กกร.เด้งประมาณการส่งออก แนวโน้มดีเพิ่มเป็น 3.5-4.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994678

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกร.เห็นชอบให้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 2560 จากเดิมที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 2-3.5% มาเป็น 3.5-4.5% เนื่องจากการส่งออก 5 เดือนแรก ยังขยายตัวได้ดีและที่เหลือของปีนี้ ยังมีโอกาสเติบโตได้เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกยังคงมีความผันผวนและเป็นปัจจัยท้าทายโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศยังอาจเผชิญความท้าทายจากราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่เริ่มลดลง และการเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องใช้เวลา กกร.จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น กกร.ปรับลดประมาณการในปี 2560 มาที่ 0.5-1.5% จากเดิม 1.0-2.0%.

 

จีพีเอสซีเปิดโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น พร้อมลุย “เอนเนอร์ยี สตอเรจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994668

นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) อิจิโนเซกิ โซล่า พาวเวอร์ 1 จีเค ขนาด 20.8 เมกะวัตต์ ในญี่ปุ่น พร้อมเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไตรมาส 4 ปีนี้ตามแผน โดยโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านเยน หรือราว 3,000 ล้านบาท โดย GPSC เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดและถือเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกของกลุ่ม ปตท.ในญี่ปุ่น มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 20 ปี มีราคารับซื้อไฟ 40 เยนต่อหน่วย “เมื่อโรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าระบบ บริษัทจะต่อยอดลงทุนระบบกักเก็บพลังงานหรือเอนเนอร์ยี สตอเรจ เป็นการเข้าสู่ตลาดพลังงานทดแทนและระบบกักเก็บพลังงานภายใต้ยุทธศาสตร์สร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ นิว เอสเคิร์ฟ ในกลุ่ม ปตท.”

นายเติมชัยกล่าวว่า ล่าสุดได้ร่วมมือกับ 24M Technologies Inc. (24M) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่มีราคาถูก มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำมาใช้ในเอนเนอร์ยี สตอเรจ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนให้มีการจ่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยบริษัทได้รับสิทธิใช้เทคโนโลยีการผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีนวัตกรรมใหม่นี้ เพื่อทำตลาดในไทยและอาเซียน โดยได้ส่งพนักงานเข้าไปเรียนรู้ที่ 24M ในสหรัฐฯ เพื่อกลับมาสร้างโรงงานผลิตร่วมกับ 24M ในไทยปี 62

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.ได้วางกลยุทธ์ให้ GPSC เป็นหลักลงทุนเทคโนโลยีพลังงาน อาทิ เอนเนอร์ยี สตอเรจ แต่ขณะนี้เทคโนโลยียังพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่อิ่มตัว จึงไม่รู้ว่าต้นทุนจะเป็นอย่างไร และจะนำระบบนี้มาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นอนาคตเมื่อกลุ่ม ปตท.พัฒนาและผลิตใช้จริงได้แล้ว จะนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าอิจิโนเซกิ โซล่า พาวเวอร์ 1 จีเค.

 

เซเว่น-แฟมิลี่มาร์ท ซ่อนบุหรี่สุดพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994653

นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ในเครือซีพี กล่าวถึงการรับมือหลัง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ร้านเซเว่นที่มีสาขาอยู่ 10,000 สาขา ทั้งสาขาที่ลงทุนเอง 45% และสาขาแฟรนไชส์หรือ Store Business Partner 55% พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ โดยได้เตรียมพร้อมตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว โดยนำบุหรี่ออกจากชั้นวางสินค้าบริเวณด้านหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน ที่เดิมมีแผ่นปิดเพื่อให้ลูกค้ามองไม่เห็นสินค้าอยู่แล้ว เอาไว้ใต้เคาน์เตอร์ชั่วคราว พร้อมติดป้ายในบริเวณที่ขายบุหรี่เดิมให้ลูกค้าเห็นชัดว่าไม่วางขายสินค้าประเภทดังกล่าว พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับพนักงาน หากมีลูกค้าสอบถามให้ตอบว่าขณะนี้กำลังหาพื้นที่วางสินค้าที่เหมาะสมอยู่

