ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296529

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

มธ, วันผู้สูงอายุ, ซิท-ทู-สแตนด์

มธ. โชว์ “ซิท-ทู-สแตนด์” เก้าอี้อัจฉริยะ ปกป้อง-เสริมฟิตผู้สูงอายุ เพียงลุกนั่ง 10 – 15 ครั้งต่อวัน

      ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จะมาพร้อมปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของเครื่องออกกำลังกายสำหรับบุคคลทั่วไปนั้น จะเป็นหลักการใช้ “แรงต้าน” เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ในทางกลับกัน เครื่องออกกำลังกายของผู้สูงอายุจะต้องใช้ “แรงเสริม” เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้สามารถเคลื่อนไหวได้ และในปัจจุบัน เครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุที่มีอยู่ในท้องตลาด และในศูนย์สุขภาพต่างๆ มีการใช้งานที่ลำบากและสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ หากใช้งานไม่ถูกวิธี ทีมนักศึกษา 6 คน จาก 2 คณะได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญแบบบูรณาการ และพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ลุก-นั่ง สำหรับผู้สูงอายุ “ซิท-ทู-สแตนด์” ที่มีจุดเด่น คือ  ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายได้เอง และสามารถทำได้ทุกวัน นวัตกรรมดังกล่าวจึงกลายเป็น ตัวช่วยนักกายภาพบำบัด ที่มีประสิทธิภาพ

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ

      นางสายรัก สอาดไพร นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. หัวหน้าทีมนักศึกษาเจ้าของผลงาน “ซิท-ทู-สแตนด์” กล่าวว่า การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จึงได้เริ่มคิดค้นเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากการออกกำลังกายแบบพื้นฐานที่สุดของผู้สูงอายุคือ การลุก-นั่ง ขึ้นและลงจากเก้าอี้ และพัฒนาขึ้นมาเป็น “ซิท-ทู-สแตนด์” ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 ระบบ คือ 1. ระบบพยุงน้ำหนัก ด้วยการเสริมแรงบริเวณเบาะนั่งเพื่อลดการออกแรงของผู้สูงอายุ ประกอบกับการดันลำตัวผู้สูงอายุให้สามารถลุกยืนได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุสามารถปรับแรงเสริมได้ตั้งแต่ 20 – 80 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัว แล้วแต่ความแข็งแรง และความพร้อมของผู้ใช้งาน 2. ระบบป้องกันเข่าทรุด ผ่านการติดตั้งสปริงเพื่อลดแรงกระแทกบริเวณข้อและเข่า ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถลุก-นั่งได้อย่างปลอดภัย และ 3. ระบบวิเคราะห์สมดุลการทรงตัวใช้ระบบการประเมินผลการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุเพื่อทราบว่า ผู้สูงอายุสามารถลุก-นั่งได้ถูกต้องตามหลักชีวกลศาสตร์หรือไม่

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

นางสายรัก สอาดไพร

          นางสายรัก กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานของนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ลุก-นั่ง สำหรับผู้สูงอายุ เริ่มจากการปรับความสูงของเก้าอี้ และแรงเสริมที่จะช่วยดันตัวขึ้น จากนั้นทำการรัดเข็มขัดบริเวณเอว และทำการออกกำลังกายโดยการลุก-นั่ง ใน 3 รูปแบบแล้วแต่ความเหมาะสม คือ แบบยืนสองขาพร้อมจับราว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขน แบบยืนขาเดียว และยืนกอดอกโดยที่ไม่จับราว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะขา โดยสามารถออกกำลังกายลุก-นั่ง วันละประมาณ 10 – 15 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้สูงอายุใช้เวลาลุก-นั่งนานกว่าปกติ อาจเสี่ยงต่อการล้มขณะก้าวเดินมากยิ่งขึ้น ควรฝึกลุก-นั่งอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณข้อ เข่าและขา ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ นวัตกรรม “ซิท-ทู-สแตนด์” ใช้เวลาในการพัฒนากว่า 2 ปี และได้รับการการันตีด้วย 5 รางวัลจาก 3 เวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมทั้งผ่านการจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีต้นทุนในการผลิตอยู่ที่ 70,000 บาท และคาดว่าเมื่อผลิตในเชิงพาณิชย์อาจมีราคาถูกลง 50 % ซึ่งมีราคาถูกกว่าเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุในท้องตลาดถึง 3 เท่า และล่าสุด ทีมนักวิจัยได้เตรียมทดสอบการใช้งานจริงกับผู้สูงอายุ (Preclinical Test) ภายในศูนย์ผู้สูงอายุท่าโขลง จ.ปทุมธานี จำนวน 100 คน เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อผู้ป่วย ระหว่างก่อนและหลังการทดสอบ โดยในระหว่างนี้จะเร่งทำการพัฒนาตัวเครื่องให้มีรูปแบบที่สวยงาม และพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2560 พร้อมๆ ไปกับนำเสนอภาครัฐ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศมีโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมที่จะฟื้นฟู รักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ นางสายรัก กล่าวต่อ

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคมของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในปี 2563 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ที่จะมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 12.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 19.1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรรวม 66.0 ล้านคน (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ซึ่งจะมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพในหลากรูปแบบ ทั้งอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต พาร์กินซัน อัลไซเมอร์ รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบริเวณข้อหรือเข่า ฯลฯ ส่งผลให้มีปัญหาด้านการลุกยืน การทรงตัว และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หากร่างกายไม่ได้รับการกระตุ้นหรือออกกำลังกายอย่างเหมาะสมแล้ว จะยิ่งส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในบางรายอาจลุกลามจนเกิดแผลกดทับได้ เนื่องจากวัยดังกล่าวเมื่ออายุเพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ปี ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ นางสายรัก กล่าวทิ้งท้าย

           สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. โทร. 02-564-3001-9, 081-987-2522 (คุณสายรัก)  หรือติดต่องานสื่อสารองค์กร มธ. โทร.02-564-4493 เว็บไซต์ www.pr.tu.ac.th

ประเมิน ร.ร.นานาชาติ เริ่มเฟสแรก 3 แห่ง ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296521

ประเมิน ร.ร.นานาชาติ เริ่มเฟสแรก 3 แห่ง ก.ย.นี้

ประเมินรรนานาชาติ, สมศ, ประเมิน, เริ่มเฟสแรก, แห่ง, NEASC, ลดความซ้ำซ้อน

สมศ. จับมือ 4 องค์กรต่างประเทศ “CIS – EDT- WASC- NEASC” ประเมินโรงเรียนนานาชาติ เริ่มเฟสแรก แห่ง ประเดิมกันยายนและตุลาคมนี้ เผยรอบสี่ปรับวิธีการ ลดความซ้ำซ้อน

        รศ.ดร.ณมน จีรังสุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สมศ. ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับองค์กรต่างประเทศ 4 องค์กร ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงศึกษาธิการ มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์จนมีชื่อเสียงทั่วโลก ได้แก่ (1) The Council of International Schools (CIS)  (2) Education Development Trust (EDT) (3) Western Association of Schools and Colleges (WASC) (4) New England Association of Schools and Colleges (NEASC) เพื่อ สมศ. จะประเมินโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยร่วมกับองค์กรต่างประเทศ (Joint Accreditation) ประเมินสถานศึกษานานาชาติในประเทศไทย โดยในรอบสี่จะเริ่มประเมินโรงเรียนนานาชาติ จำนวน 3 แห่ง ระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 19 ตุลาคม 2560 ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติเปรมติณสูลานนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนนานาชาติท็อฟซี่ เทอร์วี่ กรุงเทพฯ และโรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนลไพโอเนียร์ส กรุงเทพฯ
จากการทบทวนรูปแบบและกระบวนการประเมินทั้งสามรอบที่ผ่านมา สมศ. ได้พัฒนาเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ มุ่งให้สถานศึกษาเกิดความรู้สึกไม่เป็นภาระ ลดความซ้ำซ้อนจากการประเมินหลายครั้ง ทั้งจากองค์กรต่างประเทศและ สมศ. ให้มาเป็นการประเมินพร้อมกันในคราวเดียวกัน โดยองค์การต่างประเทศจะประเมินมาตรฐานทั้งหมดในด้านต่างๆ ตามเกณฑ์การประเมินขององค์กรต่างประเทศ ส่วนคณะผู้ประเมินจาก สมศ. จะประเมินตามาตรฐานขององค์กรต่างประเทศและความเป็นไทยตามหลักสูตรภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทยตามหลักสูตรที่ สช.กำหนด ซึ่งจะประเมินทั้งของผู้เรียนที่เป็นคนไทยและผู้เรียนต่างชาติตามเกณฑ์ที่กำหนด ในการพัฒนาผู้ประเมินภายนอก สมศ. ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 4 องค์กรต่างประเทศมาอบรมพัฒนาทีมผู้ประเมินภายนอกของ สมศ. ให้เข้าใจในกรอบมาตรฐานการประเมินตามแนวทางขององค์กรต่างประเทศ เพื่อให้การพิจารณาวิเคราะห์สังเคราะห์การประเมินเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวต่อว่ากระบวนการประเมินฯ รอบสี่ผู้ประเมินทุกคนจะต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานและรายงานประเมินของสถานศึกษา (Self Study Report : SSR) ก่อนการลงพื้นที่ประเมิน เพื่อให้เข้าใจบริบทของสถานศึกษา เพื่อวางแผนการประเมิน วิเคราะห์ประเด็นปัญหา กำหนดเครื่องมือประเมินที่เหมาะสมและหลากหลาย เพื่อลงไปค้นหาจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และยืนยันผลในประเด็นที่สถานศึกษาได้วิเคราะห์และประเมินตนเองไว้ โดยการประเมินของ สมศ. จะไม่ตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่จะเป็นการรับรองหรือไม่รับรอง โดยสถาบันรับรองมาตรฐานสากลนั้นๆ
“เป้าหมายการประเมินที่สำคัญที่สุด คือ ผู้เรียนทุกคนทั้งผู้เรียนไทยและผู้เรียนต่างชาติมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการและมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในเรื่องทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3R8C) ผู้เรียนที่จบจากโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่จะต้องมีทักษะความเป็นผู้นำสูง กล้าคิดกล้าแสดงออก ถ้าได้รับการส่งเสริมไปในทางที่ถูก จะเป็นผู้นำที่ดี สุดท้ายแล้วเราจะได้พลเมืองของไทยเป็นพลเมืองที่ดี ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะ มีจิตอาสา จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้ผู้เรียนทุกคนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่จะไปเรียนต่อสถาบันอุดมศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สมศ. จึงอยากให้โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยได้รับการรับรองทั้งจากองค์กรประเมินจากต่างประเทศ และได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยโดย สมศ. จะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีมาตรฐานสากล”ผู้อำนวยการ สมศ.  กล่าว
โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีจำนวนรวม 181 แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีการรับรองจากองค์กรต่างประเทศ (Joint Accreditation) จำนวน 81 แห่ง และโรงเรียนที่ไม่ได้ร่วมในการรับรองจากองค์กรต่างประเทศ (Non-Joint Accreditation) จำนวน 100 แห่ง

อาชีวะจับมืออู่ต่อเรือใหญ่สร้างคนสายพาณิชย์นาวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296519

อาชีวะจับมืออู่ต่อเรือใหญ่สร้างคนสายพาณิชย์นาวี

สอศ

สอศ.ร่วมกับอู่ต่อเรือยกระดับความรู้ทักษะอาชีพ ฝีมือกลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี เน้นฝึกปฏิบัติจริง เรียนรู้ระบบเรือขนส่งสินค้าจริง ๆ ตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน

       ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)  เปิดเผยว่า  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการกำลังคนสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี ซึ่งยังมีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะอาชีพ ทักษะฝีมือ อีกหลายหมื่นคน จึงได้มอบให้วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ลงนามความร่วมมือกับบริษัท หะรินสุตขนส่ง จำกัด เพื่อยกระดับความรู้และเป็นการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนสาขาพาณิชย์นาวีให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดกำลังคน โดยได้จัดให้มีพิธีลงนามที่ ห้องประชุม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เลขาธิการกอศ. กล่าวต่อไปว่า  ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. หลายแห่งที่เปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนจะต้องใช้ครูผู้สอน สื่อการสอนและครุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องเป็นไปตามหลักสูตรมาตรฐานสากล รวมถึงเรือฝึกกลเดินทะเลที่จะใช้สำหรับฝึกภาคปฏิบัติทางทะเลให้แก่ผู้เรียน  แต่ สอศ. ไม่สามารถจัดหาครุภัณฑ์และสื่อการสอนที่ครบถ้วนได้ภายในระยะเวลาจำกัด ดังนั้น ในการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี จึงได้มีมติให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคี โดยลงนามความร่วมมือกับบริษัท หะรินสุตขนส่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ดำเนินธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าทางเรือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีท่าเทียบเรือทั้งที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสงขลา ร่วมกันดำเนินการจัดการเรียนการสอน วางแผนการฝึกภาคปฏิบัติ และการวัดผลประเมินผลการเรียนของนักศึกษา และที่สำคัญการเรียนในสาขานี้ต้องมีการฝึกปฏิบัติจริง หรือที่เรียกว่าลงภาคสนามกับท้องทะเลจริง ๆ เรียนรู้ระบบเรือขนส่งสินค้าจริง ๆ จำเป็นต้องมีครูฝึกมืออาชีพมาถ่ายทอดความรู้และฝึกทักษะให้นักศึกษา

ด้านนายเสริมศักดิ์  นิลวิลัย  ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ กล่าวเสริมว่า ก่อนที่วิทยาลัยจะส่งนักศึกษาออกไปฝึกปฏิบัติกับสถานประกอบการ จะมีการสอนภาคทฤษฏีและปูพื้นความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับเรือเดินทะเล เรือประมง การดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้ในเบื้องต้นก่อน เพื่อนักศึกษาจะได้มีความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติทีดีต่อวิชาชีพ เมื่อไปฝึกปฏิบัติจริง จะได้มีความตั้งใจ มีความอดทน และรู้สึกสนุกสนานไปกับการเรียนรู้  ที่สำคัญผู้ที่เรียนในสาขาพาณิชย์นาวี จะมีรายได้ในระหว่างเรียน และเมื่อจบแล้วก็สามารถทำงานได้ทันทีโดยมีรายได้มากกว่าคนที่ทำงานบนบกประมาณ  3-4 เท่า  และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศพร้อมรับเข้าทำงาน  ทั้งนี้นักศึกษาที่จบการศึกษาในสาขาพาณิชย์นาวีของ สอศ. จะมีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการเนื่องจากความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีนี้มีความพิเศษตรงที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยสอน ช่วยแนะนำเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะฝีมือตรงกับสิ่งที่ภาคการผลิตต้องการ

เลขาธิการกอศ. กล่าวปิดท้ายว่า  นักศึกษาที่เรียนในสาขาพาณิชย์นาวีนี้จะได้รับการสนับสนุนให้มีโอกาสสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรขั้นต้น STCW 2010 จากกรมเจ้าท่า และรับใบประกาศนียบัตรลูกเรือฝ่ายเดินเรือก่อนก้าวขึ้นสู่ประกาศนียบัตรนายประจำเรือ  นั่นหมายถึงทุกคนจะรู้เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และวางแผนการทำงานสำหรับอนาคตได้อย่างถูกต้อง มีทิศทาง

สธ.มุ่งสร้างมาตรฐานรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296509

สธ.มุ่งสร้างมาตรฐานรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ

สธ, มาตรฐานรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ, 27001

สธ. ได้รับประกาศนนียบัตรรับรองมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013ย้ำภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในการเป็นหน่วยงานหลักดูแลข้อมูลสุขภาพของประเทศ

       กระทรวงสาธารณสุข รับมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 ด้านระบบบริหารจัดการ DATA CENTER โดยผ่านการประเมินจากบริษัท British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ตรวจประเมินมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำในระดับโลก  ย้ำภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในการเป็นหน่วยงานหลักดูแลข้อมูลด้านสุขภาพของประเทศ

วันนี้ (22 กันยายน 2560) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี  ศ. คลินิกพิเศษ นพ.เสรี  ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001:2013 โดยมีผู้บริหารของบริษัท British Standards Institution (BSI) เป็นผู้มอบ และมีผู้บริหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีอาทิ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (CIO) ผู้บริหารของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้

ศ.คลินิก พิเศษ นพ.เสรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้ง DATA CENTER เพื่อจัดเก็บและบริหารจัดการฐานข้อมูลสำคัญ ด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center) มีการควบคุมและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ตามแนวทางมาตรฐาน ISO/IEC 27001 : 2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศขององค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในด้านการจัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) และต้องการความปลอดภัยสูง เช่น ข้อมูลด้านการเงินพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์  ข้อมูลส่วนบุคคล  มาตรฐานนี้ยังใช้อ้างอิงในกฎหมายด้านไอซีทีของประเทศด้วย และในปี พ.ศ. 2560 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ขอรับการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 ด้านระบบบริหารจัดการ DATA CENTER กระทรวงสาธารณสุข โดยมี บริษัท กทส โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านวิชาการและคำปรึกษา แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงาน

ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นผู้ตรวจประเมินรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001 : 2013 ได้ตรวจประเมินระบบบริหารจัดการ DATA CENTER กระทรวงสาธารณสุข และพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 โดยมีอาคาร Data Center เป็นศูนย์กลางเก็บข้อมูลสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ ข้อมูลส่งเสริมป้องกันสุขภาพ ข้อมูลผู้บริโภค ข้อมูลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและการสาธารณสุข  ตลอดจนข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และปัจจุบันเป็นที่จัดเก็บคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ HDC : Health Data Center ทั้งระดับจังหวัดและระดับกระทรวง เพื่อนำมาสังเคราะห์และนำเสนอเป็นสารสนเทศที่เข้าใจได้โดยง่ายที่ https://hdcservice.moph.go.th เป็นประโยชน์ทั้งด้านการบริหารจัดการโรคและภัยสุขภาพในภาพรวมประเทศ เขต และจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้สถานบริการทางการแพทย์ ได้นำข้อมูลหรือสถิติด้านสุขภาพที่ถูกต้องและรวดเร็วมาบูรณาการในการดูแลรักษาสุขภาพแก่ประชาชนทั้งประเทศ

กรุงเทพครองแชมป์ “ผัวฆ่าเมียพุ่ง” เหตุหึงหวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296516

กรุงเทพครองแชมป์ “ผัวฆ่าเมียพุ่ง” เหตุหึงหวง

ผัวฆ่าเมีย, สสส, มูลนิธิหญิงชายห่างไกล, ผัวฆ่าเมียพุ่ง

สังคมอันตราย ความรุนแรงใกล้ตัว เผยข้อมูลสามีกระทำภรรยาสูงลิ่ว สถิติสังหารด้วยปืนนำโด่ง เหตุหาซื้อง่าย ขณะที่กรุงเทพครองแชมป์ ฆ่าหึงหวง น้ำเมาตัวกระตุ้น

         ที่โรงแรมเอเชีย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเวที เพื่อรายงานสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปี2559 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ความรุนแรงฆ่าครอบครัว”

          ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า งานในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทบาทของสสส.และองค์กรภาคีเครือข่าย ที่ต้องการแก้ปัญหาผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพเท่านั้นจากข้อมูลงานวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี53ต่อความสัมพันธ์ของการเสพสุรากับอาชญากรรม ซึ่งได้สุ่มตัวอย่างจากผู้ต้องขังที่ต้องโทษในคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกายที่ต้องโทษจำคุกในเรือนจำและทัณฑสถานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล6แห่ง จำนวน880 คนพบว่าการดื่มสุรามีความสัมพันธ์กับอาชญากรรม เป็นปัจจัยหลักในการก่อเหตุ โดยกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุไม่เกิน25ปี มากกว่าครึ่ง58.8%ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ ในจำนวนนี้76.4%ก่อเหตุหลังจากดื่มสุราไม่เกิน5ชั่วโมง ขณะเดียวกันข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี58 ยังระบุชัดว่า82% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มสุราของผู้อื่น เช่น รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะเพราะการดื่มของคนแปลกหน้า รู้สึกไม่อยากแม้แต่จะมอง หวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ดื่มตามถนน/ในที่สาธารณะ ตื่นกลางดึกเพราะเสียงดังรบกวนจากวงสุรา และเคยถูกคนที่ดื่มพูดจาหยาบคายใส่ นอกจากนี้สุรายังมีผลกระทบจากสุราต่อเด็ก หากคนในครอบครัวที่ดื่มหนัก จะเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับผลกระทบจากสุรา3.3 เท่า

       น.ส.จรีย์  ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า มูลนิธิฯได้รวบรวมสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รอบ1ปี 2559 จากหนังสือพิมพ์13 ฉบับ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด คมชัดลึก มติชน แนวหน้า ไทยโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ บ้านเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย ผู้จัดการรายวัน โพสต์ทูเดย์ พบว่า มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง466ข่าว ในจำนวนนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น86ข่าว หรือ18.5% หากจำแนกความรุนแรง พบว่า71.8%สามีกระทำต่อภรรยา 65.2%คู่รักแบบแฟนโดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ 35.7%พ่อกระทำต่อลูก และ20.8%พี่น้องกระทำต่อกัน ที่น่าห่วงคือ วิธีการที่สามีลงมือฆ่า เกือบครึ่ง43.6%ใช้อาวุธปืนยิง 32.7%ใช้มีดหรือของมีคม ขณะที่23%เลือกใช้วิธีฆ่าแบบอื่น เช่น ตบตีจนเสียชีวิต เผา ขับรถชน บีบคอ กดหมอน กระบอกไฟฉาย ไม้หน้าสาม พลั่ว ส่วนมูลเหตุที่ทำให้ฆ่า78.6% มาจากการหึงหวง ระแวง ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดี สำหรับพื้นที่ก่อเหตุ พบว่า กรุงเทพฯ มากที่สุด และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังพบว่า ผู้ชายจะคิดสั้นฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง คือ ผู้ชาย57.3% ผู้หญิง30.5%

          “จะเห็นว่าเกือบทุกข่าวมีความเชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงทัศนคติที่ปลูกฝังว่าถ้ามีความสัมพันธ์กันแล้ว ฝ่ายหญิงต้องเป็นสมบัติของฝ่ายชาย ขณะเดียวกันการใช้ปืนเพื่อก่อเหตุ ตอกย้ำถึงรูปธรรมการใช้อำนาจที่เหนือกว่า เป็นอาวุธที่ร้ายแรง เป็นอาวุธที่นำไปสู่การเกิดอาชญากรรมมากที่สุด ดังนั้นควรมีการควบคุม แม้จะมีการขึ้นทะเบียน แต่หลายกรณีไม่ได้ถูกควบคุม หาซื้อง่าย และควรบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง รวมทั้งผู้ชายควรมีการปรับทัศนคติไม่ใช้อำนาจเหนือกว่า ตัดคำว่าชายเป็นใหญ่ออกไป รณรงค์ให้เคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และสังคมต้องไม่มองว่าความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนตัว”  น.ส.จรีย์ กล่าว

น.ส.เอ(นามสมมติ) อายุ33ปี ผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจากอดีตสามีทำร้าย กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยบาดแผลที่ศีรษะ และต้องทำกายภาพบำบัด เข้าออกโรงพยาบาลตลอด เนื่องจากตนเองถูกอดีตสามีพยายามจะใช้มีดฟันศีรษะ แต่ตนเองใช้มือรับมีดแทน จนทำให้มีดฟันเข้าที่เส้นเอ็นจนขาด ทำให้หยิบจับอะไรไม่ได้ มีผลกระทบต่อการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาใช้ชีวิตคู่แบบไม่เคยมีความสุข เขามีพฤติกรรมหึงหวง ไม่ให้เกียรติ พูดจาหยาบคาย รุนแรง ชอบใช้อำนาจ ดื่มเหล้าเสพยา ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกตบตีเป็นประจำ เคยถูกมีดแทงบริเวณท้อง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกว่า20 วัน

“กว่า7ปี ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แผลเป็นรอบตัวยังเป็นเครื่องเตือนสติมาตลอด และการให้อภัยยอมเพื่อลูกเพื่อครอบครัวไม่ทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมได้ วันนี้จึงลุกขึ้นมาสู้ปกป้องศักดิ์ศรี จนเขาถูกดำเนินคดีติดคุกในข้อหาทำร้ายร่างกาย  แต่ตัวเองก็ยังอยู่แบบหวาดกลัว ว่าถ้าออกมาเขาจะกลับมาทำร้ายอีก  อยากฝากไว้เป็นบทเรียนให้กับหลายๆครอบครัวว่า การใช้ความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหามีแต่จะซ้ำเติมทำให้ครอบครัวแย่และพังลง ความรุนแรงฆ่าครอบครัวได้จริงๆ” น.ส.เอ (นามสมมติ) กล่าว

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296460

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

ศึกท่าพระจันทร์, มธ, จดหมายเปิดผนึก

ถามมา-ตอบไป จดหมายเปิดผนึก..การสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          กลายเป็นประเด็นขึ้นมาจนได้ สำหรับการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ.ที่จะหมดวาระในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 โดยมีนายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ. 

โดยกระบวนการสรรหาอธิการบดีของมธ.นั้น คณะกรรมการสรรหา มธ.จะดำเนินการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ.2560 ซึ่งได้กำหนดให้เปิดรับสมัครเข้ารับการสรรหาตั้งแต่วันที่ 1-29 สิงหาคม 2560 และให้บุคลากร ศิษย์เก่า และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เวลา 9.00-15.00 น. ที่ผ่านมา

สำหรับผลการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้เหมาะสม 5 ลำดับแรกที่หน่วยงานเสนอชื่อมากที่สุด มีดังนี้ 1.รศ.เกศินี วิฑูรชาติ มี 49 หน่วยงาน 2.ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ มี 33 หน่วยงาน 3.ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มี26 หน่วยงาน 4.ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มี 18 หน่วยงาน และ5.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต มี 14 หน่วยงาน  (มีหน่วยงานทั้งหมด 51 หน่วยงาน แต่เสนอชื่อผู้เหมาะสมได้ 50 หน่วยงาน เนื่องจากมี 1 หน่วยงานไม่มีโครงสร้างองค์กร(สำนักงานศูนย์ทดสอบ))

กระบวนการหลังจากนี้ จะมีการนำรายชื่อที่ได้รับการเสนอมาตรวจสอบคุณสมบัติ และเข้าสู่ขั้นตอนทาบทามบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานมีความถี่สูง เพื่อสอบถามว่าสนใจจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาหรือไม่ หากตอบรับ  ในวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตอบรับจะต้องแสดงแนวทางการบริหารต่อคณะกรรมการสรรหาและเปิดโอกาสให้ประชาชนรับฟังได้ ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯจะทำการสรุปผล และนำเสนอกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อไปในวันที่ 30 ตุลาคม 2560

ทว่าเรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อทางนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณรักษาการผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจรายสาขาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบทสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่อง “การเลือกอธิการบดี มธ. คนใหม่ : จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์”

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

สรุปใจความสำคัญ อยากให้คนผู้บริหารชุดใหม่ต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มาก รวมทั้งควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุที่ว่าคนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศา

ขณะที่  ศ.ดร.สมคิด อธิการบดีคนปัจจุบัน ได้เขียน จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ กรณีกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ สรุปใจความ ดังนี้ กรณีการจัดอันดับ QS World University Rankings ปี 2018  มธ. ได้อันดับ 4 ในประเทศไทย ชี้แจงว่ามธ.ได้อันดับที่ดีขึ้นทุกปี และปี 2016  ได้เป็นอันดับ 3 ต่อมา กรณีอายุอธิการบดี อธิบายว่าตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558 และข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาต่างก็ไม่ได้กำหนดอายุของผู้ที่มา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่ประการใด อีกทั้งผู้ที่เข้าข่ายอาจารย์นิพนธ์มีคนเดียวเท่านั้น คือ ศ.ดร.สมคิด

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

สำหรับกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และทีมผู้บริหารควรมาจากหนุ่มสาวสาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวะและแพทย์ เพราะคนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยัง เป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล  ศ.ดร.สมคิด แจงต่อไปว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวธรรมศาสตร์ที่เลือกอธิการบดีสาย สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ไม่มีความหมาย การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่า ชาวธรรมศาสตร์เลือกอธิการบดี ไม่เป็น และหากดูข้อมูลเรื่องรองและผู้ช่วยอธิการบดีสมัยตน อ.นิพนธ์ก็อาจไม่เรียกร้อง อีกต่อไป เพราะทีมผู้บริหารจานวนมากของตนเป็นหนุ่มสาวและเป็นหนุ่มสาวที่มาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี คณะแพทย์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ SIIT และคณะสหเวชศาสตร์ ฯลฯ

แลกกันหมัด ต่อหมัดอย่างนี้ คงต้องรอติดตามการสรรหาอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ คนใหม่ ว่าจะมีผู้ใดรับการทาบทามบ้าง แล้วแนวทางการบริหารจะเป็นเช่นใด ได้ในวันที่ 19 ต.ค.นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

จดหมายเปิดผนึก วอน มธ.เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าบริหาร

“รศ.เกศินี”แคนดิเดตหญิงอธิการบดีมธ.ในรอบ30ปี

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296448

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ :, เลิศไพฑูรย์

ล่าสุด ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียน จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ กรณีกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่

    หลังจากที่ อาจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียดจดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ ผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

       รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      ล่าสุด ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียน จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ กรณีกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ เช่นกัน

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

    กระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ผมใกล้ถึงจุดสุดท้ายแล้ว เราได้แคนดิเดท 2 คน ที่ได้รับคะแนนหยั่งเสียงมากที่สุดจากประชาคมธรรมศาสตร์หลายพันคน โดยอันดับ 1 ได้รับการเสนอชื่อจาก 49 หน่วยงาน คิดเป็น 98% ของหน่วยงานทั้งหมด อันดับ 2 ได้ 33 หน่วยงาน คิดเป็น 66% แต่ยิ่งใกล้เท่าไหร่ การเคลื่อนไหวและการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้ชาวธรรมศาสตร์ เข้าใจผิดตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้มีคนส่งจดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ของอาจารย์ นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้แก่ผมอ่าน ผมเองค่อนข้างตกใจเนื้อหาที่อาจารย์ นิพนธ์ให้ข้อมูลกับชาวธรรมศาสตร์ อาจารย์นิพนธ์บอกว่า

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      1. การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก ธรรมศาสตร์ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆ ของมหาวิทยาลัยโลกเลย และในประเทศไทยเราอยู่อันดับ 9-17

      2. ธรรมศาสตร์ควรมีอธิการบดีที่มาจากหนุ่มสาวอายุ 45-55 ปี จากสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิศวกรรม เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ.

     3.แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่และทีมงานซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมา ติดต่อกันกว่า 13 ปี แต่สลับตำแหน่งกันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีกับธรรมศาสตร์และขอให้อธิการบดีคนใหม่อย่าเลือก ผู้บริหารชุดเก่ามาทำงานต่อเลย

     4. การสรรหาคณบดีหลายคณะ มหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคคลากรสายต่างๆ ของคณะ โดยเฉพาะสายอาจารย์เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      ผมขออธิบายสิ่งที่อาจารย์นิพนธ์เขียนและหลายคนที่อาจารย์นิพนธ์รับข้อมูลมาให้เข้าใจเพื่อไม่ให้ ธรรมศาสตร์เสียหาย

1. ในการจัดอันดับ QS World University Rankings ปี 2018 นั้น มธ. ได้อันดับ 4 ในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

ผมคาดว่าภายใน 1-2 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะแซงขึ้นเป็นอันดับ 3 ได้ ส่วนการจัดอันดับ QS Asian University Rankings ปี 2015 มธ. ได้อันดับที่ 143 ปี 2016 ได้อันดับที่ดีขึ้นมากคืออันดับที่ 101 โดยเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศไทย (ปี 2017-2018 ยังไม่ประกาศผล) และกรณีของ Times เนื่องจาก มธ. เลือกที่จะยังไม่เข้าไปจัดอันดับจึงไม่ได้ส่งข้อมูลให้ Times การจัดอันดับจึงไม่มีชื่อ มธ. แต่ ประการใด หาใช่เพราะ มธ. ไม่ติดอันดับแต่ประการใดไม่ ผมเลยไม่แน่ใจว่าอาจารย์นิพนธ์เอาข้อมูลเรื่อง QS และ Times มาจากที่ใด

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      2. ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558 และข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาต่างก็ไม่ได้กำหนดอายุของผู้ที่มา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่ประการใด ถ้าหากเอาอายุ 45-55 ปีของอาจารย์นิพนธ์มาจัด อันดับอดีตอธิการบดีในรอบ 13 ปีที่ผ่านมาและแคนดิเดทอธิการบดีคนใหม่ จะไม่มีใครอยู่ในข่ายได้เป็น อธิการบดีเลย นอกจากตัวผมเองเพราะ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิการบดีตอนอายุ 43 ปี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นอธิการบดีตอนอายุ 44 ปี แคนดิเดทอธิการบดี 2 คนที่มีอยู่ในปัจจุบันอายุน้อยที่สุดก็ 57 ปี กว่าๆ ใกล้เกษียณเต็มที ผมจึงอยู่ในข่ายของอาจารย์นิพนธ์คนเดียวเท่านั้น เพราะตอนเป็นอธิการบดีครั้งแรก ผมอายแุค่ 51 ปี

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

        อาจารย์นิพนธ์ยังพูดว่า มหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ล้วนมีอธิการบดีที่มาจากคนหนุ่มสาว ข้อมูลนี้ก็ผิดพลาด เพราะทั้ง 4 มหาวิทยาลัยในอดีตจนถึงปัจจุบันต่างก็มีอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีทั้งสิ้น จะมียกเว้นก็แต่อธิการบดีจุฬาลงกรณ์คนปัจจุบันที่อายุเพียง 51 ปี ถ้าอาจารย์นิพนธ์ยกตัวอย่างว่า มหาวิทยาลัยทั้ง 4 มีความก้าวหน้ามากกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะมีอธิการบดีที่อายุน้อย บทสรุป เช่นนี้ก็คงผิดพลาดเช่นกัน

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      อาจารย์นิพนธ์ยังพูดว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และทีมผู้บริหารควรมาจากหนุ่มสาวสาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวะและแพทย์ เพราะคนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทา กล้าทดลอง แถมยัง เป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่าอาจารย์จากสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ไม่มี สิ่งเหล่านี้เลย การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวธรรมศาสตร์ที่เลือกอธิการบดีสาย สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ไม่มีความหมาย การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่า ชาวธรรมศาสตร์เลือกอธิการบดี ไม่เป็น และหากอาจารย์นิพนธ์ดูข้อมูลเรื่องรองและผู้ช่วยอธิการบดีของผม อาจารย์นิพนธ์ก็อาจไม่เรียกร้อง อีกต่อไป เพราะทีมผู้บริหารจานวนมากของผมเป็นหนุ่มสาวและเป็นหนุ่มสาวที่มาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี คณะแพทย์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ SIIT และคณะสหเวชศาสตร์ ฯลฯ

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

     ผมอยากเรียนพวกเราเพิ่มเติมด้วยว่า แม้อธิการบดี มธ. ที่ผ่านมาจะไม่ได้มาจากสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี วิศวะ หรือการแพทย์ก็ตามแต่อธิการบดีทุกคนก็ตระหนักดีว่าสาขาวิชาเหล่านี้มีความสาคัญ เราจึงเห็นคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี จากคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชีเป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงพยาบาล ธรรมศาสตร์และคณะแพทยศาสตร์ ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม จากคณะเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผู้ก่อตั้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร จากคณะรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสาคัญในการตั้งสถาบันเทคโนโลยี นานาชาติสิรินธร ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ จากคณะนิติศาสตร์ ผู้ก่อตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

     หรือแม้แต่ ในสมัยของผม ผมก็เป็นคนก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยแพทย์นานาชาติจุฬาภรณ์ ศูนย์ค้นคว้าและวิจัยยา ศูนย์เครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หรือหากจะดูตัวชี้วัดด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวะและ การแพทย์ ตัวชี้วัดทุกตัวก็บ่งชี้ว่า มธ. กำลังก้าวไปในทิศทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนงบประมาณวิจัยที่เพิ่มจาก ไม่กี่ร้อยล้านเป็นพันล้าน จำนวนอาจารย์และบุคคลากรที่เพิ่มขึ้น จำนวนรางวัลด้านการวิจัยที่ได้รับมากขึ้นทุกปี จำนวนการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus เพิ่มจาก 547 ผลงานในปี 2555 เป็น 784 ในปี 2559 จำนวนนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลมากกว่าทุกมหาวิทยาลัยที่ไปแข่งขันในต่างประเทศซึ่งล่าสุด มธ. ได้รางวัล grand prize ซึ่งไม่เคยมีใครได้มาก่อนในประเทศไทย

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

    3. อาจารย์นิพนธ์เพ่งเล็งมาที่รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีในรอบ 13 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งก็คือในสมัย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และผม และเรียกร้องให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีเหล่านี้อย่าได้รับตำแหน่ง ต่อไปในอนาคต ผมไม่แน่ใจว่าอาจารย์นิพนธ์มีข้อมูลแค่ไหนเพียงพอหรือไม่ เพราะตอนที่ผมรับตำแหน่งต่อ จาก ศ.ดร.สุรพล ผมก็เปลี่ยนรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีไปเป็นจานวนมาก มากกว่าครึ่งหนึ่งล้วนเป็น คนหนุ่มสาวหน้าใหม่ทั้งสิ้น และผมก็เชื่อว่า เมื่อแคนดิเดตคนใดคนหนึ่งในสองคนขึ้นแทนผม รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีจานวนมากก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

     ในส่วนของอธิการบดีนั้น หากแคนดิเดทคนใดคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีเพราะเขาได้รับ คะแนนนิยมสูงสุดจากชาวธรรมศาสตร์ เพราะเขาเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เพราะเขามีวิสัยทัศน์ เพราะเขากล้าตัดสินใจ เพราะเขามีประสบการณ์หลากหลายตำแหน่งที่จะช่วยมหาวิทยาลัยได้ อาจารย์นิพนธ์จะกีดกันเขาด้วยเหตุเพราะเขาเป็นรองอธิการบดีในช่วงที่ผ่านมากระนั้นหรือ

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

    4. ระบบการสรรหาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นระบบที่ดีมาก เราเปิดให้มีการหยั่งเสียงเพื่อดู ความนิยมของประชาคม ในขณะเดียวกันเราก็ให้สภามหวิทยาลัยเป็นผู้ชี้ขาด ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ร้อยละ 95 ของคณบดีล้วนแล้วแต่มาจากเสียงข้างมากของประชาคมทั้งสิ้น สำหรับอธิการบดีตั้งแต่อาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้นมา จนถึงสมัยของผม สภามหาวิทยาลัยก็เลือกอธิการบดีจากผู้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ของบุคคลากรสายต่างๆ โดยเฉพาะสายอาจารย์ ผมจึงไม่เข้าใจว่าอาจารย์นิพนธ์เอาข้อมูลเรื่องสภา มหาวิทยาลัยมักเลือกคณบดีจากคนเสียงข้างน้อยมาจากที่ใด

     ผมรู้จักอาจารย์นิพนธ์ส่วนตัวมานาน เสียดายที่ตลอด 7 ปีที่ผมบริหารมหาวิทยาลัยผมพบเจอ อาจารย์นิพนธ์หลายครั้งหลายหน อาจารย์ไม่เคยแนะนำอะไรผมเลย ไม่เคยพูดเรื่องคนหนุ่มสาว ไม่เคยพูด เรื่องอาจารย์สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวะและการแพทย์ ไม่เคยพูดเรื่อง Ranking ไม่เคยพูดเรื่อง ทีมรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีของผม และผมแน่ใจว่าอาจารย์นิพนธ์ซึ่งสนิทกับ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เช่นเดียวกันก็คงไม่ได้ให้ข้อคิดแก่อาจารย์สุรพลแต่ประการใด

    ผมหวังว่าจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ คงทำให้อาจารย์นิพนธ์ในฐานะนักวิชาการที่ผมเคารพนับถือ รวมทั้งคนอื่นๆ ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ ธรรมศาสตร์ ได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง ได้เข้าใจ มธ. ยุคปัจจุบันที่อาจารย์นิพนธ์ห่างหายไปนาน

อธิการบดีม.ศิลปากร สั่งงดกิจกรรมรับน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296427

อธิการบดีม.ศิลปากร สั่งงดกิจกรรมรับน้อง

มศิลปากร, สั่งงด, กิจกรรมรับน้อง, คมชัดลึก, ห้ามให้ข้อมูล, อธิการ, อาจารย์, นักศึกษา

อธิการ ม.ศิลปากร ออกหนังสือเวียน สั่งงดกิจกรรมรับน้อง พร้อมห้าม บุคคลากร อาจารย์ นักศึกษา ให้สัมภาษณ์สื่อ ระบุให้มาให้ข้อมูลกับกรรมการสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่มีข่าวเรื่องการรับน้องที่ไม่เหมาะสมของคณะจิตรกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร ล่่าสุดได้มีหนังสือจาก ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงคณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์และคณบดีทุกคณะ เรื่อง สั่งการแนวทางปฏิบัติเรื่องข่าวการรับน้องของคณะที่มีผลในทางเสื่อมเสีย ต่อมหาวิทยาลัย  โดย ระบุว่าตามที่ได้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา  จึงขอสั่งการสามข้อประกอบด้วย 1.ให้ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาในสังกัดมหาวิทยาลัยงดให้สัมภาษณ์หรือให้ข่าวต่อสื่อกระแสหลัก  ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไวต์ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับทหาวิทยาลัยแทน
2.ให้ผู้บริหารคณะกำกับดูแลไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรง ต่อบุคคลที่มีความเห็นแตกต่างกันโดยเฉพาะในกรณีของคณะจิตรกรรมฯ และ 3. ให้งดจัดกิจกรรมรับน้องทุกชนิด ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อป้องกันกรณีที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง

ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการทางวินัยต่อไป

อธิการบดีม.ศิลปากร สั่งงดกิจกรรมรับน้อง


จุฬาฯ ยืดเวลาใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์กันลอกวรรณกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296415

จุฬาฯ ยืดเวลาใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์กันลอกวรรณกรรม

ขยายใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ อีก 5 ปี, จุฬาฯ, แห่ง

จุฬาฯ ผนึกหน่วยงาน 84 แห่ง ร่วมป้อมปรามคัดลอกวรรณกรรมขยายการใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ฟรี อีก 5 ปี หวังสร้างคุณธรรม ปลูกฝังความซื่อสัตย์แก่นิสิตนักศึกษา

 

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2560 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “การตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมด้วยโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์”  โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯเป็นประธานกล่าวเปิดงาน ตอนหนึ่งว่า ตลอดระยเวลาที่ผ่านมา จุฬาฯได้ตระหนักมาโดยตลอดว่า สถาบันการศึกษานั้นไม่เพียงเป็นแค่สถานศึกษาผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานหรือให้ความรู้แต่อย่างเดียว หากยังเป็นสถานที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และบ่มเพาะสำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพต่อนิสิตนักศึกษาด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาที่มุ่งเน้นการศึกษาค้นคว้าวิจัยเชิงลึก เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่สู่สังคม เพื่อป้องปรามและป้องกันการลักเลียนวรรณกรรมซึ่งถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงในแวดวงวิชาการ จุฬาฯ จึงให้การสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์มาโดยตลอด ด้วยมุ่งหวังว่า จุฬาฯ 100 ปี ปราศจาการลอกเลียนวรรณกรรม หรือ จุฬาฯ 100 ปี Free Plagiarim”

“ที่ผ่านมา มีการลอกเลียนวรรณกรรมทั้งในระดับประเทศและโลก ซึ่งจุฬาฯได้ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงการป้องกันและตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมในงานวิจัยและผลงานวิชาการ แต่ทั้งนี้ ไม่สามารถกระทำได้โดยสถาบันใดสถาบันหนึ่ง หรือถ้าทำก็ได้เพียงบางส่วน ดังนั้น จำเป็นต้องมีความร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างฐานข้อมูลร่วมกันในการตรวจสอบว่ามีการลอกเลียนวรรณกรรมเกิดขึ้นนมากหรือน้อย จึงได้มีมติให้ขยายบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานและสถาบันต่างๆ จำนวน 84  แห่ง ในการใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายออกไปเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม ถึง 26 มีนาคม 2565” อธิการบดี จุฬาฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ยังเป็นการแสดงจุดยืน เจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่อการแก้ไขปัญหาการลอกเลียนวรรณกรรมที่กำลังเป็นปัญหาคุกคามอยู่ในแวดวงวิชาการในปัจจุบัน และเป็นมาตรการในการปลูกฝังความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของนักวิชาการรุ่นใหม่

เด็กใต้เสี่ยงป่วย“จิตเวช”สูง !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296395

เด็กใต้เสี่ยงป่วย“จิตเวช”สูง !!

คมชัดลึก, คุณภาพชีวิต, เด็กใต้, พิษไฟใต้, ห่วงเด็กประถมฯ, นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์, กรมสุขภาพจิต, โรคจิตเวช, โรคพีทีเอสดี, เท่า

พิษไฟใต้ ส่งผลร้ายถึงเด็กประถมศึกษากว่า 4,000 คน เสี่ยงป่วย“โรคพีทีเอสดี”สูงกว่าทุกพื้นที่ 5 เท่า ทำให้มีปัญหาการเรียน หวั่นไม่รักษาโอกาส“ป่วยจิตเวช”สูง!

          21 ก.ย.60-นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่พร้อมด้วยนายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตและคณะ ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์สุขภาพจิตที่12 จังหวัดปัตตานี และ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ จ.สงขลา ในการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชและส่งเสริมสุขภาพจิตแก่ประชาชนในเขตสุขภาพที่12ประจำปีงบประมาณ2560

          ประกอบด้วย7จังหวัดได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล พัทลุง และตรัง ว่า เขตสุขภาพที่12เป็นเขตที่กรมฯจัดบริการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่มานานกว่า10ปี ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

          ผลการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มประชาชนอายุ18ปีขึ้นไป  ที่อยู่ใน จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในปี2559พบมีอัตราป่วยเป็นโรคทางจิตเวชร้อยละ 3.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่สำรวจในปี2556 อยู่ที่ร้อยละ3.2เข้าถึงบริการยังค่อนข้างน้อย ซึ่งกรมฯได้พัฒนาสถานพยาบาลในพื้นที่ คือ โรงพยาบาลชุมชน และอบรมพยาบาลจิตเวชหลักสูตร4เดือน และ2สัปดาห์ เป็นเครือข่ายบริการ เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้รับการรักษา สามารถอยู่ในชุมชนได้โดยไม่ต้องล่ามโซ่ตรวนเช่นในอดีต โดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง ซับซ้อน ทั้ง7จังหวัด ขณะนี้อยู่ในความดูแลของจิตแพทย์เชี่ยวชาญรพ.จิตเวชสงขลาฯเพิ่มขึ้นจาก481คนในปี2558เป็น750คนในปี2560

           อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาสุขภาพจิตที่น่าห่วงที่สุดคือ โรคพีทีเอสดี หรือที่เรียกว่าโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post Traumatic Stress Disorder: PTSD)ซึ่งจะมีภาพหลอกหลอนผุดซ้ำขึ้นมา นอนไม่หลับ คุกคามการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ผลสำรวจในปี2557พบว่าเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้มีอัตราเกิดโรคพีทีเอสดี สูงถึงร้อยละ2.6สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปที่พบประมาณร้อยละ0.5หรือสูงกว่าประมาณ5เท่าตัว

ประเด็นสำคัญที่พบในปี2560นี้ และน่าเป็นห่วงอย่างมาก พบว่าในกลุ่มเด็กนักเรียนประถมศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบใน4 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เข้าร่วมในโครงการเฝ้าระวังโรคพีทีเอสดีของรพ.จิตเวชสงขลาฯ เพื่อตรวจคัดกรองและให้การดูแลช่วยเหลือเพิ่มการเข้าถึงบริการเยียวยาทางจิตใจ ในปี2560จำนวน4,178คน จากโรงเรียน26แห่ง

ผลจากการคัดกรองด้วยแบบประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบหรือคราย 8 ข้อ (ChildrenRevised Impact of Event Scale :CRIES-8)พบว่ามีเด็กเสี่ยงป่วยโรคพีทีเอสดี เช่น มีอาการหวาดผวาเป็นพักๆ มีเหตุการณ์ผุดขึ้นในใจ เป็นต้น จำนวน1,101คน เฉลี่ยร้อยละ27พบสูงที่สุดในจ.ปัตตานีร้อยละ39จ.สงขลาร้อยละ31ยะลาร้อยละ21และนราธิวาสร้อยละ18

“นับเป็นการค้นพบข้อมูลครั้งสำคัญของประเทศ เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาการเรียน ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หากไม่ได้รับการรักษาจะมีโอกาสกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชในที่สุดซึ่งทีมจิตแพทย์จะให้การดูแลรักษาทันทีเบ็ดเสร็จที่โรงเรียน และติดตามต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการขยายโครงการนี้เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ2561” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

อธิบดีกรมสุขภาจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการป้องกันปัญหานี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กรมสุขภาพจิตได้เปิดคลินิกให้บริการผู้ป่วยโรคพีทีเอสดีโดยเฉพาะที่รพ.จิตเวชสงขลาฯ บริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญและพัฒนาองค์ความรู้การดูแลผู้ป่วยในภาวะวิกฤตในระดับประเทศ ซึ่งจากให้บริการ

พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีโรคร่วมด้วยอย่างน้อย 4 โรค ที่พบมากอันดับ1ได้แก่ อาการซึมเศร้า พบสูงถึงร้อยละ 90 รองลงมาคือคิดฆ่าตัวตายร้อยละ55ใช้สารเสพติดร้อยละ16และดื่มสุราร้อยละ7 จึงได้วิจัยและพัฒนาเครื่องมือคัดกรอง2คำถาม (2P)ค้นปัญหาและอาการเพียง2คำถามคือถามถึงเหตุรุนแรงที่ประสบในอดีต

และผลกระทบกับชีวิตในปัจจุบัน ในกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคคลใกล้ชิดเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ถูกทำร้ายร่างกายจิตใจ จากการทดสอบ พบว่ามีความแม่นยำสูงและใช้การได้ดีมาก ขณะนี้ได้นำไปใช้คัดกรองที่โรงพยาบาลทุกแห่งในเขตสุขภาพที่12และแปลงเป็นภาษามลายูด้วย ซึ่งเป็นภาษาถิ่นเพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น โดยกรมฯจะขยายใช้แบบคัดกรองนี้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศในปีงบประมาณ2561เพื่อใช้คัดกรองหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่รุนแรงทุกสถานการณ์ และดำเนินการเยียวยาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับในกลุ่มนักเรียน จะเพิ่มการดำเนินการ 2 เรื่องใน ปี 2561ประการแรก คือ การสร้างความพร้อมในการเผชิญเหตุรุนแรง โดยฝึกซ้อมทั้งชุมชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ เพื่อสร้างความพร้อมในการเผชิญเหตุ ให้นักเรียนมีทักษะ ความพร้อมทางจิตใจ ไม่ตื่นตระหนก สามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกันจะเฝ้าระวังคัดแยกเด็กที่มีความผิดปกติให้ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที รูปแบบนี้สามารถขยายผลใช้ในพื้นที่อื่นๆได้ด้วย

ประการที่2คือการพัฒนาแบบคัดกรองหานักเรียนที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช โดยเฉพาะ4โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ออทิสติก สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้น และบกพร่องทางการเรียนรู้ และคัดกรองโรคซึมเศร้า ความเสี่ยงโรคพีทีเอสดี ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ทั้งครู อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถตรวจสอบได้ทางมือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเพื่อจัดระบบการดูแลเด็กที่เหมาะสมระหว่างครู อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้ปกครอง คาดว่าจะใช้การได้ในปลายปี2560นี้

รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพจิตในระดับชุมชน โดยนำหลักศาสนามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข อยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า โดยมีศูนย์สุขภาพจิตที่12ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง