ปรับสารดูดความชื้นทำ‘ฝนหลวง’ l เกษตรฯเสริมประสิทธิภาพปฏิบัติการเติมน้ำเขื่อนลำตะคอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286705

x

ปรับสารดูดความชื้นทำ‘ฝนหลวง’ l เกษตรฯเสริมประสิทธิภาพปฏิบัติการเติมน้ำเขื่อนลำตะคอง

วันศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง แต่ยังคงมีพื้นที่การเกษตรในบางที่ ได้แก่ อ.สูงเนิน สีคิ้ว และปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่ขอรับบริการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตรที่ปลูกข้าวและข้าวโพด ซึ่งอยู่ในระยะกำลังเจริญเติบโต และเขื่อนลำตะคองที่ยังมีปริมาณน้ำน้อย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครราชสีมา และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี ประสานการปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำ โดยใช้พลุสารดูดความชื้น (Hygroscopic flare) เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มขนาดของเมฆให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำให้ฝนตกลงในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

โดยคุณสมบัติพลุสารดูดความชื้น จะมีอนุภาคเล็กมากกว่าสารฝนหลวงที่ทำให้การคละขนาดอนุภาคมากขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณเม็ดน้ำในเมฆ ซึ่งนำมาเสริมในขั้นตอนของการเลี้ยงให้อ้วน และจากการปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ทั้ง 2 หน่วยปฏิบัติการ ได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกัน โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครราชสีมา ปฏิบัติการในขั้นตอนก่อกวนโดยใช้เครื่องบินชนิด BT67 จำนวน 1 ลำ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี ปฏิบัติการในขั้นตอนเลี้ยงให้อ้วน ใช้พลุสารดูดความชื้นเสริมการปฏิบัติการฝนหลวง โดยเครื่องบินชนิด AU 23 จำนวน 1 ลำ และในขั้นตอนโจมตีโดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เครื่องบินชนิด CASA จำนวน 2 ลำ ส่งผลให้มีฝนตกเล็กน้อย-ปานกลางบริเวณ อ.สีคิ้ว สูงเนิน และปากช่อง จ.นครราชสีมา และมีรายงานจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง สำนักชลประทานที่ 8 ที่สามารถวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกลงเขื่อนลำตะคองได้ 40 มิลลิเมตร

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงภูมิภาคอื่นๆ ที่ยังมีความต้องการน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยภาคเหนือ ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้กับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เนื่องจากยังมีน้ำเก็บกักอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงทางภาคใต้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ปลูกพืชชนิดมะพร้าว บริเวณอ.ปราณบุรี สามร้อยยอด กุยบุรี และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เกษตรคลอด‘e-learning’ ปั้นบุคลากรผ่านระบบออนไลน์สู่‘Smart Officer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286704

x

เกษตรคลอด‘e-learning’ ปั้นบุคลากรผ่านระบบออนไลน์สู่‘Smart Officer’

วันศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งให้เจ้าหน้าที่ก้าวสู่การเป็น Smart Extension Officer โดยนำวิธีการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) มาใช้ในการพัฒนาบุคลากรและระบบการทำงาน เพื่อการเสริมสร้างทักษะให้กับบุคลากรที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตร สามารถเป็นผู้จัดการการเกษตรในพื้นที่ได้ ตลอดจนมีวิธีการทำงานที่สามารถรองรับภารกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

