มข.งดการเรียน24-27ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299368

มข.งดการเรียน24-27ต.ค.นี้

ณ วัดป่าแสงอรุณ ตำบลพระลับ, มขปิด24-27ตค, ขอนแก่นวางดอกไม้จันทน์, ณ วัดป่าแสงอรุณ

มข.สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเปิดพื้นที่น้อมอาลัย งดการเรียน24-27ต.ค.เตรียมรถโดยสารกว่า20คัน ให้บริการรับ-ส่งถวายพระเพลิงพระบรมศพที่พระเมรุมาศจำลองวัดป่าแสงอรุณฟรี

    ผศ.ดร. เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กรมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากร ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีช่วงเวลาในการ แสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในระหว่างวันที่ 25 –29 ตุลาคม2560 ที่จะถึงนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงกำหนดงดการเรียนการสอนระหว่างวันที่ 24-27 ตุลาคม 2560 เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญของชาติครั้งนี้

มข.งดการเรียน24-27ต.ค.นี้

      “ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ นักศึกษาบุคลากร ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น บางท่านต้องการจะเดินทางไปร่วมพระราชพิธีในกรุงเทพฯซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทาง มหาวิทยาลัยเล็งเห็นความสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว จึงกำหนดปฏิทินการศึกษาล่วงหน้าให้เปิดเทอมเร็วขึ้น1สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรและนักศึกษา ได้ร่วมแสดงความอาลัยและและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ      ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลวงรัชกาล 9 เป็นครั้งสุดท้ายระหว่างวันที่ 24-27 ตุลาคม 2560 และงดการเรียนการสอนในขณะที่ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อราชการได้ตามปกติ ยกเว้นวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่รัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดราชการ”ผศ.ดร.เด่นพงษ์ กล่าว

       สำหรับนักศึกษาและบุคลากรที่ประสงค์ร่วมพิธีแสดงความอาลัย ถวายดอกไม้จันทน์ และถวายพระเพลิงพระบรมศพที่พระเมรุมาศจำลอง ซึ่งประดิ​​ษฐาน ณ วัดป่าแสงอรุณ ตำบลพระลับ จังหวัดขอนแก่นมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดเตรียมรถโดยสารกว่า 20 คัน ให้บริการรับ-ส่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

     นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลายหน่วยงาน ซึ่งประชาชนสามารถร่วมกิจกรรมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณได้

มข.งดการเรียน24-27ต.ค.นี้

    ดังนี้ นิทรรศการศิลปะประติมากรรมกระดาษตามแนวคำพ่อสอน “ส่งเสด็จ สู่สรวงสวรรค์”เผยแพร่จดหมายเหตุเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นในโอกาสต่างๆ จัดแสดงระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม 2560 – 25 ธันวาคม 2560 ณ โถงนิทรรศการชั้น 2 สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่งกาย: ชุดสุภาพ ไว้ทุกข์

       นิทรรศการแสดงผลงาน“เสด็จฟ้าสถิตไทย” ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะภาพวาดในหลวงรัชกาลที่9ที่พสกนิกรชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น และชาวจังหวัดขอนแก่นน้อมใจกันจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มข.งดการเรียน24-27ต.ค.นี้

     โดยผลงานดังกล่าวเคยติดตั้งผลงานบนเจดีย์เสด็จฟ้าสถิตไทยริมบึงสีฐานมหาวิทยาลัยขอนแก่นระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2559 -มกราคม 2560 ที่ผ่านมาซึ่งผู้ที่สนใจสามารถชมนิทรรศการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2560 เวลา 8.30-16.30 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น

เยาวชนจิตอาสาเฉพาะกิจ ถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299204

เยาวชนจิตอาสาเฉพาะกิจ ถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ในหลวงร9, เยาวชนจิตอาสาเฉพาะกิจ

โรงเรียนบ้านเนินมะปราง เข้าร่วมจิตอาสาเฉพาะกิจ งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 18 – 31 ต.ค.นี้

      นายกมล สุมาลา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเนินมะปราง กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักทะเบียนอำเภอทั่วประเทศ ได้เปิดรับลงทะเบียนโครงการจิตอาสาเฉพาะกิจ งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 18 – 31 ตุลาคม 2560 โดยแบ่งประเภทงานของจิตอาสาเฉพาะกิจ 8 ประเภท คือ งานดอกไม้จันทน์ งานประชาสัมพันธ์ งานโยธา งานขนส่ง งานบริการประชาชน งานบริการด้านการแพทย์ งานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร  ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนบ้านเนินมะปราง ได้สมัครเป็นจิตอาสาตามความถนัดประเภทของงาน ณ สำนักทะเบียนอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก

เยาวชนจิตอาสาเฉพาะกิจ ถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ
เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนบ้านเนินมะปราง ประกอบด้วยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน  62 คน นักเรียน 1,327 คน เข้ารับสิ่งของพระราชทาน ประกอบด้วย 1.บัตรประจำตัวจิตอาสา”เราทำความดีด้วยหัวใจ”2.บัตรประจำตัวจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 3.เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ และปลอกแขน ณ ศูนย์ประสานแผนอำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก โดยมี นายสมชาย ตรีณาวงษ์ นายอำเภอเนินมะปราง เป็นผู้แทนมอบสิ่งของพระราชทาน ทั้งนี้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนโรงเรียนบ้านเนินมะปราง จะตั้งใจ ตั้งมั่นปฏิบัติหน้าที่ จิตอาสาเฉพาะกิจงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างเต็มความรู้ ความสามารถ ให้บริการประชาชน เพื่อขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พร้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อย่างหาที่สุดมิได้

เปิดบ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หลังใหม่ในรพ. จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299327

เปิดบ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หลังใหม่ในรพ. จุฬาฯ

เปิดบ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หลังใหม่ในรพ. จุฬาฯ

                  กว่า 16 ปีที่ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย หรือ RMHC Thailand ได้มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัวที่เน้นการดูแลด้านจิตใจให้เข้มแข็งและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  โดยการสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ยากไร้ได้ดูแลบุตรหลานที่ป่วยหนักอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะครอบครัวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อพาบุตรหลานที่มีอาการป่วยหนักขั้นวิกฤตหรือเจ็บป่วยเรื้อรังมาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลชั้นนำของรัฐบาล มักประสบปัญหาความยากลำบากในการหาที่พักและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องใช้สอยตลอดระยะเวลาที่บุตรหลานของตนต้องเข้ารับการรักษาอย่างยาวนานต่อเนื่อง เราจึงมักพบเห็นภาพครอบครัวของผู้ป่วยเด็กนอนหลับพักอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย หรือ ตามริมระเบียงทางเดินของโรงพยาบาล บางครั้งก็ต้องอาศัยอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายในห้องสุขาของโรงพยาบาล เป็นต้น
มูลนิธิฯ จึงได้ดำเนินโครงการจัดสร้างบ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ เพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ให้บริการบ้านพักชั่วคราว ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ต่อสัปดาห์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานสำหรับครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ยากไร้ได้เข้าใช้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ล่าสุดได้เปิดบ้านพักพิงฯ แห่งใหม่หลังที่ 3 ที่ตั้งอยู่ใน อาคารสก. ชั้น 12 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สร้างบนพื้นที่ 617 ตรม. รองรับครอบครัวผู้ป่วยเด็กได้ทั้งหมด 41 เตียง เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็กผู้ยากไร้ได้เข้าพักในระหว่างที่บุตรหลานเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เปิดให้บริการตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2560 โดยมีเป้าหมายให้ที่พักแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กไม่ต่ำกว่า 15,000 เตียงต่อปี บ้านพักพิงฯ หลังนี้ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 13.5 ล้านบาท
“จากสถิติปี 2559 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้บริการผู้ป่วยเด็กกว่า 70,000 คนต่อปี แบ่งออกเป็นผู้ป่วยใน 9,087 คน และผู้ป่วยนอก 61,971 คน มีผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการตรวจรักษาจำนวนมากถึง 1,300 – 1,400 คนต่อวัน และสามารถรองรับผู้ป่วยเด็กที่รับไว้ในโรงพยาบาลได้จำนวน 193 เตียง” ศ. นพ สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวและเสริมว่า
“เป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยเด็กจะมีสมาชิกครอบครัวติดตามมาเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด จากการศึกษาดูงานบ้านพักพิงฯ ของมูลนิธิฯ ทางคณะผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ได้เห็นความตั้งใจจริงของมูลนิธิฯ จึงให้สร้างบ้านพักพิงแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเป็นที่พักพิงของครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ช่วยผ่อนคลายความทุกข์จากการหาที่พักและยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องเดินทางไกลและมีเวลาใกล้ชิดบุตรหลานมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กมีกำลังใจและสามารถฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น”
มร. เฮสเตอร์ ชิว รองประธานกรรมการ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย กล่าวว่านับเป็นบ้านพักพิงฯ หลังที่ 3 ที่จะขยายความช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยเด็กภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในนามของมูลนิธิฯ ผมขอขอบคุณผู้มีจิตกุศลทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนทำให้เกิดบ้านพักพิงฯ หลังใหม่นี้ เพื่อร่วมสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้ป่วยเด็กและครอบครัว  รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ยากไร้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทุนทรัพย์ สิ่งของ หรือแม้แต่การสละเวลาเพื่อเป็นจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ”
คุณตาประทม-คุณยายจรอญ ใจดี ผู้เข้าใช้บริการที่บ้านพักพิงฯ กล่าวด้วยสีหน้าแช่มชื่นว่า มาเฝ้าหลานชาย ได้ 2 อาทิตย์แล้ว ท่อทางเดินปัสสาวะเขาผิดปกติมาตั้งแต่เกิด โรงพยาบาลที่ระยองเขาส่งตัวมารักษาที่นี่ อายุแค่ 2 ขวบก็ต้องผ่าตัดแล้ว สงสารหลานมาก แม่เขาก็นอนเฝ้าข้างเตียงตลอด ตา-ยายก็เป็นห่วงแต่ไม่รู้จะไปอาศัยนอนที่ไหน จะไปเช่าห้องอยู่กันก็ไม่รู้จัก ค่าเช่าก็คงแพง เลยนอนกันในรถมา 7 วันแล้ว อาบน้ำในห้องน้ำของโรงพยาบาล เสื้อผ้าก็ใส่ซ้ำไปซ้ำมา จนวันหนึ่งนางพยาบาลมาถามว่า ตา-ยาย นอนที่ไหน มีที่พักไหม และได้แนะนำว่ามีบ้านพักพิงของมูลนิธิฯ นะ เขาให้เข้าพักฟรี พอมาเห็นก็รู้สึกประหลาดใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีของฟรีที่ดีขนาดนี้  เกิดมาในชีวิตไม่เคยเจอ มีที่หลับที่นอน มีน้ำให้อาบ มีเครื่องซักผ้า รู้สึกปลอดภัย นอนหลับสบาย ไม่ต้องโดนยุงกัด ได้อยู่ใกล้ลูกใกล้หลาน

“รู้สึกขอบคุณมูลนิธิฯมากๆ ขอบคุณผู้สร้างบ้านพักพิงฯที่ช่วยเหลือคนยากคนจน ขอบคุณเจ้าหน้าที่บ้านพักพิงฯ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี คอยพุดคุยถามไถ่ให้กำลังใจ ทำให้ลดความเครียดความกังวลใจไปได้มาก” คุณตาประทมกล่าว
จ.ส.อ.สุธรรม ศักดาวงศ์ คุณพ่อหัวใจแกร่งจากจังหวัดอำนาจเจริญ เข้าใช้บริการพักบ้านพักพิงฯ กล่าวว่าก่อนหน้านี้เคยพาน้องอ๋อมแอ๋ม ลูกชายวัย 3 ขวบ มาสวนหัวใจที่นี่ เพื่อประเมินว่าจะผ่าตัดได้ไหม เพราะน้องป่วยเป็นโรคหัวใจรั่วแต่กำเนิด ตอนนั้นอยู่ กทม. 7 วัน ค่าใช้จ่ายเยอะมาก รวมค่าที่พัก ค่ารถ ค่าอาหาร เป็นหมื่น ครั้งนี้พาน้องมาโรงพยาบาล เพราะน้องมีอาการน้ำท่วมปอด ปอดติดเชื้อ ภาวะหายใจล้มเหลว ตอนนี้ใช้เครื่องช่วยหายใจ อยู่ห้องไอซียู หมอที่ห้องไอซียูเห็นเราไม่มีที่พัก เลยแนะนำให้มาพักบ้านพักพิงฯ พอเห็นบ้านครั้งแรกก็คิดว่าคงจะมีกฎระเบียบยุ่งยาก และมีค่าบำรุงแน่นอน ตอนนี้อยู่บ้านมา 3 วันแล้ว

“ดีใจมากที่ได้อยู่ใกล้ลูก ไปเยี่ยมลูกได้ง่าย รู้สึกสะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมเลย ที่หลับที่นอนสะอาด ได้ใช้เครื่องซักผ้า ซักผ้าทุกวัน เพราะมีเสื้อผ้ามา 2 ชุด ผลัดกันใส่ ขนาดไม่ได้เตรียมตัวมายังอยู่ได้ อยู่แล้วสบายใจ ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ ได้ปรับทุกข์กับครอบครัวผู้เข้าพักคนอื่นๆ และให้กำลังใจกัน ขอบคุณที่สร้างบ้านพักพิงฯ นี้ เป็นความดีที่ประเสริฐ ขอบคุณที่เห็นใจคนที่มีโอกาสน้อย อยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ และอยากเชิญชวนคนที่มีกำลังทรัพย์มาช่วยกันบริจาค เพราะเป็นความดีที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์”จ.ส.อ.สุธรรมกล่าวอย่างภูมิใจ

ซ้อมยกฉัตรจำลองน้ำหนักเท่าองค์จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299328

ซ้อมยกฉัตรจำลองน้ำหนักเท่าองค์จริง

  

ซ้อมยกฉัตรครั้งที่ 2 จำลองน้ำหนักขนาดเท่าองค์จริง รองนายกฯ ยันทุกอย่างเรียบร้อย สมบูรณ์ สภาพอากาศไม่เป็นอุปสรรค พร้อมเข้าสู่พิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตร17.00 น.วันนี

 

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 60 เวลา 18.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซ้อมพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตรประดับยอดพระเมรุมาศ  ครั้งที่2 โดยสำนักพระราชวัง แจ้งหมายกำหนดการ สมเด็จพระเจ้าอยู่เสด็จพระราชดำเนินทรงยกน นพปฎลมหาเศวตฉัตร ประดับยอดพระเมรุมาศ ในวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 17.00 น.

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า การซ้อมครั้งนี้เป็นไปด้วยดี โดยฉัตรที่ใช้ซ้อมจำลองน้ำหนักและขนาด เท่านพปฎลมหาเศวตรฉัตร คือ หนัก 80 กิโลกรัม สูง 5.10 เมตร ซึ่งจากการพยากรณ์อากาศในวันที่ 18 ตุลาคม จะมีฝนตกเช่นเดียวกับวันที่ 17 ต.ค. ดังนั้น ถือเป็นโชคดีที่ได้ซ้อมกับสภาพอากาศจริง

ซ้อมยกฉัตรจำลองน้ำหนักเท่าองค์จริง

อย่างไรก็ตาม การซักซ้อมทั้ง 2 ครั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าจะยกฉัตรในช่วงกลางวันหรือกลางคืน ก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี  พนักงานผู้คอยประคองฉัตรและทำการติดตั้ง ทำงานด้วยความระมัดระวัง การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปด้วยความสมบูรณ์แบบ พร้อมเข้าสู่พิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ในวันที่ 18 ตุลาคม จากนั้นในคืนนั้นจะเริ่มทำการรื้อนั่งร้านทันที ซึ่งหากมีฝนตกอาจจะรอให้ฝนซา แต่ตามกำหนดแล้วจะรื้อให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมงโดยคาดว่าจะเสร็จในช่วงสายของวันที่ 19 ตุลาคมนี้

“จากการซ้อมทั้ง 2 ครั้งถือว่ามีความสมบูรณ์แบบ ใช้เวลาในการยกฉัตร ขึ้นสู่ประมาณ 2.30 นาที และขันน๊อตอีก 30 วินาที ใช้เวลารวมในการยกฉัตรประมาณ 3 นาที แม้ในวันพิธีจริงอาจจะมีฝนตก ก็สามารถยกฉัตรขึ้นประดับยอดพระเมรุมาศได้ โดยกรมศิลปกร จะอัญเชิญนพปฎลมหาเศวตฉัตร มาไว้ลานด้านหน้าพระที่นั่งทรงธรรมในเวลา 05.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม เตรียมพร้อมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ขึ้นประดับยอดพระเมรุมาศ “รองนายกฯ กล่าว

ซ้อมยกฉัตรจำลองน้ำหนักเท่าองค์จริง


ปิดการจราจรเพิ่มเติม 18 ต.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299284

ปิดการจราจรเพิ่มเติม 18 ต.ค.60

ปิดการจราจรเพิ่มเติม 18 ตค60, ตั้งแต่

ตั้งแต่ 15.00 น.18ต.ค.60 ปิดถนน 16 สายรอบสนามหลวง จนเสร็จสิ้นพระราชพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตรประดับพระเมรุมาศ

นายพรพิทักษ์ แม้นศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่ากอร.พระราชพิธีฯ แจ้งปิดการจราจร เพื่อจัดพิธียกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 18 ตุลาคม 2560 โดยจะเริ่มปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนกระทั่งเสร็จพิธี ใน 16  เส้นทาง

ดังนี้ ถนนราชดำเนินใน ถนนหับเผย    ถนนสนามไชย ถนนหลักเมือง ถนนกัลยาณไมตรี ถนนเจริญกรุง ถนนพระพิพิธ ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช     (ข้างพระบรมหาราชวัง/ข้างวัดพระมหาธาตุ) ถนนพระจันทร์ ถนนเศรษฐการ ถนนเชตุพน ถนนหน้าพระลาน  ถนนหน้าพระธาตุ ถนนราชินี และซอยสราญรมย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1441

อย่า!เซลฟี่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299277

อย่า!เซลฟี่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

ข้อควรปฏิบัติก่อนไปชมริ้วขบวนฯต้องรู้ข้อปฏิบัติฃ

ขอประชาชนงดร่มหลากสี-ห้ามเซลฟี ร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ และอยู่ในอาการสำรวม

   เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560  นายพรพิทักษ์ แม้นศิริราช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า จากการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเมื่อวันที่ 7 และ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประเด็นที่ขอความร่วมมือประชาชน ดังนี้  1.ประชาชนนำร่มมาใช้แต่เป็นไปในลักษณะที่หลากสี ซึ่งทำให้ภาพที่ปรากฎออกไปมีความไม่เหมาะสม แต่เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนที่นำร่มติดตัวมาในการเข้าชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ขอให้เป็นร่มสีขาว สีดำ หรือสีที่ใกล้เคียง

2.ขณะที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่าน และมีพระบรมวงศานุวงศ์ ร่วมในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศด้วยนั้นขอให้อยู่ในอาการสำรวม  ซึ่งการแสดงความเคารพ นบนอบ คือการสำรวม

3.ยังพบว่ามีประชาชนเซลฟี่ เมื่อริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่าน จึงขอความร่วมมือห้ามเซลฟี

อนึ่ง  ขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชวันที่ 26 ตุลาคม 2560

 ริ้วขบวนที่ 1

      เชิญพระโกศทองใหญ่โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังถนนสนามไชย เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมระยะทาง 817  เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ริ้วขบวนที่ 2 

    เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญพระโกศทองใหญ่ จากถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน จากนั้น ขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่เชิญพระโกศทองใหญ่เข้าสู่ท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมง

ริ้วขบวนที่ 3 

     เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศเข้าสู่ราชวัติ เวียนพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบเวียนพระเมรุมาศครบ 3 รอบแล้ว เทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน รวมระยะทาง 260 เมตรต่อรอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

     ขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 27 ตุลาคม 2560

ริ้วขบวนที่ 4

      เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยานและเชิญพระบรมราชสรีรางคารขึ้นประดิษฐานในพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย จากพระเมรุมาศเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

      เคลื่อนขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคาร ขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระบรมราชสรีรางคารโดยพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย แยกเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

     เชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพักไว้ที่พระศรีรัตนเจดีย์ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระโกศพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน เข้าประตูพิมานไชยศรี เชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระที่นั่งราเชนทรยานเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐานที่บุษบกแว่นฟ้าทอง รวมระยะทาง 1,074 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

     ขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชวันที่ 29 ตุลาคม 2560

ริ้วขบวนที่ 5

      เชิญพระโกศพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท รวมระยะทาง 63 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

ริ้วขบวนที่ 6

     ขบวนกองทหารม้า เชิญพระบรมราชสรีรางคารจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ขบวนกองทหารม้า เชิญพระบรมราชสีรางคาร จากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

เส้นทาง”6ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ”

เส้นทาง”6ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ”

ขายเกลื่อนโซเชียล “ห่วงรัดจู๋”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299258

ขายเกลื่อนโซเชียล “ห่วงรัดจู๋”

เตือนห่วงรัดจู๋ ช่วยเป้าตุงเกิน 24 ชั่วโมงทำเนื้อเยื่อพัง ไม่อาจแข็งตัวได้อีก, ขายเกลื่อนโซเชียล ห่วงรัดจู๋, ห่วงรัดจู๋

ขายเกลื่อนโซเชียล “ห่วงรัดจู๋” ช่วยเป้าตุง-คงการแข็งตัว แพทย์เตือนอันตรายเจ้าโลกบวมปวด แข็งตัวนานเกิน 24 ชั่วโมงเนื้อเยื่อพัง ไม่อาจแข็งตัวได้อีก

 

วันนี้ (17 ต.ค.) นพ.สืบพงษ์ เอ่งฉ้วน ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ แพทย์เวชศาสตร์ชลอวัยด้านสมรรถภาพทางเพศรพ.ศูนย์หาดใหญ่ กล่าวถึงการขายห่วงรัดจู๋ในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เป้าตุง ว่า จริงๆ แล้วห่วงรัดอวัยวะเพศชายหรือห่วงรัดเป้า ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ควบคู่กับกระบอกสุญญากาศ ในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือนกเขาไม่ขัน

โดยจะใช้กระบอกสุญญากาศในการปั๊มช่วยให้องคชาติแข็งตัว และใช้ห่วงรัดเพื่อให้คงการแข็งตัว เป็นการกายภาพแบบหนึ่งเพื่อช่วยเรื่องอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว แต่ที่นำมาขายกันในโซเชียลมีเดียเป็นเพียงห่วงรัดอย่างเดียว ซึ่งถือว่าอันตราย เพราะหากรัดแรงไปก็จะทำให้ห้อเลือดและเกิดแผลที่อวัยวะเพศชายได้

“ตอนนี้ห่วงรัดเหมือนกับเป็นเซ็กซ์ทอยตัวหนึ่งที่คนนำมาใช้กันเพื่อคงการแข็งตัวขณะมีเพศสัมพันธ์ และจากการรัดห่วงทำให้อวัยวะเพศชายดูมีขนาดเพิ่มนิดหน่อย จึงมีการนำมาขายเป็นห่วงรัดเพื่อให้เป้าตุงด้วย ทั้งนี้ นอกจากการเกิดแผลแล้วที่อันตรายกว่าคือ การเกิดโรคโด่ไม่รู้ล้ม คือแข็งตัวต่อเนื่อง และทำให้องคชาติขาดเลือด เนื่องจากการใช้ห่วงรัดนั้นทำให้เลือดแดงไหลเข้าได้อย่างเดียว แต่เลือดดำหรือเลือดเสียไหลออกไม่ได้ ทำให้เกิดการคั่งของเลือดที่องคชาติ ทำให้องคชาติบวม และเนื้อเยื่อไม่ได้รับเลือดดี ซึ่งหากเกิน 24 ชั่วโมง จะทำให้เนื้อเยื่อเสียไป และก่อปัญหาองคชาติไม่แข็งตัวอีกต่อไป” นพ.สืบพงษ์ กล่าว

นพ.สืบพงษ์ กล่าวว่า การรักษากลุ่มที่ใช้ห่วงรัดแล้วเกิดโด่ไม่รู้ล้ม คือการเอาห่วงออก ซึ่งบางคนไม่สามารถเอาออกได้ ก็ต้องกรีดองคชาติให้เกิดแผล เพื่อปล่อยเลือดเสียออกมา และเพื่อให้มีเลือดใหม่เข้าไปเลี้ยง ก็จะช่วยลดการแข็งตัวและเอาห่วงออกได้  แต่อย่างที่บอกว่าหากนานเกิน 24 ชั่วโมง เนื้อเยื่อภายในก็จะเสียและไม่อาจแข็งตัวได้อีก

ทั้งนี้ การมีอวัยวะเพศที่ใหญ่ หรือมีเป้าตุงก็เป็นค่านิยมของผู้ชาย เหมือนผู้หญิงที่หน้าอกต้องใหญ่ จมูกต้องโด่ง แต่จริงๆ แล้วหากมีปัญหาเรื่ององคชาติเล็กแต่กำเนิด หรือปัญหาการมีเพศสัมพันธ์จากการที่องคชาติเล็กและช่องคลอดผู้หญิงใหญ่กว่า ทำให้ไม่มีความสุขนั้น ก็มีการศัลยกรรมตกแต่งเพื่อช่วยให้ใหญ่และยาวขึ้นได้ แต่ต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ เพียงแต่ปัจจุบันคนไม่ค่อยทราบว่าสามารถทำได้

ด้านศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะรายหนึ่งใน จ.ชลบุรี (ไม่ขอเอ่ยนาม) เปิดเผยว่า การใช้ห่วงรัดเป้าก็จะทำให้เลือดคั่งค้างอยู่ในองคชาติ เอาเลือดดำออกไม่ได้ เพราะหัวใจปั๊มเลือดแดงเข้าไปอย่างเดียว แต่เลือดดำไม่มีแรงผลักออกมา ซ้ำยังโดนห่วงกดเอาไว้ด้วย ทำให้เกิดอาการเจ็บและปวดที่องคชาติ

ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยพบคนไข้บางรายมารักษาจากการใช้ห่วงรัดเป้าเช่นกัน ซึ่งคนไข้จะบอกแค่ว่ามีอาการปัสสาวะไม่ออก แต่ไม่ยอมให้เปิดดูว่ามีปัญหาอะไร จนเมื่อเอกซเรย์จึงพบว่ามีการใช้ห่วงรัดแล้วเอาออกไม่ได้ เท่าที่ทราบบางคนใช้ห่วงรัดสแตนเลส แพทย์บางคนก็ต้องตัดห่วงเพื่อเอาห่วงออก บางคนก็ต้องใช้วิธีการกรีดเอาเลือดในองคชาติออกเพื่อให้องคชาติอ่อนตัวลง ส่วนการรัดเพื่อให้เป้าตุง แม้ตอนใส่องคชาติจะอ่อนตัว

แต่โดยธรรมชาติตอนนอนอวัยวะเพศชายจะมีการขึ้นลงเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ทำให้เกิดการคั่งค้างของเลือดในองคชาติได้เช่นกัน จึงไม่ควรนำมาใช้ เพราะอันตรายหากขาดเลือดนานเกินไปทำให้เสื่อมสมรรถภาพในอนาคตไม่อาจแข็งตัวได้อีก

อาชีวะ…จิตอาสา “ทำความดีเพื่อพ่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299205

อาชีวะ…จิตอาสา “ทำความดีเพื่อพ่อ”

อาชีวะ

อาชีวะ จัดกิจกรรมกว่า 100 โครงการ “ทำความดีเพื่อพ่อ” ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

       สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินกิจกรรมจิตอาสากว่า 100 กิจกรรม และร่วมถวายงานในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ครู ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งทั่วประเทศ

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ถึงปัจจุบัน รวมกว่า 100 กิจกรรม ได้แก่   ประเภทซ่อม/สร้าง/ประดิษฐ์ กิจกรรมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ทำดีเพื่อพ่อ, การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และตรวจสภาพรถจักรยานยนต์, การซ่อมแซมบ้านแก่ผู้ด้วยโอกาส เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, การผลิตกังหันน้ำ “Green energy” พลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ ตามรอยพ่อ, การบริการย้อมผ้าสีดำ กว่า 2 ล้านชิ้น และสอนวิธีการย้อมผ้าสีดำ, การประดิษฐ์ริบบิ้นผ้าสีดำ, ส่งต่อโบว์ริบบิ้นผ้าสีดำให้น้อง ๆ นักเรียน, การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์, ประดิษฐ์เครื่องทองน้อยถวายวัด และมอบให้สถานที่ราชการ, กิจกรรมประติมากรรม  “พ่อหลวงในดวงใจ” (ปั้นภาพนูนต่ำ), การทำพานพุ่มถวายสักการะ, การสร้างสรรค์ภาพพ่อด้วยเงินเหรียญ, การตอกตะปู 6,699 ตัว ภาพในหลวง ร.9,การบริการชุมชนตรวจสุขภาพฟรี, รวมพลังเทิดพระเกียรติ, จิตอาสางานฉลุ และขัดตกแต่งไม้พระโกศจันทน์ และหีบพระบรมศพจันทน์, จิตอาสาทำหน้าที่สลักดุนเฟื่องระย้าเงิน, การทำพระเมรุมาศจำลอง, การติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างในชุมชน, การติดตั้งโทรทัศน์ชุมชน, การซ่อมโต๊ะเก้าอี้พระราชทานฯ, การทำความดีเพื่อพ่อ ตรวจ เช็ค ซ่อมคอมพิวเตอร์, การซ่อมโต๊ะเก้าอี้พระราชทานฯ, การสร้างฝายมีชีวิต, การซ่อมจักรยานพระราชทานฯ, การปรับภูมิทัศน์ทาสีซุ้มประตูวัด, จิตอาสาทาสีโรงเรียน และวัด, อาชีวะบริการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

        ประเภทกิจกรรมพระราชกุศล  การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพ่อ ช่วยเหลือชุมชน, การรวมพลังแห่งความภักดี,  999,999 คน ปฏิญาณตน เพื่อพ่อ, การทำความดีเพื่อพ่อ, สัปดาห์พัฒนาเพื่อพ่อ, การวาดภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 กว่า 3,000 ภาพ,  กิจกรรม 5 ส. เพื่อพ่อ, กิจกรรมรวมพลังการศึกษาถวายอาลัยแด่พ่อ, สืบสานพระราชปณิธานตามรอยพระยุคลบาทน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ, การบริจาคโลหิต, การเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมฯ, จุดเทียนเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ,  การรวมพลังเพื่อเป็นการแสดงความอาลัย,บรรพชา-อุปสมบท พระสงฆ์ สามเณร บวชชีพราหมณ์  เพื่อถวายเป็น พระราชกุศล, จิตอาสาทำความสะอาดสถานที่สาธารณประโยชน์, ลูกเสือทำดี เพื่อพ่อ, การปล่อยปลานิล 40,000 ตัว, ตามรอยพ่อ ร.9, การสอนอาชีพระยะสั้น, การปลูกป่าชายเลน, การปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล, สวดมนต์ให้พ่อ, การบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร และครบรอบ 100 วัน, การสวดพระอภิธรรมเพื่อเป็นพระราชกุศล, รวมพลังแห่งความภักดี,การถวายความอาลัยพ่อของแผ่นดิน, ทำบุญออกพรรษาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, การทำบุญตักบาตร, ฝีมือชน คนทำดี สร้างฝายชะลอน้ำ

ประเภทบริการอื่น ๆ การให้บริการตกแต่งประดับผ้าให้กับหน่วยงานราชการ, อาชีวะปลูกป่าร่วมใจทำดีเพื่อพ่อ, การเพาะพันธุ์ไม้ดอกดาวเรืองสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศ, การปลูกดอกดาวเรือง เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน และสถานที่ราชการ, อาชีวะสมานฉันท์ แปรอักษร, การนำบุคลากรไปเคารพพระบรมศพฯ, ครูอาชีวะเปิดครัวอาชีวะบริการอาหารกล่อง, การทำขนมแจกจากสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ, การเพาะฟักไข่ปลานิล เพื่อขยายจำนวนปลา, การจัดมหรสพวัฒนธรรมไทย อนุรักษ์ความเป็นไทย, รั้วกินได้ตามรอยพ่อ, โรงทานอาชีวศึกษาบริการอาหาร และน้ำดื่มในจังหวัดต่าง ๆ , การลงนามถวายความอาลัย, นิทรรศการเผยแพร่พระเกียรติคุณฯ, การปลูกปอเทือง, จิตอาสางานจราจร, การพัฒนาแหล่งน้ำ, การฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารสู่การพัฒนาคุณธรรมในสถานศึกษาอาชีวะวิถีพุทธ, ชาวอาชีวะมอบอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬาให้แก่  น้อง ๆ นักเรียน, ประกวดหนังสั้นอาชีวศึกษาทำดีเพื่อพ่อ, ผลิต VTR การถวายบังคมเสด็จสู่สวรรคาลัย, กิจกรรมปลูกสำนึก เสริมสร้างความเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลก

     ช่วงพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ระหว่างวันที่ 24 – 26 ตุลาคม 2560 สอศ. ได้ดำเนินกิจกรรมการจัดตกแต่งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ จำนวน 2 ซุ้ม บริเวณสี่แยก จ.ป.ร. และสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา   การจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน โดยนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชา คหกรรมศาสตร์ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฏร์ธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช

การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง และเครื่องกระจายเสียง โดยนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง และช่างโยธา วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี และวิทยาลัยเทคนิคนครนายก การจัดรถเคลื่อนย้ายดอกไม้จันทน์ไปส่งยังเมรุวัดมกุฏกษัตริยารามจำนวน 3 คัน โดยวิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก

       การจัดรถสุขาเคลื่อนที่เพื่อบริการประชาชน จำนวน 2 คัน โดยวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี การให้บริการอาหาร น้ำดื่ม และอาหารว่าง  โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี วิทยาลัยพณิชยการบางนา วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย และสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง  และ การแจกพัดคลายร้อน ผลิตโดยวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า ลูกเสือวิสามัญ นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก จะมาให้บริการดูแลเรื่องความสะอาดโดยรอบซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ บริเวณสี่แยก จ.ป.ร. และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ส่วนอาคาร สอศ. ที่ตั้งอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัด หน่วยพยาบาล และสถานที่สำหรับรับประทานอาหาร และพักผ่อน นอกจากนี้ ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัด ได้ร่วมเป็นจิตอาสาพร้อมปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่ประชาชนอย่างเต็มที่อีกด้วย

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299195

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จเป็นประธานเปิดนิทรรศการในวันที่ 2พฤศจิกายน เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 2 -30 พฤศจิกายน

สำหรับนิทรรศการพระเมรุมาศจะ เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 2 -30 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. เบื้องต้นจะเปิดให้เข้าชมอย่างอิสระ รอบละ 5,500 คน รองรับประชาชน ได้วันละ 104,000 คน
แบ่งเป็นกลุ่มภิกษุ สามเณร 500 รูปต่อวัน ผู้พิการทุกประเภท 500 คนต่อวัน นักท่องเที่ยว 8,000 คนต่อวัน และนักเรียน นักศึกษา 15,000 คนต่อวัน และประชาชนทั่วไป 80,000 ต่อวัน

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง
กำหนดเวลาเข้าชมรอบละ 1 ชั่วโมง แบ่งเป็น ให้ประชาขนถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณ ถนนเส้นกลางทางเข้าพระเมรุมาศ ซึ่งจะเห็นภาพแปลงนาเลขเก้าไทย และภาพภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ของพระเมรุมาศในมุมกว้าง 15 นาทีจากนั้น จะให้เข้าชม พื้นที่ด้านใน 45 นาที โดยให้เข้าชมอย่างอิสระ

ในส่วนของพระเมรุมาศ จะเปิดให้ขึ้นลงได้ 2 ด้าน พระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งจัดแสดง พระราชประวัติและประราชกรณียกิจ รวมถึงยังมีภาพจิตกรรมโครงการในพระราชดำริ ให้ชมทั้ง 3 ด้าน

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง
ส่วนอาคารประกอบอื่น ๆ จะจัดแสดงการจัดสร้างพระเมรุมาศ งานปราณีตศิลป์และงานจิตกรรมประเภทต่าง ๆ อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ จัดให้มีนิทรรศการสัมผัส พร้อมเสียงบรรยายเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความเป็นมาขแงการจัดสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบทั้งหมด ถือเป็นความภาคภูมิใจ

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง

ทั้งนี้ก่อนหมดเวลา เข้าชม 5 นาที จะมีสัญญาณแจ้งหมดเวลาเข้าชม เพื่อเปิดให้รอบต่อไป ได้เข้าคาดว่าจะมีประชาชนเข้าชมทั้งหมด กว่า 3 ล้านคน มีจุดคัดกรอง 5 จุดโดยประชาชนทั่วไปให้เข้าในจุดคัดกรอง 3 จุด บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) ท่าช้าง พระแม่ธรณีบีบมวยผม

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง

ส่วนผู้พิการเข้าตรงจุดคัดกรองหลังกระทรวงกลาโหม และ พระภิกษุ สามเณร เข้าทางด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง
ประชาชนแต่งชุดสุภาพ เช่นเดียวกับการเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว โดยงดเว้น สายเดี่ยว กางเกงขาสั้น และเสื้อ แขนกุด เข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่เวลา 7.00-22.00 น.

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง
ผู้ประสงค์จะเข้าชมนิทรรศการ สามารถเข้าคิวรอตรงจุดพักรอบริเวณเต็นท์ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อรอคิวเข้าชม การเข้าชมจะใช้แนวปฏิบัติเดียสกับการกราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยจะจัดเป็น 4 แถว

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)จะจัดรถโดยสารให้บริการฟรีใน 6 เส้นทาง ตั้งแต่เวลา 05.00-23.00 น.เส้นทางละ 10 คัน รอบละ 60 คัน
ได้แก่ 1.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-สนามหลวง 2.หัวลำโพง-สนามหลวง 3.วงกลมรอบเกาะรัตนโกสินทร์-สนามหลวง 4.เอกมัย-สนามหลวง 5.สายใต้ใหม่-สนามหลวง และ6.หมอชิต-สนามหลวง

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง

ส่วนทางเรือจะให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-22.30 น.ที่ ท่านิเวศน์วรดิฐ และท่าราชนาวิกสภา ผู้ให้บริการเรือด่วน เรือเมล์ขยายเวลารองรับการเดินทางของประชาชนด้วย

 

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง
ภายในบริเวณพระเมรุมาศ มีการแสดงมหรสพ และการแสดงชุดต่างๆ เวลา 18.00-22.00 น. และจะมีการประโคมดนตรี วงบัวลอย บริเวณศาลาลูกขุน เวลา 08.00-17.00 น. ทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ จะมีการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมนิทรรศการ ได้ซึบซับบรรยากาศเสมือนวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ

จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง จากดินกับเหล็กเส้น510ตันผ่านไป9เดือนโลกตะลึง


เชคข้อมูลปิดถนนวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299172

เชคข้อมูลปิดถนนวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

เส้นทาง, Shuttle

ปิดเส้นทางห้วงวันซ้อมใหญ่และวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในหลวงร.9 เริ่มปิดถนนตั้งแต่05.00 น.25ต.ค.60 มีรถ Shuttle Bus รับส่ง 5 จุด บริการปชช.

        สำหรับการปิดเส้นทางห้วงวันซ้อมใหญ่และห้วงวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รักษาราชการแทนรอง ผบช.น. กล่าวว่า ได้มีการแบ่งพื้นที่ไว้ 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางขบวนเสด็จ 2.เส้นทางฉุกเฉิน และ3.เส้นทางสำหรับประชาชน โดยจะมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกบอกเส้นทาง เช่น ถนนราชดำเนินนอก ประชาชนสามารถรอรับเสด็จได้ที่ถนนคู่ขนานฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ
ทั้งนี้ จะเริ่มปิดถนนตั้งแต่เวลา 05.00 น.ของวันที่ 25 ตุลาคม เริ่มที่ถนนราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินใน โดยทิศเหนือ ลานพระราชวังดุสิต ทิศใต้ถึงปากคลองตลาด ทิศตะวันออก ตั้งแต่แยกสะพานขาว และทิศตะวันตก  แยกถนนอรุณอัมรินทร์ ถนนบรมราชชนนี

โดยจะมีรถ Shuttle Bus ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รับ-ส่ง 5 จุด ได้แก่ สนามม้านางเลิ้ง บ้านมนังคศิลา ปากคลองตลาด หน้าสน.พระราชวัง แยกอรุณอัมรินทร์ และแยกวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ที่สุด ประชาชนสามารถเดินเท้าเข้ามาภายในบริเวณมณฑลพิธีได้
“สำหรับประชาชนที่จะเข้าชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ ต้องนำบัตรประชาชน และเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาด้วย เช่น ยาประจำตัว อาหาร น้ำดื่ม ร่ม พัด งดของมีคมและสิ่งอันตราย โดยจุดคัดกรองจะเปิดในเวลา 05.00 น.ของวันที่ 25 ตุลาคม และสามารถอยู่ยาวได้ถึงวันที่ 26 ตุลาคม ทั้งนี้ จะมีการตรวจตรา”พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าว
นอกจากนั้น ยังมีบริการทางรถไฟ ทางเหนือ เริ่มเดินทางที่ สถานีรถไฟอยุธยามี ทางตะวันออก เริ่มที่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา มาจอดที่จุดจอดเยาวราช ทิศใต้ สถานีรถไฟนครปฐม ส่งที่สถานีรถไฟธนบุรี สามารถเดินทางต่อโดยเดินข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า หรือข้ามเรือ ท่าเรือสะพานพระปิ่นเกล้า
ส่วนเส้นทางน้ำ กรมเจ้าท่าได้ประกาศกำหนดให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ควบคุมเดินเรือเฉพาะคราว ได้แก่ ทิศเหนือ สะพานกรุงธน ทิศใต้ สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน วันที่ 25 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 12.00-21.00 น.วันที่ 26 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.และวันที่ 27 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น.
เรือด่วนเจ้าพระยา งดใช้ท่าเรือท่าช้าง ท่าพระอาทิตย์ และท่าราชินี ด้านเหนือ ใช้ท่าเรือปิ่นเกล้า ด้านใต้ใช้ท่าเรือตลาดยอดพิมาน และเรือข้ามฟาก ด้านเหนือ ให้ใช้ท่าเรือปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร ให้ใช้ท่าเรือราชินีแทน เส้นทางนี้รวมถึงเรือบริการนักท่องด้วย
สมาคมเรือไทย โดยเรือร้านอาหารและภัตตาคารและผู้ประกอบการเรือโดยสาร บริการประชาชนฟรี ดังนี้ ด้านเหนือ บริการรับ-ส่ง 3 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือกระทรวงพาณิชย์,ท่าเรือท่าน้ำนนทบุรี,ท่าเรือสะพานพระราม 8 ด้านใต้ ให้บริการรับ-ส่ง 2 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือสาทร และท่าเรือยอดพิมาน โดยในวันที่ 25-26 ตุลาคม เวลา 09.00-16.00 น.และวันที่ 27 ตุลาคม เวลา 10.00-15.00 น.
“จะมีการจัดทำป้ายคัทเอาท์แสดงจุดซุ้มถวายเอกไม้จันทน์ ในแต่ละจุดเพื่อให้ทราบเส้นทาง พร้อมกันนี้ได้จัดทำแผ่นพับ แสดงเส้นทางในพื้นที่ราชพิธี แผนที่เดินทางทั้งทางรถ ทางเรือ แจกให้ประชาชนด้วย”พล.ต.ต.จิรสันต์  กล่าว