จีดีพีภาคเกษตรไตรมาส3โต4.5 สศก.มั่นใจขยายต่อเนื่อง-คาดทั้งปีขยับ3.0-4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301565

x

จีดีพีภาคเกษตรไตรมาส3โต4.5 สศก.มั่นใจขยายต่อเนื่อง-คาดทั้งปีขยับ3.0-4.0

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 3 ปี 2560 (กรกฎาคม-กันยายน) ขยายตัวร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559

สำหรับการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ประกอบกับระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน ในส่วนของสาขาประมง ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงและสัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือภาคใต้ลดลง ขณะที่การผลิตสัตว์น้ำจืดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ปรับตัวดีขึ้น ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อหากพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า

สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 7.4 โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด และเงาะ โดย ข้าวนาปี มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากในช่วงฤดูเพาะปลูก มีฝนตกตามปกติ และปริมาณน้ำฝนสูงค่ากว่าเฉลี่ยในทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้ตามฤดูกาลทั้งในพื้นที่นาลุ่มและนาดอน รวมถึงพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่างในปีที่ผ่านมา ข้าวนาปรัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่มีมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่กระทบแล้งในช่วงออกดอก มันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยปริมาณน้ำเพียงพอ ประกอบกับเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ที่เหมาะสม กับ ยางพารามีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากยางพาราที่ปลูกในปี 2554 ทดแทนพื้นที่พืชไร่ ไม้ผล นาข้าว และปลูกทดแทนในสวนยางพาราเก่า เริ่มให้ผลผลิต ปาล์มน้ำมันมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นปาล์มที่ปลูกใหม่ในปี 2557 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ทำให้ทะลายปาล์มมีน้ำหนักดี

สินค้าที่ราคาเฉลี่ยในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ยางแผ่นดิบ และทุเรียน โดยมันสำปะหลัง แม้มีราคาเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเปอร์เซ็นต์แป้งลดลง ด้านการส่งออก ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560 สินค้าพืชและผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวรวม มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ยางพารา น้ำมันปาล์ม สับปะรดและผลิตภัณฑ์ ลำไยและผลิตภัณฑ์ ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ มังคุด และเงาะและผลิตภัณฑ์ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปริมาณและมูลค่าส่งออกในช่วงดังกล่าวลดลง

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยสินค้าปศุสัตว์ทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มปริมาณการผลิตในช่วงที่ผ่านมาเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกษตรกรมีการดูแลการเฝ้าระวังโรคระบาดได้ดี และสภาพอากาศที่เย็นขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2559 ทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดีราคาในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2560 ไก่เนื้อ และน้ำนมดิบ มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สุกร และไข่ไก่ มีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

การส่งออก ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งเนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและเนื้อไก่ปรุงแต่ง การส่งออกไปยังตลาดหลักทั้งญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน ขยายตัวได้ดี และการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากภายหลังการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อไก่จากไทยได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรตลอดปี 2560 จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0-4.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือนมิถุนายน ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5-3.5 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ขยายตัวได้ในระดับสูงอยู่ที่ร้อยละ 10.3 ทั้งนี้คาดว่าทุกสาขาการผลิต ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ขยายผลร่วมมือกระทรวงวิทย์ ดันเทคโนโลยีพัฒนาเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301557

x

ขยายผลร่วมมือกระทรวงวิทย์ ดันเทคโนโลยีพัฒนาเกษตร

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ในปี 2559 กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำ MOU ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศส่งเสริมการบริหารจัดการเกษตรเชิงพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ในการวางแผนรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยทำให้ทราบถึงข้อมูลพื้นที่น้ำท่วม หรือพื้นที่ภัยแล้ง ทำให้ทราบถึงสถานการณ์ และนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ อาทิ การติดตามพื้นที่เพาะปลูกพืช การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง หรือภัยพิบัติน้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะนำข้อมูลจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้แล้ว ยังร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพบุคลากรของหน่วยงานและจัดทำ Application ด้านการบริหารจัดการเกษตรเชิงพื้นที่และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย โดย 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จะร่วมกันพัฒนาข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกข้าวของประเทศไทยจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อให้เกิดการบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการร่วมกันนำเสนอข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกที่เป็นข้อมูลเดียวกัน

สภาเกษตรกรฯเร่งแก้วิกฤตยาง จ่อชงนายกฯดันเป็นวาระแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301397

สภาเกษตรกรฯเร่งแก้วิกฤตยาง จ่อชงนายกฯดันเป็นวาระแห่งชาติ

สภาเกษตรกรฯเร่งแก้วิกฤตยาง จ่อชงนายกฯดันเป็นวาระแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.09 น.

6 พ.ย.60 นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์การราคายางตกต่ำและมีการเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางตกต่ำของเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ปัจจุบันอุณหภูมิร้อนแรงขึ้นล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุมคณะกรรมการด้านยางพารา ที่ห้องประชุม 2 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพิจารณาโดยฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร องค์กรเกษตรกร สถาบันเกษตรกร บุคคลที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จากการประชุมได้ข้อสรุปตกผลึกเพื่อเสนอแนวทางแก้ไข 5 ข้อ คือ 1.เสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ยางพาราในประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานทุกกระทรวงวางเป็นแผนงานโครงการเพื่อใช้ยางพาราภายในประเทศมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีอาจใช้ ม.44 ประกาศยกเว้น ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ภายในปีนี้ได้ทันท่วงทีในปริมาณที่เยอะขึ้น

2. เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปริมาณการส่งออกหรือระงับการส่งออก ด้วย รมต.ก.เกษตรฯเป็นผู้ดูแล พ.ร.บ.ควบคุมยาง หากนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและสถานการณ์ราคายางในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ตกต่ำอยู่

ส่วน 3. เสนอให้สร้างตลาดกลางยางพาราของประเทศไทย หรือไทยคอม ซึ่งจะเป็นตลาดกลางสำหรับซื้อ-ขายจริง เป็นตลาดจับคู่ระหว่างผู้เสนอขายและผู้ต้องการใช้หรือผู้เสนอซื้อ โดยตลาดนี้ จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและสถาบันเกษตรกร เพราะในระบบตลาดนี้จะมีตลาดท้องถิ่นอยู่ด้วย

4.เสนอให้ กยท.ยกเลิกบริษัทร่วมทุน เนื่องจากไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร

5.เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาองค์กรเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและใหญ่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรสวนยาง และเขยิบจากขายวัตถุดิบเป็นขายผลิตภัณฑ์ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มและความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกร

โดยทั้ง 5 แนวทางจะเสนอประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติลงนามและนำส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม แนวทางในการแก้ปัญหาตามข้อ 1 และ 2 นั้นถ้ารัฐบาลนำไปใช้เลยก็จะส่งผลต่อการปรับตัวราคายางให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการบังคับใช้กฎหมายหากภาคเอกชนไม่สามารถผลักดันราคาให้สูงกว่าต้นทุนเกษตรกรได้ก็ไม่ควรส่งออกจะต้องกระเตื้องราคาขึ้นก่อนเพื่อส่งออกได้  ส่วนแนวทางอื่นนั้นต้องใช้เวลา พร้อมหาภาคีหน่วยงานร่วมแนวทางซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างถาวรแท้จริง

เตือนเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์บก-น้ำ l เกษตรฯย้ำปลายฝนต้นหนาวอากาศเอื้อโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301318

x

เตือนเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์บก-น้ำ l เกษตรฯย้ำปลายฝนต้นหนาวอากาศเอื้อโรคระบาด

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้อุณหภูมิในรอบวันเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ได้ โดยโรคที่มักเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งมีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ โรคอียูเอส และโรคดวงขาว หรือ ตัวแดงดวงขาว และโรคที่มักเกิดกับสัตว์บก ได้แก่ โรคทางเดินหายใจ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคอียูเอส (Epizootic Ulcerative Syndrome; EUS) หรือที่รู้จักกันในชื่อของโรคระบาดปลา ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Aphanomyces invadans ทำให้ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้มีแผลลึกตามตัวและส่วนหัว พบได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลากระสูบ ปลาหมอ เป็นต้น สามารถระบาดจากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่งจากการใช้แหล่งน้ำร่วมกัน

นอกจากนี้ยังมี โรคดวงขาว (White Spot Disease; WSD) เกิดจากเชื้อ White Spot Syndrome Virus (WSSV) เป็นอีกโรคหนึ่ง
ที่เกษตรกรควรเฝ้าระวัง โดยมักเกิดกับกุ้งทะเล เช่น กุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ โดยกุ้งที่มีอาการป่วยจะกินอาหารลดลง เคลื่อนไหวเชื่องช้า ว่ายตามผิวน้ำ หรือเกาะขอบบ่อ และจะมีจุดขาวตามเปลือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 – 2 มิลลิเมตร หรืออาจจะไม่พบจุดขาวก็ได้ ความรุนแรงของโรคดวงขาวจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่อุณหภูมิของน้ำต่ำ คือ ช่วงปลายปีจนถึงต้นปีและฤดูมรสุมที่มีฝนตกติดต่อกันนานๆ

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ เป็ด ไก่ แพะ แกะ หรือ สุนัข แมว ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ทำให้สัตว์มีสุขภาพที่อ่อนแอลงก่อให้เกิดโรคระบาดในสัตว์ได้ง่าย โดยเฉพาะโค-กระบือที่มักเกิดโรคทางเดินหายใจ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ ส่วนสัตว์ปีก อาทิ ไก่ เป็ด ก็มักจะเกิดโรคอหิวาต์ หรือนิวคาสเซิล ซึ่งเป็นโรคระบาดที่มีความสำคัญมาก เพราะมีการระบาดติดต่อกันอย่างรวดเร็ว และทำให้ไก่ตายเป็นจำนวนมาก

เกษตรบูรณาการ : ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะจริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301316

เกษตรบูรณาการ : ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะจริงหรือ

เกษตรบูรณาการ : ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะจริงหรือ

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดสถานการณ์น้ำต่อเนื่องปีนี้ พ.ศ. 2560 ต้องบอกว่า มีการถกเถียงกันเยอะ เทียบเท่ากับปี 2554 ที่มีน้ำท่วมหนัก ทั่วทุ่งอยุธยา ลามเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เล่นเอาคนกรุง ต้องแจวเรือกันเป็นเดือนในหลายเขต ซึ่งวันนี้ยังมีการถกเถียงกันว่า ปีนี้กับปี 2554 ปีไหนหนักหนาสาหัสและเดือดร้อนมากกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ปีนี้ ว่ากันว่า กระทรวงเกษตรฯ เขาได้มีการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำทั้งระบบ โดยว่ากันว่า ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ” สั่งให้ดำเนินการวางแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบ

กรมชลประทาน เขารับลูก จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ” บูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานช่วยป้องกันน้ำท่วม ภัยแล้ง ซึ่งทั้งหมดได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปช่วงกลางเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะที่ภาษาฝาหรั่ง คือ Smart Water Operation Center หรือ SWOC ถือเป็นศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลน้ำจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ทั้งช่วงวิกฤติน้ำท่วมและภัยแล้ง ให้สามารถวางแผนร่วมกันติดตามแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรวางแผนทำการเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ โดยมีระบบฐานข้อมูลกลางและระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ซึ่งนั่นรวมถึงการวางระบบการรับมือ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ งานนี้ดีแค่ไหน มาไล่เรียงกันปีนี้ถือว่า น้ำค่อนข้างเป็นปัญหาหลัก โดยมีปัญหาน้ำท่วมแทบทุกภาคของประเทศไทย ไล่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สกลนคร  นครพนม ล่าสุด ขอนแก่น ยังมีปัญหาน้ำท่วม ที่ยังต้องแก้ปัญหา และล่าสุด ไล่ลงไปถึงใต้ ที่ยังต้องรับมือต่อเนื่อง เพราะปีนี้ปัญหาน้ำหากพูดความจริง หนักกว่าปี 2554 เยอะ เพราะมีปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศ

แต่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือ คือพี่น้อง แถวทุ่งเจ้าพระยา บางพื้นที่  กรมชลประทานบอกว่าขอเป็นพื้นที่รับน้ำ โดยเฉพาะเสนา -บางบาล วันนี้ยังจมอยู่ในน้ำมานานหลายเดือน อย่างน้อย 5 เดือน ส่วนที่มันน่าเศร้ามากกว่านั้น คือ ตั้งแต่มีการตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ” ของกรมชลประทาน ชาวบ้านที่เขาเดือดร้อนเขาท้าให้ท่านรัฐมนตรี ที่บอกว่ามีแนวทางแก้ปัญหาภาคการเกษตรบนกระดาษ A4  มาดูกันว่า มันลำบากและมีปัญหาหนักหรือน้อยกว่า ปี 2554 ไหนเอากันชัดๆ ชาวบ้านบอกว่าระดับน้ำ ปี 2560 ต่ำกว่า แนวน้ำท่วมเดิมแค่ 30 เซนติเมตรเท่านั้น แต่ที่มันมากกว่านั้น คือ ปี 2554 ท่วมหนักแค่เดือนตุลาคม เดือนเดียว แล้วจบไป แต่วันนี้มีท่วมเป็นระลอกๆ การบริหารจัดการของกรมชลประทาน คิดเองว่าเดือดร้อนขนาดไหน

มาวันนี้ขอทิ้งท้ายให้คิดกันให้มาก ว่าทำไม เมื่อมีข่าวการปรับครม. มันถึงมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ด้วยทุกครั้ง ก็เพราะแก้ปัญหาแบบบ้านๆไม่เป็นหรือเปล่า ทุกอย่างต้องอัจฉริยะ ที่ชาวบ้านเขาเข้าไม่ถึงจนต้องจม อยู่ในน้ำมาหลายเดือน ยังไงลองคิดง่ายๆลองดูนะขอรับ เผื่อจะรู้ว่าชาวบ้านเขาคิดอย่างไง ลองคิดแบบพอเพียง  แล้วท่านอาจจะรู้ว่า เพียงพอหรือยัง
ที่นั่งเก้าอี้ตรงนี้

ราชดำเนิน

กรมชลลดระบายน้ำ ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดสถานการณ์ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301317

x

กรมชลลดระบายน้ำ ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดสถานการณ์ท่วม

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารผู้จัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และการรับน้ำของฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก โดยมีการปรับลดการระบายน้ำภาพรวม 300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่งตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคมจนถึงปัจจุบัน ลดลงไปแล้ว 150 ลบ.ม./วินาที โดยทางฝั่งตะวันตกลดลงไป 90 ลบ.ม./วินาที และฝั่งตะวันออกอีก 60 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เริ่มลดลงประมาณ 15-20 ซม. ส่วน อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี และ จ.อ่างทอง ลดลง 10 ซม. ส่วนบริเวณคลองโผงเผง และคลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลงประมาณ 6-8 ซม. และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำที่ผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ลดลงตามลำดับ รวมทั้งได้มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่บริเวณปากแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย สำหรับแผนการระบายน้ำออกจากทุ่ง กรมชลประทานได้เริ่มระบายน้ำออกจากทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เริ่มระบายน้ำอีก 12 ทุ่งตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

เร่งเฟ้นปราชญ์เกษตรภาคตะวันตก 2เขตเปิดรายชื่อจำแนก4สาขา รับการสรรหาปราชญ์แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300820

x

เร่งเฟ้นปราชญ์เกษตรภาคตะวันตก 2เขตเปิดรายชื่อจำแนก4สาขา รับการสรรหาปราชญ์แผ่นดิน

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอานัติ วิเศษรจนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับเขต
เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ให้มีการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2561 เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณความดี มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สมควรเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดินให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์และความสามารถสู่สังคม

ในส่วนของการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ภาคตะวันตก ประกอบด้วย เขต 4 กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และเขต 5 ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ได้มอบหมายให้คณะกรรมการสรรหาที่เป็นเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและผู้แทนในสังกัดทั้ง 2 เขต พิจารณาทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่คัดเลือกบุคคลแต่ละสาขา การดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลผลงาน การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลประกอบการพิจารณา

ด้าน นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า คณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรระดับเขตเรียบร้อยแล้วทั้ง 4 สาขา ประกอบด้วย 1.สาขาปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย คือ เขต 4 ได้แก่ นายเดชา ศิริภัทร จ.สุพรรณบุรี เขต 5 ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์, สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เขต 4 ได้แก่ นายยืนยง เหมือนปอง จ.กาญจนบุรี และนายสุธรรม จันทร์อ่อน จ.นครปฐม เขต 5 ได้แก่ นายสวาท เกตุมงคล จ.เพชรบุรี และนายสุทัศน์ รอดคลองตัน จ.สมุทรสาคร, สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น เขต 4 ได้แก่ นายเสถียร มาเจริญรุ่งเรือง จ.กาญจนบุรี และว่าที่ร้อยโทบัญชา หนูเล็ก จ.ราชบุรี เขต 5 ได้แก่ นายวิโรจน์ กอนสุข จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายประวิตร คุ้มสิน จ.สมุทรสงคราม, สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย เขต 4 ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์ เขต 5 ได้แก่ นายกฤตกร แซ่เอี๊ยบ จ.สมุทรสาคร โดยจะนำเสนอชื่อต่อคณะอนุกรรมการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินเพื่อพิจารณาต่อไป

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด ต้นแบบสหกรณ์เพื่อการพัฒนาครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300817

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด ต้นแบบสหกรณ์เพื่อการพัฒนาครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2517 สมาชิกแรกตั้ง 105 ราย ปัจจุบันมี 2,514 ราย มีภารกิจประกอบด้วย การส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์ ให้ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม เป็นที่พึ่งและบรรเทาความเดือดร้อนแก่สมาชิกได้ และกำกับ ดูแล สนับสนุนและคุ้มครองสหกรณ์ ให้มีการพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันด้านการค้าและการให้บริการ พร้อมทั้งอนุญาตให้สมาชิก หรือหน่วยงาน หรือองค์การต่างๆเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตรับผิดชอบ การถือครองที่ดินของสมาชิก การควบคุมเงินทุนและเงินรายได้ทุกประเภท การออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่สมาชิกที่มีคุณสมบัติครบ ซึ่งมีเป้าหมายการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน นิคมสหกรณ์แม่แตง คือ สมาชิกนิคมสหกรณ์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.3) แล้ว จำนวน 1,503 ราย   2,647   แปลง   เนื้อที่ 12,408 – 2 – 85 ไร่ โดยสมาชิกนิคมสหกรณ์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.3) แล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตราที่ 11 พร้อมที่จะออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ต่อไป

ขณะที่ ผลงานเด่นคือ โครงการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกถั่วเหลือง แฟร์เทรด มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองให้ดำเนินกิจกรรมทั้งด้านการเพาะปลูก การจำหน่ายผลผลิต การจัดการกลุ่มที่สอดคล้องกับมาตรฐานแฟร์เทรดสากล โดยบริษัท นอร์ธเทอร์นฟู้ด คอมเพล็กซ์ จำกัด เป็นผู้ซื้อและผู้ให้การสนับสนุนกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 36 ราย พื้นที่เพาะปลูก 134 ไร่ มีปริมาณผลผลิต 65.5 ตัน ฤดูการผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 488 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกกลุ่ม

สหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด จึงเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีความโดดเด่นเรื่องการดำเนินธุรกิจด้านถั่วเหลืองร่วมกับสมาชิกที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร ในโครงการศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกเพื่อสร้างรายได้ สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกไปจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต ตลอดจนการจัดจำหน่ายสินค้าให้กับสมาชิก ทำให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิด “แหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอด ต่อยอด ยั่งยืน” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ อีกทั้งยังได้ความรู้ทางด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการอนุรักษ์ดินและน้ำ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาปรับใช้ในชุมชน มีการบริหารและจัดการกลุ่ม และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน มีการอนุรักษ์พันธุ์พืชและควบคุมคุณภาพ “ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60” เป็นรูปแบบนำร่องการผลิตถั่วเหลืองอย่างยั่งยืนอีกด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด สนองนโยบายภาครัฐผ่านวิธีการสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300822

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด สนองนโยบายภาครัฐผ่านวิธีการสหกรณ์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด สนองนโยบายภาครัฐผ่านวิธีการสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด จ.อุตรดิตถ์ เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่สามารถดำเนินงานตามเจตนารมณ์การเป็นสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการบริการอย่างเป็นมิตร ด้วยธุรกิจครบวงจร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เอื้ออาทรต่อสมาชิกและชุมชน จนส่งผลให้มวลสมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

นายเสนอ บุญบุตร ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด ดำเนินงานมากว่า 34 ปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติ ด้านสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้ตามวิถีสหกรณ์ โดยเชื่อว่าวิธีการสหกรณ์จะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกให้มีความอยู่ดีกินดี สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ซึ่งการดำเนินงานของสหกรณ์ ดำเนินการภายใต้ 3 โครงการหลัก คือ โครงการนาแปลงใหญ่ที่เป็นแปลงต้นแบบปี 2559 โครงการโคขุนสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด และโครงการ Young Smart Farmer

สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่ที่เป็นแปลงต้นแบบปี 2559 นั้น มีสมาชิกเข้าร่วม 770 ราย พื้นที่จำนวน 20,000 ไร่ ผลิตทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ข้าวเพื่อส่งเข้าโรงสี และข้าวโภชนาการ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโรงคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว อีกทั้งยังมีแนวทางในการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของสมาชิก โดยสหกรณ์ได้ผลักดันให้สมาชิกเข้าสู่มาตรฐาน GAP แล้ว 70 ราย ในปี 2560 ตั้งเป้าขยายเพิ่มขึ้น 280 ราย ซึ่งหลังจากที่สมาชิกได้เข้าร่วมนาแปลงใหญ่ ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนลงได้ จากเดิมต้นทุนต่อไร่อยู่ที่ 4,403 บาท ปัจจุบันเหลือเพียง 3,808 บาท ลดลงถึง 582 บาท/ไร่ และตั้งเป้าจะลดต้นทุนการผลิตของสมาชิกให้มากขึ้น โดยส่งเสริมให้สมาชิกเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกมาก ซึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การสนับสนุนงบการก่อสร้างโรงสีข้าวขนาดเล็ก เพื่อใช้ในการสีข้าวอินทรีย์ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ ของสหกรณ์จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนและสมาชิก

ส่วนโครงการโคขุนสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด เป็นโครงการที่ดำเนินการควบคู่ไปกับนาแปลงใหญ่ เป็นการสร้างอาชีพเสริมจากการทำนาให้แก่สมาชิก เพื่อลดความเสี่ยงกรณีที่ผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ หรือราคาตกต่ำ ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้สมาชิก จำนวน 14 ราย ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ กู้เงินจากสหกรณ์ลงทุนเลี้ยงโคขุน อัตราดอกเบี้ยต่ำ 6 บาท/ปี เลี้ยงร่วมกันบริเวณโรงเลี้ยงของสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การสนับสนุนงบประมาณในการสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคขุน โรงเก็บอาหาร อุปกรณ์ต่างๆ และยังมีภาคีเครือข่ายอย่างปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ สหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นผู้ควบคุมมาตรฐานการเลี้ยง และเป็นพี่เลี้ยงจัดหาแหล่งซื้อโคขุน อีกทั้งยังมีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนมาร่วมเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ปัจจัยด้านอาหารสัตว์ และซื้อขายโคขุนในราคาเป็นธรรม สร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคขุนของสมาชิก ซึ่งนอกจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะมีรายได้จากการขายโคขุนแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ ส่งขายให้กับสหกรณ์ โดยตั้งเป้าขยายการเลี้ยงโคขุนจาก 100 ตัว เป็น 500 ตัว

นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนโครงการ Young Smart Farmer เพื่อสร้างทายาทสหกรณ์ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่จะสืบทอดอาชีพและพัฒนาต่อยอดการดำเนินธุรกิจ ปรับเปลี่ยนและพัฒนาการเกษตรให้ทันสมัย ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค พัฒนาศักยภาพสมาชิก นำไปปฏิบัติจริงให้เกิดผลในพื้นที่ เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง สู่การมีรายได้ที่ยั่งยืนของสมาชิกต่อไป

เปิดผลติดตามเขื่อนทดน้ำผาจุก สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300819

x

เปิดผลติดตามเขื่อนทดน้ำผาจุก สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการติดตามประเมินผลตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2560 โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ในพื้นที่อำเภออำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้เก็บข้อมูลจากเกษตรกรรวม 400 ครัวเรือน ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรบริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุก ทั้งสองฝั่ง พบว่า

เกษตรกรมีรายได้เงินสดการเกษตร 191,870 บาท/ครัวเรือน รายจ่ายเงินสดการเกษตร 112,671 บาท/ครัวเรือน รายได้เงินสดสุทธิเกษตร 79,199 บาท/ครัวเรือน โดยมูลค่าผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือน และส่วนต่างมูลค่าผลผลิตเกษตรต้นปีและปลายปี 10,936 บาท/ครัวเรือน คิดเป็นรายได้สุทธิการเกษตร รวม 90,135 บาท/ครัวเรือน

ด้านทัศนคติและระดับความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อโครงการ พบว่า โครงการตรงกับความต้องการของเกษตรกรในระดับมาก คิดเป็น
ร้อยละ 81 ช่วยให้รายได้ทางการเกษตรเพิ่มขึ้นในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 69 และความเหมาะสมของเกษตรกรต่อโครงการ อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 59 ทำให้สามารถปลูกพืชฤดูแล้งได้คิดเป็นร้อยละ 81 ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูฝน/ฝนทิ้งช่วงคิดเป็นร้อยละ 79 มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66 และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมคิดเป็นร้อยละ 19

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในตัวเกษตรกรมากขึ้น สศก.เห็นว่าควรมีการให้ความรู้เพิ่มเติมในการวางระบบการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ในแต่ละราย เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แต่ละครัวเรือนน่าจะมีการปลูกฝังเตรียมพร้อมสำหรับผู้สืบสานความเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ มีการส่งเสริมปลูกพืชทดแทนที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการผลิต และการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดระบบการทำฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เป็นต้น