นายไพศาลกล่าวอีกว่า การผลิตบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-learning เป็นทางเลือกสำคัญในการพัฒนาสื่อเพื่อการเรียนรู้ของบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเพิ่มทักษะทางด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้กับบุคลากร นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองของบุคลากร ซึ่งสามารถศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที โดยบุคลากรควรมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่พร้อมสำหรับสนับสนุนอาชีพการเกษตรให้กับเกษตรกร ซึ่งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้นำแนวทางการผลิตบทเรียน e-learning ของกรมส่งเสริมการเกษตร มาดำเนินการโดยได้แต่งตั้งคณะทำงานผลิตบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ขึ้น เพื่อดำเนินการผลิตบทเรียน สำหรับนำมาใช้เป็นหลักสูตรในการพัฒนาบุคลากรผ่านระบบทางไกลของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยได้ผลิตบทเรียน e-learning วิชาจุลินทรีย์ ในการควบคุมศัตรูพืช จำนวน 3 บทเรียน ได้แก่ บทที่ 1 เชื้อราไตรโคเดอร์มา บทที่ 2 เชื้อราบิวเวอเรีย และบทที่ 3 เชื้อราเมตา ไรเซียม ซึ่งจากผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้รับรางวัลการประกวดระดับประเทศจากกรมส่งเสริมการเกษตร รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 การประกวดสื่อวีดิทัศน์ประกอบบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ประจำปี 2560 ผู้สนใจสามารถเข้าไปศึกษาบทเรียนได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานส่งเสริมและพัฒนา
การเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา หัวข้อ คลังความรู้เทคโนโลยีการเกษตร หรือ https://www.youtube.com/watch?v=JoDghQjNCSg&feature=youtu.be

กยท.ลงนามร่วมมือภาคเอกชน พัฒนาสวนยาง‘ภาคใต้’ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286703

x

กยท.ลงนามร่วมมือภาคเอกชน พัฒนาสวนยาง‘ภาคใต้’ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. มีนโยบายในการสนับสนุนผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยาง เห็นถึงความสำคัญและโอกาสของการพัฒนาสวนยางไปสู่มาตรฐานระดับสากล FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยาง รักษามาตรฐานคุณภาพ และขยายฐานตลาดส่งออก ซึ่งจะเน้นการอบรมให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนยางอย่าง ยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีการสำรวจตรวจแปลง และเตรียมเรื่องการตรวจรับรอง ที่ผ่านมา กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อจัดการสวนยางในพื้นที่จังหวัดระนอง รวม 1,300 ไร่ ขณะนี้ได้รับการตรวจอนุมัติ FSC-FM จากบริษัท SCG (Auditor FSC) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา

สำหรับการเซ็นสัญญาบริการวิชาการระหว่างภาคเอกชนทั้ง 2 บริษัท ได้แก่บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์
จำกัด และ บริษัท ฟอร์เรสโซลูชั่น จำกัด เพื่อเริ่มดำเนินโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC-FM โครงการที่ 2 ในพื้นที่สวนยางภาคใต้ตอนบน จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป้าจำนวน 50,000 ไร่ โดย กยท. พร้อมให้ความร่วมมือ และสนับสนุนผลักดันให้สวนยางพาราในประเทศเข้าสู่ระบบการจัดการสวน FSC เพื่อให้ผลผลิตจากสวนยางพาราของไทยได้มาตรฐานในระดับสากล

อัด9.4พันล้านพัฒนาศักยภาพผลิต เกษตรฯเปิดแผนมุ่ง3เป้าหลักเสริมแกร่งเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286499

อัด9.4พันล้านพัฒนาศักยภาพผลิต เกษตรฯเปิดแผนมุ่ง3เป้าหลักเสริมแกร่งเกษตรกร

อัด9.4พันล้านพัฒนาศักยภาพผลิต เกษตรฯเปิดแผนมุ่ง3เป้าหลักเสริมแกร่งเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2561 ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ 29 แผนบูรณาการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการ 7 กระทรวง 28 หน่วยงาน 2 รัฐวิสาหกิจ ภายใต้หลักการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Product Base) และให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (Farmer Center) ซึ่งเน้นใน 3 เป้าหมาย ภายใต้งบประมาณ 9,456.6522 ล้านบาท ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย สับปะรด ไม้ผล (ลำไย ทุเรียน เงาะ มังคุด) ยางพารา ปศุสัตว์ (โคนม โคเนื้อ) ประมง (กุ้ง ปลานิล) วงเงิน 4,826.3962 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐาน ตามความต้องการของตลาด (ต้นทาง) วงเงิน 4,165.7690 ล้านบาท เพื่อดำเนินการด้านข้อมูลสารสนเทศและการบริหารจัดการ ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ/ประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2.การพัฒนาศักยภาพกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร (กลางทาง) วงเงิน 205.8676 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนากระบวนการและแปรรูปสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ

3.การพัฒนาศักยภาพกระบวนการตลาดสินค้าเกษตร (ปลายทาง) วงเงิน 454.7596 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตร สร้างความสามารถในการแข่งขันตลาดสินค้าเกษตร

เป้าหมายที่ 2 ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่สู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วงเงิน 3,192.9653 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 3,980 แปลง ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri–Map 418,500 ไร่ ปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ Agri–Map โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ ยกระดับเกษตรกรเป็น Smart Farmer
73,715 ราย จัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ 100 แห่ง จัดตั้งและพัฒนาธนาคารสินค้าเกษตร 173 แห่ง

เป้าหมายที่ 3 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน วงเงิน 1,437.2907 ล้านบาท ประกอบด้วย การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ /ยโสธรโมเดล /พื้นที่ทั่วไป 368,503 ไร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ 210,000 ไร่ เกษตรผสมผสาน 33,500 ไร่ (4) วนเกษตร 65,000 ไร่

ทั้งนี้ แผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร จะช่วยยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตรและนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน

เตือนเกษตรกรไร่สับปะรด ระวังโรคยอดรากเน่าระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286494

x

เตือนเกษตรกรไร่สับปะรด ระวังโรคยอดรากเน่าระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรไร่สับปะรด ในช่วงที่มีเมฆเป็นส่วนใหญ่และมีฝนตกชุกให้เฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่า ซึ่งพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดได้โดยง่าย ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาด

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้นำส่วนต่างๆของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทันที หากเกษตรกรจะปลูกสับปะรดในฤดูถัดไป ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง กรณีเกิดน้ำท่วมขังควรรีบระบายน้ำออกจากแปลงโดยเร็ว และให้เลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูก เกษตรกรควรจุ่มจุกหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

แตกใบอ่อน : ‘น้ำท่วมอีสาน’ เคราะห์ซ้ำหรือโอกาสรอดของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286496

807934531

แตกใบอ่อน : ‘น้ำท่วมอีสาน’ เคราะห์ซ้ำหรือโอกาสรอดของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“แม้แต่ร้านส้มตำไก่ย่าง แม่ค้ายังนั่งตบยุงกันอยู่เลยตอนนี้” นี่คือคำตอบและบรรยากาศของพ่อค้าแม่ค้าส้มตำไก่ย่างย่านบางเขน แถววัดพระศรีมหาธาตุ เนื่องด้วยไม่มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเหมือนเมื่อก่อน จากที่เคยขายได้วันละ 4,000 – 5,000 บาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1,000 – 2,000 บาท ซึ่งถือว่าลูกค้าหายไปมากพอสมควร เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเศรษฐกิจที่บีบรัดเข้ามาทุกขณะ จากกำลังซื้อที่ลดน้อยลงของรายได้ที่เข้ามายากขึ้นในทุกวัน ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินของต้องจำกัด หรือใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ นี่ขนาดส้มตำไก่ย่างซึ่งเป็นอาหารที่ราคาย่อมเยาหากินได้ง่ายทั่วไปยังอยู่ในสภาพนี้ นับประสาอะไรกับผู้คนชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำทั่วไป จะลำบากยากแค้นขนาดไหน ลองนึกภาพตามเอาเอง

จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยังเกิดพายุฝนตกซ้ำเติมทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานในจังหวัดสกลนคร ที่ถูกกระแสน้ำจากฝายชะลอน้ำพังทลายลงมาท่วมเมืองทั้งเมืองให้อยู่ใต้บาดาลเพียงไม่กี่อึดใจ และสาเหตุการเกิดน้ำท่วมก็ยังถกเถียงกันไม่เลิกอยู่ในขณะนี้ ว่าเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หรือจากภัยธรรมชาติ แต่ที่แน่ๆ คือ ผลจากน้ำท่วมภาคอีสานในคราวนี้ก็ทำให้ชาวบ้านได้รับความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ตลาดขายของที่เสียหายทั้งทีวีตู้เย็น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ สินค้าปุ๋ยยา หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะเรือกสวนไร่นาที่ทำให้เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและรายได้ ฉุดให้จีดีพีของประเทศตกต่ำลงไปพอสมควร

ในอดีตยุควิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐกิจระดับบน ระดับกลางที่ล้ม และบางส่วนก็ล้มบนฟูก แต่เศรษฐกิจฐานล่างโดยเฉพาะภาคการเกษตรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ในวิกฤติครั้งนั้นก็ถือว่าแรงงานวัยหนุ่มสาวที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกจับสลากให้ออก ยังสามารถกลับบ้านไปทำนาทำไร่ เก็บผักตัดหญ้า พอประทังชีวิตไปได้ บางมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์บางท่านยังชื่นชมด้วยซ้ำว่า ชนชั้นรากหญ้าอาชีพเกษตรกรที่มีฐานอันแข็งแกร่งนอกเมืองออกไปนั้น เป็นผู้ค้ำยันประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้นมาอย่างภาคภูมิและแข็งแกร่งด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิงที่เกษตรกรฐานรากในปัจจุบันกลับอ่อนแอล้มตามๆ กันไปกับทุกภาคส่วน จากหนี้นอกระบบ จากการกู้ยืมเงินจากหน่วยงานหรือกองทุนต่างๆ ที่ให้กู้แต่กึ่งถูกบังคับให้ซื้อปุ๋ยยาฆ่าแมลงที่นำมาบริการหลังอนุมัติกู้ไปในทันที และอ่อนแอจากรายได้ที่ลดน้อยถอยลงกับราคาผลผลิตตกต่ำที่ได้พูดไปก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากของเกษตรกรที่ไม่มีรายได้จากที่อื่นใดมาสนับสนุนเลย

หรือวิกฤติครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะยื่นมือมาช่วยให้พี่น้องเกษตรกรรอดพ้น ก่อนที่จะไปไทยแลนด์ 4.0 ควรให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนของเกษตรกร เพื่อให้แข่งขันด้านราคากับนานาประเทศได้ ควรส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการผลิตดูแลบำรุงรักษา และแก้ปัญหาโรคแมลงแบบปลอดภัยไร้สารพิษ เพราะการใช้ปัจจัยการผลิตจากวัสดุที่หาได้ง่ายๆ ใกล้ตัวจากพืชสมุนไพร จุลินทรีย์ต่างๆ ในท้องถิ่นจะช่วยลดต้นทุนให้ต่ำกว่าการใช้สารเคมีปุ๋ยยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และแก้ปัญหาราคาผลผลิตภาคการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา มะละกอ มะนาว ฯลฯ

รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องการตลาด ส่งเสริมและเจรจาให้ห้างโมเดิร์นเทรดทั้งหลาย เพื่อซื้อผลผลิตของเกษตรกรตามฤดูกาล กระจายไปตามสาขาทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตให้ได้ยาวนานและได้มาตรฐานสากล โดยอาศัยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มักจะเก็บไว้แต่บนหิ้ง หรือไม่ก็ตกไปอยู่ในมือบริษัทที่ร่ำรวยใหญ่โตแต่เพียงกลุ่มเดียว ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆ เข้าไม่ถึง ช่วยบริหารกลไกราคา อย่าปล่อยให้ตกต่ำ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะประชาชนค่อนประเทศที่เป็นเกษตรกรขาดรายได้มาจุนเจือ ทำให้กำลังซื้อลดน้อยลงไปตามๆ กัน ทั้งผู้บริโภค พ่อค้า แม่ค้า และโยงไปถึงเศรษฐกิจระดับบนของประเทศ ส่งผลให้ในระดับมหภาคขับเคลื่อนไปได้ยาก

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

เกษตรฯเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าว l จับคู่ผู้ประกอบการ-ชาวนาแปลงใหญ่แก้ปัญหายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286329

x

เกษตรฯเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าว l จับคู่ผู้ประกอบการ-ชาวนาแปลงใหญ่แก้ปัญหายั่งยืน

