ส่องเกษตร : ‘เช็คบิล’มหากาพย์โกงข้าวต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288837

449007

ส่องเกษตร : ‘เช็คบิล’มหากาพย์โกงข้าวต่อไป

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คงทราบกันทั่วไปแล้ว ตั้งแต่วันพิพากษาวันศุกร์25 สิงหาคมที่ผ่านมา กับ 2 คดีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งคดีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เธอ“หลบหนี”จนศาลต้องออก “หมายจับ” ให้นำตัวมารับฟังคำพิพากษาที่เลื่อนไปเป็น 27 กันยายน ส่วนคดี“จีทูจี”ตัดสินลงโทษรุนแรง 21 จำเลยสำคัญจาก 28 คน โดยเฉพาะนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ โดนจำคุก 42 ปี,นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ จำคุก 36 ปี และพ่อค้าข้าวตัวแสบ“เสี่ยเปี๋ยง”อภิชาติ จันทร์สกุลพร เจอโทษหนักสุดจำคุก48 ปี ทั้งยังต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายสูงถึง 16,912 ล้านบาท ด้วย

ในฐานะที่คอลัมน์นี้เขียนถึงโครงการรับจำนำข้าวและเฝ้าติดตามคดีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมาถึงจุดนี้ ถือเป็นข้อพิสูจน์เบื้องต้นได้เป็นอย่างดีว่า โครงการรับจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์มีการทุจริตมโหฬารเกิดขึ้นจริงๆ! จนนำไปสู่การพิพากษาของศาลให้ลงโทษอย่างหนัก ก็ต้องขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้

อย่างไรก็ตาม มหากาพย์แห่งการผลาญชาติในโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะเรื่องทุจริตโกงกินนั้น ไม่ใช่แค่ 2 คดีนี้เท่านั้น ยังมีคดีที่ต้อง “เช็คบิล” อีกมหาศาลนับพันคดีทีเดียว เฉพาะคดีเรื่องระบายข้าวแบบ“จีทูจีเก๊” ที่ตัดสินไปนี้แค่ 4 สัญญา แต่ยังมีการระบายข้าวจีทูจีอีก 8 สัญญา ที่อยู่ในขั้นตอนของป.ป.ช.อยู่ ตัวละครจำเลยส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกัน ฉะนั้นเห็นท่าว่า หลายๆคนมีสิทธิ “ตายคาคุก”

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เคยทำการศึกษาวิจัยพบว่า ตลอดขบวนการของโครงการจำนำข้าว มีการทุจริตถึง 20 รูปแบบ ในขั้นตอนต่างๆทั้ง 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การรับจำนำข้าว, เก็บรักษาข้าว ไปจนถึงการระบายขายข้าว…

คดีเกี่ยวกับการระบายขายข้าว นอกจากจีทูจีแล้ว ก็ยังมีเรื่องคดีทุจริต“ข้าวถุง” ที่อ้างจะนำข้าวที่จำนำไว้ไปบรรจุถุงขายราคาถูกให้คนจน แต่แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น นี่ก็ใกล้ที่คดีจะส่งขึ้นสู่ศาลแล้ว

ส่วนคดีทุจริตเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้าวที่มีทั้งการเวียนเทียน ลักลอบเอาข้าวดีออกไปขาย แล้วเอาข้าวเสื่อมมาสวมรอยแทน เรื่องสต๊อกลม ข้าวสูญหาย ไม่มีข้าวอยู่จริง ฯลฯ พวกนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ดูแลอยู่ถึง 990 คดี ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว มีการสรุปเบื้องต้นพบว่าทั้ง 990 คดีนี้ เป็นคดีข้าวในส่วนองค์การคลังสินค้า (อคส.) 720 คดี และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 270 คดี มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 139 คน แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ อคส. 93 คน และเจ้าหน้าที่ อ.ต.ก. 46 คน มีบริษัทตรวจสอบคุณภาพหรือเซอร์เวเยอร์ 59 บริษัท และเจ้าของคลังเก็บข้าว 231 ราย มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 1.47 แสนล้านบาท

ตามข่าวก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ท.จะชี้มูลความผิดแต่ละคดีภายในสิงหาคมนี้ เพื่อส่งอัยการสั่งฟ้องต่อไป นี่ก็สิ้นเดือนแล้ว ยังไม่เห็นป.ป.ท.แถลงผลคืบหน้าเสียที ไม่รู้มัวรีรออะไรอยู่

สำหรับคดีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น เป็นคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตอย่างมโหฬารในโครงการจำนำข้าว สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติหลายแสนล้านบาท ซึ่งวันพิพากษาที่เลื่อนไปเป็น 27 กันยายนนั้น ถ้ายังจับตัวเธอมารับฟังไม่ได้ศาลก็สามารถจะอ่านคำพิพากษา“ลับหลัง”ได้เลย

มีบางสื่อขึ้นหัวข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนไว้อย่างน่าสนใจว่า “ยิ่งลักษณ์เอาแต่ได้” เพราะถ้าวันที่ 27 กันยายน คำพิพากษาออกมาว่า “เธอผิด”ศาลสั่งลงโทษจำคุก ก็แน่นอนว่าจะหลบหนีต่อไป ไม่กลับเมืองไทยแน่ แต่ถ้าเกิดคำพิพากษา“ยกฟ้อง”เธอไม่ผิด เมื่อนั้นเธอก็จะกลับเมืองไทยมาชูคอใหม่

อย่างไรก็ตาม ผมเองไม่คิดว่า“ยิ่งลักษณ์”จะกลับเมืองไทยอีก ไม่ว่าผลคดี 27 กันยายนนี้ จะออกมาเป็น“บวก”กับเธอขนาดไหนก็ตาม เพราะไม่ใช่แค่คดีจำนำข้าวนี้เท่านั้น เธอยังมีคดีอีกมากมายถึง 8 คดีเป็น“ชนัก”ปักหลังอยู่ อาทิ คดีที่ร่วมกับครม.อนุมัติเงินชดเชยให้คนเสื้อแดงที่บาดเจ็บล้มตายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองรายละ 7.5 ล้านบาท รวมเงินกว่า 2 พันล้าน ทั้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ คดีนี้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว นอกจากนั้นยังมีคดีเกี่ยวการใช้งบประมาณในการบริหารจัดการน้ำ 2-3 คดี รวมถึงข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำฯวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2555 เป็นต้น

ผมจึงเชื่อว่า “ยิ่งลักษณ์”จะเป็นเช่นเดียวกับพี่ชาย“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องหนีคุกอยู่ต่างประเทศไปจนตลอดชีวิตแน่นอน!

สาโรช บุญแสง

ศพก.แม่เย็นโชว์ผลสำเร็จ‘9101’ ผลิตปุ๋ยลดต้นทุน-สินค้าคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288839

x

ศพก.แม่เย็นโชว์ผลสำเร็จ‘9101’ ผลิตปุ๋ยลดต้นทุน-สินค้าคุณภาพ

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางพัณณิตา เย็นจุรีย์ ประธานกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ ชุมชนที่ 7/2 ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย กล่าวว่า กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนที่ 7/2 ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย เป็น 1 ใน 10 เครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย โดยที่ผ่านมา ศพก.แม่เย็น ได้มีการรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง และทำงานกันเป็นทีม ในปี 2560 ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ขยายกลุ่มย่อยของ ศพก.ออกมา ศพก.ละ 10 กลุ่มย่อย เพื่อให้บริการประชาชนและเกษตรกรทั่วถึงยิ่งขึ้น

ในส่วนของการดำเนินงานของกลุ่มย่อย กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนที่ 7/2 ประกอบด้วย 6 หมู่บ้านใน อ.พาน มีประชากรกว่า 1,000 กว่าคน โดยกลุ่มย่อยของตนได้เข้าร่วมนำเสนอกิจกรรมในโครงการ 9101 ว่าด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในการทำเกษตรของคนในชุมชน ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบและอนุมัติโดยคณะกรรมการจังหวัด พร้อมกับได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำนวนกว่า 7 แสนบาท

ขณะนี้ผลการดำเนินงานได้มีความคืบไปแล้วกว่า 90% คือ ขณะนี้5 ใน 6 หมู่บ้าน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์แล้วเสร็จ พร้อมกับเบิกจ่ายเงินค่าวัสดุแรงงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังเหลืออีกเพียง 1 หมู่บ้าน ที่กำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการ โดยความล่าช้าเกิดจากสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่องจึงทำให้การดำเนินงานล่าช้าไป ปัจจุบันสามารถดำเนินการไปแล้วกว่า 40% และคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ 100% ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ตามแผนงานที่รัฐบาลวางไว้ว่าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

“การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของกลุ่มจะประกอบไปด้วยปุ๋ยน้ำหมัก และปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ โดยวัตถุดิบที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น อาทิ การผลิตปุ๋ยน้ำหมักจะใช้สับปะรดตกเกรดที่ส่งโรงงานไม่ได้ เราก็รับซื้อมาจากเกษตรกรเพื่อนำมาผลิตปุ๋ยน้ำหมัก นอกจากปุ๋ยน้ำหมักในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์กลุ่ม ก็มีการผลิตเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน โดยหลักๆ ชาวบ้านจะนิยมใช้ปุ๋ยน้ำหมักไปหมักปุ๋ยอินทรีย์อีกที หรือไม่ก็นำไปใช้ในพืชชนิดต่างๆ ได้แก่นาข้าว สับปะรด พืชผักสวนครัว และไม้ผล เป็นต้น เนื่องจากปุ๋ยน้ำหมักที่ผลิตออกมานั้นมีคุณภาพที่ดีอยู่ในระดับเกรด A และ B จากการส่งไปตรวจสอบยังห้องแลปของภาครัฐ พบว่าปุ๋ยดังกล่าวสามารถช่วยปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในระยะยาวสามารถช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น” นางพัณณิตา กล่าว

ปทุมธานียกขบวนสินค้า GAP เปิดตลาด”อาหารปลอดภัย”ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288823

ปทุมธานียกขบวนสินค้า GAP  เปิดตลาด"อาหารปลอดภัย"ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

ปทุมธานียกขบวนสินค้า GAP เปิดตลาด”อาหารปลอดภัย”ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 17.43 น.

“จังหวัดปทุมธานี” ระดมพลเกษตรกร-ผู้ประกอบการเข้ากรุงจัด “มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย”  เปิดงานอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิด  ภายในงานพบผลผลิตคุณภาพจากแปลง GAP และสินค้าแปรรูประดับมาตรฐานกว่า 250 ร้านค้า พร้อมร่วมกิจกรรมเสริมความรู้การปลูกผักในโรงเรือน ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การทำฮอร์โมนไข่แบบง่าย สบู่ทำมือ และการทำดอกไม้จันทน์-ดารารัตน์ และกิจกรรมบันเทิงและอื่นๆอีกมากมาย มาเที่ยว มาช็อป มาชิมกันได้  28 สิงหาคม-1กันยายน นี้

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า งาน“มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย (Q) จังหวัดปทุมธานี”  จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2560 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดแก่สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมทั้งเพื่อกระตุ้นประชาชนให้เกิดความตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีปนเปื้อนในสินค้าและอาหารประเภทต่างๆ

งาน “มหกรรมสินค้าและอาหารปลอดภัย (Q) จังหวัดปทุมธานี” ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดปทุมธานี ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปทุมธานี เป็นเมืองสิ่งแวดล้อมสะอาด อาหารปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจของอาเซียน สังคมอยู่เย็นเป็นสุข” ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งพัฒนาสิ่งแวดล้อมสะอาดเพื่อให้สอดรับกับการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนในของอาเซียนแล้ว ยังมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วไป

“ปัจจุบัน วิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในเรื่องการรักษาสุขภาพ มุ่งแน้นการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งตรงกับแนวทางพัฒนาของจังหวัดอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาได้กำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งระบบอาหารปลอดภัยอย่างครบวงจร เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานความปอลดภัย ตั้งแต่ต้นทางที่เกษตรกรจนถึงปลายทาง คือผู้บริโภค โดยได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการ Clean Food Good Taste, โครงการตลาดสดน่าซื้อ, โครงการการรับรองแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐาน (Q) โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP (Good Agriculture Practices) เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่าผลผลิตที่ไปถึงประชาชนผู้บริโภคจะมีคุณภาพและความปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปทุมธานี ตั้งอยู่ที่หมู่ 13 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ทำหน้าที่ให้ความรู้การฝึกอบรมเกษตรด้าน GAP โดยเฉพาะ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ได้ปฏิบัติและผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐาน GAP เป็นจำนวนมาก”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของการจัดงานครั้งนี้ คือ การนำเสนอการจัดวางตำแหน่งสินค้าการเกษตรของจังหวัดปทุมธานีในเรื่องอาหารปลอดภัย โดยได้ระดมสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย จำนวน 250 ราย มาออกร้านจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมการปลูกพืชในระบบโรงเรือน การปลูกพืชไร้ดิน เพื่อการรักษาคุณภาพของผลผลิต การจัดแสดงกระบวนการปลูกพืชผักตามระบบ GAP (Good Agriculture Practices) ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมแปลง การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ได้ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยตามเกณฑ์ รวมทั้งยังได้เตรียมกิจกรรมความรู้ต่างๆ เช่น การปลูกพืชสวนครัวในภาชนะแบบต่างๆ  การสอนอาชีพ เช่น การทำดอกไม้จันทน์ดารารัตน์ สบู่ทำมือ การทำอาหารสำหรับพืชฮอร์โมนไข่แบบง่ายๆ การปลูกพืช การต่อกิ่ง การสาธิตเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ

“ผมจึงใคร่ขอเชิญชวนประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงมางานนี้ งานที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดกับการมาเข้าเยี่ยมชมงานมหกรรมสินค้าและอาหารปลอดภัย จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันนี้  – 1 กันยายน 2560  ที่อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นโอกาสที่ท่านจะได้สัมผัสกับสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตมาตรฐานจากแหล่งผลิตคุณภาพของจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการช่วยสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ในการผลิตสินค้าปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายมากขึ้นต่อไป” รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าว

นำ‘ศาสตร์พระราชา’หนุนประชารัฐ กรมชลบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำให้เกิดประโยชน์ทุกด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288630

x

นำ‘ศาสตร์พระราชา’หนุนประชารัฐ กรมชลบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำให้เกิดประโยชน์ทุกด้าน

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื่น หรือ ฝายต้นน้ำ (CHECK DAM) มาขยายผลดำเนินงานในพื้นที่ต้นน้ำต่างๆอีกด้วย ซึ่งการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื่น สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าได้เป็นอย่างดี และช่วยเปลี่ยนแปลงพื้นที่ดินที่แห้งแล้งให้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้ ดั่งพระราชดำรัสว่า

“……ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง…….ควรสร้างฝายต้นน้ำลำธารตามร่องน้ำเพื่อช่วยชะลอกระแสน้ำและเก็บกักน้ำสำหรับ สร้างความชุ่มชื้นให้กับบริเวณต้นน้ำ….”

สำหรับการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื่นหรือฝายต้นน้ำนั้น กรมชลประทานจะดำเนินงานในลักษณะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานในลักษณะฝายประชารัฐ โดยกรมชลประทานจะให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสร้างฝายต้นน้ำตามหลักวิชาการ เพื่อให้ฝายที่สร้างขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้จริง มีความคงทนถาวร และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน รวมทั้งยังช่วยจัดหางบประมาณสนับสนุนในบางส่วนอีกด้วย

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า การออกแบบสร้างฝายชะลอความชุ่มชื่นหรือฝายต้นน้ำนั้น มีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะและจะความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เช่น ฝายไม้ ฝายหินก่อ ฝายหินเรียงแกนดินเหนียว ฝายหินเรียงแกน คอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ฝายกล่องเกเบี้ยน เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของฝายต้นน้ำ นอกจากจะชะลอน้ำให้อยู่บนพื้นผิวดินและซึมลงในดินมากขึ้นเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังช่วยสร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟป่าเปียก ช่วยลดการพังทลายของดิน และลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำห้วย นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของประปาภูเขาในพื้นที่ทุรกันดารอีกด้วย