“ส่วนการห้ามขายบุหรี่กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และการแบ่งขายเป็นตัวๆนั้น ที่ผ่านมาไม่มีการขายให้อยู่แล้ว ขณะที่การไม่วางขายบุหรี่บนชั้นวางสินค้า จะส่งผลกระทบกับยอดขายหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะเพิ่งเริ่มดำเนินการ”

ด้านร้านแฟมิลี่มาร์ท ร้านสะดวกซื้อในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปนั้น ผู้บริหารชี้แจงว่าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด โดยขณะนี้ได้ทำแผ่นอะคริลิกปิดบริเวณชั้นวางบุหรี่เดิมที่อยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงินเพิ่มเป็น 3 สเต็ป คือ เพิ่มปิดเฉพาะช่องในแต่ละช่องที่วางซองบุหรี่ จากเดิมปิด 2 สเต็ป คือ ปิดในแต่ละชั้นวาง และปิดรวมทั้งแผง เพื่อไม่ให้ลูกค้ามองเห็นสินค้า ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับกฎหมายดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.แล้วในทุกสาขา ทั้ง 1,150 สาขาทั่วประเทศ.

 

ราคาทองคำรูดหลุด 2 หมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994648

นายพิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ราคาทองคำปรับลดลงต่ำที่สุดในรอบกว่า 6 เดือน โดยมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นปี 2560 เห็นได้จากราคาที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำระบุว่า ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 19,650 บาท ขายออกที่บาทละ 19,750 บาท ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 19,298.68 บาท ขายออกที่บาทละ 20,250 บาท ทองคำโลกอยู่ที่ 1,223 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาที่ปรับลดจากราคาปิดของวันที่ 3 กรกฎาคมถึงบาทละ 200 บาท การลดลงของราคาในครั้งนี้ปรับลดที่แรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ หลังกองทุน SPDR เอสพีดีอาร์ ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำขายทองคำออกมาในคืนวันที่ 3 กรกฎาคม มากถึง 5-6 ตัน ส่วนตัวประเมินว่าสาเหตุที่กองทุนขายเพราะต้องการขายเพื่อทำกำไรในระยะสั้น

ทั้งนี้ ราคาทองคำในช่วงนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกและปัจจัยหนุนที่ชัดเจน ดังนั้นในช่วงที่ราคาทองคำร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณบาทละ 19,500-20,000 บาท และราคาทองคำโลกที่ 1,190-1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เป็นช่วงราคาที่น่าซื้อสะสม สำหรับกรอบราคาทองคำในสัปดาห์นี้คาดว่าจะแกว่งตัวอยู่ที่บาทละ 19,500-20,500 บาท ทองคำโลกจะอยู่ที่ 1,220-1,240 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์

ด้านนายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ ประธานกรรมการเอ็มทีเอสโกลด์แม่ทองสุก กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงมา 5 วันติดต่อกันแล้ว และเมื่อคืนวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาได้หลุดระดับ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ จึงส่งผลให้ราคาทองคำในไทยหลุดระดับที่เคยยืนเหนือที่ระดับบาทละ 20,000 บาท ลงมาทันที โดยในด้านเทคนิคทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว แนวโน้มราคาทองคำจะยังคงเป็นขาลง ส่วนปัจจัยพื้นฐานการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแกร่งขึ้นและมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยิ่งกระตุ้นให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง โดยมีแรงขายทองคำเพื่อไปเก็งกำไรสินทรัพย์สกุลเงินสหรัฐฯและตลาดหุ้นแทน ทั้งนี้ แนะนำสำหรับผู้ลงทุนทองคำให้เก็งกำไรในทิศทางขาลง โดยมองราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสปรับลงไปที่ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จะเป็นลักษณะแกว่งตัวและค่อยๆปรับลงเป็นสเต็ปไม่ได้ไหลรูดลงแรง.

 

“ซิติค” ยักษ์ก่อสร้างจากจีนผนึกกำลังเพซ ร่วมทุนสร้างที่พักอาศัยใจกลางกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994643

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่จากประเทศจีน คือ ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างของจีน เพื่อร่วมพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแห่งใหม่บนที่ดินทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ซิติค คอนสตรัคชั่นจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบด้านการเงินและการก่อสร้าง ขณะที่เพซจะรับหน้าที่วางแผนด้านงานออกแบบ การขายและการตลาดทั้งหมด โดยมี CITIC CLSA Securities เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือครั้งนี้ โดยรายละเอียดโครงการใหม่จะเปิดเผยให้ในเร็วๆนี้

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่กลุ่มทุนจากจีนเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย และแสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจของเพซ โดยซิติค คอนสตรัคชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมอันดับต้นๆของโลก มีความแข็งแกร่งด้านการเงินและการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ โดยเชี่ยวชาญการก่อสร้างแลนด์มาร์คที่เป็นที่ ยอมรับระดับนานาชาติและมีสถาบันการเงินของตัวเองคือ ซิติคแบงก์”

ด้านนายเฉิน กัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในเอเชีย จากการสนับสนุนของภาครัฐในการวางรากฐาน ทั้งด้านผังเมืองและสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกรุงเทพฯ และเป็นเมืองจุดหมายเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชีย ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯยังมีการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งเป็นตลาดที่เพซมีความเชี่ยวชาญในระดับโลก จึงหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสำเร็จของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะโครงการใหม่บนที่ดินทำเลทองใจกลางเมือง ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆนี้”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 05/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994600

คปภ.ลงพื้นที่ตรวจเข้มประกัน อึ้ง! เจอแบงก์ขายพ่วงบัตรอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994628

นายสุทธิพล ทวีชัยการ

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางร่วมกับผู้อำนวยการภาค 5 ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ.จังหวัดร้อยเอ็ดและเจ้าหน้าที่ในสังกัด สำนักงาน คปภ. ภาค 5 ได้ร่วมกันเข้าตรวจธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามการปฏิบัติตามประกาศ คปภ.เกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์

“สำนักงาน คปภ.ได้ตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิประโยชน์กับประชาชน ซึ่งการตรวจติดตามครั้งนี้พบว่า มีประเด็นที่หมิ่นเหม่ต่อการไม่สอดคล้องกับประกาศ คปภ. ดังกล่าว เช่น แบบฟอร์มใบสมัครบัตรเดบิตที่มีบริการประกันภัยไม่ได้ระบุค่าเบี้ยประกันแยกจากค่าธรรมเนียมบัตร ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคสับสน พนักงานธนาคารที่เสนอขายประกันวินาศภัยแสดง ใบอนุญาตนายหน้าหมดอายุ แม้วันที่เข้าตรวจจะไม่พบว่ามีการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย และมีการชี้แจงว่าได้ต่อใบอนุญาตแล้ว แต่ก็ไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้ นอกจากนี้ บางธนาคารไม่มีป้ายแบ่งโซนการเสนอขายประกันให้ชัดเจน โดยใช้ป้ายระบุคำกว้างๆว่า บริการทางการเงิน นอกจากนี้ ยังพบว่าเอกสารแนะนำผลิตภัณฑ์และแบบฟอร์มใบสมัครฯของบางธนาคารไม่ชัดเจน ทำให้ลูกค้าสับสนและไม่ทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเป็นประกันภัย”.

 

รมว.พาณิชย์ เดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับนานาชาติ เล็งไปตุรกี 16-20 ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 01:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994743

รมว.พาณิชย์ เดินหน้าเจรจาการค้า ทั้งเอฟทีเอและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกับหลายประเทศ เตรียมเดินทางเยือนตุรกี 16-20 ก.ค.นี้ ถกระดับรัฐมนตรีเร่งทำเอฟทีเอระหว่างกัน…

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงว่า ในปีนี้ ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (Strategic Partnership) และเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟที) ของไทยกับประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนี้การจัดทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ มีความคืบหน้ามากแล้ว ทั้งกับปากีสถาน ศรีลังกา ตุรกี และอังกฤษ โดยวันที่ 16 – 20 ก.ค.นี้ เตรียมเดินทางไปเจรจาเอฟทีเอกับรัฐมนตรีของตุรกี เพราะการเจรจามีวามคืบหน้าค่อนข้างมาก

“ตุรกีต้องการให้เดินทางไปเจรจาในระดับรัฐมนตรี นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการสานสัมพันธ์ทางการค้า และตุรกีเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าไทย เพราะเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังยุโรปตะวันออก แอฟริกาตอนเหนือ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน และให้การคุ้มครองนักลงทุน จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในตุรกี และโอกาสส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ประมง รวมทั้งผลิตอาหารฮาลาล” รมว.พาณิชย์ กล่าว

สำหรับเอฟทีเอไทย-ตุรกี เดิมมีกำหนดจะประกาศเริ่มเปิดเจรจาต้นปี 59 แต่เกิดสถานการณ์รุนแรงในตุรกี จึงต้องเลื่อนกำหนดการออกไป ภายใต้เป้าหมายการลดภาษีสินค้าเป็น 0% ในทันทีมีความตกลงมีผลบังคับใช้สำหรับสินค้า 90% ของสินค้าทั้งหมดค้าขายระหว่างกัน

ส่วนเอฟทีเอ ไทย – ศรีลังกาจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งไทยจะโอกาสการค้าไปสู่ตลาดใหม่อย่างแอฟริกา เพราะศรีลังกาตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย มีเส้นทางการเดินเรือที่คับคั่งที่สุดแห่งหนึ่ง ไทยสามารถใช้ศรีลังกาเป็นประตูไปยังแอฟริกาใต้ รวมถึงอินเดียและปากีสถาน นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่ไทยสนใจ และต้องการนำเข้า เช่น อัญมณี และประมง

ขณะที่เอฟทีเอไทย – อิหร่าน ขณะนี้กระทรวงยังอยู่ระหว่างการศึกษายกระดับข้อตกลงการค้า จากเดิมที่จะทำข้อตกลงในรูปแบบพันธมิตรทางการค้า ในการขอลดภาษีสินค้าบางอย่าง แต่เนื่องจากอิหร่านเป็นตลาดที่มีโอกาสในการส่งออก จึงจะขยายกรอบความร่วมมือเป็นเอฟทีเอแทน ซึ่งไทยได้เสนออิหร่านไปแล้ว สำหรับเอฟทีเอไทย – สหภาพยุโรป (อียู) ขณะนี้ยังชะลอการเจรจาออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะอียูอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนภายใน แต่ไทยสนใจจะเจรจาเอฟทีเอกับอังกฤษก่อน ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือ.

 

พาณิชย์ ดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม ยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994400

กรมการค้าต่างประเทศ เร่งเครื่องหนุนสินค้าเกษตรนวัตกรรม นำร่องข้าว ล่าสุดถกผู้ผลิตแก้ปัญหาอุปสรรค พร้อมจัดหาช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ หวังดันมูลค่าสินค้านวัตกรรมข้าวไทย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกร..

วันที่ 4 ก.ค. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ที่อยู่ภายใต้กรมฯ ได้จัดทำแผนงานส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้เชิญผู้ประกอบการสินค้านวัตกรรมข้าวมาแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา/อุปสรรคในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลด้านการตลาด เพื่อจัดทำแผนงานการช่วยเหลือ

ซึ่งสถาบันฯ จะรวบรวมข้อมูลและนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ประกอบการเป็นรายกรณี โดยจะเร่งดำเนินการให้มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรม ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาข้าว และความเป็นอยู่ของเกษตรกรได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ของผู้บริโภค เกี่ยวกับสินค้านวัตกรรมข้าว ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนส.ค.นี้ รวมทั้ง จัดหาช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายให้กับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังจะเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ณ ตลาด อ.ต.ก. ระหว่างวันที่ 22-30 ก.ค.นี้ คาดว่า จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้านวัตกรรมข้าวได้ทั่วถึงมากขึ้น รวมทั้งสามารถเพิ่มคู่ค้าและยอดขายให้กับผู้ประกอบการได้

อย่างไรก็ตาม สถาบันฯจะขยายช่องทางการจำหน่าย และสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมข้าวในต่างประเทศด้วย และกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาให้ความรู้ในการขยายตลาดประเทศต่างๆ คาดจะช่วยส่งเสริมผลักดันสินค้านวัตกรรมข้าวให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างกว้างขวาง และเพิ่มศักยภาพสินค้านวัตกรรมข้าว เพื่อแข่งขันในเวทีการค้าโลก

ทั้งนี้ กรมฯขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ จากนวัตกรรมสินค้าข้าว ที่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกับกรมฯ หรือขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมด้านการให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาอุปสรรค และการส่งเสริมการตลาด ได้ที่ โทร. 0-2547-4771-86 ต่อ 4044, 4047 หรือเว็บไซต์กรมฯ ที่ Dft.go.th/ Apiinspire, APiinspire@gmail.com, facebook.com/APiinspire, twitter.com/APiinspire และ instagram.com/APiinspire.

 

ครม.ไฟเขียว งบ 5 ปี รวม 2,873 ล้าน เชื่อมตลาดข้าวอินทรีย์-GAP ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994313

ครม.ไฟเขียว โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจร วงเงินงบประมาณ 5 ปี รวม 2,873 ล้าน ส่งเสริมระบบนาแปลงใหญ่ หนุนชาวนาขายข้าวให้ผู้ประกอบการได้ราคาสูงกว่าตลาด…

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจร วงเงินงบประมาณ 5 ปี (61-65) รวมทั้งสิ้น 2,873 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 61 จำนวน 85 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกับโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่) และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 60 เน้นการส่งเสริมในด้านการผลิต และโครงการที่เสนอในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดระหว่างกลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อให้กลุ่มชาวนาทั้ง 2 ประเภทสามารถขายข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด

สำหรับโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นการสนับสนุนให้เกษตรรวมกลุ่มทำการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานข้าวแบบ GAP ส่วนโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ มีเป้าหมายผลิตข้าวอินทรีย์ทั้งหมด 3 แสนไร่ในปี 60 แต่ที่ผ่านมาข้าวที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP หรือข้าวอินทรีย์ ราคายังไม่ได้เป็นแรงจูงใจเกษตรกรให้หันมาปลูกข้าว 2 ชนิดนี้ ดังนั้น มาตรการที่เสนอ ครม.เพื่อชี้นำราคาข้าว GAP และข้าวอินทรีย์ โดยที่มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 77 จังหวัด

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ 2 โครงการเพื่อส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และให้ชาวนาสามารถขายข้าว ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเป็นข้าวอินทรีย์ โดยชาวนาขายข้าวเปลือกของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในราคาที่ดีตามคุณภาพได้ไม่น้อยกว่า 594,000 ตันข้าวเปลือก ตั้งแต่ปีการผลิต 60-64 และชาวนาขายข้าวเปลือกที่ได้รับการรับรอง GAP ได้ไม่น้อยกว่า 10.3 ล้านตันข้าวเปลือกในปี 60-64

ส่วนวิธีการดำเนินการ กระทรวงเกษตรฯ จะจับคู่กลุ่มชาวนากับผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ และจัดให้มีการทำ MOU การซื้อขายข้าวจากโครงการ โดยที่ผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนสินเชื่อซอฟท์โลน หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยที่รัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี นอกจากนี้ ธนาคารอาจจะสมทบชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 1 ต่อปี โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ร่วมในโครงการสูงกว่าราคาตลาด โดยแบ่งเป็นรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาตลาดร้อยละ 4 ยกเว้นข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานออแกร์นิกไทยแลนด์ จะได้รับการซื้อสูงกว่าราคาตลาดร้อยละ 15

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะจัดสรรโควตาร้อยละ 10 ของโควตาการส่งออกข้าวไปอียู หรือจำนวนปีละ 2 พันตันให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ รวมทั้งสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้รณรงค์ให้ประชาชนบริโภคข้าวอินทรีย์และข้าว GAP มากขึ้น คาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณ 5 ปี รวม 2,873 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าชดเชยดอกเบี้ย 2,484 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการ 389 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย และบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ผ่านความเห็นชอบแล้ว.