“บิ๊กตู่”ห่วงมหาวิทยาลัยสงฆ์เปิด ป.ตรี-โท-เอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299505

“บิ๊กตู่”ห่วงมหาวิทยาลัยสงฆ์เปิด ป.ตรี-โท-เอก

่ บิ๊กตู่, 2มหาวิทยาลัย, เวบไซด์ wwwmoegoth, พลอประยุทธ์  จันทร์โอชา, นพธีระเกียรติ  เจริฐเศรษฐศิลป์, มจรผ่านประมินระดับดี, กรรมการมหาเถรสมาคม, เจ้าคณะภาค 2, อธิการบดี, บิ๊กตู่, พระพรหมบัณฑิต

“บิ๊กตู่”ห่วงมหาวิทยาลัยสงฆ์เปิด ป.ตรี-โท-เอก  ขณะที่”พระพรหมบัณฑิต”ประธานรับฟังผลผประเมินมจร.พบผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษาด้วยคะแนน4.04จัดว่าอยู่ในระดับดี

      19 ต.ค.60 – เมื่อเร็วๆ นี้ เวบไซด์ http://www.moe.go.th ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี  กระทรวงศึกษาธิการ ได้เผยแพร่ผลการประชุมองค์กรหลัก โดยนายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวภายหลังการประชุมครั้งนี้ว่า นพ.ธีระเกียรติ  เจริฐเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ได้แจ้งเรื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ที่ประชุมรับทราบ ว่ามหาวิทยาลัยพระ 2 แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และค่าเล่าเรียนราคาถูก จึงมีคนสนใจไปเรียนมากนั้น

      “พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้พิจารณากำกับดูแลให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมองค์กรหลักได้มอบหมายให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้”โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

     ขณะเดียวกัน เมื่อวันพุธที่ 18 ตุลาคม 2560 พระพรหมบัณฑิต (ป.ธ.๙, ศ.,ดร.,ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์, อัคคมหาบัณฑิต) กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เจ้าคณะภาค 2  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานในการรับฟังผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ห้องประชุม 401 อาคารสำนักงานอธิการบดี มจร. วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาการอุดมศึกษา (สกอ.) คณะกรรมการประเมินฯนำโดย ผศ. ดร. ตวงรักษ์ นันทวิสารกุล ได้เข้าทำการประเมินคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมเป็นต้นมาและได้ประกาศผลออกมาว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษาด้วยคะแนน 4.04 จัดว่าอยู่ในระดับดี คลิกไปที่ Facebook>>>“มหาจุฬาฯ ผ่านการประเมินในระดับดี ด้วยคะแนน ๔.๐๔ ”

อ่านที่นี่!!ข้อควรรู้ก่อนชมริ้วขบวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299496

อ่านที่นี่!!ข้อควรรู้ก่อนชมริ้วขบวน

8 ข้อต้องทำ 7 ข้อห้ามชมริ้วขบวน, ข้อควรรู้ก่อนชมริ้วขบวน, ใช้ร่ม, สวมหมวก

ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามในการร่วมพระราชพิธีงดเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ใช้ร่ม สวมหมวก แว่นกันแดดสีดำสีสุภาพ และถอดเมื่อริ้วขบวนที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เคลื่อนผ่าน

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 60 ที่ ศูนย์สื่อมวลชน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (กอร.พระราชพิธีฯ) แถลงข่าวเรื่องคติ ความเชื่อ การจัดสร้าง และประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ แนวปฏิบัติงานพระราชพิธีฯ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และจิตอาสาในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ”
น.ส.เสาวรีย์ อัมภสุวรรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหารกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ มีข้อปฏิบัติและข้อห้ามที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติ โดยข้อควรปฏิบัติ 8 ข้อ ได้แก่ 1.แสดงบัตรประจำตัวประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เมื่อเดินเท้าผ่านจุดคัดกรองและพกพาบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวตลอดเวลา 2.เมื่อผ่านจุดคัดกรองประชาชนสามารถจับจองพื้นที่บริเวณทางเท้าริมถนนมหาราช ถนนสนามไชย และยาวถึงศาลหลักเมือง เฉพาะฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวังเท่านั้น 3.อยู่ในอาการสุภาพเรียบร้อย น้อมถวายอาลัยด้วยอาการสงบ สำรวม 4.เมื่อริ้วขบวนซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนผ่าน จิตอาสาต้องถอดหมวกและก้มกราบ
5.เครื่องแต่งกาย สัมภาระ และอุปกรณ์ต่างๆ โดยสุภาพบุรุษ ให้สวมเสื้อดำ เชิ้ตดำ กางเกงดำขายาว รองเท้าสุภาพหุ้มส้นสีดำ สุภาพสตรี สวมใส่เสื้อดำ กระโปรงยาวสีดำคลุมเข่า รองเท้าสุภาพหุ้มส้นสีดำ จิตอาสา แต่งชุดจิตอาสาพระราชทาน เสื้อดำ สวมหมวก ผ้าพันคอ กางเกง/กระโปรงสีดำเท่านั้น สามารถสวมรองเท้าผ้าใบได้ ตามความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถนำร่ม หมวก แว่นกันแดดมาใช้ได้โดยควรเป็นสีดำหรือสีโทนสุภาพ และเมื่อริ้วขบวนซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนผ่านต้องเก็บร่ม พัด หมวก แว่นตากันแดด และถวายความเคารพ ทั้งนี้ สามารถถ่ายภาพโดยใช้กล้องธรรมดา และกล้องโทรศัพท์มือถือได้
6.พกเฉพาะสิ่งของจำเป็นเท่านั้น เตรียมความพร้อมยา อาหาร น้ำดื่ม ยาประจำตัว 7.ห้ามถ่ายภาพในเขตราชวัติ และ8.เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่จิตอาสา ไม่ควรมีผู้ติดตามเข้าในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน
น.ส.เสาวรีย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ จากการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะครั้งที่ 2 พบว่ายังมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติ ดังนี้ 1.งดพกพาอาวุธ วัตถุโลหะที่อาจเป็นอันตรายเข้าพื้นที่เด็ดขาด 2.งดสวมใส่ ยีนส์ เสื้อผ้ารัดรูป เสื้อแขนกุด เสื้อสายเดี่ยว 3.งดเปล่งเสียงถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” 4.งดแสดงอาการหยอกล้อ อยู่ในอาการสำรวม 5.งดถ่ายภาพโดยกล้องเลนส์ซูม และงดใช้ขาตั้งกล้อง 6.หลีกเลี่ยงการใช้ร่ม พัด หมวก แว่นตากันแดดที่หลากสี และ7.อย่าออกนอกพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ ไม่วิ่งตัดหน้าหรือห้อมล้อม กีดขวางทางริ้วขบวน
“ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ และข้อห้าม โดยเฉพาะต้องไม่เปล่งเสียงถวายพระพร ทรงพระเจริญ ในระหว่างชมริ้วขบวน และต้องอยู่ในอาการสำรวม ตลอดการชมริ้วขบวน  ในงานพระราชพิธีทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด จะมีจิตอาสางานประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่คอยให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้มาร่วมงานพระพิธี และจัดเก็บข้อมูล ถ่ายภาพการปฏิบัติงานของจิตอาสาทั้ง 8 ด้าน โดยในต่างจังหวัดจิตอาสาจะถ่ายภาพและนำส่งให้แก่ประชาสัมพันธ์จังหวัด คัดเลือกภาพการปฏิบัติของจิตอาสาทั้ง 8 ด้านหละ 4 ภาพ และส่งมายังส่วนกลางเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ และเว็บไซต์ http://www.kingrama9.th”น.ส.เสาวรีย์ กล่าว
ด้าน นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวว่า ขณะนี้การก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองใน 76 จังหวัด รวมถึงการจัดสร้างซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ จำนวน 802 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น ซุ้มขนาดกลาง 649 แห่ง และขนาดเล็ก 153 แห่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว 100%         ส่วนการจัดสร้างพระจิตกาธาน คืบหน้าไปแล้วร้อยละ 90% โดยพระจิตกาธานใน 76 จังหวัดมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ขณะที่พระจิตกาธานใน 802 อำเภอมีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 22 ตุลาคม       อย่างไรก็ตาม ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการและประสานงานการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคของ มท.ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมจนกว่าจะเสร็จสิ้นงานพระราชพิธี มีหน้าที่ประสานงาน เร่งรัดและแก้ไขปัญหาในภูมิภาค
“ขณะนี้ได้มีการอบรมตัวแทนจิตอาสาเฉพาะกิจฯจังหวัดละ 9 คน ตั้งแต่ 16-20 ตุลาคมนี้ เพื่อให้เข้าใจแนวทางการปฏิบัติงาน โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมปฏิบัติงานประมาณ 4 ล้านคนเศษ  สำหรับการใช้โดรนในส่วนภูมิภาคนั้น จะต้องเป็นไปตามระเบียบของที่กำหนด โดยต้องการขออนุญาตใช้จะต้องเป็นโดรนของหน่วยงานราชการเท่านั้น”นายวิบูลย์ กล่าว

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299489

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อ อาชีวะสมานฉันท์, 999, อาชีวะสมานฉันท์, ใช้ชีวิตพอเพียง

ตามไปดู “999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อ อาชีวะสมานฉันท์ วันนี้ที่ก้าวตามรอย ใช้ชีวิตพอเพียง .อาชีวะยึดมั่นทำดี ในวาระที่พ่อจากไปแล้ว 1 ปีกันอย่างไร

    มากกว่า 200 วันที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั่วประเทศ รวมใจเป็นหนึ่งลั่นวาจาปฏิญาณตนในกิจกรรม “999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อ อาชีวะสมานฉันท์” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จนวันนี้ครบ 1 ปีสวรรคต น้องๆทุกคนยังคงตั้งใจมั่น ทำความดี เดินตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งน้อมนำพระราชดำรัส คำสอนมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

    “สำหรับผมแล้วในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้บุกเบิกทุกๆเรื่อง พระองค์เป็นนักพัฒนา ทรงทุ่มเทพระวรกาย ทรงงานอย่างหนัก เสด็จพระราชดำเนินไปที่ไกลๆ ทุรกันดารก็เพื่อดูแลประชาชนทุกคน ขนาดประชวรก็ยังคงทรงงานอยู่เสมอ ถึงจะผมเกิดไม่ทันในช่วงเวลานั้น ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่วันนี้ผมมีโอกาสได้เห็น ได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ทำไว้มากมายนั้นก็เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง” บอล-ณัฐนันท์ ทองอร่าม นักศึกษาปวส.2/1แผนกวิชาช่างกลโรงงาน สาขาวิชาเทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคนครนายกและรองนายกองค์การนักศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

บอล-ณัฐนันท์ ทองอร่าม

       บอล เด็กหนุ่มวัย 20 ปีที่ในวันนี้ไม่ใช่แค่เรียนรู้สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทำเพื่อคนไทย แต่ยังน้อมนำคำสอนมาใช้ในชีวิต เขาบอกว่า เอาความพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่าง มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว เช่น อุปกรณ์ช่างที่ใช้เรียน แต่ก่อนถ้าพัง เสียหายก็จะซื้อของใหม่มาใช้แทน

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

     แต่เดี๋ยวนี้ถ้าดูว่าอุปกรณ์นั้นยังซ่อมได้ก็จะซ่อมเพื่อนำมาใช้ใหม่ กระทั่งเสื้อผ้า รองเท้า ก็ซื้อเท่าที่จำเป็นไม่ซื้อบ่อยๆ ช่วยที่บ้านประหยัดไการได้เห็นภาพที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างเรือใบด้วยพระองค์เองจนสำเร็จนั้น เป็นสิ่งที่เตือนใจและสอนให้เราต้องมีความตั้งใจ ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนและลงมือทำทุกอย่าง ด้วยความเพียรก็จะประสบความสำเร็จได้

    บอลและเพื่อนๆได้ร่วมปฏิญาณตน สานต่อทำความดีตามรอยพ่อ ทุกคนมีความรักและสามัคคี  ก่อนหน้านี้นักเรียน นักศึกษาที่วิทยาลัยก็มีเรื่องทะเลาะวิวาทอยู่บ้าง เพราะความไม่เข้าใจของนักศึกษาด้วยกันเอง ไม่ใช่วิวาทกับสถาบันคู่อริแบบของที่อื่นๆ

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

     แต่เดี๋ยวนี้ในวิทยาลัยไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทอีกแล้ว เพราะทุกคนมีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ทั้งกิจกรรมจิตอาสาที่วิทยาลัยดำเนินการ ทั้งการออกให้บริการประชาชนศูนย์ซ่อมสร้างประชาชน Fix it Center ซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แก่ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง กิจกรรมปลูกป่า  กิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นๆ การซ่อมแซมโรงเรียน วัด เป็นต้น

    “ดีใจที่ได้เป็นส่วนร่วมปฏิญาณตนทำความดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ซึ่งในช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ผมตั้งใจจะร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ และจะร่วมเป็นจิตอาสากับทางวิทยาลัยที่จะไปร่วมบริการประชาชนที่มาร่วมพระราชพิธีที่ศาลากลางจังหวัดในวันดังกล่าวด้วย อยากจะทำสิ่งที่ทำได้เพื่อถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย”บอล กล่าว

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

เจน-เจนจิรา น้อยเสนา

     เช่นเดียวกับ “เจน-เจนจิรา น้อยเสนา” อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปวส.1ภาควิชาการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม จ.มหาสารคาม บอกว่า ทุกวันหลังเข้าแถวตอนเช้า ที่วิทยาลัยจะให้นักเรียน นักศึกษาทุกคนท่องหลักคำสอน 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คำสอนนี้กลายมาเป็นแนวทางในชีวิตโดยห่วงแรก ความพอประมาณ ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล ห่วงที่ 3 การมีภูมิคุ้มกัน ขณะที่เงื่อนไขแรก หมายถึงความรู้ และเงื่อนไขที่ 2 คือ คุณธรรม ทั้งหมดนี้สอนถึงความพอประมาณ การมีสติ มีเหตุและผล รู้จักไตร่ตรอง วางแผนชีวิต การใฝ่หาความรู้ ซึ่งสัตย์ อดทน ขยัน และยึดมั่นในการทำความดี

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

       ทุกวันนี้ เจน นำคำสอนนี้มาใช้ในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการประหยัด อดออม ความอดทน และความรับผิดชอบ ด้วยที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่อยู่ด้วยกันประมาณ 9 คน เจนเป็นพี่คนโตของบ้าน ต้องช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ช่วงปิดเทอมไปทำงานพิเศษเป็นพนักงานรับรถ ของอู่ถาวร ซึ่งเป็นอู่รถที่พ่อทำงานอยู่ ตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ เข้างาน 08.00-17.00 น. เพื่อเก็บไว้เป็นค่าเทอม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ปั่นจักรยานไปเรียนเอง ปลูกพืชผักสวนครัไว้กินกันในครอบครัวแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน

     ที่ผ่านมามีโอกาสได้ทำกิจกรรมต่างๆ ของวิทยาลัย โดยเร็วๆนี้ก็จะได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ พยายามเร่งฝึกฝน หาข้อมูล วิธีการพูดการนำเสนอเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมมากที่สุด หมั่นทบทวนการเรียนอยู่เสมอและนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ พยายามเรียนรู้ ฝึกฝนตนเองเสมอ

อาชีวะ“999,999 คนปฏิญาณตนเพื่อพ่อวันนี้เขาทำอะไร

     “หนูก็รักในหลวงรัชกาลที่ 9 เหมือนทุกคน ได้เห็นข่าว เห็นภาพพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทำมาตลอด 70 ปี ยิ่งรักพระองค์มากขึ้นไปอีก ได้เห็นว่าพระองค์เสียสละ ทรงงานหนัก อดทนทำทุกอย่างเพื่อคนไทยมาถึงทุกวันนี้ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของคนไทย จากนี้จะพยายามทำตามคำสอนของพระองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิต ทั้งการใช้ชีวิตพอเพียง การมีสติ ความอดทน และตั้งใจด้วยว่าจะนำคำสอนของพระองค์ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆอีก 2 คนเมื่อเขาโตขึ้นด้วย” เจน บอกถึงความตั้งใจ.

         0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0 qualitylife4444@gmail.com

ข่าวดี!!แรงงานยิ้มรับ5กลุ่มธุรกิจทีต้องการกำลังคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299458

ข่าวดี!!แรงงานยิ้มรับ5กลุ่มธุรกิจทีต้องการกำลังคน

5 กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด, ธุรกิจบริการ

ตลาดแรงงานของประเทศไทยช่วงไตรมาส4พบ5กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดได้แก่ ธุรกิจบริการ อาหารและเครื่องดื่มค้าปลีกยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์และก่อสร้าง

       นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.2 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 86,000 อัตราต่อวัน

     ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม เพื่อรายงานสถานการณ์ความต้องการแรงงานทั่วประเทศ ในไตรมาส 4 ประจำปี 2560 ซึ่งพบว่า 5 กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด มีดังนี้

    ·  ธุรกิจบริการ จำนวน 9,529 อัตรา – สืบเนื่องมาจากธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาส 3 และจะเติบโตต่อเนื่องยาวถึงช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นที่ผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวและออกมาใช้จ่าย จึงส่งผลให้ธุรกิจบริการมีความต้องการแรงงานด้านนี้จำนวนมาก

    ·   ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 8,915 อัตรา – สอดคล้องกับธุรกิจบริการที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก เพื่อรองรับการขยายตัวในช่วงปลายปี

   ·  ธุรกิจค้าปลีก จำนวน 7,293 อัตรา – ได้แรงหนุนมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐ เช่น โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น ผนวกกับในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะเป็นช่วงที่ประชาชนเริ่มหันมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้นตามเทศกาลต่างๆ จึงส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกที่ขยายตัวหลักๆ อยู่ในหมวดห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป

    ·   ธุรกิจยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ จำนวน 6,449 อัตรา – เป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งปัจจัยภายในประเทศที่มีความต้องการสูงขึ้น เนื่องจากมีสินค้าใหม่เข้ามากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่เริ่มฟื้นตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น

     นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่อย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่การขยายตัวของการผลิตรถยนต์ในประเทศสูงแต่ยังไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญบางประเภทได้จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทย ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการส่งออกในหมวดยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย

     ·  ธุรกิจก่อสร้าง จำนวน 6,248 อัตรา – สืบเนื่องมาจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ 5 เส้นทาง ซึ่งส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไปจนถึงปีหน้า รวมถึงด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขยายตัว เช่น คอนโด ตามเส้นรถไฟฟ้าสายสีส้ม เหลือง และชมพู จึงต้องการแรงงานเข้ามารองรับการเติบโต

     นอกจากนี้ จ๊อบไทยดอทคอม ยังเผยตัวเลขประมาณการของประเภทงานที่มีแนวโน้มเปิดรับสมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ในไตรมาส 4 ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดข้างต้น สำหรับประเภทงานที่มีแนวโน้มเปิดรับสมัครมากที่สุด

    ได้แก่ 1) งานขาย อยู่ที่ประมาณ 17,500-18,000 อัตรา ตามมาด้วย 2) งานช่างเทคนิค อยู่ที่ประมาณ 9,400-10,000 อัตรา 3) งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ อยู่ที่ประมาณ 7,100-7,500 อัตรา 4) งานวิศวกรรม อยู่ที่ประมาณ 6,400-7,000 อัตรา และ 5) งานบริการลูกค้า อยู่ที่ประมาณ 5,400-6,000 อัตรา ตามลำดับ

     ซึ่งจะเห็นได้ว่างานที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดก็ยังหนีไม่พ้นงานขายเนื่องจากถือเป็นหัวใจสำคัญของทุกบริษัท แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อลองดูข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี จะเห็นว่างานผลิต/ควบคุมคุณภาพ มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะไต่ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 3 ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

     ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 32% โดยคาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงโครงการที่สำคัญต่างๆ เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีผลต่อกำลังแรงงานในอุตสาหกรรม

    “หากคาดการณ์ตลาดแรงงานในไตรมาส 4 ของปีนี้ คิดว่าจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ผนวกกับช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่ประชาชนเริ่มจับจ่ายใช้สอย ทำให้ตลาดแรงงานจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งในภาคท่องเที่ยว บริการ อาหาร-เครื่องดื่ม ค้าปลีก ในส่วนของภาคก่อสร้างเองก็ยังมีโครงการจากภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลักซึ่งมีแนวโน้มยาวไปถึงปีหน้า ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงคาดว่าในไตรมาส 4 ตลาดแรงงานน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 3 โดยประมาณ 1-3% ” นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299461

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

ของเล่นตอบโต้อัตโนมัติ3มิติผู้พิการทางสายตา, Time for Tales

สุดเจ๋ง นศ.วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สร้างแพลตฟอร์มของเล่น3 มิติย่อโลกทั้งใบสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่เพื่อเด็กพิการทางสายตาการันตีด้วยรางวัลเวทีระดับนานาชาติ

    ปัจจุบันในท้องตลาดมีของเล่นสำหรับเด็กทั่วไปให้เลือกซื้อมากมาย แต่สำหรับเด็กด้อยโอกาสโดยเฉพาะเด็กที่พิการทางสายตาแล้ว ของเล่นที่มอบทั้งความสนุก การเรียนรู้อย่างเหมาะสม และปลอดภัยที่ทำมาเพื่อเด็กกลุ่มนี้แทบไม่ค่อยมี

     ทำให้3หนุ่ม-สาว อย่างภาดา โพธิ์สอาด (พี) จบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ วสุพล แหวกวารี (ปาล์ม) ปี4คณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ และพัชณาพร วิมลสาระวงค์ (พีช) ปี3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมตัวกันคิดออกแบบของเล่นที่มอบประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กที่พิการทางสายตา ในผลงานที่ชื่อว่า“Time forTales”(ของเล่นตอบโต้อัตโนมัติ 3 มิติ)

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

    ภาดา โพธิ์สอาด (พี) กล่าวว่า ผลงานชิ้นนี้ มีแรงบันดาลใจจากการทำThesisก่อนจบ และได้เลือกลงไปสำรวจข้อมูลปัญหาสำหรับเด็กผู้พิการทางสายตา แล้วพบว่าของเล่นที่ช่วยเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของน้องๆกลุ่มนี้มีอยู่อย่างจำกัด ต้องเล่นของเล่นชนิดเดียวกันกับคนปกติทั่วไป บางชิ้นเป็นของเล่นที่ไม่สามารถสร้างการเรียนรู้ถึงประสบการณ์ และความรู้รอบตัว

    รวมทั้งเด็กตาบอดบางคนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาตามเกณฑ์ ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติทางการมองเห็น ก็ทำให้น้องๆกลุ่มนี้เรียนรู้ช้า ดังนั้น จึงอยากพัฒนาของเล่นสักชิ้นที่ช่วยเรื่องพัฒนาการของเด็กพิการทางสายตาให้มากที่สุด….จึงได้เข้าร่วม โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ปี 5 ที่ดำเนินงานโดยเนคเทค สนับสนุนโดย มูลนิธิสยามกัมมาจล และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาผลงานต่อ”

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

     เพื่อให้ผลงานชิ้นนี้มีความน่าสนใจขึ้นน้องพียังได้ชวนรุ่นน้องอีกสองคนมาร่วมก๊วนออกแบบผลงานชิ้นนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น “ นอกจากพีแล้ว ยังมีน้องปาล์มและน้องพีช มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน

     ปาล์ม จะช่วยดูในเรื่องของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์และเทคโนโลยีทั้งหมด และพีชจะช่วยออกแบบชิ้นงานให้ดูมีรูปลักษณ์และสีสันของตัวชิ้นงานให้น่าสนใจ ส่วนพีจะดูภาพรวมดูเรื่องการตลาดรวมถึงเนื้อหาการเล่าเรื่องเพื่อสร้างการเรียนรู้”

    น้องพี เล่าต่อว่า ผลงานที่เธอทำเป็นของเล่นโต้ตอบอัตโนมัติรูปแบบใหม่สำหรับเด็กพิการทางสายตาวัยอนุบาลอายุ 4–9 ปี เป็นของเล่น Multisensory ที่ใช้เสียงและผิวสัมผัสในการส่งเสริมพัฒนาการจินตนาการ และความรู้พื้นฐานอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเด็กพิการทางสายตาสามารถสัมผัสและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาไม่สามารถจับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

     ซึ่งความพิเศษอยู่ที่การออกแบบมาให้สามารถยกเข้าออกถอดประกอบหรือเปลี่ยนไปตามเรื่องราวนั้นๆ กลายเป็นของเล่นรูปแบบใหม่ที่ได้นำทักษะการสัมผัสและการฟังเอามาไว้ในชิ้นเดียวทำให้เด็กตาบอดสามารถเล่นของเล่นชิ้นนี้ได้ไปพร้อมกับการฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และใช้จินตนาการในการเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน”

     “ผลงานชิ้นนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเรียกว่าbaseคือ เป็นฐานมีทั้งหมด4ดินแดน แต่ละดินแดนจะมีtextureต่างกัน เช่น ดินแดนปราสาท ทะเลสาบ หมู่บ้าน และป่าไม้ ส่วนที่สองเป็นคาแรกเตอร์ตัวละครต่างๆที่ให้เด็กพิการทางสายตาสามารถๆสัมผัสได้ เช่น เจ้าหญิง เป็ดน้อย เด็กชาย หมาป่า เป็นต้น ส่วนวิธีเล่น ก็คือ เด็กๆจะจับที่ตัวละคร แล้วก็เอาไปวางบนหลุมในฐาน ซึ่งแต่ละฐานจะมีตัวหลุมวงกลมเป็นทรงกระบอกเพื่อนำตัวละครใส่ลงไป จากนั้นจะมีเสียงที่ตัวละครบรรยายถึงสถานที่ต่างๆทั้งหมดสี่ดินแดน”ปาล์ม เล่าถึงรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับผลงาน

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

    เบื้องหลังการทำผลงานชิ้นนี้ทั้งสามคนต้องผ่านอุปสรรคมาไม่ใช่น้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสามคนถอดใจ แต่ยิ่งกลับมีกำลังใจที่อยากจะพัฒนาผลงานต่อไปให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีก

     พีช น้องเล็กของกลุ่ม กล่าวว่ากว่าจะออกมาเป็นผลงานชิ้นนี้ พวกเราได้นำผลงานนำไปทดสอบที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ประมาณ 4-5 ครั้ง ซึ่งก็มีฟีดแบคที่ทั้งดีและไม่ดีกลับมาให้พัฒนาผลงานต่อ

    แต่ทุกครั้งที่เราไป ก็จะเห็นน้องๆ เขาเล่นอย่างมีความสุข เลยรู้สึกว่าเราทำมาเพื่อช่วยคนอื่น เราไม่ได้ทำมาเพื่อตัวเองถ้าเราทำของขึ้นมาสักชิ้นแล้วเขาได้รับประโยชน์จริงๆ กลายเป็นว่าของเล่นชิ้นหนึ่งสามารถสร้างการเรียนรู้ให้น้องๆอีกหลายคนจุดนี้เลยทำให้รู้สึกว่าเรามีคุณค่าที่ได้ทำประโยชน์ให้สังคม

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

      ด้านน้องพี กล่าวว่าการเข้าร่วมโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ปี5มีส่วนช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองและความคิดในการทำงานไปเลย เช่น การเจอข้อผิดพลาดจากทำงานบ่อยๆ ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อได้พบเร็วเท่าไหร่ เราสามารถลุกขึ้นมาแก้ไขได้เร็วเท่านั้น อีกอย่างการลงมือทำบ่อยๆจะทำให้เราเกิดความชำนาญ ช่วยให้เราพบโจทย์ปัญหาที่แท้จริง ส่งผลให้งานของเราเข้าไปตอบโจทย์และแก้ปัญหาของผู้ใช้ได้จริงๆ

     ที่สำคัญการได้พูดคุยและแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในทีม หรือนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ จะทำให้เห็นทางออกของปัญหาชัดเจนกว่าการนั่งคิดคนเดียว ผลงานของเราก็จะพัฒนาได้เร็วขึ้นด้วย…

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

      “ตอนแรกก่อนจะทำโปรเจคนี้ หนูเคยคิดว่าเราต้องเก่งถึงจะทำอะไรสำเร็จ หรือต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก่อน ถึงจะทำโปรเจคใหญ่ๆได้ แต่ตอนนี้มุมมองในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนไปถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ เราก็จะไม่เก่งขึ้น ไม่พัฒนาขึ้น ดังนั้นถ้าอยากทำอะไรก็ลงมือทำเลย ขอแค่มีไอเดียที่ดี กับทีมที่ดีก็เริ่มต้นได้แล้ว แต่พอเริ่มแล้ว หลังจากนั้นจะมีปัญหาเกิดขึ้นเยอะมาก เราจะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเหล่า แต่สิ่งที่จะฉุดเราขึ้น ให้เราทำมันต่อไปคือ Passion กับความมุ่งมั่น และความอดทน เราก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆไปได้เรื่อยๆไม่มีวันหยุด”

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

     ที่ผ่านมาผลงาน “Time for Tales” ได้รับรางวัลชมเชยและเบสท์พรีเซ็นต์ ประเภทผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Design Category)จากการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของนักศึกษาในระดับนานาชาติ จำนวน 8 ประเทศ 32 ผลงาน ในเวที ICREATE 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น และล่าสุดยังได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรมสะอาด ในโครงการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 17 มาอีกด้วย

จะดีแค่ไหนถ่าคนพิการสายตามีของเล่น3มิติโต้ตอบได้

    “การได้รับรางวัลจากเวทีการประกวด ยังไม่ถือว่าเราประสบความสำเร็จ เรายังต้องพัฒนางานต่อไปอีก พัฒนาจนกว่าจะไปถึงมือผู้ใช้ได้จริงๆ ส่วนการได้ไปในเวทีนานาชาติก็เป็นโอกาสที่ดีทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นไอเดียจากเพื่อนหลายๆประเทศมาปรับใช้กับงานของเรา โดยตอนนี้พวกเรากำลังดำเนินการระดมทุนเพื่อจะนำของเล่นชิ้นนี้ไปบริจาคในหน่วยงานและสถานต่างๆที่ที่ต้องการ และได้มองเว็ปเทใจที่เป็นเว็ปทำ crowdfunding เพื่อวางแผนทำ CSR โดยเข้าไปคุยกับบริษัทต่างๆ แต่ยังอยู่ในขั้น Research หาข้อมูลอยู่ ซึ่งสุดท้ายปลายทาง อยากเห็นผลงานชิ้นนี้เป็นของเล่นที่เด็กปกติและพิการทางสายตาสามารถเล่นร่วมกันได้”น้องพี กล่าวทิ้งท้าย

    ผลงานชิ้นนี้ยังต้องการต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับการเรียนรู้ของผู้พิการทางสายตาต่อไป หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่ p.phosaard@gmail.com หรือ Facebook: Pada Phosaard

กยศ.ดัดหลังเบี้ยวหนี้หักเงินเดือนลูกจ้างกู้ยืมเริ่มปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299410

กยศ.ดัดหลังเบี้ยวหนี้หักเงินเดือนลูกจ้างกู้ยืมเริ่มปี61

หักเงินเดือนกู้กยศ

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ลงนามร่วมมือหักเงินเดือนบุคลากรทผู้กู้ยืมเพื่อชำระเงินคืนกองทุนกู้ยืมปี2561

   นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยภายหลังลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมให้องค์กรนายจ้างภาคเอกชน ทั้งที่เป็นสมาชิกของสภาองค์การนายจ้างและองค์กรนายจ้างทั่วไปทราบถึงภาระหน้าที่ วิธีการ ขั้นตอน ความรับผิดชอบ และกฎหมาย กฎระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้องค์กรนายจ้างหักเงินเดือน ขอความร่วมมือจากองค์กรนายจ้างภาคเอกชน เพื่อตรวจสอบสถานะความเป็นผู้กู้ยืมเงินกองทุนของพนักงานหรือลูกจ้างที่อยู่ในสังกัด

      รวมถึงร่วมทำการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนายจ้าง เพื่อให้เงินงบประมาณแผ่นดิน ได้หมุนเวียนกลับกองทุน และส่งผ่านโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินรุ่นหลังต่อไป

     ทั้งนี้กองทุนจะชี้แจงผู้ประกอบการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลางโดยร่วมกับสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มีสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการทั่วประเทศ จำนวนกว่า 1,000 แห่ง โดยเฉพาะกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีพนักงานประมาณ 4-5 แสนคน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2560 – มกราคม 2561 และจะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนผู้กู้ยืมได้ภายในปี 2561 ต่อไป

บริการตรวจคัดกรองมะเร็ง 99 คน ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299407

บริการตรวจคัดกรองมะเร็ง 99 คน ฟรี

N Health Fanpage, https://nhealthnspaceshopcom, ฟรี, ตรวจคัดกรองมะเร็ง, Health

N Health บริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งฟรี 99 คน ถวายเป็นพระราชกุศลตั้งแต่วันที่ 19  – 31 ต.ค.นี้ ทางhttps://nhealth.nspaceshop.com และหน้าเฟสบุ๊ค N Healt่h

       บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด หรือ N Health ผู้ให้บริการด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย์ ร่วมทำความดีสนองพระมหากรุณาธิคุณต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยให้บริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งสำหรับคนไทยจำนวน 99 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

         นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) กล่าวว่า  “N  Health มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ดำเนินธุรกิจบนผืนแผ่นดินไทยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร จึงขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับคนไทยในการทำความความดีสนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  N  Health จะให้บริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งสำหรับชายและหญิงไทยที่ลงทะเบียนเข้ารับการตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จำนวน 99 คน           เนื่องจากเห็นว่าคนไทยมีอัตราการการเสียชีวิตและอัตราการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรู้โอกาสเสี่ยง และไม่พาตัวเองไปสู่ความเสี่ยง

ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนขอรับบริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 19  – 31 ตุลาคม 2560  โดย N Health จะประกาศรายชื่อ 99 คนแรกที่ลงทะเบียนและได้รับสิทธิ์การตรวจนี้ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560  ลงทะเบียนและประกาศผลทางเวบไซต์ https://nhealth.nspaceshop.com และหน้าเฟสบุ๊ค N Health Fanpage โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจตั้งแต่ 1 – 31 พฤศจิกายน 2560 ณ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) สำนักงานใหญ่ ชั้น 5 อาคารทันตกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ติดต่อสอบถาม โทร. 02 762 4000

หมายเหตุ:

  • การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง หรือ Tumor marker คือการตรวจคัดกรองสารชีวโมเลกุลที่ถูกสร้างและหลั่งมาจากเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจจะถูกตรวจพบได้ในมะเร็งบางชนิด โดยในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะตรวจพบค่าสารบ่งชี้ในปริมาณสูงมากผิดปกติ

ทั้งนี้การตรวจพบไม่ได้ยืนยันการเป็นมะเร็ง เป็นเพียงการคัดกรองความเสี่ยง ในผู้ป่วยที่มีค่าสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ ต้องมีการตรวจอื่น ๆ ร่วมด้วยเพิ่มเติม

  • ผู้ควรได้รับการตรวจ คือ คนวัยทำงาน แนะนำเป็นพิเศษสำหรับผู้ชายและหญิง อายุ 40 ปีเป็นต้นไป

“๙(ก้าว)นี้..เพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299381

 “๙(ก้าว)นี้..เพื่อพ่อ

ก่าวนี้เพื่อพ่อ, ท้องฟ้าจำลอง, ก้าว

ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ กิจกรรม“๙ (ก้าว)นี้…เพื่อพ่อ”น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรวันที่ ๑๗ – ๒๕ ตุลาคมฟรี

     นางตติยา ใจบุญ นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่ทางการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เปิดเผยถึงโครงการ“๙ (ก้าว) นี้…เพื่อพ่อ”ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมระหว่าง วันที่ ๑๗ – ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๐ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

     โดยจัดกิจกรรมให้บริการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เปิดให้เข้าชมท้องฟ้าจำลอง และชมนิทรรศการต่าง ๆ ภายในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา และเป็นการเปิดให้บริการประชาชน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตลอดช่วงเวลา ๙ วัน อย่างต่อเนื่อง

    เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมแสดงความความอาลัย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ซึ่งประชาชนจะได้รับความรู้จากกิจกรรมต่าง ๆ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

     นางตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ ๓ อาคาร (อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อาคารโลกใต้น้ำ และอาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เปิดให้ชมการแสดงท้องฟ้าจำลองในรอบประชาชน จำนวน ๓ รอบ/ วัน (รอบ ๑๑.๐๐ น./รอบ ๑๔.๐๐ น./รอบ ๑๕.๐๐ น.) ซึ่งจะเพิ่มรอบการแสดงท้องฟ้าจำลองเป็น ๖ รอบ ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ให้บริการประชาชนได้รอบละ ๒๘๐ ที่นั่ง

     นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเข้ารับบริการและร่วมกิจกรรมด้านสุขภาพ ณ ศูนย์บริการวิทยาศาสตร์ อาคาร ๖ ได้แก่ การตรวจสุขภาพ การทดสอบสมรรถภาพทางกาย กิจกรรมปีนหน้าผาจำลองและโรยตัวข้ามสระน้ำ และรับความรู้จากกิจกรรม APPS for Healthy Life ประชาชนสามารถติดต่อขอรับบัตรเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตร ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น.

    ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จะเปิดให้บริการเป็นพิเศษในโอกาสนี้ด้วย สอบถาม โทร. ๐ ๒๓๙๑ ๐๕๔๔ และ ๐ ๒๓๙๒ ๑๗๗๓

     ทั้งนี้นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. ยังมอบหมายให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ๑๘ แห่งทั่วประเทศ เปิดให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299370

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ

อ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง, ศาสตร์พระราชา, น้อมนำ

ชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” แก้ปัญหาความขัดแย้งและการขาดแคลนน้ำในชุมชน

       ชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงน้อมนำพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการใช้แผนที่ทรงงาน มาเป็นแนวทางในการจัดทำ “แผนที่เดินดินของชุมชน” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและการแย่งชิงน้ำของคนในชุมชน 3 หมู่บ้าน 2 อำเภอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในโครงการอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผ่านกระบวนการการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น นำไปสู่แนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน
อ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของเกษตรกร เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1,900 ไร่  มีผู้ใช้น้ำด้วยกัน 3 หมู่บ้าน 2 อำเภอ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน คือ บ้านวังไทร ม.7 , บ้านหนองแก ม.3 ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด และบ้านวิ่งน้อย ม.8 ต.สามกระทาย อ.กุยบุรี รวม 287 ครัวเรือน 1,160 คน

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ
ด้วยสภาพพื้นที่เป็นดินร่วนปนทรายและพื้นที่เป็นที่ราบเอียง ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ที่ผ่านมาชุมชนอาศัยน้ำจากลำห้วยและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ น้ำส่วนใหญ่มาจากปริมาณฝน พอหน้าแล้งน้ำก็แห้งทำให้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้นไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตร

แต่หลังจากมีการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำให้เก็บกักน้ำได้มากขึ้นมีการสร้างระบบคลองส่งน้ำขึ้นเมื่อปี 2530 ชุมชนเริ่มมีน้ำใช้ แต่กลับไม่สนใจดูแลรักษา ปี 2531 เกิดปัญหาขัดแย้งเกิดการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงน้ำใช้กันเพราะชุมชนมีการขยายพื้นที่เกษตรกรรมมีการปลูกพืชใช้น้ำมากกันมากขึ้น และเปิดน้ำใช้ตลอดเวลาไม่สนใจว่าน้ำจะหมดอ่างเพราะเห็นว่ามีน้ำก็ใช้ไม่ต้องดูแลขาดการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม
 กระทั่งปี 2553 สำนักงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.)ได้เข้ามาแนะนำและชักชวนให้ชุมชนร่วมกันจัดทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในโครงการแนวทางการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงแบบมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านหนองแก ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินำร่อง 84 แห่ง ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมชลประทาน , สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดโอกาสให้คนในชุมชน แกนนำ เจ้าหน้าที่ชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อวางแนวทางการจัดการน้ำร่วมกันของชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ

ผลการดำเนินงานได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้ใช้นำ ผู้จัดการน้ำ และผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านการจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ เกิดกระบวนการทำงานใหม่ที่มีการวางแผนผ่านการประชุมแบบมีส่วนร่วม มีการเก็บจัดข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เกิดรูปแบบการติดตามหนุนเสริมงานชลประทาน ภายใต้ปัจจัยเงื่อนไขที่เอื้อต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ชลประทานและชาวบ้าน

ชาวบ้านได้เรียนรู้ข้อมูลการปลูกพืชที่เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้น้ำ และศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เชื่อมโยงกับการจัดการน้ำในมิติต่างๆ รวมถึงการเก็บข้อมูลปริมาณน้ำฝน ที่มาของแหล่งน้ำ เส้นทางไหลของน้ำ

โดยจัดทำ “แผนที่เดินดิน” เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ร่วมกัน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากกระบวนการวิจัยเมื่อชุมชนเกิดความรู้ ความเข้าใจ เกิดความตระหนัก และเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำทำให้วันนี้ชุมชนในพื้นที่อ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแนวคิดในการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งสานการทำงานต่อไปยังเยาวชนรุ่นหลังให้เข้ามาร่วมรับรู้และลงมือปฏิบัติในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน
นายณรงค์ ง้ำตั้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองแก หนึ่งในคณะกรรมการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียง และในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ชุมชนได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ จากที่ในอดีตเราจะเห็นเวลาที่พระองค์ทรงงานเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ พระองค์จะทรงถือแผนที่อยู่ในมือของพระองค์ตลอดเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ เราจึงได้น้อมนำแนวทางทรงงานของพระองค์ท่านมาประยุกต์ใช้ในการจัดทำแผนที่เดินดิน

โดยชุมชนร่วมกันลงพื้นที่สำรวจจดบันทึกข้อมูลทางกายภาพสิ่งแวดล้อมรวมถึงข้อมูลชนิดของพืชที่ปลูกจำนวนสัตว์ที่เลี้ยง ตลอดจนถึงชนิดของดินที่ปลูก และเส้นทางการไหลของน้ำ เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บมาคิดวิเคราะห์ร่วมกันว่าปัญหานี้จะแก้ไขกันอย่างไร

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ
        นายทวี ปัญญาหาญ หนึ่งในทีมนักวิจัยชาวบ้าน กล่าวว่า ตนเองและชาวบ้านไม่เคยทำงานวิจัยมาก่อน แต่พอได้มาทำวิจัยเองรู้สึกแตกต่างจากเดิมที่คิดว่างานวิจัยเป็นแค่เรื่องของอาจารย์และนักศึกษาเท่านั้น พอมาลงมือปฏิบัติเองแล้วได้เรียนรู้หลายอย่างที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้รู้ว่าการทำเรื่องน้ำจะต้องสำรวจอะไรจัดเก็บข้อมูลอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางน้ำ ดิน และพืช และจากการลงมือทำวิจัยของชุมชน นำมาสู่การจัดทำ “แผนที่เดินเดิน” ที่สามารถบอกชุมชนได้ถึงสถานการณ์ของน้ำในอ่างเก็บน้ำขณะนั้นว่า มีปริมาณน้ำเท่าไหร่ ถูกนำไปใช้ทำน้ำประปาเท่าไหร่ จะเหลือน้ำใช้ในการอุปโภค ใช้เพื่อการเกษตรได้อีกเท่าไหร่ ทำให้เห็นภาพการใช้น้ำว่าจะไปสิ้นสุดตอนไหน เพื่อจะได้ระมัดระวังการใช้น้ำและหาวิธียืดระยะเวลาการใช้น้ำออกไปให้ใกล้กับช่วงฤดูฝนมากที่สุด จึงถือว่าแผนที่เดินดินเป็นเครื่องมือที่นำมาสู่แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมของชุมชนนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก

“ ตอนที่ชุมชนยังไม่มีอ่างเก็บน้ำ ทุกคนอยู่กันได้อย่างมีความรัก ความสามัคคี แต่พอมีอ่างเก็บน้ำกลับไม่เอื้อเฟื้อกัน อะไรคือสาเหตุ ซึ่งปัญหานี้ถูกนำมาเป็นหัวข้อในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของชุมชน ตั้งแต่เรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตภายใต้กระบวนการวิจัยที่ สกว.เข้ามาให้คำแนะนำการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทำให้ผู้เข้าร่วมซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนสามวัยทั้งผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาว และเด็กเยาวชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ชลประทาน ได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยขึ้น จนเกิดความเข้าใจกันมากขึ้น”
นายทวี กล่าวว่า เมื่อชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเกิดจิตสำนึกและตระหนักมากขึ้น ชุมชนก็เกิดการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมหันมาร่วมกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เลิกใช้น้ำสุรุ่ยสุร่าย เกิดแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม โดยชุมชนยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ เช่น เปลี่ยนจากการปลูกพืชใช้น้ำมากไปเป็นปลูกพืชใช้น้ำน้อยและมีการขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำใช้ในชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 60 แห่ง

นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้น้ำใหม่ จากการเปิดน้ำเข้าพื้นที่แปลงเกษตรเปลี่ยนมาใช้สปริงเกอร์หรือระบบน้ำหยดแทน มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำตามช่วงฤดูกาล เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำออกไป โดยในช่วงฤดูฝนให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติและจากบ่อน้ำชุมชน และให้ใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำเฉพาะในช่วงฤดูแล้งซึ่งปกติจะเปิดให้ใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำในช่วงปลายเดือน ธ.ค.- ต้นเดือน ม.ค.ขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำในขณะนั้น เช่นในปี 2560 นี้ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างดี การเปิดใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำอาจขยับออกไปเป็นปลายเดือน ม.ค.เป็นต้น
   ส่วนการมีแผนที่เดินดินทำให้ชุมชนได้รับรู้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำได้อย่างดีและเห็นผลชัดเจน เช่น ปี 2558 จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ของความจุ แต่ชุมชนสามารถยืดระยะเวลาการใช้น้ำออกไปให้ใกล้ฤดูฝนได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำเต็มอ่างเก็บน้ำที่ไม่มีการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม และเปิดใช้กันตลอด น้ำก็หมดอ่างได้ภายใน 4 เดือน นอกจากนี้ชุมชนยังสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ใช้ใกล้หมดในช่วงใกล้เข้าสู่ฤดูฝนประมาณเดือน พ.ค.หากแนวโน้มว่าฝนอาจทิ้งช่วง การเปิดใช้น้ำก็จะมีระยะห่างขึ้นจากเปิดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ออกไปเป็น 10-15 วันต่อครั้ง เพื่อเป็นการบรรเทาไม่ให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงขึ้นเพื่อติดตามการใช้น้ำของชุมชน

“แผนที่เดินดินของชุมชน” ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ
ทั้งนี้  แนวทางดังกล่าวถือเป็นการบริหารจัดการน้ำใหม่ของชุมชนในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกิดขึ้นหลังจาก สกว. นำกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเข้ามา

อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ชุมชนต้องเข้มแข็ง และการดำเนินงานจะต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องจึงจะทำให้การบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้ชุมชนมีน้ำกินใช้ที่อย่างยั่งยืนต่อไป

ตามรอย “ในหลวงภูมิพล” เปิดบทเรียนหุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299385

ตามรอย “ในหลวงภูมิพล” เปิดบทเรียนหุ่นยนต์

หุ่นยนต์, ในหลวงร9, ในหลวงภูมิพล, ตามรอย

“สาธิตฯพระจอมเกล้า” ตามรอย “ในหลวงภูมิพล” เปิดบทเรียนหุ่นยนต์ สานฝันเด็กไทยสร้าง “SUSTAINABOTS – หุ่นยนต์แห่งความยั่งยืน

      ปฏิเสธไมได้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศ โดยเฉพาะในภาคการศึกษาที่ต้องเป็นจุดแรกเริ่มในการบ่มเพาะและผลิตทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้มีทักษะและความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่อเนื่องถึงการสร้างนักวิจัย นักคิด นักประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อก้าวสู่โลกแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตามการพัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ในด้านเดียวอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาทักษะความคิดด้าน “ความยั่งยืน” นั่นคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนำไปใช้สร้างความยั่งยืนให้กับสังคมได้จริง สอดคล้องกับแนวพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้านการคิดค้นวิทยาการประยุกต์ และนี่คือโจทย์สำคัญของของประเทศชาติที่จะต้องผลิตบุคลากรสู่ปลายทางและสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้อย่างสูงสุดแท้จริง

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยว่า การศึกษาในปัจจุบันจำเป็นต้องลงทุนการพัฒนาคุณภาพควบคู่ไปกับการการส่งเสริมให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในยุคที่เทคโนโลยีและดิจิทัลกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิต                        โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้าจึงได้ตระหนักถึงการบ่มเพาะและปลูกฝังองค์ความรู้ที่เน้นเรื่อง “ความก้าวหน้า” ผ่านระบบการเรียนการสอนแบบสะตีม (STEAM) ตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกามาเป็นหลักสูตรเพื่อให้นักเรียนเกิดความฉลาดรู้ ความเข้าใจ และมุมมองใหม่ๆที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมตอบสนองประโยชน์สุขของสังคมอย่างยั่งยืนด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างรอบด้าน

ตามรอย “ในหลวงภูมิพล” เปิดบทเรียนหุ่นยนต์

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

โดยตามแนวทางการประยุกต์องค์ความรู้โรงเรียนยังได้บรรจุหลักสูตร STEM With Robotics ซึ่งเป็นหลักสูตรการสอนที่มีหุ่นยนต์เป็นสื่อกลางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ พัฒนาการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญ

จาก “คาร์เนกี เมลลอน” มหาวิทยาลัยด้านนวัตกรรมอันดับหนึ่งของโลกและเพิ่งเกิดขึ้นที่นี่เป็นที่แรกของประเทศไทย ให้เป็นอีกหนึ่งหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งจะช่วยบ่มเพาะให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญและมีทักษะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมช่วยให้เกิดศักยภาพทางกระบวนการความคิดที่สำคัญใน 5 รูปแบบ

คือ 1.การคิดอย่างสร้างสรรค์พร้อมถ่ายทอดสู่การสรรค์สร้างผลงาน 2.การคิดแก้ปัญหาในกิจกรรมที่ทำร่วมกันทั้งแบบทีมและแบบรายบุคคล 3.การคิดตั้งคำถามภายใต้ความอยากรู้อยากเห็นเพื่อให้เกิดการทดลอง การตีความใหม่ๆ และกระบวนการวางแผนทำงานอย่างเป็นลำดับขั้น 4.การคิดค้นวิธีการที่แตกต่างหรือนอกเหนือจากทฤษฎี เพื่อให้ทราบและเกิดวิธีการดำเนินงานที่ดีที่สุด และ 5. การคิดอย่างอิสระและการจินตนาการเพื่อนำเสนอมุมมองใหม่ๆ

พร้อมพัฒนาสู่สิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นและใช้จริงได้ในสังคม รวมถึงยังมีการสอดแทรกและผสมผสานรูปแบบการเรียนการสอนที่บ่มเพาะให้เยาวชนเป็นนักนวัตกรรมที่มีแก่นแท้ของการพัฒนาสังคมที่มีความสมดุล และเกิดการนำไปใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชด้าน “ความยั่งยืน” ที่องค์การสหประชาชาติเองก็กำลังกระตุ้นให้ทั่วโลกคำนึงถึงด้านดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่โรงเรียนได้แสดงให้เห็นคือผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนในโรงเรียน ได้แก่ ผลงาน Multicore Cable Fit-Outing Robot หรือหุ่นยนต์เดินสายสาธารณูปโภคใต้ดิน และผลงาน Aquabot หรือหุ่นยนต์เพื่อการปลูกปะการังเทียม ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากโครงการในพระราชดำริอันจะนำมาซึ่งความสมดุลและยั่งยืนของโลก

โดยผลงานดังกล่าวยังได้เข้าร่วมแข่งขันบนเวที World Robot Olympaid Thailand 2017 (WRO) ซึ่งเด็กนักเรียนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ และยังจะเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าสู่การแข่งขัน โอลิมปิกหุ่นยนต์ระดับโลก (WRO 2017) ณ เมืองซานโฮเซ ประเทศคอสตาริกาในลำดับถัดไป

ตามรอย “ในหลวงภูมิพล” เปิดบทเรียนหุ่นยนต์

ด้าน น.ส.ณจรีย์ จันทร์เจิดศักดิ์ หรือนาโน นักเรียนชั้นเกรด 10 โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า หัวหน้าทีมผลงานชนะเลิศการแข่งขัน WRO Thailand 2017 ประเภทความคิดสร้างสรรค์ เล่าว่า ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีจากหุ่นยนต์ถูกนำไปใช้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยเฉพาะในด้านสาธารณูปโภคมากขึ้น ทางทีมจึงได้คิดและสร้างสรรค์ผลงาน Multicore Cable Fit-Outing Robot หรือหุ่นยนต์เดินสายสาธารณูปโภคใต้ดินขึ้น ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงช่วยเหลือประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในชนบทห่างไกลที่ยังไมได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจเบื้องต้น เช่น การประปา ไฟฟ้า ถนน ฯลฯ พร้อมด้วยโครงการที่เกี่ยวข้องด้านดินที่พระองค์ทรงมุ่งให้เกิดการการใช้ดินและพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุด โดยแนวคิดดังกล่าวยังถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละด้านอย่างมีความเชื่อมโยงกันและมีลักษณะคล้ายการต่อภาพจิ๊กซอว์ ซึ่งหากต่อสำเร็จก็จะช่วยในเรื่องอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับกลไกของหุ่นยนต์ Multicore Cable Fit-Outing Robot จะเน้นให้เป็นเครื่องมือขนาดใหญ่ในการการทำงานหนักบนพื้นที่ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้หรือเข้าถึงได้ยาก โดยหุ่นจะแบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 จะเป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ในการนำหน้าเพื่อสำรวจอุปสรรคของพื้นดินและใต้ดินโดยมีเซ็นเซอร์ในการตรวจจับพร้อมวิเคราะห์ออกมาในรูปของแผนที่ เพื่อให้หุ่นยนต์ชุดที่ 2 ที่เป็นหุ่นยนต์ใหญ่ทำหน้าที่ในการเดินเครื่องขุดดิน พร้อมฝังกลบสาย Multicore ซึ่งประกอบด้วย สายโทรศัพท์ สายไฟฟ้า ท่อประปา และแก๊สธรรมชาติลงบริเวณใต้ดินในเวลาเดียวกัน ในการร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้น

ทางทีมคาดหวังว่าหากในอนาคตหุ่นยนต์ต้นแบบนี้สามารถพัฒนาเป็นรูปธรรมได้จริง เชื่อว่าการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในชนบทจะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งถ้าหากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ก็คิดว่าจะสามารถนำไปใช้ในด้านอื่นๆต่อได้ อีกทั้งยังจะช่วยลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากภายนอก อันจะนำมาซึ่งความสมดุลของด้านต่างๆในระยะยาว

ตามรอย “ในหลวงภูมิพล” เปิดบทเรียนหุ่นยนต์

ขณะที่ ด.ช.เทพมงคล พันธุ์กระทึก หรือโน้ต นักเรียนชั้นเกรด 7 โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า หัวหน้าผลงานรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 การแข่งขัน WRO Thailand 2017 ประเภทความคิดสร้างสรรค์ เล่าว่า แนวคิดและการประดิษฐ์ผลงาน Aquabot หรือหุ่นยนต์เพื่อการปลูกปะการังเทียมมาจากการศึกษาโครงการในพระราชดำริด้านประมงและชายฝั่งทะเลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ในปัจจุบันปัญหาจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนิโญ่ และการกระทำของมนุษย์ทำให้สิ่งมีชีวิตบริเวณแนวปะการังน้ำตื้นของท้องทะเลไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงและค่อยๆตายไปจนถึงขั้นวิกฤต

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ขณะนี้จะต้องสร้างบ้านใหม่ให้กับสัตว์น้ำใต้ทะเล เพื่อให้ปะการังและสิ่งมีชีวิตเริ่มฟื้นคืนกลับมาเป็นสีสัน พร้อมเพิ่มแหล่งอาหารและความสมดุลให้กับธรรมชาติ ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นที่มีผลต่อการกัดเซาะพังทลายของชายฝั่ง ตลอดจนฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้กลับมาสวยงามมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย

ด้านการทำงานของ Aquabot นั้น จะทำหน้าที่แทนแรงงานมนุษย์ในการปล่อยปะการังเทียมเพื่อให้สามารถใช้เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำใต้ทะเล โดยที่หุ่นยนต์จะมีคุณสมบัติพิเศษในเรื่องของความรวดเร็วและประสิทธิภาพด้านความแม่นยำที่มากกว่า ทั้งยังเป็นหุ่นยนต์ที่มีความแข็งแรงทนทาน มีความสามารถในการต้านทานกระแสน้ำ มีความปลอดภัยโดยไม่ทำลายระบบนิเวศและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย