“ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299763

“ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

นิทรรศการ, ในหลวงรัชกาลที่ 9, ความท๙งจำ

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นที่รักของคนไทย และจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป นิทรรศการทำให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงทำงานหนักขนาดไหน

        ประชาชนทุกคนที่เกิดในรัชสมัยของพระองค์ก็น่าจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติได้มากกว่านี้ เพราะตลอดเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงทำเพื่อคนไทยมามากมาย เนื้อหาในนิทรรศการนี้ทำให้เราทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น ผ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆที่ตีพิมพ์ในช่วงที่ทรงครองราชย์ บางอย่างไม่เคยรู้ก่อนเลยว่าเป็นโครงการในพระราชดำริของพระองค์” “อารีรัตน์  ลิ้นจี่”ห้สัมภาษณ์ระหว่างการชม “นิทรรศการความท๙งจำ” ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 ซึ่งกำลังจัดอยู่จนถึงวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

ไม่ใช่เพียงอารีรัตน์เท่านั้น ที่รู้สึกเช่นนี้ เพราะหลังจากที่ “กรพัฒ รุดดิษฐ์” ซึ่งตั้งใจว่าการมางานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อซื้อหนังสือเล่มโปรดกลับไปอ่านแล้ว นิทรรศการหลักของงานอย่าง“ความท๙งจำ”  ก็คือสิ่งที่พลาดไม่ได้“หลังจากได้ดูนิทรรศการก็ได้เห็นว่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติมากขนาดไหน ได้ข้อคิดหลายๆ อย่างจากการอ่านข้อมูลที่จัดแสดง คำหรือประโยคที่คัดเลือกมาก็เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่อไป และยังได้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ที่นำเสนอเป็นไทม์ไลน์ ทำให้รู้ว่าแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก” กรพัฒกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

“นิทรรศการความท๙งจำ” ซึ่งมีผู้ชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งในทุกวันนั้น นำเสนอพระราชกรณียกิจของ“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” ผ่านหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์กว่า 7 ทศวรรษ โดยนิทรรศการความท๙งจำ เกิดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยความตระหนักว่า หนังสือเป็น “สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” สมดังพระบรมราชวาทที่ได้พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ว่า

    “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้าย ๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

ตลอด 7 ทศวรรษที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกับหนังสือในฐานะเครื่องมือในการส่งต่อและสร้างสรรค์ความรู้แก่มวลมนุษยชาติ ดังที่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ได้ผูกพันกับหนังสือเป็นอย่างมาก มีข้อเขียนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งหนังสือ บทความ แต่งเพลงพระราชนิพนธ์ การแปล  และการสร้างสรรค์อื่น เช่น ภาพถ่าย จิตรกรรม การประดิษฐ์ตัวพิมพ์ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการการทำหนังสือการสร้างสรรค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดทำสารานุกรมสำหรับเยาวชน การแปลคัมภีร์ทางศาสนา เช่น พระไตรปิฎก มหาคัมภีร์อัลกุรอาน การสนับสนุนการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เล่าว่าในนิทรรศการดังกล่าวได้มีการนำพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ โดยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร วงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 เป็นตอนแรก โดยพระบรมราชานุญาตพิเศษเฉพาะหนังสือเล่มนี้มาจัดแสดง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ เจ้าของนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 โดยแสดงร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13ตุลาคม พ.ศ.2559 จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแสดงให้ชมมากที่สุด

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ” “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

ในเนื้อหาของนิทรรศการแต่ละทศวรรษ จะแสดงได้ถึงประวัติศาสตร์โดยรวมของสังคมไทย ผ่านความทรงจำของเรื่องเล่าในตัวอักษร ทั้งจากผลงานพระราชนิพนธ์ และหนังสืออื่นๆ อาทิ ทศวรรษที่ 1 คือพ.ศ.2489- พ.ศ.2498 ซึ่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มวันที่ 9 มิถุนายน2489  พระชนมายุเพียง 19 พรรษา หลังจากขึ้นครองราชย์ไม่นานพระองค์จึงต้อง “จากสยามสู่สวิทเซอร์แลนด์”  เพื่อศึกษาต่อ, ทศวรรษที่ 3 คือ  พ.ศ. 2509- พ.ศ.2518 เป็นช่วงที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดช่วงหนึ่ง และหนังสือที่สำคัญคือการเริ่มสารานุกรมสำหรับเยาวชน และคัมภีรอัลกุรอานที่มีพระราชดำริให้แปลจากภาษาอาหรับก็ออกมาในทศวรรษนี้ด้วยเช่นกัน โดยทรงมีพระบรมราโชวาทความว่า

สารานุกรมนี้จุดประสงค์อันแรกอันสำคัญที่สุดก็คือ ให้ผู้ที่ใช้สารานุกรมนี้ให้เกิดความรู้สึกว่า โลกนี้มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โลกหมายถึงโลกความรู้ โลกกลมโลกของวิทยาศาสตร์ และโลกของวิชาต่าง ๆ อันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน…แล้วก็ในเวลาเดียวกันก็ทำให้เห็นว่าในชาติบ้านเมืองหรือในเมืองอื่น ๆ ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน”

(พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์สากล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512)

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ” “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ” “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

ในทศวรรษที่ 5 คือพ.ศ. 2529 –พ.ศ. 2538 สงครามเย็นที่เริ่มต้นมาในทศวรรษแรก มาสิ้นสุดในทศวรรษที่ 5 ของการครองราชย์ แต่ก็ใช่ว่าภารกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะสิ้นสุดลง เพราะสิ่งที่พระองค์ต่อสู้คือความยากจนของคนไทย พระองค์ มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” เพื่องานพัฒนาต่างๆ และในทศวรรษนี้เองที่ พระราชนิพนธ์ของพระองค์ได้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากงานแปล  นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ  (พ.ศ.2536)  ติโต (พ.ศ.2537) และท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 6 คือ พ.ศ.2539 – พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะหนึ่งในทางออกจากวิกฤต ขณะที่สถานะนักเขียนของพระองค์เด่นชัดขึ้นเมื่อมีการตีพิมพ์หนังสือ พระมหาชนก (พ.ศ.2539)   เรื่องทองแดง (พ.ศ. 2545)

 “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ” “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ” “ความท๙งจำ”นิทรรศการรำลึก “พระมหากรุณาธิคุณ”

นอกจากนี้ในนิทรรศการยังได้หนังสือที่พระองค์ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้มาให้พสกนิกรได้ชมครบทุกเล่ม พร้อมกับนำนิตยสารหลายฉบับที่จัดพิมพ์บันทึกประวัติศาสตร์วันเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านมาให้ชมเช่นกัน

“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299738

“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”

โลกแสดมป์, เรียนรู้ตามรอบพระราชา

เยาวชนร่วมตะลุยโลกแสตมป์ ณ ห้องทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรียนรู้“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร”

        “จากแห้งแล้ง ก็กลายเป็นเขียวชอุ่มได้ ด้วยพระบารมี” คำกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะกษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ด้วยศาสตร์พระราชา เพราะไม่ว่าพระองค์จะเสด็จฯ ไปยังถิ่นทุรกันดารใดก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความอุดมสมบูรณ์ได้ทุกครั้ง เช่นเดียวกับภาคอีสานที่พระองค์พบว่าดินมีความแห้งแล้ง และเป็นอุปสรรคต่อการทำการเกษตร

“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”

จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร” ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาและพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร เพื่อให้ประชาชนนำไปปรับใช้ในพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม ฉะนั้นแล้ว การคงไว้ซึ่งความรู้ต่างๆ ต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องปลูกฝังเยาวชนให้เข้าใจหลักคิด และแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ ไปรษณีย์ไทย จึงได้จัดโครงการตะลุยโลกแสตมป์ ปีที่ 10 ในหัวข้อ ‘ท่องแดนภูพาน ห้องทรงงานของพระราชา’ เพื่อพาเยาวชนไปเรียนรู้พระราชกรณียกิจ และหลักการทรงงาน ผ่านแสตมป์ที่ระลึกชุดประวัติศาสตร์ ‘ฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี’ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนา ภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร

            เด็กชายนิธิกร พรมคำบุตร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ หนึ่งในเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการตะลุยโลกแสตมป์ เล่าถึงเหตุผลที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ว่า เนื่องจากครอบครัวของตนประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก โดยการปลูกข้าวควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ใหญ่อย่าง โค จำนวนหนึ่ง จึงอยากเข้ามาเรียนรู้แนวทางการเลี้ยง วิธีป้องกันโรคที่อาจเกิดในโค รวมถึงการดูแลความสะอาดของโรงเรือน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยมีความตั้งใจว่า หากตนได้รับคัดเลือกเข้ามาเรียนรู้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร ในโครงการตะลุยโลกแสตมป์ ตอน ‘ท่องแดนภูพาน ห้องทรงงานของพระราชา’ จะตั้งใจนำทุกความรู้ที่ได้ไปเล่าให้ปู่และย่าฟัง และลองปรับใช้กับการเลี้ยงโคที่บ้าน ซึ่งภายหลังจากทราบประกาศรายชื่อว่า ตนได้รับการคัดเลือก จึงรีบวิ่งไปบอกปู่และย่าทันทีด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับเตรียมจัดเสื้อผ้าเพื่อรอให้วันกิจกรรมมาถึงอย่างใจจดจ่อ

“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”

เด็กชายนิธิกร เล่าต่อว่า เมื่อวันกิจกรรมมาถึง ตนและเพื่อนๆ ในรถบัสคันใหญ่ได้เดินทางมาถึงศูนย์ฯ ภูพานกันแต่เช้าตรู่ และสิ่งแรกที่ตนได้สังเกตเห็นคือ ผืนนาข้าวสีเขียวทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา ซึ่งคุณลุงเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้เล่าให้ฟังว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้ มีพื้นที่กว่า 13,300 ไร่ โดยถูกแบ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการประกอบอาชีพของประชาชนอีสานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การเพาะพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงสัตว์ที่ทนต่อโรค เลี้ยงง่าย แถมยังขายได้ราคาดี อย่าง 3 ดำมหัศจรรย์ ที่ประกอบด้วย หมูดำ ไก่ดำ และวัวเนื้อทาจิมะ รวมถึงการทำเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งสิ่งที่ตนได้มาเห็นและได้เรียนรู้จากศูนย์ฯ ภูพานแห่งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่พระองค์ท่านได้ทำเพื่อประชาชนคนไทยจากทั้งหมดกว่า 4,000 โครงการ ก็ยิ่งทำให้ตนรู้สึกว่า สิ่งที่ท่านทำไว้ยิ่งใหญ่เกินคนหนึ่งคนจะทำได้ และยิ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปู่และย่าของตนถึงยกมือไหว้กรอบรูปที่ผนังบ้านทุกครั้งก่อนออกไปทำนา

อย่างไรก็ตาม พอได้เห็นแสตมป์ชุด “ฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี” ที่พี่ๆ ไปรษณีย์ไทยได้ให้ไว้เพื่อเป็นที่ระลึก จึงทำให้รู้ว่า ยังมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีก 5 แห่งที่พระองค์ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจรกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยอีกด้วย ก็ยิ่งทำให้ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้รับคัดเลือกมาเรียนรู้หลักคิดตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 ในครั้งนี้ พร้อมทั้งตั้งใจว่า เมื่อโตขึ้นจะลองออกเดินทางไปเรียนรู้ที่ศูนย์ต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับที่บ้านอีกด้วย

“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”

       เด็กหญิงจิตภินันท์ โพธิ์อ่อนจรุญ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเซนต์แมรี่ จังหวัดอุดรธานี ตัวแทนเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมตะลุยโลกแสตมป์ เล่าว่า ทันทีที่ทราบว่า ไปรษณีย์ไทย จะมีการจัดกิจกรรมตะลุยโลกแสตมป์จากเพื่อนที่โรงเรียน ตนก็รีบไปบอกกับครอบครัวว่าขอเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมกับเขียนเรียงความเพื่อส่งไปคัดเลือกทันที เนื่องจากทราบมาว่าเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้มากมาย ผ่านทำกิจกรรมสุดสนุกต่างๆ โดยครั้งนี้จะเป็นการพาไปดูห้องทำงานจริงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ จ.สกลนคร ซึ่งนอกจากจะแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรแล้ว ยังมีด้านงานฝีมืออีกด้วย ซึ่งในกิจกรรมนี้ตนรู้สึกสนุกและตื่นเต้นมาก เพราะคุณครูได้เปิดโอกาสให้ได้ลองทำด้วยตนเอง เช่น การสาวไหมจากรังไหม เพื่อนำเส้นไหมที่ได้มาถักทอเป็นผ้าผืนใหญ่ และการทำผ้ามัดย้อม เพื่อทำให้ผ้าผืนมีลวดลายและสีที่สวยงามจากน้ำครามที่หมักเอง ฯลฯ ทั้งนี้ ในอนาคต ตนตั้งใจว่าหากไปรษณีย์ไทย มีกิจกรรมแบบนี้อีก ก็อยากมาเข้าร่วมอีกครั้ง เพราะนอกจากจะได้รับความรู้ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ แล้ว ยังได้เจอเพื่อนใหม่จากต่างโรงเรียน

“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”“เรียนรู้ตามรอยพระราชา”

ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทย มีความตั้งใจในการจัดกิจกรรมเพื่อเยาวชนและสังคมเช่นนี้ต่อไปในทุกๆ ปี เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด “ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งรอบรู้” อันเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้าน CSR ของไปรษณีย์ไทย ในการสร้างความรอบรู้ผ่านดวงแสตมป์ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่า และใส่ใจความเป็นอยู่ของสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรู้จักสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้อื่น

สำหรับประชาชนที่สนใจแสตมป์ที่ระลึกชุดพิเศษอย่าง “ฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร สามารถหาซื้อได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ในราคาดวงละ 9 บาท เต็มแผ่น 45 บาท (5 ดวง) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร 0 2831 3856 เฟซบุ๊ก stamp in love หรือทางไลน์ @stampinlove

เผยกินเจให้ทั้งสุขกายและสบายใจ ต้องเน้นบริโภคข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299772

เผยกินเจให้ทั้งสุขกายและสบายใจ ต้องเน้นบริโภคข้าว

อาหารเจ

นักโภชนาการเผยกินเจให้ทั้งสุขกายและสบายใจ ต้องเน้นบริโภคข้าวเพื่อการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี

      เทศกาลกินเจในปี 2560 นี้ ตรงกับวันที่  20 – 28 ตุลาคม ช่วงนี้หลายคนเริ่มตั้งมั่นงดเนื้อสัตว์ ไปพร้อมๆ กับการถือศีล ร้านอาหารหลายร้านที่แปรสภาพติดธงเหลืองเพื่อขายอาหารเจโดยเฉพาะ จึงมีให้เห็นอย่างคุ้นตา แต่การกินเจให้ทั้งสุขทั้งกายและใจนั้นเป็นเรื่องต้องที่ “ต้องวางแผน” เพราะอาหารเจในท้องตลาดมีทั้งความมันและเน้นอาหารจำพวกแป้ง สิ่งที่ได้แถมมาอาจทำให้กายไม่สบายเท่าที่ควร คุณแววตา เอกชาวนา นักโภชนาการผู้คร่ำหวอดในสายงานสุขภาพกว่า 34 ปี จึงเน้นว่าการวางแผนและจัดมื้อให้บาลานส์จึงเป็นเรื่องต้องทำในเทศกาลเจของทุกปี

