‘แปลงใหญ่’เขต1ได้ผลเชิงบวก เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ชัดเจน-เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287306

x

‘แปลงใหญ่’เขต1ได้ผลเชิงบวก เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ชัดเจน-เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็น 1 ใน 6มาตรการ ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรรายย่อยมีพื้นที่ขนาดเล็ก ทำการเกษตรในลักษณะต่างคนต่างทำ ต้นทุนการผลิตสูง และไม่สามารถต่อรองราคากับตลาดได้

สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของ สำนักงานส่งเสริและพัฒนาการเกษตรที่ 1จังหวัดชัยนาท มีทั้งสิ้น 9 จังหวัด มีการปลูกพืชตามเขตเหมาะสม (Zoning) ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวและยางพารา นอกจากนั้นเป็นพื้นที่ไม้ยืนต้น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ สถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชน้ำ ป่าไม้ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ พื้นที่ชุมชน พื้นที่ลุ่ม พื้นที่น้ำ และพื้นที่อื่นๆ

โดยผลการดำเนินงานในภาพรวมของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความคืบหน้าและเห็นผลในเชิงบวกในหลายๆด้าน มีแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ SC รวมทั้งหมดจำนวน 173 แปลง พื้นที่ 256,737.18 ไร่ เกษตรกร 12,698 ราย ผลิตสินค้า 17 ชนิด ซึ่งผลจากการดำเนินงานด้านการสนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัด ได้แก่ เป็นวิทยากร ร่วมประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดในการดำเนินงานโครงการ พร้อมทั้งมีการติดตามการดำเนินงานของจังหวัด ได้แก่ การประสาน ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของจังหวัด เช่น การดำเนินโครงการ/กิจกรรม การจัดทำแผนปฏิบัติการแปลงใหญ่ การจัดชั้นคุณภาพแปลงใหญ่ และการจัดทำรายงานต่างๆ รวมไปถึงการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับเขต ได้แก่ การจัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ระดับเขต เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ภาคประชาชน ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ปัญหาและค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในการพัฒนาการดำเนินงานแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานดังกล่าวที่ผ่านมาจนถึงปี 2560 ขณะนี้สามารถเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. กับการทำเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ ให้สามารถดำเนินงานให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าจะสามารถทำอาชีพด้านการเกษตรให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287309

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมโชว์นวัตกรรม-ความก้าวหน้า‘AGRI-MAP’ ในงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี’

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี” ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในการทรงงานด้านเกษตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมจัดนิทรรศการและให้บริการภายใต้ภารกิจของกรม ภายในงานครั้งนี้ ได้แก่ การนำเสนอผลงานนวัตกรรม โดยจัดแสดงนิทรรศการแผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) การใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด. ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และนำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมานำเสนอ ตลอดจนให้บริการทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน ด้วยชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (LDD Test Kit) ซึ่งเป็นชุดวิเคราะห์ดินเคลื่อนที่ การให้คำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. พร้อมทั้งแจกจ่ายผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ต่างๆ และน้ำหมักชีวภาพพร้อมใช้

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนิทรรศการแผนที่ Agri-Map ที่จัดแสดงภายในงาน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็น Agri-Map Online และพัฒนาเข้าสู่ระบบ On Mobile ก็คือสามารถใช้ได้ในโทรศัพท์มือถือ หรือ Smart Phone ที่เราใช้กัน โดยสามารถใช้ดูข้อมูล Agri-Mapได้แล้ว รวมถึงนิทรรศการ การใช้บริการ การให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน ให้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชในแต่ละพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดินหลังจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดิน รวมถึงหมอดินอาสาในพื้นที่ ลงพื้นที่เพื่อแนะนำให้ความรู้เกษตรกร ในเรื่องของการใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.ผลิตปุ๋ยหมัก นำหมักชีวภาพ การผลิตสารขับไล่แมลงศัตรูพืช และแนะนำวิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ การให้คำแนะนำในเรื่องของชนิดดินในพื้นที่และวิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก อีกทั้งยังจัดให้มีบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เพิ่มความสะดวกให้แก่เกษตรกรที่ต้องการความรู้และคำแนะนำอีกด้วย

งาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ใต้ร่มพระบารมี” ถือได้ว่าเป็นมหกรรมการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่จัดแสดง
ผลงานเด่น นวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การให้บริการวิชาการด้านการเกษตร ตลอดจนการนำผลสำเร็จทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ผ่านการดำเนินกิจกรรมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) วิสาหกิจชุมชน ตลาดเกษตรกร Smart Farmer และ Young Smart Farmer ภายใต้การพัฒนาการเกษตร โดยผู้เข้าร่วมชมงานจะเรียนรู้นวัตกรรมสมัยใหม่รู้จักวิธีคิด รู้จัดวิชาการ รู้จักการบริหารจัดการด้านตลาด เพื่อนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต และเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่สนใจเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.ไปใช้ การวิเคราะห์ดิน วิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างถูกวิธี สามารถสอบถามเพิ่มได้ที่หมอดินอาสา เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่ของท่านหรือสายด่วน กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 1760

สศก.พร้อมขับเคลื่อนกองทุนปาล์ม หนุนวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287305

x

สศก.พร้อมขับเคลื่อนกองทุนปาล์ม หนุนวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพผลิต

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจัดตั้งกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เพื่อสนับสนุนการผลิต การแปรรูป และการวิจัยพัฒนาให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มมีศักยภาพในการแข่งขันซึ่งกองทุนปาล์มน้ำมันฯ จะบริหารโดยคณะกรรมการบริหารกองทุน มีเลขาธิการ สศก. เป็นประธานกรรมการ มีผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ

แนวทางการดำเนินกองทุน จะให้การสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยและพัฒนา สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการแปรรูปของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สนับสนุนทุนสงเคราะห์ปลูกทดแทนปาล์มน้ำมันและพืชทดแทนอื่นในพื้นที่เดิมส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติสร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มเกษตรกร โดยหลักสำคัญของกองทุน จะไม่ใช้เงินของกองทุน ไปแทรกแซงราคา ซึ่งจะเป็นการทำลายกลไกตลาด แต่จะเน้นดำเนินการให้สอดคล้องและเป็นไปตามยุทธศาสตร์ ที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติกำหนด และตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ เพื่อไปสู่เป้าหมาย คือ 1.เพิ่มศักยภาพในการผลิตและให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เปอร์เซ็นต์น้ำมันและลดต้นทุนการผลิต 2.เพิ่มปริมาณและช่องทางการใช้น้ำมันปาล์มให้เพิ่มขึ้น 3.พัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เช่น อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอล

เกษตรกรตอบรับเปลี่ยนการผลิต เพิ่มความมั่นคงอาชีพ-ใช้ดินยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287121

x

เกษตรกรตอบรับเปลี่ยนการผลิต เพิ่มความมั่นคงอาชีพ-ใช้ดินยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า โครงการ Zoning by Agri-Map มีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ปลูกพืชในเขตไม่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย ใช้ทุนการจัดการสูง ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีความสมดุลของอุปสงค์-อุปทาน เพื่อนำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน จากการใช้ที่ดินตามสมรรถนะของดิน และศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งจากข้อมูลปี 2558 ประเทศไทยปลูกพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสม 14.5 ล้านไร่ พบว่า เกษตรกรปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมมากถึง 8.5 ล้านไร่ รองลงมาเป็นพื้นที่ปลูกยางพารา 3.8 ล้านไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 0.5 ล้านไร่ ก่อให้เกิดความเสี่ยงความเสียหายของผลผลิต ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรดิน น้ำ พืช ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทั้งนี้ในปี 2559 ซึ่งเป็นปีแรกที่ดำเนินการผ่าน ศพก. ปรากฏว่า มีพื้นที่ปรับเปลี่ยน 32,618 ไร่ เกษตรกร 10,502 รายต่อมาในปี 2560 มีพื้นที่การปรับเปลี่ยน 157,474 ไร่ ร้อยละ 56 ปรับเปลี่ยนเป็นอ้อยโรงงาน โดยเกษตรกรเริ่มเกิดการรับรู้มีความเข้าใจและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนมากขึ้น ซึ่งปัจจัยความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนจากพืชเดิมเป็นการผลิตใหม่ที่เหมาะสมดังกล่าวได้แก่ 1.การผลิตเดิมให้ผลตอบแทนต่ำมีความเสี่ยงสูง ขาดความพร้อมด้านอื่นๆ เช่นเทคโนโลยี นวัตกรรม 2.เกษตรกรต้องการปรับเปลี่ยนเป็นทางเลือกอื่นที่ดีกว่า 3.มีการตลาด แหล่งรับซื้อ ผลตอบแทนสูงกว่าเดิม 4.ข้อมูลพื้นที่ ชนิดพืช การจัดการที่ดี 5.สร้างองคความรู้ ให้ความรู้ทางวิชาการ สร้างความมั่นใจ โดยกลไกของ ศพก. 6.ภาครัฐ/ประชารัฐ สร้างแรงจูงใจ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรตัดสินใจ

เกษตรบูรณาการ : เลือกม้างานชุดใหม่ วัดใจผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287119

251598

เกษตรบูรณาการ : เลือกม้างานชุดใหม่ วัดใจผู้นำ

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรบูรณาการมาตามติดเรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ภายในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งต้องบอกว่า  สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนอึ้งไปพอสมควร เพราะอยู่ๆ ท่านรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะก็เสนอแต่งตั้งโยกย้ายในส่วนของนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการโยกย้ายให้นางสาวจริยา สุทธิไชยาเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคนเดิม ที่ถูกเด้งมาเป็นรองปลัดก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์

ลือกันว่างานนี้เป็นการล้างบางคนสายการเมืองนายเก่าเพราะนายวิณะโรจน์ถือว่าเป็นคนที่สนิทสนมกับนักการเมืองสายเก่าที่ครอบครอง กระทรวงเกษตรฯมายาวนานหลาย 10 ปี

ส่วนคนที่คาดการณ์ไว้ว่าอาจจะเข้ามานั่งเก้าอี้คนต่อไป แว่วว่า นายคณิต ลิขิตวิทยาวุฒิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงที่ดูแลงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ดำเนินเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างสหกรณ์ทั้งระบบให้ได้รับความเชื่อถือ ส่วนใคร จะเป็นใครต้องรอลุ้น เพราะตำแหน่งนี้ มีคนอยากเข้าครอบครองหลายคน และมีคนพยายามปล่อยข่าวแซะนายวิณะโรจน์มาโดยตลอด จนสุดท้ายต้องหลุดออกจากตำแหน่งในที่สุด ส่วนบุญจะหล่นทับเท้าใคร ต้องบอกว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ จากนี้ไปต้องจับตามอง เพราะหลายคนเคยเป็นคู่ขัดแย้ง ทีมรัฐมนตรี ที่เคยครอบครองกระทรวงพาณิชย์มาก่อน และตอนนี้ดันมานั่งเป็นใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ และอาจไม่ดูเรื่องความสามารถเพียงอย่างเดียวอาจมีเรื่องแค้นส่วนตัวมาเป็นตัวประกอบการคัดเลือกผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯจากนี้ไป และอาจมีเด้งอีกหลายตำแหน่งในส่วนผู้บริหารหากยังทำงานไม่เข้าตาท่านๆ ดูดู๋ดู ดูเขาทำกับคนเกษตร

มาวันนี้ต้องบอกว่า เรื่องที่เล่ามาไม่ใช่ปัญหา ใครจะไปใครจะมาก็แค่สั้นๆ แต่ที่สำคัญจากนี้ไปเรื่องที่น่าเป็นห่วง คือการวางคน มานั่งรอขึ้นตำแหน่งในปีหน้า 2561 เพราะหากเป็นไปตามการประเมิน คร่าวๆ ปีนี้ จะมีตำแหน่งผู้ตรวจราชการว่างลง กว่า 10 ตำแหน่งจากการเกษียณ และโดนโยกย้าย

ซึ่งต้องจับตามองว่า ท่านผู้นำกระทรวงเกษตรฯ จะวางใครให้สางต่องานของกระทรวงเกษตรฯ เพราะแม้แต่ท่านปลัดท่านแต่งตั้งมาใหม่ หมาดๆอย่างท่าน “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” ก็มีโอกาสทำงานอีกปีเดียวก็จะเกษียณอายุราชการไปในปี’61และหลายตำแหน่งในส่วนอธิบดีปี’61 ก็จะเกษียณลงเช่นกัน นั้นหมายถึงหากวันนี้ วางคนที่จะมานั่งต่อผิดพลาดก็หมายถึง กระบวนการแก้ปัญหาด้านการเกษตรก็อาจมีปัญหาไปด้วย งานนี้ ต้องมองลึกๆ กับการสรรหาม้างานชุดใหม่มาเป็นผู้ตรวจราชการ ว่าจะดีแค่ไหน ต้องวัดใจท่านผู้นำกันจริงๆ

ราชดำเนิน

รายงานพิเศษ : ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287124

รายงานพิเศษ : ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีพระราชกระแสให้เร่งรัดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรได้ตามพระราชประสงค์

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีนโยบายสำคัญให้กรมชลประทานน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศอีกด้วย

กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานหลักที่การรับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้น้อมนำพระราชกระแสของรัชกาลที่ 10ดังกล่าว มาดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ โดยนำศาสตร์พระราชาตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มาใช้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการดังกล่าว กรมชลประทานจะนำองค์ความรู้ 6 มิติ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย น้ำ ดินเกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานและหลักการโครงการมาใช้ในการดำเนินงาน

ทั้งนี้จากการสำรวจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ พบว่า ในปัจจุบันมีโครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทานทั้งหมด 1,645 โครงการ มีทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำและรูปแบบอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมในทุกมิติและได้บรรจุในแผนยุทธศาสตร์น้ำของชาติในช่วงปี 2561-2564 โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทั่วทุกภาคของประเทศ จะได้มีแหล่งน้ำสำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นแบบอย่างการทำงานที่เป็นรูปธรรม กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมทั้งสิ้น 242 โครงการ โดยเป็นโครงการที่มีระบบชลประทานจัดส่งน้ำแล้ว 187 โครงการ และอีก 55 โครงการ ยังไม่มีระบบชลประทานต้องส่งน้ำตามลำน้ำเดิม ซึ่งกรมชลประทานตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำ ด้วยการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดโครงการให้ครบทั้ง 242 โครงการ

ในเบื้องต้นได้ได้ร่วมกับประชาชน และกลุ่มผู้ใช้น้ำพิจารณาคัดเลือกโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการชลประทานขนาดเล็กที่ส่วนราชการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วมีการชำรุดเสียหายจากการใช้งานตามระยะเวลา ต้องมีการปรับปรุงบำรุงรักษา เช่น ฝายห้วยส้าน ตำบลจอมหมอกแก้ว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการที่กลุ่มผู้ใช้น้ำต้องดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถใช้งานได้ดีกว่าเดิม และพร้อมที่จะร่วมกันลงแรงในการดำเนินงานโดยมีภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์มาดำเนินโครงการเป็นนำร่องก่อน

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชาวบ้านได้เสนอแนวทางในการพัฒนาเพื่อต่อยอดให้ใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด หมู่ที่ 10 ตำบลท่าสุดอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ก่อสร้างตามคำร้องขอของราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนน้ำ จึงขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดในปีงบประมาณ 2538 เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีความระดับเก็บกักอยู่ที่ 520,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยมีพื้นที่รับน้ำฝน7.00 ตารางกิโลเมตร และปริมาณน้ำทั้งปีที่ไหลลงอ่างฯประมาณ4 ล้านลบ.ม. ก็จะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรในพื้นที่ได้ จำนวน 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 บ้านสันต้นกอกหมู่ที่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด หมู่ที่ 4 บ้านห้วยเคียน หมู่ที่ 5บ้านบ่อทอง หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร และหมู่ที่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุดรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,262 ครัวเรือน มีประชากรได้รับประโยชน์ 5,198 คน และยังสามารถช่วยพื้นที่เพาะปลูกได้ถึง 1,200 ไร่ และกลุ่มผู้ใช้น้ำมีแนวคิดที่จัดทำการเกษตรแบบเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นการบูรณาการให้มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่มอญ อันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งอยู่ที่บ้านป่าซางใต้ หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งราษฎรในพื้นที่ได้ขอพระราชทานสร้างอ่างฯในปีงบประมาณ 2532 ความจุในระดับเก็บกักอยู่ที่ 960,000 ลบ.ม.โดยมีพื้นที่รับน้ำฝน 12.00 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำทั้งปีที่ไหลลงอ่างอยู่ที่ 7.44 ล้านลบ.ม. ในแต่ละปีก็จะช่วยกันทำความสะอาดเขื่อนและคลองส่งน้ำปีละ 2 ครั้ง แต่ด้วยคลองส่งน้ำยังเป็นคลองดินจึงเกิดการสูญเสียน้ำและดูแลรักษาลำบาก กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงต้องการปรับให้เป็นคลองดาดคอนกรีต และต้องการวางระบบคลองส่งน้ำจากสายซอยเข้าสู่ในแปลงน้ำหรือคลองไส้ไก่ โดยจากการพูดคุยหากมีวัสดุอุปกรณ์ ชาวบ้านจะช่วยกันลงแรงในการทำงาน เพื่อให้สามารถใช้น้ำจากโครงการที่ได้รับพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้เกิดสูงสุด ซึ่งหากมีการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรในพื้นที่ จำนวน 490 ครัวเรือนประชากร 1,082 คน และสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมได้200 ไร่

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ “ศาสตร์พระราชา” ที่พระราชทานไว้ กระทรวงเกษตรฯได้นำมาต่อยอด ขยายผล สร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติ และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

แจงสี่เบี้ย : โครงการ‘9101ตามรอยเท้าพ่อฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287117

227832

แจงสี่เบี้ย : โครงการ‘9101ตามรอยเท้าพ่อฯ’

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมดำเนินโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน”ในส่วนของกิจกรรมด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และกิจกรรมด้านการปรับปรุงบำรุงดิน โดยสั่งการให้สถานีพัฒนาที่ดินจัดส่งเจ้าหน้าที่ให้ความรู้คำแนะนำ รวมถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ (สารเร่ง พด.) ในพื้นที่ศูนย์กลางที่กลุ่มชุมชนเข้ารับการเรียนรู้กิจกรรมด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันร่วมกับการใช้สารเร่งเร่งซุปเปอร์ พด.1 ทำการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน สารเร่งซุปเปอร์ พด.2สำหรับการผลิตน้ำหมักชีวภาพ การผลิตปุ๋ยนอกจากจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช สามารถลดต้นทุนผลิต และส่งเสริมให้ผลิตสารขับไล่แมลงศัตรูพืชโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. เพื่อลดการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตร

ในส่วนของกิจกรรมด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ได้แนะแนวทางปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การปรับสภาพความเป็นกรดของดินโดยใช้วัสดุปูนทำการปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มฮอร์โมนการเจริญเติบโตของพืช การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน การดูแลรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และกิจกรรมการปรับปรุงบำรุงดิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่…สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้านทุกจังหวัดและหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านหรือกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมพัฒนาที่ดิน โทร.0-2579-8515

เกษตรฯเคลื่อนระบบ‘T&V System’ เพิ่มประสิทธิภาพสื่อสารภายใน-ตอบสนองนโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287122

x

เกษตรฯเคลื่อนระบบ‘T&V System’ เพิ่มประสิทธิภาพสื่อสารภายใน-ตอบสนองนโยบาย

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมการสื่อสารภายในองค์กร สร้างความเข้าใจนำไปสู่การปฏิบัติในระดับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นหนึ่งในนโยบายของภาครัฐในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ต่อนโยบายและภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะการนำระบบส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบฝึกอบรมและเยี่ยมเยียน (Training & Visit System: T&V System) ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานพร้อมทั้งปลุกจิตสำนึกและกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับเกิดพลังในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทุกจังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้สื่อสารสร้างการรับรู้ต่อนโยบายและภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สำคัญ และนำระบบส่งเสริมการเกษตรไปใช้ขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การสื่อสารภายในองค์กร สร้างความเข้าใจนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีบุคคลเป้าหมาย คือ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (SC) ประธานกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้บุคคลเป้าหมายและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับได้รับข้อมูลข่าวสารจากผู้บริหาร ทำให้เกิดความเข้าใจในนโยบายการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีความพร้อมและสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งสร้างขวัญกำลังใจและพลังในการปฏิบัติหน้าที่ ทำงานด้วยความสุขและมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานนโยบายเชิงรุกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และงานตามภารกิจกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยมีประเด็นการสื่อสารภายในองค์กร เน้นการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรเชิงรุกตามนโยบาย ประกอบด้วย การขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบคลอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) และการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

หนองแวงโมเดล โมเดลชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287196

หนองแวงโมเดล  โมเดลชีวิตเกษตรกร

หนองแวงโมเดล โมเดลชีวิตเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 20.51 น.

หนองแวง โมเดล เป็นแม่แบบผสมผสานการพัฒนาชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่แหล่งน้ำ ระบบสูบน้ำ ระบบแพร่กระจายน้ำ เกษตรทฤษฎีใหม่ และการต่อยอดขึ้นไป

หนองแวง โมเดล มาจากฝายหนองแวง ต.บ้านหนองแวง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เป็นฝายประชารัฐที่ก่อสร้างด้วยการผนึกกำลังร่วม 4 ฝ่าย ได้แก่ เกษตรกร อบต.หนองแวง  บริษัทห้างร้านเอกชน และกรมชลประทาน

ต้นกำเนิดมาจากความเดือดร้อนของเกษตรกรบ้านหนองแวงที่ขาดแคลนน้ำอย่างหนักในปี 2558 เป็นทั้งปีแห้งแล้งและไม่มีฝายกักน้ำได้แม้แต่น้อย จนต้องร้องขอให้โครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ช่วยเหลือ

จะไปลงทุนสร้างฝายให้ก็ไม่มีงบประมาณในมือ ถ้าเป็นฝายหลักของชลประทานต้องมีงบไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท อย่างนั้นใช้วิธีประชารัฐร่วมแรงร่วมใจกันดีกว่า

เกษตรกรลงแรงก่อสร้าง ห่อข้าวมากินที่ฝายเลย อบต.เจียดงบมากว่า 5 แสนบาท โครงการก่อสร้างออกแบบฝายให้ โดยมีทีมจิตอาสาบรรเทาภัยแล้งร่วมด้วย และห้างร้านเอกชนช่วยต่อยอดด้วยบริจาคเงินซื้อแผงโซลาร์เซลล์ เครื่องสูบน้ำ ถังเก็บน้ำและระบบน้ำหยด

เป็นประชารัฐตามนโยบายรัฐบาลและลดค่าใช้จ่ายเกษตรกรตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2558

ฝายหนองแวงประชารัฐใช้เทคนิคก่อสร้าง ซอยล์ ซิเมนต์ (Soil Cement) คือดินผสมผงปูน ดินก็ใช้ดินตรงนั้น ปูนผงก็ใช้ปูนปอร์ตแลนด์ ขนาดความกว้างเท่าลำน้ำชี 20 เมตร สันฝายกว้าง 1 เมตร ระดับความสูง 2.50 เมตร เจาะหูฝาย 2 ข้างเพื่อความแข็งแรง พื้นไม่ต้องขุดร่องแกนเพราะพื้นเป็นพลาญหินอยู่แล้ว เจาะตั้งเสาใส่ซอยซีเมนต์

3 ปีจนถึงวันนี้ยังปักหลักสู้กระแสน้ำชีที่ไหลเชี่ยวได้สบายๆ เหนือฝายมีสถานีสูบ 3 ตัว สูบน้ำวันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร/ตัว ทั้งปีสูบน้ำใช้ประมาณ 7 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำท่า 700 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 1% ของน้ำท่า

เพื่อให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด ทีมงานจิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการชลประทานเกษียณ 2 คน นักประดิษฐ์ นักส่งเสริมการเกษตร รวมทั้ง นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 6  ซึ่งรับผิดชอบโครงการชลประทานขนาดเล็ก 5 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด  มหาสารคาม และ ชัยภูมิ คิดอ่านใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ผ่านศูนย์เรียนรู้เกษตรหนองแวง ซึ่งเป็นที่ดินของ นายอารี ศรีนวลจันทร์ ซึ่งปกติทำนาและไร่อ้อยเท่านั้น

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นการผสานความคิดประยุกต์เข้าไปด้วย

ความมั่นคงของน้ำ แม้จะได้น้ำจากฝายหนองแวงประชารัฐ ยังไม่พอ ยังมีสระเก็บน้ำในไร่ตัวเอง มีบ่อบาดาล สำรองอีกชั้นหนึ่ง

ระบบสูบน้ำทำไงให้ประหยัด ใช้สูบน้ำด้วยระบบโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานแสงแดด อุปกรณ์ที่หาซื้อในตลาดราคาถูกประกอบได้เอง และเครื่องสูบน้ำที่เรียกปั๊มชักที่มีอยู่แล้ว ผสมผสานกับระบบเจ็ทที่จะสูบน้ำได้ลึกได้สูงกว่า 30 เมตร และราคาประหยัดอีก โดยสูบน้ำขึ้นไปไว้ในถังความจุ 2,000 ลิตร จำนวน 2 ถังเพื่อส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง

ราคาอุปกรณ์สูบน้ำเหล่านี้ ถ้าซื้อสำเร็จรูปแบบอีเลกทรอนิกส์ ต้องใช้เงินนับแสนบาท แต่งานนี้ลงทุน 3 หมื่นบาท แถมเสียก็ซ่อมได้เอง ซื้ออุปกรณ์ในท้องตลาดทำเอง ไม่ต้องซื้อยกชุดเหมือนของแพงๆ

มีระบบสูบน้ำแล้วยังไม่พอ ยังคิดถึงการใช้น้ำที่มีจำกัดให้ประหยัดสูงสุดด้วย นั่นคือระบบชลประทานน้ำหยดผ่านท่อขนาดเล็ก เจาะรูติดตั้งอุปกรณ์จิ๋วให้น้ำหยดตามต้นพืช ไม่เหวี่ยงแหสิ้นเปลือง  น้ำเท่ากันแต่ได้พื้นที่มากกว่า

พืชที่ปลูกนอกจากมีความหลากหลายของพืชกิน พืชขาย ยังปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทั้งใช้ทั้งกินได้อย่างไม้ผล มีบ่อปลา มีคอกเลี้ยงสัตว์ ครบสูตร ทีมงานยังคิดใช้น้ำให้เกิดประโยชน์กว่านั้นด้วยการเพิ่มชื่อพืชใหม่ๆ ที่ราคาดี เช่น มันญี่ปุ่น องุ่นดำ องุ่นเขียว แต่จำกัดพื้นที่ปลูก หากมีปัญหาความเสียหายจำกัดวง

พื้นที่สวนหลายไร่ของ นายอารี ศรีนวลจันทร์ เกษตรกรคนขยัน เจียดมา 15 ไร่เป็นศูนย์เรียนรู้ ชั่วแวบเดียวกลายเป็นสวนสารพัดอย่าง  ใช้และขายได้ทุกอย่าง รายได้เข้ามือทุกวัน 500-1,000 บาท เป็นศูนย์สำหรับเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ และโซลาร์เซลล์ ยังช่วยให้มีแสงสว่าง และเครื่องอำนวยความสะดวก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

จากหนองแวง โมเดล โครงการก่อสร้างฯ และทีมอาสาบรรเทาภัยแล้งนำไปขยายผลเองที่โครงการชลประทานบ้านเสาเล้า ต.กุดเพียขอม อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ฝายชลประทานสร้างเสร็จแล้ว ก็นำน้ำมาใช้ด้วยหลักคิดเดียวกัน แม้วันนี้ยังเริ่มต้น แต่เกษตรกรแปลงตัวอย่างเริ่มตระหนักแล้วว่า พวกเขาเห็นอนาคตจากการมีน้ำทำกินด้วยระบบประหยัดทุกอย่าง

นายวิระ มีนา  ด้านหนึ่งมีอาชีพครู อีกด้านเป็นเกษตรกร เล่าว่า พื้นที่บริเวณนี้ปกติแห้งแล้ง พอมีฝายชลประทานก็ชุ่มชื่น พื้นที่ตัวเองแม้อยู่ท้ายฝายอาศัยสูบน้ำในฤดูฝนใส่นาได้ เพราะไม่มีสระเก็บน้ำ เนื่องจากพื้นที่เล็กเพียง 4 ไร่ แต่ขุดบ่อบาดาลพร้อมระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายมาก

“เดิมทำนาปีช่วงฤดูฝน พอฤดูแล้งปล่อยทิ้งว่างไม่ได้ทำอะไร เพราะไม่มีน้ำ ตอนนี้ทำได้ตลอดทั้งปีแล้ว ผมจะปลูกพืชตามเกษตรทฤษฎีใหม่ กะว่าจะให้เด็กนักเรียนมาดูงาน และที่ตรงนี้เป็นขนำ ต่อไปจะสร้างบ้านเล็กๆ และ วางแผนใช้เป็นที่พักหลังเกษียณ เพราะถึงระบบไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง แต่เรามีไฟฟ้าใช้จากระบบโซลาร์ เซลล์”

                นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง เป็นทั้งนักก่อสร้าง และนักคิดในการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวว่า ปกติเกษตรกรทำงานปีละ 4-6 เดือนเท่านั้น จากนั้นอพยพไปขายแรงงานในเมือง เพราะไม่มีน้ำทำกิน พอมีฝายประชารัฐ ฝายชลประทานขึ้นมา บวกกับหลักคิดใช้น้ำประหยัด ประสิทธิภาพสูงสุด ก็สามารถทำเกษตรได้ทั้ง 12 เดือน

เกษตรกรทำงานได้ 12 เดือนใน 1 ปี เท่ากับสร้างรายได้ตัวเอง สร้างครอบครัวที่อบอุ่น  ชุมชนที่เข้มแข็งตามมา

“เกษตรกรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ มีครอบครัวอบอุ่น ไม่ต้องจากลูกจากเมียไปไหนอีกแล้ว”

ข้อดีจากฝายประชารัฐ นอกเหนือจากกักน้ำไว้ในลำน้ำแล้ว ยังเพิ่มระดับน้ำใต้ดินอีกด้วย และถ้าใช้ก่อสร้างฝายระบบนี้ไปตามลำน้ำเป็นระยะๆ ก็เท่ากับเพิ่มน้ำให้พื้นที่ โดยต้นทุนที่ต่ำ แต่ประโยชน์สูงค่า

นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวว่า  ผลงานของโครงการก่อสร้างและทีมอาสาบรรเทาภัยแล้งไปไกลกว่าการสร้างฝายประชารัฐอย่างเดียว หากแต่ยังไปถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการใช้น้ำ เช่น การใช้ระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบน้ำหยด การใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ และการต่อยอดปลูกพืชที่มีอนาคต

“ผลงานของที่นี่ส่งผลกระเทือนไปยัง อบต.อื่นๆ โดยมีการสร้างฝายแบบนี้ 47 แห่ง ซึ่งยังไม่สุดทาง เพราะยังไปถึงระบบสูบน้ำ การสร้างแหล่งน้ำสำรอง การใช้เกษตรทฤษฎีใหม่จนถึงการใช้ระบบน้ำหยดที่คุ้มค่าต่อการใช้น้ำแต่ละหยด”

ทั้งหมดนี้ เป็นคำตอบว่า น้ำคือชีวิตที่เป็นรูปธรรม อันหมายถึงชีวิตที่มีคุณภาพจากการใช้น้ำอย่างถูกต้องด้วย

กรมชลฯของบ6.8พันล้าน ชงครม.สัญจรไฟเขียวแพ็คเกจแก้ท่วม-แล้งอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287094

กรมชลฯของบ6.8พันล้าน ชงครม.สัญจรไฟเขียวแพ็คเกจแก้ท่วม-แล้งอีสาน

กรมชลฯของบ6.8พันล้าน ชงครม.สัญจรไฟเขียวแพ็คเกจแก้ท่วม-แล้งอีสาน

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 15.21 น.

20 ส.ค.60 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่สำรวจพนังกั้นน้ำชี จ.ร้อยเอ็ด ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยได้บินสำรวจสภาพโครงข่ายลำน้ำในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล และจังหวัดริมชายขอบแม่น้ำโขง นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจร วันที่ 22 ส.ค.นี้ ว่า กรมชลฯเตรียมนำเสนอของบประมาณและเห็นชอบแผนแก้ปัญหาอุทกภัยและปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนเป็นวาระแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคอีสาน วงเงิน 6,800 ล้านบาท โดยได้ปรับแผนเพิ่มงบมาทำในปี 2561 ระยะเร่งด่วน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา 2 ปีบางโครงการได้ไปศึกษาความเหมาะสมและสำรวจไปแล้ว เมื่อมาเกิดอุทกภัยครั้งนี้ได้ปรับขึ้นมาทำให้เร็วขึ้น เพื่อดำเนินการได้ปีหน้า เช่น ขุดลอกหนองหาร จ.สกลนคร เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทำประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-ก่ำ ทางผันน้ำร่องช้างเผือก พนังกันลำน้ำชี เสริมที่จุดพังรั่ว เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำต้นน้ำชี 2 เขื่อน มีความจุรวม 100 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อ่างพระอาจารย์จือกับอ่างลำน้ำชี(ยางนาดีเดิม) ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดกลาง

โครงการป้องกันอุทกภัยโคราช จ.นครราชสีมา ขยายคลองผันน้ำอ้อมเมืองบางส่วน ทำแก้มลิง พัฒนาพื้นที่ชลประทานลำตะคอง ก่อนเข้าโคราช ดำเนินการศึกษาโครงการป่าสัก-ลำตะคอง ผันน้ำจากแม่น้ำป่าสักมาเติมเขื่อนลำตะคอง และศึกษาโครงการป้องกันอุทกภัย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ศึกษาแนวทางขุดคลองผันน้ำอ้อมเมือง มี 2 แนว คือ จากหน้าเขื่อนยโสธร จากลำน้ำชีลงแม่น้ำโขง ระยะทาง 180 กิโลเมตร(กม.) อีกแนว อ้อมจากลุ่มน้ำมูลฝั่งขวา ลงแม่น้ำโขง ระยะทาง 30 กม. พร้อมกับศึกษาเพื่อปรับความมั่นคง อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ เก็บน้ำบริเวณเชิงเขาในภาคอีสานเต็ม ขณะนี้เขื่อนขนาดกลางมีน้ำเต็ม 100 แห่ง และเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง ต้องไปปรับเพิ่มความจุ และเพิ่มทางระยะบายน้ำ อาทิ เขื่อนน้ำอูน เขื่อนลำเชียงไกร ตอนล่าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยโคราช จ.นครราชสีมา ใช้งบ 2,068 พันล้านบาท ปรับจากแผนเดิมที่นายกรัฐมนตรี อนุมัติไว้ 1.6 พันล้านบาท ขอเพิ่มเติม 800 ล้าน เพิ่มประสิทธิภาพลำมูลบน มีการก่อสร้างประตูระบายน้ำ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มลำมูลบน ก่อสร้างประตูระบายน้ำ แก้มลิง วงเงิน 950 ล้านบาท พัฒนาลุ่มน้ำลำเชียงไกร ตอนล่าง ก่อสร้างประตูระบาย พัฒนาระบบส่งน้ำ ทำแก้มลิง วงเงิน 850 ล้านบาท ลำสะแทด ทำประตูระบายน้ำ ทำระบบระบายน้ำ แก้มลิง วงเงิน 220 ล้านบาท ปรับเพิ่มการระบายลำน้ำชี ตอนกลาง 40 ล้านบาท และแผนป้องกันน้ำท่วม-แล้ง ช่วง จ.กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ก่อสร้างพนังกั้นน้ำ ลุ่มน้ำชี 990 ล้านบาท ระยะทางยาวตั้งแต่เขื่อนยโสธร ไปถึงเขื่อนวังยาง เป็นจุดอ่อนที่ถูกกัดเซาะ และทำพนังกันน้ำลำพาน-ลำน้ำยัง

ทั้งนี้ ภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตรกว่า 63 ล้านไร่ มากที่สุดของประเทศ เกษตรกรตัองพึ่งพาอาศัยน้ำฝนทำการเกษตร แต่ในฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ริมขอบแม่น้ำโขง และ 2 ฝั่งลำน้ำชี-มูล อย่างเช่นที่เกิดในหลายพื้นที่ในขณะนี้ ในช่วงที่ผ่านมาได้ทำแผนน้ำปี 2557-2560 พัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน 1,276 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 487 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 782,973 ไร่ ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากแผนงานเดิม