กลุ่ม รพ.นวมินทร์ จัดกิจกรรม ‘ร่วมร้อยดวงใจ ถวายพ่อหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281362

กลุ่ม รพ.นวมินทร์ จัดกิจกรรม ‘ร่วมร้อยดวงใจ ถวายพ่อหลวง’

กลุ่ม รพ.นวมินทร์ จัดกิจกรรม ‘ร่วมร้อยดวงใจ ถวายพ่อหลวง’

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กลุ่มโรงพยาบาลนวมินทร์ จัดกิจกรรม “ร่วมร้อยดวงใจ ถวายพ่อหลวง” รวมพลังแห่งความจงรักภักดีและแสดงความอาลัย เชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมเป็นจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ดอกรัศมีจันทร์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยตั้งเป้า 9,999 ดอก

ภายในงานเมื่อวันก่อน ซึ่งจัดขึ้น ณ บริเวณห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร นำโดย ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตตพิมล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ ร่วมด้วย เหล่าเซเลบริตี้และดาราชื่อดัง ตลอดจนประชาชนทั่วไป มาร่วมเป็นจิตอาสาทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลจำนวนมาก อาทิ สะคราญกมล อุทัยศรี และ ฐิติพงศ์ ล้อประเสริฐ, แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์, เนย เนโกะจั๊ม-วรัฐฐา อิมราพร ฯลฯ

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตตพิมล ในฐานะแม่งาน เผยว่า “ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเนื่องจากในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จำเป็นต้องใช้ดอกไม้จันทน์จำนวนมาก กลุ่มโรงพยาบาลนวมินทร์ จึงตั้งใจจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนจิตอาสามาร่วมร้อยดวงใจกันด้วยความรัก บันทึกความทรงจำที่ดี ครั้งหนึ่งในชีวิต กับการถวายงานพระองค์ท่าน โดยร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ดอกรัศมีจันทร์ เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยตั้งเป้าประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ให้ได้จำนวน 9,999 ดอก

ที่เลือกประดิษฐ์ ดอกไม้จันทน์ เป็น ดอกรัศมีจันทร์ เพราะมีความหมายที่ดี “รัศมีจันทร์ คือ รัศมีของดวงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างในยามค่ำคืน จากความมืดมิดให้เกิดเป็นความสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า ดั่งพระบุญญาบารมีแห่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่แผ่ไพศาล ชุบชีวิตที่มืดมิดให้พบความสว่าง โดยพระราชทานความช่วยเหลือ บำบัดทุก บำรุงสุข พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทุกแห่งหนเสมอมา ซึ่งเราทุกคนที่เกิดภายใต้ร่มพระบารมีต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้”

8 คุณประโยชน์ของกีวี ยิ่งทานยิ่งดีกับร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281376

8 คุณประโยชน์ของกีวี ยิ่งทานยิ่งดีกับร่างกาย

8 คุณประโยชน์ของกีวี ยิ่งทานยิ่งดีกับร่างกาย

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กีวี เป็นผลไม้เก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานมากว่าร้อยปี โดยถือกำเนิดมาจากประเทศจีนซึ่งมีชื่อเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “ไชนีส กูสเบอร์รี่ (Chinese gooseberry)” จนได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 2407 และพัฒนาเป็นผลไม้เศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเปลี่ยนชื่อผลไม้ชนิดนี้เป็น “กีวี” ตามชื่อนกกีวีสัญลักษณ์ของประเทศนิวซีแลนด์นั่นเอง

กีวีเป็นผลไม้ลูกเล็กๆ ที่มีหน้าตาแปลกแตกต่างจากผลไม้ชนิดอื่นมีน้ำตาลต่ำและเส้นใยสูง ให้พลังงานเพียง 54 แคลอรี่ต่อ 1 ผลเท่านั้น พร้อมอุดมเป็นด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

เรามาทำความรู้จักกับ 8 ประโยชน์จากผลไม้ลูกจิ๋วชนิดนี้กันดีกว่า 

1.ช่วยทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น วิตามินซีที่อยู่ในกีวี จะช่วยกระตุ้นระบบการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะเป็นพิษต่างที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน 

2.ช่วยย่อยอาหารในบางมื้อที่เราทานเนื้อสัตว์เยอะๆ อาจทำให้เรามีภาวะจุกเสียดแน่นท้องเพราะอาหารไม่ย่อย หากเราทานกีวีเข้าไปตามหลังมื้ออาหารมื้อหนัก สาร Actinide ที่อยู่ในกีวีจะเป็นตัวช่วยย่อยโปรตีนได้ดีไม่แพ้ มะละกอ หรือ สับปะรด เลย

3.ช่วยลดความดันโลหิต กีวีมีโพแทสเซียมซึ่งเป็นอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยปรับความสมดุลให้เลือด และช่วยควบคุมระดับน้ำในร่างกายโดยการขับออกมาทางปัสสาวะ การทานผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงอย่างกีวีจึงช่วยลดอาการบวมน้ำ บวมเค็ม ได้ดีอีกด้วย 4.ช่วยลดน้ำหนัก ผลไม้ชนิดนี้เหมาะมาก สำหรับคนที่กำลังอยากลดน้ำหนัก เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำและปริมาณเส้นใยสูงจึงทำให้ไม่เกิดการหลั่งอินซูลินที่รุนแรงเหมือนผลไม้รสหวานอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้ไม่เกิดการสะสมของไขมันตามมา 5.ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย กีวีเป็นผลไม้ที่เส้นใยสูง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกและปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้ได้ดี อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดสารพิษที่ตกค้างภายในลำไส้ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

