามีเพียงประเด็นเดียวที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญคือกรณีที่รัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรคสอง บัญญัติให้กกต.คนเดียวมีอำนาจสั่งระงับยับยั้งการเลือกตั้งของหน่วยหรือเขตเลือกตั้งได้ แต่มาตรา 26 ของร่างพ.ร.ป.กกต.กลับบัญญัติให้ต้องรายงานต่อที่ประชุมกกต.เพื่อมีมติ  ซึ่งประเด็นข้อโต้แย้งทั้งหมดก็ได้มีพิจารณาในที่ประชุมสนช. และคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายไปแล้ว ดังนั้นจีงเห็นว่าไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องมีการยื่นตีความอีก