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP โดยมีการปรับกระบวนทัศน์ในวงจรข้าว ให้เกิดการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับกลุ่มเกษตรกรอย่างแท้จริง มีการจับคู่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าวนาแปลงใหญ่ GAP อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้ประกอบการจะซื้อข้าวตามคุณภาพในราคาสูงกว่าตลาด 300-500 บาท โดยผู้ประกอบการจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 และช่วยแนะนำช่องทางตลาดให้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า กุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ชาวนาและผู้ประกอบการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ คือ ผู้บริโภค กระทรวงเกษตรฯมุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวและมีระบบตรวจสอบที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคที่ซื้อข้าวจากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับข้าวคุณภาพดี ปลอดภัยจากสารตกค้าง คุ้มกับราคาที่สูงขึ้น และขอเชิญชวนผู้ประกอบการร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การค้าข้าวคุณธรรมที่ยั่งยืนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย และร่วมกันแก้ไขปัญหาข้าวที่อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานให้หมดไป

ทั้งนี้ โครงการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์ และข้าวนาแปลงใหญ่ GAP ครบวงจร มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 2560-2564) มีปริมาณข้าวที่คาดว่าจะผลิตได้ทั้งสิ้น 10 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดูแล การเชื่อมโยงผลผลิตกับผู้เข้าร่วมโครงการในการรับซื้อ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการชดเชยดอกเบี้ยอย่างรัดกุมโปรงใส ให้ผลประโยชน์ตกสู่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสรรโควตาร้อยละ 10 ของโควตาการส่งออกข้าวไป EU จำนวน 2,000 ตัน/ปีสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อีกทั้งยังสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อการส่งออก ตามที่ประเทศผู้ซื้อกำหนด รวมถึงทำการตลาดและรณรงค์ให้มีการบริโภคข้าวอินทรีย์และข้าวนาแปลงใหญ่ GAP มากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดและสมัครร่วมโครงการได้ที่กรมการข้าว หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ภายในวันที่ 20 สิงหาคมนี้

ส่องเกษตร : สำนักงาน‘น้ำ’แห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286328

449007

ส่องเกษตร : สำนักงาน‘น้ำ’แห่งชาติ

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรี-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญทั้งการพูดและลงมือผลักดันเรื่องการแก้ไขปัญหา “น้ำ” มากเป็นพิเศษ ซึ่งก็สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดอุทกภัย น้ำท่วมหนักมากในหลายภาค หลายสิบจังหวัดของประเทศไทยในเวลานี้ ที่ทำให้ผู้คนหันกลับมาสนใจเรื่อง“น้ำ”อีกหน

ช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว นายกฯประยุทธ์ได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อถวายรายงานการทำงานของรัฐบาล โดยมีการเปิดเผยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานพระบรมราโชบาย 9 เรื่องให้นำไปปฏิบัติ…

ซึ่งเรื่องที่ทรงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ทรงห่วงใยประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ทรงมีรับสั่งให้ช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ด้วยความรวดเร็วและทั่วถึงลดภาระการซ้ำซ้อน สิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ก็จะพระราชทานความช่วยเหลือให้อย่างที่ทรงทำอยู่ นอกจากนี้ ยังทรงมีรับสั่งให้แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นแต่ละพื้นที่ไป ถ้ายังไม่สามารถดำเนินการภาพรวมใหญ่ๆทั้งหมดได้ ก็ให้ทยอยดำเนินการไป…จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยที่กำลังเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง

หลังเข้าเฝ้าฯ ในวันต่อมานายกฯประยุทธ์ก็ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มอบนโยบาย ให้แนวทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคิดถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการปัญหาน้ำทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1.น้ำอุปโภคบริโภค 2.น้ำเพื่อภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม 3.น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์รวมทั้งที่เพิ่มเติม แยกออกมาให้ความสำคัญคือ 4.ปัญหาน้ำท่วม และ 5.ปัญหาน้ำแล้ง

ขณะที่ผลการประชุม ยังมีมติเห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้มีเอกภาพและรวดเร็วมากขึ้น โดยจะย้ายหน่วยงานกรมทรัพยากรน้ำจากที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกฯ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะโอนภารกิจหน้าที่,บุคลากร มาอยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่ ให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์เร่งด่วน ทันต่อสถานการณ์ทั้งอุทกภัยและน้ำแล้ง

โดยนายกฯเตรียมจะใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งคสช.ในเร็วๆ นี้ เพื่อจัดตั้ง“สำนักงานบริหารจัดการน้ำ” ดังกล่าว เพื่อให้การทำงานที่เป็นเอกภาพต่อไป

และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นหลักที่นายกฯ ประยุทธ์นำไปบอกกล่าวประชาชนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ที่ออกอากาศทางทีวีทุกช่องช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาให้ได้รับทราบถึงความจำเป็นต้องปรับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้าง อาทิ การมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจดูแลเรื่องน้ำในด้านต่างๆอยู่ถึง 30 หน่วยงาน ภายใต้ 10 กระทรวง ทำงานกันสลับทับซ้อน อีกทั้งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย จนเกิดความล่าช้า ไม่สามารถผลักดันการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้ก้าวหน้าได้รวดเร็วเท่าที่ควร เป็นต้น

นายกฯประยุทธ์ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ริเริ่มจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ระยะยาวขึ้น และดำเนินการตามแผนประสบความสำเร็จไปมาก หากสามารถแก้ไขอุปสรรคต่างๆที่คอยฉุดรั้งอยู่ ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำซึ่งรัฐบาลถือเป็นวาระเร่งด่วนสำคัญ ต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ จึงมีแนวทางจะตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ให้มาสังกัดสำนักนายกฯ โดยยุบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้แก้ไขปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนของงานและงบประมาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานปฏิรูปและบูรณาการการทำงานของส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.น้ำ ที่สนช.กำลังดำเนินการอยู่ด้วย

ครับ คงต้องติดตามดูกันไปว่า “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีนี้ จะสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพได้จริงหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านๆมานั้นใช่ว่า จะไม่เคยพูดหรือไม่เคยทำในเรื่องที่จะ “สร้างเอกภาพ”นี้ แต่ก็ได้แต่พูด โดยที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จเลย

โดยเฉพาะเมื่อโครงการบริหารจัดการน้ำต่างๆ คิดเป็นเงินนับพันๆล้าน,หมื่นๆล้าน ถึงแสนล้าน ล้วนแต่ต้องใช้เม็ดเงินสูงๆ ยั่วยวนใจในการหาผลประโยชน์ทั้งที่ชอบและมิชอบ จนทุกหน่วยงานต่างก็อยากจะ“ฮุบ”ไว้ทำเอง การบูรณาการรวมกันจึงเป็นเรื่องยากมากมาตลอดของหน่วยราชการไทย…ก็เอาใจช่วย หวังว่า ยุคคสช.ของท่านนายกฯประยุทธ์จะทำได้ ประโยชน์ส่วนใหญ่จากโครงการน้ำ จะได้ตกแก่ประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรไทยตาดำๆ ไม่ใช่ตกหล่นเข้ากระเป๋าคนคิดมิชอบมากกว่า

สาโรช บุญแสง

กยท.เตือนชาวสวนยางเฝ้าระวัง เชื้อราระบาดต้นเหตุโรคใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286325

x

กยท.เตือนชาวสวนยางเฝ้าระวัง เชื้อราระบาดต้นเหตุโรคใบร่วง

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า เชื้อราไฟทอฟธอรา (Phytophthora) ซึ่งทำให้เกิดโรคใบร่วงมักระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะกับสวนยางพาราโดยเชื้อราจะเข้าทำลายส่วนต่างๆ ของต้นยาง ทำให้ใบร่วงมากกว่า 20% และหากปล่อยให้โรคระบาดโดยไม่มีการควบคุมใบจะร่วงถึง 75% ส่งผลให้ผลผลิตลดลง 30-50% สามารถสังเกตอาการได้เด่นชัดที่ก้านใบ จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำตามความยาวของก้านใบ แผลบริเวณที่เป็นทางเข้าของเชื้อ มักมีหยดน้ำยางเล็กๆ เกาะติดอยู่ นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อนี้สามารถเข้าทำลายฝักยางได้ทุกระยะ ทำให้ฝักเน่า ถ้าความชื้นในอากาศสูงจะพบเชื้อราสีขาวเจริญปกคลุมฝัก ฝักที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ไม่แตกและร่วงหล่นตามธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งเชื้อโรคในปีถัดมา

สำหรับความรุนแรงของการเกิดโรคขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และจำนวนวันฝนตก รวมถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ อยู่ระหว่าง 25-28 องศา เชื้อนี้ต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์ จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก มีความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วัน เช่น หน้าฝน หรือมีน้ำท่วมขัง และมีแสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมง ต่อวัน

ส่วนวิธีการป้องกัน เกษตรกรควรปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรค เช่น RIIT 251 และ RIIT 408 ในเขตและแหล่งปลูกยางที่ระบาดของโรค ไม่ควรปลูกยางพันธุ์ที่อ่อนแอ เช่น RRIM600 หมั่นกำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยาง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นในสวนยาง เมื่อพบโรคให้ใช้สารเคมี metalaxyl หรือ fosetyl-AI ทาที่หน้ากรีดเพื่อป้องกันโรคเส้นดำ เนื่องจากเป็นเชื้อเดียวกัน ต้นยางใหญ่ที่เกิดใบร่วงอย่างรุนแรงจนใบร่วงหมด ควรหยุดกรีดยาง และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์

บวงสรวงเมล็ดพันธุ์ข้าว ตกแต่งรอบพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286330

x

บวงสรวงเมล็ดพันธุ์ข้าว ตกแต่งรอบพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่9

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่าด้วย กรมศิลปากร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและจัดทำพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยขอความอนุเคราะห์ กรมการข้าว ในการจัดทำแปลงนาข้าวในงานภูมิสถาปัตยกรรมรอบพระเมรุมาศ พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จำนวน 5 แปลง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริที่จะนำมาแสดงบริเวณพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัตรทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักของพระเมรุมาศ โดยได้ออกแบบจัดแสดงแปลงนามีขอบคันนาซึ่งเป็นการออกแบบเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นเป็นเลขเก้าไทยสีดินทอง เป็นเชิงสัญลักษณ์สื่อว่าพระเมรุมาศที่สร้างขึ้นถวายให้กับในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยให้มีความอยู่ดีกินดีนั้น

กรมการข้าวได้ระดมทีมนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวเพื่อวางแผนการเตรียมต้นข้าวเพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพให้มีความสมบูรณ์ และได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยพิธีพราหมณ์ในเวลา 14.09 น. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา และมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเพาะปลูกสำหรับพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งกรมการข้าวได้คัดเลือกพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม และมีแสดงถึงการเจริญเติบโตของต้นข้าวในระยะต่างๆ จำนวน 3 พันธุ์ ดังนี้

1) ระยะต้นกล้า อายุข้าว 15 วันเริ่มเพาะกล้าวันที่ 25 สิงหาคม 2560 คือพันธุ์ปทุมธานี 1 มีลักษณะทรงกอตั้ง ใบสีเขียวขจีมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลางซึ่งนิยมปลูกกันมาก โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก

2) ระยะแตกกอ อายุข้าว 45 วัน เริ่มเพาะกล้าวันที่ 11 สิงหาคม 2560 คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากลำต้น เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์นี้กันมาก โดยศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก

3) ระยะออกรวง อายุข้าว 80 วัน เริ่มเพาะกล้าวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 คือ พันธุ์ข้าว กข31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 รับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 เป็นพันธุ์ข้าวที่ตั้งชื่อเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา มีคุณสมบัติพิเศษคือเมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ โดยในการจัดแสดงครั้งนี้จะนำข้าวที่อยู่ในระยะพลับพลึงเกือบเป็นสีเหลืองทองมาจัดแสดงในแปลงนา โดยศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก