สุดยอดผลงานชิ้นเอก CERAMIC ART สกุลช่างศิลปาชีพบางไทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281580

สุดยอดผลงานชิ้นเอก CERAMIC ART สกุลช่างศิลปาชีพบางไทร

สุดยอดผลงานชิ้นเอก CERAMIC ART สกุลช่างศิลปาชีพบางไทร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมอนุรักษ์และสืบสานงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า จัดงาน “CERAMIC ART สกุลช่างศิลปาชีพบางไทร” รวมสุดยอดผลงานชิ้นเอกที่รังสรรค์โดยคณาจารย์และนักเรียนศิลปาชีพบางไทรฯ จากแผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผา กว่า 1,000 ชิ้น นำมาจัดแสดงและจำหน่าย รายได้ส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อสมทบทุนโครงการศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ พร้อมชมการสาธิตงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม-3 สิงหาคม นี้ ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ศาสตราจารย์พิเศษ ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ศาสตราจารย์พิเศษ ธานินทร์ กรัยวิเชียร รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวถึง การจัดงานในครั้งนี้ว่า“ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ให้ความสำคัญในการรักษาและสืบทอดงานศิลปหัตถกรรมในแบบดั้งเดิมอันเป็นอัตลักษณ์ของศิลปาชีพ พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันเครื่องปั้นดินเผาไทยถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในของสะสมที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงขจรไกลระดับโลก โดยการจัดงาน “CERAMIC ART สกุลช่างศิลปาชีพบางไทร” ครั้งนี้รวบรวมผลงานของเหล่าคณาจารย์และนักเรียนแผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผา ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับประเทศด้วยรางวัลจากเวทีการประกวดการแสดงศิลปะเครื่องปั้นดินเผาแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่านับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะได้มีโอกาสสัมผัสและชื่นชมประติมากรรมชิ้นสำคัญที่สื่อถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม โดยสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยผลลัพธ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ ความเพียรพยายาม และคุณภาพอันเป็นเลิศ นอกจากนี้ แล้วยังร่วมกันสนับสนุนผลงานหัตถศิลป์ของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ให้ยังอยู่คู่สังคมไทยพร้อมเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักสู่สากล”

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้เป็นการจัดแสดงผลงานชิ้นเอกของแผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผา จากเหล่าคณาจารย์และนักเรียน โดยรังสรรค์ผลงานชิ้นพิเศษขึ้นมา อาทิ “ตามรอยพระราชา” ผลงานการรังสรรค์ของ อาจารย์กิตติชัย สุขสุเมฆ แผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผา ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ผลงานชิ้นเอกที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจัดแสดงและจำหน่ายภายในงานโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นผลงานการปั้นที่แตกต่างจากงานปั้นทั่วไป เพราะผลงาน “ตามรอยพระราชา” เป็นงานปั้นที่ไม่ใช้ดิน แต่ใช้ซีเมนต์เป็นวัสดุหลักปั้นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานในโครงการพระราชดำริต่างๆ ของพระองค์ท่านที่ทรงงานเพื่อพสกนิกรชาวไทยไว้มากมาย อาทิ โครงการเรื่องกังหันลม, หญ้าแฝก, ฝายทดน้ำ, ฝนเทียม ฯลฯ อยู่ตรงส่วนที่ปั้นเป็นฉลองพระองค์ของพระองค์ท่าน ซึ่งการนำซีเมนต์มาเป็นวัสดุหลักนั้นเป็นเทคนิคใหม่ที่นำมาใช้ในงานปั้น ซึ่งช่วยเรื่องความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ให้สีสันที่แตกต่าง โดยจำหน่ายในราคา 300,000 บาท

ตามรอยพระราชา ผลงานของ อาจารย์กิตติชัย สุขสุเมฆ

อีกชิ้นงานเด่นได้แก่ รูปประติมากรรมโลหะ “รู้รักสามัคคี” ผลงานของ อาจารย์พนม เสมาทอง หัวหน้าแผนกเครื่องเคลือบดินเผา ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ เป็นผลงานที่ตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น โดยนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่อง “รู้รักสามัคคี” ที่มีคุณค่าและมีความหมายอย่างลึกซึ้งสามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง ทุกยุคสมัยจึงเป็นที่มาของผลงานประติมากรรมชิ้นนี้โดยเจ้าของผลงานคิดค้นและพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ นำเหล็กเป็นวัสดุหลักผสมผสานด้วยเทคนิคการเป่าเชื่อมโลหะเหล็กเป็นเทคนิคของงานเหล็กที่เห็นเทคเจอร์อย่างชัดเจนสามารถเพิ่มลูกเล่นให้กับงานดูน่าสนใจและเคลือบพ่นด้วยสีน้ำมัน นำเสนอในรูปแบบผู้ชื่นชอบแนวคลาสสิก โดยจำหน่ายในราคา 50,000 บาท

ภายในงานยังมีผลงานอื่นๆ เช่น เซรามิกขนาดใหญ่, เซรามิกอาร์ต, จานใบไม้ด่าง, ภาพเขียน และสร้างสรรค์เสื้อยืดเพ้นท์มือสุดเก๋ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น ด้วยดีไซน์แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำแบบใคร เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความแตกต่าง สามารถมอบเป็นของฝากหรือของขวัญที่มีคุณค่าทางใจ โดยจัดจำหน่ายในราคาชิ้นละ 250 บาท นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตงานหัตถกรรมจากนักเรียนแผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผาด้วยเทคนิคที่ไม่ซ้ำกัน อาทิ การขึ้นรูปเซรามิก, การเพ้นท์ และการตกแต่งด้วยสีให้ชมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมผลงาน และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผลงานของครูและนักเรียนศิลปาชีพบางไทร ในงาน “CERAMICART สกุลช่างศิลปาชีพบางไทร” ซึ่งจะจัดขึ้น ระหว่าง 25 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2560 ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 สยาม
พารากอน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อบำรุงโครงการศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-6108000

กรมการแพทย์แผนไทยฯ เชิญชวนร่วมประกวดผลิตภัณฑ์ สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281563

กรมการแพทย์แผนไทยฯ เชิญชวนร่วมประกวดผลิตภัณฑ์ สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ

กรมการแพทย์แผนไทยฯ เชิญชวนร่วมประกวดผลิตภัณฑ์ สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดประกวดผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards (PMHA) ปี 2560 เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้มีศักยภาพเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ ผู้ได้รับคัดเลือกจะได้รับมอบโล่รางวัลและใบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 14 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ อิมแพค เมืองทองธานี

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะโฆษกกรม นพ.ขวัญชัย
วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards (PMHA) เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา
แถลงข่าวการจัดประกวดผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (PMHA) ประจำปี 2560

นพ.ปราโมทย์ เถียรรัตน์ กล่าวว่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสความตื่นตัวด้านสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพ เนื่องจากในปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยยังขาดกลไกการส่งเสริมพัฒนาให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่ท้องตลาดได้ ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย การบริหารจัดการรวมถึงด้านการขายและการตลาด จึงเป็นที่มาของโครงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้านการตลาดผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรป้อนเข้าสู่ตลาดให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในระดับประเทศและนานาชาติและพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้มีศักยภาพที่เข้มแข็งมากพอและเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

ทางด้าน นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ กล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards (PMHA) ประจำปี 2559 จำนวน 4 ประเภท ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรดีเด่น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ KACHANAสารสกัดจากกระชายดำ โดยบริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติก จำกัด, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสมุนไพรดีเด่น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ALLICIA 5000 สารสกัดจากกระเทียมโดยบริษัทขาว ลออเภสัช ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรดีเด่น  ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ CURMIN Lift Anti-Aging สารสกัดจากขมิ้นชัน โดยองค์การเภสัชกรรมและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นได้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ในปี 2560 นี้ เพื่อให้การคัดเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้อย่างต่อเนื่อง ได้มีการเพิ่มประเภทรางวัล จากเดิมจำนวน 4 ประเภท เป็น 9 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ, ผลิตภัณฑ์ยาเครื่องสำอางสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรดีเด่นระดับชาติผลิตภัณฑ์สปาสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ,ผลิตภัณฑ์สมุนไพร OTOP ดีเด่นระดับชาติ, ผู้ประกอบการSME ผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ, ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ, ผู้ประกอบการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อสนับสนุนการผลิตยาสมุนไพรดีเด่นระดับชาติ และโรงงานผลิตยาสมุนไพรดีเด่นประเภทโรงพยาบาลโดยมีเงื่อนไขในการส่งผลิตภัณฑ์ เข้ารับการคัดเลือก ประกอบด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรไทย,ได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามกฎหมาย, มีการผลิตและจำหน่ายในท้องตลาด หรือใช้ในโรงพยาบาล, เป็นผู้ประกอบการ ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสามารถส่งได้มากกว่า 1 ประเภทรางวัล

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27กรกฎาคม 2560 หรือติดต่อสอบถาม ได้ที่สถาบันการแพทย์แผนไทย โทร.02-5902600และ 02-149564 7 หรือ Email : pp.dtam@gmail.com หรือ line ID : pmha 2560

‘โกรทฮอร์โมน’สารแห่งความเป็นหนุ่ม-สาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281564

‘โกรทฮอร์โมน’สารแห่งความเป็นหนุ่ม-สาว

‘โกรทฮอร์โมน’สารแห่งความเป็นหนุ่ม-สาว

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร. เชาว์วัจน์  พานิชย์เสรีวิศิษฐ์

เชื่อหรือไม่ว่าการนอนหลับ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรามีสุขภาพดีได้ และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเราได้อย่างดียิ่งการหลับสนิทจะทำให้เรามีสุขภาพดี ถือเป็นเรื่องที่ง่ายๆ และดูสบาย แต่บางครั้งดูจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบางคน เพราะมีเหตุและปัจจัยที่ทำให้เรามีอาการ “หลับยาก” เกิดขึ้นกับหลายๆ คนจนส่งผลเสียถึงสุขภาพ

เพราะการนอนหลับสนิทนั้นร่างกายจะได้รับสารแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือที่เรารู้จักกันในนาม “โกรทฮอร์โมน” สารแห่งการเจริญเติบโต ที่สร้างจากต่อมไร้ท่อ “พิทูอิทารี” ภายใต้สมอง เรียกสารชนิดนี้สั้นๆ ว่า “HGH” จะหลั่งออกมาได้ดีในชั่วโมงแรกในขณะที่เราหลับสนิท ซึ่งมีผลดีกับร่างกายเราในหลายๆ ด้าน อาทิ

-ในเด็กจะกระตุ้นการเจริญเติบโตได้ดี

-เรื่องเพศ “โกรทฮอร์โมน” แก้ปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพราะการหลับสนิทจะช่วยเราได้ดีในรูปแบบการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายเราสูบฉีดได้ดี

-ช่วยระบบเผาผลาญร่างกาย การนอนหลับสนิทส่งผลให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ แต่การที่ต้องตื่นกลางดึกหรือนอนหลับแบบหลับๆ
ตื่นๆ ตลอดคืน ก็จะส่งผลให้ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนได้น้อยลง

-สร้างกล้ามเนื้อ ในบุคคลที่ออกกำลังกายช่วยให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้น และมีประสิทธิภาพ รวมถึงบรรลุถึงผลเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ดี

-หัวใจ คืออวัยวะที่ได้รับความดีความชอบโดยตรงจากโกรทฮอร์โมน เพราะช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือดของหัวใจกล้ามเนื้อแข็งแรง ลดสภาวะความดันโลหิตสูง ปรับความสมดุลของคอเลสเตอรอลเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ

-ช่วยชะลอความแก่ เรียกว่าการหลับสนิทนั้นจะมีผลดีกับผิวพรรณ เพราะทำให้เราสดชื่น มีผิวพรรณที่สดใส ร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนที่เต็มที่ ไม่แก่ก่อนวัย

-ด้านจิตใจ สารชนิดนี้จะทำให้จิตใจเราสงบและสมาธิดี บรรเทาความเครียดได้ดี ส่งเสริมความจำ

ในทางตรงกันข้าม หากเราไม่ได้รับสารชนิดนี้ก็จะมีผลเสียกับร่างกายหลายด้านเช่นกัน อาทิ แก่ก่อนวัยสมรรถภาพทางเพศลดลง เหนื่อยง่าย การเคลื่อนไหวขยับร่างกายไม่กระฉับกระเฉง อ้วนไขมันก่อตัวกระดูกพรุน มีโรคต่างๆ เข้ามามาก อาทิ ความดัน หัวใจ หลอดเลือด ฯลฯ