6.ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง การรับประทานกีวีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สามารถลดการแข็งตัวของเลือดและลดไตรกลีเซอไรด์ลงได้ หลายคนที่มีภาวะโรคหัวใจ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจ่ายยาที่มีแอสไพรินเพื่อลดการแข็งตัวของเลือด ซึ่งการรับประทานบ่อยเกิดไปอาจมีผลข้างเคียงกับร่างกายหลายอย่าง เพราะฉะนั้นหากรับประทานกีวีอย่างต่อเนื่องก็สามารถต่อต้านการเกิดภาวะดังกล่าวได้ดีต่อสุขภาพเช่นกัน

7.มีประโยชน์ต่อสตรีมีครรภ์ กีวีอุดมไปด้วยโฟเลตเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะจะช่วยสร้างสารพันธุกรรม ที่จำเป็นสำหรับเด็กทารก ที่ต้องการเซลล์ใหม่จำนวนมาก และการรับประทานโฟเลตเป็นประจำทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยทำให้ผิวและเซลล์เม็ดเลือดมีสุขภาพดี ปริมาณโฟเลตในกีวีมีมากกว่ากล้วย 49% และมากกว่ามะม่วงถึง 112.8%

8.ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์เจิ้นฟาง หลู มหาวิทยาลัยการแพทย์ไต้หวัน พบว่า การกินกีวีเพียง 2 ผลก่อนเข้านอนสัก 1 ชั่วโมงจะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น และหลับได้ลึกขึ้น หากร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายได้อีกหลายโรคเช่นกัน

สำหรับวิธีการเลือกซื้อกีวี ต้องเลือกผลที่ไม่มีรอยบุบช้ำ และผลไม่นิ่มจนเกินไป นำมาพักทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติ รอจนสุกแล้วปลอกรับประทาน หรือหากไม่อยากปลอกให้ยุ่งยาก ก็สามารถผ่าครึ่งลูกใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย การรอให้กีวีสุกจะทำให้ได้รสหวานอร่อยขึ้นกว่าเดิม สนับสนุนข้อมูลดีๆ จาก บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้ากีวีเซสปรี จากประเทศนิวซีแลนด์ สามารถติดตามกิจกรรมดีๆจากวัชมนฟู้ดได้ที่ Facebook : Vachamon food

สมพล ตรีภพนารถ คิดและบริหารแบบแบ่งปันเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281354

สมพล ตรีภพนารถ คิดและบริหารแบบแบ่งปันเพื่อสังคม

สมพล ตรีภพนารถ คิดและบริหารแบบแบ่งปันเพื่อสังคม

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เรื่องของเงินๆ ทองๆ และการค้าการขายนั้น ย่อมอยู่ในความสนใจของทุกคนทุกขณะเวลา สมพล ตรีภพนารถ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอลโอเค จำกัด และกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประสบการณ์การทำงานและเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ในฐานะผู้คร่ำหวอดกับการทำงานในธุรกิจสายการเงินและการค้ามายาวนาน เริ่มจากผู้จัดการสาขาธนาคารกรุงไทย ก้าวสู่ธุรกิจประกันภัย คือบริษัทกรุงไทยพานิชประกันภัย, ธนาคารอิสลาม และธุรกิจศูนย์การค้า เอ็มบีเค ล่าสุดคือ กลับคืนสู่ธุรกิจการเงินที่เขาเชี่ยวชาญ นั่นคือ บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นธุรกิจที่ให้สินเชื่อแก่นักธุรกิจการค้า เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง

นอกจากงานบริหารที้ทำอยู่แล้ว สมพล ตรีภพนารถ เขียนบทความส่งให้กับ สวปอ. (สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) เรื่อง “แวตช่วยชาติ” ซึ่งทางอาจารย์ได้อ่านและสัมภาษณ์พร้อมคัดเลือก 1 ใน 4 ของผลงานที่นำส่งเสนอผ่านไปยังเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้หากภาครัฐสนใจขึ้นมาก็จะทำเพื่อให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคสามารถสะสมยอดซื้อสินค้าทั้งปีเอาไปเคลมคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) หรือใช้เพื่อการลดหย่อนภาษี มาตรการนี้เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในระบบมากขึ้น

“สาเหตุที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ เพราะมองว่าชาติได้ประโยชน์ ช่วงปลายปีเรากระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งการกิน-เที่ยว-ซื้อของช่วยชาติ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ผมมองว่าเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราจะใช้วิธีสะสมยอดด้วยการเก็บบิลภาษีสะสมทั้งปีให้ครบ 100,000 บาท (แต่ต้องจับจ่ายใช้สอยประมาณ1,430,000 บาท) เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี เพราะด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ลูกค้าจะเรียกร้องให้ร้านค้าออกใบเสร็จ ทุกบริษัทหรือกิจการจะขอเข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อออกใบเสร็จให้ลูกค้านำไปเคลมแวตอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยป้องกันการออกใบเสร็จปลอม รัฐก็จะมีรายได้จากภาษีการค้า (ที่มีกำไร) และยังช่วยลดการช็อปปิ้งแบรนด์เนมในต่างประเทศ เพราะส่วนต่างของราคาซื้อในต่างประเทศ เขาสามารถนำมาสะสมยอดเพื่อใช้ลดแวตได้”

และแม้งานจะมากมาย สมพล ยังใช้เวลาเข้าไปเรียนหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข ที่สถาบันพระปกเกล้าว่า หลักสูตรนี้ให้หลักคิดที่ดีมาก เปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างมาเรียนร่วมกัน ทำให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้รับรู้ทัศนคติและมุมมองที่แตกต่าง การเรียนการสอนมีการลงพื้นที่จริงทั้ง 4 ภาค นักศึกษาที่เรียนมีทั้งผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ อัยการ ตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจ เอ็นจีโอ สื่อมวลชน ฯลฯ เป้าหมายคือส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ ร่วมกันฟื้นฟูประเทศชาติในทุกด้าน และเพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าแม้จะเห็นต่างแต่ต้องไม่แตกแยก เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ได้รับสิ่งที่ดีๆ ความคิดที่ดี ได้สร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมมีเรียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องไม่ก่อหนี้หรือกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ และให้มองที่ศักยภาพของตัวเอง พึ่งพิงตัวเองเป็นหลัก ก็รู้สึกภูมิใจมาก

และการที่เข้าทำงานที่ธนาคารอิสลาม ทำให้คุณสมพลมีโอกาสได้ลงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเข้าใจเข้าถึงพี่ประชาชนทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้เขาเห็นถึงความสำคัญของโอกาสทางการศึกษาของเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุดจึงหันไปร่วมกับ “มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา” มอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ 2 ทุน เพื่อให้เด็กสามารถมีทุนเรียนจนจบแพทย์ที่ ม.สงขลานครินทร์หาดใหญ่ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“หมอเป็นอาชีพที่ช่วยชีวิตคน ทุนนี้เป็นทุนที่สร้างอาชีพเพื่อการช่วยชีวิตคน จากการลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง ผมรู้สึกประทับใจกับคนภาคใต้ตั้งแต่ทำงานกับธนาคารอิสลามแล้ว เขาน่ารัก ไม่น่ากลัว จริงใจ เราน่าจะให้เขาต่อยอดได้ ทุนนี้เป็นทุนส่วนตัว ผมช่วยเท่าที่จะทำได้”

โลกของความเข้าใจและแบ่งปัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ล้วนเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เสมอ

‘มีเทศน์ มีทอล์ค ครั้งที่ 6 ตอน คำพ่อสอน’ สัญจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281386

‘มีเทศน์ มีทอล์ค ครั้งที่ 6 ตอน คำพ่อสอน’ สัญจร

‘มีเทศน์ มีทอล์ค ครั้งที่ 6 ตอน คำพ่อสอน’ สัญจร

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนและประชาชนร่วมฟังธรรมเทศนา “มีเทศน์ มีทอล์ค ครั้งที่ 6 ตอน คำพ่อสอน” สัญจรไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธเป็นทานให้แก่ผู้สนใจ และร่วมกันสร้างคุณงามความดีในการร่วมกันทำบุญ วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560 ณ หาดใหญ่ ฮอลล์ เซ็นทรัลเฟสติวัล

พบกับพระนักเทศน์ระดับประเทศ อาทิ พระราชธรรมนิเทศ (เจ้าคุณพยอม กลฺยาโณ)วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี, พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ศูนย์วิปัสสนา ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย,พระมหากิตติศักดิ์ โคตมสิสฺโส (ศ.สียวน)วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ กรุงเทพฯ, พระครูวาทีพัชรโสภณ (พระครูปลัดราชันย์ อริโย) วัดวังศาลจ.เพชรบูรณ์, พระเมธาวินัยรส ผศ.ดร., วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ,พระราชญาณกวี วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ, พระราชวิสุทธิมุนี วิ. (หลวงตาเยื้อน) วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์, พระอาจารย์ศักดา สุนฺทโร วัดไร่ป่าธรรมภิมุก จ.ตราด, พระปลัดสุริยเมธี ปิยธมฺโม วัดโคกพะยอมสุการาม จ.สงขลา, พระครูสุธรรมสาธก วัดธรรมาราม จ.ตรัง และพระปลัดพลกฤต กฺลยาณธมฺโม ดร.วัดมหัตตมังคลาราม (วัดหาดใหญ่ใน) จ.สงขลา

นอกจากนี้ ยังเป็นการร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและน้อมนำพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดยรายได้จากการร่วมบริจาคต่างๆ ภายในงานทั้งหมดมอบให้แก่มูลนิธิการกุศลต่างๆ ต่อไป จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560 ณ หาดใหญ่ ฮอลล์ เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ.สงขลา ติดต่อขอรับบัตรเข้าชมได้ฟรีที่เคาน์เตอร์ ประชาสัมพันธ์ชั้น 1 สอบถามเพิ่มเติมโทร.086-9770112

ดื่มนมโค 100% เฮลท์ตี้สปอร์ตดริ้งค์ของคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281375

ดื่มนมโค 100% เฮลท์ตี้สปอร์ตดริ้งค์ของคนรุ่นใหม่

ดื่มนมโค 100% เฮลท์ตี้สปอร์ตดริ้งค์ของคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทรนด์การออกกำลังกาย กำลังเป็นที่นิยม หลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการเล่นกีฬากันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คนจะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายกันมากขึ้น แต่หลายๆ คนยังมีความเข้าใจด้านโภชนาการที่ไม่ถูกต้อง จึงทำให้บางครั้งถึงแม้ออกกำลังกายแล้ว แต่สมรรถภาพร่างกายก็ยังไม่ฟิตเต็ม 100% เพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาวะความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะในหมู่คนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง 100% พร้อมสำหรับการเล่นกีฬาในทุกรูปแบบ โฟร์โมสต์ ร่วมกับ“จูเนียร์ เอ็นบีเอ” พร้อมผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการการกีฬา มาร่วมให้ความรู้และเคล็ดลับการเลือกรับประทานอาหาร โดยเฉพาะการดื่มนมที่เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่ม “สปอร์ตดริ้งค์” สำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อร่างกายแข็งแรงแบบนักกีฬามือโปร

ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในแนวคิดหลักที่โฟร์โมสต์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือการรณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพดีโดยการ “ดื่มขยับรับสุขภาพ” ภายใต้แคมเปญ “Drink.Move.BeStrong” โดยเริ่มต้นด้วย “การดื่ม” ซึ่งหมายถึงการบริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำนมโคคุณภาพที่อุดมไปด้วยสารอาหารและโภชนาการที่ครบถ้วน อย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ควบคู่กับ “การออกกำลังกาย” อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่โดยเฉพาะเรื่องความสูงในวัยเด็ก และช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูก เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนในวัยผู้ใหญ่

ด้าน นวรัตน วิทวัสศุกล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการการกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า อาหาร เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับนักกีฬา เพราะถือเป็นแหล่งพลังงานที่จะส่งเสริมให้นักกีฬาสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหลักโภชนาการจึงเป็นสิ่งที่นักกีฬาและผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายควรเรียนรู้และไม่ควรมองข้าม เพราะคือความได้เปรียบในเชิงการกีฬาและเป็นประโยชน์กับตัวนักกีฬา โดยปกติแล้วนักกีฬาควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

โภชนาการการกีฬา หมวดหมู่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ มีดังต่อไปนี้ หมู่ที่ 1 คือ โปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ เต้าหู้ นม ไข่ เป็นต้น สารอาหารประเภทโปรตีนเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งแหล่งโปรตีนที่เหมาะสมและตอบโจทย์มากที่สุดในช่วงหลังการออกกำลังกาย ก็คือ “นมโค” เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณประโยชน์ด้านโภชนาการอย่างครบถ้วนและร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี หมู่ที่ 2 คือ คาร์โบไฮเดรตได้แก่ ข้าว แป้ง ขนมปัง เป็นต้น ควรมีการเพิ่มปริมาณตามการใช้พลังงานและออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอและสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดความล้า

ทั้งนี้ การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเป็นประจำร่างกายควรได้รับโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ ในปริมาณที่สมดุล ซึ่งแหล่งของสารอาหารที่ตอบโจทย์มากที่สุด ก็คือ “นมโค” เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารไม่ว่าจะเป็นโปรตีนที่มี กรด
อะมิโนจำเป็นครบถ้วนทั้ง 9 ชนิด ซึ่งเป็นกรดอะมิโนธรรมชาติที่มีส่วนสำคัญในการช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ วิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะฟอสฟอรัสและแคลเซียมซึ่งถือเป็นจุดเด่นของนมโคและเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

นอกจากนี้ ในน้ำนมโคยังมี น้ำตาลแลคโตส น้ำตาลตามธรรมชาติซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้นมโคมีค่า Glycemic Index (Low GI) หรือมีค่าการปลดปล่อยพลังงานที่ต่ำ ซึ่งมีประโยชน์คือร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายของนักกีฬาได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องยาวนาน

ล่าสุดมีงานวิจัยจากวารสารวิชาการด้านกีฬาและโภชนาการชั้นนำ JISSN (Journal of the International Society of Sport Nutrition) ระบุว่า “นมโค” เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อและเพิ่มความอึดให้กับนักกีฬาได้ดีกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่ทั่วไป โดยงานวิจัยดังกล่าวให้นักกีฬาที่มีสุขภาพสมบูรณ์โดยให้ออกแรงภายใต้ความสามารถในการออกกำลังสูงสุดจนเหนื่อย หมดแรงและให้นักกีฬาสุ่มเลือกเครื่องดื่ม 1 ชนิด จากเครื่องดื่ม 3 ประเภทระหว่าง น้ำเปล่า นม และเครื่องดื่มเกลือแร่ โดยให้ดื่มในช่วงการหยุดพักเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนเริ่มออกกำลังกายอีกครั้ง

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ของการเก็บข้อมูลโดยผลสรุปพบว่า นักกีฬาที่ดื่มนมหลังการออกกำลังกายมีอัตราการฟื้นตัวได้เร็วกว่า (Recovery) และมีความอึด (Endurance) ในการใช้แรงออกกำลังกายต่อไปได้นานกว่านักกีฬาที่ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ถึงร้อยละ 34 และนักกีฬาที่ดื่มน้ำเปล่าถึงร้อยละ 93 ผลการศึกษาชุดนี้แสดงให้เห็นว่า “นมโค” เป็นเครื่องดื่มสปอร์ตดริ้งค์ยุคใหม่ที่เหมาะสำหรับนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเนื่องจากสารอาหารในนมโคช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อให้ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มและมีความพร้อมในการเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่อย่างแท้จริง

5 ศิลปินอิสระ ฝีแปรงดี จิตใจงาม โชว์ผลงาน ‘วาดด้วยใจรัก ครั้งที่ 3’ สมทบกองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย รพ.จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281444

5 ศิลปินอิสระ ฝีแปรงดี จิตใจงาม โชว์ผลงาน ‘วาดด้วยใจรัก ครั้งที่ 3’ สมทบกองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย รพ.จุฬาฯ

5 ศิลปินอิสระ ฝีแปรงดี จิตใจงาม โชว์ผลงาน ‘วาดด้วยใจรัก ครั้งที่ 3’ สมทบกองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย รพ.จุฬาฯ

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นิทรรศการจิตรกรรมสีน้ำและสีอะคริลิกเพื่อการกุศล ผลงานฝีแปรงของ 5 ศิลปินอิสระ ประกอบด้วย ม.ร.ว.เทพกมล เทวกุล, คุณหญิงขวัญตา เทวกุล ณ อยุธยา, ทิพวรรณ เตชะวิจิตร์, ขวัญชนก เตชะวิจิตร์, อ.ภัชราวุฒิ พัดสูงเนิน อาจารย์ผู้สอนพร้อมด้วย ศ.วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ ร่วมกันอวดโฉมผลงานในพิธีเปิดนิทรรศการ “วาดด้วยใจรัก ครั้งที่ 3” ภายใต้แนวคิด “กิจกรรมศิลปะ” ณ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ได้รับพระกรุณาจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ ที่สร้างความปลาบปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นพลังผลักดันอันสำคัญยิ่งที่ทำให้กลุ่มศิลปินมีกำลังใจที่จะจัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมต่อไป

จุดเริ่มต้นของงานในครั้งนี้ ย้อนไปเมื่อประมาณปี 2552 ได้มีการพบปะรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณ ที่ต่างมีปณิธานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเป็นกิจกรรมเพื่อการกุศลด้วยต้นทุนที่มีเหมือนกัน คือ ความสนใจและชื่นชอบงานด้านศิลปะทำให้เกิดการรวมตัวกันอย่างจริงจัง เพื่อเรียนรู้งานด้านศิลปะเพิ่มเติม โดยมีอ.ภัชราวุฒิ พัดสูงเนิน จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นอาจารย์ผู้สอนจนเกิดเป็นศิลปินกลุ่มนี้ขึ้นมา นำโดย คุณหญิงขวัญตา เทวกุล ณ อยุธยา และกลุ่มเพื่อนที่ต่างใช้ความสามารถด้านศิลปะ กับความประทับใจจากการเดินทางมากมายทั้งในและต่างประเทศมาเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญที่ทำให้เกิดจินตนาการ และถ่ายทอดเรื่องราวในผืนผ้า เพื่อเป็นการแบ่งปันความงดงามและความสุขให้กับผู้อื่น เมื่อมีผลงานมากมาย จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการเพื่อการกุศล “วาดด้วยใจรัก” ขึ้นมา เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายภาพมอบเป็นการกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคม

สำหรับนิทรรศการ “วาดด้วยใจรัก” จัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 3 กลุ่มศิลปินอิสระ ได้รวบรวมผลงานทั้งสีน้ำและสีอะคริลิกกว่า 100 ภาพ กับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานจากประสบการณ์การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ และเหตุการณ์รอบๆ ตัวมาถ่ายทอดด้วยเทคนิคของแต่ละคนที่ถนัดซึ่งการจัดนิทรรศการ 2 ครั้งที่ผ่านมา ผลงานของศิลปินกลุ่มนี้เป็นที่ยอมรับจากผู้ชมว่ามีคุณภาพและความงามที่น่าสนใจ ที่สำคัญ การจัดนิทรรศการ“วาดด้วยใจรัก” ครั้งที่ 3 เป็นการส่งต่อความรักให้แก่ผู้อื่น โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนโครงการ “กองทุน ส.ธ.เพื่อผู้สูงวัย” โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, มูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย, มูลนิธิชัยพัฒนาและมูลนิธิอื่นๆ นิทรรศการเปิดให้ชมได้ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันอาทิตย์ที่23 กรกฎาคม 2560 ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา กับคณะผู้จัดนิทรรศการ อนุทิพย์ ไกรฤกษ์,
คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน และ ศิลปิน ทิพวรรณ เตชะวิจิตร์

คุณแหน : 19 กรกฎาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281381

คุณแหน : 19 กรกฎาคม 2560

คุณแหน : 19 กรกฎาคม 2560

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll ศ.นพ.อุดม คชินทร รักษาการอธิการบดี และ ศ.นพ.ดร.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รับมอบเงินบริจาค ล้านบาท จาก ดร.ปิยะ จงวัฒนา และครอบครัวเพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษาณ อาคารอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันอังคารที่11 ก.ค. …

 

ll สมเป็นเพื่อนรักทั้งยามทุกข์ ยามสุข เมื่อ พลโทอิสระ วัชรประทีป ได้ยินข่าวไฟไหม้บ้านแถวซอยระนองห่างจากบ้าน สัมพันธ์ รัตนจันทร์ ไม่กี่หลังจึงรีบรุดมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อนรักทันทีด้วยความเป็นห่วง…

ll ดังไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ เดี๋ยวก็ออกรายการตี๋อ้วนชวนหิวของตี๋อ้วน เดี๋ยวก็รายการพ่อลูกสุดฤทธิ์ ของ ชลิตเฟื่องอารมย์ ล่าสุดนี้ เอ๊ด ภิรมย์ พาร้าน“อย่างเก่าก่อนไปอัดรายการ ครัวคุณต๋อย ของ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ อีกแล้ว…

ll เมล่อนและมะเขือเทศราชินี จากปลาดิบฟาร์ม ของ พริว ภิรมย์ ขายดิบขายดี วางขายที่ร้านปลาดิบแผล็บเดียว
หมดเกลี้ยงชั้น ใครอยากได้ต้องแจ้งล่วงหน้านะคะ…

ll เสียใจด้วยกับ พิชา ดำรงค์พิวัฒน์ ที่สูญเสียศรีภรรยาสุดที่รัก วาสุกรี ด้วยโรคมะเร็ง มีพิธีฌาปนกิจศพไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา…

ll ยินดีกับคุณพ่อ-คุณแม่พลตรีปริญญา-ปรารมภ์รัตน์ โชติกเสถียร ที่ลูกชายปวริศร์ ได้รับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ สาขาวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัย De Montford สหราชอาณาจักร ลูกไม้หล่นใต้ต้น…

ll ชนกมณฐ์ รักษาเกียรติ์ ทำให้คุณแม่ วชิรา หอมศิลป์กุล ภาคภูมิใจยิ่งในฐานะที่ลูกสาวเป็นนักสร้างภาพ (Identity designer) ผู้สร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าในองค์กรใหม่ๆ หลายแห่งล่าสุด คือการออกแบบ City Branding ของยะลาได้ออกมาสวยงาม เป็น Bird City สื่อถึงอัตลักษณ์ของยะลา โดยนำจุดเด่นของยะลาทั้ง พื้นที่สีเขียว นกเขาชวา มีการสรรค์สร้างหลายอย่าง ทั้งตัวMascot กราฟิกสิ่งแวดล้อม ลายผ้า แผนที่ ท่าเต้นซึ่งสื่อถึงนกและแม้แต่ MV เหนือสิ่งอื่นใดที่เธอทำทั้งหมด คือ เพราะเธอรักประเทศไทย…แฟ้มประวัติขอปรบมือให้…

ll เรื่องของพลเมืองดีที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันที่เกิดกับวลัยลักษณ์ อนุพันธนันท์ ขณะที่เธอขับรถอยู่บนถนนงามวงศ์วาน
ขาออกกำลังจะขึ้นสะพานข้ามแยกแคลาย อยู่ดีๆ ก็มีหมวกกันน็อกกลิ้งไหลลงมาจากสะพานอย่างเร็ว แล้วก็ไหลเข้าไปในใต้ท้องรถ ผลคือรถวิ่งได้สักพักก็ต้องจอดสนิท เพราะหมวกมาค้ำตรงท้องรถด้านหน้า อารามตกใจเปิดไฟฉุกเฉิน/เปิดกระโปรงหลัง ให้สัญญาณรถด้านหลัง แล้วไปก้มๆเงยๆ ดูใต้ท้องรถ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ แล้วก็มีพลเมืองดีชาย-หญิงมาจากคนละทิศละทาง เอื้อเฟื้อให้ความช่วยเหลือเขี่ยหมวกกันน็อกออกมาจากใต้ท้องรถด้วยความรวดเร็ว เธอได้มีโอกาสถามชื่อน้องผู้หญิงว่าชื่อ“เตย”แต่ถามชื่อน้องผู้ชายไม่ทัน ใครที่อ่านข่าวนี้แล้วรู้ว่าเป็นท่านเองก็โปรดรับทราบด้วยว่าคุณเป็นคนดี มีน้ำใจ เป็นตัวอย่างของพลเมืองดีสำหรับการเข้ามาเสี่ยงช่วยเหลือคนกลางถนนแบบนี้กับขอฝากไปยังผู้ขับมอเตอร์ไซค์ทั้งหลาย โปรดช่วยขยับรัดหมวกกันน็อกบนศีรษะของพวกคุณให้แน่นๆ อย่าให้ความสะเพร่าหรือเลินเล่อของพวกคุณทำให้เพื่อนร่วมถนนต้องเดือดร้อนหรือเกิดอุบัติเหตุเลย ถ้ารถที่วิ่งมาด้วยความเร็วเจอเหตุการณ์แบบนี้ อาจจะเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้…ll

 
หนูภาฯ

Art centre gets dusty for a purpose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/art/30336459

Art centre gets dusty for a purpose

Art January 17, 2018 12:25

By THE NATION

Greenpeace Southeast Asia is hosting the art exhibition “Right to Clean Air” at the Bangkok Art and Culture Centre through January 28 – and all the art is made from dust.

Ruangsak Anuwatwimon created the artworks and photographs to raise awareness about the effects of air pollution and convince the Pollution Control Department to include particulates less than 2.5 microns in size in its Air Quality Index.

The installation “Memory” is a sculpture of a child, mother and elder that stresses the urgency to address the problem of pollution.

Surrounding it are more than 20 other installations fashioned from leaves covered in dust and collectively titled “Monolith Souvenir”.

 

The photos bear witness to the dangers caused by airborne particulates under 2.5 microns in size.

There are talks on topics such as “Where is Thailand in the PM2.5 Air Pollution Issue?”, “Smart and Sustainable City, 4.0 or 0.4?” “Transboundary Air Pollution in Southeast Asia” and “Dust Talk – Behind the Scenes of Polluted Places”.

Ruangsak, who attended the Poh-Chang Academy of Arts, believes that art’s function is able to make the world a better place. In 1994 he began recognising the possibilities that exist beyond merely presenting two-dimensional art.

The colours of feng shui

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/art/30336128

The colours of feng shui

Art January 15, 2018 01:00

By KUPLUTHAI PUNGKANON
THE NATION

2,266 Viewed

Renowned artist Yun Long Zi brings his amazing collection of paintings rendered in gold, silver, and gemstones to Bangkok

IN AN INCREASINGLY uncertain world, a home that’s a haven of peace and prosperity is important to us all and, for many, that means turning to the traditional beliefs of feng shui. This ancient Chinese philosophy is not just about spatial arrangement, though, but is also applicable to art.

And now there’s a chance to see the very best of that art as renowned Singaporean feng shui master, Yun Long Zi, is showcasing 108 of his works worth a staggering Bt1 billion in an exhibition running at the Emporium shopping complex from Thursday through next Sunday.

Organised in collaboration with United Overseas Bank (UOB), “Colours of Prosperity and Elegance: The Feng Shui Art of Emeritus Master Yun and Lotus on Water” is part of what Yun calls “Celebrationism”, a movement that celebrates his work.

“The unifying quality of my art is that it celebrates all things worth celebrating, from health to wealth, and from relationships to prosperity. I focus on the positive energies and elements that I can draw on, such as love, joy, peace and hope.

“These are the subject matter that my art symbolises. Each piece is rendered in prized materials such as 18K and 24K pure gold and silver and infused with my inspiration of bringing prosperity and good fortune to people. I call them this subject matters ‘Heavenly Time’, ‘Earthly Resources’ and ‘Human Will’ and they are represented by outstanding characteristics. For example, the paintings change as day moves into night with phosphorescent paint that glows and comes alive in UV light,” says Yun, founder of the Lotus on Water Gallery.

Yun comes from a long time of feng shui masters and has absorbed the knowledge passed down by five generations of his family. His inclination towards Chinese and Western arts started at an early age and his work won him the Singapore Youth Festival art exhibition in his teens. He graduated top of the NTU School of Arts and School of Science with first-class honours in Chinese language and cultural studies and also won the Dr Wu Teh Yao Book Prize.

“There are as many as 18 layers on a single painting, eight at the very least. I use gold, silver, copper, minerals and precious stones to create colours. All these mean prosperity.

“Gold is a wonderful material. It doesn’t change colour even if you put it in the sun. When you put in the fire, it doesn’t reduce in weight, and when you put through water it does not rust. These are the unique qualities of real gold,” he says.

“Silver has the beneficial effect of killing bacteria. For example, when you put the milk in a silver cup, it will not spoil so easily. So it is about preservation. Prosperity is temporary, so you want it to last as long as possible and travel through the generations. That’s why we use silver.

“The peacock is about elegance. I think it is an animal from heaven. It has beautiful, big and heavy feathers, and that makes it difficult for the bird to run away from danger or to find food. It is the kind of animal that should not last but it does and gloriously too. I use the peacock in my painting to represent the glorious life, a being that God protects. When you look at the painting in the daytime you see a peacock. At night, when you turn on the UV light, it looks like the planet and the galaxy. So it tells us the truth of the universe. The universe follows the laws of attraction. The earth moves around the sun because the earth is attracted to the sun, and the moon revolves around the earth also because of attraction. When you have the energy of attraction, you attract all the good things into your life – in other words, prosperity. That’s the feng shui power,” Yun explains.

While some of his paintings are rendered on Chinese rice paper, many of those displayed in this exhibition are painted on a special paper known as dong ba. This, he says, is s handmade by tribal shamans using herbs from mountain ranges. Dong ba paper is believed to be sacred and can last for more than 1,000 years. His paintings are also crowned by precious natural elements such the gold and silver already mentioned plus bronze and natural vermilion ink. The latter is believed to be effective in warding off evil while bringing to life good wishes conveyed from the symbols in the paintings.

His images celebrate the best of nature’s wonderful palette and in all its magical glory, from flora to fauna – peacocks, cranes, cranes, Hulu plants, eagles and his signature peonies, as well as vistas and landscapes that encompass the smallest of creatures and the precious lives they lead.

His sculptures of Guan Yin and the Buddha are hand-sculpted from crystal.

“My grandfather is a poet, and a calligrapher. He wrote classical poetry. He told me I should not write classical poem, I asked him why. He replied, ‘who is going to understand it, you are writing something that cannot touch people, where is the relevance? It has no use’.

We have to preserve our traditions but tradition can only last forever when it is relevant to modern people. I feel that we have to ask ourselves, why do we want to do this? Why do we do feng shui for people to become richer, more prosperous, more elegant, become respected or win love? But if that what people need and want, we have to preserve that. And then we have to translate it so that it is relevant to modern people. So we have to adapt while keeping the essence, the beauty, and the spirit of the past. It must still bring prosperity and elegance and must help people achieve good relationships, wealth or become famous,” he |says.

The artist as writer

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/art/30336117

  • The painting “Soul of Chamoi and an Artist on the Beach” is on the cover of her novel “A Flowery Cry of Birth”. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery
  • Araya Rasdjarmrearnsook views her 2016 installation “Dead Ovary Lullaby”. Nation/Rachanon Intraragsa
  • A naked figurine represented Western sensibilities contrasts with modestly clothed Thai at right in an installation. Nation/Rachanon Intraragsa
  • The sculpture’s inscription reads “An Artist is Trying to Return to Being a Writer”. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery. Nation/Rachanon Intraragsa
  • Another segment of the installation features a painting. Nation/Rachanon Intraragsa
  • The 2017 installation “Some Unexpected Events Sometimes Bring Momentary Happiness” reflects a close relationship with a pet dog named Makrood. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery
  • Araya performs as dual characters in the video “Betweenness in ‘I was told that your work is more or less too sad for Christmas’”. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery
  • In the video “The Cruel”, Araya criticises art education in Thailand. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery

The artist as writer

Art January 15, 2018 01:00

By PHATARAWADEE PHATARANAWIK
THE NATION

In videos, insatllations and now words, Araya Rasdjarmrearnsook looks back on a contentious life

At age 60, Araya Rasdjarmrearnsook has retired from Chiang Mai University, where she was a professor of fine and applied arts, given to occasional controversy in the course of a three-decade teaching career. Her ambition lately has been to get back to writing, her other love.

But retirement is likely a meaningless concept to the multitalented Araya, as became clear in her just-ending exhibition at Bangkok’s 100 Tonson Gallery, where the whole story was told in “An Artist is Trying to Return to ‘Being a Writer’”.

It proved to be a perfect interweaving of her conceptual art and literature.

The painting “Soul of Chamoi and an Artist on the Beach” is on the cover of her novel “A Flowery Cry of Birth”. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery

And, at the exhibition’s final evening on Thursday, she’ll launch her latest novel, “A Flowery Cry of Birth”, the fruit of her efforts during the show’s six-month run to achieve that “return” to writing, an endeavour the gallery commissioned.

The idea was to showcase Araya’s other talent, long overshadowed by her art. It’s been a success, so much so that Araya’s writing and art are intricately knitted together and virtually indistinguishable from one another.

Interestingly, she finds both pursuits equally therapeutic.

“I began writing when I was studying at Silpakorn University’s Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Art,” she says. “I wrote for the university’s journal. One of my articles criticised the idea of college hazing.”

Araya was a more active writer while pursuing a master’s degree in Germany in early 1990s, during which time she’d interview women labourers as part of her research. She’d write up her notes in Thai. “Writing in my mother tongue made me feel closer to home.”

She’s since written features and art criticism for the newspapers Matichon Weekly and Krungthep Thurakit and the magazines Lalana and Ploy Kam Petch.

“A Flowery Cry of Birth” is Araya’s fifth novel, after “Art Affair”, “Eastern Lady”, “Conversation with Death on the First Path on My Life” and “(He) is an Artist”.

Just as in her art, the writings are boldly liberal, avant-garde and thought provoking, tackling feminist issues and deeply emotional matters such as mourning and loss.

One of her best-known themes involves blurring the boundary between art and life. In a milestone undertaking, an acclaimed installation arose from feelings about deaths in her family, her own illness, the stray dogs she took in as pets, and her personal “academic revolution”.

In performance art, she dressed actual human corpses and read to them. She gave a lecture while pretending to be heavily pregnant. Her work, often controversial, has resulted in her name being mentioned along with those of Marina Abramovic, Barbara Kruger and Yayoi Kasuma.

Araya has participated in the world’s foremost festivals of contemporary art, including Documenta (13) in Germany and the Venice Biennale. In 2015, New York City’s Sculpture Centre hosted her first retrospective in the United States.

The show at 100 Tonson Gallery features recent works in poetry, performance art, video, sculpture, painting and installation.

In the video “The Cruel”, Araya criticises art education in Thailand. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery

The standout piece is “The Cruel”, made last year, a two-channel video drawing on her experience defending her course-work for Chiang Mai University’s Multidisciplinary Art Department. It features a humorous re-enactment of her meeting with other esteemed art professors, who critique Araya’s art. It reveals the tense debate over what’s considered permissible and moral in Thai art.

“The Cruel” has echoes in another video made last year, “I was just told that my work is more or less too sad for Christmas”. Araya appears as two different characters on separate channels, in conversation about death, illness, the joys of youth and long-held desires.

One character is an academic, the other not, but the discussion is more profound and philosophical than what’s heard in “The Cruel”.

Araya Rasdjarmrearnsook views her 2016 installation “Dead Ovary Lullaby”. Nation/Rachanon Intraragsa

“Niranam Yummayooshi” from 2015 is a soundless video playing alongside “The Dead Ovary Lullaby”, a sculpture from a year later of two sleeping figures – a woman and dog slumbering on a metallic bed that could be a coffin or a womb. It represents Araya and her pet dreaming of the next life.

Another pooch appears in the 2017 installation “Some Unexpected Events Sometimes Bring Momentary Happiness”. This is Makrood, and in the video they’re playing in a backyard. Nearby is a sculpture of Makrood with broken legs – the state he was in when Araya rescued him from the street.

A naked figurine represented Western sensibilities contrasts with modestly clothed Thai at right in an installation. Nation/Rachanon Intraragsa

The sculpture “An Artist is Trying to Return to Being a Writer” takes the form of two bodies in two different states, gloriously alight and gloomy in despair, joined by two figurines, one naked and one clothed (both Araya), signifying contrasting sensibilities between West and East.

What we’re witnessing here is Araya’s disdain for restrictions being imposed on art in Thailand, with sculptures and fanciful dream projections juxtaposed like rivals – lightness and shadow, representation and repetitiveness, tranquillity and conclusion, birth and death.

Araya performs as dual characters in the video “Betweenness in ‘I was told that your work is more or less too sad for Christmas’”. Photos courtesy of 100 Tonson Gallery

And all of this is re-examined in her new novel.

For six months Araya abandoned art to immerse herself in writing the book, the longest she’s produced so far. It’s been described as a brilliant amalgamation of elements from her previous writings and her experiences as an artist.

The book, we’re told, explores the psychology of a woman in different phases of life, from tragic childhood to existential pain. It has heart-wrenching stories about relations between humans and between humans and animals, and it’s filled with “many erotic possibilities”.

 DUALITY IN EXPRESSION

– Araya Rasdjarmrearnsook will unveil her book “A Flowery Cry of Birth” at 100 Tonson Gallery on Thursday at 2pm.

– Afterwards there will be a discussion in Thai among author Sirem-orn Unhathoop, Adadol “May” Ingawanij, lecturer and independent translator Matt Changsupan.

– Find out more at http://www.100TonsonGallery.com and (02) 010 5813.