เตือนผู้เลี้ยงไก่ระวังหวัดนกระบาด เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289618

เตือนผู้เลี้ยงไก่ระวังหวัดนกระบาด เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

เตือนผู้เลี้ยงไก่ระวังหวัดนกระบาด เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 10.17 น.

3 ก.ย.60 ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ไข้หวัดนกมาแล้ว ทำให้หน่วยงานภาครัฐ คือ กรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบวางมาตรการที่เข้มงวด เช่น โรงเรือนเลี้ยงดูต้องปลอดเชื้อโรค , ขั้นตอนการเข้า-ออกโรงเรือนต้องผ่านการฆ่าเชื้อ และโรงเรือนต้องพักนานกว่า 30 วัน ถึงจะสามารถเลี้ยงในรุ่นอื่นต่อไปได้ สำหรับในช่วงนี้ประเทศไทยมีสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งเรื่องนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ทราบดีว่าอาจนำมาซึ่งปัญหาหลายๆด้านที่เกิดขึ้นทุกๆปี เช่น ไข้หวัด , ระบบขับถ่าย ดังนั้นเกษตรกรจะต้องเฝ้าระวังในช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าเกิดโรคขึ้นจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

“ขอให้เกษตรกรดูแลสุขภาพสัตว์ปีกเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วงนี้จะมีฝนชุกในหลายพื้นที่ของประเทศ และอากาศเปลี่ยนแปลง อาจทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียดได้ และมีผลต่อระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายของสัตว์ปีก ทำให้สัตว์ปีกอ่อนแอ โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องมีการเคลื่อนย้าย สัตว์ปีกที่ไม่แข็งแรงจะไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โรคระบาดต่างๆ แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นได้อีกด้วย จึงควรมีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้” ดร.ฉวีวรรณ กล่าว

ดร.ฉวีวรรณ กล่าวอีกว่า โรคระบาดในสัตว์ปีกที่เกษตรกรควรเฝ้าระวังในช่วงฤดูฝน ได้แก่ โรคไข้หวัดนก โรคนิวคาสเซิล และโรคอหิวาต์สัตว์ปีก โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกที่ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบโรคนี้มานานกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม แต่ยังมีความเสี่ยงที่โรคนี้อาจกลับมาแพร่ระบาดในประเทศไทยได้อีก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน มีการอพยพของนกอพยพจากซีกโลกเหนือ การระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศต่างๆ โดยกรมปศุสัตว์ได้มีการติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด รวมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันโรคไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่างๆ เช่น พื้นที่ที่เลี้ยงสัตว์ปีกตามแนวชายแดน เป็นต้น

ทั้งนี้ เกษตรกรควรเตรียมตัวรับมือและหาทางป้องกันอย่างไรได้บ้างนั้น มีแนวทางปฏิบัติอยู่ 3 ประการ คือ 1.ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกที่มีรั้วปิดมิดชิด ป้องกันลม ฝน นกธรรมชาติ สัตว์พาหะ เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาด 2.ทำวัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญในสัตว์ปีกที่แข็งแรง เช่น วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบ วัคซีนอหิวาต์สัตว์ปีก และวัคซีนฝีดาษไก่ เป็นต้น และ 3.หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อจะได้เข้าไปทำการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที

ปชช.แห่ช็อปเวชสำอาง อภัยภูเบศรจำหน่ายครั้งแรกงานสมุนไพรแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289329

ปชช.แห่ช็อปเวชสำอาง อภัยภูเบศรจำหน่ายครั้งแรกงานสมุนไพรแห่งชาติ

ปชช.แห่ช็อปเวชสำอาง อภัยภูเบศรจำหน่ายครั้งแรกงานสมุนไพรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 11.52 น.

1 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติปีนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้นำเครื่องสำอาง ซึ่ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่ควบคุมการผลิตด้วยสมุนไพรออกานิกส์ 100% มาจำหน่ายเป็นครั้งแรกด้วย คือ สารสกัดธรรมชาติเพื่อดูแลปัญหาผิวฝ้า จุดด่างดำแบบเฉพาะจุดในชื่อ ดาร์ค สปอต คอเรคเตอร์

ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ดาร์ค สปอต คอเรคเตอร์ ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้า โดยมีส่วนผสมจากสารสกัด ประดู่ทุ่ง ที่อุดมไปด้วยสารช่วยยับยั้งเอนไซม์ ไทโรซิเนส สาเหตุการผลิตเม็ดสีผิว พร้อมด้วยสารสกัดจาก ใบฝรั่ง  มะขามป้อม ทำให้ผิวกระจ่างใส ลดการเกาะกลุ่มกันของเมลานิน ทำให้ฝ้าและจุดด่างดำจางลง  และบำรุงผิวให้แข็งแรงเพิ่มขึ้นด้วยสารสกัดจากหญ้ารีแพร์ ผักเบี้ยใหญ่ บัวบก ที่สำคัญยังปราศจากสารกันเสียกลุ่มพาราเบนและแอลกอฮอล์ จากผลการทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิกในอาสาสมัคร พบว่า 80% มีจุดด่างดำจางลงอย่างเห็นได้ชัดใน 2 สัปดาห์ และ 88% จุดด่างดำจางลงอย่างต่อเนื่องใน 5 สัปดาห์ และให้ผลการป้องกันการเกิดจุดด่างดำได้เมื่อใช้ต่อเนื่อง

“อภัยภูเบศรตั้งเป้าว่าจะทำการวิจัยเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพการดูแลปัญหาผิว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคหันมาใช้เวชสำอางของไทยที่คุณภาพไม่แพ้ของนอกราคาแพง ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดสมุนไพรให้เติบโตอีกด้วย” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

ดร.สุภาภรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถไปพบการเปิดตัวจำหน่ายครั้งแรกได้ในงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 3 กันยายน ณ อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6-7-8 สอบถามเพิ่มเติม 037-211289 หรือ เฟสบุ๊คสมุนไพรอภัยภูเบศร

เลาะรั้วเกษตร : ขอบ่น วน ๆ ไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ขอบ่น วน ๆ ไป

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในระยะนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ และการก่อการร้าย มองดูประเทศอื่นๆ ก็เผชิญสถานการณ์ภัยธรรมชาติและการก่อการร้ายไม่แพ้กัน บางประเทศยังรุนแรงยิ่งกว่าฉะนั้นจงพอใจที่เกิดมาบนแผ่นดินไทย อย่าหนีออกจากประเทศไทยไประหกระเหินที่ไหนเลย…….อย่างที่เพลงเขาว่าไว้ “บ้านเราแสนสุขใจ แม้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา….” แม้จะอยู่ในที่ที่จำกัดเสรีภาพ ก็ยังเป็นบ้านเราอยู่ดี….

ประเทศไทย มีอะไรดีๆ มากมาย จนคนต่างชาติอิจฉา สถานที่ท่องเที่ยวของไทยไม่แพ้ประเทศไหนในโลก อาจจะมีสถานที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่มากเหมือนประเทศอื่น แต่ก็มีให้ชาวต่างชาติกล่าวขวัญถึงและอยากจะมาเยือน สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็อะเมซซิ่ง คนไทยบางคนไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไปชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวของเขา แต่ไม่เคยไปสถานที่ท่องเที่ยวของไทยเราที่สวยงามและน่าทึ่งยิ่งกว่า..แบบนี้ก็มีไม่น้อยเรียกว่า..ใกล้เกลือกินด่าง….

อาหารการกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ร้านอาหารอร่อยเต็มไปหมด อาหารข้างทางที่เรียกหรูๆ ว่า สตรีท ฟู้ด ก็มีมากมายให้เลือกรับประทาน ตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่นเที่ยงคืน วัตถุดิบคุณภาพที่นำมาทำอาหารก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เครื่องดื่มทั้งหลาย

เมื่อพูดถึงวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร อดที่จะพูดถึงรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารไม่ได้ เคยติดตามชมรายการแข่งขันทำอาหารรายการหนึ่ง ในแต่ละครั้งจะมีวัตถุดิบหลักจัดมาให้ผู้เข้าแข่งขัน นำไปรังสรรค์เป็นอาหารเมนูต่างๆ หลายครั้งที่เป็นวัตถุดิบจากต่างประเทศราคาแพงๆ เห็นแล้วรู้สึกเสียดาย และรู้สึกเสียดุลการค้าอย่างไรไม่รู้ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่น เช่น ปูทาราบะ กุ้งมังกร ปลาทูน่า หอยเชลล์โฮตาเตะ เนื้อวัวมัตซือซากะ ซึ่งสนนราคาตัวละนับพัน กิโลกรัมละนับหมื่นบาท…..รสชาติก็คงสมราคานั่นแหละ แต่ดูเหมือนจะส่งเสริมให้นิยมของต่างประเทศที่ฟุ่มเฟือยไปหน่อย….

รายการเดียวกันนี้ เคยใช้วัตถุดิบหลักของไทยในการแข่งขันทำอาหารรุ่นเด็ก เป็นวัตถุดิบจากโครงการประชารัฐ เช่น กุ้งมังกรจากภูเก็ต ไก่งวงจากมหาสารคาม กุ้งแม่น้ำจากพระนครศรีอยุธยา เด็ก ๆ ก็ทำอาหารออกมาน่ารับประทาน รสชาติเป็นเลิศ แถมยังรู้แหล่งที่มา หรือแหล่งผลิตวัตถุดิบเหล่านั้นด้วย น่าจะทำให้เด็กๆ และผู้ชมทางบ้านภูมิใจในความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย….ถ้าอย่างนี้น่าชื่นชม

มาถึงอาหารหลักของคนไทย คือ ข้าว ข้าวของไทยมีหลากหลายชนิด หลากหลายพันธุ์ ไม่เหมือนของประเทศอื่น อย่างข้าวญี่ปุ่น เมล็ดป้อมๆ มีความเหนียวหน่อยๆ หรือข้าวบาสมาติของอินเดีย เมล็ดผอมๆ ยาวๆ ร่วนๆ แต่ไม่แข็ง ก็เห็นอยู่เท่านั้น ข้าวเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ จีน อาจจะมีหลายพันธุ์ แต่ก็คงไม่เท่าของไทย เวลามีงานอีเว้นท์ ขายสินค้าเกษตรทีไร จะเห็นข้าวสารหลากชนิดมาวางจำหน่าย เช่น งานที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ที่สวนลุมพินี นอกจากข้าวหอมมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่มีอยู่หลายเจ้าแล้ว ยังมีข้าวชื่อแปลกๆ มาจำหน่ายด้วย เช่น ข้าวซีบูกันตัง ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมืองของ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่นำมาปรับปรุงพันธุ์ และส่งเสริมปลูกเป็นแปลงใหญ่ เป็นข้าวที่ระบุว่ามีวิตามิน บี 1 บี 2 และวิตามินอีสูง อุดมด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส

ข้าวทับทิมชุมแพ ซึ่งเป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวสังข์หยด เมล็ดข้าวมีสีแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกพันธุ์หนึ่ง เป็นพันธุ์ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดเชียร์อยู่ คือพันธุ์ กข 43 เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวหอมสุพรรณบุรี กับข้าวสุพรรณบุรี 1 ข้าวสุกมีความหอม นุ่ม มีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้เป็นเบาหวาน

ยังมีข้าวอีกหลายพันธุ์ ที่มีชื่อไม่คุ้นหู และยังไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่อาจจะมีตลาดเฉพาะทราบมาว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชุติมา บุณยประภัศร ให้กรมการข้าวส่งเสริมปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ ก็นับว่าเป็นไอเดียที่ดี ส่งเสริมปลูกข้าวคงไม่ยากเกินความสามารถของกรมการข้าว แต่การทำตลาดจะให้ใครทำ ท่านคิดไว้หรือยัง……

มีคนบอกว่า น่าจะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำการตลาดให้กับข้าว หรือ สินค้าเกษตรโดยเฉพาะ เพราะสินค้าเกษตรไม่เหมือนสินค้าอุตสาหกรรมที่สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ชัดเจน ถ้ามีหน่วยงานนี้ขึ้นมาจริง คนในหน่วยงานต้องมีความสามารถขั้นเทพเลยทีเดียว…..เพราะสินค้าเกษตรมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องเยอะ…คนที่เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมาอยู่กระทรวงเกษตรฯ คงทราบดี…..

แว่นขยาย

สหกรณ์รุกคืนหนุนบทบาท‘ศพก.’ l เปิดผลดำเนินกิจกรรมกลุ่มพื้นที่‘สุรินทร์’เข้าเป้าน่าพอใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289241

x

สหกรณ์รุกคืนหนุนบทบาท‘ศพก.’ l เปิดผลดำเนินกิจกรรมกลุ่มพื้นที่‘สุรินทร์’เข้าเป้าน่าพอใจ

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 (ศส.5) จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีโครงการสนับสนุน ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั่วประเทศ ให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์การสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชน ทั้งในส่วนของการเพิ่มปริมาณผลผลิต การลดต้นทุน การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ และสามารถสร้างเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรของชุมชนให้มีการเชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตร

จากการที่ ศส.5 ติดตามและประเมินผลกิจกรรมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่ จ.สุรินทร์ พบว่า 1) กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ การผลิตข้าว ข้าวอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ข้าว เลี้ยงสัตว์ รวมถึงการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และผลจากที่เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองสามารถลดต้นทุนในการทำนาข้าว ประมาณ 2,000-3,000 บาท/ไร่ 2) สามารถให้ความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนหันมาผลิตข้าวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนการใช้ปุ๋ยเคมี และได้รับความสนใจจากคณะศึกษาดูงานทั้งในและนอกจังหวัดสุรินทร์ 3) สามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผลผลิต เช่น ศพก.อำเภอเขวาสินรินทร์ สามารถผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ศพก.อำเภอลำดวน สามารถผลิตพริกมาตรฐาน GAP 4) กลุ่มสามารถหาตลาดรองรับผลผลิต และกำหนดราคาขายได้เอง เช่น ศพก.อำเภอสังขะ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่าย โดยมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ช่วยเหลือโดยการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ในพื้นที่เพื่อรับซื้อผลผลิตจากกลุ่ม ศพก. ต่อไป

นายกัณวีย์ ยังเผยต่อว่า นอกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มภายใต้ ศพก. แล้ว กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ทั่วประเทศ ได้จัดการฝึกอบรมเพื่อสร้างวิทยากรการสหกรณ์ ประจำ ศพก.ทั้ง 882 ศูนย์ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการสหกรณ์ วิธีการ และประโยชน์การรวมกลุ่ม รวมถึงเทคนิคการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้วิทยากรเหล่านี้ไปประจำใน ศพก. ในพื้นที่ของตนเอง เพื่อเผยแพร่เรื่องการสหกรณ์กับสมาชิกและประชาชนทั่วไปในพื้นที่

พด.ชูสวนปาล์มสตูล ปลูกแฝกสางปัญหา ฟื้นดิน-น้ำ-ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289240

x

พด.ชูสวนปาล์มสตูล ปลูกแฝกสางปัญหา ฟื้นดิน-น้ำ-ลดต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นวิธีการเพื่อระวังรักษาดินมิให้ถูกชะล้างและพัดพาไป รวมทั้งการรักษาน้ำในดินและบนผิวดินให้คงอยู่ โดยการใช้หญ้าแฝกเป็นหนึ่งในวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่นิยมกัน เนื่องจากต้นทุนต่ำ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า พื้นที่ ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการอนุรักษ์ดินน้ำ โดยสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม แอ่งท้องกระทะ มีการชะล้างพังทลายของดิน พื้นที่การเกษตรหลายแห่งถูกทิ้งเป็นนาร้าง สถานีพัฒนาที่ดินสตูลจึงสนับสนุนการดำเนินโครงการขุดคู–ยกร่องและปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ใช้พื้นที่นาร้างทำการปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กับการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการพังทลายของดินและชะลอความแรงของน้ำในช่วงฤดูฝน และเมื่อน้ำแห้งหญ้าแฝกก็รักษาความชื้นในดินได้ดี ดังตัวอย่างสวนปาล์มน้ำมันของ นายบุญศักดิ์ ลิบประภากร ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการจนดินดีมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือหมอดินประจำหมู่บ้าน

อุตสาหกรรม-เกษตรกรรม จูงมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289286

อุตสาหกรรม-เกษตรกรรม  จูงมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

อุตสาหกรรม-เกษตรกรรม จูงมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 20.41 น.

“เศรษฐกิจนำ น้ำมา เกษตรก็ต้องได้รับประโยชน์ด้วย” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน เอ่ยเป็นประโยคแรกว่าด้วยบทบาทน้ำในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ที่รัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ว่า โครงข่ายถนน ระบบราง ไฟฟ้า รวมทั้งน้ำ และ ฯลฯ

ว่ากันที่จริง กรมชลประทานไม่จำเป็นต้องมาดูแลน้ำเพื่อการเกษตรในจังหวัดสระแก้วอันเนื่องจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสระแก้ว  เพราะการประปาส่วนภูมิภาคได้รับการจัดสรรน้ำจากกรมชลประทานผ่านอ่างเก็บน้ำพระปรง จ.สระแก้ว สำหรับใช้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษปีละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางท่อคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2561

“แต่เราต้องดูภาคเกษตรกรรมด้วย ไม่เฉพาะแต่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเดียว เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสจากน้ำด้วยกัน ตามนโยบายของรัฐบาล”

สระแก้วเป็นจังหวัดทางภาคตะวันออก ประกอบด้วย 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี กับลุ่มน้ำโตนเลสาป

ในส่วนของลุ่มน้ำปราจีนบุรี กรมชลประทานได้พัฒนาแหล่งน้ำทั้งลุ่มอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งได้ผลดีขึ้นตามลำดับ โดยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพระปรง พระสะทึง ห้วยโสมง คลองหลวงรัชโลทร และกำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองประแกด  อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ นอกเหนือจากอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ก่อนแล้ว อาทิ อ่างเก็บน้ำประแสร์ ดอกกราย หนองปลาไหล บางพระ มาบประชัน คลองระบม คลองสียัด เป็นต้น

ที่สำคัญอ่างเก็บน้ำเหล่านี้ สามารถพ่วงเป็นอ่างพวงระหว่าง จ.จันทบุรี-จ.ระยอง-จ.ชลบุรี ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำตอบโจทย์บรรเทาน้ำท่วมและแก้ไขน้ำแล้งได้ผลดี และมีส่วนช่วยสนับสนุนเขตเศรษฐกิจสำคัญ คือโครงการอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ได้อย่างมั่นคง

สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว มีพื้นที่กว่า 2 แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.อรัญประเทศ 3 ตำบลและ 1 ตำบลของ อ.วัฒนานคร

ปัญหาน้ำป้อนเขตเศรษฐกิจไม่มีปัญหา เหลือเพียงปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ อ.อรัญประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วยจะแก้ไขอย่างไร

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า แม่น้ำสายหลักที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อรัญประเทศ คือ แม่น้ำพรมโหด ความยาว 60 กิโลเมตร ไหลผ่านเมืองไปลงโตนเลสาปของกัมพูชาเกือบทั้งหมด โดยแทบไม่มีแหล่งน้ำเก็บกัก พื้นที่ลุ่มน้ำพรมโหดที่ผ่านมาเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำตลอดมา ดังนั้น ในโอกาสที่มีโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสระแก้ว  กรมชลประทานจึงจัดทำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำพรมโหด เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยควบคู่ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะช่วยทั้งเขตเศรษฐกิจและพื้นที่เกษตร อ.อรัญประเทศไปพร้อมๆ กัน

โดยในชั้นต้น วางแผนคัดเลือก 4 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง 2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการอ่างเก็บน้ำหนองบัวเหนือ ต.หันทราย อ.อรัญประเทศ จากความจุเดิม 4 หมื่นลูกบาศก์เมตรเป็น 8 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 5,800 ไร่ และฤดูแล้ง 1,740 ไร่

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของราษฎรด้วย เนื่องจากสภาพอ่างเก็บน้ำปัจจุบันเป็นโครงการขนาดเล็ก พื้นที่ 28 ไร่ ความจุ 4 หมื่น ลบ.ม. และไม่มีระบบส่งน้ำ ถ้าขยายความจุเป็น 8 ล้าน ลบ.ม. ต้องใช้พื้นที่ 1,000 ไร่ ซึ่งต้องถามความสมัครใจของราษฎรในพื้นที่

“ยืนยันได้ว่า โครงการอ่างเก็บน้ำนี้ไม่ใช่เพื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว แต่เป็นภาคเกษตรกรรมโดยตรง ซึ่งต้องการพัฒนาควบคู่ไปกับอุตสาหกรรม เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วเขาได้น้ำจากอ่างเก็บน้ำพระปรงอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับโครงการนี้เลย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว ในขณะลงพื้นที่พูดคุยกับราษฎรบ้านหนองบัวเหนือ

2.โครงการประตูระบายน้ำบ้านคลองยาง ในแม่น้ำพรมโหด บริเวณ ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร พร้อมทั้งขุดลอกแม่น้ำพรมโหดเพิ่มความจุลำน้ำมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1,200 ไร่

“บริเวณนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นจุดรวมของลำน้ำย่อยๆ ของแม่น้ำพรมโหด ที่ไหลลงมารวมหลายสาย การก่อสร้าง ปตร. จะช่วยบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำได้ดีขึ้น อย่างน้อยบรรเทาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัยของเกษตรกร และเก็บน้ำไว้ในลำน้ำสำหรับการเพาะปลูกด้วย จากเดิมที่ทำเฉพาะนาปีได้ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 40 ถัง/ไร่เท่านั้น ต่อไปเมื่อมี ปตร. แล้วยังมีน้ำสำหรับเพาะปลูกในฤดูแล้งได้ด้วย โดยไม่ต้องออกไปรับจ้างในเมืองเหมือนปัจจุบัน” ดร.สมเกียรติกล่าวา

โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย 2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วม บริเวณปลายแม่น้ำพรมโหดก่อนลงโตนเลสาป

2.โครงการคลองผันน้ำเลี่ยงเมือง (คลองพรมโหด 2) จากท้ายอ่างเก็บน้ำหนองบัวเหนือ เพื่อตัดยอดน้ำที่จะไหลลงเมืองอรัญประเทศ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ บริเวณ ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ ปากคลองกว้าง 46 เมตร ลึก 4 เมตร ความยาว 24 กิโลเมตร โดยมีอาคารควบคุมน้ำปลายคลอง

“โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้ ตอบโจทย์น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว พร้อมๆ กับตอบโจทย์น้ำท่วมและแก้ไขการขาดแคลนน้ำสำหรับภาคเกษตรในพื้นที่พร้อมๆ ไปด้วย” ดร.สมเกียรติกล่าว

บิ๊กฉัตรสั่งกรมชลฯเกาะติดพื้นที่น้ำท่วม ส่งหนังสือเตือนผู้ว่าฯ7จว.รับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289258

บิ๊กฉัตรสั่งกรมชลฯเกาะติดพื้นที่น้ำท่วม ส่งหนังสือเตือนผู้ว่าฯ7จว.รับมือ

บิ๊กฉัตรสั่งกรมชลฯเกาะติดพื้นที่น้ำท่วม ส่งหนังสือเตือนผู้ว่าฯ7จว.รับมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 19.31 น.

31 ส.ค.60 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำ ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด หากเกิดปัญหาให้รีบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยการติดตามสภาพอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ในช่วงนี้จนถึงวัน 3 ก.ย.60 ร่องมรสุมเคลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนลดลง

ส่วนในช่วงวันที่ 4 – 5 ก.ย.60 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ดังนั้น การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงยังคงอยู่ในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที ตามแผนการระบายน้ำที่ได้วางไว้ ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่แม่น้ำ ทางด้านท้ายเขื่อนซึ่งจะมีปริมาณน้ำไม่มากนัก

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 4 – 8 ก.ย.จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มีผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร หลังจากวันที่ 8 ก.ย.ก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ โดยกรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี  อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี  นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

“มีปริมาณน้ำเหนือไหลผ่าน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 1,835 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง คาดว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะไหลผ่านประมาณ 2,014 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ ในขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,498 ลบ.ม./วินาที โดยบริเวณเหนือเขื่อนได้แบ่งรับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่งวันละประมาณ 438 ลบ.ม./วินาที ซึ่งกรมชลประทานจะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม”นายทองเปลว กล่าว

ขณะที่น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีปริมาณ 51,190 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 68 เป็นน้ำใช้การได้ 27,370 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 สามารถรองรับน้ำได้อีก 24,024 ล้าน ลบ.ม.ส่วนมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม 9 แห่ง ดังนี้ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนบางพระ อย่างไรก็ตาม มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80 – 100 มีทั้งสิ้น 155 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าระดับเก็บกัก มีจำนวน 80 แห่ง กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทาน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำอย่างเคร่งครัด

ชาวสวนยางมีเฮ ผู้ว่าฯกยท.ยันได้เห็นราคาแตะ70บาทแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288921

ชาวสวนยางมีเฮ ผู้ว่าฯกยท.ยันได้เห็นราคาแตะ70บาทแน่

ชาวสวนยางมีเฮ ผู้ว่าฯกยท.ยันได้เห็นราคาแตะ70บาทแน่

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 10.43 น.

เกษตรกรสวนยางมีเฮแน่ ผู้ว่าฯกยท.ยันได้เห็นราคายางไปถึง70บาทต่อกก. มั่นใจกองทุนรักษาราคายางทำกลไกสองตลาดดันราคาในทิศทางบวก ลดปัจจัยเสี่ยงจากตลาดภายใน-นอกประเทศมากดราคายางเกษตรกรไทย ชี้ได้ผลดีระยะยาวกว่าประกัน จำนำ ระบุบิ๊กฉัตรวางเป้าใช้ยางในประเทศแสนตันต่อปีดันราคายางเพิ่มมหาศาล

30 ส.ค.60 นาย ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคายางพารามีแนวโน้มขยับตัวต่อเนื่องขึ้น จะเห็นว่าราคายางแผ่นรมควันชั้นสาม ขยับจาก 49 บาทต่อ กก.ช่วงเดือน ก.ค.ขึ้นมากว่า 58 – 60 บาทต่อ กก.โดยตั้งเป้าราคาไปได้ถึง 70 บาท ทั้งนี้ จากที่กองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง เข้าซื้อขายยางทั้งในตลาดซื้อขายจริง และตลาดล่วงหน้า ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของราคาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้ราคาอ้างอิงจากตลางต่างประเทศ ที่ผ่านมามีปัจจัยเสี่ยงมาก เพราะตลาดใหญ่ๆเก็งกำไรค่อนข้างสูง จึงมาส่งผลกระทบราคายางเกษตรกรไทยตกต่ำมาตลอด

“กองทุนยางฯ เข้าเทรดช่วงกลางเดือน ก.ค.เดิมที่ กยท.เข้าซื้อด้วยทุนของ กยท.เอง มาเดือน ส.ค.ได้รับทุนเพิ่มเติม จาก 5 บริษัทรายใหญ่ รวมวงเงิน 1.2 พันล้านบาท เข้าซื้อทั้งสองตลาด ซึ่งตลาดซื้อขายยางจริง จะเปิดเวลา 11.00 น.ส่งราคาไปทั่วประเทศ ใช้เป็นราคากับผู้ซื้อขายไปซื้อจากเกษตรกร อีกส่วนเข้าซื้อขายในตลาดสัญญาล่วงหน้า (ทีเฟ็ก) สมัยก่อนประเทศไทยใช้ราคาอ้างอิง จากตลาดโตคอม ไซคอม เซียงไฮ้ นำมาหักลบส่วนต่าง และภาษี มาใช้ซื้อขายในประเทศ ซึ่ง ทำให้เราไปพึ่งราคาภายนอกสูงมากไป รับความผันผวนจากตลาดเก็งกำไร ค่อนข้างมาก บางวันการซื้อขายไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐาน ทำให้เราเกิดความเสี่ยงมาตลอดไปอ้างอิงตลาดนี้” นายธีธัช กล่าว

ผู้ว่าฯ กยท.กล่าวว่า กยท.ทำให้เกิดราคาอ้างอิงทั้งสองตลาดในไทยอยู่ในทิศทางมีส่วนทำให้ราคาไปทางทิศทางบวก เป็นการใช้กลไกด้านการตลาดในประเทศ ผันผวนน้อย ต่างจากในอดีตเลือกใช้งบประมาณไปประกันราคาหรือจำนำ ซึ่งไม่ได้ผลเสมอไป ยังเพิ่มภาระกับงบประมาณแผ่นดินภายหลัง สต็อกเพิ่ม มีการทุจริต

“ใช้ความร่วมมือเอกชนรายใหญ่ ออกเงินมาร่วมลงขัน ดันราคายางไปตามเป้าหมาย 60 – 70 บาทต่อ กก.ในเดือน ก.ย.เพื่อเกิดเสถียรภาพ ตามที่กองทุนฯตั้งไว้ วันนี้ก็มาใกล้แล้ว ทำให้เกษตรกรสวนยางอยู่ได้ จากต้นทุนล่าสุดที่สำนักงานเศรษฐฺกิจการเกษตร (สศก.) สรุปตัวใช้การคำนวน 50.30 บาทต่อ กก.บวกกำไรตามปกติ 15 – 20% ราคาขายอยู่ประมาณ 60 บาท เมื่อได้ราคา 70 บาท จะได้กำไร สูงเกินค่าเฉลี่ยขึ้นไปอีก” นายธีธัช กล่าว

ผู้ว่าฯ กยท.กล่าวถึงมาตรการใช้ยางในประเทศ ล่าสุด กยท.อนุมัติงบเพิ่มเติม 29 ล้านบาท นำผลทดสอบการนำน้ำยางมาราดถนน ที่ทำจริงเป็นค่ามาตรฐาน ไปให้ทุกหน่วยอ้างอิงในการตั้งทีโออาร์จัดซื้อจัดจ้าง ขณะเดียวกันบางหน่วยงานไม่จำเป็นไม่ต้องใช้ กรมชลประทาน นำยางราดทำถนนคลองแนวเขื่อน ซึ่งมีมาตรฐานของกรมชลฯ เอง ซึ่งหน่วยทหารต่างๆ ได้รับงบสนับสนุน ทำถนนภายในหน่วยงาน ภายใน 2 – 3 เดือน จะออกมาเป็นรูปธรรม โดยปีนี้ ใช้ยาง 2 – 3 หมื่นตัน ในปีหน้า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้แต่ละหน่วยงานส่งตัวเลขเป้าหมายใหม่ หากได้ 1 แสนตัน ราคาดีขึ้นมหาศาล เมื่อเทียบกับทั่วโลกใช้ยางปริมาณ 12 ล้านตัน ไทยส่งออก 3 ล้านกว่า ผลิตได้ 4.4 ล้านตัน ที่ผ่านมาใช้ในประเทศ 6 แสนตัน หากเพิ่มใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น สัดส่วนส่งออกน้อยลง ผู้ใช้ต้องการของ ก็จะให้ราคาเพิ่ม

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 ก.ย.ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีสามประเทศ ผู้ผลิตยาง เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ทั้งได้ทำหนังสือเชิญประเทศเวียดนาม ที่ปลูกมาก อันดับสามมาร่วมด้วย เพื่อวางมาตราการเตรียมรองรับความความผันผวนด้านราคา และมาตรส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกยาง สร้างเสถียรภาพยางในกลุ่มประเทศสมาชิก

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ…ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288841

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ...ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

รายงานพิเศษ : ศาสตร์พระราชารับมือน้ำเหนือ…ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ!

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“พายุเซินกา” พัดผ่านประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี สร้างความเสียหายให้กับชีวิต ทรัพย์สิน และผลผลิตทางการเกษตร แต่ในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยานั้น แม้จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหาย พืชผลทางการเกษตร สามารถเก็บเกี่ยวข้าวนาปีได้โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ

ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยา โดย นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาเตือนว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น โดยเฉพาะในภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตกกับมีฝนหนักหลายพื้นที่และหนักมากบางแห่ง อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง จากนั้นถึงจะลดลงและเข้าสู่ฤดูหนาวในเดือนตุลาคม 2560

กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้วางแผนรับมือน้ำเหนือที่อาจจะไหลหลากลงมา โดยนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องของแก้มลิงมาขยายผลใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ “โครงการบางระกำโมเดล 60” จึงเกิดขึ้น โดยเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีของเกษตรกรทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใน 2 จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนปฏิทินในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ยังส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภาครัฐเองก็ยังสามารถประหยัดงบประมาณที่จะจ่ายเงินชดเชยค่าความเสียหายจากน้ำท่วม และที่สำคัญหลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย โดยจะควบคุมระดับน้ำท่วมไม่ให้กระทบต่อที่อยู่อาศัยและการสัญจรของราษฎร ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุดประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ในระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน

นอกจากนี้ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงนี้ จะทำให้ปลาชุกชุมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในช่วงเก็บเกี่ยวหรือเกิดขึ้นมาใหม่ จะเป็นอาหารอย่างดีของปลา รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรัง และการอุปโภคบริโภคเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

โดยปกติเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง จะทำนาปีในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เพราะต้องรอน้ำฝนก่อน เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนภายในลุ่มน้ำ จึงมีความเสี่ยงสูงที่ผลผลิตจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทานจึงได้ปรับเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีใหม่ ให้มาทำนาปีตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 จากเดือนเมษายน2560 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน “โครงการบางระกำโมเดล 60” การดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน กรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จทั้งหมดแล้ว และกรมชลประทานเริ่มระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลัก เข้าไปกักเก็บไว้บ้างแล้วประมาณ 100,000 ไร่ ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที หรือวันละ 12 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งในคลองและในทุ่งบางละกำแล้วประมาณ 120 ล้านลบ.ม. ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 280 ล้าน ลบ.ม.

“แม้การเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรบางส่วนอาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ทุกแปลง โดยที่ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำ” นายชำนาญกล่าว

การวางแผนใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิง ตามศาสตร์พระราชานั้น กรมชลประทานไม่ได้ดำเนินการแค่ “โครงการบางระกำโมเดล 60” เท่านั้น ยังมีการขยายผลไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำอื่นๆ ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกัน เช่น ทุ่งบางบาล ที่จะใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างก่อนที่จะเข้าสู่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีพื้นที่กว่า 30,000 ไร่ ครอบคลุม 4 อำเภอ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง สามารถหน่วงน้ำรอการระบายได้ประมาณ 75 ล้าน ลบ.ม.

นายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร กล่าวว่ากรมชลประทานได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณทุ่งบางบาล ให้ปล่อยพื้นที่นาให้ว่างหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังในเดือนกันยายน 2560 ที่จะถึงนี้ อย่าเพิ่งทำนาปีต่อเนื่อง เพื่อเตรียมสำรองพื้นที่ไว้ใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่กรุงเทพฯและปริมณฑล

แต่สถานการณ์น้ำจะต้องวิกฤติจริงๆ ถึงจะปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างขณะนี้ยังไม่วิกฤติ ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ณ สถานีวัดน้ำบางไทรยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ล่าสุดอัตราการไหลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,568 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าเกณฑ์วิกฤติคือ 3,000-3,500 ลูกบาศก์ต่อวินาที ซึ่งกรมชลประทานได้ใช้โอกาสนี้ในการพร่องน้ำในคลองสายต่างๆ เขตปริมณฑลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาในช่วงสิงหาคม-กันยายนนี้

“สถานการณ์น้ำในพื้นที่ปริมณฑลในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะเกิดน้ำท่วม ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาทั้งในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีผลกระทบต่อลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้ำเพียงร้อยละ 55 ของปริมาณความจุเท่านั้น ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร” ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าว

ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนแล้ว แม้จะมีฝนตกหนักบ้างในบางพื้นที่ แต่สำหรับลุ่มเจ้าพระยาแล้วปัจจัยต่างๆที่จะส่งสัญญาณว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 ยังไม่มีเลย ในขณะที่การเตรียมพร้อมรับมือ ตามแนวทาง “ศาสตร์พระราชา” ของกรมชลประทาน มีความพร้อมเต็ม 100%

ปี 2560 ลุ่มเจ้าพระยาไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน…..ฟันธง!!

ร่วมใจทำ‘ดารารัตน์’พิธีถวายพระเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288840

x

ร่วมใจทำ‘ดารารัตน์’พิธีถวายพระเพลิง

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าเนื่องด้วยวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องใช้ดอกไม้จันทน์ ที่โบราณเชื่อกันว่ากลิ่นหอมของดอกไม้จันทน์จะนำดวงวิญญาณไปสู่สรวงสวรรค์ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้มีการจัดกิจกรรม“ทำดอกดารารัตน์ ทำจากใจถวายพ่อหลวง”และได้เชิญชวนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมในกันประดิษฐ์ดอกดารารัตน์ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงจำนวน 99,000 ดอก

ทั้งนี้ ดอกดารารัตน์ หรือดอกแดฟโฟดิล เป็นดอกไม้สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9โปรด และพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขณะประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยกรมกรมส่งเสริมการเกษตร จะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-9สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ทุกหน่วยงานในสังกัด ร่วมใจกันดำเนินกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยกรมได้จัดสอนครั้งใหญ่ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 โดยมีวิทยากรมืออาชีพได้สอนกันต่อไปเป็นทอดๆเพื่อสร้างเครือข่าย มีเป้าหมาย 99,000 ดอกเฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำไปวางที่หน้าซุ้มกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง สำหรับนำไปร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

นายสงกรานต์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้เชิญชวนทุกหน่วยงานในสังกัด ร่วมกันปลูกดาวเรือง หรือ ทานตะวัน หรือ ดอกไม้สีเหลืองอื่นๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในงานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีการส่งเสริมและวางแผนการปลูกให้ทันออกดอกบาทสะพรั่งได้ทันในช่วงวันที่ 20-26 ตุลาคม นี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้