ดร.เชาว์วัจน์ พานิชย์เสรีวิศิษฐ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ “ทาวรัส” อาหารเสริมบำรุงสุขภาพ กล่าวว่า ผมเชื่อในหลักของการนอนหลับที่สนิท เมื่อเรานอนหลับสนิทเราจะค้นพบว่าร่างกายเราจะได้ความสดชื่น หน้าตาสดใส เปล่งปลั่ง ผมเชื่อว่าทุกคนสัมผัสมันได้ เพราะเราได้รับ “โกรทฮอร์โมน” สารที่หลั่งออกมาขณะที่เราหลับ สารนี้ช่วยให้เราไม่แก่ ผิวพรรณดี สมองความจำดี

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันเราค้นพบว่าการที่คนเราจะนอนหลับสนิทนั้นยากมาก เพราะเรามีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ความเครียดจากการใช้ชีวิตและการทำงาน ใช้เวลาอยู่กับโลกโซเชียล ที่เบียดบังเวลาพักผ่อน การใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นผลให้ เราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือหลับไม่สนิททั้งสิ้น จนก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาในระยะยาว ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องมีเทคนิคและวิธีการเพื่อให้เรามีช่วงเวลานอนหลับสนิท เพื่อให้ได้มาซึ่งสาร แห่งความหนุ่ม-สาวชนิดนี้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำให้เกิดผลเสีย

นอกจากนี้อาหารการกินก็สำคัญ ทานอาหารอร่อยแต่ขาดคุณภาพของสารอาหารที่ดี ทานฟ้าดฟู้ด ทานของทอด หมักดอง รสจัด มัน เค็ม อร่อยทุกอย่างแต่ทานแล้วอ้วน ไขมันสะสม ของดีต่อสุขภาพก็ไม่อร่อย แต่ตนเชื่อว่า“อาหารดี น้ำดี ยิ่งนอนดี” ถือเป็นสามสิ่งที่มนุษย์เราควรได้รับโดยเฉพาะการหลับสนิทจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับ สรรพคุณทั้ง 8 ในคุณค่าของสมุนไพร ทั้ง 6 ชนิดของทาวรัส ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในการช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ร่างกายให้ดีได้แบบองค์รวม โดยเฉพาะการหลับสนิท ที่ก่อให้เกิด “โกรทฮอร์โมน ที่สำคัญต้องหมั่นออกกำลังกาย เพียงแค่ใส่ใจ ร่างกายของเราจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

เห็นอย่างนี้แล้ว มาลดพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ และ หาวิธี เพื่อให้เราหลับได้สนิท จะได้มาซึ่ง “โกรทฮอร์โมน” หรือสารแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาวกันดีกว่า

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281583

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 1

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์องค์การ เรืองรัตนอัมพร ผู้ช่วยเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 1” CRA Charity Run 2017 ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 โดยจัดกิจกรรมเปิดโครงการและการเปิดรับสมัครรอบ Early Bird ให้กับบุคลากรภายใน และผู้รับบริการของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ตลอดจนถึงประชาชนผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ณ บริเวณชั้น อาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยรายได้จากการจัดโครงการฯ นำสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถวายเป็นพระกุศลแด่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ กรกฎาคม 2560

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์องค์การ เรืองรัตนอัมพร ผู้ช่วยเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และรองประธานอำนวยการจัดงาน กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ รอบ กรกฎาคม 2560 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงจัดให้มีโครงการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกพระกรุณาธิคุณใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งให้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน จึงทรงมีพระดำริให้จัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้ได้มีโอกาสเข้ารับการรักษาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเจตนารมณ์ในการร่วมสืบสานพระปณิธาน และร่วมเป็นหนึ่งพลังส่งต่อกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็ง โดยรายได้จากการจัดโครงการจะนำสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้และด้อยโอกาสให้ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง อีกทั้ง ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงผลักดันในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการส่งเสริมการออกกำลังกาย ซึ่งกีฬาเดิน-วิ่ง ถือเป็นกิจกรรมที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการได้

สำหรับกิจกรรม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 1” CRA Charity Run 2017 ได้กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 05.00 น. ณ บริเวณอาคารผู้ป่วยทั่วไป ศูนย์การแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นอาคารผู้ป่วยที่จัดสร้างขึ้นเพื่อขยายการให้บริการของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ บนพื้นที่ 17 ไร่ ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2560 นี้ แบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น ประเภท คือ 1. ประเภทเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 5 กิโลเมตร 2. ประเภทมินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร 3. ประเภทฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังเปิดประเภทการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ระยะทาง กิโลเมตร

ทั้งนี้ จะมีการเปิดรับสมัครการแข่งขันรอบ Early Bird ทุกประเภทวิ่ง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ในราคาค่าสมัคร 400 บาท ยกเว้นประเภทฮาล์ฟ มาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ราคาค่าสมัคร 500 บาท ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านทาง www.cracharityrun.com หรือสมัครด้วยตนเองได้ที่ ชั้น อาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หรือสามารถร่วมบริจาคสมทบทุน ผ่านบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน วิ่ง การกุศล (บริจาค) เลขที่บัญชี 468-0-64276-3 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-5766833-36

รับเบอร์แลนด์ค้นหาสุดยอดนักออกแบบ ปั้นยางพาราให้เป็นงานชิงทุนการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281577

รับเบอร์แลนด์ค้นหาสุดยอดนักออกแบบ ปั้นยางพาราให้เป็นงานชิงทุนการศึกษา

รับเบอร์แลนด์ค้นหาสุดยอดนักออกแบบ ปั้นยางพาราให้เป็นงานชิงทุนการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รับเบอร์แลนด์ อุทยานการเรียนรู้เกี่ยวกับยางพาราของไทย จัดงานแถลงข่าว โครงการประกวด “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” เพื่อค้นหาสุดยอดนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุโฟมยางพารา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Future Living ปั้นยางให้เป็นงาน” โดยให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น โดยมี ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสํานักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่

วันจักร โชติชัยชรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านปฏิบัติการและการบริหารสินค้ารับเบอร์แลนด์กล่าวว่า “ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นประเทศที่มีการส่งออกน้ำยางพาราสูงสุด ส่งผลให้ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย หากได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลดีต่อประเทศ และเกษตรกรชาวสวนยางอย่างมหาศาล”

“ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ซึ่งโมเดลนี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการประกวด “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” ขึ้น เพื่อเป็นการต่อยอดนวัตกรรมการออกแบบและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา ด้วยการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้ส่งผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Future Living ปั้นยางให้เป็นงาน” สำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อวิถีชีวิตแห่งอนาคต ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์สำหรับห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น โดยเน้นความสำคัญของการใช้งาน ดีไซน์ และมีวัสดุโฟมยางพาราเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่น้อยกว่า 60% โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้กับเยาวชนไทยได้มีโอกาสเป็นนักออกแบบมืออาชีพ อีกทั้ง ผู้ชนะการประกวดยังได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานและสามารถต่อยอดผลงานในเชิงพาณิชย์ในการทำตลาด และจำหน่ายจริงในพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในรับเบอร์แลนด์อีกด้วย”

ด้าน รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการโครงการประกวด “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” เผยว่า “ตนเป็นคนที่ชอบพัฒนาวัสดุให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ ทั้งวัสดุที่เป็นธรรมชาติ และไม่เป็นธรรมชาติ อาทิ กากกาแฟ ไม้ เหล็ก เป็นต้น แต่ยังไม่เคยนำยางพารามาออกแบบเลย การที่จะนำเอายางพาราซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติ และเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์และคุณค่ามากขึ้น ด้วยการนำเอาความคิดในเชิงสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ นอกจากจะเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับผลงานสร้างสรรค์แล้ว ยังจะช่วยต่อยอดและเพิ่มมูลค่าทางการเศรษฐกิจได้อีกด้วย”

สำหรับโครงการประกวด “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา ที่มีอายุระหว่าง 17-25 ปี ทีมละไม่เกิน 3 คน เพื่อชิงทุนการศึกษา และถ้วยรางวัล โดยสามารถกรอกใบสมัครและส่งผลงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึง 30 กันยายน 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ www.thairubberland.com

เก็บสเต็มเซลล์ผู้ใหญ่อย่างไรใช้รักษาโรคได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281566

เก็บสเต็มเซลล์ผู้ใหญ่อย่างไรใช้รักษาโรคได้จริง

เก็บสเต็มเซลล์ผู้ใหญ่อย่างไรใช้รักษาโรคได้จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปัจจุบันการเก็บสเต็มเซลล์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสเต็มเซลล์ถือเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ ต่างไปจากเซลล์ที่โตเต็มที่แล้วซึ่งจะทำหน้าที่เฉพาะของแต่ละอวัยวะนั้น ไม่สามารถเพิ่มจำนวนตัวเอง หรือเปลี่ยนรูปลักษณ์และการทำงานไปเป็นเซลล์ของอวัยวะอื่นได้อีก ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่มีเฉพาะในสเต็มเซลล์นี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ทั่วโลกสนใจการเก็บสเต็มเซลล์เพื่อมาใช้รักษาโรคอีกมากมายแทนการรักษาในปัจจุบันที่ให้ผลไม่น่าพึงพอใจ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเก็บสำรองสเต็มเซลล์ไว้ก่อนการเจ็บป่วยที่อาจทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเก็บสเต็มเซลล์ตนเองได้ โดยส่วนใหญ่คนไทยจะรู้จักแต่การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดในรกและสายสะดือน้อยคนนักที่จะทราบว่าในขณะนี้ในประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการด้านการเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสโลหิตหรือที่เรียกว่าเก็บสเต็มเซลล์ในผู้ใหญ่ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายจากทั่วโลก แพทย์บางท่านได้เปรียบเซลล์มหัศจรรย์นี้เสมือน “อวัยวะสำรอง” ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการรักษาโรคที่สามารถใช้สเต็มเซลล์ของตัวเองมาใช้ของแต่ละบุคคล

แพทย์หญิงวรัชยา ฟองศรัณย์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ บริษัท
ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า การเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสเลือดเป็นวิธีการเก็บสเต็มเซลล์แบบหนึ่ง เซลล์ที่ได้มีคุณสมบัติในการเพิ่มจำนวนและเจริญเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้เช่นเดียวกับการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดในรกและสายสะดือ การเก็บสเต็มเซลล์เป็นการสำรองเผื่อสำหรับการรักษาโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่ไม่สามารถรักษาด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัด ไม่ใช่การป้องกันโรค โดยสเต็มเซลล์ที่ดีที่สุดในการใช้รักษาโรค คือสเต็มเซลล์ของตนเองที่เก็บก่อนการเกิดโรค เพราะโรคบางชนิดเป็นโรคของสเต็มเซลล์โดยตรง สเต็มเซลล์ของคนที่เป็นโรคแล้วนั้นไม่สามารถใช้สเต็มเซลล์ตนเองรักษาโรคได้ โรคที่สามารถรักษาด้วยสเต็มเซลล์มีหลากหลาย เปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ อาทิ โรคโลหิตจางชนิดธาลัสซีเมีย โรคไขกระดูกฝ่อ โรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ทั้งยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ทั่วโลกที่ศึกษาการรักษาโรคกลุ่มที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายด้วยสเต็มเซลล์ เช่น โรคของกระดูกอ่อนเสื่อม โรคข้อเสื่อมระยะต้น การบาดเจ็บข้อเข่าจากการเล่นกีฬา แผลเบาหวาน ฯลฯ

