นิทรรศการ “ความทรงจำ”ในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296393

นิทรรศการ “ความทรงจำ”ในหลวงร.9

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่22, นิทรรศการ ความทรงจำ, ความทรงจำ

   มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่22ชูนิทรรศการ “ความทรงจำ” นำเสนอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ       พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

   ผ่านหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์กว่า 7 ทศวรรษ      ดังพระบรมราโชวาทว่า หนังสือนั้นเป็น “สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” พร้อมเสวนาหัวข้อ “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์”

     นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017)” ภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” ซึ่งเชื่อมโยงกับนิทรรศการหลักของงานคือ “ความท๙งจำ” โดยการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมศิลปากร  และสมาคม ผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือ ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชมรมบรรณาธิการไทย กสทช.      มิวเซียมสยาม โครงการสารานุกรมไทย และสำนักพิมพ์ต่างๆ

        โดยทุกฝ่ายร่วมกันทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึง         พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อวงการหนังสือของไทย ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ ด้วยความตระหนักว่า หนังสือเป็น “สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” สมดังพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ 25 พฤศจิกายน 2514 ว่า

     “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้าย ๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

        “สำหรับไฮไลท์ของนิทรรศการความทรงจำ ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์’ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณจะนำนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ตีพิมพ์ พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่   สวิทเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์มาจัดแสดงร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษใน    รัชสมัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13 ตุลาคม พ.ศ.2559จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแสดงให้ชมมากที่สุดอีกด้วย” นางสุชาดากล่าว

      ขณะที่ น.ส. สุลักษณ์ วิศวปัทมวรรณ อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวถึง นิทรรศการ 100 ABCD ซึ่งจะจัดแสดงผลงานปกหนังสือและรูปเล่มดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ 100Annual Book and Cover Design 2017 หรือ 100 ABCD ว่าจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากได้รับการตอบรับในครั้งแรกอย่างดีเยี่ยม โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมกับ สมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย เพื่อคัดเลือกปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น ซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำเสนอผลงานหนังสือที่มีการออกแบบที่ดีและโดดเด่น เพื่อแสดงศักยภาพวงการหนังสือและนักออกแบบกราฟิกของไทยสร้างคลังความรู้งานออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ดีให้กับวงการหนังสือของไทย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วิชาชีพนักออกแบบหนังสือให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

       “ทุกวันนี้ดีไซน์เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำหนังสือ เพราะจะทำให้หนังสือโดดเด่นและถูกทำให้เห็นตั้งแต่แรก การออกแบบเข้ามาช่วยเราสร้างพื้นที่ระหว่างคนทำหนังสือกับดีไซเนอร์มากขึ้น โดยปีนี้ มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากแวดวงศิลปะและหนังสือ โดยแบ่งเป็นประเภทปกหนังสือ 80 ผลงาน และการออกแบบรูปเล่ม 19 ผลงาน ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้จะนำมาแสดงในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 นี้ รวมทั้งนำไปแสดงในงานแสดงหนังสือของต่างประเทศอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูงานได้อีกช่องทางหนึ่งที่www.100abcd.org

      มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 ชมนิทรรศการ ‘ความทรงจำ’ และนิทรรศการอื่นๆ รวมทั้งกิจกรรมบนเวทีเอเทรียมกว่า 90 รายการ และหนึ่งในนั้นคือ รายการ “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์” กับบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่จะแบ่งปันความทรงจำในห้วงเวลาสำคัญของชาวไทย อาทิ นายชวน หลีกภัย พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร นายแพทย์ดนัย   โอวัฒนาพาณิชย์ เป็นต้น

      นอกจากนี้ยังได้จัดทำของที่ระลึก ‘’ที่คั่นหนังสือแห่งความท๙งจำ’ Limited edition เพื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติในครั้งนี้โดยนักออกแบบชื่อดัง ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสมทบทุนอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา  หนังสือราคาพิเศษที่คัดสรรมาให้เลือกกว่า 1,000,000 เล่ม  จากสำนักพิมพ์ 389 ราย รวมทั้งสิ้น939 บูธบนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ระหว่าง       วันพุธที่ 18 – วันอาทิตย์ที่ 29ตุลาคม พ.ศ. 2560 (12 วัน) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ถึงขั้นออก”60,000″ขรก.เบี้ยวหนี้กยศ.!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296381

ถึงขั้นออก”60,000″ขรก.เบี้ยวหนี้กยศ.!

กยศ, ข้าราชการเบี้ยวหนี้กยศ, 60000, กรมบัญชีกลาง

กรมบัญชีกลาง ระบุกลุ่มข้าราชการเบี้ยวหนี้กยศ. 60,000 คน ขู่ความผิดทางวินัยถึงขั้นออกจากราชการ หากต้องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริง

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีผลบังคับใช้ ให้อำนาจ กยศ.หักเงินบัญชีเงินเดือนแบบภาคบังคับได้ทันที ซึ่งหลังจากที่ให้ต้นสังกัดหักเงินเดือนนำส่งชำระหนี้ กยศ.แล้ว แต่ปรากฎว่ายังไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างไว้อีก ข้าราชการคนดังกล่าว อาจจะมีความผิดทางวินัยด้วย หากต้องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการ ที่สามารถถูกให้ออกจากราชการได้ในอนาคต

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กล่าวถึงการติดตามหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่า กยศ. อยู่ระหว่างประสานข้อมูลลูกหนี้กับกรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และนายจ้างในหน่วยงานราชการ เพื่อให้ช่วยหักเงินเดือนข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ. คาดว่าจะเริ่มได้อย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค.2561

นายชัยณรงค์ ปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กล่าวว่า จากฐานข้อมูลหนี้ กยศ.พบว่ามีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ.อยู่กว่า 230,000 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ที่เป็นหนี้ค้างชำระอยู่กว่า 60,000คน ซึ่งขั้นตอนต่อไปเตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับนายจ้างเอกชน ในการนำส่งรายชื่อลูกหนี้ กยศ. เพื่อให้นายจ้างเอกชนหักเงินเดือนเพื่อนำส่ง กยศ. คาดว่าระบบหักเงินเดือนเอกชนจะดำเนินการได้ในปี 2561 แน่นอน

และกรณีที่ กยศ.ได้นำส่งรายชื่อให้นายจ้างแล้ว แต่นายจ้างไม่หักเงินเดือนให้ กยศ. นายจ้างจะมีความผิดต้องจ่ายค่าปรับแทนลูกหนี้ในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด และคาดว่าเมื่อนำระบบการหักเงินเดือนมาใช้กับนายจ้างส่วนราชการและเอกชนจะทำให้สถานะหนี้ของ กยศ.ปรับตัวดีขึ้นโดยปัจจุบัน กยศ.มีลูกหนี้ที่ค้างชำระอยู่ประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็นวงเงิน 62,000 ล้านบาท และมีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างฟ้องร้อง 1,200,000 คน คิดเป็นวงเงิน 100,000 ล้านบาท

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

ต้องแก้ให้ได้!!เด็กตีกันซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296293

ต้องแก้ให้ได้!!เด็กตีกันซ้ำซาก

กลุ่มเสี่ยง, วิทยาลัย, ตีกัน

สอศ.ประชุมยกระดับมาตรการป้องกันทะเลาะวิวาท ระบุจุดบอดขาดการเชื่อมเครือข่าย ลั่นวิทยาลัยไหนปล่อยตีกันซ้ำซาก งัดมาตรการลงโทษวินัยหรือโยกย้าย

จากการประชุมการยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล วิทยาลัยอาชีวศึกษากลุ่มเสี่ยง 53 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า จากปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและต้องการให้มีกำหนดมาตรการแก้ไขที่เข้มข้นและเห็นผลเป็นรูปธรรม อันดับแรกจะต้องหยุดเลือดปัญหานี้ให้ได้ โดยการก่อเหตุจากนักศึกษาในวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยงทั้ง 53 แห่งจะต้องหมดไป
ขณะเดียวกัน จะปรับโครงสร้างภายในสอศ.ให้มีการจัดตั้งศูนย์แก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทขึ้น เพื่อให้ดูแลการแก้ปัญหานี้โดยตรง สำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษากลุ่มเสี่ยงต้องสร้างเครือข่ายการทำงานในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังด้วย เพราะเรื่องนี้ถือเป็นจุดบอดสำคัญที่วิทยาลัยยังขาดความร่วมมืออยู่ ซึ่งหากยังพบวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนแห่งไหนก่อเหตุซ้ำซากและเพิกเฉยในการแก้ปัญหาจะใช้มาตรการทางการบริหารทันที เช่น ตั้งสอบวินัย หรือ โยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษา เป็นต้น
“อยากให้ครูอาชีวะได้ละลายพฤติกรรมการสร้างค่านิยมของรุ่นพี่เรื่องการยกพวกไปตีสถาบันอื่นด้วย เนื่องจากเราต้องสร้างภาพลักษณ์ของอาชีวะ เรียนแล้วมีงานทำไม่ใช่เรียนแล้วมายกพวกตีกัน ซึ่งนักเรียนอาชีวะเหล่านี้ในอนาคตจะต้องเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ”ดร.สุเทพ กล่าว
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือรุมสะกัมปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้แก้ได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นกับเด็กนักศึกษาที่ก่อเหตุไปแล้วหลายราย แต่ปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกแห่งจะต้องทำอย่างจริงจังกับมาตรการที่ส่วนกลางมอบให้ไป รวมถึงครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องกวดขันร่วมมือด้วย โดยเราจะต้องช่วยกันหยุดมรดกบาปเหล่านี้ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มีค่านิยมผิดๆกับการยกพวกตีกันจากรุ่นพี่ เช่น เมื่อมีรุ่นน้องปี 1 เข้ามาเรียนก็จะทดสอบรุ่นน้องด้วยการให้ไปตีกับสถาบันอื่นหากไม่ทำตามก็จะถูกเรียกว่า ไอ้ป๊อด เป็นต้น รวมถึงมีการลงขันภายในสถาบันเพื่อซื้ออาวุธปืนเก็บไว้ด้วย เชื่อว่ารุ่นน้องทุกคนไม่ได้อยากทำแน่แต่ด้วยความกลัวและถูกบังคับจึงเกิดค่านิยมผิดๆเหล่านี้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ฝาก สอศ.ให้เข้มงวดกับวิทยาลัยให้มากขึ้น รวมถึงส่งรายชื่อนักศึกษากลุ่มเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้รู้เบาะแสและเฝ้าระวังต่อไป

ปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296286

ปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร10 พระราชทานเพลิงเผาดอกไม้จันทน์ทุกจังหวัด, 26 กยสรุปปิดจราจร เส้นทางชมริ้วขบวนอิสริยยศ, ปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม, ปิดกราบพระบรมศพ, ตั้งแต่, ตุลาคม

คกก.ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีเตรียมพร้อมหลังปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคมเริ่มเคลียร์พื้นที่ ประชุมอีกครั้ง 26 ก.ย.สรุปชัดทั้งการปิดจราจร เส้นทางชมริ้วขบวน

    เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่กรมประชาสัมพันธ์ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า สืบเนื่องจากสำนักพระราชวังประกาศ เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 30 กันยายนนี้เป็นวันสุดท้าย

      เพื่อเตรียมดำเนินการจัดเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น จึงได้มีการประชุมวาระพิเศษ เพื่อหารือและเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งตั้งแต่ 1-24 ตุลาคมมีเวลาไม่มาก หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการในหน้าที่รับผิดชอบให้พร้อมที่สุด

       ทั้งนี้ ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่บริเวณสนามหลวงและพื้นที่โดยรอบ ก็จะต้องเข้าไปดำเนินการรื้อเต้นท์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งต้นไม้โดยรอบ ปรับปรุงพื้นผิวถนน ตีเส้นใหม่ให้พร้อมสำหรับวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่จะมีริ้วขบวนเคลื่อนผ่าน

      อีกทั้ง ในวันที่ 7 ,15 และ 21 ตุลาคม จะมีการซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระราชอิสริยยศเสมือนจริง และวันที่ 18 ตุลาคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จประกอบพิธียกพระนพปฎลมหาเศวตรฉัตร ดังนั้น จะต้องเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม

       นายออมสิน กล่าวต่อไปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองขึ้น ซึ่งขณะนี้การก่อจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองนั้นคืบหน้าไปแล้ว 60-70% ในกรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น 9 จุด             ได้แก่ 1.พระลานพระราชวังดุสิต 2.กองสลาก 3.สวนนาคราภิรมย์ 4.พระบรมราชานุสาวรีย์ 5.ลานคนเมือง 6.สนามกีฬาธูปเตมีย์ 7.พุทธมณฑล 8.ไบเทค บางนา และ9.มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และในต่างจังหวัด 76 จังหวัด รวมถึงจัดทำซุ้มและจุดถวายดอกไม้จันทน์ บริเวณสถานที่ต่างๆ และวัด

      ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวม 101 จุด แบ่งเป็น ซุ้มขนาดใหญ่ 16 ซุ้ม ซุ้มขนาดกลาง 26 ซุ้ม และจุดถวายดอกไม้จันทน์ 49 จุด เพื่อความสะดวกของประชาชนในการเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

    “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยประชาชนอยากให้ใช้โอกาสนี้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถร่วมพิธีไม่ต้องมาส่วนกลางทั้งหมด เพราะวันนั้นจะมีการปิดจราจรหลายเส้นทาง ประชาชนจำนวนมากอาจไม่สะดวกสบาย จึงพระราชทานเพลิงให้แต่ละจังหวัดใช้ในการเผาเอกไม้จันทน์ และจะมีการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์เพื่อให้ร่วมน้อมใจส่งเสด็จเสมือนมากรุงเทพฯดอกไม้จันทน์นั้น ทางกรุงเทพฯเตรียมไว้จำนวน 7 ล้านดอกและในต่างจังหวัดแต่ละจังหวัดก็เตรียมการไว้เช่นกันส่วนประชาขนที่ต้องการมาก็ไม่ได้ห้าม แต่อยากฝากให้เตรียมพร้อมอาหารแห้ง น้ำดื่มติดตัวมาด้วยเพื่อความสะดวก แต่เราก็เตรียมการรองรับไว้เช่นกัน”นายออมสิน กล่าว

      อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 ก.ย.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะได้ข้อสรุปชัดเจนทั้งการปิดการจราจร การสัญจรเข้าพื้นที่ของประชาชนที่จะมาชมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ประชาชนสามารถอยู่รอบๆท้องสนามหลวงในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงได้หรือไม่

จดหมายเปิดผนึก วอน มธ.เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296283

จดหมายเปิดผนึก วอน มธ.เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าบริหาร

จี้, ผู้บริหาร, มธ, ถอย, เปิดทาง, คนรุ่นใหม่, เข้าบริหาร, นิพนธ์ พัวพงศกร, จดหมายเปิดผนึก, นิพนธ์, พัวพงศกร

“นิพนธ์ พัวพงศกร” ทำหนังสือวอน ผู้บริหารธรรมศาสตร์ ถอยเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้าบริหารบ้าง หลังจากเป็นชุดเดิมติดต่อกันกว่า 13 ปี มีแค่สลับตำแหน่งไปมา หวังปฏิรูป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานว่า นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณรักษาการผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจรายสาขาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบทสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่อง “การเลือกอธิการบดี มธ. คนใหม่ : จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์”

ใจความว่า…

“อดีตอาจารย์ และอาจารย์ มธ. หลายคนปรารภกับผมเรื่องความกังวลในการสรรหาอธิการบดี มธ. คนใหม่
สิ่งที่อาจารย์เหล่านั้น รวมทั้งตัวผมเองเป็นห่วงเป็นใยมาก คือ แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาติดต่อกันกว่า 13 ปี และหากเป็นไปตามคาดหมาย ทีมบริหารของอธิการบดีคนใหม่ก็อาจจะเป็นทีมเดิมที่ทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และคณบดีมหาวิทยาลัยติดต่อกันตลอด 13 ปีเพียงแต่สลับตำแหน่งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี เท่านั้น
ผมลังเลใจที่จะเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงชาวธรรมศาสตร์ เพราะผู้บริหารชุดนี้หลายคนต่างก็เป็นเพื่อนที่ผมรักใคร่ และให้ความนับถือทั้งในทางวิชาการและการบริหาร อีกทั้งท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จในเรื่องการผลักดันนำ มธ. ออกจากระบบราชการ
แต่ขณะนี้ มธ. มีฐานเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล จึงต้องมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัยให้รุดหน้าเท่าเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย รวมทั้งการไล่ทวงมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการก่อน และบัดนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีผลการดำเนินงานทางวิชาการที่ล้ำหน้ากว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไม่ว่าเราจะใช้เกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของสถาบันจัดอันดับใดก็ตาม ข้อมูลระบุตรงกันว่าธรรมศาสตร์มิได้อยู่ในอันดับที่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะอย่างเก่ง เราก็อยู่ในอันดับที่ 9-17 (ดูข้อมูลจัดอันดับในตาราง) ซึ่งต่ำกว่ามหาวิทยาลัยน้องใหม่ด้านเทคโนโลยี ข้อสังเกต คือ การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก  ธรรมศาสตร์ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆ ของมหาวิทยาลัยโลกเลย  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคณะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์สุขภาพของเรามีผลงานด้อยกว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่ออกนอกระบบก่อนธรรมศาสตร์
แม้แต่การจัดอันดับ 50 มหาวิทยาลัยของไทยเอง ธรรมศาสตร์ก็ติดแค่อันที่ 8 ในด้านการวิจัย และอันดับที่ 6 ในด้านการเรียนการสอน….ในฐานที่เคยเป็นทั้งศิษย์เก่า อดีตอาจารย์และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผมพูดตรงๆว่า “น่าห่วงธรรมศาสตร์” มากครับ
นั่นหมายความว่าผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล
ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันบุคคลเหล่านี้ ในฐานของกรรมการผู้ทรงวุฒิมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกันผมก็รู้จักอาจารย์หนุ่มสาวของ มธ. ในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรมหลายคน ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความสามารถวิชาการสูง มีความใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมหาวิทยาลัย
แต่น่าเสียดายที่ระบบการเมืองธรรมศาสตร์ไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านี้
การที่ธรรมศาสตร์มีผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการชุดเดิมเป็นเวลาติดต่อกันอย่างยาวนาน เพียงแต่สลับตำแหน่งกัน  ทำให้ไม่มีการพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในอนาคตเหมือนกับในมหาวิทยาลัย 3-4 อันดับต้นของประเทศ ยิ่งกว่านั้นในการสรรหาคณบดีหลายคณะ มหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคลากรสายต่างๆของคณะ (โดยเฉพาะสายอาจารย์) เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก (ยกเว้นคณะเศรษฐศาสตร์ ที่อาจารย์ผู้ได้คะแนนหยั่งเสียอันดับ 2-3 จะถอนตัวตามสัญญาประชาคมของคณะ) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ในธรรมศาสตร์คงมีความเชื่อว่าถ้าตนสมัครเข้าชิงตำแหน่งอธิการบดี ก็คงมีโอกาสริบหรี่มาก เพราะแม้ในทางหลักการกระบวนการสรรหาจะดูเหมือนเป็นระบบเปิดที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางความเป็นจริง อาจารย์จำนวนมากรู้ว่าคนที่อยู่นอกกลุ่มผู้บริหารชุดปัจจุบันคงไม่มีโอกาส เมื่อไม่มีโอกาสก็ไม่ควรเปลืองตัวลงสมัคร
แม้กระบวนการสรรหาจะล่วงเลยมาถึงขั้นตอนที่ใกล้จะได้ตัวอธิการบดีคนใหม่แล้ว แต่ผมคิดว่ายังไม่สายเกินไปที่สภาวิทยาลัยจะหาหนทางเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสมัครรับเลือก หรือให้กรรมการสรรหาไปทาบทามอาจารย์ที่มีความสามารถสูง รวมทั้งบุคคลภายนอก (แต่ไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี)เข้ามาสมัคร โดยสภามหาวิทยาลัยให้ความมั่นใจแก่ชาวธรรมศาสตร์ว่ากระบวนการคัดเลือกจะเป็นกระบวนการที่คัดสรรคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถมากที่สุด มีความตั้งใจและเป็นคนดี โดยไม่ติดยึดกับตัวผู้บริหารปัจจุบัน
นอกจากนั้น ผมอยากเรียกร้องให้เพื่อนบางคนของผมที่เป็นผู้บริหารและมีอายุมากแล้วถอนตัว ตำแหน่งอธิการบดีควรได้บุคคลที่มีอายุ 45-55 ปี เพราะภารกิจเบื้องหน้าเป็นงานที่หนักมาก
ถ้าหากท่านติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดการศึกษาอุดมศึกษา ท่านคงทราบดีว่าความท้าทายใหญ่ต่อระบบอุดมศึกษา คือ คนที่จบมัธยมปลายที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยทั้งระบบจะรับได้  นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนสมัยใหม่ผ่านระบบดิจิตอลกำลังทำให้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยล้าสมัย ระบบการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ….ถ้าหากผู้บริหารชุดใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ ธรรมศาสตร์คงกลายเป็นมหาวิทยาลัยปลายแถว
ถ้าหากว่าหลังจากมีการเปิดโอกาสให้อาจารย์รุ่นใหม่เข้ามาสมัคร หรือมีการทาบทามให้มาสมัครเป็นอธิการบดี แต่ท่านผู้บริหารปัจจุบันที่สมัครเป็นอธิการบดีได้รับการความไว้วางใจจากสภามหาวิทยาลัยเป็นอธิการบดีคนใหม่ ผมขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดีคนใหม่แต่งตั้งรองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีชุดใหม่ทุกคน ขอความกรุณาอย่าเลือกผู้บริหารชุดเก่ามาทำงานต่ออีกเลยครับ
ธรรมศาสตร์ควรอยู่ในมือของอาจารย์และผู้บริหารหนุ่มสาวรุ่นใหม่ครับ”

“ศิริราช”ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296279

“ศิริราช”ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ต.ค.

ศิริราชศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ตค, ศิริราช

“ศิริราช”ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ต.ค.น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเชิญชวนประชาชนคนไทยได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

       เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมด้วยรศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช  รศ.พญ.ตุ้มทิพย์ แสงรุจิ หัวหน้าหน่วยพิพิธภัณฑ์ศิริราช และ พลเรือตรี วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เแถลงข่าวการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์”

          ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงพยาบาลศิริราชมาตลอด  โดยเฉพาะ4 เรื่องหลัก คือ 1. ตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงประชวร แต่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าในโรงพยาบาลมีปัญหาน้ำท่วมขัง กระทบต่อผู้ป่วยและญาติ ทั้งยังเป็นแหล่งก่อให้เกิดโรคได้ จึงได้ประทานแนวทางแก้ปัญหา โดยให้ปรับพื้นที่ลุ่มๆดอนๆของศิริราชให้เท่ากัน มีบ่อเก็บน้ำเสมือนเขื่อน ภายในโรงพยาบาล แยกน้ำดีน้ำเสียก่อนปล่อยน้ำลงแม่น้ำต้องบำบัด  เพราะหากบำบัดน้ำทั้งหมดจะสิ้นเปลืองงบประมาณ ทำให้ปัญหาน้ำท่วมขังลดน้อยลง

         2.ทรงเล็งเห็นว่ารถติดหนักรอบโรงพยาบาล อาจส่งผลร้ายต่อผู้เจ็บป่วยฉุกฉินจึงเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อหารือให้การสร้างทางเดินรถเพิ่ม ก่อนจะเกิดเป็นทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีขึ้น สามารถแก้ปัญหารถติดได้มาก  นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่รับสั่งว่าต้องการให้ประชาชนเดินทางมาโรงพยาบาลบได้สะดวก จึงกำลังมีการดำเนินการสร้างรถไฟจากต่างจังหวัดเข้ามาถึงโรงพยาบาลศิริราช และรถไฟฟ้าใต้ดินจากในเมืองมายังโรงพยาบาล

          3.เมื่อครั้งประชวรจนเข้ารักษาตัวทรงมองลงมาจากห้องพักแล้วเห็นที่ดินแปลงติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงมีรับสั่งว่าที่ตรงนี้ดี ใช้ประโยชน์ได้ เพราะเมื่อเย็นก็จะมีเงาจากตึกพาดผ่านทำให้เกิดร่มเงาด้วย จึงปรับใช้เป็นที่ออกกำลังกายแก่บุคลากรในโรงพยาบาล ผู้ป่วย และญาติ และ4.ครั้งประชวรได้มีรับสั่งว่าไม่ต้องการให้การเข้ารักษากระทบต่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล อีกทั้งทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยผู้ป่วยหลายต่อหลายครั้ง

          “โรงพยาบาลศิริราชแห่งนี้จึงเป็นเสมือนศูนย์รวมใจที่ประชาชนได้มาร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นสถานที่แห่งความทรงจำ ความรักและความศรัทธา ที่ประชาชนคนไทยรวมถึงคณะทูตานุทูตจากนานาประเทศ ได้เข้ามาร่วมลงนามถวายพระพร ร่วมกันเจริญจิตภาวนา และส่งกำลังใจถวายพระองค์ท่าน จนถึงวันที่เสด็จสวรรคต อันเป็นที่มาของการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ครั้งนี้” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

        สำหรับการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” เป็นงานที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจัดขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนคนไทยได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์ โดยจะจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลศิริราช ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 05.30 น.เป็นพิธีทำบุญตักบาตร (ข้าวสารอาหารแห้ง) แด่พระสงฆ์ 199 รูป ที่จะเดินบิณฑบาตจากหอประชุมกองทัพเรือ ถึงลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โรงพยาบาลศิริราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยจะส่งมอบอาหารแห้งส่วนหนึ่งไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

     ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนกำลังพลและสถานที่จากกองทัพเรือตลอดเส้นทางพระสงฆ์บิณฑบาต โดยจัดเตรียมสถานที่ให้คณะสงฆ์ 199 รูป ตั้งแถวบิณฑบาต สถานที่สำหรับจอดรถตู้ รับส่งคณะสงฆ์ กำลังพลประจำถ่ายอาหารจากบาตรใส่ถุงที่เตรียมไว้จากหอประชุมกองทัพเรือถึงโรงพยาบาลศิริราช เพื่อส่งให้กองอำนวยการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนต่อไป และมีกิจกรรมต่างๆตลอดทั้งวัน

      จากนั้นเวลา 19.00 น. พิธี “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์”บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ฯ โดยนักศึกษาแพทย์และบุคลากรศิริราช การแปรอักษรเป็นสัญลักษณ์เลข “๙” โดยกำลังพลกองทัพเรือ และเหล่าพยาบาล ฝ่ายการพยาบาล รพ.ศิริราช ประกอบแสง สี สื่อผสม และเข้าสู่ช่วง “แสงแห่งแผ่นดิน” พิธีจุดเทียนเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์ ผ่านบทเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ที่เป็นดั่งขวัญและกำลังใจอันสำคัญยิ่งของ คนไทย โดยอัญเชิญไฟประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นจุดเริ่มของแสงเทียน ที่จะจุดต่อ ๆ กันให้สว่างไสวไปทั่ว และจะยังคงสว่างไสวเป็นแสงนำทางในดวงใจของคนไทยทุกคนตลอดไป

      นอกจากนี้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ 2 ชุด ดังนี้ 1. นิทรรศการ “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ณ พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน โดยจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจทั้งสี่ภาคที่หาชมได้ยาก และ2. นิทรรศการ“นบพระภูบาลสู่แดนสรวง” นำเสนอเรื่องราว 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. นวมินทร์มหาราช ปวัติ 2. กรณียพัฒน์เพื่อประชาไทย 3. น้อมดวงใจสืบสานราชปณิธาน ผ่านเทคโนโลยี AR : Augmented Reality, Projection mapping และจอ LED ขนาดใหญ่ ตลอดระยะเวลา 70 ปี 4 เดือน ที่ทรงครองราชย์ ชมได้ระหว่างวันที่ 9 – 31 ตุลาคม 2560 ณ ศาลาศิริราช 100 ปี

        “อยากให้ประชาชนมองย้อนกลับไปว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างกับจิตใจเรา อยากเห็นประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ โรงพยาบาลศิริราชในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ เพราะถือว่าอาจจะเป็นกิจกรรมครั้งหลังๆที่เราจะสามารถถวายงานให้พระองค์ท่านได้ ใครที่มาไม่ได้ก็ขอให้ตั้งจิตทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แต่ถ้าได้มาร่วมกิจกรรมที่นี่เราก็จะดูแลเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องการการจราจรว่าจะมีการปิดเส้นทาใดบ้าง ใกล้ถึงวันแล้วทางโรงพยาบาลศิริราชจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนันออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296275

เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนันออนไลน์

เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนันออนไลน์, 20กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ, ร้อยละ, ขณะที่คนไทย, มุ่งเล่นพนัน

ผลสำรวจพบเยาวชนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 40 มีประสบการณ์เล่นพนัน ขณะที่คนไทย ร้อยละ 60 เริ่มเล่นพนันตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี ชี้เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนัน

       “20กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ”  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน จัดเสวนาเนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ หัวข้อ “เยาวชนไทยจะอยู่อย่างไรในสังคมนิยมเสี่ยง(พนัน)? โดยมีนายมานพ แย้มอุทัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า ธุรกิจการพนันก้าวล้ำมากในโลกออนไลน์ โดยมีการพนันให้เลือกเล่นได้หลายอย่าง  ทั้งบ่อน บอลออนไลน์ ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายและตลอดเวลา แถมยังมีโปรโมชั่นอีกสารพัด

อีกทั้งเด็กไทยอยากรวยเร็ว ทำให้มุ่งเล่นการพนันออนไลน์สูงขึ้น ผลสำรวจของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน พบว่า เยาวชนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 40 มีประสบการณ์การเล่นพนัน ขณะที่คนไทยที่เล่นพนัน ร้อยละ 60 เริ่มเล่นพนันตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี แสดงให้เห็นว่า การพนันกับเยาวชนเป็นสิ่งที่ใกล้กันมาก จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรช่วยกันปกป้องดูแลเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้ามาเป็นนักพนันหน้าใหม่

นายฉันทวิชช์ ธนะเสวี หรือเต๋อ นักแสดงและนักเขียนบทชื่อดัง กล่าวว่า การพนันกับเยาวชนมีความรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะเยาวชนส่วนใหญ่ยังไม่มีวิจารณญาณที่ดีพอ ประกอบกับไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง มีโอกาสสูงมากที่จะหันไปกระทำสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เพื่อหาเงินมาเล่นพนันหรือใช้หนี้พนัน ซึ่งตนเคยมีคนที่ประสบปัญหาจากการพนันมาขอความช่วย พบว่ายิ่งช่วยเขามากเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ไม่จบ

ดังนั้น กลุ่มคนที่คิดอยากเล่น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนว่าควรหลีกเลี่ยงการพนันทุกชนิด เพราะไม่เคยมีใครรวยจากการเล่นพนัก ส่วนใครที่เล่นอยู่หรือคิดอยากเล่น ก็ให้มีการกำหนดลิมิต เรามีเงินเท่าไหร่ที่จะใช้เล่นก็ควรมีเท่านั้น ถ้าหมดก็หยุดเล่นจะได้ไม่มีปัญหาหนี้สินในอนาคต

น.ส.สุวนัน ลีลาขจรจิต นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะแกนนำเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน กล่าวว่า ขณะนี้สื่อโซเซียลไปไวมาก การพนันในยุคดิจิตอลจึงเป็นปัญหาที่ทุกรัฐบาลแก้ไม่ตก และเยาวชนกลายเป็นเหยื่อ เพราะเข้าถึงง่าย เช่น มีแอพให้โหลด มีเกมสอนวิธีเล่น จากเด็กที่เล่นไม่เป็นก็กลายเป็นเล่นจนติด อย่างเพื่อนของตน ก่อนหน้านี้เล่นขำๆ แต่สุดท้ายตอนนี้กลายเป็นคนติดพนันบอลออนไลน์ ทุกเช้าต้องตื่นมาลุ้น หรือดึกไม่ยอมนอน กระทบต่อการเรียน เสียเงิน เสียอนาคต พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก
“ขณะนี้การพนันได้ลุกลามไปในสถานศึกษามากขึ้น ทั้งพนันบอล หวยใต้ดิน นักเรียนนักศึกษาตั้งตัวเป็นเจ้ามือ นับวันเด็กเล่นพนันยิ่งอายุน้อยลงเรื่อยๆ ในฐานะเยาวชนที่เห็นปัญหามาตลอด อยากขอของขวัญเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ยาแรงในการออกมาตรการต่างๆ ให้ผลกับการพนันทุกรูปแบบไม่ใช่แค่ยอมจ่ายค่าปรับหรือตักเตือนแล้วปล่อยไป ต้องทำให้เด็กเยาวชนเห็นส่วนได้ส่วนเสียจากการพนัน”น.ส.สุวนัน กล่าว

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296258

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

คณะวิทย์ จุฬาฯ ค้นพบ “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” ชนิดที่97 ของโลก และครั้งแรกของประเทศไทย ไม่มีพิษต่อมนุษย์ ชี้แนวทางอนุรักษ์ เปิดแม่วงก์ เป็นพื้นที่อนุรักษ์

          เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2560 ที่อาคารเคมี 2 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แถลงข่าวการค้นพบ “แมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยมี รศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ทางคณะต้องการเผยแพร่ผลงานวิจัยของภาควิชาชีววิทยาในการค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ ถือเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดงานวิจัย ประยุกต์ใช้ทั้งด้านอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ หวังว่าจะเป็นตัวจุดประกายให้เกิดความร่วมมืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติต่อไป

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก
ผศ.ดร.นพดล กิตนะ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คณะมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกมาแล้ว 51 ชนิดที่ค้นพบในประเทศไทย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ไม่ได้มาพร้อมศักยภาพที่สามารถใช้ได้ทันที ต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม คณะวิทยาศาสตร์ จะมีการศึกษา วิจัยในการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น แมงมุมในอุตสาหกรรมมีการพูดถึงเส้นใยของสัตว์ชนิดนี้ เนื่องจากมีความเหนียวแน่น ต้องวิจัยต่อเพื่อนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์หรือประโยชน์ต่อไป

นายภาณุเดช  เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อนแม่วงก์อย่างที่หลายคนรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ ความหวังและโอกาสในการฟื้นฟูสัตว์ป่า ทั้งในระดับประเทศไทยและนานาชาติ

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

โดยช่วงที่ผ่านมาหากได้ติดตามข่าวสารจะพบว่า บริเวณพื้นที่แม่วงก์ มีการพบเสือมากกว่า 16 ตัว รวมถึงสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่แม่วงก์มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ และสัตว์ป่า และในอนาคตกรมอุทยานมีแห่งชาติ มีแนวคิดจะประกาศพื้นที่บริเวณแม่วงก์ เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ดังนั้น การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ทำให้ได้เห็นถึงการศึกษาวิจัยที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เจอสัตว์ชนิดใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และโลก รวมถึงทำให้ต้องมีการฟื้นฟู ดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้น และต้องมีการดูแลจัดการอย่างมีคุณภาพ เพื่อทำให้ป่าไม้ และสัตว์ป่าสมบูรณ์
นายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผู้วิจัยหลักในทีมศึกษาและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ (Liphostius maewongensis Sivayyapram)กล่าวว่าแมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศน์ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

ซึ่งในจำนวนนี้ไม่มีแมงมุมกลุ่มใดเลยที่จะหาได้ยากในธรรมชาติและเก่าแก่ไปกว่ากลุ่มของแมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae,Mesthelae) โดยแมงมุมฝาปิดโบราณนั้น เป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต เนื่องจากยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษที่เคยมีชีวิตอยู่เมืองหลายล้านปีก่อน เช่น การที่แผ่นปิดท้องยังไม่รวมเป็นแผ่นเดียว และการที่มีอวัยวะสร้างใย อยู่กลางลำตัวซึ่งลักษณะทั้ง 2ประการนี้ไม่พบในแมงมุมกลุ่มอื่นๆ จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดตั้งแต่เมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน

“ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบแล้ว 96 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับจำนวนแมงมุมทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ป่น และด้านตะวันออกของประเทศจีนและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแมงมุมฝาเปิดโบราณแม่วงก์ถือได้ว่าเป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลกและเป็นชนิดที่ 33 ที่ถูกค้นพบในประเทศไทย มีขนาดตัวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ซึ่งแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้สามารถค้นพบได้เฉพาะในพื้นที่ของอุทยานแม่วงก์ที่ระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ซึ่งพบประมาณไม่เกิน 200 กว่าตัว”นายวรัตถ์ กล่าว

ทั้งนี้ แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์จะทำรังอยู่พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาดินที่มีความชันสูง โดยขุดดินลึกลงไปประมาณ 10-20 เซนติเมตร แล้วจะชักใยบุผนังโพรงด้านในเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

นอกจากนี้ที่ปากทางเข้าออกจะมีการสร้างฝาปิดเพื่ออำพรางทางเข้าออก และมีการสร้างเส้นใยรัศมีเพื่อรับแรงสั้นสะเทือนเมื่อมีเหยื่อมาสัมผัส ที่น่าสนใจ คือแมงมุงฝาปิดโบราณแม่วงศ์มีการสร้างรัง 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน คือรังรูปแบบท่อตรงที่มีเพียงทางเข้าออกเดียว และรังรูปแบบตัว T ที่มีทางเข้าออก 2 ทาง คาดว่าทางออกที่สร้างขึ้นมาทีหลังไว้สำหรับเป็นทางออกสำรองเพื่อหลบหนี
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ สามารถค้นพบได้ที่อุทยานแห่งขาติแม่งวงก์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีความจำเพาะต่อแหล่งที่อยู่อย่างมาก เพราะในพื้นที่แม่วงศ์เองถ้าพื้นที่ต่ำกว่า 1000 เมตร ก็ไม่สามารถพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์

นายวรัตถ์ กล่าวต่อไปว่า แมงมุม ถึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก แต่เป็นผู้ล่าที่มีจำนวนมาในระบบนิเวศน์ เปรียบเสมือนกลไกในการขับเคลื่อนระบบนิเวศน์ให้ยั่งยืน พื้นที่ใดมีแมงมุมมาก แสดงว่ามีเหยื่อ หรือแมลงที่มากพอ และสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ  ซึ่งการค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ภายในรัง ทำให้สามารถพบแมงมุมกลุ่มนี้ได้เฉพาะพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น

“แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ เหมือนแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาของต่อมสร้างพิษที่บริเวณเขี้ยวแต่อย่างไรก็ตาม พิษของแมงมุมฝาปิดโบราณมีไว้เพื่อจัดการกับแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นเหยื่อของพวกมัน ดังนั้น พิษของแมงมุมกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์ ”

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการค้นพบครั้งนี้ ได้แก่ ด้านวิชาการ ที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทำให้นักวิจัยรู้ถึงการมีอยู่และศึกษาวิจัยต่อไป รวมถึงอนุรักษ์แมงมุมกลุ่มนี้  เพราะแมงมุมเป็นสัตว์ ที่แสดงถึงดัชนีชี้วัดของระบบนิเวศน์  และการท่องเที่ยว ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีการค้นพบแมงมุมกลุ่มนี้ ได้นำมาเป็นสัตว์อนุรักษ์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม และมีการจัดทำแผ่นป้ายให้ความรู้

ดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าแนวทางที่จะสามารถอนุรักษ์แมงมุมแม่วงก์ไม่ให้สูญพันธ์ อาจจะดำเนินการตามแนวทางของประเทศมาเลเซีย ที่ทำให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และเป็นไฮไลท์ของสถานที่แห่งนั้นในการให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการจัดบริเวณในเดินชม ซึ่งประเทศดังกล่าว จะทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวได้เห็นแต่ไม่สามารถเข้าไปสัมผัส หรือจับได้                   นอกจากนั้น ต้องมีการศึกษาต่อถึงคุณสมบัติของใยแมงมุม เนื่องจากเป็นใยที่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ อนาคตต้องศึกษาวิจัยถึงสารทางชีววิทยาของใยแมงมุม เพื่อนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม อาทิ  เสื้อผ้าที่มีความทนทาน หรือตัวถังรถยนต์ เป็นต้น

เตือนชาย50 ขึ้นไปคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296165

เตือนชาย50 ขึ้นไปคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

เตือนชาย50 ขึ้นไปคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งต่อมลูกหมาก

แนะเพศชายอายุ 50 ขึ้นไปอย่ามองข้าม มาตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากแต่เนิ่นๆ รักษาหายได้ เผยยอดผู้ป่วยชายเพิ่มขึ้นทุกปี พบมากเป็น อันดับต้นๆ ของมะเร็งในชายไทย

 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์  ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า อุบัติภัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในประเทศไทยพบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของมะเร็งในชายไทย และมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์ในระยะลุกลามซึ่งทำให้การรักษาไม่สามารถทำให้หายขาดได้

โรคมะเร็งต่อมลูกหมากพบมากในชายอายุเฉลี่ยประมาณ 65-70 ปี ปัจจุบันเราพบสัดส่วนของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอายุที่เริ่มน้อยลง ตั้งแต่ประมาณอายุ 50 ปี มะเร็งต่อมลูกหมากจึงเป็นโรคอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเพศชาย และถ้ามีการคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

อาการเริ่มต้นของคนที่สงสัยว่าอาจจะมีอาการมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่นปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน ปัสสาวะไม่แรง เวลาปัสสาวะจะปวดและมีเลือดในปัสสาวะ ปวดหลัง ปวดกระดูก ซึ่งหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรจะมาขอคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อมาเริ่มต้นตรวจคัดกรอง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวต่อว่า อาการของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของต่อมลูกหมาก แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ 1. กลุ่มที่ไม่มีอาการใด ๆ ผู้ป่วยไม่มีอาการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากเลย ตรวจพบจากการตรวจร่างกายประจำปี ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักวินิจฉัยโรคได้ในระยะเริ่มต้น เมื่อได้รับการรักษาแล้ว จะสามารถหายขาดจากโรคได้

2. กลุ่มที่มีอาการเกี่ยวข้องกับโรคต่อมลูกหมากโต ผู้ป่วยมักมีอาการปัสสาวะที่ผิดปกติ ทำให้มาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เมื่อผ่านการตรวจอย่างละเอียดอาจ พบว่ามีมะเร็งต่อมลูกหมากซ่อนเร้นอยู่ และนำมาสู่การรักษา

และ 3. กลุ่มที่มีอาการของมะเร็งระยะลุกลาม เช่น อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามร่างกาย และกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในแต่ละระยะมีความแตกต่างกัน แพทย์ผู้รักษาจึงจำเป็นต้องมี การเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละรายต่อไป

จากการที่มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายได้ การตรวจเพื่อให้ได้ผลในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ   โดยทั่วไปแล้วผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติของทางเดินปัสสาวะใด ๆ ควรจะไปรับการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากจากแพทย์ รวมทั้งผู้ชายที่มีประวัติญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ควรจะมารับการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ทางสาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์  ศิริราชพยาบาล จึงจัดงาน ยิ้มสู้…รู้ทัน โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในวันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2560 เวลา 12.30 – 15.30 น. ณ ห้องประชุมอทิตยาทรกิติคุณ ชั้น 7 โรงพยาบาลศิริราช

โดยภายในงานมีกิจกรรมเสวนา รู้ทัน…มะเร็งต่อมลูกหมาก พูดคุยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยโรค และ พูดคุยเกี่ยวกับการรักษาและการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย

โดยนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ผู้สนใจสามารถติดต่อสำรองที่นั่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โทร.083 291-1188 อีเมล์ThaismileCancer@gmail.com ตั้งแต่วันนี้-6 ตุลาคม 2560 ระหว่างเวลา 09.00 -18.00 น.

ถกปมอำนาจโยกย้ายผู้บริหาร-ครู 22ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296141

ถกปมอำนาจโยกย้ายผู้บริหาร-ครู 22ก.ย.นี้

มาตรา 53, กศจ, อำนาจโยกย้าย, การุณ-บุญรักษ์, ธีระเกียรติ

“ธีระเกียรติ” ยันไม่เสนอแก้ไขคำสั่ง ม.44 ประเด็นอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย ให้ “การุณ-บุญรักษ์” หารือวางแผนแก้ไขในเชิงบริหารร่วมกัน 22 ก.ย.นี้

            เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลัง มอบนโยบายคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคณะอนุกรรมการทุกคณะของกศจ.นครปฐม  กศจ.พระนครศรีอยุธยาและ กศจ.สุพรรณบุรี  เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ขอให้ กศจ. และคณะอกศจ. ทุกคณะบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยยึดประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นสำคัญ ไม่อยากให้ไปนึกถึงเรื่องอำนาจว่าเป็นของใคร

โดยเฉพาะกรณีผู้มีอำนาจลงนามแต่งตั้งภายในเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  เดิมเป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)

ขณะที่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 ข้อ 13 ระบุให้เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในฐานะเลขานุการ กศจ.  ซึ่งตอนนี้นายการุณ  สกุลประดิษฐ์  ปลัด ศธ. ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำลังจะหารือร่วมกับ นายบุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ.เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ในวันที่ 22 ก.ย.นี้

“เรื่องนี้อำนาจการลงนามตามกฎหมายเป็นของ ศธจ.  ซึ่งคงไม่มีการปรับแก้ ให้ไปเป็นอำนาจของ อกศจ. ด้านบริหารงานบุคคลแล้ว เพราะต้องไปแก้ ม.44  ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นจะมีการปรับแก้ในเชิงบริหารโดยให้เขตพื้นที่ฯ มีส่วนร่วมมากขึ้น โดยกำลังพิจารณาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกเขตในจังหวัดนั้นๆ มาเป็นกรรมการใน อกศจ.  เพราะ ปัญหานี้ถ้ามาพูดเรื่องใครจะได้อะไร  ไม่มีทางที่ใครจะพอใจ 100% แต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุด เรื่องนี้จะต้องดูข้อดี ข้อเสียด้วย  เพราะกศจ. เอง ก็แย้งมาว่า ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ มีอำนาจพิจารณาตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว  ทำไมต้องมาเข้าร่วมที่ปลายทางด้วย  ซึ่งปลายทางจริง ๆ เป็นอำนาจของ กศจ.  เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และสุดท้ายต้องดูว่ากฎหมายว่าอย่างไร ตอนนี้ถือว่าทะเลาะกันน้อยลง  ซึ่งผมพอใจภาพรวมการทำงานตอนนี้แล้ว”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเกลี่ยคนจาก สพท. ไปยัง สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงาน ศธจ. นั้น ที่ผ่านมาพบว่า มีปัญหา 28  เขตพื้นที่ฯ ซึ่งผู้อำนวยการ สพท. ไม่ยอมเซ็นอนุมัติให้โอนย้าย แต่ไม่ใช่ ผู้อำนวยการ สพท. ไม่มีเหตุผล หรือไม่ยอมให้เกลี่ยคน ให้แต่ที่ไม่ยอมเซ็นเพราะถ้าให้ไปที่เขตพื้นที่ฯก็ไม่มีคนทำงาน

เรื่องแบบนี้ ปลัดศธ. ก็ต้องมาคุย  บริหารการทำงานให้เป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย  ซึ่งเท่าที่ดูบรรยากาศการทำงานตอนนี้ดีขึ้น และต่อไปถ้าเรื่องใดมีปัญหาให้ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) เป็นผู้ตัดสิน

นายบุญรักษ์  กล่าวว่า มาตรา 53 ไม่ใช่เรื่องหลักของการบริหารระหว่างเขตพื้นที่ฯ กับ กศจ.อำนาจม.44 ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นตามนั้น แต่ผู้เกี่ยวข้องต้องมาคุยและตกลงทำความเข้าใจเรื่องทำงานร่วมกัน ซึ่งก็เชื่อว่าคุยได้ไม่มีปัญหา