“มีชัย” ยันเนื้อหาร่างพ.ร.ป.ฟันนักการเมืองโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288324

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา
เนื้อหา, ร่างพรป, นักการเมือง, โกง, กลั่นแกล้ง, บุคคล, สิทธิ, หลบหนี, คมชัดลึก,  มีชัย, มีชัย, กรธ, พรป, สนช

“มีชัย” ยัน เนื้อหาร่างพ.ร.ป.ฟันนักการเมืองโกง ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งบุคคล  ย้ำให้สิทธิต่อสู้มากกว่าปกติ อธิบายการหลบหนีคดี ไม่ใช่การตัดสิทธิ แต่คือการหนีความผิ

 

19 ก.ค. 60 – นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นโดยยืนยันว่าบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณคดีอาญาของผู้ดำรตำแหน่งทางการเมือง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นชอบในวาระสามนั้น ไม่ขัดต่อหลักการสากลว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรม หรือมีบทบัญญัติที่ตัดสิทธิต่อสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหา เพราะตอนที่กรธ. ได้จัดทำเนื้อหาได้นำกฎหมายที่สากลบังคับใช้มาพิจารณาร่วมด้วย อย่างไรก็ตามยืนยันว่าตามร่างพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวได้ให้สิทธิต่อสู้คดีมากกว่าปกติ ทั้งการแต่งตั้งทนายเพื่อต่อสู้คดีแม้ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถมาดำเนินการได้ หรือ สามารถรื้อฟื้นคดีได้หากมีข้อเท็จริงใหม่ แต่กรณีดังกล่าวจะมีข้อยกเว้นคือ เมื่อผู้ต้องหาแห่งคดีนั้นหลบหนี เพราะการหนีไม่ใช่สิทธิ์ แต่คือการหนีความผิด
“ประเด็นความเป็นธรรมนั้น ต้องเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย คือ ผู้ถูกกล่าวหา กับสังคมโดยรวม หากคนมีเงินแล้วหนี สังคมไม่สามารถทำอะไรได้ แต่สังคมถูกฟ้องได้ แบบนี้ถือว่าไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ยืนยันว่าไม่มีเจตนากลั่นแกล้งใคร ทั้งนี้ตามการพิจารณาคดีลับหลังนั้นในหลักสากลก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน คือ เมื่อคุณหนี ก็ดำเนินคดีลับหลังได้ ทั้งนี้การดำเนินคดีอาญาปกติหากศาลไม่บังคับ จำเลยสามารถสละสิทธิ์ไม่ไปศาลก็ได้ เพราะการไปศาลนั้นถือเป็นสิทธิ์ แต่ต้องขออนุญาตจากศาล” นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย ยังชี้แจงต่อประเด็นการนับอายุความกรณีการฟ้องคดี กับการบังคับคดีหลังมีคำพิพากษาแล้วว่า จะไม่นำมาบังคับใช้ย้อนหลังกรณีที่เป็นโทษต่อบุคคลที่ต้องคดี เช่น กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาคดีไปแล้ว และบุคคลต้องคดีหลบหนี ประเด็นที่ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญระบุไม่ให้นับอายุความบังคับคดีเพราะบุคคลต้องโทษหลบหนีจะไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่มีคำพิพากษาไปแล้ว เพราะจะไม่เป็นธรรม และเท่ากับเป็นการให้โทษย้อนหลัง
“ส่วนการฟ้องคดีนั้น หากเป็นคดีที่ค้างอยู่ในกระบวนพิจารณา เมื่อมีกฎหมายฉบับใหม่บังคับใช้ ต้องใช้กระบวนพิจารณาตามกฎหมายใหม่ หรือกรณีที่ศาลรับฟ้องแต่ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการ และพบว่ามีการจำหน่ายคดีชั่วคราว เมื่อกฎหมายใหม่ใช้บังคับ สามารถเริ่มต้นคดีใหม่ได้ หรือ กรณีที่การพิจารณาของศาลหยุดไว้กลางคัน ก็สามารถฟ้องใหม่ได้” นายมีชัย ชี้แจง
นายมีชัย กล่าวด้วยว่า กรธ. ได้รับเอกสารและรายละเอียดของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากสนช. แล้วจากนี้จะใช้เวลาพิจารณาตามกำหนดเวลา คือ 10 วันว่าจะส่งความเห็นโต้แย้งหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นแม้ร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวจะมีบทแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก แต่ไม่มีประเด็นใดที่ไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมนำเนื้อหาของร่างพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวให้องค์กรสากลพิจารณา นายมีชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนา แต่ยืนยันว่า การจัดทำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้คำนึงถึงหลักการสากล.

กกต.วางกรอบเลือกตั้ง ส.ค. 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/287946

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต, กกตวางกรอบเลือกตั้ง, กกต

กกต. ติวเข้มเตรียมงานจัดเลือกตั้ง วางกรอบทำงาน ตั้งตุ๊กตาหย่อนบัตร ส.ค.61 ด้าน จนท.กกต.ห่วงปมนับจำนวน ส.ส. ต้องรอ กรธ.พิจารณาให้ชัด

          เมื่อวันที่ 17 ก.ค.60 – สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีการจัดประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดยผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 110 คน ประกอบด้วย รองเลขาธิการ กกต.ทุกด้านกิจการ,ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองฯ,ผู้ทรงคุณวุฒิ, ผู้ตรวจการ,ผู้บริหารด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง,ผู้แทนผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด 24จังหวัด, พนักงาน, เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงาน กกต.ในการเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า แม้ กกต.ชุดนี้จะถูกเซตซีโร่ แต่เราก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้คนที่มารับงานต่อจากเราสบาย และจะมีการทำข้อสังเกตต่างๆส่งให้ กกต.ชุดใหม่พิจารณาด้วย ทั้งนี้ตนไม่กังวลแม้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กกต.ชุดใหม่ เพราะผู้บริหาร กกต.หลายคนมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งกว่า 19 ปี แต่ในส่วนของการเตรียมการเลือกตั้งนั้นในส่วนของการสรรหาและแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่จะต้องจับสลากลงแต่ละจังหวัด ซึ่งอาจจะมีปัญหาว่าบางคนได้รับเลือกและได้แต่งตั้งแล้วแต่ไม่อยากไป รวมทั้งเรื่องคุณสมบัติของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมการให้ดี รวมไปถึงเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส.แม้ตอนนี้เรายังไม่เห็น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แต่การเตรียมการตามร่างกฎหมาย ที่เราส่งให้ กรธ.พิจารณา ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี และหาก กรธ.มีการแก้ไขเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าวในส่วนใด เราก็สามารถแก้ไขการเตรียมการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมมีการนำเสนอผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง อาทิ การจัดที่เลือกตั้งพิเศษสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุ, การรับสมัครเลือกตั้งทางอินเตอร์เน็ต, การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการผ่านแอปพลิเคชั่น Rapid Report, การใช้แอปพลิเคชั่นดาวเหนือ, การจัดเตรียมหีบบัตรเลือกตั้งรุ่นใหม่ และการเตรียมสรรหาและแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นต้น

และที่น่าสนใจคือการรายงานการติดตามความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ สำนักงาน กกต.มองว่า เรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาในการเลือกตั้ง ส.ส.คือเรื่องการคำนวณจำนวน ส.ส.ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องรอดูว่า กรธ.จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ส่วนกรอบเวลาในการเตรียมการในส่วนการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ได้มีการกำหนดคร่าวๆเพื่อใช้ในการเตรียมการจัดการเลือกตั้ง

โดยวางกรอบว่า ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ไม่เกินวันที่ 31 มี..61 จากนั้นกกต.จะมีการออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ได้ในช่วงต้นเดือน เม.ย.61 หลังจากนั้นจะมีการแบ่งเขตเลือกตั้ง จากนั้นช่วงวันที่ 9 มิ.ย.61 คาดว่า กกต.จะสามารถประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัคร วันเวลาและสถานที่ในการจับสลากของพรรคการเมือง การเสนอชื่อนายกฯ

รวมไปถึงการยื่นบัญชีสมัครแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อนั้น วางกรอบไว้ในช่วงวันที่ 2-6 ก.ค.61 ขณะที่การจัดการเลือกตั้งตามกรอบเวลาดังกล่าววางไว้ในวันที่ 19 ..61 ทั้งนี้นอกจากการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วยังมีการวางกรอบเวลาในการสรรหา ส.ว.ว่า อาจจะแล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.โดยวางกรอบว่าจะประกาศผลรายชื่อ ส.ว. 200 คน ในวันที่ 8 มิ.ย.61

ทั้งนี้ นายศุภชัย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า กรณีที่ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้งได้เสนอแผนการทำงานและระบุว่าถึงวันเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นตามโรดแมปของรัฐบาลว่าเป็นวันที่19 ส.ค.61 นั้นว่า เป็นตารางการทำงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังไม่ได้กำหนด เพราะกฎหมายยังไม่ออก กกต.ต้องมีแผนไทม์ไลน์เพื่อกำหนดการทำงาน หากไม่มีก็จะทำให้การทำงานเกิดความฉุกละหุกได้

“ประวิตร”อัดสื่อมโนปรับครม.-นายกฯไม่พูดถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288085

นายกฯ, ครม, ประวิตร, บิ๊กป้อม, ศอบต, นปช

“บิ๊กป้อม”เผยไม่มีตั้งกรอบสอบสวนงบศอ.บต.ให้จนท.ทำตามประบวนการ  เผยเสียงตอบรับสัญญาประชาคมปรองดองดี อัดสื่อมโนปรับครม.ยันนายกฯไม่พูดถึงชี้พ.ร.ป.เรื่องสนช.

         18 ก.ค.60 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวกรณีตั้งคณะกรรมการสอบการใช้งบประมาณของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ว่า เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอยู่ ยังไม่ได้รายงานเข้ามา โดยเราจะดูทั้ง 4 ประเด็นที่ตั้งไว้ และไม่มีการตั้งกรอบ แต่จะปล่อยให้คณะกรรมการดำเนินการไปตามกระบวนการ

เผยเสียงตอบรับสัญญาประชาคมปรองดองดี

พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์กรณีการเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น “ร่างสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความปรองดอง” ว่า เท่าที่เห็นได้รับการตอบรับอย่างดี นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ยังออกมาระบุว่าดี ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่ารูปแบบเวทีดังกล่าวเป็นนามธรรมเกินไปนั้น ก็ต้องมีหัวข้อสำหรับจะแก้ไข และให้ศึกษาพิ่มเติมต่อไป สมมุติว่าจะเดินขบวนประท้วง จะแก้ไขอย่างไร ขณะที่กรณีนายกฯเสนอความคิดเห็นเข้ามาในภาคผนวกด้วยนั้น ท่านต้องการให้การแก้ไขเป็นรูปธรรม

   อัดสื่อมโนปรับครม.ยันนายกฯไม่พูดถึง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีหลังพบนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย  ได้มีการพูดคุยถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ว่า คุยแต่เพียงว่า เป็นโผที่ผู้สื่อข่าวตั้งขึ้นมา ไม่มี เป็นเพียงการมโน เมื่อถามว่า คาดเดาได้หรือไม่ว่าจะมีการปรับกี่กระทรวง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ นายกฯไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย ไม่มี

ระบุพ.ร.ป.เป็นเรื่องสนช.แม้ผ่านวาระ 3 แต่ยังไม่ประกาศใช้

พล.อ.ประวิตร  ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีการปรับแก้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ว่า ไม่เป็น เพราะเป็นเรื่องที่หารือกันในสนช. เป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาไปแล้ว แม้จะผ่านวาระที่ 3 แต่ก็ยังไม่ประกาศใช้

“มีชัย”ย้ำพ.ร.ป.ฟันนักการเมืองโกงไม่กลั่นแกล้งใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288307

เพื่อไทย, มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ, มีชัย, ย้ำ, ฟัน, นักการเมือง, โกง, ไม่, กลั่นแกล้ง, ใคร

“มีชัย”ย้ำเนื้อหาร่างพ.ร.ป.ฟันนักการเมืองโกงไม่กลั่นแกล้งใคร ข้องใจเพื่อไทยยื่นองค์กรสากล

      19 ก.ค.60 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ระบุต่อประเด็นที่พรรคเพื่อไทยแสดงความเห็นคัดค้านสาระของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า เนื้อหาของร่างกฎหมายไม่มีเจตนากลั่นแกล้งใคร พร้อมยืนยันคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว แต่ผู้ถูกลงโทษหนีคดีจะไม่นำการไม่นับอายุความหลังมีคำพิพากษามาใช้บังคับ เพราะเท่ากับเป็นการให้โทษย้อนหลัง ขณะที่การทำร่างพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวได้พิจารณาตามกฎหมายสากล ไม่ทราบเจตนาที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอเนื้อหาให้องค์กรสากลพิจารณา.

คำต่อคำ”ศิริชัย”เคลียร์ปมลาออก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288202

 “ศิริชัย”ปธ.ศาลอุทธรณ์ เคลียร์ปมลาออก เจอมรสุมชวดขึ้นปธ.ศาลฎีกา-ถูกตั้ง กก.สอบ

           “ศิริชัย” ประธานศาลอุทธรณ์ เคลียร์ปมตัดใจลาออก แจงยิบขั้นตอนโอนสำนวนคดีเชื่อไม่ผิดระเบียบ พ้อตั้งใจทำคดีแต่ถูกมองไม่เหมาะสม ฝากถึง คสช. อย่าปล่อยเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นย้าย ขรก. อิงหลักอาวุโส ขณะที่ผู้พิพากษา-ข้าราชการลูกจ้าง มอบกุหลาบชมพูให้กำลังใจ เจ้าตัวไหว้ศาลพระภูมิก่อนลาศาล

ที่ห้องประชุมใหญ่ชั้น 7 ศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 18 ก.ค.60 เวลา 14.00 น. นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ได้แถลงเปิดใจครั้งที่ 3 กล่าวว่าวันนี้เป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย ทุกคนคงทราบว่าตนแถลงการณ์ขอลาออก ซึ่งตนได้ยื่นใบลาออกแก่ ก.ต.ตั้งแต่เมื่อวานก่อนการประชุม ก.ต. โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.หลังจากที่ ประธานศาลฎีกาเซ็นอนุญาตแล้ว ส่วนมติ อนุ ก.ต. และ ก.ต.ทุกวันนี้ตนยังไม่ได้คำสั่งเลย ยังไม่รู้ว่าพยานของอนุ ก.ต.และ ก.ต.ให้ความเห็นว่าอย่างไร ตอนที่ตนเคยเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงใน ก.ต. ตนให้โอกาสทุกคนในการชี้แจง

คำต่อคำ"ศิริชัย"เคลียร์ปมลาออก!!

ถามว่าเสียใจหรือไม่ตนทำใจได้ แต่พ่อ-แม่เมื่อทราบข่าวก็ความดันขึ้นตลอด พ่ออายุ 90 ปี ส่วนแม่อายุ 85 ปี พ่อ-แม่ก็ยังบ่นว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ ญาติบางคนที่ทราบก็ร้องไห้เสียใจ แต่ตนทำใจได้ ส่วนผู้พิพากษาระดับผู้น้อยก็มีมาให้กำลังใจตน

ขณะที่การนำพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตนปฏิบัตินั้นถูกต้องหรือไม่ ตนได้ชี้แจงไปหมดแล้วและยังได้แจงเอกสารข้อมูลและแผ่นซีดี ส่วนพยานบุคคลในเรื่องการโอนสำนวนก็มีพยานหลักฐานชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ไม่จำเป็นต้องมีพยานบุคคลที่จะมาบอกว่าเชื่อหรือไม่ ตรงนี้ก็มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าที่สั่งแบบนี้เพราะอะไร และจำเลยก็ยอมรับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยไม่ได้ขออนุญาตฎีกาต่อสู้คดีต่อ

เมื่อถามว่าหลังจากนี้ที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่นำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้ให้พ้นมลทินหรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า ที่จริงแล้วไม่ต้องมีอะไร เพราะดูแค่จากเอกสารก็ทราบแล้ว ไม่ใช่เรื่องการไปรับเงิน เพียงแค่ประเด็นว่าที่ตนสั่งสำนวนผิดหรือไม่ เป็นกฎหมายที่ระบุไว้หรือไม่

 

คำต่อคำ"ศิริชัย"เคลียร์ปมลาออก!!

เมื่อถามว่า ในที่ประชุม อนุ ก.ต. มีการนำเรื่องส่วนตัวมาพูดเป็นเรื่องอะไร นายศิริชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่ได้ข่าวว่าจะมีการนำมาพูด แต่พอมาประชุมก็ไม่ได้มีการนำมาพูด

“ลูกศิษย์ผมบอกว่าอาจารย์ถูกโกง ผมไม่มีที่ยืน ผมก็ตัดสินถูกต้องดูความเป็นจริงด้วยก็ในเมื่อเขาเป็นคนกระทำความผิดแล้วคดีเขาก็ลงโทษ เขียนดีแล้วลงโทษได้ แล้วจำเลยก็ยอมรับ แล้วเสียหายราชการตรงไหน แต่ขณะเดียวกันถ้าผมปล่อยจะเสียหายมากกว่าไหม ถ้ากลับไปค้ายาเสพติดอีก แล้วเราจะเอาอย่างไร ทุกอย่างต้องดูเจตนา ผมทำเพื่อสังคม”

เมื่อถามว่า เรื่องนี้มีประเด็นการเมืองภายในศาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าการเมืองในศาลคืออะไร ส่วนข่าวลือที่ออกมาเป็นปีว่าตนจะไม่ได้ขึ้นประธานศาลฎีกา ขนาดนักข่าวได้ยิน ผมก็ได้ยิน ส่วนควรจะมีการปฏิรูปศาลหรือไม่ ตนมองว่าระบบ ก.ต.ก็ต้องเปลี่ยน การเลือกตั้งบางทีก็นำมาใช้ใน ก.ต.ไม่ได้ เพราะมีหัวคะแนนกลุ่มผู้พิพากษานิยม และ ก.ต.จะต้องไม่มีสิทธิ์เด็ดขาดจะต้องมีหน่วยงานที่กลั่นกรองมติ ก.ต.อีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ตนไม่แน่ใจแล้วการพิจารณาของ ก.ต.ยังควรเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงขององค์กรอื่นหรือไม่ กลัวว่าบางระบบมันจะกลับมาอีก เมื่อ ก.ต.รวมกันได้หมดทุกอย่างแล้วก็จะผูกขาด ซึ่ง ก.ต.เขาห้ามหาเสียงแต่ถ้าไม่หาเสียงก็ไม่มีใครได้แล้วระบบหาเสียงก็ต้องมีระบบหัวคะแนนแล้วควรจะให้มีไหม และก็มีการสลับกันเป็น ก.ต. และ ก.บ.ศ. ส่วน ก.ต.คนนอกก็นั่งทำงานกับก.ต.ในระบบ รู้จักกันสนิทกันไปไหนมาไหนด้วยกัน

คำต่อคำ"ศิริชัย"เคลียร์ปมลาออก!!

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับเลือกเป็น ก.ต. ตอนนี้กลับไม่มั่นใจใน ก.ต.ที่ระบบให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศเป็นคนเลือกใช่หรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า ตอนเป็น ก.ต. ไม่เคยทำอะไรที่ไปทำร้ายคนหรือทำอะไรที่ไม่ถูก คนไหนที่ทำดีก็ต้องได้ดี ตรงไปตรงมา ซึ่งตนจะถูกกลั่นแกล้งใช่หรือไม่ ตนไม่ใช่คนตัดสินที่จะบอกได้ว่าถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ถูกกลั่นแกล้ง

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ ถ้ากรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องโอนสำนวนเรียกไปสอบ มีความพร้อมหรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า พร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราพร้อมแล้วผลจะออกมาอย่างไรก็เท่านั้นเอง ตนก็เอาข้อเท็จจริงมาให้ดูว่าทุจริตหรือไม่

ส่วนการตั้ง ตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฎีกานั้นตนเห็นว่า เป็นตำแหน่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งตำแหน่งสูงๆรองจากประธานศาลฎีกา อย่างประธานศาลอุทธรณ์ แม้จะระบุว่า เทียบกันแล้วมีตำแหน่งเท่ากัน แต่ศักดิ์ศรีจริงๆไม่เท่ากันเนื่องจากประธานศาลอุทธรณ์เป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมโดยตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่ปรึกษาเป็นตำแหน่งลอยที่ตั้งขึ้นมาเป็นครั้งแรก ถ้ามีการไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาก็จะมีปัญหาตอนประธานศาลฎีกาไม่อยู่ใครจะรักษาการแทนเพราะรองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 ก็อยู่ ตามกฎหมายที่ระบุไว้ว่ารองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 จะรักษาการณ์แทนก็จะมีปัญหาว่าใครจะรักษาการณ์แทนระหว่างที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา กับรองคนที่1 แม้กฎหมายจะให้ตำแหน่งเทียบได้นั้นหมายถึงแค่ตำแหน่งเล็ก ผมเห็นว่าปัญหาเกิดขึ้นก็เป็นจุดหนึ่งที่ไม่ควรดำรงตำแหน่งอีกต่อไป อีกประการหนึ่ง ในนิติประเพณีผุ้ที่ประธานศาลอุทธรณ์สูงสุดควรเป็นประธานศาลฎีกา แต่ถ้ามีปัญหาไม่ได้ขึ้นก็ยังได้รับเกียรติให้อยู่ตำแหน่งเดิม ไม่เคยมีการโยกย้ายไปสร้างตำแหน่งใหม่เหมือนปัจจุบัน

 

คำต่อคำ"ศิริชัย"เคลียร์ปมลาออก!!

“การเป็นผู้พิพากษาเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี จะให้ผมไปเป็นที่ปรึกษาประธานศาลฎีกาเพียงคนเดียว ซึ่งมีข้อโต้แย้งว่าไม่น่าที่จะทำได้ แล้วยังตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกับผมอีก ผมถอยจนไม่รู้จะถอยยังไงแล้ว ถอยจนไม่มีที่ยืนก็ต้องลาออกจากระบบด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ไม่คิดว่าชีวิตราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่มาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตขยันขันแข็งทำงาน ดูพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์เป็นตัวอย่าง น้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติหน้าที่ เมื่ออยู่ศาลอุทธรณ์ก็ทำให้จากศาลอันดับสุดท้ายขึ้นมาเป็นศาลดีเด่นได้ แต่ผมต้องถูกอนุ ก.ต. และ ก.ต. บอกว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา” นายศิริชัยกล่าว

นายศิริชัย กล่าวต่ออีกว่า เมื่ออนุ ก.ต.นัดพิจารณาได้หยิบบัตรสนเท่ห์ขึ้นมา แล้วเรียกพยานที่ต้องการจะเรียกไปสอบ ซึ่งบัตรสนเท่ห์อันนี้ก็เคยมีมาก่อนและสำนักงานศาลยุติธรรมเคยให้ตนชี้แจงก็ชี้แจงไปแล้ว ท่านประธานก็ระงับเรื่องไปเพราะไม่มีรายละเอียดอะไรเลย แต่อนุ ก.ต.กลับหยิบขึ้นมาเอง เรียกพยานมาสอบเอง และเรียกตนไปสอบคำให้การ ตนชี้แจงไปก็คิดว่ามันควรจะจบแล้ว ปรากฏว่าเรียกพยานมาใหม่อีกเมื่อตนชี้แจงได้ ทุกพยานเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบตนหรือมีเหตุที่เข้าใจว่าตนแกล้งเขา เมื่อตนชี้แจงไปอีกเข้าใจว่าชี้แจงได้ทุกขั้นตอนก็จะเปลี่ยนเรื่องมาเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ใกล้วันประชุม ก.ต.แล้ว ประธานที่ประชุมก็บอกไม่เปลี่ยนแล้วเอาแค่นี้

“ผมยังไม่เคยเห็นคำให้การของพยานสักปากเลยที่อนุ ก.ต.เรียกมา ผมไม่รู้ว่าใครให้การอย่างไรบ้าง มันมืดสนิท ผมก็ทำเรื่องเสนอขอความเมตตาไปที่คณะกรรมการตุลาการเพื่อให้เลื่อนการพิจารณาไปก่อน และขอคัดคำให้การพยานในชั้นอนุกรรมการเพื่อที่จะได้ต่อสู้ เพราะไม่ว่าจะเป็นการสอบวินัย การดำเนินคดีอาญาก็ต้องเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสเห็นและมีโอกาสต่อสู้ แต่นี่ผมไม่มีเลย วันจันทร์ที่3ก.ต.ก็ลงมติว่าผมไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานศาลฎีกา”

นายศิริชัย กล่าวอีกว่าในการพิจารณาของอนุ ก.ต. ได้นำสำนวน3คดีมาสอบถามตน คดีแรกเกิดขึ้นในสมัยประธานศาลอุทธรณ์คนก่อน มีการฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกมียาเสพติดให้โทษจำนวนมากไว้ในครอบครอง 3 คดีนี้ศาลชั้นต้นประหารชีวิตและลดโทษหนึ่งในสามให้จำคุกตลอดชีวิต ก็มีการทักท้วงมีประธานแผนกอาวุโสท่านหนึ่ง รองประธานยาเสพติด ท่านผู้ช่วยเล็ก คือระบบการทำงานของศาลเมื่อเจ้าของสำนวนเขียนคำพิพากษาเสร็จแล้วก็จะส่งให้ผู้ช่วยเล็กตรวจ ถ้าผู้ช่วยเล็กเห็นด้วยกับร่างคำพิพากษาก็จะส่งผู้ช่วยใหญ่ ถ้าผู้ช่วยใหญ่เห็นด้วยก็จะส่งรองประธานแผนกคดียาเสพติด ถ้าอุกฉกรรจ์มากก็จะให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย คดีนี้ผู้ช่วยเล็กตรวจแล้วไม่ขัดข้องเห็นว่าร่างผ่านได้ ออกไปอ่านได้ แต่รองประธานแผนกคดียาเสพติดก็ท้วง แล้วก็มีการให้ผู้พิพากษาอาวุโสสองคนตรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงถึงข้อเท็จจริงในการโต้แย้งข้อกล่าวหาในชั้นอนุ ก.ต.เรื่องการโอนสำนวนคดียาเสพติดนั้น นายศิริชัยได้เตรียมเอกสารสรุปข้อเท็จจริงสำนวนคดีรวม 3 คดี มาชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนโดยนายศิริชัยยืนยันว่าตนไม่ได้ตั้งธงการพิพากษาคดีแล้วให้มีการดอนสำนวนไปยังคณะต่างๆไปตรงกับธงที่ตั้งไว้

“การที่มีคนกล่าวว่าตนต้องการให้ผลมีการลงโทษจำเลย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นขั้นตอนที่ว่าประธานศาลอุทธรณ์คนเดียวไม่ได้มีอำนาจที่จะทำอะไรได้ ถ้ารองประธานคนที่1เห็นไม่กระทบกระเทือนความยุติธรรมก็ต้องทำออกไปตามนั้น ไม่สามารถที่จะไปทำอย่างอื่นได้ แล้วผู้พิพากษามีเกียรติมีศักดิ์ศรี เราจะไปบอกท่านให้เขียนอย่างนั้นอย่างนี้ทำไม่ได้ การที่คดีจะโอนสำนวนได้ต้องให้รองประธานศาลอุทธรณ์คนที่1บอกว่ากระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมเท่านั้น ประธานศาลอุทธรณ์คนเดียวไม่มีสิทธิ”

นายศิริชัยกล่าวต่อว่า การที่ตนลงโทษทั้ง3คดีเรื่องเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ได้เป็นประธานศาลฎีกา ตนลงโทษพวกค้ายาเสพติดกลับถูกตำหนิว่าไม่เหมาะสมจะเป็นประธานศาลฎีกา ตนก็เงียบไม่ว่าอะไร ยอมกลืนเลือดตัวเอง ยอมรับได้ ตนทำงานจนศาลอุทธรณ์ได้เป็นศาลดีเด่น ขณะที่การไต่สวนของ อนุ ก.ต. ก็หยิบเอาร่างคำพิพากษาที่ยังไม่ได้มีการลงลายมือชื่อไปดู ซึ่งร่างดังกล่าว เป็นเอกสารลับเอาออกไปได้ยังไงก็ไม่ทราบเมื่อสามปีที่แล้วตนเป็น ก.ต.อยู่ ได้เคยพิจารณาลงโทษข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่หลายคนออกไป ซึ่งพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย เพราะเราไม่ต้องการที่จะให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากคดียาเสพติด สิ่งที่ตนอยากฝากให้ผู้บริหารบ้านเมืองด้วยว่าคดียาเสพติดควรมีพิจารณาให้ครบ3ชั้นศาล เพราะปกติคำพิพากษายาเสพติดจะถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ถ้าหากจะฎีกาจะต้องขออนุญาตแต่ระหว่างนั้นไม่สามารถขังระหว่างฎีกาได้ กลายเป็นว่าถ้าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วปล่อยจำเลยไปจำเลยจะหนีหมด

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องการตีความในเรื่องแนวทางปฏิบัติของผู้พิพากษาที่ท่านคิดเองว่าถูก แต่ ก.ต.มองว่าไม่ถูกต้อง นายศิริชัย กล่าวว่า ไม่มี ผมยืนยันว่าไม่มีกฎหมาย ไม่มีแนวทางระบุ ผู้พิพากษาอาวุโสบางคนก็เคยมีความเห็นว่าควรระบุแนวทางให้แน่นอน แต่ผมเห็นว่าไม่สามารถกระทำได้ เป็นไปได้อย่างไร

เมื่อถามว่า การโอนสำนวนที่ถูก ก.ต.สอบข้อเท็จจริงนั้น มีการโอนสำนวนให้ผู้พิพากษา 3 คนใช่หรือไม่

นายศิริชัย กล่าวยืนยันว่าไม่มี ที่มักจะมีการพูดว่าตนโอนสำนวนหลายๆ ทอด ก็มีการโอนแล้วเขาไม่ทำคดี ไม่เขียนคำพิพากษาซึ่งมันก็ออกคำพิพากษาไม่ได้ แล้วเขามาคืนสำนวนตนก็ต้องจ่ายคนอื่น ซึ่งก็มีคำสั่งเก่า เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องกระทบต่อความยุติธรรม ก็เลยโอนสำนวน เมื่อไม่มีคนเขียนคำพิพากษา ก็ต้องสั่งจ่ายสำนวนจนกว่าจะมีคนเขียน ถ้าเขาเขียนเหมือนเดิมตนก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะว่าก็ไม่ใช่ญาติโกโหติกา ส่วนผู้พิพากษาสามารถปฏิเสธไม่รับสำนวนคดีได้หรือไม่นั้นบางครั้งมีส่วนได้เสียในคดีก็มีเหตุให้สามารถทำได้แต่บางครั้งอย่าลืมว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ก็เป็นเพื่อนกันบางทีสำนวนเป็นของเพื่อนก็ไม่อยากทำก็ได้ หรืออาจจะเห็นว่าเหมือนกับคำพิพากษาเดิม แต่การโอนสำนวนคดีนั้นไม่มีเหตุตั้งข้อรังเกียจผู้พิพากษา โดยจะเป็นระเบียบเพียงว่า ถ้ารองประธานศาลอุทธรณ์คนที่ 1 เห็นว่ามีผลกระทบต่อความยุติธรรม ตนในฐานะประธานศาลอุทธรณ์ก็โอนให้ผู้พิพากษาคณะคนที่สองแล้วถ้าคณะนั้นบอกว่าไม่สะดวกใจจะเขียนคำพิพากษาเรื่องนี้ เมื่อเขาคืนสำนวนมา ตนก็เลยโอนสำนวนให้คนอื่น การจ่ายสำนวนเมื่อจ่ายไปแล้วจะเป็นเรื่องระบบ จะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนทุกเรื่องเหมือนกันหมด

ทั้งนี้ นายศิริชัย ยังกล่าวถึงเรื่องที่ไม่ได้เห็นชอบขึ้นประธานศาลฎีกาอีกด้วยว่า เคยคิดจะทูลเกล้าถวายฎีกา แต่ก็กลัวว่าจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งก็มีผู้พิพากษาเคยมามาสอบถามว่าเหตุการณ์มันเป็นอย่างไรก็เล่าให้ฟังเช่นนี้

“ท่านหนึ่งก็บอกว่าอาจารย์ถูกปล้น ปล้นกลางวันแสกๆ เพราะขณะนี้มันอยู่ในยุค คสช. ยังกล้าทำอย่างนี้ ไม่ธรรมดาการปล้นครั้งนี้ยังมีการทำร้ายหัวหน้าด้วย ก็คิดดูว่าหัวหน้า คสช. พูดถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่เหมือนศาล ไม่เหมือนอัยการต้องเป็นไปตามอาวุโส พอท่านพูดไม่นานเท่าไหร่ ก.ต.ก็ลงมติเลยไม่เอาตามอาวุโส นอกจากนี้ยังถูกตั้งกรรมการสอบฯ ผมก็หมดหนทาง ก็ฝากถึงหัวหน้า คสช.ว่าอย่าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ผู้พิพากษาก็ระส่ำระสายไม่รู้ว่าจะเป็นระบบอาวุโสรึเปล่า จะมีอะไรอีกหรือไม่ ผู้พิพากษาทั่วประเทศจับตามองอยู่ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมและประชาชนช่วยดูนิดนึงว่าผมเลวร้ายขนาดไหนถึงถูกทำขนาดนี้ คืออยากจะให้ท่านเห็นว่านี่คือสิ่งที่ผมได้รับ และควรจะลาออกไหม” นายศิริชัยกล่าว

เมื่อถามว่า ในส่วนตัวคิดว่าตำแหน่งที่ปรึกษาที่ตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกบีบให้ลาออกใช่หรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า “ผมก็ไม่แน่ใจคือหลังจากที่ประชุม ก.ต.เสร็จก็มีการให้ผู้ใหญ่มาพบว่าให้ผมเลือกเอาสองอย่างว่าเป็น พ.อาวุโสที่ศาลอุทธรณ์ หรือที่ปรึกษา ผมก็รู้สึกผิดปกติว่าพอเราไม่ได้เราควรอยู่ที่เดิม ผมก็เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังหมดต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ พระพุทธรูป ท่านก็ช่วยกันคิดต่อ”

ส่วนจะใช้สิทธิฟ้องกลับหรือไม่และจะทำอะไรต่อไป นายศิริชัย กล่าวว่า ตอนนี้เวลายังมีอยู่ ยังต้องดูก่อน ยังตอบไม่ได้ ยังไม่ได้คิดว่าจะฟ้องร้องอะไร ตนก็ฟ้องกับประชาชนกับสื่อมวลชน กับหัวหน้า คสช.กับทุกคนให้เห็น เพราะว่าถ้าเราไม่รักษาระบบไว้มันก็จะแย่ ขวัญและกำลังใจคนก็จะไม่มี ส่วนชีวิตหลังจากนี้ตนยังไม่ได้คิดอะไรนอกจากถึงเวลาที่จะพักผ่อน

เมื่อถามว่า มีการวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้ขึ้นประธานศาลฎีกาหรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า มีพูดมาตลอดกับเรื่องที่ตนมาบริหารงาน สั่งปิดน้ำปิดไฟ ก็มีมาเรื่อยๆ แต่พอได้ศาลดีเด่นเรื่องนี้ก็หายไป เพราะหากมีการปิดน้ำปิดไฟไม่ให้ทำงานคดีจะเสร็จได้อย่างไร ตนต้องตรากตรำทำงานตั้งแต่เช้า กลางคืนไม่ได้กลับนอนที่ศาลอุทธรณ์เพื่อให้งานเสร็จ ทำคดีปลายปี 2559 และปีนี้ปี 2560 ก็แทบไม่เหลือคดีคั่งค้างในศาลอุทธรณ์ ก็อดทนทำมาตลอด

เมื่อถามว่า ที่กล่าวถึง คสช.แล้วหลังจากนี้จะยื่นข้อมูลอะไรให้ หัวหน้า คสช.หรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า จะไม่ยื่นอะไร ก็จะลาออกแล้วกลับไปนอนหลับให้สบาย เลิกนอนสะดุ้งสักที

เมื่อถามว่า หากหัวหน้าคสช.ใช้ มาตรา 44 เกี่ยวกับศาลยุติธรรม อยากเห็นออกมารูปแบบใด นายศิริชัย กล่าวว่าก็แล้วแต่ดุลยพินิจ อาจจะถามมติของศาลทั่วประเทศหรือไม่ก็ได้ว่าเห็นชอบกับเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

เมื่อถามว่าท่านคิดจะนำเรื่องให้ หัวหน้า คสช. ดำเนินการอย่างไรในเมื่อการพิจารณาของ ก.ต .ถือเป็นอิสระนายศิริชัย กล่าวว่า มาตรา 44 อยู่สูงกว่า และก็ลองสอบถามผู้พิพากษาทั่วประเทศว่าเห็นชอบกับการกระทำแบบนี้หรือไม่ ทำจนผมไม่มีที่ยืนต้องไป ส่วนหนึ่งที่ผมคิดก็คือ ขนาดผมยังไม่ได้รับความยุติธรรมแล้วผมจะให้ความเป็นธรรมอย่างไรได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ตนได้เล่าเปิดใจให้ฟังแล้วถึงต้องไป

เมื่อถามว่าที่พูดถึงหัวหน้าคสช.หมายถึงจะต้องมีการปฏิรูปศาลด้วยใช่หรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า จริงๆ ตอนนี้มีปัญหาว่า มติของ ก.ต.ไม่มีคนทบทวน อย่างเมื่อวานนี้ ( 17 ก.ค.) ก็ได้ข่าวการพิจารณาวินัยลงโทษผู้พิพากษาที่กระทำความผิดที่สอบวินัยแล้วมติออกมา 7 เสียงเท่ากัน แต่ผมกลับโดน 14 ต่อ 0 เสียง คือผมทำอะไรแย่ขาดนี้ ก็ให้คิดดูว่าเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

เมื่อถามว่า มีคนมองว่าท่านมีความใกล้ชิดกับนปช. มีผลต่อการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานศาลฎีกาใช่หรือไม่นายศิริชัย กล่าวว่า นปช.คือใครในชีวิตผมทำงานในพระปรมาภิไธย ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ ไม่เคยคิดทำนอกคำที่ได้ถวายสัตย์ ถ้าแม้พ่อแม่ของตนเป็นจำเลยกระทำความผิดก็จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ตอนผมเด็กๆ อาจจะเกเรเล่นการพนันแต่พอโตขึ้นมาตนเลิก เพราะเดี๋ยวจำเลยจะมาชี้หน้าได้ซึ่งตนจะไม่ทำตัวให้คนเขาว่าได้

ส่วนจะมีการวิ่งเต้นในวงการตุลาการไทยหรือไม่ นายศิริชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าทุกวงการมีคนแบบนี้ ตอนที่ตนเป็น ก.ต.ผมก็เป็นหัวหอกในการพิจารณาลงโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังนายศิริชัย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ในการแถลงชี้แจงรายละเอียดและความรู้สึก กับการตอบคำถามสื่อมวลชนแล้ว ก็มีผู้พิพากษาและข้าราชการกับลูกจ้างในศาลอุทธรณ์จำนวนหนึ่ง นำดอกกุหลาบสีชมพูมามอบให้กำลังใจนายศิริชัย พร้อมเปิดเพลงกำลังใจให้ด้วย ซึ่งวันนี้นายศิริชัยได้เคลียร์สิ่งของในห้องทำงาน ซึ่งพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลอุทธรณ์และผู้พิพากษาแล้ว โดยก่อนที่จะนั่งรถยนต์เพื่อเดินทางกลับออกไป นายศิริชัย ได้นำพวงมาลัย สักการะศาลพระภูมิสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณศาลอุทธรณ์ด้วย

“ตั้งกก.สอบตุลาการ” เปิดเผยตัวไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288183

ตั้งกกสอบตุลาการ  เปิดเผยตัวไม่ได้, นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม, กต, ตุลาการ, ตั้งกกสอบตุลาการ, เปิดเผยตัวไม่ได้, โฆษกศาลยุติธรรม

“โฆษกศาลยุติธรรม” แจงขั้นตอนตั้งกก.สอบฯ เป็นชั้นความลับ ส่วนหลักปฏิบัติหากลาออกแล้วผลสอบข้อเท็จจริงไม่ผิดก็ยุติ แต่ถ้าผิดวินัยไม่ร้ายแรง ก.ต.สั่งงดโทษได้

        เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 – นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ว่า เรื่องการแต่งตั้งบุคคลใดเป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงข้าราชการตุลาการ และผู้ที่ถูกสอบสวนนั้นเป็นใครนั้น ขั้นตอนปฏิบัติถือเป็นความลับไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดได้

         เมื่อถามถึงขั้นตอนปฏิบัติในการสอบสวนข้อเท็จจริงข้าราชการตุลาการนั้น นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า หลักปฏิบัติทั่วไปในการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อข้าราชการฝ่ายตุลาการนั้น หากปรากฏว่าไม่มีมูลความผิดเรื่องก็ยุติไป แต่หากเป็นความผิดทางวินัยก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยต่อไป

ส่วนการปฏิบัติต่อการสอบสวนทางวินัยนั้นถ้าผลออกมาว่าไม่มีมูลก็ยุติเรื่อง แต่หากตุลาการท่านนั้นลาออกจากราชการแล้วและผลการสอบสวนออกมาว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็ต้องงดโทษไป ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 75 บัญญัติว่าข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นการกล่าวหาเป็นหนังสือหรือโดยผู้มีอำนาจในการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการตุลาการ ผู้นั้นหรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แม้ภายหลังผู้นั้นจะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการไปแล้ว ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยสอบสวนหรือพิจารณาลงโทษหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้เป็นไปตามหมวดนี้ได้เสมือนผู้นั้นยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการ เว้นแต่ข้าราชการตุลาการผู้นั้นจะพ้นจากตำแหน่งเพราะตาย

ส่วน วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีผลการสวบสวนตามวรรคหนึ่ง ปรากฏว่าข้าราชการตุลาการผู้นั้นกระทำผิดวินัยแต่ไม่ร้ายแรง ก.ต.จะพิจารณางดโทษก็ได้

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และอนุ ก.ต. จะให้ข้อมูลลักษณะการแถลงข่าวต่อกรณีนายศิริชัย ประธานศาลอุทธรณ์ นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวชี้แจงว่า ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรมนั้น สามารถให้ข่าวผ่านทางโฆษกศาลยุติธรรม โดยต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ต.หรือ อนุ ก. ต.ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงโทษตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543หากเป็นความผิดวินัยนั้น ตามมาตรา 76 บัญญัติโทษทางวินัยมี 5 สถาน คือ(1) ไล่ออก(2) ปลดออก(3) ให้ออก(4) งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือน(5) ภาคทัณฑ์ ซึ่งการสั่งลงโทษข้าราชการตุลาการในสถานไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกนั้น จะกระทำได้เมื่อดำเนินการสอบสวนพิจารณาเรื่องการรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้แล้ว

ส่วนมาตรา 80 ระบุว่าในกรณีที่ข้าราชการตุลาการกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงถึงขั้นที่จะต้องไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษงดเลื่อนตำแหน่ง หรืองดเลื่อน เงินเดือนเป็นเวลาไม่เกิน 3ปี หรือถ้ามีเหตุสมควรปรานีจะสั่งลงโทษเพียงภาคทัณฑ์และจะให้ทำทัณฑ์บนไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ต้องให้คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประจำชั้นศาล ตามมาตรา 47 วรรคสอง พิจารณากลั่นกรองเสนอความเห็นและได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต.ก่อน

วอนพท.อย่าลากร่างพ.ร.ป.ฟันนักการเมืองโยงขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288169

พรป, สนช, อุดม รัฐอมฤต, กรธ, อุดม, กรธ, พรป, สนช

“อุดม”วอนเพื่อไทยอย่าลากร่างพ.ร.ป.ฟันนักการเมืองโกง เข้าปมขัดแย้งการเมืองยืนยันเนื้อหาเพื่อรักษาระบบยุติธรรม-เพิ่มประสิทธิภาพปราบโกง

          18 ก.ค. 60 นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันต่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย ว่าเป็นการทำบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิบัติในขั้นตอนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อคดีทุจริต เพื่อรักษาระบบของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงการดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะเมื่อร่างพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว จะถูกใช้บังคับกับบุคคลที่มีพฤติกรรมทุจริต ทั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่บังคับเฉพาะนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามต่อประเด็นที่คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยแถลงโต้แย้งต่อเนื้อหาร่าง พ.ร.ป.ฉบับดังกล่าว ตนเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ต้องการเชื่อมโยงประเด็นให้นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองและเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
“ผมมองว่าบุคคลที่ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของประเทศ แล้วพยายามนำประเด็นเพียงด้านเดียวมาขยายความ เท่ากับเป็นการมองเฉพาะผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่การมองที่ประโยชน์ที่เป็นสาธารณะหรือประชาชน ซึ่งผมยืนยันว่าประเด็นการอำนวยความยุติธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา, การให้หลักประกันด้านสิทธิของผู้ถูกฟ้องร้องยังคงเป็นไปตามหลักการสากลและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อีกทั้งไม่ได้ตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาต่อการต่อสู้คดี หรือเขียนบทบัญญัติที่มีผลย้อนหลังในทางให้โทษบุคคลใด เพราะร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้เป็นเพียงการออกแบบวิธีปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการไต่สวนคดีทุริต ประพฤติมิชอบ ไม่ใช่การเขียนบทให้โทษบุคคลที่ถูกกล่าวหาในคดีความต่าง ๆ” นายอุดม กล่าว

สนช.ตั้งกมธ.ร่วมกม.พรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288165

กคนี้, รถไฟความเร็วสูง, พรบประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง, สนช, กรธ

สนช.ตั้งกมธ.ร่วมกม.พรรคการเมือง 20 ก.ค.o หลังกรธ.มีความเห็นแย้ง 5 ประเด็นชี้ขัดเจตนารมณ์รธน.

 

18 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)วันที่ 20 ก.ค.จะมีวาระการประชุมสำคัญคือ การพิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  พ.ศ…… จำนวน 11 คน ตามมาตรา 11 วรรค 5 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ภายหลังจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)มีความเห็นโต้แย้งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จำนวน 5 ประเด็น  ประกอบด้วย 1.การพิจารณาบทบัญญัติใดแห่งร่างพ.ร.บ.พรรคการเมืองตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  ต้องพิจารณาบทบัญญัติแห่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวประกอบบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองตามมาตรา 258 ก. (1) ของรัฐธรรมนูญ อันแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าประสงค์ให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผย ตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน

2.การให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมสรรหาผู้สมัครเลือกตั้ง ตามมาตรา 50 และ 51 ของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจมีกรณีทำให้กระบวนการนั้น เป็นไปโดยไม่สุจริต เนื่องจากไม่มีมาตรการจัดการทุจริตในชั้นประชุมสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่มุ่งให้ขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ  3.มาตรา 51 (4) กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ลำดับ 1 ระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ทำให้หัวหน้าพรรคไม่สามารลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ทั้งที่เป็นสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง
4.มาตรา 35 กำหนดให้จังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกทุกเขตเลือกตั้งมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน  เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ทำให้พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกในเขตเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าวไม่สามารถจัดให้สมาชิกเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้เป็นการตัดสิทธิพรรคการเมืองไม่ให้ส่งผู้สมัคร  กระทบหลักการรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายต่อการเลือกตั้ง

5.มาตรา 138 ระบุว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ภายหลังจากพ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ  หากพรรคใดจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไว้แล้วในจังหวัดใด ให้พรรคนั้นส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก  จึงเข้าลักษณะเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 27 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ

สำหรับรายชื่อกมธ.ร่วม 11 คน ประกอบด้วยตัวแทนสนช. 5คนได้แก่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายกล้านรงค์ จันทิก  นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์  พล.อ.วิชิต ศรีประเสริฐ  ส่วนตัวแทนกรธ.5 คนได้แก่ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง นายอุดม รัฐอมฤต  นายภัทระ คำพิทักษ์ นายนรชิต สิงหเสนี นายประพันธ์ นัยโกวิท และตัวแทนกกต.1 คนได้แก่ นายศุภชัย สมเจริญ

นอกจากนี้ที่ประชุมจะพิจารณากรณีที่ครม.อนุมัติการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม.-นครราชสีมา   โดยเป็นวาระเพื่อทราบ ซึ่งจะมีรมว.คมนาคมมาชี้แจง

ไร้ช่องทางยื่นศาลรธน.ตีความกม.กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288134

เงิบ, สมชัย ศรีสุทธิยากร, กกต, สมชัย

 กกต.ยังไม่พบช่องยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต.สั่งสนง.ศึกษาเพื่อยื่น 2 ประเด็นไม่ฟันธงยื่นส่วนตัวหลังกม.ใช้บังคับ

        18 ก.ค. 60 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง แถลงภายหลังการประชุมกกต.ว่า ที่ประชุมกกต.มีมติเอกฉันท์ให้สำนักงานกกต.พิจารณาช่องทางที่จะยื่นร่างพ.ร.ป.กกต.ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นจาก 7 ประเด็นที่มีการเสนอให้ที่ประชุมกกต.พิจารณา คือ 1.ให้ยื่นในประเด็นที่มาตรา 26 ของพ.ร.ป.กกต. ตัดอำนาจกกต.คนเดียวในการสั่งระงับยับยั้งเลือกตั้งได้หากพบว่ามีการกระทำการที่เข้าข่ายเป็นการทุจริต โดยเห็นว่าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคท้ายที่กำหนดชัดเจนว่า กกต.คนเดียวมีอำนาจในการสั่งระงับยับยั้งการเลือกตั้งของหน่วยหรือเขตเลือกตั้งได้  2.ให้ยื่นในประเด็นมาตรา 27 ของพ.ร.ป. กกต.ที่ตัดอำนาจกกต.ในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 224 (1) บัญญัติให้กกต.มีอำนาจทั้งจัด หรือมอบอำนาจให้หน่วยงานหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ได้

“ทั้ง 2 ประเด็นนี้กกต.เห็นว่าหากประกาศใช้เป็นกฎหมายจะเกิดผลเสีย นำไปสู่การตีความว่าบทบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่และอาจมีปัญหาในแง่ของการปฎิรูปประเทศ ไม่สามารถทำให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม กกต.จึงเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าขัดรัฐธรรมนูญและให้สำนักงานไปศึกษาช่องทางกฎหมายในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสัปดาห์นี้หากมีช่องทางก็ให้เสนอต่อประธานกกต.ลงนามทันทีแต่ถ้าไม่มีช่องทางก็ให้รายงานต่อที่ประชุมกกต.ส่วนประเด็นอื่น ๆ กกต.ไม่ติดใจที่จะส่งศาลโดยเฉพาะเรื่องเซ็ตซีโร่กกต.เพราะถ้ายื่นก็จะทำให้สังคมเข้าใจว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว”นายสมชัย กล่าว

“สมชัย”ไม่ฟันธงยื่นส่วนตัวหลังกม.ใช้บังคับ   

นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า ที่กกต.ไม่ใช้ช่องทางยื่นหนังสือผ่านสนช.หรือนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองช่องทางเราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ อีกทั้งที่ผ่านมากกต.ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะแล้วว่าร่างกฎหมายมีปัญหาอย่างไร ก็เพียงพอที่นายกฯจะนำไปประกอบการพิจารณาว่า สมควรที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อนนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าหรือไม่ซึ่งการจะยื่นหรือไม่ก็เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร
นายสมชัย ยังกล่าวถึงการใช้สิทธิส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ถ้ากกต.คนใดเห็นว่าถูกกระทบสิทธิก็สามารถยื่นเรื่องไปได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่ประชุมกกต.ไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าใครจะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไรแต่ถ้าจะยื่น ก็คงต้องยื่นเมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้ว เพราะเมื่อยังไม่บังคับใช้ก็ยังไม่ถือว่าถูกละเมิดสิทธิ

“ส่วนตัวผมเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะต้องยื่นหรือไม่ เพราะต้องรอจนถึงวันนั้นก่อนค่อยว่ากันแต่ยืนยันว่าถ้าจะยื่นก็ไม่ได้ยื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่ต่อ แต่จะยื่นเพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้มีข้อความว่าพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน”นายสมชัย กล่าว
ปัดกกต.กำหนดวันเลือกตั้งอ้างสื่อเข้าใจผิด 

นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ากกต.กำหนดวันเลือกตั้งในช่วงส.ค. 61 ว่า ยืนยันว่า กกต.ยังไม่ได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่แท้จริง และแผนงานดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินของเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมการภายใน ยังไม่เคยมีการเสนอให้ที่ประชุมกกต.ได้รับทราบเลย ไม่ได้เป็นปฏิทินการเลือกตั้งดังนั้นสื่อจึงอาจเข้าใจผิด

“มาร์ค”ลั่นพร้อมร่วมมือสัญญาประชาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288131

อภิสิทธิ์, พรรคประชาธิปัตย์, ร่างสัญญาประชาคม, มาร์ค, ลั่น, พร้อม, ร่วมมือ, สัญญา, ประชาคม

“มาร์ค”ชี้ปชป.พร้อมให้ความร่วมมือไม่ค้านสัญญาประชาคม แต่ต้องปฏิบัติได้จริง

       18 ก.ค. 60 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่างสัญญาประชาคมว่า เบื้องต้นนายธนา ชีรวินิจ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าร่วมเวทีสาธารณะ ได้นำรายละเอียดกลับมาหารือกับตนเองแล้ว โดยทางพรรคไม่คัดค้านและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว ปัญหาต่อไปคือจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้จริง ซึ่งต้องไปช่วยกันคิดในรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ส่วนตัวยังไม่ได้เห็นข้อเสนอเพิ่มเติมอีก 15 ข้อ ของนายกรัฐมนตรีเพราะยังไม่ได้รับร่างสัญญาประชาคม จึงยังไม่รู้ว่ามีข้อเสนออะไรบ้าง

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ให้ทบทวนการแก้ไขเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ….. เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนว่าการที่พรรคเพื่อไทยมีความเห็นแตกต่างจากตนถือเป็นเรื่องปกติ แต่ยืนยันว่าไม่เห็นอะไรที่ขัดกับหลักยุติธรรม จากการศึกษากฎหมายในลักษณะนี้จะถือหลักการพิจารณาคดีจำเลยจะต้องรับทราบ ไม่ใช่พิจารณาโดยที่จำเลยไม่รู้หรือแม้แต่กรณีที่จำเลยหลบหนีอยู่ก็สามารถตั้งทนายมาต่อสู้ได้และหากจำเลยเปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้คดีก็มีสิทธิ์กลับมาต่อสู้คดีใหม่ได้ซึ่งในส่วนนี้ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้จำเลยได้รับความเป็นธรรมและในหลายประเทศในสหภาพยุโรปก็ใช้เงื่อนไขนี้ จึงอยากให้มองในด้านนี้ด้วย

“ผู้ที่เขียนกฎหมายก็พยายามให้สิทธิจำเลยในการตั้งทนายและรื้อฟื้นคดี รวมถึงยื่นอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎหมายไม่ได้ละเลยสิทธิในการต่อสู้คดี แต่กรณีจงใจหนีคดีไม่มาต่อสู้คดีก็อาจจะไม่เป็นธรรมต่อสังคม ในฐานะผู้เสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชั่น”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว