เช็คด่วน!!ผมร่วงมาก สัญญาณเตือนโรคไทรอยด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296622

เช็คด่วน!!ผมร่วงมาก สัญญาณเตือนโรคไทรอยด์

ผมร่วงมาก, ผมร่วงไทยรอย, เส้น

ปัจจุบันคนปกติทั่วไปจะมีเส้นผมประมาณ 80,000-120,000 เส้น และจะร่วงเป็นประจำทุกวัน วันละ 30-50 เส้น ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

      หากบางรายมีผมร่วงมากเกินกว่าปกติ จะส่งผลให้เกิดปัญหาผมร่วง ผมบาง และศีรษะล้านจนเกิดความกังวลและขาดความมั่นใจในชีวิตประจำวันในที่สุด  ดังนั้นการตรวจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจวิเคราะห์เส้นผมเบื้องต้น ผ่านเครื่องมือ Hair Analysis  ในการตรวจโครงสร้าง ขนาด ความหนาแน่นของหนังศีรษะ เพื่อหาสาเหตุของเกิดผมบาง ซึ่งส่วนใหญ่ผมบางเกิดจากกรรมพันธุ์  ฮอร์โมน  การรับประทานยา รวมไปถึงภาวะโรคทางกาย เช่น โรคไทรอยด์ ภูมิแพ้ตัวเอง SLE  เบาหวาน ภาวะความเครียดและการรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอไม่ถูกตามหลักโภชนาการ  เป็นต้น

นพ.ถนอมกิต เพราะสุนทร แพทย์ผ่าตัดผิวหนังและเส้นผม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า  โรคไทรอยด์ นับว่าเป็นโรคที่เกิดจากภาวะกายอันดับ 1 ที่เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงมากที่สุด ซึ่งจะมีสภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดจากพันธุกรรม และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายของคนที่ป่วยด้วยโรคไทรอยด์ ส่วนอาการแรกที่เป็นสัญญาณเตือนภัย คือ เส้นผมจะร่วงมากผิดปกติ อันเนื่องมาจากคนที่เป็นโรคไทรอยด์นี้  ร่างกายจะขับไขมันออกมาทางผิวหนังมาก ทำให้หนังศีรษะมัน รากผมอ่อนแอ เป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ง่าย   นอกจากนี้ โรคนี้ยังจะมีอาการอื่นแทรกซ้อนเข้ามาด้วย  เช่น นอนไม่หลับ ตาโปน กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยง่าย และน้ำหนักลด  เกิดความเครียดตลอดเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการผมร่วงได้ง่ายเช่นกัน

เช็คด่วน!!ผมร่วงมาก สัญญาณเตือนโรคไทรอยด์

นพ.ถนอมกิต เพราะสุนทร

ส่วนวิธีการรักษาเส้นผมที่เกิดจากการหลุดร่วง คือ ควรตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยภาวะโรคทางกายในการตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อน ด้วยวิธีการเจาะเลือด เพื่อหาสาเหตุของโรค หากพบว่าเป็นไทรอยด์แล้ว โรคนี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ แบบไฮโปไทรอยด์  (Hypothyroidism) ที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาไม่เพียงพอ โดยต่อมไทรอยด์ซึ่งอยู่ด้านหน้าส่วนล่างของคอ ทำหน้าที่ผลิตและส่งฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไปในกระแสเลือด โดยลักษณะอาการผู้ป่วยจะมีน้ำหนักมาก เพราะร่างกายไม่สามารถเผาผลาญอาหารได้ และส่งผลให้ผมร่วง ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องได้รับฮอร์โมนกลับเข้าไปด้วย

ส่วนแบบไฮเปอร์ไทรอยด์  ส่วนใหญ่จะเกิดจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ  ลักษณะอาการของผู้ป่วยจะมีอาการที่ผอมมาก คอโต ตาโปน ตัวเหลืองและผมร่วงในที่สุด ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น เพื่อรักษาโรคไปพร้อมกับการตรวจรักษาเส้นผม โดยขั้นตอนการรักษาเส้นผมแพทย์จะทำการตรวจวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดผมร่วง และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ทั้งนี้วิธีการรักษามีได้หลายวิธี อาทิ การรักษาด้วยการรับประทานยาและวิตามินเสริม การใช้เลเซอร์ยิงลงบนหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นเซลล์รากผมที่เสื่อมสภาพ และการใช้แสงสีแดงที่มีลักษณะเป็นหลอด LED จำนวนมากฉายลงบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์รากผมและเร่งการหมุนเวียนของโลหิต เพื่อเพิ่มความมั่นใจกลับคืนสู่ผู้ป่วยอีกครั้ง

เซรั่มบำรุงหน้า สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296615

เซรั่มบำรุงหน้า สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู

สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู, เซรั่มบำรุงหน้า, นักวิจัย

นักวิจัย มทร.ธัญบุรี นำกะทิพัฒนาเทคโนโลยีนีโอโซม และสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู เพิ่มความขาว สู่เซรั่มบำรุงหน้า

       “เพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าว และการนำทรัพยากรท้องถิ่น คือเงาะพันธุ์สีชมพู อ.ขลุง จังหวัดจันทบุรีมาใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ มาทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงหน้า ขาวกระจ่างใส ลดฝ้ากระจุดด่างดำ”ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย บอกกล่าวถึงที่มาของ “ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่ใช้เทคโนโลยีนีโอโซมซึ่งพัฒนาด้วยกะทิ” รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ประเภทเกษตรศาสตร์ การประกวดสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยี งานประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ครั้งที่ 9 (9 th RMUTNC)

เซรั่มบำรุงหน้า สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู

ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เล่าว่า นำเทคโนโลยีนาโน โดยใช้ “นีโอโซม” เหมือนถุงที่ค่อยห่อหุ้ม ซึ่งประกอบด้วย แรงตึงผิว และคลอเรสเตอรอล และอาจเติมใส่กรดสเตียริกลงไปเพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพการกักเก็บ แต่ด้วยราคาแพงและต้องนำเข้าจากประเทศ จึงได้ค้นคว้าวิจัยและหาข้อมูล พบว่า กะทิมีสมบัติเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ที่ดี เมื่อนำมาผสมกับนีโออนุภาคเล็ก เพื่อประสิทธิภาพในการกักเก็บสารสำคัญสูงได้ถึง 80 %   ซึ่งดีกว่ากรดสเตียริก นอกจากนี้ยังได้นำนีโอโซมที่พัฒนาได้ไปกักเก็บสารสกัดจากเงาะพันธุ์สีชมพู ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของ อ.ขลุง จังหวัดจันทบุรี จากงานวิจัยก่อนหน้า ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจนและลดการสร้างเมลานินเทียบเท่าได้กับกลูต้าไธโอน และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้า ซึ่งจะช่วยบำรุงให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดริ้วรอย ลดฝ้า กระ และจุดด่างดำ ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้สม่ำเสมอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในการซึมผ่านสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ สามารถบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นได้ดี

เซรั่มบำรุงหน้า สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพูเซรั่มบำรุงหน้า สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพูเซรั่มบำรุงหน้า สารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพู

        “การวิจัยและพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างลงตัว โดยการเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าว  และ การใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ ของเงาะพันธุ์สีชมพู ให้กับจังหวัดจันทบุรี จะช่วยลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยได้” ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์  กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ วิทยาลัยการแพทย์  โทร.0-2592-1999 ต่อ 1112

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296627

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

น้ำเมา, วิ่ง, Friends, 2017

ชวนคนไทยพักตับ..รักษ์สุขภาพต่อ จัดโครงการเดิน-วิ่งการกุศล SDN Run for Friends 2017 ตั้งกองทุนฯ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา มีมากถึง ร้อยละ24.6

       เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 23 กันยายน 2560  ที่ สวนนวมินทร์ภิรมย์ เขตบึงกุ่ม  กทม.  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) และภาคีเครือข่ายต่างๆ จัดกิจกรรมโครงการเดิน-วิ่งการกุศล SDN Run for Friends 2017 เพื่อส่งเสริมสุขภาพจากการออกกำลังกาย หลังจากการร่วมกันงดดื่มน้ำเมาพักตับในช่วงเข้าพรรษา โดยมีนักวิ่งจากสมาพันธ์และมูลนิธิชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย ชมรมวิ่งสวนเสรีไทย ชมรมวิ่งสวนพฤกษ 99 และชมรมคนหัวใจเพชร กทม.ฯลฯทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 600 คน  ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ จะนำไปจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก-เยาวชน และครอบครัว ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

โดย ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  ประธานในพิธีกล่าวว่า สสส. และภาคีเครือข่าย ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรู้เท่าทันถึงอันตรายและผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาโดยตลอด โดยให้ความสำคัญกับการรณรงค์ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ รวมถึงการช่วยเหลือบำบัดการเลิกดื่ม เพื่อลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสังคมไทยได้ให้มากที่สุด โดยข้อมูลจากรายงานการศึกษาผลกระทบของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่ม ในประเทศไทย (ระยะที่ 1), 2558  โดยสำนักวิจัยนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ สนับสนุนโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ในกลุ่มประชากรไทย ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,695 คน  ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทย 82% ระบุว่าเคยได้รับผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้อื่น โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อเด็ก พบว่ามีเด็กในความดูแลที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้ตอบ 24.6% จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีเด็ก/เยาวชนอายุตำกว่า 18 ปี ภายใต้การดูแล 937 คน

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

“ความรุนแรงเหล่านี้ ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและใจ คุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็ก ตลอดจนส่งผลต่อการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ด้วย การมีคนดื่มหนักในครอบครัวเพิ่มโอกาสที่เด็กจะได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ 3.3 เท่า ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบจากการดื่มของพ่อแม่มากที่สุด 5.7%  คนแปลกหน้าหรือคนในชุมชน 5.7% ญาติพี่น้อง 3.5% และเพื่อน 1.4% จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากการดื่มเกิดขึ้นได้หลากหลายเป็นวงกว้างและรอบด้าน  ทั้งนี้การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล SDN Run for Friends 2017 ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและรู้เท่าทันอันตรายของน้ำเมา และยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย”

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

เภสัชกรสงกรานต์  ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.)  กล่าวว่า สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และชมรมคนหัวเพชร ตลอดจนภาคีเครือข่าย ได้มีแนวคิดจัดโครงการเดิน-วิ่งการกุศล SDN Run for Friends 2017 เพื่อเป็นการระดมทุนในการสนับสนุน “กองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็ก-เยาวชน และครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา”  พร้อมกันนี้ เพื่อต้องการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีสุขภาพที่ดี จากการออกกำลังกาย จากการร่วมกันพักตับในช่วงเข้าพรรษา  รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล จะนำไปสนับสนุนกองทุน เพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชน และครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา โดยมีพลเมืองจิตอาสาจากนักรณรงค์คนหัวใจเพชรที่เลิกเหล้าได้มากกว่า 3 ปี ที่ผ่านกระบวนการ เพื่อเป็นนักรณรงค์ เปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคม และชวนคนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ต่างๆ  เป็นกลุ่มชมรม ในชุมชน อำเภอ จังหวัด ทั่วประเทศ  จะช่วยดูแลปัญหาในพื้นที่พร้อมทั้งนำเสนอเรื่องราวเพื่อสื่อสารเบื้องต้น ในกรณีที่มีเด็ก-เยาวชนและครอบครัว ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเมาเกิดความดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ของตนเอง

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

“รูปแบบของการช่วยเหลือและสนับสนุนจากเงินกองทุนจะมีดังนี้ 1.) การให้ความช่วยเหลือเด็กเยาวชนครอบครัวได้รับผลกระทบแบบเร่งด่วนฉุกเฉิน คณะกรรมการกองทุนฯ จะพิจารณาให้การช่วยเหลือเป็นกรณีไป 2.) การให้การสนับสนุนชมรมคนหัวใจเพชรเพื่อไปดำเนินการขับเคลื่อนงานให้เกิดการเลิกเหล้าแบบต่อเนื่องในพื้นที่ เบื้องต้นคณะกรรมการกองทุนฯ จะพิจารณาแนวทางและรูปแบบ โดยตั้งเงื่อนไขและข้อกำหนดการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบในแต่ละปี” ภก.สงกรานต์กล่าว

  นายวิษณุ  ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม กล่าวว่าแต่ละปี สังคมไทยจะมีข่าวเศร้าและความสูญเสียที่เกิดกับเด็ก-เยาวชนและครอบครัว ที่มีผลกระทบมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอลเป็นจำนวนมาก ถึงเวลาแล้วที่ผู้คนในสังคมไทย จะต้องช่วยกันดูแลและโอบอุ้ม ให้กำลังใจผู้คนที่ได้รับผลกระทบเหล้านี้ ประกอบกับการวิ่งที่กลายเป็น Trend สำคัญในการดูแลส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคอลกอฮอล์ ไปสู่การดูแลสุขภาพระยะยาว มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม จึงเห็นเป็นโอกาสสำคัญในการริเริ่ม และเชิญชวนภาคีเครือข่าย นักวิ่ง และประชาชนทั่วไป สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน ในการก่อตั้ง   กองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชน และครอบครัว     ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและการดูแลผู้คนในสังคมด้วยหัวใจร่วมกัน”

ชวนคนไทยวิ่ง ช่วยเหลือเด็ก-เยาวชนจากน้ำเมา

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชี  นายวิษณุ  ศรีทะวงศ์  ธ.กรุงไทย (เทสโก้โลตัส บางใหญ่) เลขที่บัญชี 399-0-29565-9 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร 0 2943 3300 และ fb Page : www.facebook.com/sdnrunforfriends/

มรส.ยกระดับวิชาการนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296618

มรส.ยกระดับวิชาการนานาชาติ

มรส

มรส.จับมือ รร.มัธยมในประเทศญี่ปุ่น ขยายความร่วมมือทางวิชาการในระดับเอเชีย

      มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการในระดับเอเชียกับโรงเรียนยานากาวาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21กันยายน 2560 ณ ห้องผดุงชาติ สำนักงานอธิการบดี มรส.โดยมีวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มรส.เป็นผู้ประสานงานและดำเนินการ

ผศ.สมทรง นุ่มนวล รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มรส. เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเอเชีย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีนักเรียนจากหลายประเทศสนใจมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้เพราะเรามีหลักสูตรนานาชาติที่เอื้อต่อการเข้าศึกษาต่อ และมีระบบในการดูแลนักศึกษาต่างชาติเป็นอย่างดี จนได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากหลายโรงเรียนในหลายประเทศส่งนักเรียนเข้ามาเรียนต่อ เนื่องจากหลักสูตรการสอนด้านการท่องเที่ยวและการบริการระหว่างประเทศ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของบุคลากรในหลายประเทศที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน

ด้าน Mr.ken Kago ผู้บริหารโรงเรียนยานากาวาจากประเทศญี่ปุ่น เผยว่า ในความร่วมมือด้านการศึกษาในปีนี้ จะมีนักศึกษาจาก รร.ยานากาวา ญี่ปุ่น จะมาเข้าค่ายภาษาอังกฤษ ที่เกาะสมุย และส่งนักเรียนที่จบมัธยมแล้วต้องการศึกษาต่อที่ไทยมายังวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยทางโรงเรียนต้องการส่งนักเรียนมัธยมของเค้ามาเข้าเรียนช่วง summer ที่จะถึงนี้

รพ.ลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296549

รพ.ลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนต่อปี

รพสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17, CLEAN

รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จ.สุพรรณบุรี สำเร็จ GREEN & CLEAN Hospital ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

        โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน GREEN & CLEAN Hospital ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 1,730,247.54 บาท ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 3,241,542.36 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี  ได้รับรางวัลThailand energy award อาคารควบคุม และ รางวัลAsean energy award อาคารควบคุม ในปี 2553

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน GREEN & CLEAN Hospital ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จังหวัดสุพรรณบุรี

รพ.ลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนต่อปี

นพ.โสภณ ให้สัมภาษณ์ว่ากระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง มีการจัดสภาพสิ่งแวดล้อม สถานที่ให้บริการควรมีการจัดวางวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นระเบียบ โปร่ง สะอาด มีอากาศถ่ายเทที่สะดวก ห้องน้ำที่เพียงพอ สะอาด ที่พักผู้ป่วยมีสภาพที่ดูผ่อนคลาย รวมทั้งการบรรยากาศที่เสริมให้การทำงานของบุคลากรของหน่วยงานน่าอยู่ น่าทำงาน รวมทั้งมีการส่งเสริมด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมในการทำงานและการให้บริการ และการบริหารจัดการด้านขยะทั่วไป ขยะอันตราย และขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล การลดการใช้พลังงาน

การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในหน่วยบริการสาธารณสุข ถือเป็นหัวใจหลักนอกจากการให้การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ  สำหรับโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 262 เตียง มีผู้มารับบริการ 2,500 คน/วัน และเป็นโรงพยาบาลที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ GREEN & CLEAN Hospital ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้ 1.การจัดการขยะมูลฝอย โดยใช้หลัก 6 อาร์(6R)คือปฏิเสธวัสดุที่ทำลายยาก หันมาใช้วัสดุธรรมชาติทดแทน ลดปริมาณขยะมูลฝอย นำมาใช้ใหม่ นำมาปรับสภาพแล้วใช้ใหม่ ใช้พลังงานจากมูลฝอย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

รพ.ลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนต่อปี

รพ.ลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนต่อปีรพ.ลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละกว่า 3 ล้านกิโลคาร์บอนต่อปี

2.การจัดการเกี่ยวกับห้องน้ำ โดยลดการใช้น้ำประปา ใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ นำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ เช่นรดน้ำต้นไม้ เลี้ยงปลา 3.การจัดการพลังงาน โดยใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสูง ลดชั่วโมงการใช้งาน ใช้พลังงานทดแทน ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ 4.การจัดการสิ่งแวดล้อม โดยปฏิเสธการใช้สารเคมี พลาสติก โฟม นำเศษใบไม้ร่วงไปทำปุ๋ยหมัก นำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วมาถมที่ปรับปรุงทางเดิน และ5.อาหาร โดยรณรงค์เปลี่ยนวิธีคิดใช้อาหารเป็นยา ปรับพฤติกรรมการกิน งดเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม สร้างความร่วมมือในการใช้บรรจุภัณฑ์ธรรมชาติ และใช้ปิ่นโต กล่องใส่อาหารแทนการใช้ถุงพลาสติก โฟม สร้างเครือข่ายอาหารปลอดภัย จัดตลาดนัดสีเขียว

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่  17 สามารถลดปริมาณขยะมูลฝอยลงได้ปีละ 79,200 กิโลกรัม ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ 239,190.27 กิโลวัตต์ต่อปี ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ 240 กิโลกรัมต่อปี ลด ละ เลิกการใช้โฟม 3,244 กิโลกรัมต่อปี จัดทำเมนูสุขภาพลดการใช้แก๊ส 576 กิโลกรัมต่อปี ลดเศษอาหาร 29,200 กิโลกรัมต่อปี ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 1,730,247.54 บาท ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 3,241,542.36 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี (kg CO 2 e) ทำให้ปี 2553 ได้รับรางวัล Thailand energy award อาคารควบคุม และ รางวัล Asean energy award อาคารควบคุม

“วิจัยขายได้” นวัตกรรมเมืองสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296617

“วิจัยขายได้” นวัตกรรมเมืองสมุนไพร

นวัตกรรมเมืองสมุนไพร, วิจัย, วิจัยขายได้, อภัยภูเบศร

อภัยภูเบศร จับมือ วช พัฒนานวัตกรรมเมืองสมุนไพร มุ่งเป้าแก้ปัญหาสุขภาพ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู่ผู้นำอาเซียน

        โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช) ได้ลงนามความร่วมมือ ในงานตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่2 หัวข้อ “วิจัยขายได้” โดยการลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ที่มีอยู่แล้วในฐานข้อมูลของประเทศ เพื่อนำมาสู่การใช้ประโยชน์ต่อยอด เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมสร้างความเข้มแข็งเมืองสมุนไพรในฐานะผู้นำของอาเซียน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นว่ามีงานวิจัยมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร ถูกทำการเก็บข้อมูล พัฒนาวิจัยหลายชิ้น และล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่ครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ทาง วช. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้ จึงได้ร่วมลงนามความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรจากงานวิจัยที่มีอยู่ เพื่อต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนาตลาดสมุนไพร พร้อมร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยเพื่อเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านสมุนไพรในอาเซียน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า การได้ร่วมงานกับ วช นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่จะได้นักวิจัยคุณภาพ มาช่วยสร้างนวัตกรรมสุขภาพ และร่วม สร้างเมืองสมุนไพรให้เข้มแข็ง และความเข้มแข็งนั้นจำเป็นต้องมาจากฐานงานวิจัยที่แข็งแรง เพื่อส่งต่อองค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ ตอบโจทย์การแก้ปัญหาสาธารณสุขและการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรของประเทศ ช่วยให้เกิดการยอมรับพร้อมขยายโอกาสทางการตลาดในระดับโลกได้ในอนาคต

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296538

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

สจล, กำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืน ด้วยสารสกัดจากสมุนไพร, ผักตบชวา

สจล. โชว์นวัตกรรมวิจัย “กำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืน ด้วยสารสกัดจากสมุนไพร” ฉีดพ่นทำลายสารคลอโรฟิลล์ ยับยั้งการเจริญเติบโต พร้อมย่อยสลายซากเหี่ยวแห้ง

       “ผักตบชวา” ถือเป็นวัชพืชร้ายคู่สายน้ำในประเทศไทยมาอย่างช้านาน การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมหาศาลของวัชพืชชนิดนี้ ไม่เพียงส่งผลเสียต่อการกีดขวางการไหลของกระแสน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากก่อให้เกิดน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำอันเป็นต้นตอทำให้น้ำเน่าเสียและสัตว์น้ำตาย รวมไปถึงการทำลายทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำลำคลองจนกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวด้วย

โดยจากสถิติการสำรวจปริมาณผักตบชวาเมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา พบว่าแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณผักตบชวารวมทั้งสิ้น 6,205,355 ตัน จึงกล่าวได้ว่าการกำจัดผักตบชวาถือเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ในการร่วมมือร่วมใจกำจัดให้ลดน้อยลงและหมดไปจากแหล่งน้ำ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าการกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยปริมาณที่เยอะมากและการแพร่กระจายที่รวดเร็ว ประกอบกับลอยอยู่ในแหล่งน้ำจึงยากต่อการเก็บทำลาย แต่ทำให้ในละปีภาครัฐต้องทุ่มงบประมาณหลักร้อยล้านบาท สำหรับดำเนินการเก็บกู้เพื่อเปิดทางระบายน้ำและคืนน้ำใสสู่ชุมชน

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

ดร.สามารถ ดีพิจารณ์

จากปัญหาความยากลำบากในการกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำ ซึ่งปัจจุบันนิยมทำ 4 วิธีหลัก คือ 1. การใช้สารเคมี  (Chemical Control) ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดเวลา แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ฉีดพ่นไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ อาจเกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ สภาพแวดล้อม และประชาชนได้ 2. การกำจัดโดยวิธีกล (Mechanical Control) คือการใช้แรงงานคนและเครื่องมือเครื่องจักรในการกำจัด เช่น รถแทรกเตอร์ รถขุดสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เรือยนต์ และแพยนต์ ในการลาก ดึง หรือยก ขึ้นจากแหล่งน้ำ ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม แต่ข้อเสียคือต้องใช้กำลังคนจำนวนมากและความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องจักร 3. การนำไปใช้ประโยชน์ (Utilization) เช่น การนำไปแปรรูปและผลิตเป็นเครื่องจักรสาน ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้านได้อีกทาง แต่ด้วยปริมาณที่แพร่กระจายเยอะมากเกินกว่ากำลังในการจักรสาน วิธีนี้จึงช่วยแบ่งเบาและบรรเทาปัญหาได้เพียงบางส่วน และ 4. การกำจัดโดยชีววิธี (Biological Control) โดยการใช้สิ่งมีชีวิต เช่น แมลง โรคพืช หรือศัตรู เข้าไปกัดกินหรือทำลายผักตบชวา วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพแต่ยังคงมีข้อจำกัด ในแง่ของการศึกษาวิจัยที่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

         ดร.สามารถ ดีพิจารณ์ ที่ปรึกษาคณบดี วิทยาลัยการบริหารและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานโครงการกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยพืชสมุนไพร กล่าวว่า ด้วยข้อจำกัดในกำจัดผักตบชวาที่แพร่กระจายตามแหล่งน้ำทั่วประเทศ สจล. จึงได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรม “การกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยสารสกัดจากพืชสมุนไพร” โดยคิดค้นตามกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์และทดลองสูตรที่เหมาะสม จนได้สูตรที่ดีที่สุดในการกำจัดผักตบชวา 3สูตร คือ 1. Extract-Wayacin ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเข้มข้นและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาโดยที่ไม่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม 2. Micro-Organ และ 3. Super-Organ ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเจือจางและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาและเพื่อกินก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) ซึ่งทุกสูตรมีองค์ประกอบของ มะรุม (Moringa Oleifera Lam) , กระเทียม (Allium Sativum) , กรดอะมิโน Amino Acid Residue และ จุลินทรีย์ Microorganisms แต่ในส่วนของค่าความเป็นกรดด่างและอัตราส่วนผสมจะแตกต่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการฉีดพ่นเข้าทำลายสารคลอโรฟิลล์ของผักตบชวา และทำหน้าที่สลายซากผักตบชวาที่เหี่ยวแห้งและตาย โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

ทั้งนี้ นวัตกรรมสารสกัดจากพืชสมุนไพรโดยการฉีดพ่นเพื่อกำจัดผักตบชวา ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้  1. ฉีดพ่นด้วย Extract – Wayacin : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงและการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวาใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 10 วัน จะทำให้ใบแห้งเหี่ยวตาย 2. ฉีดพ่นด้วย Micro – Organ : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวา ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อต้นแม่ใกล้จะตายจะผลิตลูกต้นอ่อนขึ้นมาแทน ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะทำให้ต้นอ่อนตายและต้นแม่เริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึง ราก – เมล็ด – ไหล และ 3. ฉีดพ่นด้วย Super – Organ : เพื่อกินก๊าซไข่เน่าจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะช่วยปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น

“จากการนำต้นผักตบชวามาทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่การดูดซึมของราก การดูดซับน้ำ คุณภาพน้ำ ใบแห้งเหี่ยวตาย การเกิดต้นอ่อนใหม่ การเริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึงราก-เมล็ด-ไหล การเกิดก๊าซไข่เน่า การปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น และน้ำใสขึ้น พบว่า ต้นผักตบชวาหนัก 1,000 กรัม หลังจากตากให้แห้งจะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 50 กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 5 แต่ฉีดพ่นด้วยสารสกัดดังกล่าวแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยและย่อยสลายในน้ำ จะเหลือส่วนที่เป็นรากและไหลที่เมื่อนำมาตากแห้งจะเหลือน้ำหนักเพียง 10 กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 1 ในขณะที่การวิเคราะห์และหาค่าประมาณการโดยเฉลี่ย ความหนาแน่นของผักตบชวา ไร่ จะมีน้ำหนัก 80 ตัน หรือ 80,000 กิโลกรัม ถ้าถูกกำจัดด้วยนวัตกรรมใหม่จะเหลือซากคิดเป็นน้ำหนักเพียง 80 กิโลกรัมต่อไร่ ตกทับถมลงในใต้น้ำ ซึ่งซากหรือตะกอนที่รอการย่อยสลายตามธรรมชาติเพียง 1% จะไม่ส่งผลทำให้แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน จึงสรุปได้ว่าในการกำจัดผักตบชวาด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ จะส่งผลดีในการรักษาระบบนิเวศในน้ำได้เป็นอย่างดี”ดร.สามารถ กล่าว

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296534

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

ก๊าซอันตรายในบ้าน, มจธ, ศิลปะจากทุเรียน, มีรูพรุนสูง

มจธ. โชว์นวัตกรรมภาพศิลปะจากถ่านเปลือกทุเรียน มีรูพรุนสูง ช่วยดูดซับและกำจัดก๊าซอันตรายในบ้าน

       ทุเรียน พืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของไทยที่ได้รับความนิยมในการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรให้ความสนใจในการปลูกทุเรียนมากขึ้น  จากการศึกษาพบว่า ในปี 2015 มีปริมาณขยะจากเปลือกทุเรียน กว่า 200,000 ตัน เปลือกทุเรียนกลายเป็นของเหลือทิ้งจำนวนมากและเป็นปัญหาในการกำจัดทิ้ง

จากปัญหาดังกล่าว นายโชติวัฒน์ จันทรเกษม นายดนุวัศ สาระธนะ และนางสาวภัทรานิษฐ์ กุลทรัพย์ปรีดี นักศึกษาชั้นปีที่  4  ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงได้มีการวิจัยและพัฒนานำเปลือกทุเรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยผลงาน ภาพศิลปะจากถ่านเปลือกทุเรียนที่ลดก๊าซอันตรายในบ้าน (Air Purification Art) และเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล Gold Medal พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลพิเศษจาก KINEWS ในงานประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ The 3rd World Invention Innovation Contest (WiC 2017) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

  ผศ.ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในโครงการ กล่าวว่า ภาพศิลปะที่ลดก๊าซอันตรายในบ้านได้ ผลิตจากการเผาเปลือกทุเรียนภายใต้บรรยากาศที่ควบคุมปริมาณออกซิเจน ทำให้ได้ถ่านที่มีรูพรุนสูงและยังคงรูปร่างของเปลือกทุเรียนที่มีลักษณะสวยงามเฉพาะ สามารถนำมาเรียงต่อกันเพื่อทำเป็นผลงานศิลปะที่ประดับฝาผนังได้ เมื่อนำภาพศิลปะจากถ่านดังกล่าวมาชุบผิวด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง จะทำให้ภาพศิลปะที่ได้มีสมบัติในการดูดซับก๊าซมลพิษจากรูพรุนของถ่าน รวมกับการกำจัดก๊าซอันตรายด้วยกลไกการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงที่ผิวของถ่าน ทำให้ก๊าซมลพิษไม่ตันในรูพรุน ภาพศิลปะนี้จึงบำบัดอากาศได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุใหม่”
ผศ. ดร.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก เพิ่มเติมว่า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ ในบ้านที่ซื้อมาใหม่ จะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) ออกมา หากเราสัมผัสหรือสูดดมก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์เข้าไป อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ตา จมูก ผิวหนัง และปอด และหากมีการสูดดมเข้าไปในปริมาณที่มาก อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นถ้ามีภาพศิลปะโดยใช้เปลือกทุเรียนมาติดตั้งภายในบ้าน ก็จะสามารถช่วยดูดซับก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ และการช่วยลดก๊าซมลพิษที่อยู่บรรยากาศภายในบ้านของเราได้

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

นายดนุวัศ สาระธนะ กล่าวว่า ภาพศิลปะจากเปลือกทุเรียนจะมีการเคลือบด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ที่มีคุณสมบัติสามารถดูดซับก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ได้ แต่เมื่อดูดซับไปในระยะหนึ่ง จะไม่สามารถดูดซับก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ต่อไปได้ แต่หากนำภาพศิลปะที่เคลือบตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ไปติดตั้งในบ้านบริเวณที่มีแสงแดดเข้าถึง พลังงานจากดวงอาทิตย์จะสามารถทำปฏิกิริยากับตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ที่เคลือบไว้ ทำให้เกิดการสลายตัวของก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ และทำให้ภาพศิลปะสามารถดูดซับก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 ผศ. ดร.สุรวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพศิลปะบำบัดอากาศ เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้เปลือกทุเรียน ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ มีความสวยงาม ช่วยลดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมจากการทิ้งขยะ และยังได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำบัดสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย

โรคหัวใจ…ใครๆ ก็เช็คได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296525

โรคหัวใจ…ใครๆ ก็เช็คได้

โรคหัวใจ, ชั่วโมง

เป็นที่รู้กันดีว่าหน้าที่สำคัญของหัวใจคือการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นถ้าพูดง่ายๆ หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

        หากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง หัวใจก็จะทำงานหนักขึ้นไปอีก อาจเกิดภาวะหัวใจวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งการเสียชีวิตจากสาเหตุนี้แทบไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการป้องกันให้มากขึ้น
บอกได้เลยว่าคนรู้จักหรือคนในครอบครัวของใครหลายๆ คนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และหลายคนมากโดยเฉพาะวัยรุ่น ที่แทบไม่ใส่ใจและไม่รู้ถึงความรุนแรงและความน่ากลัวของโรคนี้เลย เพราะจากสถิติ โรคหัวใจติด 1 ใน 3 ของโรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุด และก็มีท่าทีว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเลยทีเดียว โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2557 มีคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 58,681 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน พบได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงโดยเฉพาะช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่หนุ่มๆ ควรหันมาสนใจดูแลตัวเองให้มากขึ้น

วันหัวใจโลก (World Heart Day) หัวใจเราเลยกำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปีเป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day) เพราะอยากให้ทุกประเทศตระหนัก เร่งแก้ไขปัญหา และร่วมรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะเป็นสาเหตุการป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  การศึกษาวิจัยจากทั่วโลกบอกว่า พันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจด้วย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีโรคทั้ง 4 ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และความอ้วน ที่เป็นตัวเร่งสำคัญด้วย เพราะโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือดในแบบต่างๆ เช่น ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว หรือหลอดเลือดตีบตันแคบ

โรคหัวใจ...ใครๆ ก็เช็คได้

แล้วพฤติกรรมแบบไหนบ้างที่จัดว่าเสี่ยงให้เกิด “โรคหัวใจ”? ทนพ. กัญจนา สาเอี่ยม ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ หรือ N Healthกล่าวว่า ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจมีทั้งแบบควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ อย่างแรกเลยคือแบบที่ควบคุมไม่ได้เช่น พันธุกรรมจากพ่อ แม่ ปู ย่า ตา ยาย มีประวัติเคยเป็นโรคนี้ และแบบที่ควบคุมได้เช่น การทานอาหารเยอะเกิน ทำให้น้ำหนักตัวเยอะเกินไป  อันนี้ยังเกี่ยวกับการทานอาหารรสหวาน มัน หรือเค็มเกินไป ทานผักผลไม้น้อย เครียดจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่และดื่มเหล้าก็มีส่วนด้วย

สัญญาณที่บอกว่า “โรคหัวใจ” จะเกิดขึ้นแล้ว   อาการที่สังเกตุได้ง่ายๆ คือเหนื่อยง่าย แน่นและเจ็บหน้าอก หอบ ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ขาบวม เป็นลม วูบ และท้ายที่สุดคือหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

สุขภาพดี ทำได้ทุกที่ มีได้ทุกวัน แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้โรคร้ายนี้เกิดขึ้นกับตัวเองและคนในครอบครัว ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทันสมัย สามารถตรวจสอบความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ   เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายได้ อย่างโรคหัวใจคุณก็สามารถวางแผนการดูแลและใช้ชีวิตในเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา การตรวจเลือดเพื่อดูความความผิดปกติของระดับสารความเสี่ยงต่างๆ ก็ช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าได้  บริษัท เนชั่นแนล เฮล์ทแคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด  (N Health) ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด  เห็นความสำคัญของโรคหัวใจมากๆ อยากให้ทุกคนมาตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงโรคหัวใจไหม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจหาภาวะหัวใจล้มเหลว ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือตรวจหาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็ทำได้เพียงนิ้วคลิ๊ก http://www.nhealth.nspaceshop.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-762-4000

โรคหัวใจเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคนี้กันแบบจริงจังเสียที เพราะยังไงการป้องกันก็ดีกว่าแก้แน่ๆ เริ่มตั้งแต่วิธีป้องกันง่ายๆ โดยการออกกำลังกาย ลดดื่มเหล้าสูบบุหรี่ และทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายกันเลยดีกว่า

สธ.จัดแพทย์ รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296533

สธ.จัดแพทย์ รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ในหลวงร9, งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ, จิตอาสา, เตรียมแพทย์, สธ

รมว.สธ.เตรียมการจัดหน่วยแพทย์ –จิตอาสา ปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมเตรียมการจัดหน่วยบริการทางการแพทย์ จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ และอบรมจิตอาสา ร่วมปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณรอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ส่วนต่างจังหวัดให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดรับผิดชอบจัดทีมแพทย์ดูแลประชาชน  

ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก  เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.)ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่คณะกรรมการฝ่ายพิธีการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมรับผิดชอบในการจัดหน่วยแพทย์และหน่วยปฐมพยาบาลตลอดงานนั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมคณะทำงานเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนกองแพทย์หลวง และกรมการแพทย์ทหารบก ในการจัดหน่วยแพทย์ปฐมพยาบาลและทีมกู้ชีพบริเวณรอบสนามหลวง  พระบรมมหาราชวัง พระเมรุมาศ และริ้วขบวน รวมทั้งร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย  กรุงเทพมหานคร  โรงพยาบาลเหล่าทัพ  โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย  โรงพยาบาลเอกชน  แพทยสภา มูลนิธิ และจิตอาสา จัดหน่วยแพทย์ปฐมพยาบาลที่จุดบริการหลัก และประจำซุ้มดอกไม้จันทน์ ทั้งด้านกายและจิตใจ ระบบการส่งต่อ-ส่งกลับผู้ป่วย ตลอดงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี เพื่อให้การดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งจะมีผู้สูงอายุเดินทางมาร่วมพระราชพิธีเป็นจำนวนมาก ได้เน้นย้ำให้จัดระบบการประสานงานและเตรียมเส้นทางในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินไปโรงพยาบาลที่เตรียมไว้ให้เร็วที่สุด

ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในระหว่างงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ กระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้กองสาธารณสุขฉุกเฉินเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ที่ส่วนกลาง และให้กรมการแพทย์รับผิดชอบประสานงานโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  จัดบุคลากรปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข  ทั้งที่จุดบริการหลักซึ่งมี 21 จุด และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ที่มี 113 จุด จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และชุดทีมเดินเท้า ดูแลประชาชนบริเวณรอบนอกและพระเมรุมาศจำลอง 4 มุมเมือง จำนวน 2 จุด คือพุทธมณฑล จ.นครปฐม และสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ส่วนในต่างจังหวัดให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเปิดEOC  และรับผิดชอบในการบริหารจัดการ   จัดทีมแพทย์ประจำจุดพระราชพิธี รถพยาบาล และโรงพยาบาลรับ-ส่งต่อ นอกจากนี้ ให้รับสมัครจิตอาสาด้านการแพทย์ พร้อมแจกคู่มือและอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการฟื้นคืนชีพ พร้อมให้การดูแลประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข  ได้จัดหน่วยแพทย์ดูแลประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ณ จุดบริการทางการแพทย์ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เริ่มงานพระราชพิธีพระบรมศพจนถึงปัจจุบันมีผู้รับบริการกว่า 3.2 ล้านคน และจะยังคงให้บริการต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560