คนมีหนี้บ้านควรรู้ ผ่อนอย่างไรให้เงินต้นหมดไว ดอกเบี้ยไม่บาน (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/991678

‘หนี้’ เป็นคำสั้นๆ แต่เวลาคิดถึง หรือพูดถึงเมื่อไร ก็เล่นเอาคนเป็นหนี้ จุกแทบทุกที โดยเฉพาะเมื่อเห็นดอกเบี้ย ที่กำลังเบ่งบานอยู่ในธนาคาร หรือ ในมือเจ้าหนี้ แต่ในทางกลับกัน หากเราไม่เป็นหนี้ ไหนเลยจะมีความสุข บางคนก่อหนี้ซื้อบ้าน บางคนก่อหนี้ไปลงทุนทำธุรกิจ บางคนก่อหนี้เพราะความจำเป็น เอาเป็นว่า เป็นหนี้ ไม่ได้มีแต่ความทุกข์ แต่เราจะมีทั้งสุข ทั้งทุกข์สลับกันไป


http://www.thairath.co.th/clip/140598

สำหรับ คนเป็นหนี้บ้าน ที่ต้องผ่อนระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ‘ไทยรัฐออนไลน์’ มีวิธีผ่อนบ้านให้ดอกเบี้ยไม่บาน และวิธีปลดหนี้ให้เราเป็นไทได้เร็วขึ้น นั้นก็คือ การรีไฟแนนซ์บ้าน และการผ่อนค่างวดให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ มงคล ลุสัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ Wealth Design Consulting กล่าวว่า เหตุผลส่วนใหญ่ของคนที่ต้องการ รีไฟแนนซ์บ้าน คือ
1. อยากให้ดอกเบี้ยบ้านน้อยลง
2. อยากปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อขอลดค่าเงินผ่อนลง
3. อยากผ่อนค่างวดให้มากขึ้นในจำนวนปีเท่าเดิม และดอกเบี้ยไม่แพงจนเกินไป
4. อยากจ่ายค่างวดให้น้อยลง และดอกเบี้ยถูก
5. อยากรวมหนี้ เป็นก้อนเดียว ในกรณีที่มีหนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้อื่นๆ

มงคล ลุสัมฤทธิ์มงคล ยกตัวอย่างว่า สมมติว่าเรากู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้านในวงเงิน 5,000,000 บาท หากเลือกผ่อน 25 ปี อัตราดอกเบี้ย 7% ต้องผ่อนเดือนละ 35,339 บาท

หากใช้สิทธิผ่อนครบเลย 25 ปี เงินกู้ 5,000,000 บาท ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5,601,688 บาท ต้องจ่ายเงินคืนธนาคารทั้งหมด 10,601,688 บาท

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยผ่อนบ้านของเรา สูงเฉลี่ยเท่าเงินกู้ซื้อบ้านเลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่า ผ่อนบ้าน 1 หลัง แต่เหมือนได้บ้าน 2 หลัง เลยทีเดียว

สำหรับ เทคนิคที่ช่วยให้หนี้บ้านไม่บาน มีดังนี้

1. หมั่นสำรวจตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านทุกๆ 3 ปี เพื่อเป็นการทบทวนดอกเบี้ย เพื่อมองหาโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

2. ตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านของธนาคารเดิม และธนาคารอื่นๆ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ เพื่อรีไฟแนนซ์บ้าน

เทคนิค : พยายามรีไฟแนนซ์ ในธนาคารเดิมหากดอกเบี้ยที่คำนวณไม่ต่างกันมาก เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงค่าจดจำนองใหม่ และค่าประเมินบ้าน

3. ผ่อนค่างวดเพิ่มประมาณ 10% ต่อเดือน ยกตัวอย่างเช่น หนี้บ้าน 5 ล้าน ผ่อนบ้าน 25 ปี งวดละ 35,339 บาท หากเพิ่มขึ้น 10% คือผ่อนเดือนละ 40,000 บาท วิธีนี้หนี้คุณจะหมดเร็วขึ้นประมาณ 6 ปีเศษๆ และดอกเบี้ยจ่ายน้อยลงไป 1.6 ล้าน

4. มีเงินก้อนต้องโปะ ยกตัวอย่างเช่น หากเราได้โบนัส 200,000 บาท ให้เอาโบนัสมาโปะก็เท่ากับ 1 ปี เราผ่อนเพิ่มประมาณ 3 เดือน หรือประมาณ 120,000 บาท หากทำให้หนี้หมดเร็วขึ้นประมาณ 9 ปี จะทำให้ลดดอกเบี้ยไปประมาณ 2 ล้านนั่นเอง

 

หลักเกณฑ์คุมคนรุ่นใหม่ก่อหนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/993080

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการควบคุมธุรกิจบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาและเริ่มเข้าทำงาน สร้างหนี้เกินตัว โดยเกณฑ์ใหม่เริ่มใช้เดือน ส.ค.นี้ ได้ปรับเปลี่ยนเพดานการปล่อยเงินกู้ จากเดิมคือธุรกิจบัตรเครดิต ให้ผู้มีรายได้ต่อเดือน 15,000-30,000 บาท ได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ ขณะที่ 30,000-50,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 3 เท่า และรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป ยังเหมือนเดิมที่ 5 เท่าของรายได้ แต่ไม่ได้ควบคุมจำนวนสถาบันการเงินออกบัตรเครดิต ด้านสินเชื่อบุคคลให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และสถาบันการเงินปล่อยกู้ได้สูงสุด 3 แห่ง หรือคิดเป็น 4.5 เท่าของรายได้ ผู้มีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาทขึ้นไปยังได้รับอนุมัติสินเชื่อ 5 เท่า

นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า จะส่งผลให้ปีนี้การขยายตัวของสินเชื่อบุคคลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ต้องไปเน้นปล่อยสินเชื่อบ้านทดแทน เพื่อดันให้ยอดสินเชื่อรายย่อยขยายตัวตามเป้าหมายที่ 10% นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการควบคุมจะมีผลให้การปล่อยสินเชื่อบุคคลในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้า แต่ผลกระทบธุรกิจบัตรเครดิตไม่มาก เนื่องจากผู้ขอใช้บริการรายใหม่ขยายตัวไม่มาก.

 

ยอดเที่ยวบินไทยพลาดเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993113

วิกฤติโลก-ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญพ่นพิษ

“บวท.” เผยวิกฤติโลก–ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ ฉุดยอดเที่ยวบินในไทยต่ำเป้า คาดทั้งปีอยู่ที่ 9.6 แสนเที่ยวบิน ขยายตัว 6% จากเป้าหมาย 9% พร้อมรับมือ “ไอเคโอ” ตรวจมาตรฐานความปลอดภัยการบิน 11–21 ก.ค.นี้ ขณะที่ “คมนาคม” ยังไม่ชัวร์ รถบัสแอร์เอเชียชนเครื่องบินนกแอร์ กระทบการตรวจสอบหรือไม่

นางสาริณี อังศุสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 60 (เดือน ต.ค.59-ก.ย.60) การเติบโตของเที่ยวบินในไทยจะอยู่ที่ราว 6% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 9% เพราะวิกฤตการณ์โลก ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้เที่ยวบินทั่วโลกลดลง และทั้งโลกได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ไทยยังได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญในช่วงต้นปี รวมถึงบรรยากาศภายในประเทศด้วย แต่ล่าสุดพบว่า จำนวนเที่ยวบินเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว

สำหรับในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 60 คือ เดือน ต.ค.59-พ.ค.60 มีเที่ยวบินในน่านฟ้าไทย 710,000 เที่ยวบิน ขยายตัว 6% ส่วนทั้งปีงบประมาณตั้งเป้าหมายที่ 950,000-960,000 เที่ยวบิน ขยายตัว 6% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9% ขณะที่รายได้ 8 เดือน อยู่ที่ 9,100 ล้านบาท และทั้งปีตั้งเป้าหมายไว้ที่ 12,000 ล้านบาท

นางสาริณีกล่าวต่อถึงการเตรียมความพร้อมรองรับกรณีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) จะตรวจสอบภายใต้โครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน (ยูแซฟ) ของไทยวันที่ 11-21 ก.ค.นี้ว่า ไอเคโอจะตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสำนักงานใหญ่ของ บวท. คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะเตรียมพร้อมแล้ว โดยวันที่ 5 ก.ค.นี้ จะตรวจความพร้อมสำนักงานใหญ่ และวันที่ 7 ก.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

“ตอนนี้เร่งทบทวนสิ่งที่ไอเคโอจะตรวจ เช่น มาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ ระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งการเข้าถึงพื้นที่ ตัวบุคคล ระบบอุปกรณ์ต่างๆ เพราะไอเคโอจะดูว่ามีแผนฉุกเฉินรับมือเหตุการณ์ต่างๆ หรือไม่ มีมาตรการควบคุมอย่างไร และทบทวนมาตรการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง บวท.ได้จัดทำเป็นคู่มือรักษาความปลอดภัยการให้บริการเดินอากาศ ทั้ง 36 สนามบิน และแผนฝึกอบรมพนักงานตามคู่มือฯ เสนอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) พิจารณาแล้ว”

ทั้งนี้ ไอเคโอจะเริ่มตรวจตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. เป็นการรับฟังข้อมูลทั้งหมดจาก กพท.ก่อน จากนั้นวันที่ 12 ก.ค. จะตรวจสำนักงานใหญ่ บวท. วันที่ 17 ก.ค. ตรวจหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ วันที่ 18 ก.ค.ตรวจหอบังคับการบินที่ดอนเมือง ซึ่งทุกเย็นจะแจ้งให้ทราบว่ามีจุดใดผ่าน และต้องปรับปรุง จากนั้นจะให้เวลาแก้ไข 60 วัน ก่อนแจ้งผลว่าผ่านหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กพท. ว่า จากเหตุการณ์รถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารของสายการบินไทยแอร์เอเชีย พุ่งชนอากาศยานสายการบินนกแอร์ ซึ่งจอดอยู่ที่หลุมจอด 35 สนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะส่งผลกระทบด้านลบ ต่อกรณีที่ไอเคโอ จะตรวจสอบตามยูแซฟที่ไทยวันที่ 11-21 ก.ค.นี้ หรือไม่ เพราะต้องรอผลการสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าอุบัติเหตุนี้มีสาเหตุจากคนขับรถไม่ได้ปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัย หรือเกิดเหตุสุดวิสัย โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งตรวจสอบสาเหตุ น่าจะรู้ผลภายใน 1-2 สัปดาห์.

 

“กูเกิล” ตั้งแง่ลงทะเบียนยูทูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993078

ผู้แทนการค้าสหรัฐฯมาแปลกเข้าร้องเรียนพาณิชย์

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ ได้นัดประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงาน หลังจากที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.กสทช.) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ต้องทำปรับบทบาทการทำงานของสำนักงาน กสทช. การทำงานของคณะอนุกรรมการต่างๆให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ซึ่งในการประชุมครั้งก่อน ได้ให้คณะอนุกรรมการแต่ละชุดไปตรวจสอบกันเองว่า กรรมการมีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าคุณสมบัติไม่ครบ ก็ต้องลาออก ขณะเดียวกัน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.ได้มารายงานความคืบหน้าการทำงานของคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ซึ่งมีหน้าที่จัดระเบียบการให้บริการแอพพลิเคชั่น ทีวี โดยจะได้นำไปรายงานให้บอร์ด กสทช.รับทราบการดำเนินงานทั้งหมด

พ.อ.นทีกล่าวว่า ขณะนี้บริษัท กูเกิล ประเทศไทย จำกัด ในฐานะตัวแทนกูเกิล สหรัฐอเมริกา เจ้าของยูทูบ ได้แจ้งมายัง กสทช.ว่า การติดต่อเพื่อลงทะเบียนธุรกิจบริการโอทีที ในประเทศไทย ตามที่ กสทช.กำหนดภายในวันที่ 22 ก.ค.60 นั้น ทางกูเกิล สหรัฐอเมริกา จะเป็นผู้ติดต่อประสานงานมายัง กสทช.โดยตรง ส่วนเฟซบุ๊กยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด แต่เชื่อมั่นว่าทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบ จะมาลงทะเบียนเพื่อประกอบกิจการในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เดินทางเข้าพบ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือพร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โอทีที ในกรณีกำหนดให้มาลงทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค.นั้น ถือเป็นการดำเนินการเกินกว่าที่ได้รับมอบหมายจากบอร์ด กสทช. และอาจขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และหากจำเป็นอาจนำเรื่องมาหารือในระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนสหรัฐฯกลางเดือน ก.ค.นี้.

 

“ผมเป็นแพะ” เปิดใจ ทนง พิทยะ ผู้ปลดปล่อยลอยตัวค่าเงิน ปฐมบทวิกฤติต้มยำกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992255

หลังจากที่มีการประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 จนนำไปสู่ปฐมบทของวิกฤติต้มยำกุ้ง ฝันร้ายของใครหลายคน ณ เวลานั้น สถาบันการเงินปิดตัวลง บริษัทหลายแห่งเจ๊ง หนี้สินท่วม คนตกงานจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หนังสือพิมพ์ออกข่าวคนฆ่าตัวตายไม่เว้นแต่ละวัน … และในวันนี้ได้มาบรรจบครบรอบ 2 ทศวรรษ

ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ชื่อของ “ทนง พิทยะ” ถูกทาบทามจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้มานั่งเก้าอี้ รมว.คลัง หลังจากที่ “อำนวย วีรวรรณ” ลาออกเพราะสู้การโจมตีค่าเงินบาทจากต่างชาติไม่ไหว และด้วยคำเชิญที่ยากจะปฏิเสธของนายเก่าว่า “ทนงกลับมาช่วยชาติหน่อย!” เขาจึงทิ้งการท่องเที่ยวบนเกาะฮ่องกงกลับมาช่วยงานทันที

หลังจากที่ทนงเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ได้มีการประชุมร่วมกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่วังมัจฉา ครั้งนั้น ธปท.แสดงฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ว่าเหลืออยู่เพียง 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และในจำนวนนี้เป็นทุนสำรองของฝ่ายออกบัตรที่ต้องใช้หนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรประมาณ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่ากับว่าเหลือทุนสำรองที่ไร้ภาระเพียง 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น ซึ่งไม่พอรับมืออย่างแน่นอนหากเกิดเหตุอะไรขึ้นมา

ขณะที่ ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 นั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องจากการกู้ยืมเงินต่างประเทศมาใช้จ่าย มีการนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก จนขาดดุลการค้า ซึ่งการเติบโตแต่เพียงตัวเลข ไม่ได้เกิดการขยายตัวอย่างแท้จริง ส่วนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เติบโตอย่างมาก ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเกิดความต้องการเก็งกำไร ซึ่งดึงดูดให้มีผู้เข้ามาลงทุนในธุรกิจอย่างมากจนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ จนกระทั่งฟองสบู่แตกในที่สุด ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินที่มีการปล่อยสินเชื่ออย่างไม่รอบคอบ จนนำไปสู่หนี้สูญมหาศาล โดยมีปัจจัยเร่งมาจากการดำเนินนโยบายระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ด้วยเช่นกัน

ถึงแม้ว่าแบงก์ชาติจะพยายามแก้ไขปัญหา โดยดึงเงินทุนสำรองที่มีอยู่ไปใช้ หรือกู้เงินมาโปะเพิ่มเพื่อสู้กับค่าเงิน แต่ก็ยังสู้ไม่ไหว จนเมื่อเงินที่มีอยู่หมด แถมยังมีหนี้เพิ่ม ประเทศไทยที่อยู่ในสภาวะขาดเงินหมุนเวียน สุดท้ายจึงจำเป็นต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการเคลื่อนไหวเข้าออกของเงินทุน

ดังนั้น ในที่ประชุมจึงหารือถึงวิธีแก้ปัญหา 2 แบบ 1.ลอยตัวค่าเงิน และ 2.ลอยตัวแบบมีเพดาน ครั้งละ 5-10% ซึ่ง “เริงชัย มะระกานนท์” ผู้ว่าการ ธปท. สมัยนั้น ขอเวลากลับไปหารือกับเจ้าหน้าที่ของ ธปท. ก่อนที่ วันเสาร์ที่ 28 มิ.ย. 2540 ได้โทรศัพท์กลับมาแจ้งว่าจะ “ลอยตัวค่าเงินบาท” หรือเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจากระบบคงที่ เป็นระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ

วันถัดมา 29 มิ.ย. 2540 ทั้งคู่จึงไปเข้าพบ พล.อ.ชวลิต นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียนให้ทราบถึงการตัดสินใจดังกล่าว แต่ยังไม่ระบุว่า ว่าจะลอยตัวค่าเงินวันไหน เวลาใด

อดีต รมว.คลัง กล่าวถึงตอนที่นำเอกสารลอยตัวค่าเงินบาทไปให้กับ พล.อ.ชวลิต เซ็นหลังการประชุม ครม. ในวันที่ 1 ก.ค. 2540 ว่า “ในตอนนั้นท่านนายกฯ ได้ถามว่า ‘จะเอาจริงหรือน้อง’ ผมก็ตอบไปว่า ‘มันอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วครับ’ พล.อ.ชวลิต ก็จับปากกาเซ็นเอกสารทันที”

ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทในวันพุธที่ 2 ก.ค.2540 ทั้งๆ ที่ได้ตัดสินใจจะลอยตัวตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย นั้น ทนง เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เราถามท่านผู้ว่าฯ ธปท.ว่าถ้าลอยตัววันจันทร์ ท่านคิดอย่างไร ท่านก็บอกว่ามันจะมีปัญหากับธนาคารพาณิชย์ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะขยับทันที แล้วธนาคารจะปิดบัญชีแบบขาดทุน ต้องเกิดปัญหาตามมาอีกเยอะ จะทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้น ท่านอยากให้มีการปิดบัญชีให้เรียบร้อยก่อน คือหลังวันปิดบัญชีวันที่ 30 มิ.ย. ส่วนวันที่ 1 ก.ค.เป็นวันหยุดของธนาคาร ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ เลยวางแผนว่าเอาวันที่ 2 ก.ค.ซึ่งเป็นวันพุธ”

ท้ายที่สุด ทนงจึงได้ตัดสินใจ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ตามข้อเสนอของแบงก์ชาติ หลังจากโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีคลังได้เพียง 11 วันเท่านั้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยไหลรูดจาก 25.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บริษัทเอกชนที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศในมือเวลานั้นมีหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 100% ถึงขั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะชำระหนี้ได้ ต้องประสบภาวะ “ล้มละลาย” จนประเทศไทยต้องไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ “ไอเอ็มเอฟ” ให้จัดหาเงินกู้ให้

แต่สิ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ คำขอโทษจากปากผู้เสนอให้นายกฯ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทคนนี้ “ผมก็ต้องขออภัยที่บางคนต้องเจ็บปวด แต่ผมคิดว่าเป็นความเจ็บปวด ซึ่งในที่สุดทำให้เราได้เรียนรู้ แล้วทำให้เราประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่เจ็บปวดจากการลอยตัวค่าเงินได้เรียนรู้ และฟื้นกลับมาเกือบครบทุกคน ผมก็คิดว่าเขาคงเข้าใจผมแล้ว ก็ต้องขออภัยที่ตอนนั้นเขาต้องเจ็บปวด”

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเกียรติจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘ดร.ทนง พิทยะ’ ผู้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท สู่ปฐมบทวิกฤติต้มยำกุ้ง เปิดใจถึงความรู้สึก ณ ขณะนั้น เขาคิด เขารู้สึก เขาเจออะไรมาบ้างเมื่อ 20 ปีที่แล้ว…

ผู้สื่อข่าวเริ่มคำถามแรกว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อนึกถึงการประกาศลอยตัวค่าเงินแล้วมักจะนึกถึงหน้าอาจารย์ทนง? ชายวัยเฉียดเข้าเลขเจ็ดอีกไม่กี่วัน หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนตอบว่า “มันเป็นความจำเป็นที่ผมจะต้องเข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นงานที่ไม่ได้อะไรและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการลอยตัวค่าเงิน หรือการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ผู้ที่นำเงินจากต่างประเทศเข้ามานั้น เสียหายทันที เพราะจะต้องใช้เงินบาทไปแลกเงินดอลลาร์มากขึ้น โดยจะมีทั้งคนได้-คนเสีย ซึ่งคนได้จะเป็นกลุ่มที่ทำทัวร์ท่องเที่ยวขายของได้ดีขึ้น เนื่องจากค่าเงินถูกลง ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนระบบคนที่เสียก็จะตำหนิ โจมตีเราได้ตลอดเวลา ซึ่งผมต้องยอมรับชะตากรรมที่โดนโจมตีอยู่เป็นสิบปี แต่ผมก็เห็นใจเขาที่ต้องเสียหาย เพียงแต่มันไม่มีทางเลือกให้ผมเท่านั้นเอง”

ก่อนหน้าที่ ดร.ทนง จะเข้ามารับตำแหน่ง รู้มาก่อนหรือไม่ว่าการเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่? อดีตรมว.คลัง ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่เคยคิดนะว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้…ก่อนหน้านั้นเราทำงานอยู่ธนาคารก็ไม่เคยรู้ว่ามันรุนแรงแค่ไหน…ไม่เคยรู้ว่าหนี้มีตั้งแสนล้านเหรียญ…ไม่เคยรู้ว่าถูกโจมตีค่าเงินบาท”

ยอมรับในฐานะ รมว.คลัง ต้องออกแถลงเสียดแทงใจคนทั่วประเทศ!

ดร.ทนง ยังบอกอีกว่าจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้อย่างแม่นยำ เพราะเป็นงานทางการเมืองชิ้นแรกในชีวิต ในฐานะรัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นผู้กำกับดูและธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องรับผิดชอบออกมาแถลงการปรับปรุงระบบแลกเปลี่ยนเงินตราในครั้งนี้…

“ก็ต้องพยายามทำให้รู้ว่าประเทศชาติอยู่ต่อไปไม่รอด เป็นหนี้จำนวนแสนกว่าล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปจ่ายคืน นี่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติไปไม่รอด รวมทั้ง สถาบันการเงินเริ่มขาดทุนมหาศาล จากสถาบันการเงินขนาดเล็กลามไปสู่สถาบันการเงินขนาดใหญ่เสียหายทั้งหมด ต้องแก้ไขว่าทำอย่างไรที่พวกเขาจะกลับขึ้นมาได้ เพราะเป็นที่ๆ ปล่อยสินเชื่อให้คนที่ต้องการทำมาหากินต่อไป นอกจากนี้ ภาคธุรกิจผู้ที่กู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาก็ขาดทุน และนั่นก็เป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้น และเราจำเป็นต้องกลายเป็นผู้ที่รับผิดชอบ”

มองแง่บวก! มีคนได้-เสีย ต้องยอมรับชะตากรรม

รู้สึกอย่างไรที่จะต้องมีประชาชนของประเทศบางส่วนเสียหาย เจ็บปวดกับการประกาศลอยตัวค่าเงินในครั้งนี้? อดีตรัฐมนตรีคลัง กล่าวว่า “ผมคิดในภาพรวมเวลาเปลี่ยนนโยบายเรื่องนี้มีคนได้มีคนเสีย ในภาพรวมมันเป็นบวกของประเทศชาติมากกว่า ถ้าเราจะทำงานเพื่อประเทศชาติเราคิดเป็นรายบุคคลไม่ได้หรอก ผมจะไปคิดไม่ได้หรอกว่าภรรยาผมมีเงินฝากแล้วถูกอายัดไปเท่าไร เราสั่งหยุดกิจการของสถาบันการเงิน ภรรยาผมฝากเงินอยู่หลายล้าน ผมก็ไม่เคยบอกเขา ซึ่งเขาก็ต้องยอมรับชะตากรรมเหมือนๆ กัน ส่วนตัวผมเองก็เสียหายจากหุ้นแบงก์ทหารไทยไป 100 กว่าล้านบาทก็ไม่มีใครรู้”

ดร.ทนง ยังกล่าวอีกว่า “ผมก็ยังเชื่อว่ามีคนไทยเข้าใจผม ถึงแม้ว่าเขาขาดทุน เขาด่าผม แต่เขาก็ไม่ได้ทำร้ายผม ผมก็ต้องขอบคุณทุกคนเลยที่ไม่มีใครคิดจะทำร้ายผม แสดงว่าเขาก็รู้ว่าได้กำไรในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งผมไม่ใช่พ่อค้าผมเลยไม่เข้าใจเขา”

“ใครบอกว่าผมรวย?” ทนง เผย ใครจะรู้ล่วงหน้าว่าต้องลอยตัวค่าเงิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ดร.ทนง ทราบล่วงหน้าหรือไม่ว่าจะต้องมีการประกาศลอยตัวค่าเงิน? อดีตรัฐมนตรีคลัง ตอบในทันทีทันใดว่า “ไม่มีหรอกครับ ใครจะไปรู้ คนที่มองภาพว่าผมรวยจากวิกฤตินี้ ถ้าผมรวยจริงๆ ก็คงดี แต่มันไม่มีตลาดให้รวย เพราะก่อนการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน แบงก์ชาติกับต่างชาติก็สู้กันอยู่ แต่ตอนผมเข้ารับตำแหน่งแบงก์ชาติเขาไม่สู้แล้ว เขาหยุดแล้ว ตลาดเงินมันวายไปหมดแล้ว ดังนั้น มันเลยไม่มีใครได้กำไรหลังจากที่ผมประกาศลอยตัว

นอกจากนี้ ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังจากที่ผมประกาศลอยตัวค่าเงิน แบงก์ชาติตรวจสอบกลับย้อนหลังไปยังทุกธนาคาร ว่ามีการถอนเงินเป็นกรณีพิเศษเพื่อไปเล่นค่าเงินไหม มันก็ไม่มี พูดง่ายๆ ว่า เกมมันจบไปแล้ว ดังนั้น ใครจะโง่ให้ผมทำกำไร และก่อนหน้านั้นก็ไม่มีการซื้อขายแล้ว เพราะแบงก์ชาติหมดเครดิตที่จะไปทำอะไรแล้ว เหมือนกับหวยที่ไม่มีเจ้ามือรับ เพราะเขารู้ว่า รับเมื่อไหร่เขาเจ๊งนั่นคือ ตลาดการเงิน”

4 เดือน 5 วัน! ชีวิตรัฐมนตรีคลัง หลังประกาศแสนเหนื่อย

หลังจากประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ‘ทนง พิทยะ’ เป็นอย่างไร? อดีตรัฐมนตรีคลัง ทอดถอนหายใจก่อนตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ว่า “ก็…เหนื่อยครับ เหนื่อยมากเลย ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่เพียง 4 เดือนกับอีก 5 วัน ผมมีหน้าที่ต้องหาเงินให้ประเทศชาติ ต้องเข้ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ บินไปญี่ปุ่นไปขอร้องให้ช่วยเหลือประเทศไทย บินไปประชุมทั่วอาเซียน พยายามที่จะให้เขาร่วมมือที่จะช่วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นงานที่เหนื่อยมากๆ เพราะว่าเราเป็นหนี้อยู่แสนล้านเหรียญ ถ้าเราจะไปขอความช่วยเหลือจากใครมันต้องเป็นองค์กรระหว่างประเทศ โดยเราเข้าไปอยู่ภายใต้ไอเอ็มเอฟ มันก็มีผลเสียเยอะแยะ เพราะเขาเองก็เป็นเหมือนเจ้าหนี้ที่บีบลูกหนี้ ให้ทำอะไรบ้างเราก็ต้องทำตาม เพราะว่าเราไม่มีเครดิตเหลือ ดังนั้น สถานการณ์มันถูกบังคับให้เป็นแบบนี้”

ตอนนั้นมีความหวังแค่ไหนที่ประเทศไทยจะเป็นเอกราชจากไอเอ็มเอฟ ดร.ทนง กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าในประเทศไทย มันมีความแข็งแกร่งอยู่ พื้นฐานมันดี แต่การส่งออกมันไม่เวิร์ก เพราะค่าเงินบาทมันแข็งเกินไป มันเป็นการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว นึกภาพดีๆ ธุรกิจขายของไม่ได้ไปยืมเงินเขามาใช้เพื่อให้เติบโต มันถูกต้องหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย เติบโตโดยการกู้เงินเอามาแบ่งกันใช้ในประเทศ ขณะที่ แบงก์ชาติหรือรัฐมนตรีเองก็ไม่กล้าเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเปลี่ยนไปก็ถูกด่า จนกระทั่งทุกอย่างมันสุกงอม และก็หาแพะมาทำ แล้วแพะตัวนั้นบังเอิญเป็นผมเท่านั้นเอง”

เปิดเบื้องหลัง ‘เก้าอี้ขุนคลัง’ ยากจะปฏิเสธ เพราะคำว่า ‘บุญคุณ’

ดร.ทนง เล่าถึงเบื้องหลังการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคลังให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า “ผมเป็นนายธนาคารอยู่ และผมมีนายที่ชื่อว่า พล.อ.ชวลิต ท่านมาเป็นนายกฯ และท่านก็ไม่รู้จะไปหาใคร ท่านก็บอกผมว่า ‘ทนงต้องมาช่วยพี่แล้ว’ ผมก็รับปากว่า ‘ครับ’ ต้องเข้าใจว่าผมเองเป็นเด็กบ้านนอกไม่มีตระกูลสูงส่ง แต่ผมรับทุนรัฐบาลไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา จนกลับมาเป็นอาจารย์

และผมก็ได้ดีมาเป็นถึงนายธนาคาร ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพให้เป็นนายแบงก์ ธนาคารทหารไทย พอถึงเวลาเขามีปัญหาใช้เราๆ ก็ต้องยอมรับผิดชอบ ถ้ามันเป็นการชดใช้ประเทศชาติ เพราะหากไม่มีเงินทุนจากนิด้า ผมเองก็ไม่มีวันที่จะจบปริญญาเอกได้

ฉะนั้น มันเป็นความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน ในเมื่อเขาเลือกเราแล้ว ซึ่งผมไม่ได้อาสาไปเป็นรัฐมนตรีคลัง ขณะที่ตอนนั้นผมไปเดินเล่นอยู่ที่ฮ่องกงแล้วถูกเรียกกลับมา นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ชะตาชีวิตแต่ละคนเราไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรบ้าง

ก่อนหน้าผมสมัย นายกฯเปรม ก็มีคนทำคือท่านสมหมาย ฮุนตระกูล ซึ่งท่านก็ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพเหมือนกัน เพราะนักการเมืองอาชีพเขาไม่ทำ ถึงเวลาทำเสร็จเขาก็ด่าเราว่า ถ้าเป็นสมัยเขาจะไม่มีวันเกิดวิกฤติ ผมไม่เคยที่จะคิดทวงบุญคุณใคร และไม่เคยคิดจะบอกว่าผมถูกหรือผิด แต่ผมรู้ว่ามันไม่มีทางเลือกให้ผมแล้ว

และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะปฏิเสธได้ด้วย ย้อนไปในสมัยนั้น พล.อ.ชวลิต เคยขอให้ผมไปเป็นประธานการรถไฟแห่งประเทศไทย และผมกราบท่านบอกว่า ผมขออนุญาตปฏิเสธท่าน ผมไม่ยอมไปเป็นเพราะผมบอกว่างานแบงก์ผมหนักพอแล้ว และจากนั้น ผมก็เผลอไปพลั้งปากพูดว่า ‘เอาไว้ท่านเป็นนายกฯ เมื่อไหร่ แล้วท่านเรียกผมไปรับใช้ ผมจะไปทันที’ สิ่งนี้ก็คือชะตาชีวิต ใครจะไปรู้ว่าท่านจะเป็นนายกฯ เพราะตอนนั้นท่านเป็นรองนายกฯ คมนาคม (หัวเราะ)

ต่อมา พอท่านเลือกตั้งมีสิทธิ์จะชนะเป็นนายกฯ ท่านมาหาผมที่ธนาคารทหารไทย บอกผมว่า ‘ทนงจะมาช่วยหรือยัง’ ผมก็บอกไปว่า ‘ท่านครับ หาคนที่เก่งทางการเมืองจะดีกว่า’ และก็เป็นผมเองที่เอ่ยชื่อท่านอำนวย วีรวรรณ ให้ท่านเลือก เพราะท่านอำนวยคุณวุฒิสูงกว่าผมเยอะ และผมก็กลับไปเป็นนายแบงก์เหมือนเดิมมีความสุข กระทั่ง วันหนึ่งท่านอำนวยลาออก พล.อ.ชวลิต จึงโทรตามให้ผมไปนั่งรัฐมนตรีคลังแทน”

“ผมเป็นแพะ…” ปัญหาสุกงอม ส่ง‘ทนง’ ดาหน้ารับวิกฤติปี 40 

ผู้สื่อข่าวถามอดีตรัฐมนตรีคลังต่อว่า วันนี้เมื่อย้อนกลับไปดู คิดว่าครั้งนั้นตัดสินใจถูกไหม? ดร.ทนง ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ผมคิดว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นเลย ต่อให้มันย้อนกลับไปได้ผมก็ต้องทำเหมือนเดิม ทุกอย่างมันสุกงอมมากๆ กฎหมายอยู่ดีๆ ผมจะมาลอยตัวค่าเงินไม่ได้ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ด้วยคนๆ เดียว เพียงแต่แบงก์ชาติเสนอ และผมเป็นผู้สนอง ก่อนที่เราจะร่วมกันเสนอนายกฯ เพื่ออนุมัติเท่านั้น”

จากนั้นอดีตรัฐมนตรีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ว่า “อันที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้เก่งหรอก ผมเป็นแพะ ผมถูกเลือกเข้ามา ผมต้องตกลงเพราะเป็นหนี้บุญคุณเขา และผมต้องรับผิดชอบ เพียงเพราะผมไปรับปากกับเขาไว้โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ผมเป็นแค่เด็กบ้านนอก พ่อไม่มีเงินส่งไปเรียนเมืองนอก แต่ผมได้ทุนไปเรียน จะให้ผมทำอย่างไร ในชีวิตคนเราต้องมีความกตัญญูรู้คุณของแผ่นดิน เราต้องกล้าที่จะเสียสละ เราต้องกล้าที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องและดีสำหรับประเทศชาติ”

นอกจากนี้ ดร.ทนง ยังตัดพ้อด้วยว่า ก่อนหน้าที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังนั้น เหตุใดนักการเมืองหรือรัฐมนตรีก่อนหน้าไม่มีใครคิดจะทำทั้งที่รู้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่ไอเอ็มเอฟเคยออกมาเตือน เพราะอะไรทำไมต้องรอคอยให้เป็นชายที่ชื่อ ‘ทนง พิทยะ’ ผู้นี้ และเขาได้เฝ้าถามหาคำตอบของคำถามที่อยู่ในใจข้อนี้มาโดยตลอด แต่สุดท้ายแล้วก็ได้รับคำตอบจากตัวเขาเอง

“ผมได้คำตอบจากตัวเองว่า นักการเมืองเขาจะไม่ตัดสินใจใดๆ ที่จะเกิดความเสี่ยงต่อตัวเอง นักการเมืองไม่ต้องการเสียชื่อ นักการเมืองไม่ต้องการถูกด่า นักการเมืองไม่ต้องการเสียอนาคตทางการเมืองของเขา ขณะที่ ตัวผมเองนั้น ไม่ใช่นักการเมือง ผมก็เลยต้องยอมเสี่ยง ยอมถูกคนก่นด่าเป็นสิบปี และลาออกมาขณะที่ทำงานได้เพียง 4 เดือน 5 วัน คุณเห็นไหมว่าเป็นเรื่องของการที่ถูกเรียกเข้ามาทำงาน หลังจากที่ไม่มีนักการเมืองคนไหนกล้าทำ!”

บทเรียนจากวิกฤติปี 40 สู่ความแข็งแกร่ง

ในท้ายที่สุดนี้ อดีตรัฐมนตรีคลังวัยใกล้เลขเจ็ด กล่าวว่า “ผมว่าสิ่งที่ทำให้เรามีปัญหาชัดเจน คือ เราเติบโต จากสถานะของการเป็นหนี้ เราไม่ได้เติบโตจากความสามารถในการสร้างผลผลิต เรายืมเงินเขามาซื้อของ จับจ่ายใช้สอยกันเอง เศรษฐกิจก็โตได้ แต่ในการเติบโตนั้นเราเป็นหนี้ นั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งบทเรียนเหล่านี้เราได้เรียนรู้แล้วว่า อย่าทำอะไรให้เป็นหนี้เกินตัว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในประเทศไทย อยู่ที่มากกว่า 8 ต่อ 1 ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2 ต่อ 1 แสดงว่าสถานะทางการลงทุนของเรากู้ยืมน้อยลง ลงทุนด้วยเงินตัวเองมากขึ้น เก็งกำไรน้อยลง มีการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งกฎของแบงก์ชาติ การปล่อยกู้ การสำรองของธนาคารพาณิชย์ทุกอย่างแข็งแกร่งขึ้นทันที นี่คือ การเรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 เพียงแต่ขอให้อย่าลืมตัวเท่านั้นเองครับ ไม่เช่นนั้น วิกฤติมันจะย้อนกลับมาเล่นงานคุณได้ทุกเมื่อ”

และนี่ก็เป็นบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งจากอดีตรัฐมนตรีคลัง บุคคลที่หลายคนจดจำเขาได้ในฐานะผู้แถลงลอยตัวค่าเงินบาท จนถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างไม่มีวันลืม.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

สศช.ประเมินผลงานตามแผนฯ 11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993120

คุณภาพการศึกษา-เกษตรสอบตก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง “การขับเคลื่อนแผนฯ12 สู่อนาคตประเทศไทย” ว่า การขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค.59 และขณะนี้อยู่ในช่วงโรดแม็ปที่ 2 ที่รัฐบาลปัจจุบัน พยายามลดปัญหาอุปสรรคที่ฉุดรั้งประเทศ ที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งรัฐบาลได้เดินตามแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ที่มีเวลา 5 ปี นับเป็นก้าวแรกของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “แผนที่มีดีทุกแผน แต่ปัญหาคือการนำไปสู่การปฏิบัติ ที่บางครั้งทำไม่ได้หรือทำได้น้อย ดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายนำไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ทุกฝ่ายต้องร่วมมือและไปพร้อมๆกัน”

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า สศช.ได้ประเมินผลการพัฒนาประเทศของแผนฯ 11 ปี 55-59 พบว่า ดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 70.48% ในปี 54 เป็น 78.26% ในปี 59 ขณะที่การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ก็มีการกระจายรายได้ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุดกับกลุ่มคนจนที่สุดลดลงจาก 11.81 เท่าในปี 54 เหลือ 10.31 เท่าในปี 59 ส่วนเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อยได้รับประโยชน์จากการพัฒนามากขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนของมูลค่าผลผลิตวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มสูงขึ้นจาก 36.6%ในปี 54 เป็น 42.1%ในปี 59

สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนตามแผนฯ 11 นั้น พบว่า เศรษฐกิจไทยค่อยๆฟื้นตัวโดยจีดีพีขยายตัว 7.32% ในปี 55 และชะลอตัวลงเป็น 0.8% ในปี 57 ก่อนจะขยายตัวเพิ่มเป็น 3.2% ในปี 59 และขยายตัวเฉลี่ย 3.41% ต่อปีในระยะ 5 ปี ของแผนฯ 11 จากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคครัวเรือนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุนรวมขยายตัว 2.8% ส่วนการส่งออกปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีด้านที่ไม่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบด้วย การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ขณะที่สถาบันครอบครัวไทยมีความเปราะบาง ค่าดัชนีความอบอุ่นในครอบครัวมีแนวโน้มลดลง และอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ส่วนความเข้มแข็งภาคเกษตร ยังไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายของแผนฯ 11 ได้ สัดส่วนมูลค่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 16.8% ของจีดีพีในปี 2554 ลดลงเหลือ 13.5%ในปี 2558 ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 16%.

 

ธุรกิจสร้างบ้านโล่งยังไม่โดนปรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993075

นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า กรณีที่รัฐบาลจะมีคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้บางมาตราที่มีบทลงโทษรุนแรง ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงาน ของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนได้ว่าภาครัฐเข้าใจความเดือดร้อนของทุกฝ่าย “เห็นด้วยที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง หรือมองในประเด็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ แต่ก่อนที่รัฐบาลจะปรับระดับความรุนแรงในการบังคับใช้กฎหมาย อยากให้รัฐได้พิจารณาปัญหาในการทำบันทึกความเข้าใจที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบให้รอบด้านก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งภาคเอกชนก็มีความพยายามที่จะทำให้ถูกกฎหมายอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรับจ้างก่อสร้างได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งมีรับสัญญาจ้างต่อ (ซับคอนแทร็ก) และต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว กลุ่มนี้มีศักยภาพจำกัดทั้งเวลาและเงินทุน อีกทั้งแรงงานในกลุ่มก่อสร้างมีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทตลอดเวลา กล่าวคือ เมื่อผู้รับจ้างต่อบางรายที่มีข้อจำกัดแล้วได้รับผลกระทบ ก็ไม่สามารถที่จะรับงานได้ ก็กระทบทั้งต่อบริษัทรับสร้างบ้านและผู้บริโภค

นายพิชิตกล่าวด้วยว่า ในภาคอสังหาริมทรัพย์รวมถึงธุรกิจก่อสร้างกำลังประสบปัญหาใหญ่เข้าขั้นวิกฤติ มีภาวะขาดแคลนแรงงานในทุกกลุ่ม ทั้งระดับหัวหน้าคุมงาน แรงงานระดับช่างฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แม้กระทั้งแรงงานที่ไร้ฝีมือ และหากการก่อสร้างในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อไหร่ ความต้องการพึ่งพาแรงงานจะสูงมาก อาจถึงขึ้นต้องแย่งตัวแรงงานต่างด้าวในแต่ละไซต์งาน.

 

อุทธรณ์ชะลอขายข้าว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993125

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศระงับการประกวดราคา และทำสัญญากับบุคคลหรือนิติบุคคล รวมทั้งดำเนินการตามสัญญาในการประกวดราคาจำหน่ายข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค ครั้งที่ 1/60 ที่เปิดประมูลวันที่ 28 มิ.ย.60 ไว้ก่อน จนกว่าคดีจะสิ้นสุดว่า สัปดาห์นี้ กรมในฐานะคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาล จะยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง หลังจากมีคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากบริษัท ทีพีเค เอทานอล ยื่นฟ้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเข้าร่วมประมูลข้าว ทั้งที่เสนอราคาสูงสุด 74 คลัง รวม 525,833 ตัน เฉลี่ยตันละ 2,332 บาท แต่ไม่ได้รับการอนุมัติขายเพราะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูล โดยมีผู้ถูกฟ้องคือ กรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว

ทั้งนี้ จากคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้กรมชะลอทำสัญญาซื้อขายข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค ครั้งที่ 2/60 รวม 2 ล้านตันกับผู้ชนะประมูล ที่เปิดประมูลวันที่ 15 มิ.ย.60 และชะลอการประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนและสัตว์บริโภค ครั้งที่ 2/60 ปริมาณ 568,000 ตัน ที่จะเปิดประมูลวันที่ 17 ก.ค.นี้ไว้ก่อน เพราะข้าวลอตนี้บางส่วนเหลือจากการประมูลเมื่อวันที่ 28 เม.ย. และบริษัท ทีพีเค ได้ยื่นซื้อราคาสูงสุด แต่ไม่ได้อนุมัติขายให้ เพราะถูกตัดสิทธิ์ รวมแล้วรัฐต้องชะลอการขายข้าวสารรวม 2.56 ล้านตัน

“จะชี้แจงว่า ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการระบายข้าวอย่างถูกต้อง และการที่ไม่ขายข้าวให้บริษัท เพราะขาดคุณสมบัติการเข้าร่วม โดยกรรมการ 2 ราย เป็นจำเลยที่ทำผิดสัญญาโครงการยกระดับราคามันสำปะหลังปี 36-37 ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่กรม แต่จนบัดนี้ยังไม่ชำระให้ นอกจากนี้ จะชี้แจงอีกว่า การระงับระบายข้าว จะทำให้รัฐเสียค่าฝากเก็บเดือนละ 36 บาท/ตัน และทำให้การระบายข้าวรัฐช้ากว่าเดิมที่คาดระบายเสร็จเดือน ก.ย.นี้”.

 

งานคือเงิน 04/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 4 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/991823

ทุกคนย่อมเคยเจออุปสรรคและปัญหา แต่คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คือคนที่อดทน และพยายามแก้ไขจนสามารถเอาชนะปัญหาต่างๆได้

สนใจเล็งหา ตำแหน่งงานโดนใจ แวะเวียนมาที่ งานคือเงิน มีให้เลือกสรรหลากหลายแน่นอน

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ พนักงานชั่วคราว ตำแหน่ง นิติกร 2 อัตรา สังกัดกองนิติกร สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office อย่างดี ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.pd.su.ac.th และสมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.0-2849-7500 ต่อ 31703 ถึง 11 ก.ค.นี้

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับ เจ้าหน้าที่บริการการศึกษา (วิชาการศึกษา) P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานในฝ่ายวิชาการ (ปฏิบัติงานที่งานบริการวิชาการและวิจัย) วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในสาขาวิชา การบริหาร นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การศึกษา พาณิชยศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติ สังคมวิทยา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จิตวิทยา ศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์ วารสารศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ความสามารถใช้เครื่องPC และโปรแกรมสำเร็จรูปพื้นฐานได้ (หากมีประสบการณ์ด้านการบริหารงานวิจัยจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถติดต่อประสานงานกับหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างดี และขยายเวลารับ สัตวแพทย์ P7 จำนวน 2 อัตรา ปฏิบัติงานที่หน่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลสัตว์เล็ก วุฒิ สัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต ต้องมีใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ และต้องได้รับการเพิ่มพูนความรู้ทางคลินิก เช่น ประกาศนียบัตรทางสัตวแพทย์ หรือ มีประสบการณ์ในการรักษาสัตว์เลี้ยงไม่น้อยกว่า 1 ปี มีความรู้ในกระบวนการทำงานของสัตวแพทย์ มาตรฐานสัตวแพทย์ในการปฏิบัติการทางการรักษา สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปอย่างดี สามารถอ่านเขียนและพูดภาษาอังกฤษอย่างดี มีทักษะในการปฏิบัติการทางการรักษา และการใช้เครื่องมือวัสดุ/อุปกรณ์ทางการแพทย์ มีจิตใจในการให้บริการ มนุษยสัมพันธ์ดี มีความสามารถในการสื่อสาร การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีความละเอียดรอบคอบ ช่างสังเกต และมีความรับผิดชอบ, วิศวกร P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานในฝ่ายบริหาร (งานอาคารสถานที่และยานพาหนะ) วุฒิ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตทุกสาขา (หากเป็นสาขาที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสาขาวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ต้องได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอย่างน้อย 1 ปี) มีความรู้ความสามารถในกระบวนการทางวิศวกรรม เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ระบบสุขาภิบาล หรือ ระบบปรับอากาศ มีความรู้และสามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษอย่างดี สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลช่างเทคนิคทำการซ่อมแซม หรือบำรุงรักษาระบบงานทางวิศวกรรม ตรวจสอบแผนการปฏิบัติงาน รายการคำนวณรูปแบบทางวิศวกรรม วางแผนการปฏิบัติงาน รวมถึงการใช้งบประมาณ วางแผนการบริหารจัดการทางด้านวิศวกรรมภายในอาคารตามความเหมาะสม และประสานการทำงานทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน, เจ้าหน้าที่สำนักงาน (บุคคล) P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานในงานบริหารและธุรการ ฝ่ายบริหาร (ปฏิบัติงานที่หน่วยการเจ้าหน้าที่) วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในสาขาวิชา บริหารทรัพยากรมนุษย์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หรือ อักษรศาสตร์ มีความรู้ด้านการบริหารงานบุคคล มีความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการจัดฝึกอบรมสัมมนา มีทักษะการคิด วิเคราะห์ สรุปการเขียนรายงาน และความชำนาญในการพิมพ์ด้วยความถูกต้อง มีความรู้และสามารถร่าง-โต้ตอบหนังสือราชการได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามหลักภาษาไทย และภาษาอังกฤษ สามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป Microsoft Office ทุกตำแหน่งต้องมีผลทดสอบภาษาอังกฤษที่ไม่เกิน 2 ปี ได้แก่ TOEIC ไม่น้อยกว่า 400 คะแนน, CULI-TEST ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน, CU-TEP ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน หรือ IELTS ไม่น้อยกว่า 4.0 คะแนน และหากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สนใจสมัครผ่านทาง www.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline สอบถามเพิ่มเติมที่หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218-9773 ถึง 12 ก.ค.นี้

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รับ นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ วุฒิ ปริญญาตรี 6 อัตรา และ ปริญญาโท 2 อัตรา ต้องสอบผ่านเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ในระดับปริญญาตรี หรือระดับปริญญาโท มีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภารกิจกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการสังคม สามารถคิดวิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ มีความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 และฉบับเพิ่มเติม พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 พระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 และพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 สมัครทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ http://www.dsdw.go.th หัวข้อ “รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งนักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ” รับถึง 13 ก.ค.นี้

กรมการแพทย์ รับ นักทรัพยากรบุคคล (สถาบันสิรินธร) 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี มีความรู้ความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีทักษะในการนำภาษาอังกฤษมาใช้ มีการมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม สามารถทำงานเป็นทีม ระยะเวลาการจ้างนับตั้งแต่วันทำสัญญาจ้างถึง 30 กันยายน 2563 สมัครที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 อาคารอำนวยการ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ถึง 14 ก.ค.นี้

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา สาขาสังคมวิทยา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้าน สังคมวิทยา หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษารายวิชาทางด้านสังคมวิทยามาแล้วไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต สมัครที่สำนักงานเลขานุการคณะ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 2 (ห้อง 207) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2696-5824 (อัจฉรา) ดูรายละเอียดที่ http://socanth.tu.ac.th/news/job-annoucement รับถึง 14 ก.ค.นี้

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับ พนักงานเทคนิค 1 อัตรา กลุ่มงานเทคนิค วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชา ไฟฟ้ากำลัง หรือช่างก่อสร้าง มีความรู้ความสามารถดูแลระบบไฟฟ้า ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสำนักงาน จัดทำและตรวจสอบรายงานการประหยัดพลังงานของสำนักงาน สมัครที่ฝ่ายการเจ้าหน้าที่ อาคาร 2 ชั้น 2 สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ โทร.0-2280- 4085 ต่อ 2216, 2225 ถึง 14 ก.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์น้ำ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี วุฒิ ปริญญาเอก ในสาขาวิชาทางด้าน การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศึกษารายวิชาทางการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เน้นการทำวิจัยทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ต้องมีพื้นปริญญาตรี ทางด้าน การประมง วาริชศาสตร์ หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ต้องมีผลคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนด สมัครที่กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.0-2849-7544 หรือที่งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร.0-3425-5790 หรือที่สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โทร.0-3259-4043 (-50) ต่อ 41008, 41003, 41006รับถึง 17 ก.ค.นี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ วุฒิ ปริญญาเอก สาขาวิชา Security System, Network Programming หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องมีผลคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษที่ไม่เกิน 2 ปี ได้แก่ TOEFL (Paper Based) ไม่ต่ำกว่า 500 คะแนน, TOEFL (Computer Based) ไม่ต่ำกว่า 173 คะแนน, TOEFL (Internet Based) ไม่ต่ำกว่า 61 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.0 คะแนน หรือ CU-TEP ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน สมัครที่งานบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนสนับสนุนวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โทร.0-2329-8000 (-99) ต่อ 3589 หรือ 0-2329-8400 (-11) ต่อ 208 รับถึง 18 ก.ค.นี้

กรมการขนส่งทางบก รับนักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา นิเทศศาสตร์ ต้องสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปของ ก.พ. มีความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ การวางแผนประชาสัมพันธ์ การผลิตสื่อ การสื่อสาร และการสร้างภาพลักษณ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ สามารถทำข่าว เขียนข่าว และสร้างภาพลักษณ์เพื่อการประชาสัมพันธ์ มีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบและภารกิจของกรมการขนส่งทางบก, นายช่างไฟฟ้าปฏิบัติงาน 1 อัตรา วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสาขาวิชา ไฟฟ้ากำลัง ต้องสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ตั้งแต่ระดับ ปวส.ขึ้นไป ของ ก.พ. มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบควบคุมทางไฟฟ้า การวิเคราะห์และคำนวณวงจรไฟฟ้า วิธีบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า การป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง และระบบไฟฟ้ากำลัง ระบบแสงสว่าง และระบบปรับอากาศ สมัครทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ http://dlt.job.thai.com รับถึง 27 ก.ค.นี้.

หมึกเขียว

 

Bitcoin : เงินในโลกดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992050

ในโลกที่ “อินเตอร์เน็ต” ได้กลายเป็นเส้นเลือดใหม่ของ “ชีวิต” คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นงาน การพักผ่อน หรือชีวิตส่วนตัว สามารถเชื่อมโยงกันผ่านโลกออนไลน์

“โลกการเงิน” ก็เช่นกันจาก “เงินตรา” ที่จับต้องได้ ก้าวสู่ “เงินอิเล็กทรอนิกส์” (E-money) ในรูปบัตรเงินสด บัตรเดบิต กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และในโลกอินเตอร์เน็ต โลกออนไลน์ ยังมีเงินอีกรูปแบบคือ เงินเสมือนจริง (Virtual Currency) หรือเงินดิจิทัล (Digidal Currency) ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยคนบางกลุ่ม และยอมรับใช้กันในกลุ่มสังคมนั้น

แต่ต่อมา เมื่อเป็นที่นิยมใช้มากขึ้นๆ “เงินเสมือนจริง” เหล่านี้จึงเริ่มออกมาโลดแล่นในโลกจริง และพยายามแผ่อิทธิพลเพื่อกลายเป็น “เงินสกุลใหม่” ของโลก และกำลังเป็นอีกสินค้าที่เย้ายวนใจให้ “นักเก็งกำไร” ทั่วโลก กระโจนเข้าไปหาผลตอบแทนสูงๆ และ “เงินดิจิทัล” ที่กำลังโด่งดังมากที่สุดในขณะนี้ รู้จักในชื่อ “Bitcoin”

ว่ากันว่า Bitcoin ถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลลึกลับ ที่ใช้นามว่า Satoshi Nakamoto และเริ่มถูกนำมาใช้ในปี 2552 โดยคนกลุ่มหนึ่งเพื่อการชำระ หรือโอนและแลกเปลี่ยนกันเฉพาะเครือข่ายในโลกออนไลน์

การได้ Bitcoin มาครอบครองนั้นทำได้ 2 วิธี ได้มาจากการขุดหรือการดาวน์โหลดโปรแกรมมาเพื่อแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่ถูกออกแบบเอาไว้ หากคอมพิวเตอร์ของผู้เล่น หรือ “Miners” หาคำตอบได้ถูกต้องก่อน โปรแกรมจะให้ค่าตอบแทนเป็น Bitcoin แต่โจทย์ทางคณิตศาสตร์ในการขุด Bitcoin จะซับซ้อนและมีความยากขึ้นเรื่อยๆ แปรผันตามจำนวน Bitcoin ที่ออกไปสู่ระบบ ทำให้ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงมาก ทั้งนี้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะค่อยๆสร้าง Bitcoin ขึ้นใหม่ทุกวัน และจะหยุดผลิตใหม่เมื่อถึงจำนวนที่กำหนดไว้ 21 ล้านหน่วย

จากวิธีนี้ทำให้นักลงทุนที่ขุด Bitcoin ได้ในช่วงที่ผ่านมา ร่ำรวยขึ้นในพริบตา เมื่อค่า Bitcoin เพิ่มขึ้น

ขณะที่อีกวิธี หากเห็นว่าการเป็น Miners ยุ่งยากก็อาจรับโอนหรือซื้อ Bitcoin จากผู้ที่ถือครองได้ โดยต้องลงโปรแกรม Bitcoin Wallet บน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งโปรแกรมจะสร้างที่อยู่ ซึ่งเหมือนเลขที่บัญชีในการจัดเก็บ Bitcoin ปัจจุบัน มีเว็บไซต์ที่เปิดซื้อขายหลายรายรับแลกเปลี่ยน Bitcoin กับเงินจริงกว่า 20 สกุลทั่วโลก รวมทั้งเงินบาท

อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้คำเรียกว่า “เงิน” แต่เงินดิจิทัลนี้ ไม่ถือว่าเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และไม่มีมูลค่าในตัวเอง เพราะไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง รวมทั้งไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมในการแลกเปลี่ยน

“มูลค่า” จะเกิดจากความต้องการของกลุ่มคนที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเอง ไม่มีระบบอัตราที่แลกเปลี่ยนที่แน่นอน ดังนั้น มูลค่าจึงเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้อย่างรวดเร็ว มูลค่าที่ได้รับอาจจะมากกว่า น้อยกว่าเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ขายไป และอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าได้เมื่อไม่มีความต้องการเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น หากเกิดปัญหา หรือมีการใช้ช่องทาง Bitcoin ในการหลอกลวงหรือฉ้อโกง เช่น โอนเงินไปแล้วไม่ได้รับสินค้า การฟ้องร้องกันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการทำธุรกรรม Bitcoin นอกจากจะไม่รับรองทางกฎหมายเหมือนเงินจริงแล้ว การหาพยานหลักฐานยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของคู่ค้าผู้ทำธุรกรรม เช่น ชื่อ ที่อยู่ ประวัติการทำธุรกรรม และไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนในการใช้บริการ

อย่างไรก็ดี ระยะที่ผ่านมาเริ่มการใช้ Bitcoin มาซื้อสินค้าและบริการในโลกจริง โดยเว็บไซต์ Overstock.com ของสหรัฐฯ เป็นร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่แห่งแรกที่เปิดรับการจ่ายเงินด้วย Bitcoin ขณะที่เริ่มมีร้านค้าออนไลน์อื่นๆรับชำระด้วย Bitcoin เพิ่มขึ้น รวมถึงเริ่มมีร้านอาหาร โรงแรม และร้านขายสินค้าแบรนด์เนมบางแห่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการลงทุนใดที่ไม่มีความเสี่ยง ยิ่งผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง!

ในช่วงที่ผ่านมา มูลค่าของ Bitcoin มีความผันผวนอย่างมาก จากเริ่มต้นมีมูลค่าเพียงไม่กี่เซ็นต์ จากนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตกลงอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ โดยในช่วงปี 2557 Bitcoin มีมูลค่าอยู่ที่ 312-665 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ 1 Bitcoin ก่อนที่ปี 59 มูลค่ากลับพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนจะตกลงมาเหลือประมาณ 850 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในวันเดียว และปัจจุบันในช่วงระหว่าง ม.ค.-มิ.ย.60 ราคาของ Bitcoin ผันผวนอยู่ในช่วง 800-2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ 1 Bitcoin (ประมาณ 26,460-107,100 บาท)

นอกจากนี้ Bitcoin ยังมีความเสี่ยงจากการสูญหายได้ เนื่องจากถูกจัดเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตของผู้ถือครอง ซึ่งมีความเสี่ยงจากการที่เครื่องสูญหาย หรือถูกโจรกรรมข้อมูล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริษัท Mt.Gox ตลาดค้า Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ในญี่ปุ่นได้ยื่นขอล้มละลายเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากอ้างว่าถูกโจรกรรมข้อมูล และสูญเสีย Bitcoin มูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับ Bitcoin ในประเทศไทยนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นหน่วยการกำกับ ดูแลระบบเงินตราของประเทศ ออกมาเตือนถึง “นวัตกรรมการชำระเงินรูปแบบใหม่” นี้ว่า ธปท.ยังไม่ยอมรับเงินนี้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ขณะที่ธุรกรรมที่มีความซับซ้อน ดังนั้น ใครต้องการจะถือครอง Bitcoin หรือ Digital currency อื่นๆ แม้สามารถทำได้ แต่ควรระมัดระวังศึกษาข้อมูล และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

หากไม่อยากพกพาเงินสด ใช้ “บัตรเดบิต หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์” ก็สะดวกสบายไม่แพ้กัน!!

ประอร นพคุณ