สสอค.เปิดสัมมนา เสริมประสิทธิภาพ ศูนย์ประสานงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288625

x

สสอค.เปิดสัมมนา เสริมประสิทธิภาพ ศูนย์ประสานงาน

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ ยศปัญญา ผู้จัดการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.) เปิดเผยว่า สสอค. เตรียมจัดการประชุมปฏิบัติการประจำปี 2560 เพื่อกำกับ ติดตาม การปฏิบัติงานด้านการเงินและทะเบียนสมาชิกของศูนย์ประสานงานทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมประชุมกว่า 400 คน

โดยการประชุมครั้งนี้ เพื่อสรุปผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันหาแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงาน สสอค. เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ การตรวจสอบการดำเนินงาน การปฏิบัติงานแผนแก่ผู้บริหารของศูนย์ประสานงาน สสอค. รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการประสานสัมพันธภาพอันดีระหว่างคณะกรรมการดำเนินการกับคณะกรรมการศูนย์ประสานงาน สสอค. อีกด้วย ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับจากการสัมมนาครั้งนี้ จะทำให้มีการร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีระบบการบริหารงานศูนย์ประสานงาน สสอค. ที่ดีมีประสิทธิภาพ ในขณะที่คณะกรรมการศูนย์ประสานงาน สสอค. มีองค์ความรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง และสมาชิกมีความพึงพอใจ และเชื่อมั่นในการดำเนินงานของสมาคม

รักษ์เกษตร : ความรู้ความเข้าใจเรื่อง ช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288627

x

รักษ์เกษตร : ความรู้ความเข้าใจเรื่อง ช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง ขอทราบเรื่องนี้ด้วยครับ

นที แสงครุฑ
อ.เมือง จ.ยโสธร

คำตอบ การปลูกพืชฤดูแล้ง หมายถึง พืชที่ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว โดยยึดช่วงเวลาทำการเพาะปลูกตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน จนถึงปลายเดือนเมษายนของปีถัดไป พืชใดที่ทำการเพาะปลูกก่อนหรือหลังช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นพืชฤดูแล้งตามแนวทางของนักวิชาการยกเว้น จังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งนับเวลาการปลูกพืชฤดูแล้งตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม จนถึงกลางเดือนมิถุนายนของปีเดียวกัน

การปลูกข้าวนาปรัง หมายถึง ข้าวที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน จนถึงปลายเดือนเมษายนของปีถัดไป ยกเว้นจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ข้าวนาปรัง จะหมายถึงข้าวที่ทำการเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม ถึงวันที่ 20 มิถุนายนของปีเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว

– การปลูกข้าวนาปรัง ครั้งที่1 เป็นข้าวที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ยกเว้นจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก

– การปลูกข้าวนาปรัง ครั้งที่ 2 เป็นข้าวที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป ไม่รวมจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก

การปลูกพืชไร่ฤดูแล้ง เป็นการปลูกพืชไร่ทั่วไป เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว งา เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ เหล่านี้ ในช่วงเวลาตามการปลูกพืชฤดูแล้ง คือระหว่าง 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายนของปีถัดไปพืชไร่ที่ไม่นับรวมเป็นพืชฤดูแล้ง คือ อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด

การปลูกพืชผักฤดูแล้ง เป็นการปลูกพืชผักโดยทั่วไปที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกในช่วงเวลาตามคำนิยามพืชฤดูแล้ง

การปลูกพืชในพื้นที่ในเขตชลประทานเป็นการปลูกพืชในพื้นที่เพาะปลูกพืชที่อยู่ในเขตโครงการชลประทานของกรมชลประทาน และทำการเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากระบบชลประทาน

การปลูกพืชในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นการปลูกพืชในพื้นที่เพาะปลูกพืชที่อยู่นอกเขตโครงการชลประทานของกรมชลประทาน และทำการเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า แหล่งน้ำบาดาล และแหล่งน้ำธรรมชาติหรืออื่นๆ

สรุป คือ ระยะเวลาอ้างอิงในการเก็บรวบรวมข้อมูลช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้งจะนับตั้งแต่ระยะเวลาที่เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายนของปีถัดไปของทุกภาค ทั้งนี้ ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จะมีระยะเวลาเริ่มเก็บข้อมูลช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง ตั้งแต่ 7 มีนาคม ถึง 20 มิถุนายนของปีเดียวกัน

นาย รัตวิ

ปลื้ม!ผลสำเร็จงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ ยอดขายพุ่งทะลุเกินเป้ากว่า24ล้าน-ปชช.เข้าเยี่ยมนับแสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288632

x

ปลื้ม!ผลสำเร็จงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ ยอดขายพุ่งทะลุเกินเป้ากว่า24ล้าน-ปชช.เข้าเยี่ยมนับแสนคน

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลจากการการจัดงานเกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี ตั้งแต่วันที่ 16-20 สิงหาคม 60 ที่ผ่านมา รวมการจัดงาน 5 วัน สามารถสรุปนักท่องเที่ยวได้กว่า 104,792 ราย เป็นชาวไทย 99,441 ราย และเป็นชาวต่างชาติ 5,351 ราย มีรายได้ทะลักกว่า 24.55 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้เงินสดหมุนเวียนภายในงาน กว่า 16.73 ล้านบาท และมีการสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมทั้งการเจรจาซื้อขายสินค้าในระยะยาวอีกกว่า 7.82 ล้านบาท ซึ่งโดยโซนที่จำหน่ายสินค้าสูงสุด แปลงใหญ่ สามารถจำหน่ายทุเรียนทรายขาว จาก จ.ปัตตานี ได้กว่า 1,000 ลูก รองลงมา เป็น โซนตลาดเกษตรกร และโซนอาหารตามลำดับ

โดยการจัดงานดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวกรุงเทพฯเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินค้าบางรายการที่กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์ไว้หมดก่อนและมียอดสั่งซื้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เป็นเพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการซื้อสินค้า สามารถตรวจสอบแหล่งผลิตได้ของเกษตรกรที่นำสินค้ามาจำหน่ายได้ จึงทำให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจที่จะขายสินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ในโซนของการอบรมสังคมเมือง ในแต่ละวันก็มีประชาชนสนใจมารับความรู้กันอย่างมากมาย เนื่องจากหลักสูตรที่กระทรวงเกษตรฯ จัดทำเป็นเรื่องใกล้ตัวและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงรวมถึงสามารถนำไปสร้างเป็นอาชีพได้อีกด้วย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานดังกล่าว กรมฯ ได้มีการคัดสรรสินค้าที่นำมาจัดแสดงภายในงานอย่างเข้มข้นเพราะกรมฯ ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเข้าใจมองเห็นการทำงานของภาครัฐที่ผ่านๆ มาว่ามีการเอาจริงเอาจังที่จะส่งเสริมพัฒนาภาคการเกษตรมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลไม้จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ขายดีทุกรายการ อาทิ อโวคาโด กล้วย สับปะรด ลำไย ต้องสั่งสินค้าจากต่างจังหวัดเข้ามาเพิ่มในวันสุดท้าย และขายหมดอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม อาทิ โคขุนเนื้อจากกลุ่มสหกรณ์ ข้าวเหนียวเขาวง ก็ได้รับความนิยมมาก มีการสั่งซื้อเพิ่มเติม

นอกจากการขายสินค้าภายในงาน ยังมีการแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานด้วยเช่นกัน รวมถึงมีการฝึกอบรมและให้บริการทางการเกษตรอีกกว่า 2,500 ราย อย่างไรก็ตามจากเสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่นั้นมีความพึงพอใจในการจัดงานเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากภายในงานจะมีสินค้าคุณภาพให้ได้ซื้อหากันแล้ว ภายในงานยังประกอบไปด้วยหลายกิจกรรมที่ให้ทั้งความบันเทิงและความรู้ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

เกษตรเขต 1 โชว์ความเข้มแข็งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพิ่มมูลค่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สู่อาหารทานเล่นรสอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288633

เกษตรเขต 1 โชว์ความเข้มแข็งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพิ่มมูลค่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สู่อาหารทานเล่นรสอร่อย

เกษตรเขต 1 โชว์ความเข้มแข็งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพิ่มมูลค่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สู่อาหารทานเล่นรสอร่อย

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรเขต 1 ชัยนาท เร่งขับเคลื่อนส่งเสริมความเข้มให้กับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หวังให้ชุมชนเกิดการรวมตัวที่เข้มแข็ง สามารถสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 มุ่งเน้นการให้ความรู้และการสนับสนุนในการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน โดยการร่วมมือซึ่งกันและกันของคนภายในชุมชน เพื่อนำวัตถุดิบ ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เหมาะสมกับกิจการวิสาหกิจชุมชนและสภาพท้องถิ่นนั้นๆ หรือการให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารงานบุคคลการบัญชีการจัดหาทุนหรือการตลาด

ทั้งนี้เพื่อให้กิจการวิสาหกิจชุมชนในระดับปฐมภูมิมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ และเมื่อวิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้แล้ว ก็ควรให้ความรู้และการสนับสนุนในการประกอบกิจการวิสาหกิจชุมชนในระดับที่สูงขึ้นตามความพร้อมและความต้องการของกิจการวิสาหกิจชุมชน เช่น การส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกิจการวิสาหกิจชุมชนให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภค รวมถึงให้ความสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการนำนวัตกรรมด้านต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยตรงตามความต้องการของตลาดมีการส่งเสริมด้านการตลาด เป็นต้น ดังนั้น ในด้านการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนที่มีความพร้อมให้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรโดยกระบวนการแปรรูปที่ทันสมัย หรือใช้ประโยชน์จากวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของประเทศและสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับวิสาหกิจชุมชนต่อไป

ด้าน คุณน้ำผึ้ง ฐิติกาล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวโพดทอดกรอบบ้านหัวลำ ต.หัวลำ อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี กล่าวว่า แต่เดิมครอบครัวของตนนั้นก็ประกอบอาชีพด้วยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ด้วยราคาในช่วงนั้นไม่ค่อยดี จึงได้คิดหาวิธีเพิ่มมูลค่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ด้วยการนำมาประกอบเป็นอาหารทานเล่น ก็คือ ข้าวโพดทอด ที่ผ่านมาก็ลองผิดลองถูกมาตลอด จนมาลงตัวและสามารถที่จะนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาปรุงเป็นอาหารทานเล่นที่ให้รสชาติดี และได้รวมกลุ่มก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา ปัจจุบันมีสมาชิก 19 คน รวมตัวกันผลิตข้าวโพดแปรรูป

“โดยผลิตภัณฑ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปรรูปนี้ จะมีจุดเด่นคือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นทานง่าย รสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางอาหารสูง นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่สมาชิกที่เข้ามาทำงานในกลุ่มซึ่งเฉลี่ยมีค่าแรงตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป โดย 1 สัปดาห์จะเข้ามาทำงานอยู่ประมาณ 4-5 วัน ปัจจุบันกลุ่มฯ จะผลิตข้าวโพดทอดสัปดาห์ละ 2 ตัน โดยวัตถุดิบที่นำมาผลิตส่วนหนึ่งเป็นของสมาชิกในกลุ่ม และอีกส่วนเป็นของเกษตรกรที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ ส่วนการทำตลาดนั้นนอกจากขายในจังหวัดแล้วก็จะส่งให้กับ 6 จังหวัดเป็นหลัก ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี นครสวรรค์ สระบุรี ปทุมธานี นครราชสีมา ลพบุรี และตามออเดอร์จากทั่วประเทศที่สั่งมา” คุณน้ำผึ้ง กล่าว

ทั้งนี้กว่ากลุ่มฯ จะมาถึงวันนี้ต้องล้มลุกมาพอสมควร แต่ก็ยังดีที่ภาครัฐหลายๆ หน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุนโดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรที่เข้ามาช่วยผลักดันตั้งแต่เริ่มต้น จัดตั้งกลุ่ม ให้ความรู้ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ พร้อมกับคิดค้นสูตรใหม่ๆ ขึ้นมา จนปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์รวมแล้วถึง 5 รสชาติ ได้แก่ รสดั้งเดิมรสปาปริกา รสบาร์บีคิว รสต้มยำ รสเนยชีส ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ซึ่งการออกร้านในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ณ สวนลุมพินี ที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในเมืองเป็นอย่างดี

จังหวัดใต้ตอนล่างเร่งเครื่องกำจัด หนอนหัวดำระบาดสวนมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288421

x

จังหวัดใต้ตอนล่างเร่งเครื่องกำจัด หนอนหัวดำระบาดสวนมะพร้าว

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีพื้นที่การปลูกมะพร้าว 141,884 ไร่ พบพื้นที่การระบาดหนอนหัวดำมะพร้าว 1,502.25 ไร่ แยกเป็น สงขลา 213 ไร่ ปัตตานี 1,247.75 ไร่ สตูล 9 ไร่ และนราธิวาส 32.5 ไร่ ส่วนจังหวัดที่เหลือไม่พบการระบาด

สำหรับการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ มาตรการที่หนึ่ง คือ การสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม โดยได้ประสานงาน จ.นราธิวาส สงขลา ปัตตานี และสตูล จัดกิจกรรมงานวันรณรงค์ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ จังหวัดละ 1 ครั้ง ส่วนมาตรการที่สอง คือ การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM) โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สนับสนุนแตนเบียนบราคอนพร้อมปล่อยแก่จังหวัดเป้าหมาย จำนวนทั้งสิ้น 156,700 ตัว และได้ดำเนินการจัดอบรมเกษตรกรทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ และพื้นที่แปลงมะพร้าว โดยมีการบรรยายการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย เทคนิคการฉีดสารเคมีเข้าต้น และเทคนิคการพ่นสารเคมีทางใบมะพร้าวเพื่อควบคุมหนอนหัวดำ สาธิตการใช้อุปกรณ์ฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นสารเคมีทางใบ และมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติในพื้นที่แปลงมะพร้าวของเกษตรกร ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา

ทั้งนี้ผลการดำเนินงาน ทำให้เกษตรกรรู้จักและตระหนักในการจัดการหนอนหัวดำมะพร้าวเพิ่มขึ้น เกษตรกรเจ้าของแปลงที่มีการทำลายของหนอนหัวดำมะพร้าว ก็มีการจัดการเบื้องต้นโดยการตัดทางใบที่โดนหนอนหัวดำเข้าทำลาย และเผาทำลายทิ้ง
เกษตรกรทีมรับจ้างสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติงานในการรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นมะพร้าวและการฉีดพ่นสารเคมีทางใบได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย และเจ้าหน้าที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สามารถให้คำปรึกษาและแนะนำการจัดการหนอนหัวดำเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรได้

‘ไทย-เขมร’ร่วมมือนำร่องพัฒนา ต้นแบบสหกรณ์การเกษตร2แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288422

x

‘ไทย-เขมร’ร่วมมือนำร่องพัฒนา ต้นแบบสหกรณ์การเกษตร2แห่ง

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ไทยและกัมพูชาได้จัดทำแผนความร่วมมือการพัฒนาไทย–กัมพูชาระยะเวลา 3 ปี โดยมอบหมายให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ รับผิดชอบแผนงานการพัฒนาระบบสหกรณ์ โดยร่วมกับกัมพูชาดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ในกัมพูชา

ทั้งนี้มีการกำหนดให้สหกรณ์ 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร Khumream Samaky Rikchamroeun จ.เสียมราฐ และสหกรณ์การเกษตร Phom Khcum จ.อุดรมีชัย มีกิจกรรม คือ การพัฒนาสหกรณ์การเกษตรทั้ง 2 แห่งให้มีความเข้มแข็ง บุคลากรของสหกรณ์มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ สามารถบริหารจัดการสหกรณ์ วางแผนกลยุทธ์ แผนธุรกิจ แผนการตลาด แผนการเงิน ได้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการจัดการฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และบุคลากรภาคการเกษตรของกัมพูชา การศึกษาดูงาน การให้คำแนะนำ เช่น ระบบบัญชี การบริหารจัดการ การควบคุมภายใน ในสหกรณ์เป้าหมายรวมถึงช่วยส่งเสริมแนะนำในการจัดทำแผนกลยุทธ์และการนำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ โดยเป้าหมายสุดท้าย คือ สหกรณ์การเกษตรทั้ง 2 แห่ง สามารถเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังสหกรณ์อื่นในอนาคต

สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการมีระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2562 โดยในวันที่ 11-15 กันยายน 2560 คณะผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยจะเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อร่วมประชุมกำหนดหลักสูตรร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร กัมพูชา และลงพื้นที่ไปยังสหกรณ์กลุ่มเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูล เพื่อใช้ในการออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายต่อไป