“การเก็บสเต็มเซลล์ในกระแสเลือดนั้นก่อนอื่นต้องได้รับการตรวจสุขภาพ ทั้งการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ความสมบูรณ์ของเลือด การแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด และเกลือแร่ในร่างกาย รวมถึงโรคที่สามารถถ่ายทอดทางการรับโลหิต การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหลังจากตรวจสุขภาพผ่านแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นการสร้างสเต็มเซลล์ให้ออกมาในกระแสเลือดด้วยฉีดยา G-CSF บริเวณต้นแขน (คล้ายการฉีดวัคซีน) วันละครั้งเป็นเวลา 5 วัน จากนั้นทำการเก็บสเต็มเซลล์ด้วยเครื่องแยกชนิดเซลล์จากกระแสโลหิต (ApheresisMachine) ซึ่งทำการคัดแยกชั้นสเต็มเซลล์ออกจากเลือด โดยเครื่องจะคำนวณปริมาณเลือดของผู้เก็บสเต็มเซลล์ จากข้อมูลน้ำหนัก ส่วนสูงและเพศของผู้เก็บ คำนวนเวลาที่ใช้ในการเก็บสเต็มเซลล์ อัตราการปั่นแยกสเต็มเซลล์ที่เหมาะสม ปริมาตรสเต็มเซลล์ที่เก็บได้ ในระหว่างการเก็บสเต็มเซลล์ จะมีทีมแพทย์และพยาบาลคอยดูแลตลอดกระบวนการเก็บ โดยสาย 1 สายจากเครื่องเก็บสเต็มเซลล์จะทำหน้าที่รับเลือดจากเส้นเลือดบริเวณข้อพับของแขนข้างหนึ่ง ซึ่งเลือดที่ถูกดึงออกมาจะถูกนำไปปั่นเพื่อคัดแยกชั้นของสเต็มเซลล์ออกมาเก็บไว้ ส่วนเม็ดเลือดแดงและพลาสม่าจะถูกคืนกลับสู่ร่างกายทางเส้นเลือดดำของแขนอีกข้างหนึ่ง โดยทั่วไปเลือด 1 ลิตร ของเราจะสามารถคัดแยกสเต็มเซลล์เข้มข้นได้ประมาณ 10-20 ซีซีเท่านั้น ดังนั้นการเก็บสเต็มเซลล์ต้องใช้เครื่องดังกล่าวในการปั่นเก็บสเต็มเซลล์ โดยปกติจะปั่นประมาณ 3 เท่าของปริมาณเลือดทั้งหมด เพื่อให้เก็บสเต็มเซลล์ได้มากที่สุดโดยมีผลกระทบต่อผู้เก็บน้อยที่สุด โดยกระบวนการเก็บใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3-4 ชั่วโมง การเก็บแต่ละครั้งผู้เก็บจะเสียเลือดไม่เกิน 150 ซีซี ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ที่อายุน้อยที่สุดที่บริษัทมีประสบการณ์ในการเก็บสเต็มเซลล์คือ 9 ปี และผู้ที่อายุมากที่สุดคือ 89 ปี” แพทย์หญิงวรัชยากล่าว

แพทย์หญิงวรัชยา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่าล่าสุดทางบริษัทถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยสำหรับงานวิจัยหัวข้อปัจจัยที่มีผลต่อการเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสโลหิต และหัวข้อฟื้นฟูเข่าเสื่อมด้วยสเต็มเซลล์ โดยโชว์ผลงานแนะแนวให้ความรู้ในงานประชุมประจำปีของสมาคมการบำบัดรักษาด้วยเซลล์นานาชาติ International Society for Cellular Therapy (ISCT 2017) ซึ่งนับเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของแพทย์ไทยที่สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดการรักษาผู้ป่วยได้จริง

ร่วมค้นหาหนุ่มสุดคูลครั้งแรกในเมืองไทย ในรูปแบบเรียลิตี้ ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281359

ร่วมค้นหาหนุ่มสุดคูลครั้งแรกในเมืองไทย ในรูปแบบเรียลิตี้ ออนไลน์

ร่วมค้นหาหนุ่มสุดคูลครั้งแรกในเมืองไทย ในรูปแบบเรียลิตี้ ออนไลน์

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อเฟ้นหาชายหนุ่มสุดคูล ที่ดูดีทั้งบุคลิก รูปร่าง และสติปัญญา นิตยสาร Men’s Fitness Thailand นิตยสารสุขภาพไฮเอนด์ สำหรับผู้ชาย ชื่อดังจากอเมริกา โดย กุสุมา ไชยพร และ อาลี ซีอานี จึงร่วมกับ กลุ่มบริษัทแปซิฟิกา (แบรนด์ อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์) โดย โศภนา  เลวิจันทร์ จัดแคมเปญ “Men’s Fitness Cool Guy Search 2017 by AMERICAN EAGLE OUTFITTERS”  ในรูปแบบเรียลิตี้ ออนไลน์ ครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มๆ หันมาใส่ใจดูแลตัวเอง ล่าสุด ได้เปิดตัวแคมเปญ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

อาลี ซีอานี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมส กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “ตั้งแต่เปิดรับสมัคร ก็มีหนุ่มๆ วัย 18-40 ปี สนใจเข้าร่วมแคมเปญนี้กว่า 200 คน จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่มีคนที่มีความพร้อมในบุคลิก รูปร่าง หน้าตา และความคิด มาเป็นต้นแบบในการดูแลตัวเอง ให้หนุ่มๆ หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้นซึ่งหลังจากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดได้ผ่านการคัดกรองจากกรรมการ ที่ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ก็ได้หนุ่มๆ ที่พร้อมเข้ารอบสุดท้ายมา 20 คน ไปฝ่าด่านภารกิจต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความคูล ในการก้าวเป็น คูล กาย (Cool Guy) คนแรกของเมืองไทย พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จากนิตยสาร Men’s Fitness และบัตรกำนัลจากแบรนด์ American Eagle Outfitters มูลค่า 50,000 บาท รวมถึงโอกาสอีกมากมายในวงการบันเทิง”

สำหรับบรรยากาศในงานเปิดตัวแคมเปญ “Men’s Fitness Cool Guy Search 2017 by AMERICAN EAGLE
OUTFITTERS” ได้มีการเปิดตัวเหล่าคณะกรรมการ ได้แก่ นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการ เอไอซี คลินิก, ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด, อารยา อินทรา สไตลิสต์ และดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทย และภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ ประธานสหพันธ์กีฬาเพราะกายและฟิตเนสเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน พร้อมทั้งการเปิดตัวพิธีกรประจำแคมเปญ วราวุธ เลาหพงศ์ชนะและหัวหน้าทีม มาร์ค แอ็บบอตต์ ครูสอน ฟิตเนสชื่อดัง อดีตทหารหน่วยคอมมานโดอังกฤษ, ชยุต ชูมาลัย นายแบบและนักกีฬาชื่อดัง และ อนัส ภู่มีสุข นักกีฬาเพาะกายที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ปิดท้ายด้วยไฮไลท์การเปิดตัวผู้ เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ที่มาในลุคของหนุ่มๆ ที่มีแว่นตาดำปิดบังใบหน้า แต่ก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย กับรูปร่าง และบุคลิก ที่เรียกว่าเป๊ะสุดๆ แบบไม่มีใครน้อยหน้าใคร

ร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันทั้ง 20 คน พร้อมติดตามความสนุกสนาน ในแคมเปญ “Men’s Fitness Cool Guy Search 2017 by AMERICAN EAGLE OUTFITTERS” เรียลิตี้ ออนไลน์ ค้นหาหนุ่มเพอร์เฟกท์สุดคูล ครั้งแรก
ในเมืองไทย ทาง Line TV สถานี Mass TV ช่อง Men’s Fitness ตั้งแต่วันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2560 เวลา 20.00 น. หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : MensFitnessTH, IG : @mensfitnessth

ลุ้นเป็นนักผจญภัย เพื่อพิชิตขั้วโลกใต้ ในโครงการ TJ’s True South

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281384

ลุ้นเป็นนักผจญภัย เพื่อพิชิตขั้วโลกใต้ ในโครงการ TJ’s True South

ลุ้นเป็นนักผจญภัย เพื่อพิชิตขั้วโลกใต้ ในโครงการ TJ’s True South

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ TJ’s True South เพื่อพิชิตขั้วโลกใต้ปลายปี’61 เดินหน้า วางแผนกลยุทธ์การฝึกทักษะรอบด้านเพื่อหล่อหลอมผู้เข้าโครงการทั้ง 45 ท่าน ครอบคลุมทุกอาชีพ รวย-จนไม่สำคัญ มุ่งเน้นการฝึกทักษะแต่ละด้านจากพันธมิตรที่มีประสบการณ์ให้ผู้เข้าโครงการเกิดความชำนาญแข็งแกร่งของร่างกายและทักษะด้านอารมณ์ ก่อนจะเดินเท้า 1,200 กม. ในอากาศและสถานที่จริง ณ ขั้วโลกใต้ อาทิ บูธแคมป์จาก Unit 27 ,การปีนผา ณ urban playground Climbing, สนามไอซ์สเก็ต The Rink Arena และการตั้งแคมป์เดินป่า ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จาก Thailand outdoor เป็นต้น

หนึ่งในตัวแทนผู้เข้าโครงการ นักธุรกิจหลงใหลกิจกรรมท้าทาย ฟราน ศรีไตรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เปิดเผยว่า “ผมรู้จักกิจกรรมนี้จากสื่อสังคมออนไลน์ โครงการ TJ’s True South นับเป็นประสบการณ์ที่หาอีกไม่ได้ในประเทศไทย ด้านการวางแผนสำหรับการปูพื้นความรู้และฝึกทักษะเตรียมตัวและการฝึกร่างกายให้แก่ผู้เข้าโครงการ แม้ผมจะเป็นนักธุรกิจแต่สิ่งหนึ่งคือได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่มี Passion เหมือนกัน สิ่งที่ได้รับจากโครงการตั้งแต่เริ่มต้นคือความรู้เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ถ้าเรามีความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะเตรียมพร้อมและได้มีทีมที่จะช่วยสนับสนุนเราสามารถที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการได้ ทั้งนี้สิ่งที่ตัวผมเองได้รับประสบการณ์หลังจากที่ได้ร่วมกิจกรรม วิ่ง 100 กิโล 24 ชั่วโมง ณ แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีฝึกทักษะไอซ์สเก็ตน้ำแข็ง ฝึกทักษะการปีนเขาการผจญภัยเข้าป่าและการบูธแคมป์จากครูฝึก Unit27 ผมยังรู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมและเตรียมร่างกายเพื่อให้พร้อม 100 % ในการเดินเท้าเพื่อพิชิตขั้วโลกใต้

“สำหรับตัวผมถ้าได้เป็นนักผจญภัย1 ใน 10 ตัวแทนประเทศไทยจากโครงการ TJ’s True South เงินบริจาคผมจะมอบให้มูลนิธิสุภัทราที่คุณยายผมได้ก่อตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมาเพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาให้เขามีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ที่เขาอยากทำเหมือนที่ผมได้รับโอกาสมาเหมือนกันครับ เทคนิคส่วนตัวถ้าผมรู้สึกท้อ ผมจะหยุดพักหายใจลึกๆ ตั้งสติและอยู่กับปัจจุบันรวบรวมแรงในร่างกาย และจิตใจเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปทีละก้าว”

และอีกหนึ่งตัวแทนผู้เข้าร่วม มณฑา สุนทรวิทย์ มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว ผู้หญิงตรองไม่สนอายุ เฟ้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ท้าทายให้แก่ชีวิต กล่าวปิดท้ายว่า “ส่วนตัวรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้ารอบ 45 ท่าน นับเป็นประสบการณ์ใหม่และท้าทายขีดความสามารถของตนเอง พอมาสัมผัสโครงการ การเตรียมงาน ความพร้อม และการทุ่มเทของทีมงาน ทำให้รู้สึกเลยว่า สิ่งที่เรามองเห็นภายนอกเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทุ่มเทของทีมงาน ต้องขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านจากทุกๆ ระยะ ที่ทำให้มีโอกาสได้มาถึงระยะที่ 4 กรณีถ้าได้เข้ารอบตัวแทนประเทศไทยเดินเท้า ปักธงไตรรงค์ของไทย ตั้งใจบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา นำไปใช้ประโยชน์สูงสุดแก่น้องๆ ที่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ส่วนตัวหลายๆ ครั้งที่รู้สึกท้อจะกลับไปนึกถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นึกถึงเสมอสิ่งที่รักและมุ่งมั่นด้านการพยายามความสำเร็จนั้นต้องตามมาเสมอ มันทำให้เรายิ้มได้เสมอจริงๆ ค่ะ

โดยโครงการ TJ’s True South เป็นกิจกรรมที่จุดประกายความฝันคนธรรมดาที่ทำเพื่อประเทศไทยและสังคมทุกคนที่ปักธงชาติไทยในขั้วโลกใต้ได้จะได้รับ เงินบริจาค 1 ล้านบาท แก่มูลนิธิใดก็ได้นับเป็นการทำตามฝัน ทั้งนี้การสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ประเทศไทยครั้งแรก และเป็น 1 ใน 19 ประเทศไทยจากทั่วโลก ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ มาร่วมให้กำลังใจทุกท่านในการเตรียมตัวฝึกทักษะเพื่อคัดตัวจริงนักผจญภัย ผ่านทางออนไลน์ อาทิ FACEBOOK/IG/TrueSouthThailand /www.truesouth.org

สเนลไวท์ ชวนเซเลบริตี้ อัพเดทเคล็ดลับดูแลผิวพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281361

สเนลไวท์ ชวนเซเลบริตี้ อัพเดทเคล็ดลับดูแลผิวพรรณ

สเนลไวท์ ชวนเซเลบริตี้ อัพเดทเคล็ดลับดูแลผิวพรรณ

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นเทรนด์ฮิตของสาวๆ ยุคใหม่ ที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพผิวพรรณกันมากขึ้นในทุกๆ ขั้นตอน งานนี้ผู้บริหารสาวเก่ง เสาวคนธ์ พรพัฒนารักษ์ ผู้ผลิตสินค้า นามุไลฟ์ สเนลไวท์ เลยส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด Snailwhite Crème Body Wash (สเนลไวท์ ครีม บอดี้ วอช) มาให้สาวๆ ได้ทั้งอาบและบำรุง บำรุงผิวในขณะเดียวกัน โดยจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ ควอเทีย แกลเลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของเหล่าเซเลบริตี้ อาทิ นวลพรรณ ล่ำซำ, กรกนก ยงสกุล, กัลยพัชร ภักดีผดุงแดน, กรุณา วัจนะพุกกะ, ภูษิต-เคธี่ พัฒนปราการ, จงกล-วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ ฯลฯ ที่ต่างพร้อมใจกันมาร่วมงาน และไม่พลาดอัพเดทเทรนด์ใหม่ พร้อมแชร์ทริคการดูแลผิวสวยในแบบฉบับของตัวเอง

เสาวคนธ์ พรพัฒนารักษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชี และการเงิน บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) ได้เนรมิตงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Snailwhite Crème Body Wash” ผ่านบรรยากาศที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาวและชมพู เสมือนจำลองห้องอาบน้ำสุดเก๋ ภายใต้คอนเซ็ปต์ผลิตภัณฑ์ หนึ่งเดียว…ทั้งอาบและช่วยบำรุง ตอบโจทย์สาวๆ ที่ต้องการมีผิวสวยสุขภาพดี ที่สามารถบำรุงได้ตั้งแต่ ในระหว่างขั้นตอนการอาบน้ำอันเป็นกิจวัตรประจำวัน ด้วยคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ นอกจากจะมีเนื้อครีมให้ฟองเนื้อละเอียดนุ่ม เข้าบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ล้างออกง่ายแล้ว ยังเหมาะกับทุกสภาพผิว ด้วยพลังการฟื้นบำรุงจากสารสกัดธรรมชาติ อันได้แก่ 1.เมือกหอยทาก ที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิว ให้ผิวกลับมาแข็งแรงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวทำให้ผิวยกกระชับและมีสุขภาพดี 2.เพนตะไวติน เป็นอนุพันธ์ของพืชที่โครงสร้างเป็นธรรมชาติ ทำหน้าที่จับกับเคราตินในชั้นผิว ทำให้ความชุ่มชื้นจะถูกกักเก็บไม่ให้ถูกล้างออกไปกับน้ำ สามารถรักษาความชุ่มชื้น กับผิวได้ยาวนาน และ 3.แอปเปิ้ล เอสเซนเชียลอะมิโน เอซิด  มีคุณสมบัติอ่อนโยนไม่ทำลายชั้นผิวภายนอกที่เป็นเกราะป้องกันผิวชั้นใน ทำหน้าที่ให้ฟองเนื้อละเอียดนุ่ม แต่สามารถล้างทำความสะอาดง่าย ซึ่งผลิตภัณฑ์ Snailwhite Crème Body Wash  มีให้เลือก 3 สูตร เหมาะกับทุกสภาพผิว ได้แก่ สูตรNatural White ช่วยบำรุงผิวหมองคล้ำให้แลดู ขาวกระจ่างใสเปล่งประกาย สูตรAnti-Aging อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น ช่วยบำรุงให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ชุ่มชื้น และสูตร Deep Moisture ช่วยบำรุงให้ผิวคงความชุ่มชื้นยาวนาน เนียนนุ่มไม่แห้งกร้าน

โดย กรุณา วัจนะพุกกะ เซเลบริตี้สาวที่รักในการดูแลผิว กล่าวว่า “ส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับผิวพรรณ โดยจะดูแลตัวเองจากทั้งภายในและภายนอก ภายในจะเน้นที่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนภายนอกจะเน้นไปที่ครีม
บำรุงผิว ส่วนตัวเป็นคนผิวตัวแห้ง เพราะต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำ จึงทำให้ต้องเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ ที่เติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว อาทิเช่น ครีมทาผิว หรือครีมอาบน้ำที่ส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์”

ด้าน อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ กล่าวว่า “เน้นในเรื่องของการดูแลจากภายใน โดยจะใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินเป็นพิเศษ ช่วงนี้พยายามรับประทานผักและผลไม้เยอะๆ และที่สำคัญจะต้องดื่มน้ำมากๆ นอกจากนี้ ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและครีมอาบน้ำให้เหมาะกับสภาพผิว ส่วนตัวจะชอบผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติ เนื้อสัมผัสให้ความชุ่มชื้น”

พิชามญช์ ชมะนันทน์ ได้แชร์เทคนิคง่ายๆ สำหรับสาวๆ ผิวแห้ง ด้วยการล้างหน้าและอาบน้ำเย็น ตามด้วยครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นประจำทุกวัน รวมถึงรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดปริมาณอาหารมันๆ

ด้านแฝดสาว พิมพิศา ชมะนันทน์เผยว่ากำลังเสพติดการออกกำลังกาย เข้ายิม ต่อยมวย และเต้นซุมบ้า เพราะรู้สึกว่า เวลาทำกิจกรรมที่เหงื่อออกเยอะๆ ทำให้จำนวนสิวอักเสบสิวอุดตันที่ชอบผุดขึ้นบนหน้า หายวับทันตาอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญหลังออกกำลังกาย จะใช้ครีมอาบน้ำสูตร Anti-Aging เพื่อช่วยกระชับผิว

นอกจากนี้เหล่าเซเลบฯสาวยังได้ร่วมลุ้นกับการแข่งขันอาบน้ำของผู้เข้ารอบ3 ท่านสุดท้าย  ในแคมเปญ “NAMU LIFE SNAILWHITE CRÈME BODY WASH #อาบให้สวยกว่าใหม่” ชิงรางวัลเงินสดรวม 200,000 บาท อีกด้วย

พบกับผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ NAMU LIFE SNAILWHITE CRÈME BODY WASH ทั้ง 3 สูตร ได้แล้ววันนี้ที่ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/ namulifesnailwhite/

แนะการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานในยุคโซเชียลมีเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281379

แนะการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานในยุคโซเชียลมีเดีย

แนะการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานในยุคโซเชียลมีเดีย

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ สร้างเกราะความรู้ให้ผู้เป็นเบาหวานในยุคโซเชียลมีเดียเดินหน้าสร้างเครือข่ายชมรมผู้เป็นเบาหวานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หวังลดการเกิดโรคเบาหวานในคนไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทยโดยการตรวจร่างกายปี พ.ศ.2557ในประชากรตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่าเป็นเบาหวานร้อยละ 8.9 หรือคิดเป็น 4.8 ล้านคน นอกจากนี้ การรักษาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดบรรลุเป้าหมายเพียงร้อยละ 38.2

ท่ามกลางการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างมาก ในสภาพสังคมออนไลน์ในปัจจุบันที่สามารถสื่อสารส่งต่อความรู้ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง จึงนำมาสู่การเสวนาทางวิชาการ “การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานในยุคโซเชียลมีเดีย” ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ประจำปีพ.ศ.2560 นี้ เพื่อหาคำตอบและแนวทางในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมให้การป้องกันและรักษาโรคเบาหวานในประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย เพื่อลดการเกิดโรคเบาหวานในคนไทย และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน

นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาธิการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ  เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์และการใช้เทคโนโลยีในการดูแลโรคเบาหวานมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาผู้ป่วย โดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ได้ตระหนักถึงผลกระทบในส่วนนี้มาโดยตลอด และล่าสุดสมาคมฯ ได้มุ่งสร้างเกราะความรู้ความเข้าใจต่อผู้คนสังคมไทยในรูปแบบ “โครงการสัมมนาเครือข่ายชมรมผู้เป็นเบาหวาน” โดยได้จัดร่วมกับโรงพยาบาลในภูมิภาคต่างๆ เพื่อรวมตัวสร้างเป็นเครือข่ายขึ้นระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้เป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นการรวมตัวที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลมาก เนื่องด้วยแพทย์จะได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เป็นเบาหวานและครอบครัวอย่างใกล้ชิดได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทำให้เข้าใจถึงปัญหา และร่วมกันหาทางออกที่ดี นำไปสู่การพัฒนาการดูแลตนเองและการช่วยเหลือระหว่างผู้ป่วยด้วยกัน โดยที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้จัดไปแล้ว 6 จังหวัด เริ่มจากกรุงเทพฯ อุบลราชธานี สงขลา เชียงใหม่ ระยอง และพิษณุโลก สามารถเข้าถึงผู้นำกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานได้ถึง 400 คน บุคลากรทางการแพทย์ 300 คน จากทั้งหมด 128 โรงพยาบาล และมีแผนดำเนินการขยายสังคมเครือข่ายผู้เป็นเบาหวานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้การรักษาเบาหวานบรรลุเป้าหมาย และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเห็นว่า ควรมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์สร้างเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้ป่วยและประชาชน

ศ.นพ.ฉัตรเลิศ พงษ์ไชยกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความเห็นว่า “ยุคโซเชียลทำให้พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไป ชอบค้นหาข้อมูลจากสื่อออนไลน์ด้วยตนเอง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา อาจารย์ได้เปิดเฟซบุ๊ค ชื่อEndocrinology by Prof. Chatlert Pongchaiyakul เป็นเพจทางวิชาการ เริ่มแรกตั้งใจจะให้ความรู้ทางวิชาการทางด้านระบบต่อมไร้ท่อและเบาหวานแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก แต่หลังจากเปิดเพจไประยะหนึ่งพบว่ามีผู้ติดตามเพจจำนวนมากที่เป็นประชาชนทั่วไป ทำให้ต้องนำเสนอข้อมูลในวงกว้างสำหรับผู้อ่านทั่วไปให้มีความรู้เกี่ยวกับโรคทางต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวานไปด้วย ปัจจุบัน เพจนี้มีผู้ติดตามประมาณเกือบสี่หมื่นคน นอกจากเฟซบุ๊คแล้ว อาจารย์ยังได้ทำการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยในการรักษาโดยผ่านโปรแกรม LINE โดยส่งข้อมูลเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับยาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมได้ดีขึ้นอีกด้วย”

ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ นักวิจัยและหัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยติดตามสุขภาพและรูปแบบการดำเนินชีวิตศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้บรรยายเรื่องการใช้งานของแอพพลิเคชั่นได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นในประชากรผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่การออกแบบแอพพลิเคชั่นสำหรับโรคเบาหวานจะมี 3 หมวดหลักๆ ที่สำคัญ คือ บันทึกประวัติ (diary for diabetes tracker) ข้อมูลทางโภชนาการ (nutrition) และการดูแลสุขภาพ (wellness and health management)

ทั้งนี้ ในประเทศไทย มีแอพพลิเคชั่น เช่น “FoodiEat” ถูกออกแบบให้ใช้งานเพื่อช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพผู้ใช้งานสามารถบันทึกพฤติกรรมการรับประทานอาหาร คำนวณค่าพลังงานที่เผาผลาญจากการออกกำลังกาย ส่วนแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ที่กำลังพัฒนา ได้แก่ แอพพลิเคชั่นจะเป็นผู้ช่วยบันทึกข้อมูลสุขภาพ ให้คำแนะนำผู้ป่วยรวมถึงแจ้งเตือนผู้ป่วยและญาติหากพบภาวะเสี่ยง เช่น เมื่อผู้ป่วยลืมฉีดยา หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นวางแผนการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งจะช่วยในการประมวลผลสัดส่วนรายการอาหารที่เหมาะสมกับค่าน้ำตาลของผู้ป่วยใน
การรับประทานอาหารแต่ละมื้ออีกด้วย

ผศ.สมิทธิ์ บุญชุติมา ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำแนะนำว่า “เพื่อให้การสื่อสารด้วยสื่อสังคมออนไลน์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีคนสนใจ นักสื่อสารจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะ 4 ด้าน คือ ความรู้ในเรื่องความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน เทคนิคการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์การผลิตภาพกราฟิกและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สื่อมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน ดังนั้น ประชาชนและผู้ให้บริการทางสาธารณสุขควรใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ก่อนจะเชื่อในสื่อใด ควรพิจารณาจากที่มาของข่าวสาร ผู้ให้ข่าวสารและสถาบันที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลมาจากสมาคมวิชาการ หรือสถาบันทางการแพทย์ เป็นต้น”

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ได้ที่เว็บไซต์สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ http://www.DMThai.org หรือ Facebook : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