ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299680

ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

กทมเพิ่มน้ำให้บริการประชาชน, กทมเตรียมเพิ่มรถสุขา, ซ้อมริ้วขบวน21ตคน้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

กทม.คาดประชาชนชมริ้วขบวนฯวันนี้ยังไม่ใช่จำนวนแท้จริง เตรียมเพิ่มจำนวนน้ำดื่ม และความถี่การสูบห้องสุขาหลังพบไม่พอต่อความต้องการย้ำการดูแลการแพทย์พร้อม100%

     เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 60 เวลา 09.15 น.ที่บริเวณศาลหลักเมือง ถนนราชดำเนินใน พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะประธานฝ่ายบริการประชาชน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ติดตามความพร้อมในการอำนวยความสะดวกประชาชนที่เข้ามาร่วมชมการซ้อมเสมือนจริงริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ด้านการบริการอาหาร น้ำดื่ม รถสุขาเคลื่อนที่

ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

      พญ.วันทนีย์ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ประชาชนที่เข้าร่วมการชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในวันนี้ ยังไม่ใช่จำนวนที่แท้จริงที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีฯ โดยคาดว่าในช่วงวันพระราชพิธีฯจะมีประชาชนเดินมาประมาณ 3-5 ล้านคน ทั้งนี้ พบว่าในคราวนี้ประชาชนส่วนใหญ่มีการเตรียมตัวมาอย่างดี ทั้งอาหารและน้ำดื่ม พัด หมวก และร่ม

ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

     อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ กทม.ก็มีการเตรียมอาหารและน้ำในการบริการประชาชนเช่นกัน แต่ยังพบว่ามีปัญหาน้ำดื่มและสุขาไม่เพียงพอ ซึ่งจะต้องมีการเพิ่มจำนวนน้ำดื่ม และเพิ่มความถี่การสูบสุขามากขึ้น และภายหลังเสร็จสิ้นการซ้อม ทางกทม.จะสรุปข้อมูลเพื่อประเมินและปรับปรุงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับประชาชนที่จะเดินเข้าร่วมในพระราชพิธี

ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน

    “วันนี้ยังมีการซ้อมทีมบริการทางการแพทย์ในการดูแลประชาชนด้วย ซึ่งขณะนี้มีความพร้อม 100% ซึ่งขอฝากประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีฯ หากเดินทางเข้ามาไม่ถึง ก็สามารถไปร่วมพิธีได้ที่พระเมรุมาศจำลองและซุ้มดอกไม้จันทน์ทั่วพื้นที่ กทม.”พญ.วันทนีย์ กล่าว

ซ้อมริ้วขบวน21ตค.น้ำดื่ม-ห้องน้ำยังไม่พอบริการประชาชน


จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299631

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร 9, มหาชน, เคทีซี

เคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดเสวนา “ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ…จากนักเรียนทุนของพ่อ”

       น.ส.พจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ-ทรัพยากรบุคคล “เคทีซี” กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักพัฒนาที่พัฒนาประเทศชาติในทุกด้าน เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่คนไทยทุกคน ซึ่งการเป็นนักพัฒนาของพระองค์ท่านทรงมองว่าไม่สามารถพัฒนาคนเดียวได้ ต้องมีการพัฒนาคนอื่นๆ ร่วมด้วย

      ซึ่งพระองค์ท่านได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยได้จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งเป็นทุนที่ไม่ต้องคืน จะเลือกเรียนที่ไหน ประเทศใดก็ได้ โดยไม่ต้องชดใช้ทุกคืน เพียงหวังให้ทุกคนที่ได้รับทุนนำความรู้ ความสามารถกลับมาพัฒนาประเทศไทย

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

                               ดร.เจน ชาญณรงค์

     ดร.เจน ชาญณรงค์ ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2543 กล่าวว่า ตนสำเร็จการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้รับทุนอนันทมหิดล และไปจบการศึกษาระดับสูงที่ต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ผ่านมาแล้ว 24 ปีถึงจะไม่ได้ทำงานด้านการศึกษา

    แต่มาทำงานภาคธุรกิจ คงยึดหลักการทำงานตามแบบอย่างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ใช่เพียงการทำเกษตร แต่การใช้ชีวิตของทุกคนสามารถยึดหลักดังกล่าวโดย โดยต้องดำเนินชีวิตสายกลาง รู้จักประมาณตน มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้คู่คุณธรรม นำไปสู่สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงต้องมีความเพียร ความอดทน และอย่าทำทุกอย่างตามผู้อื่น

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

    “แนวพระราชดำรัส หลักคำสอนของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็สามารถนำมาใช้ได้ ยิ่งการเป็นนักธุรกิจอาจถูกมองได้ทั้งดีและไม่ดี และการทำงานกับผู้คนหลากหลาย ไม่ใช้ทุกคนที่จะส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็ต เราต้องคนดีที่ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งในสังคมขณะนี้ คนดีมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะหากสังคมไม่มีคนดีอยู่ ประเทศก็ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ การเป็นนักธุรกิจแม้จะเดินช้าลง แต่หากเดินเร็วแล้วเอาเปรียบผู้อื่นก็ไม่ควรกระทำ การทำอะไรเพื่อประเทศชาติ จะไปทำทุกอย่างตามต่างชาติคงไม่ได้ เราต้องมองมองว่าอะไรที่ประเทศต้องการ ความรู้อะไรที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ น้องๆ ที่ได้รับทุนอนันทมหิดล ถือเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ ให้น้อมนำพระราชดำรัส หลักคำสอนของพ่อหลวงมาใช้ให้เหมาะกับสิ่งที่ประเทศต้องการ ต้องมีความเพียรพยายาม หรือความสำเร็จช้าก็ต้องพยายาม ที่สำคัญต้องเป็นคนดี”ดร.เจน กล่าว

       ด้าน ดร.กฤชชลัช ฐิติกมล ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2533 กล่าวว่าตนเติบโตมาในโรงเรียนกลางๆ แต่ด้วยความที่พ่อแม่อยากให้เรียนจบปริญญาตรีเพื่อทำงานหาเลี้ยงตนเองได้ ทำให้มีความตั้งใจเรียนหนังสือจนสอบติดเข้าเรียนต่อวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับทุนอนันทมหิดล

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

 ดร.กฤชชลัช ฐิติกมล

      ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เพราะได้เรียนต่อทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยเมื่อจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา ก็ได้มาทำงานเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา จนระยะหนึ่งก็ผันตัวมาเป็น ทำธุรกิจ เอาระบบไอทีมาใช้พัฒนาธุรกิจ องค์กร และทำประโยชน์เพื่อประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ยุคดิจิตอลได้อย่างสมบูรณ์

      มูลนิธิอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้น ด้วยทรงพระราชหฤทัยในสวัสดิภาพ และความเป็นอยู่ของพสกนิกร ทรงตระหนักว่าประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญ มีคนเก่ง คนดี มีคุณภาพอีกมาก ควรส่งเสริมให้โอกาสคนเหล่านี้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

    โดยขณะนี้มีทั้งหมด 8 แผนก ไก้แก่ แผนกแพทยศาสตร์ แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกเกษตรศาสตร์ แผนกธรรมศาสตร์ แผนกอักษรศาสตร์ แผนกทันตแพทยศาสตร์ แผนกสัตวแพทยศาสตร์ และแผนกวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งทุกแผนกล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทย

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

    “ทุกคนที่ได้ทุนดังกล่าว อยากให้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ ประสบการณ์จากต่างประเทศที่เราไปศึกษาเล่าเรียนมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยการใช้หลักการทรงงานของพระองค์ท่านเป็นอย่างในการทำงานของตนเอง เราจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร และจะมีประโยชน์อย่างไร อยากให้ทุกคนมีหลักคิด หลักวิชา ศึกษารู้จริงให้ถ่องแท้ เข้าถึงง่ายและเหมาะสมกับทรัพยากรของประเทศไทย” ดร.กฤชชลัช กล่าว

    ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ปี พ.ศ.2541 กล่าวว่าจบคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งหลังจากได้รับทุนอนันทมหิดล ก็ได้ไปศึกษาต่อเกี่ยวกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการธุรกิจยังต่างประเทศ  เมื่อกลับมาก็เป็นอาจารย์สอนที่มก.ก่อนจะย้ายมาเป็นอาจารย์สอนที่  ม.มหดิล ในปัจจุบัน             ตลอดระยะเวลา 21 ปี ในการเป็นอาจารย์ได้ทำหน้าที่สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้แก่นักศึกษา และทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน นำความรู้ไปช่วยประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ โดยงานวิจัยก็ไม่ใช่เป็นงานวิจัยที่เราอยากทำ แต่ต้องเป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อคน

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

     เป็นบุญของตนเอง ที่ได้เป็น 1 ใน 8 ที่ได้รับทุนอานันทมหิดล เพราะประเทศไทยมีคนเก่งจำนวนมาก และทุนนี้มีความพิเศษ ไม่มีการผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น ใครจะเรียนอะไรก็เรียน จะกลับมาประเทศไทยหรือไม่ก็ได้ แต่ทุกคนที่ได้ทุนล้วนกลับมาพัฒนาประเทศไทย

    ซึ่งสาเหตุที่ได้รับทุนนอกจากตั้งใจเรียนจนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งแล้ว ยังมีความมีความซื่อสัตย์ มีวินัยในตนเอง ทำให้ได้รับคัดเลือก โดยการรับทุนครั้งนี้ ได้รับคัดเลือกในครั้งแรกแต่ไม่ได้ไปศึกษาต่อทันที เนื่องจากขณะนี้มี 2 คนที่ได้รับทุน ทำให้ได้ไปในปีถัดมา

     “ซึ่งครั้งหนึ่งที่ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ พระองค์ท่านทรงจำชื่อเราได้ และรู้ว่าเราเป็นอาจารย์ ท่านบอกว่าท่านเลือกเราและอยากให้เราเป็นครูตลอดไป เพื่อนำความรู้ที่ได้เรียนมาถ่ายทอดพัฒนาคนต่อไป เป็นความประทับใจที่มิรู้ลืม เพราะเราเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ท่านเลือกเราให้ได้รับทุน ตลอด 21 ปี จึงทำหน้าที่เป็นอาจารย์มาที่ได้นำหนักการทรงงานของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวปฎิบัติในการทำงาน และการใช้ชีวิต ทั้งการประหยัด การออม เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ผศ.ดร.วรภรรณ กล่าว

      ผศ.ดร.วรภรรณ เป็นอาจารย์และนักวิจัยที่ทำงานด้านระบบสารสนเทศ ทั้งในแวดวงการศึกษา และโครงการพระราชดำริต่างๆ โดยมุ่งเน้นเข้าใจชุมชน รากเหง้าของปัญหาแต่ละพื้นที่ และความต้องการของชุมชนคืออะไร เมื่อเข้าใจแล้วต้องมองว่าเรามาเพื่ออะไร ต้องหวังให้คนในชุมชนอยู่ดี กินดี อยู่ได้ด้วยตนเอง และถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้คนในชุมชน

    รวมถึงนักศึกษา รู้จักการใช่คุณธรรมนำความรู้ เพราะถ้ามีความรู้มากมายแต่ไม่เป็นคนดีก็คงไม่สามารถนำพาประเทศให้เจริญและมีสุขได้ อีกทั้งต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ และพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สำคัญในสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ซึ่งเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนทุกคนให้เป็นคนดีได้ ก็ไม่ควรให้อำนาจแก่คนไม่ดี ทุกคนต้องช่วยกัน

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

 ดร.ปัญญา แซ่ลิ้ม

       ดร.ปัญญา แซ่ลิ้ม ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ปี พ.ศ.2548 กล่าวว่า มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ค้าขาย ไม่ได้มีรายได้มาก ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราตั้งใจเรียนมาตลอด เพราะเรารู้จักหน้าที่ของตนเอง ทำให้พ่อแม่สบายใจ ตอนแรกถึงจะเป็นเด็กหลังห้อง หากเรามีความเพียรพยายาม อดทน มุ่งมั่น และรู้จักหน้าที่ของตนเราก็จะกลายมาเป็นเด็กหน้าห้องได้ หลังจากจบการศึกษาคณะประมง เกียรตินิยมอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้รับพระราชทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก

     โดยส่วนตัวสนใจด้านพันธุศาสตร์และสถิติ จึงได้เรียนเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งขณะนี้กำลังรอบรรจุเข้าทำงานกลุ่มวิจัยและพัฒนา กองพระราชดำริ ของกรมประมง โดยมุ่งหวังจะนำความรู้ความสามารถของตนเองมาพัฒนาประเทศ สร้างบริบูรณ์แก่สัตว์น้ำ

   “จะนำความรู้ ความสามารถที่มีถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลัง โดยขณะนี้ได้เป็นอาจารย์พิเศษตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อนำความรู้ไปมอบให้แก่นักศึกษา เยาวชนของไทย เพราะการที่ได้รับพระราชทุน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงที่สุด เราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ตั้งใจเรียน เพราะเห็นความลำบากของพ่อแม่ เปลี่ยน  ในฐานะเป็นลูกพ่อแม่ต้องตั้งใจเรียน ทำให้ท่านภูมิใจ แม้เราจะมีภาวะไม่พร้อมทางเศรษฐกิจในการศึกษาเล่าเรียน ส่วนในฐานะคนไทย ลูกของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 สิ่งที่ตอบแทนบุญคุณของพระองค์ท่านได้ คือการนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ รู้หน้าที่ของตนเอง นำความรู้ความสามารถที่มีคืนสู่สังคม” ดร.ปัญญา กล่าว

        ขณะนี้ “ดร.ปัญญา” กลับมาเมืองไทยได้เพียง 3เดือน ซึ่งเขามองว่ายังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย เพราะประสบการณ์ต่างแดนกับบริบทของประเทศไทยแตกต่างกัน รวมถึงพยายามเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ หาช่องทางนำความรู้ของตัวเองมาใช้ในบริบทของไทย ถ่ายทอดแก่เด็กรุ่นใหม่

       “ผมคิดมาตลอด แม้ตัวเรามีความรู้ความสามารถขนาดไหน เราคนเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ จะทำได้ต่อเมื่อทุกคนต้องช่วยกัน การที่เรานำความรู้ไปมอบแก่เด็ก ให้ได้เห็นความสำคัญ มีส่วนร่วม เปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย หรือพัฒนา ล้วนมีความสำคัญในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดผลแก่คนไทย เกษตรกรของไทย โดยต้องนำหลักคำสอน การใช้ชีวิตของพระองค์ท่านเป็นแบบอย่าง ทั้งเรื่องความเพียร จริงๆ โดยส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน พยายาม คนเราจะประสบความสำเร็จต้องมีความอดทน ถ้าเรายอมแพ้เราก็จะหยุดอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราอดทนต่อไป เราก็จะถึงจุดหมายที่เราตั้งใจไว้ รวมถงต้องมีความสามัคคี เราคนเดียวไม่สามารถทำอะไรได้  และต้องมีหลักการพัฒนา มีความยืดหยุ่นยึดเพียงตำราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองตามหลักความเป็นจริงในสังคมไทยด้วย” ดร.ปัญญา กล่าว

จากใจนักเรียนทุนของพ่อหลวงร. 9

     อย่างไรก็ตาม หากคนไทยทุกคนนำหลักคำสอน พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ ขอเพียงมีปัญญาที่เฉียบแหลม ความเพียรที่บริสุทธิ์ กำลังกายที่แข็งแรง เชื่อว่าความสำเร็จ ผลดีจะเกิดขึ้นทั้งตัวเราเอง ครอบครัว และประเทศชาติอย่างแน่นอน

พระเมรุมาศเสร็จสมบูรณ์ สง่างาม สมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299665

พระเมรุมาศเสร็จสมบูรณ์ สง่างาม สมพระเกียรติ

ตรวจความเรียบร้อยครั้งสุดท้าย จัดสร้างพระเมรุมาศเสร็จสมบูรณ์ สง่างาม สมพระเกียรติถวายในหลวงร.9 ส่งมอบพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพรุ่งนี้ (21 ต.ค.)

 

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 16.30 น.ที่โรงละครแห่งชาติพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ผู้บริหาร วธ. ชมการฝึกซ้อมใหญ่ การแสดงมหรสพสมโภชเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เวทีที่ 3 การแสดงบันเลต์เรื่องมโนราห์ Kinari suite ท่อน 4 พระราชนิพนธ์ A Love Story (ภิรมย์รัก) และท่อน 5 พระราชนิพนธ์ Blue day

โดยถือเป็นการเปิดตัวการฝึกซ้อมการแสดงบัลเลต์ ซึ่งเป็นการใส่ชุดเครื่องแต่งกายจริงเป็นซึ่งถือเป็นบันเลต์นกไทย ตัวแรกของโลก อย่างไรก็ตามเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงเพิ่มความพิเศษ คือเพิ่มฉากดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 9 ดอก และหญ้าแฝง

จากนั้น เวลา 17.15  น. พล.อ.ธนะศักดิ์ พร้อมด้วยนายวีระ และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลป์กร เดินทางไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพือตรวจความเรียบร้อยการจัดสร้างพระเมรุมาศ และร่วมชมการฝึกซ้อมการแสดงโขน หน้าพระที่นั่งทรงธรรม หรือโขนหน้าพระเมรุมาศ โดย พล.อ.ธนศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการเข้ามาตรวจความเรียบร้อยการจัดสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบพระเมรุมาศ เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากรื้อนั่งร้าน เท่ากับว่า ขณะนี้การจัดสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ รวมถึงการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยานและพระยานมาศเสร็จสมบูรณ์100 %อย่างเป็นทางการ โดยในวันที่ 21 ตุลาคม จะส่งมอบพื้นที่ให้กับเจ้าหน้าตำรวจ เหลือเพียงกรมศิลปากร ที่จะคอยมาดูและเก็บรายละเอียดในส่วนต่างๆ ให้คงสภาพเช่นเดิม

ผลงานทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจิตอาสาที่เข้าปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ ซึ่งในวันที่ 21 ตุลาคม เชื่อว่า จะมีความพร้อมสำหรับการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในกลวงรัชกาลที่9 และเมื่อถึงสันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ไม้ดอกไม้ประดับ และดอกดาวเรืองจะบานเต็มที่ โดยเราจะดูแลให้ดอกไม้บานไปตลอดจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ ตั้งแต่วันที่ 2-30 พฤศจิกายน ส่วนจะมีการขยายวันเปิดให้ชมนิทรรศการออกไปหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ขยาย

“คนไทยทั้งประเทศ ร่วมแรงร่วมใจ จัดสร้างพระเมรุมาศ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นเหมือนกำลังใจทำให้การจัดสร้างพระเมรุมาศ เสร็จสมบูรณ์ สง่างามเพื่อถวายพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่9 แสดงให้คนทั้งโลกเห็นถึงการเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ ผมยังมีโอกาสชมการซ้อมบันเลต์เรื่องมโนราห์  ซึ่งในหลวงรัชกาลที่9 ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงประกอบการแสดงและพระราชทานเค้าโครงเรื่อง การซ้อมครั้งนี้มีการแต่งชุดจริง งดงามไม่แพ้ฝรั่ง นอกจากนี้ยังซ้อมการแสดงโขน หน้าพระที่นั่งทรงธรรม หรือโขนหน้าพระเมรุมาศ ถือว่าน่าประทับใจ โดยผมได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการวธ. และกรมศิลปากร คัดเลือกบางช่วงบางตอนมาแสดงให้ประชาชนได้เห็นว่า การแสดงของไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”รองนายกฯ กล่าว

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299622

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9

พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย, จดหมายเหตุ, พระเสด็จสู่ฟ้า, ราษฎร์ล้วนอาลัย

“พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” คัดสรรบทกวีจากใจคนไทย 189 บท จาก 10,000 บทแสดงความอาลัยในหลวงร.9 หนึ่งในจดหมายเหตุงานพระราชพิธี

        กวีนิพนธ์จากหัวใจชาวไทยแสดงความอาลัย ด้วยน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมรำลึกแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับ 10,000 บทนับตั้งแต่เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ส่งเข้ามาให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ถูกคัดสรรจนได้ 189 บท ที่มีเนื้อหาและใช้ถ้อยคำงดงาม สมพระเกียรติ บรรจุไว้ในหนังสือ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” หนึ่งในจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9

“บทกวี “ถามจันทร์” ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เขียนขึ้นในคืนวันลอยกระทงเมื่อปี 2559 เป็นปีแรกที่ประชาชนคนไทยทุกคนไม่ได้เห็นพระองค์เสด็จลงมาลอยพระประทีปที่ท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราช ค่ำวันนั้นเป็นคืน 15 ค่ำ พระจันทร์กลมโตเต็มดวงสวยเหมือนเช่นทุกปี แต่คนไทยทุกคนกลับรู้สึกเศร้า ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ทุกดวงใจหลอมรวมในเรื่องเดียวกัน คนไทยร้องไห้ในเรื่องเดียวกัน และเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงถ่ายทอดความรู้สึกผ่านงานวรรณศิลป์”นายอภิชาติ ดำดี นักเขียน เล่าถึงบทกวีที่ประพันธ์ขึ้น และได้รับคัดเลือกบรรจุในหนังสือ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย”

นายอภิชาต บอกด้วยว่า สาเหตุที่เขียนเชื่อมโยงกับพระจันทร์นั้น  เป็นความตั้งใจเพราะต้องการสื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าระยะทางระหว่างโลกและดวงจันทร์ ห่างกันถึง 3.6 แสนกิโลเมตร ขณะที่ตลอดระยะเวลา 70 ปีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเดินทางไปทั่วประเทศปีละ 25,000 กิโลเมตร เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวไทยทุกคนมากกว่าระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9

เช่นเดียวกับ นายชัยพร ทับพวาธินท์ คีตศิลปินอาวุโส สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เล่าถึงความรู้สึกในวันที่ประพันธ์บทกวีด้วยเสียงสั่นเครือ ว่า ทันทีที่สำนักพระราชวังออกประกาศการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนรู้สึกเช่นเดียวกันคนไทยทั้งประเทศ ในคืนนั้นได้เขียนบทกลอนไปร้องไห้ไปได้ถึง 13 บทกลอน จากนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้อีกเลย  ซึ่งการที่บทกวีที่แต่งได้รับคัดเลือกมารวมรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ ถามว่าภาคภูมิใจไหมก็รู้สึกภูมิใจ แต่เป็นความภูมิใจที่มีแทรกด้วยความโศกเศร้า เป็นไปได้ก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แต่ก็ขอเป็นตัวแทนประชาชนทำหน้าที่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ และตั้งใจจะทำงานเพื่อถวายงานแก่พระองค์ซึ่งจะไม่ใช่การถวายงานครั้งสุดท้ายแต่จะทำและรำลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9

ขณะที่ น.ส.สิริพร บุตรฉา ชั้นม.5 โรงเรียนวัดสระแก้ว (รุ่งโรจน์ธนะกุล อุปถัมภ์) กล่าวว่า ในคืนที่ 13 ตุลาคมที่ทราบว่าในหลวงสวรรคต ตนกับเพื่อนรู้สึกเศร้า ที่ผ่านมาติดตามพระอาการ และสวดมนต์ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอ เพราะพระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพวกเราทุกคนอย่างมาก เพราะโรงเรียนของเราเป็นเหมือนสถานสงเคราะห์มีเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาสในพื้นที่สูงมาประมาณ 2,000 กว่าคน ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับโรงเรียนทุกเดือนๆละ 4.5 แสนบาท เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวันให้เด็กทุกคนในโรงเรียนมีประมาณ 2,000 กว่าคน ที่ผ่านมาพวกเราทุกคนได้น้อมนำคำสอนมาใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“เมื่อรู้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคตรุ่งขึ้นในวันที่ 14 ต.ค.หนูกับพื่อนอีก 4 คนจึงร่วมกันแต่งกลอนเพื่อถวายอาลัยใช้เวลาเพียง 1 วันก็แต่งเสร็จเรียบร้อยและนำไปให้หลวงพ่อช่วยดู โดยบทกลอนสื่อถึงความโศกเศร้า พระมหากรุณาธิคุณ พระราชกรณียกิจที่ทรงทำเพื่อคนไทยทุกคน แม้ในวันนี้ความโศกเศร้าจะยังมีอยู่ แต่พวกตนจะแปรเปลี่ยนให้เป็นพลัง ดำเนินรอยตามคำสอนให้ดีที่สุด”น.ส.สิริพร กล่าว

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9        นายภูริทัต หงส์วิวัฒน์ นักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวเสด็จสวรรคตในคืนวันที่ 13 ตุลาคม รู้สึกเสียใจอย่างมากเช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ จนเก็บความรู้สึกไม่ไหวบรรยายออกมาผ่านบทกลอน เขียนไปร้องไห้ไปและนำมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว และในคืนนั้นก็ร้องไห้จนกระทั่งหลับไป อย่างไรก็ตาม จะนำคำสอนของพระองค์ไปใช้ในการดำเนินชีวิต

ด้าน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวระหว่างแถลงข่าวเปิดตัวหนัง “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” ว่า  หนังสือดังกล่าวเป็น 1 ใน 11 รายการ หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเนื้อหาหนังสือจดหมายเหตุฉบับนี้ได้รวบรวมบทกวีนิพนธ์ที่ศิลปิน ประชาชนหลากหลายอาชีพ เด็กและเยาวชนแต่งขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 189 บท โดยมีภาพประกอบกว่า 20,000 ภาพซึ่งเป็นผลงานช่างภาพมืออาชีพ ช่างภาพ  จิตอาสา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประชาชนที่ส่งภาพเหล่านี้มายัง วธ

189 บทกวีคนไทยอาลัยแด่พ่อหลวงร.9

“ทั้ง 189 บทนั้นได้คัดสรรมาจากบทกวีที่มีผู้ส่งและที่ วธ.ไปรวบรวมผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆกว่า 10,000 บท ส่วนที่คัดเลือกเพียง 189 บทนั้น มีความหมายถึงว่า เลข 1 หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนายพิตร ทรงเป็นเอกบรมกษัตริย์ ส่วนเลข 89 หมายถึงพระชนมายุในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ จะมีการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าว 15,000 เล่มส่งไปยังห้องสมุดประชาชน หน่วยงานราชการ และจัดทำอีบุ๊ค ให้สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ วธ. ส่วนบทกวีที่ไม่ได้รับคัดเลือกจะนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ที่จังหวัดปทุมธานี”นายวีระ กล่าว

ม.ร.ว. อรฉัตร  ซองทอง  คณะทำงานคัดเลือกคัดเลือกบทกวีนิพนธ์ กล่าวว่า   เมื่อทราบว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รู้เสียใจเป็นอย่างมาก และได้นั่งดูถ่ายทอดสดรถพระที่นั่งเคลื่อนพระบรมศพออกมาจากโรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559  ความเสียใจถูกส่งผ่านบทกลอน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด  และได้น้ำบทกลอนดังกล่าวมาบรรจุไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีผู้ส่งบทกวีมาให้คัดเลือกจำนวนมาก จากเคยคิดว่า บทกวี กำลังจะสูญหาย แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็น ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งกวี เพราะผู้ที่ส่งบทกวีมาให้คัดเลือกมีตั้งคนอายุ 90 ปี จนถึงเด็กประถม ทั้งนี้การคัดเลือกจะเน้นความถูกต้องตามฉันทลักษณ์ อย่างถูกต้อง มีเนื้อหาที่เหมาะสม สมพระเกียรติ  ทั้งนี้ทุกบทกวีที่ส่งเข้ามาให้คัดเลือกล้วนมีความหมายที่ดี ลึกซึ้ง สื่อถึงความเศร้าโศกเสียใจ และความรักที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299615

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

ช่างแทงหยวกเพชรบุรีได้รับคัดเลือก15คนจากครอบครัว“สุสุทธิ”9คนและทีมช่างอีกจำนวนหนึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่แกะสลักแทงหยวกเครื่องสดประดับพระจิตกาธานชั้นเรือนยอด9ชั้น

    การถวายงานการแทงหยวกกล้วยตกแต่งพระจิตกาธานที่วางพระโกศจันทน์ ตามโบราณราชประเพณีในงานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของช่างแทงหยวก 9 คนมาจากครอบครัว “สุสุทธิ” พวกเขาเคย ถวายงานการแทงหยวกกล้วยตกแต่งพระจิตกาธานที่วางพระโกศจันทน์ ตามโบราณราชประเพณีในงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

   และถวายงานการแทงหยวกตกแต่งพระจิตกาธานในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระเมรุมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และยังได้มีโอกาสถวายการแนะนำการแทงหยวกแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนพระทัยฝึกแทงหยวก การสลักหยวก โดยใกล้ชิด เมื่อครั้งที่นายประสม สุสุทธิ ช่างแทงหยวก ชั้นครูชื่อดังของเมืองเพชร ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ (แทงหยวก) พ.ศ.2537 มีชีวิตอยู่

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

      แม้ว่าวันนี้ นายประสม ได้ลาโลกนี้ไปแล้ว แต่เขายังมี วิริยะ บุตรชายคนเล็ก สืบสานศิลปะการแทงหยวกของบิดาสืบต่อไป วันนี้เขาเป็น หัวหน้าคณะจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานจังหวัดเพชรบุรี

      ล่าสุดเมื่อวันที่วันที่ 19 ตุลาคม 2560 นางฉัตรพร ราษฏร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัด.เพชรบุรี พร้อมด้วยนายวิริยะ หัวหน้าคณะจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานจังหวัดเพชรบุรี และ“ครอบครัว สุสุทธิ” ช่างแทงหยวกจังหวัดเพชรบุรี และชาวบ้านหนองกระเจ็ดกว่า 50 คนร่วมประกอบพิธีบวงสรวง พร้อมเครื่องขมา ในพิธีตัดต้นกล้วยตานี ที่สวนนายเสงี่ยม ทรัพย์ศิลป์ อายุ 80 ปี ณ บ้านเลขที่ 92 หมู่ 4 ต.หนองกระเจ็ด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

    จากนั้นใช้เลื่อยตัดต้นกล้วยเอกที่ได้คัดเลือกไว้ รวม 40 ต้นใส่รถบรรทุกทหารนำไปพักไว้ที่ มณฑลทหารบกที่ 15 อ.เมือง จ.เพชรบุรี ก่อนเตรียมเคลื่อนย้ายเข้ากรุงเทพฯ ตามลำดับ

     สำหรับสวนกล้วยนายเสงี่ยมเป็นกล้วยตานีที่ เรียกว่า กล้วยหยวกหลังฝน หรือ กล้วยหยวกฤดูหนาว กาบกล้วยมีรังผึ้งที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื้นสมบูรณ์ แห้งช้ากว่าปกติ คณะช่างแทงหยวกจังหวัดเพชรบุรีได้คัดเลือกกล้วยตานีมีความสมบูรณ์พร้อม ความยาวประมาณ 4 เมตร ลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ 14 นิ้ว จำนวน 40 ต้น

    เพื่อนำไปใช้ในงานพระราชพิธีในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวนกล้วยแห่งนี้ เคยถวายงานในพระราชพิธีครั้งแรกในงานสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ฯ ครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ มาแล้ว

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

     นายวิริยะ สุสุทธิ หัวหน้าคณะจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานจังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ประจำวิชาศิลปะและวิชาภูมิปัญญา รร.เซนต์โยเซฟเพชรบุรี  เป็นบุตรชายของ นายประสม สุสุทธิ ช่างแทงหยวก ชั้นครูชื่อดังของเมืองเพชร ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ (แทงหยวก) พ.ศ.2537 เป็นผู้แทงหยวกกล้วยตกแต่งพระจิตกาธานที่วางพระโกศจันทน์ ตามโบราณราชประเพณีในงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

    และเคยถวายงานการแทงหยวกตกแต่งพระจิตกาธานในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระเมรุมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และยังได้มีโอกาสถวายการแนะนำการแทงหยวกแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนพระทัยฝึกแทงหยวก การสลักหยวก โดยใกล้ชิด

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

     นายประสม เกิดในตระกูลช่างแกะสลักและช่างเขียน เป็นผู้ที่มีความสามารถสร้างสรรค์ศิลปะมากมายหลายแขนง แต่ที่โดดเด่นได้รับการยกย่องจากช่างเมืองเพชรและสกุลช่างระดับชาติให้เป็น “ช่างชั้นครู” คือด้านศิลปะการแทงหยวกหรือสลักหยวก เนื่องจากลวดลายที่เกิดจากปลายมีดกรีดผ่านกาบกล้วยนั้นพริ้วไหวมีชีวิตชีวา เส้นสายและเหลี่ยมมุมของลายต่าง ๆ งดงาม อ่อนหวาน เฉียบคม

ครอบครัวสุสุทธิ“ช่างแทงหยวก2พระเมรุ”

     นายประสม ได้รับเกียรติครั้งสูงสุดเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นหนึ่งในคณะผู้จัดทำพระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงเพื่อถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จย่า

    นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นผู้แทงหยวกกล้วยตกแต่งพระจิตกาธานที่วางพระโกศจันทน์ ตามโบราณราชประเพณีในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และยังได้มีโอกาสถวายการแนะนำการแทงหยวกแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนพระทัยฝึกแทงหยวก การสลักหยวก โดยใกล้ชิด

   นายประสม ตอนเสียชีวิตเขามีอายุ 89 ปี เป็นช่างศิลปแทงหยวกหรือสลักหยวกและเป็นช่างเขียนลายไทยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรีเป็นที่รู้จักของศิลปินทั่วประเทศ มีทายาทชายทั้งหมด 8 คน ซึ่ง วิริยะ บุตรชายคนเล็ก สืบสานศิลปะการแทงหยวกของบิดาสืบต่อไป

ขอบคุณภาพ: เพชรภูมิ นิวส์

คลิป :https://youtu.be/tiAftGCDC1g

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299555

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด, ดินตามรอยเท้าพ่อด้วยความพอเพียง

โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด”เดินตามรอยเท้าพ่อด้วยความพอเพียงให้แก่นักเรียนและบูรณาการสู่การเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในชุมชน

       พื้นที่ภายในโรงเรียนที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ดูสะอาดตา เสียงเด็ก ๆ กำลังขะมักเขม้น ช่วยกันทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคุณครู บางกลุ่มกำลังเก็บไข่ไก่ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่และบันทึกจำนวนไข่ไก่ที่เก็บได้ บางคนจับกลุ่มแยกไปเก็บเห็ดในเรือนเพาะเห็ด และอีกส่วนหนึ่งช่วยกันเก็บหญ้า พรวนดิน ที่แปลงปลูกผักกางมุ้ง และผักไม้เลื้อย

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

     กิจกรรมเหล่านี้ เป็นกิจวัตรประจำวันของน้องๆนักเรียน “โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด” ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 233 คน ครู 17 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล –มัธยมศึกษาปีที่ 3

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

       นอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาการที่เด็กๆได้รับในห้องเรียนแล้ว โรงเรียนแห่งนี้ยังเน้นการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนจากประสบการณ์ตรงและนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

     โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่น้อมนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดเป็นแนวทางปฎิบัติให้แก่นักเรียนและบูรณาการสู่การเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในชุมชน

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

     นอกจากนี้ โรงเรียนยังเป็นต้นแบบในการสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่นักเรียนในชนบทอย่างยั่งยืน โดยเป็น 1 ใน 77 โรงเรียน ที่เข้าร่วม “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนการและปลอดภัย รวมทั้งเป็นการเพิ่มทักษะให้เด็กๆได้เรียนรู้กระบวนการผลิตอาหารด้วยตัวเองอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

       ‘สุพจน์ ติสันเทียะ’ ผู้อำนวยการโรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด กล่าวว่า “โรงเรียนน้อมนำแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ถ่ายทอดให้นักเรียนนำมาปฏิบัติและใช้ในการดำรงชีวิต โดยเน้นการสร้างความตระหนักให้เด็กนักเรียนทุกคนเดินตามศาสตร์พระราชา ตั้งแต่เรื่องของ การประหยัด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย นอกจากนี้ ยังสอดแทรกการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรม อาทิ โครงการด้านการเกษตร สอนปลูกผัก เพาะเห็ด เพื่อสร้างอาชีพติดตัวเด็กและเป็นองค์ความรู้ที่ยั่งยืนต่อไป ”

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

      ‘น้องนุ่น’ หรือ ด.ญ.สุภาพร มีสง่า อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า เธอมีหน้าที่ช่วยคุณครูและสอนน้องๆทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น พรวนดิน ปลูกผัก เพาะเมล็ดผัก เก็บเห็ด โดยในแต่ละวันนุ่นมีหน้าที่เก็บผลผลิตเห็ดวันละ 2 ครั้ง จากนั้นต้องรดน้ำเห็ด ทำความสะอาดรอบๆโรงเรือนเพาะเห็ดและโรงเพาะเห็ด โดยในแต่ละวันซึ่งเก็บผลผลิตเห็ดได้ไม่เท่ากัน

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

    ดังนั้นวันที่ผลผลิตมาก หลังจากที่แบ่งเห็ดส่วนหนึ่งไปทำเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียนแล้ว ก็จะนำไปบรรจุใส่ถุงขาย ก.ก.ละ 70 บาท หรือวันไหนที่ผลผลิตเห็ดเหลือมาก ก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขายให้ผู้ปกครองและนักเรียน เช่น แหนมเห็ดนางฟ้า รังนกเห็ดสวรรค์ เห็ดทอดเกลือ ทอดมันเห็ด และไข่ครกเห็ดนางฟ้า

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

    “กิจกรรมต่างๆที่หนูทำ ทำให้เข้าใจหลักของเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น รู้ว่าหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ การรู้จักเพียงพอ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี รวมไปถึงการมีความรู้และคุณธรรม” น้องนุ่น กล่าว

     เช่นเดียวกับ “น้องเอ๋ย” หรือ ด.ญ.อภิญญา ประจัด อายุ 14 ปี กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่บอกว่า นอกจากที่เธอจะได้รับความรู้เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง จากวิชา “เศรษฐกิจพอเพียง” จากในห้องเรียนแล้ว ยังมีโอกาสเรียนรู้จากกิจกรรมนอกห้องเรียน

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

      เอ๋ยบอกด้วยว่า เด็กอย่างเธอมองว่าหลักคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากหลักปรัชญาดังกล่าว คือ มีความพอประมาณ ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย และสามารถหารายได้ด้วยตัวเองจากประสบการณ์ตรงที่ได้รับการถ่ายทอดจากโรงเรียน

บอกทีมื้อเที่ยงครบ5 หมู่น้องหนูได้จากใดมา

    หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นั้น ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในโรงเรียนแห่งนี้เท่านั้น แต่ยังมีโรงเรียนทั่วประเทศ ภาครัฐ ภาคเอกชน และคนไทยทั้่งประเทศ ที่ได้น้อมนำพระราชดำรัส ที่่จะช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299560

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้

คนไทยอียิปต์จัดงาน 13 ตค, ขอพร, นั่งสมาธิ, ตุลาคม, และวันที่

คนไทยอียิปต์ที่มางานทำดีเพื่อพ่อสวดมนต์ ขอพร นั่งสมาธิ แผ่กุศลถึงพ่อในวันที่13 ตุลาคม และวันที่ 26 ตุลาคมนี้จะจัดงาน”พิธีถวายดอกไม้จันทน์ร่วมส่งพ่อ”สู่สวรรคาลัย

   ครบรอบ 1 ปีของการสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์  เปิดทำเนียบ เอกอัครราชทูตฯ สวดมนต์ ขอพร นั่งสมาธิ แผ่กุศลถึงพ่อในวันที่ 13 ตุลาคม และวันที่ 26 ตุลาคมนี้จะจัดงาน “พิธีถวายดอกไม้จันทน์ร่วมส่งพ่อสู่สวรรคาลัย

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

      หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

           “ละอองทิพย์ ภู่บุญ” หรือ หม่าม้าแหม่ม มารดาของดาราดัง จอนนี่แอนโฟเน่ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่อียิปต์นานกว่า 20 ปี แม้ขาจะเสริมเหล็ก เดินไม่สะดวก ต้องนั่งกับที่ แต่ได้ข่าวว่าท่านเอกอัครราชทูตเชิญคนไทยเพื่อไปสวดมนต์เพื่อส่งพ่อหลวงสู่สวรรคาลัย ขาเสริมเหล็กที่มีหาได้เป็น อุปสรรคเลย ตั้งใจเดินทาง  สวดมนต์ นั่งสมาธิแผ่กุศลผลบุญถึงพ่อหลวงของพวกเราชาวไทย ทุกครั้งที่ท้อใจได้ภาพของพ่อหลวงเป็นกำลังใจตลอดมา

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

ละอองทิพย์ ภู่บุญ” หรือ หม่าม้าแหม่ม

    เธอบอกว่า วันนี้เป็นวันที่หม่าม้าความสุข ได้มานั่งร่วมกับพี่ๆน้องๆ ลูกๆหลานคนไทยที่มาร่วมทำความดี ได้รับการดูแลและต้อนรับอย่างดีจากท่านเอกอัครราชทูต ได้เห็นคนไทยในชุดดำที่แต่งกันมา น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวจริงๆ เหมือนได้ร่วมกราบพระศพอยู่ที่เมืองไทยเลยจริงๆ

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

    “ดีใจมากที่หม่าม้าได้เป็นหนึ่งในวันนี้ วันที่จะจำไปตลอดชีวิต หากลมหายใจยังมีจนถึงวันที่ 26 ต.ค. 60 จะเป็นหนึ่งในชุดดำเพื่อพ่อหลวงเดินทางไปร่วมงานที่จะจัดขึ้นที่สถานเอกอัครราชทูต ไกลแค่ไหนก็ไปได้ ขอแค่ได้เป็นหนึ่งคนที่ส่งกุศุลผลบุญให้พ่อหลวงสู่สวรรคาลัยได้ก็พอ” หม่าม้าพูดด้วยหยุดน้ำตาไหลอาบแก้ม

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

   ปริญญา ปิยะภาค สาวสปาไทยในอียิปต์ บอกว่า เศร้าตั้งแต่วันแรกที่ได้รับรู้ข่าวว่าพ่อหลวงสวรรคต วันนั้นทั้งวันรู้สึกน้ำตาไหลตลอดเวลา ไม่อยากพูดกับใคร ได้แต่นิ่งไม่อยากทำอะไรสักอย่าง คือความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ รู้เพียงว่าต้องรับความจริงว่าพ่อไม่อยู่กับเราแล้วบนโลกใบนี้ ภาพต่างๆที่เคยเห็นมาตลอดชีวิตในจอทีวีของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อคนไทยมาโดยตลอด ติดตาตรึงใจจนกลายเป็นหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามที่ท้อแท้

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

   ปริญญา ปิยะภาค

     “มาร่วมงานในครั้งนี้รู้สึกเหมือนอยู่ในเมืองไทย ได้นั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิขอพรให้พ่อได้ไปสู่สวรรคาลัย  และบอกกับตัวเองให้พ่อได้ยินว่าจะเป็นคนดีของประเทศ จะทำความดีเหมือนที่พ่อเคยสอนอยู่เสมอ ” สาวสปาไทยในอียิปต์ กล่าว

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

     ขณะที่ ศรุดา พะนงรัมย์ สาวสปา บอกว่าแค่เอ่ยว่ามาร่วมงานเพื่อพ่อ น้ำตาก็ไหลแล้ว บอกไม่ถูกพูดไม่ออกน้ำตาไหลมาเองคือคำตอบ มาถึง“ทำเนียบเอกอัครราชทูต” ก้าวแรกที่ประตูเปิดออกมา ร้องไห้เลย เห็นพี่ๆอยู่ในชุดดำอย่างพร้อมเพรียงกัน  เมื่อได้เวลาที่ต้องสวดมนต์ น้ำตาไหลมาเองเลย

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 

ศรุดา พะนงรัมย์

     “รู้สึกเหมือนได้ร่วมพิธีอยู่ในประเทศไทยจริงๆ รักพ่อมากมายทั้งๆที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อหลวงเลยตลอดชีวิตนี้ นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่ารักเพราะความดี  ผู้คนเคารพทั่วโลกเพราะพ่อเราเป็นคนดีทั้งคำพูดและการกระทำ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่คิดไว้ว่าจะทำตามแบบพ่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำได้รักพ่อ”

หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ หากลมหายใจยังมีถึงวันที่26ต.ค.60 จะต้องมาให้ได้ 


นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299536

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

นิทรรศการ ความท๙งจำ, ความท๙งจำ, นิทรรศการ, มหกรรมหนังสือฯ

มหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่22นำเสนอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์และหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์กว่า7ทศวรรษ

    ตลอด 7 ทศวรรษที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับหนังสือในฐานะเครื่องมือในการส่งต่อและสร้างสรรค์ความรู้แก่มวลมนุษยชาติ  ดังที่ตลอด พระชนม์ชีพของพระองค์ได้ผูกพันกับหนังสือเป็นอย่างมาก

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

     มีข้อเขียนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง หนังสือ บทความ เพลงพระราชนิพนธ์ การแปล และการสร้างสรรค์อื่น เช่น ภาพถ่าย จิตรกรรม การประดิษฐ์ตัวพิมพ์ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการทำหนังสือการสร้างสรรค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดทำสารานุกรมสำหรับเยาวชน การแปลคัมภีร์ทางศาสนามาเป็นภาษาไทย ได้แก่ พระไตรปิฎก และพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน การสนับสนุนการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ

      “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017)” จัดขึ้นระหว่างวันพุธที่ 18 – วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 (12 วัน) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ”

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

     โดยมีสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยเป็นหลักในการประสานความร่วมมือ จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 สร้างสรรค์นิทรรศการ “ความท๙งจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อวงการหนังสือไทยตลอดรัชสมัยของพระองค์ เป็นโอกาสสำคัญสำหรับชาวไทย ที่จะได้เรียนรู้พระปรีชาสามารถด้านวรรณศิลป์ จากหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

     สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017)” ถือเป็นงานแสดงหนังสือระดับชาติที่ได้รับความสนใจและรอคอยจากบรรดาคนรักการอ่านมาตลอด

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

     โดยงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งนี้จัดขึ้น ภายใต้แนวคิดและถ่ายทอดผ่านนิทรรศการในชื่อ “ความท๙งจำ” โดยการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมศิลปากร และสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือ ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ที่มีต่อวงการหนังสือของไทย

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

    ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสืออื่นๆ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ ด้วยความตระหนักว่า หนังสือเป็น “สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” สมดังพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ 25 พฤศจิกายน 2514 ว่า

    “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้าย ๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

    สำหรับไฮไลท์ของนิทรรศการความทรงจำ คือการนำ นิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ตีพิมพ์ พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์”

     ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ มาจัดแสดงร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษในรัชสมัยของพระองค์

     โดยเนื้อหาของนิทรรศการแต่ละทศวรรษจะแสดงได้ถึงประวัติศาสตร์โดยรวมของสังคมไทย ผ่านความทรงจำของเรื่องเล่าในตัวอักษร ทั้งจากหนังสือพระราชนิพนธ์และหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

    ทศวรรษที่ 1 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ขณะพระชนมายุเพียง 19 พรรษา หลังจากขึ้นครองราชย์ไม่นานพระองค์ต้องกลับไปศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกลับมาประกอบพระราชพิธีสำคัญในปี 2493 คือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (มีนาคม) พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส (เมษายน) และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (พฤษภาคม)  หลังจากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่ออีกครั้ง จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2494 จึงเสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวร

     หรือในช่วงทศวรรษที่ 3 พระองค์มีพระราชดำริให้จัดทำโครงการสารานุกรมสำหรับเยาวชน และการแปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจากภาษาอาหรับมาเป็นภาษาไทย เพื่อพี่น้องชาวไทยมุสลิม และเป็นทศวรรษที่เริ่มมีพระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาประเทศเกิดขึ้นอย่างมากมาย   จากการเสด็จแปรพระราชฐาน เพื่อเยี่ยมเยือนประชาชนของพระองค์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

     ช่วงทศวรรษที่ 5 พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” เมื่อปี 2531 เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในทศวรรษนี้เองที่มีการพิมพ์หนังสือพระราชนิพนธ์อย่างต่อเนื่อง

     เริ่มจากงานแปล นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ (2536) และ ติโต (2537) ส่วนทศวรรษที่ 6 ทศวรรษแห่งความสุขของชาวไทยกับพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ต่อมาเมื่อประเทศต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ พระองค์ได้พระราชทานแนวคิด ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งยังเป็นแนวคิดที่ใช้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนงานพระราชนิพนธ์ต่างๆ ยังมีอย่างต่อเนื่อง มีการตีพิมพ์หนังสือ “พระมหาชนก” พ.ศ. 2539 และ “ทองแดง” พ.ศ. 2545 เป็นต้น

    นอกจากนี้ในนิทรรศการฯ ยังได้จัดแสดง สิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแสดงให้ชมมากที่สุดอีกด้วย

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

    นอกจากนี้นางสุชาดาได้กล่าวถึงหนังสือที่ระลึกที่จัดทำขึ้นเพื่อแจกในมหกรรมหนังสือฯครั้งนี้ว่า “ได้รับการอนุเคราะห์จากหลายหน่วยงาน ร่วมกันจัดพิมพ์ สำเนาหนังสือ “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งจำลองทั้งรูปเล่มและขนาดเหมือนต้นฉบับ เพื่อแจกให้กับผู้ร่วมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เพียงถ่ายภาพคู่กับโปสเตอร์ “ความท๙งจำ”

     ซึ่งจะติดอยู่ภายในงานมหกรรมหนังสือ โพสต์ลงเฟซบุ๊ค ตั้งค่าสาธารณะ พร้อมแฮซแท็ก #ความท๙งจำ และ #bookthai จากนั้นนำมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ ณ บูธนิทรรศการภายในงาน โดยเปิดให้แลกตั้งแต่วันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2560 วันละ 2 รอบ รอบละ 800 เล่ม ระหว่างเวลา 11.00 – 12.00 น. และ 17.00 – 18.00 น.

    ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนใจมาขอรับหนังสือเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้จัดทำของที่ระลึก ‘’ที่คั่นหนังสือแห่งความท๙งจำ’ ที่ออกแบบเป็นพิเศษโดยนักออกแบบชื่อดัง จำนวน 9 แบบ เพื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติในครั้งนี้ จำหน่ายในราคาชิ้นละ 99 บาท รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา โรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย”

นิทรรศการ “ความท๙งจำ” หนังสือกับพ่อหลวง

      นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ “ความท๙งจำ” และนิทรรศการอื่นๆ อาทิ – นิทรรศการ “100 Annual Book and Cover Design 2017” / นิทรรศการภาพถ่าย “๙ สู่สวรรคาลัย Journey to Heaven” / นิทรรศการ “ขอบฟ้าขลิบทอง… ส่องทางเรา กวี-ชีวิต-อุชเชนี” ร่วมรับฟังการเสวนา “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์” กับบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่จะมาแบ่งปันความทรงจำอันทรงคุณค่าในห้วงเวลาสำคัญของชาวไทย

    อาทิ นายชวน หลีกภัย พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นายแพทย์ดนัย โอวัฒนาพาณิชย์ เป็นต้น พร้อมกิจกรรมเสวนาและอบรมน่าสนใจอีกมากมายตลอด 12 วัน

“เกศินี”ลอยลำ 8:1นั่งอธิการบดีธรรมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299521

“เกศินี”ลอยลำ 8:1นั่งอธิการบดีธรรมศาสตร์

อธิการบดีธรรมศาสตร์, เสนอชื่อ, วิฑูรชาติ

ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมธ.มีมติ 8:1 เสนอชื่อ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ เป็นอธิการบดีมธ.ชงเข้าที่ประชุมประชุมสภามหาวิทยาลัยวันที่30ต.ค.     

ตามที่คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ.ได้ดำเนินการสรรหาอธิการบดีมธ.แทนศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ.ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 23 พ.ย.2560 นั้น

นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมธ. เปิดเผยว่าคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เปิดรับสมัครและให้บุคลากร ศิษย์เก่า และนักศึกษา มธ.ได้เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งมีมีผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งสิ้น 46 คน

ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้ส่งหนังสือทาบทามผู้ที่บุคลากรและนักศึกษาเสนอชื่อมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อดีตคณบดีคณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมธ. ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน และศ.ดร.ลอุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์

ซึ่งมีผู้ตอบรับการทาบทาม 2 รายคือ รศ.เกศินี และศ.ดร.กำชัย คณะกรรมการสรรหาจึงให้ผู้ตอบรับการทาบทามแถลงแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยต่อกรรมการสภาฯ และเปิดให้ยุคลากร ศิษย์เก่า และนักศึกษามธ. รับฟังการแถลง โดยระบบประชุมทางไกล ใน 4 ศูนย์พร้อมกันคือ ท่าพระจันทร์ ศูนย์รังสิต ศูนย์ลำปาง และศูนย์พัทยา  แนวทางการบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย นโยบายและแนวทางในการพัฒนามหาวิทยาลัยของสภามหาวิทยาลัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ.ได้มีมติ 8:1 เสนอชื่อ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ เป็นอธิการบดีมธ.แต่ทั้งนี้ มติดังกล่าวไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ จะเสนอชื่อ รศ.เกศินี และศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ แก่ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 30 ต.ค.2560

เร่งรื้อนั่งร้านพระเมรุมาศเสร็จ20ตค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299519

เร่งรื้อนั่งร้านพระเมรุมาศเสร็จ20ตค.

คติความเชื่อ, ในหลวงร9, พระเมรุมาศ

ดำเนินการรื้อนั่งร้านออกจากพระเมรุมาศตั้งแต่ค่ำวันที่ 18 ต.ค.รื้อเสร็จทั้งหมด 20 ต.ค.นี้ ขณะที่การออกแบบพระเมรุมาศสื่อถึงในหลวงร.9 ยึดโบราณราชประเพณี

 

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 60 ที่ ศูนย์สื่อมวลชน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (กอร.พระราชพิธีฯ) แถลงข่าวเรื่องคติ ความเชื่อ การจัดสร้าง และประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ แนวปฏิบัติงานพระราชพิธีฯ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และจิตอาสาในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ”

นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กล่าวถึงคติความเชื่อการออกแบบพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า การออกแบบพระเมรุมาศคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยเป็นสำคัญ แต่ยังยึดถือตามโบราณราชประเพณีและคติความเชื่อตามหลักไตรภูมิ ความเชื่อเรื่องพระมหากษัตริย์ในสถานะสมมติเทพ ตามระบบเทวนิยม ที่คิดว่าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์

โดยเปรียบพระเมรุมาศ เป็นเขาพระสุเมรุ มีเทพเทวดา สัตว์หิมพานต์รายล้อม ทำให้การจัดสร้างประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศครั้งนี้มีมากถึง 800 ชิ้น โดยเฉพาะครั้งนี้ใช้ครุฑ ที่เปรียบเสมือนพาหนะพระนารายณ์ ทำเป็นครุฑหัวเสาประดับรอบพระเมรุมาศ มีเทวดานั่งถือบังแทรก เทวดายืน เทพชุมนุมประดับโดยรอบ มีจตุโลกบาล เป็นต้น

ขณะเดียวกัน รอบฐานของพระเมรุมาศ เป็นสระอโนดาต โดยขุดสระน้ำจริง ประดับด้วยสัตว์หิมพานต์ ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับสัตว์มงคลประจำทิศ ได้แก่ ช้าง ม้า โค สิงห์ เพื่อสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อสื่อถึงโครงการพระราชดำริในด้านการบริหารจัดการน้ำ ยังมีการออกแบบบันไดพญานาคที่แต่ละฐานชาลาจะมีรูปแบบที่แตกต่างๆกันไปตามความเชื่อ อย่างไรก็ตาม การออกแบบ การจัดสร้างเพื่อถวายพระเกียรติยศสูงสุด

นายก่อเกียรติ กล่าวต่อว่า ส่วนการรื้อนั่งร้านพระเมรุมาศนั้น หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินยกนพปฎมหาเศวตฉัตร เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการรื้อนั่งร้านออกจากพระเมรุมาศบุษบกประธาน ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 18 ตุลาคม

เนื่องจากพระเมรุมาศครั้งนี้มีขนาดใหญ่และสูงกว่าพระเมรุมาศที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น การรื้อนั่งร้านออกต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย อีกทั้งป้องกันไม่ไห้นั่งร้านที่ทำจากเหล็กไปกระทบกับพระเมรุมาศ ทำให้งานศิลปกรรมที่เสร็จสมบูรณ์แล้วได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรจะรื้อนั่งร้านออกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ตุลาคมซึ่งเท่ากับว่าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สมบูรณ์แล้ว 100%