เกษตรบูรณาการ : ถึงคราวเร่งสร้างผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288424

251598

เกษตรบูรณาการ : ถึงคราวเร่งสร้างผลงาน

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากเงื้อง้างมานานกับการปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการในระดับ 10 ระดับอธิบดี ที่ทำงานบ่ดี ตามที่หวัง จากที่รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายให้ระดับผู้บริหารงานกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการแก้ปัญหา ให้เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐตามที่มีการประกาศเอาไว้ ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาราคาสินค้า ปัญหาที่จะให้เกิดการเดินหน้าลดต้นทุนการผลิต ไปจนถึงการให้ขบวนการสหกรณ์มาเป็นตัวนำขับกล่อมให้ภาคเกษตรแก้ปัญหาไปด้วยการใช้ขบวนการสหกรณ์ ให้เกิดการรวมตัว รวมกลุ่ม

โดยที่ผ่านมามีการประเมินว่าหากรัฐมนตรีเกษตรฯ คนนี้ที่ชื่อ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ หากทำงานไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ มึนๆ งงๆ หละก็คงให้เวลาไม่เกิน 3 เดือน จบเห่ คงไม่เอาไว้ให้รกรุงรังกระทรวงเกษตรฯ ตามแนวทางทหาร มาวันนี้กว่าเกือบ 2 ปี ไม่มีวี่แวว ว่าจะปรับเปลี่ยน ข้าราชการ ระดับ10 อธิบดีจึงเกิดการคุ้นชิน ทำงานไปวันๆ จนทำให้ ท่านรัฐมนตรี มึนๆงงๆ กับนโยบายกระดาษA4 ตามลำพัง จนผลงานโผล่มาตามโพลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์และอยู่อันดับต้นๆ กับผลงานที่โลกลืม สรุปคือไร้ผลงาน จนอดีตท่านปลัดที่ชื่อ  “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ที่เพิ่งถูกเด้งไป ต้องเดินสายแจงคนทำโพล และสุดท้าย ท่านรัฐมนตรีคงทนไม่ไหว จึงโหวตให้ออกจากบ้านไป หาปลัดคนใหม่ ที่ชื่อ “เลิศวิโรจน์  โกวัฒนะ” มาทดแทนสร้างความอกหักให้ใครหลายคน ต้องอกหักกันไป งานนี้ต้องบอกว่าฟ้ามีตาจริงๆ แม้ “ฝน” จะตก แต่ก็ไม่มีขี้หมูไหลอยู่ดี….ซึ่งจากนี้ไป ภายใต้ท่านปลัดคนใหม่ หากมองดีๆ ไวๆ นี้ก็น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ขึ้นกระมัง

ที่สำคัญไปกว่านั้น วันนี้เห็นการขยับในหลายกรม เพราะทันทีที่ท่านรัฐมนตรีปลดปลัด เด้งไปตบยุงที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ไล่ปรับในส่วนตำแหน่งอธิบดีบางกรม และสุดท้าย ก็เด้งด่วน คุณพี่ตี๋ “วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” ไปเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แบบฟ้าผ่า แทนคนเก่า ที่โดนเด้งมาเป็นรองปลัดไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ งานนี้ก็เล่นเอาอธิบดี ที่ถูกมองว่า บ่ดี  ร้อนๆหนาวๆ กันหละเจ้าคะ ส่วนใคร จะโดนเป็นรายต่อไป อันนี้ก็แล้วแต่วาสนากันเลยเจ้าคะ แต่ที่แน่ๆ หากยังทำงานแบบเช้าชามเย็นกะละมังหละก็ มีสิทธิ์ ยังไงลองดู เพราะตอนนี้เห็นมีอธิบดีบางคนเริ่มมีเดินสายเข้านอกออกในห้องท่านรัฐมนตรี ห้องที่ปรึกษา ยังไงลองๆ ไปถามๆ เพื่อเข้าใจแนวนโยบายรัฐมนตรีมากขึ้น จะได้ไม่โดนดึ๋งๆ เหมือนที่ผ่านมา เพราะช่วงนี้
เร่งสร้างผลงาน

มาเรื่องสุดท้าย มีคนแอบกระซิบ เรื่องการเร่งสร้างผลงานของกระทรวงเกษตรฯว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรี เร่งสั่งการให้ทุกกรมเร่งใช้งบประมาณ ให้จบภายในเดือนสิงหาคม ก่อนปีงบประมาณจะหมดไปมิฉะนั้นอาจต้องส่งกลับ ช่วงนี้จึงได้เห็น หลายกรมเร่งใช้จ่าย ยังไงระวังนะขอรับ เร่งใช้ตามคำสั่งใคร ไม่ดูตาม้าตาเรืออาจมีแดดิ้นภายหลัง ท้ายที่สุดมีอีกเรื่องที่ต้องจับตามองเพราะแว่วว่าในที่ประชุมมีคนบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี มีการสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯประสานงานกับทางตะหานช้าง ไปหาทางใช้ยางในการสร้างถนน อันนี้ต้องจับตามองเป็นพิเศษนะเจ้าคะ เพราะตัวอย่างมีให้เห็น เพราะพี่ท่านตะหานช้าง มาสร้างถนนในกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ถึง 2 ปีถนนพังแล้วกระเจ้า หึ๋ย…ยังไง…ยังไง…คิดให้ดี…

ราชดำเนิน

พัฒนาโมเดลปั้นนักส่งเสริมการเกษตร n คลอด4หลักสูตรเพิ่มศักยภาพ-ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288423

x

พัฒนาโมเดลปั้นนักส่งเสริมการเกษตร n คลอด4หลักสูตรเพิ่มศักยภาพ-ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงาน รวมถึงเพื่อให้ได้รูปแบบ หรือ Model ในการพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตรในอนาคต เป้าหมาย 210 ราย โดยมีทั้งหมด 4 หลักสูตร คือ

1.หลักสูตรการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ กลุ่มเป้าหมาย คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ ที่มีความสนใจที่จะพัฒนาตนเองด้วยความสมัครใจมีประสิทธิภาพ ประยุกต์ใช้ความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และเกษตรกร 2.หลักสูตรการพัฒนานักยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเกษตร กลุ่มเป้าหมาย คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดทำโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และเลือกใช้กลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.หลักสูตรการพัฒนามิสเตอร์พืช กลุ่มเป้าหมาย คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด คาดหวังให้กรมส่งเสริมการเกษตรมีนักส่งเสริมการเกษตรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในแต่ละสินค้าเกษตรของพื้นที่ และเกิดเครือข่ายผู้รู้ในสินค้าเกษตร และ 4.หลักสูตรการพัฒนาผู้สอนงานนักส่งเสริมการเกษตร กลุ่มเป้าหมาย คือ หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย เกษตรอำเภอ

ทั้งนี้กระบวนการพัฒนาตามโครงการ จะมุ่งเน้นการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (Learning by Doing) โดยให้ผู้เข้ารับการอบรมเป็นศูนย์กลางการพัฒนา มีเนื้อหาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการ และสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้ารับการอบรมต้องมีส่วนร่วมในการค้นคว้าและแสวงหาความรู้ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วยกัน

ขณะที่วิทยากรประกอบด้วย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรรุ่นพี่ที่จะลงมาถ่ายทอดและสอนงาน ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในพื้นที่อย่างเข้มข้น เนื่องจากช่วงปี 2560-2562 จะมีข้าราชการที่มีความรู้ ความชำนาญ และสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เกษียณอายุราชการจำนวนมาก ในเรื่องดังกล่าวในส่วนของเขต 1 จึงได้เตรียมพร้อมขานรับนโยบายของกรมฯ เร่งสร้างนักส่งเสริมการเกษตรให้เป็นมืออาชีพ ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์สภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรให้เกิดผลสำเร็จ และเกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพให้มากที่สุดต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘YOUNG SMART FARMER’เขต1 ยกระดับฟาร์มเห็ดด้วยนวัตกรรมระบบการจัดสภาพแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288425

รายงานพิเศษ : ‘YOUNG SMART FARMER’เขต1 ยกระดับฟาร์มเห็ดด้วยนวัตกรรมระบบการจัดสภาพแวดล้อม

รายงานพิเศษ : ‘YOUNG SMART FARMER’เขต1 ยกระดับฟาร์มเห็ดด้วยนวัตกรรมระบบการจัดสภาพแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพัชรพล โพธิ์พันธุ์ จาวาฟาร์ม Young Smart Farmer จ.ชัยนาท กล่าวว่า ปัจจุบันตนทำฟาร์มเห็ดในรูปแบบโรงเรือนระบบปิด ซึ่งในการปฏิบัติงานของทางฟาร์มนั้นจะมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในทุกๆส่วนของการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มคุณภาพ และลดแรงงานจากเจ้าของกิจการ และการจ้างงาน ตั้งแต่การผลิตก้อนเชื้อจะใช้การผสมโดยชั่งตวงวัตถุดิบทุกชนิด การปรับความชื้นโดยการคำนวณระบบดิจิตอล นับเป็นการยกระดับฟาร์มเห็ดธรรมดาให้เป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) โดยการใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและพัฒนาภาคการเกษตรให้ยั่งยืนในอนาคต ทั้งเรื่องการผลิตก้อนเชื้อ การสืบค้นย้อนกลับได้ (Tracing) การทำก้อนเชื้อแบบประณีต ลดการสูญเสีย การทำโรงเรือนแบบปิดปรับสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ สามารถติดตามได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบอินเตอร์เนต (Iot) และนำการตลาดแบบออนไลน์ มาเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มการตลาด

พัชรพล  โพธิ์พันธุ์ 

ซึ่งการผลิตก้อนเชื้อโดยทั่วไปใช้ความเคยชินและประสบการณ์ในการทำงาน การอัดก้อนเชื้อด้วยเครื่องจักร ใช้ระบบการนึ่งฆ่าเชื้อควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ การบ่มก้อนเชื้อในโรงเรือนปรับอากาศ การใช้ระบบ Barcode เข้ามาช่วยในการสืบค้นข้อมูลย้อนกลับได้ ส่วนการเปิดดอกเห็ดทำในโรงเรือนระบบปิด และปรับอากาศภายในโรงเรือนด้วยระบบ Evap ซึ่งควบคุมด้วยเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น ให้ความชื้นผ่านระบบ พ่นหมอก และ CoolingPad ทำให้สามารถควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับเห็ดที่เปิดดอกได้ ช่วยให้สามรถทำผลผลิตได้ใกล้เคียงกันตลอดทั้งปี อีกทั้งสามารถคอนโทรล มอนิเตอร์ ผ่านอินเตอร์เนตและโทรศัพท์มือถือได้ตลอดเวลา

ด้านการตลาด เนื่องจากทางฟาร์มจะมีการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ ข้อมูลการผลิตก้อนเชื้อ การเปิดดอก สภาพอากาศ ผลผลิต ทำให้สามารถคำนวณและคาดการณ์ ผลผลิตได้แน่นอน มีผลทำให้สามารถเจรจากับผู้ค้าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการผลิตของดอกเห็ดในระบบปิด จะทำให้การปนเปื้อนของผลผลิตน้อยลงกว่าโรงเรือนธรรมดามาก มีผลให้ดอกเห็ดจากทางฟาร์มสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่พอใจ และกำลังเริ่มใช้วิธีโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มขยายช่องทางการตลาดให้มากขึ้น

นอกจากการขายดอกเห็ดสดๆ แล้วฟาร์มของเรายังมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในเบื้องต้นทางฟาร์มกำลังเริ่มทดลองการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด เช่น น้ำพริกเห็ดกรอบ เห็ดสวรรค์ แหนมเห็ด ข้าวเกรียบเห็ด และได้มีการทดลองการปลูกพืชในระบบโรงเรือนและไฮโดรโพนิคเพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะเปิดเป็นแปลงท่องเที่ยวการเกษตร และร้านค้าผลิตภัณฑ์จากฟาร์มในพื้นที่ฟาร์มต่อไป

“ในยุคปัจจุบันเกษตรกรยุคใหม่ จะต้องเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตรให้มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรโดยเฉพาะตามแนวนโยบายของภาครัฐที่ต้องการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง เน้นการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มากแต่สามารถสร้างรายได้ที่ดีพอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืน รวมถึงอาจจะต้องเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” มาเป็นการผลิตที่ลดแรงงาน แต่เพิ่มคุณภาพและจำนวนของผลผลิตที่ได้ ภายใต้การใช้แนวคิดที่ว่าต้องทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาไม่ยึดติดกับองค์ความรู้เดิม และพร้อมที่จะเปิดใจทดลองใช้เทคโนโลยีพร้อมองค์
ความรู้ใหม่ๆ ด้วยการแปรรูปและออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อเพิ่มมูลค่า ต้องสร้างกลุ่มเป็นเครือข่ายในการประสานงาน แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ พร้อมทั้งเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตรจากสมาชิกเพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งยังเป็นเครือข่ายในการขยายตลาด โดยมีความเข้มแข็งสามารถต่อรองกับตลาด คนกลาง หรือสามารถเป็นลู่ทางในการส่งตรงผลผลิตสู่ผู้บริโภคได้” นายพัชรพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการปรับตนเองมาสู่การทำเกษตรยุคสมัยใหม่ที่เน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการผลักดันให้เกษตรกรไทยมีการพัฒนา และสามารถลืมแนวคิดและความเชื่อเก่าๆในสังคม ที่ว่าเกษตรกรต้องใช้แรงงานแลกเงินไปวันๆ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เป็นกลุ่มคนระดับล่าง รายได้ต่ำ เปลี่ยนมาเป็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงยั่งยืน มีอิสระในการทำงาน สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ มีการตลาดแบบเครือข่าย ส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนอีกด้วย

สำหรับใครที่ต้องการศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเพาะเห็ดที่ทันสมัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ จาวาฟาร์ม 60/7 หมู่ที่ 8 ตำบลแพรกศรีราชาอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เบอร์โทรศัพท์ 09-5635-1811

เลาะรั้วเกษตร : 25 สิงหาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287925

281225166

เลาะรั้วเกษตร : 25 สิงหาคม 2560

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีโอกาสไปร่วมงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดขึ้นที่ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกับเดินชมงานอยู่พักใหญ่

คำกล่าวเปิดของนายกรัฐมนตรี เจ้าภาพจัดงาน คือกระทรวงเกษตรฯ คงร่างให้ เพราะฟังดูแล้วเป็นนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ขึ้นเวทีพูดกับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,000 คน ไปก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีจะมาไม่นานนัก

นายกรัฐมนตรีนำมากล่าวย้ำอีกครั้ง พร้อมกับเพิ่มเติมสิ่งที่ท่านคิด ท่านเข้าใจ ที่ขาดไม่ได้คือการสร้างสีสันด้วยการพูดแซวพี่น้องเกษตรกรไปด้วยเป็นระยะๆ โดยตอนหนึ่งนายกฯลุงตู่ เห็นคนที่นั่งฟังอยู่ข้างล่างนั่งกระพือพัดกันใหญ่เพราะอากาศร้อน ท่านบอกว่าท่านยืนอยู่บนเวทีร้อนกว่า เพราะแดดส่องหลัง (กับเสื้อพระราชทานผ้าไหมแขนยาวสีดำ) จึงเข้าใจเกษตรกรที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินว่าต้องอดทนและยากลำบากอย่างไร สำหรับท่านความร้อนเท่านี้ท่านทนได้เพราะเป็นทหารผ่านมาหมดแล้ว….แต่คนที่ร้อนกว่าท่านนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นผู้จัดงานที่สร้างเวทีอย่างไรให้แดดส่อง…..

นายกรัฐมนตรี บอกว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาประเทศไว้หมดแล้ว ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพียงแต่เรามาดำเนินการสานต่อ นำมาปรับ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการช่วยเหลือเกษตรกรว่า เกษตรกรต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเช่นกัน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง เมื่อรัฐบาลช่วยแล้ว ต้องสานต่อและช่วยตนเองด้วย ไม่เช่นนั้นรัฐบาลต้องช่วยแล้วช่วยอีกไม่จบสิ้น งบประมาณก็ต้องผูกพันไปเรื่อยๆ การพัฒนาก้าวไปข้างหน้าจึงเกิดขึ้นไม่ได้

การสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ต้องสร้างด้วยการใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะภาคเกษตร ต้องใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ต่อไปนี้จะขายผลผลิตอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้ ต้องมองการตลาด รู้ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อผลิตพืชที่จะนำไปแปรรูปเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ เช่น อาหารสุขภาพ หรือเครื่องสำอางจากสมุนไพร จากไหม จากข้าว เป็นต้น

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียใหม่ โดยให้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำพาประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปให้ได้ด้วยการเปลี่ยนการทำการเกษตรแบบเดิมๆ มาเป็นเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกับพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer…

นายกรัฐมนตรี พูดถึง ห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกับบอกว่า ประธานและสมาชิก ศพก. ทั้งหลาย จะต้องทราบว่าหมายถึงอะไร รวมทั้ง Thailand 4.0 และ นวัตกรรม ศัพท์เหล่านี้ สมาชิก ศพก. ต้องทราบว่าคืออะไร และต้องอธิบายแทนนายกรัฐมนตรีได้ เพื่อจะได้ชี้แจงคนที่ยังไม่เข้าใจ ให้มีความเข้าใจพร้อมกับฝากข้อความภาษาอังกฤษให้ ศพก. ช่วยอธิบายให้คนอื่นๆ ทราบด้วย คือ “Don’t let anyone behide” และ “Stronger together” อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องแข็งแกร่งไปพร้อมๆ กัน

ส่วนเรื่องของ แปลงใหญ่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพูดถึงอยู่บ่อยๆ ในรายการ ศาสตร์ของพระราชา ทุกคืนวันศุกร์ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า การทำการเกษตรแปลงใหญ่จะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และสามารถจำหน่ายผลผลิตได้แน่นอน ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ที่ยังไม่ได้ร่วมโครงการแปลงใหญ่ เข้ามาร่วมให้ได้ พร้อมกับเสนอแนวคิดให้มีการทำแปลงใหญ่เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้มีข้าวพันธุ์ดีเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะนำไปปลูก

งานนี้มีภาคเอกชน ซึ่งเป็นพันธมิตรกลุ่มพลังประชารัฐติดตามนายกรัฐมนตรีมาร่วมในพิธีเปิดงานด้วย เช่น ฐาปน สิริวัฒนภักดี
จากไทยเบฟเวอเรจ อิสสระ ว่องกุศลกิจ จากกลุ่มมิตรผล และอีกท่านหนึ่งจากกลุ่ม ซีพี ซึ่งนายกรัฐมนตรีจำชื่อไม่ได้ แต่ก็แก้เก้อแซวว่า “คนรวย ๆ หน้าตาจะเหมือนๆ กัน”

นั่นสิ…ต้องเอาคนหน้าตาเหมือนๆ กันหลายๆ คน จากหลายๆ ค่าย มาช่วยเกษตรกรให้มากๆ ช่วยเหลือแบบ Stronger together นะขอรับ…ไม่ใช่ let everyone (เกษตรกร) behide

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : ทุเรียนทรายขาวปัตตานีอีกหนึ่งความสำเร็จ ของการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287930

รายงานพิเศษ : ทุเรียนทรายขาวปัตตานีอีกหนึ่งความสำเร็จ ของการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

รายงานพิเศษ : ทุเรียนทรายขาวปัตตานีอีกหนึ่งความสำเร็จ ของการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทุเรียนทรายขาว เป็นทุเรียนที่มีพื้นที่ปลูกอยู่บริเวณเชิงเขา ของเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ที่ผ่านการดูแลด้วยประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ด้วยภูมิปัญญาของบรรพชน ประกอบกับพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำจากเทือกเขาตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ส่งผลให้ทุเรียนทรายขาวมีคุณภาพ มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื้อแห้ง เปลือกบาง รสหวาน หอม ปราศจากสารเคมี จนเป็นที่กล่าวขาน

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามที่พลเอกฉัตรชัย
สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงการผลิตของเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่อันจะก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิตตามที่กำหนดและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร ทั้งนี้จะต้องทำการผลิตในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศเขตพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้า 20 ชนิด ไว้แล้ว โดยมีหลักการคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า แก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งจากการกำกับ ดูแล การ
ขับเคลื่อนงานการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ปัจจุบันมีแปลงใหญ่ที่ผ่านระบบการรายงานจากจังหวัดแล้ว จำนวน 149 แปลง เป็นแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 29 แปลง และแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 120 แปลง มีสินค้า จำนวน 19 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ ส้มโอปูโก ส้มโชกุน มะนาว สละ ฝรั่ง มะพร้าว กล้วยหิน พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ผึ้ง แพะ และกุ้งขาว เกษตรกร 11,423 ราย พื้นที่ 80,058 ไร่ และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแปลงใหญ่เพิ่มเติมจำนวน 29 แปลง ทั้งนี้ สินค้าที่มีการส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบแปลงใหญ่ สามารถทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ แปลงใหญ่ทุเรียนทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ด้าน นายดลรอมาน สาเมาะบาซา ประธานแปลงใหญ่ทุเรียนทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ทุเรียนเป็นราชาแห่งผลไม้ที่คนไทยและชาวต่างชาติให้การยอมรับ การส่งเสริมและพัฒนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ตำบลทรายขาย มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ปัจจุบันมีเกษตรกร 120 ราย 136 แปลง พื้นที่ 362 ไร่ และเมื่อปี 2559 เกษตรกรสามารถผลิตทุเรียนระดับ Premium Grade จำนวน 18.1 ตัน ได้ราคากิโลกรัมละ 90-100 บาท ต่างจากราคาทั่วไปถึงกิโลกรัมละ 30 บาท และรับซื้อทุเรียนตกเกรดราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป กิโลกรัมละ 1 บาท จำนวน 27.15 ตัน สามารถนำรายได้เข้าสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นผลสำเร็จจาการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นายไพศาลยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าผลสำเร็จจากการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ สรุปได้ดังนี้คือ 1.เกิดการ
บูรณาการการขับเคลื่อนงานของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ภาคเอกชน และภาคประชน ประกอบด้วย สำนักงานเกษตร สำนักงานพาณิชย์ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ สถานีพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เกษตรและสหกรณ์ สำนักงานจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว กำนันผู้ใหญ่บ้าน ห้างเซ็นทรัล เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนซึ่งเป็นสมาชิกแปลงใหญ่ 2. ลดต้นทุนการผลิต จากกิจกรรม 1) ใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน 2) ใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี 3) ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง จากเดิม 11,000 บาท/ไร่ เป็น 9,500 บาท/ไร่ (ลดลงร้อยละ 13.64) 3.เพิ่มผลิต จากกิจกรรม 1) การใช้ปุ๋ยถูกต้องและเหมาะสม 2) การตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม 3) การป้องกัน กำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1,000 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,200 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.33)

4.เพิ่มคุณภาพผลผลิต จากกิจกรรม อบรมและตรวจรับรองการผลิตตามมาตรฐาน GAP ผลผลิตได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง 5.เพิ่มมูลค่าผลผลิต จากกิจกรรม 1) จัดทำระบบ QR code 2) ทำป้าย Story ติดสติ๊กเกอร์ 3) ทุเรียน Premium Grade ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป 30 บาท โดยบริษัทจะรับผิดชอบค่าโสหุ้ย เช่น ค่าขนส่ง ค่าสติ๊กเกอร์ และค่าจัดทำ QR code และมีการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรแปรรูปทุเรียนกวนจากผลผลิตที่ตกเกรด นอกจากนี้ สินค้าตกเกรดบางส่วนยังมีการส่งขายตลาดไทย ตลาดนนทบุรี และตลาดอื่นๆ ทั้งนี้ ทุเรียนทรายขาว ได้รับรางวัลชนะเลิศสุดยอดทุเรียน เมื่อปี 2559 ในงาน Amazing Durian Festival 2016 ณ กรุงเทพมหานคร จากนักชิมทุเรียนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และ 6.ส่งเสริมอาชีพเสริมรายได้จากการเลี้ยงสัตว์ พริกไทย ผักเหลียง ทำเกษตรกรลดรายจ่ายลงครัวเรือนละ 1,000-2,000 บาท และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรครัวเรือนละ 1,000-2,000 บาท เช่นกัน

‘ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์’ตะวันตกมุ่งสู่4.0 มุ่งใช้นวัตกรรมผสานศาสตร์พระราชาสู่ความสำเร็จยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287927

x

‘ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์’ตะวันตกมุ่งสู่4.0 มุ่งใช้นวัตกรรมผสานศาสตร์พระราชาสู่ความสำเร็จยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสกล ปรกแก้ว ประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) 8 จังหวัดภาคตะวันตก สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ราชบุรี เปิดเผยว่า การพัฒนายังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวทางที่รุ่นพี่ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ซึ่งจะสานต่อแนวทางต่อไป ควบคู่กับการต่อยอดสิ่งใหม่ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ให้มีเอกลักษณ์และดึงดูดความสนใจผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความแปลกแตกต่างจากสินค้าเดิม รสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใคร หรือรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เช่น น้ำมัลเบอร์รี่ (ลูกหม่อน) ที่ปกติจะขายเป็นรูปของน้ำดื่ม ก็สามารถเอาไปมิกซ์กับผลิตภัณฑ์อื่น ได้แก่ มะม่วงหาวมะนาวโห่แช่อิ่มในน้ำซอสมัลเบอร์รี่ หรือส้มโอแช่อิ่ม มะนาวแช่อิ่ม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำการเกษตร เพื่อลดต้นทุนโดยเฉพาะค่าจ้างแรงงาน ขณะเดียวกันต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด มีการแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่สำคัญต้องสร้างแบรนด์สินค้าของตนเองให้เป็นที่รู้จักให้ได้ โดยต้องทำให้ผู้บริโภคเห็นหน้ายังสมาร์ทฟาร์มเมอร์คนนี้แล้วต้องนึกถึงผลิตภัณฑ์ของเขาขึ้นมาทันที ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือกันพัฒนาตนเองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองอยู่ตลอด หยุดนิ่งไม่ได้ เพราะโลกมันเปลี่ยน ความสนใจของผู้บริโภคก็เปลี่ยน เกษตรกรรุ่นใหม่จึงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองตาม

อย่างกรณีของตนเองได้เข้ามารับช่วงกิจการสวนสุดเขต ตะวัน กาญจน์ จากพ่อแม่ ที่ทำเกี่ยวกับไม้ยืนต้นอย่างมะขามเปรี้ยวยักษ์และมะขามป้อมยักษ์ ซึ่งแต่เดิมการจำหน่ายก็จะเป็นลูกค้าที่สนใจโทรมาสั่งซื้อก็ขาย หรือคนมาซื้อที่สวนเท่านั้น พอรุ่นตนได้นำสื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาใช้ สามารถเพิ่มกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น และยังได้เปิดกลุ่มไลน์เพื่อแชร์ข้อมูลข่าวสาร แนะนำวิธีปลูกและช่องทางการตลาด โดยทางสวนจะทำครบวงจรตั้งแต่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ ผลผลิตมะขามแปรรูป และยังรับจ้างปลูกให้ด้วยพร้อมแนะนำเทคนิคต่างๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“การทำเกษตรยุคนี้ ถ้าทำตามรุ่นพ่อรุ่นแม่แบบเดิมจะเห็นว่าไม่ก้าวหน้ามากนักต้องลองคิดใหม่ทำใหม่ ปรับเปลี่ยนโดยหันมาพึ่งนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเรา พัฒนาให้เข้ากับยุคเกษตร 4.0 ที่สำคัญนอกจากการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าแล้ว เราต้องน้อมนำศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะทำให้เราอยู่รอดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายสกล กล่าวย้ำ

ชลประทานนำร่อง22จังหวัด ต่อยอดโครงการพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287929

x

ชลประทานนำร่อง22จังหวัด ต่อยอดโครงการพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ทำ MOU ร่วมกับ มูลนิธิปิดทองหลังพระเพื่อดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการ ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทาน 1,645 โครงการ ทั้งที่เป็นฝาย อ่างเก็บน้ำและรูปแบบอื่นๆ กรมชลประทาน จะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คลอบคลุมในทุกมิติ เพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทั่วทุกภาคของประเทศ ที่จะได้มีแหล่งน้ำสำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

โดยกรมชลประทานได้เริ่มดำเนินโครงการที่จังหวัดเชียงรายเป็น 1 ใน 22 จังหวัดนำร่อง ซึ่งมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวมทั้งสิ้น 242 โครงการ เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187 โครงการ และอีก 55 โครงการ ยังไม่มีระบบชลประทานต้องส่งน้ำตามลำน้ำเดิม ซึ่งกรมชลประทานร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระจะดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพด้วยการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้สมบูรณ์ทุกโครงการ เพื่อสามารถการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง

ด้าน นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสาน
พระราชดำริ กล่าวว่า ในการดำเนินงานได้น้อมนำองค์ความรู้ 6 มิติ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานและหลักการโครงการมาใช้ในการดำเนินงานโครงการนี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นเพื่อให้คนในชุมชนพออยู่พอกินแบบพอเพียง และเกิดความยั่งยืนในที่สุด

แตกใบอ่อน : เตะหมูเข้าปากหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287722

807934531

แตกใบอ่อน : เตะหมูเข้าปากหมา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ต้องยอมรับตรงๆว่า นับวันนโยบายของรัฐบาลชักจะดูทะแม่งๆ มากขึ้นทุกที

โดยเฉพาะนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ที่ดูเหมือนต้องการสร้างปัญหา มากกว่าแก้ปัญหา ไล่มาตั้งแต่กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หรืออย่างล่าสุดกับมติของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม2560 ที่มีพี่ใหญ่ “บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน และมี “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน ซึ่งผลการประชุมวันนั้นพอจะสรุปเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า มีมติสำคัญๆ อยู่อย่างน้อย 2 ประเด็น คือ

1.การเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)ยุบ “องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” หรือ กอสส.

2.การเสนอให้ยกเลิกระบบการตรวจสอบและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เรื่อง โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ (EHIA)

ผมไม่ทราบว่า ในระหว่างการประชุม มีใครได้ให้ข้อมูลกับ 2 รัฐมนตรี คือ “บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กเต่า” บ้างหรือไม่ว่า การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติลักษณะนี้ออกมา จะทำให้เกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “ความไว้ใจ” ระหว่างประชาชนกับรัฐในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการตัดกลไกทั้ง 2 อย่างนี้ทิ้งไป ย่อมเท่ากับเป็นการตัดกระบวนการตรวจสอบติดตามโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนออกไปอย่างสิ้นเชิง

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การนำพาประเทศไทยให้ถอยหลังลงคลองกลับไปสู่ความไร้ธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินโครงการต่างๆ นั่นเอง

ต้องไม่ลืมนะครับว่า อดีตที่ผ่านมาข้อมูลผลกระทบโครงการต่างๆ โดยเฉพาะรายงานการศึกษา EIA และ EHIA แทบจะเป็นเหมือนกับ “ของสูง”
สำหรับประชาชน เพราะแทบไม่เคยมีใครสามารถเข้าถึงได้ ใครมันจะโกง จะปั้นข้อมูลเท็จยังไงมันก็ทำได้ ส่งผลให้ที่ผ่านมามีโครงการหลายอย่างมากมายที่ดำเนินการไปแล้ว แทนที่จะได้ประโยชน์ แต่สุดท้ายกลับสร้างความเสียหายให้กับประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างหนักหน่วงและรุนแรง

จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งได้กำหนดกฎเหล็กให้มีการทำรายงานและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งให้มี กอสส. คอยตรวจทานข้อมูลเหล่านั้น นั่นแหละสถานการณ์ของชาวบ้านและชุมชนถึงดีขึ้น เพราะถ้าใครมั่วทำข้อมูลรายงานการศึกษามา ก็เป็นได้ถูกตีตกไม่ผ่านความเห็นชอบทุกครั้ง

ไอ้ที่เคยทำๆแล้วผ่านฉลุยเหมือนที่เคยเป็นมา ก็เลยผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ

ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจึงมีความพยายามจาก “มือที่มองไม่เห็น” มาโดยตลอดที่จะยุบ กอสส. และล้มระบบการตรวจสอบและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการต่างๆ เพื่อทำให้วังวนเดิมก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีกับชาวบ้านและประชาชนแน่นอน

บรรทัดนี้จึงขอฝากไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งบิ๊กป้อม และบิ๊กเต่า ให้รีบหาทางทบทวนมติดังกล่าวเสียแต่เนิ่นๆ

ต้องระวังให้ดีครับ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น “เตะหมูเข้าปากหมา”ไปเสียเปล่าๆ

ซึ่งคนที่ต้องรับตราบาปนี้ไปก็ไม่ใช่ใครหรอกครับ ก็คณะรัฐมนตรีที่นั่งหน้าสลอนในรัฐบาลนั่นแหละที่จะโดน

มะลิลา

ปศุสัตว์วอนอย่าตื่นไข้หวัดหมู ยันไม่มีการระบาดในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287723

x

ปศุสัตว์วอนอย่าตื่นไข้หวัดหมู ยันไม่มีการระบาดในประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวพบผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก 1 ราย อายุ 42 ปี โดยต้องสงสัยว่าป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (A/H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 มาจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น

เชื้อโรคดังกล่าว ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบปะปนกับสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วไป บ้างครั้งเรียกว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เนื่องจากในช่วงแรกที่มีการระบาด พบว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสที่พบในฟาร์มหมูในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การศึกษาระยะต่อมาพบว่าเป็นเชื้อ A/H1N1 เกิดจากการผสมของสายพันธุกรรม (gene) ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับสัตวแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชนได้ติดตามและเฝ้าระวังโรค โดยจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกต่อโรค สำหรับสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นแนวทางติดตาม ป้องกัน และเฝ้าระวังโรค รวมทั้งจัดทำโครงการเฝ้าระวังทั้งในระดับฟาร์มและรายย่อย ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบการแพร่ระบาดที่สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมสุกรในประเทศไทย และไม่พบความเกี่ยวโยงกับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนแต่อย่างใด นอกจากนี้ จากที่มีรายงานข่าวพบโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้น และขอยืนยันว่ายังไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย

 

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287726

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์  ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

รายงานพิเศษ : ‘ปิยะ แตะขอบฟ้า’ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ต้นแบบจัดการพื้นที่น้อย สร้างมูลค่าได้มาก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer กำลังสำคัญที่จะนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าไปสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ หรือเกษตร 4.0 เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนมากที่สามารถพัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ตลอดจนได้รับการยอมรับจากเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันเอง

ตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายปิยะกิจประสงค์ ที่หันหลังให้กับงานบริษัทเอกชนเพื่อกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยวัย 31 ปี กับการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ บนพื้นที่เพียง 1 ไร่ แต่สามารถสร้างรายได้ดีเพราะผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์

นายปิยะ เล่าว่า ตอนแรกก็ทำงานบริษัทเอกชนประมาณ 6 ปี เริ่มรู้สึกเบื่องาน ประกอบกับที่บ้านมีพื้นที่นิดหน่อยก็เลยอยากกลับไปทำงานที่บ้าน จุดมุ่งหมายแรกที่ตั้งธงไว้เลยคือเรามีพื้นที่น้อยประมาณ 1 ไร่ ทำยังไงให้สามารถสร้างมูลค่าจากพื้นที่ที่มีจำกัดให้ได้มากที่สุด จึงเลือกปลูกมะเขือเทศในเรือนระบบปิด เพราะใช้ระยะเวลาปลูกไม่นานแต่มีผลผลิตทยอยเก็บขายได้ต่อเนื่อง และสามารถทำรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ของเราเองได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” ที่มาของชื่อฟาร์มมาจากผมชอบใส่รองเท้าแตะช้างดาวที่มีขอบสีฟ้าทำงาน เพื่อนๆ เลยตั้งฉายาว่าแตะขอบฟ้าผมคิดว่าฉายานี้ดีเพราะมองอีกด้านว่าขอบฟ้าคือเราจะมุ่งไปข้างหน้าก็เลยใช้ชื่อฟาร์มนี้มาตลอด

โดยเริ่มทำฟาร์มแตะขอบฟ้ามาตั้งแต่ปี 2556 ช่วงนั้นอายุ 27 ปี เริ่มทำการปลูกแบบทั่วไป ในช่วงนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทำให้เราพบจุดเปลี่ยน เพราะโครงการนี้ทำให้เรามีเครือข่ายเพิ่มขึ้น ได้องค์ความรู้ที่เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคตะวันตกถ่ายทอดให้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายอย่าง ทำให้เราได้เปิดโลกกว้าง นอกจากนั้น ยังได้รับโอกาสให้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นการทำเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถนำกลับมาปรับใช้กับฟาร์มของเราได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ผมได้รับจากการเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คือ “เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องเป็นมากกว่าเกษตรกร คือต้องเก่งทั้งด้านผลิตและขายเป็น” ผมจึงจำหน่ายตรงให้กับผู้บริโภค โดยมาอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊คในชื่อ “ฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ แตะขอบฟ้า” จะโพสต์ข้อมูลการทำฟาร์มมะเขือเทศเชอรี่ พอมีผลผลิตก็โพสต์ขายผู้สนใจสามารถเห็นก็จะสั่งซื้อหรือเดินทางมาท่องเที่ยวฟาร์มโดยตรงได้ ซึ่งเวลานักท่องเที่ยวมาเที่ยวอย่างน้อยต้องถ่ายรูปอัพรูปลงโซเชียลมีเดีย หรือเช็คอินสถานที่ฟาร์มของเรา แค่นี้เราก็ได้ตลาดเพิ่มโดยไม่เสียค่าโฆษณาใดๆ เลย

การปลูกมะเขือเทศเชอรี่ของผมเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก เพราะผมถือว่าผู้บริโภคคือครอบครัว จะไม่เอาของไม่ดีมาขายเด็ดขาด ผมปลูกมะเขือเทศเชอรี่ตามมาตรฐาน GAP คือ ในช่วงแรกประมาณ 1 เดือนจะใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลง และเมื่อเริ่มติดผลจะไม่ใช้สารเคมีเลย หากจำเป็นจะเว้นระยะให้นานที่สุดเพื่อความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเพลี้ยไฟระบาดหนักมากต้องฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัด ถ้าลูกค้าติดต่อขอซื้อผมจะปฏิเสธเพราะไม่ปลอดภัยต่อลูกค้าผมมองว่าทุกอาชีพต้องมีจรรยาบรรณ เกษตรกรก็ต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าผมจะขายต้องมั่นใจว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าทำเพื่อธุรกิจเพียงอย่างเดียวแต่ทำเพราะมีความสุข ฉะนั้นผู้บริโภคที่ซื้อของเราไปบริโภคก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีปลอดภัย 100%

ในด้านการบริหารจัดการ เช่น ระบบน้ำจะให้น้ำวันละ 5-6 ครั้งโดยใช้ไทม์เมอร์ตั้งเวลาอัตโนมัติ ซึ่งในอนาคตจะนำระบบ IoT (Internet
of Things) สั่งการทุกอย่างผ่านระบบอินเตอร์เนตจากสมาร์ทโฟน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลสถิติ เช่น อุณหภูมิในโรงเรือนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขโรงเรือนให้เหมาะสมต่อไป ส่วนการจัดการปุ๋ยจะซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมเองทำให้ได้สูตรปุ๋ยที่ต้องการ ส่งผลให้มะเขือเทศเชอรี่ที่นี่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและผู้บริโภคมีความต้องการเพราะ “หวาน กรอบ ไร้เมล็ด อร่อย และยังคงความสดใหม่ เสมือนคุณเก็บจากต้น”

ขอฝากถึงเพื่อนเกษตรกรว่าไม่จำเป็นต้องทำเกษตรบนพื้นที่ขนาด 20-30 ไร่ แต่เรามาทำพื้นที่น้อยแต่สร้างมูลค่าให้ได้มากขึ้นจะดีกว่า อย่างผมใช้พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งปลูกมะเขือเทศเชอรี่เป็น 2 รอบต่อปี รอบหนึ่งตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บผลผลิตรวมเวลา 6 เดือน เฉลี่ยมะเขือเทศเชอรี่หนึ่งต้นให้ผลผลิต 2 กก. ผมขายผลผลิต 100 บาทต่อ กก. รอบหนึ่งได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน หนึ่งปีจะได้รวม 6 ตัน ก็มีรายได้ที่คุ้มค่าพอสมควร แค่รายได้รอบเดียวก็สามารถคืนทุนที่ลงไปโดยเฉพาะค่าโรงเรือน ส่วนค่าน้ำ ไฟ ปุ๋ย ไม่สูงมากนัก อีกทั้งไม่มีค่าจ้างแรงงานเพราะผมใช้แรงงานตัวเอง ถือคติทำแค่ที่เราทำไหว เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ ส่วนความต้องการมะเขือเทศเชอรี่ที่มากขึ้น ผมก็อาศัยเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรเฟรชฟิน ซึ่งเป็นกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีเข้ามาเสริม ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 10 คน คนที่ปลูกมะเขือเทศเชอรี่ก็จะใช้สูตรเดียวกัน บริหารจัดการเหมือนกันและมารวมกันขายภายใต้แบรนด์เดียวกันคือ KASET FRESH FIN (เกษตร เฟรช ฟิน)

“ในอนาคตผมจะพัฒนาฟาร์มแตะขอบฟ้าให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ตกงานหรืออยากผันตัวมาทำการเกษตรได้เข้ามาเรียนรู้ เพราะผมมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของคนไทย ถ้าพัฒนาระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่ดีเพราะเกษตรกรไทยเก่งในการผลิตอยู่แล้ว เพียงแต่เชื่อมโยงตลาดได้ก็จะยั่งยืน”ปิยะ กล่าวทิ้งท้าย