     วางแผนและรู้จักบาลานส์   “เพื่อให้จิตใจอิ่มเอิบและอิ่มสบายท้อง หน้าเจต้องวางแผนการรับประทานให้ดี สำหรับใครที่ไม่มีเวลาปรุงอาหารเองให้หลีกเลี่ยงเมนูที่มันเกินไป เปลี่ยนจากทอดเป็นเมนูประเภทตุ๋นหรือต้ม และต้องรู้จักจับคู่ให้เป็น เมื่อทานอาหารมันๆ ต้องหักล้างด้วยไฟเบอร์และใยอาหาร เช่น เมนูบะหมี่เหลืองผัดซึ่งอาหารยอดฮิต ให้เลือกกินกับผัก เป็นวิธีง่ายๆ สำหรับการเริ่มต้นทานเจ” คุณแววตาแนะนำ

    กินให้ครบ 5 หมู่ด้วยหลักการกะปริมาณอย่างง่ายๆ การกินให้ครบ 5 หมู่ในช่วงเวลากินเจเป็นเรื่องที่สำคัญ คุณแววตามีวิธีการกะปริมาณง่ายๆ มาฝาก ดังนี้

1.นมจากธัญพืช เช่น นมถั่วเหลือง วันละ 1-2 แก้วต่อวัน

2.โปรตีนจากพืช อาทิ โปรตีนเกษตร เต้าหู้ เห็ด และถั่วต่างๆ วันละ 9 ช้อนโต๊ะ

3.ข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ ทานได้ตามปกติ เช่น ผู้หญิงมื้อละ 2 ทัพพี ผู้ชายมื้อละ 3 ทัพพี ส่วนใครกลัวกินข้าวแล้วอ้วน สามารถลดข้าวมื้อเย็นลงเหลือ 1 ทัพพี

4.ผักหรือผลไม้ประมาณ 400 กรัมต่อวัน หรือมื้อละ 1 ทัพพีพูนๆ

       เลือกทานข้าวเป็นหลักเพราะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี  เมนูเส้นต่างๆ ที่ผัดแบบเจเป็นที่นิยมมาก แต่ตามหลักโภชนาการแล้วคุณแววตาแนะนำให้เลือกทานข้าวสวยเป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพที่ดีกว่า อีกทั้งไม่ผ่านการผสมสี น้ำมันหรือกระบวนการแปรรูปใดๆ และข้าวที่เหมาะสมที่สุดคือข้าวไม่ขัดสี

       คุณสมเกียรติ มรรคยาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเอ็มบีเคฟู้ดโซลูชั่น กล่าวว่า เพื่อตอบรับกระแสการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเจ ที่ผู้บริโภคหันมาทำบุญด้วยการกินเจกันมากขึ้นนั้น บริษัทได้นำผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์และกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อสุขภาพออกมาเป็นทางเลือกในเทศกาลกินเจ เพราะมีสารอาหารมากเป็นพิเศษ รวมทั้งมีความสะอาด บริสุทธิ์ ปลอดภัย ได้มาตรฐานระดับสากล

โดยข้าวที่แนะนำให้เลือกบริโภคในช่วงกินเจ ประกอบด้วย ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ถือเป็นข้าวที่มีคุณค่าสารอาหารสูง เนื่องจากยังมีจมูกข้าว และรำข้าว น้ำตาลในแป้งของข้าวกล้องจะถูกปล่อยออกมาสม่ำเสมอไม่เร็วเกินไป ทำให้ไม่รู้สึกอยากกินของหวาน หิวช้า ช่วยให้การย่อยและระบบขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ระบบประสาททำงานได้ดี รู้สึกสดชื่นกระฉับกระเฉง ความจำดี ควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย และลดความเสื่อมสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ ขณะที่ข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ มีลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ นอกจากนี้ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวทั่วไป ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย บำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ ลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจด้วย

หากปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ข้างต้นได้แล้ว รับรองเลยว่าการกินเจของทุกคนในปีนี้ จะได้ทั้งสุขกายละสบายใจแน่นอน

เปิดตัว “100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299736

เปิดตัว “100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน”

วธ, 100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน, เปิดตัวหนังสือ, เปิดตัว, ประจำปี

วธ.เปิดตัว 100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ประจำปี 60 เหมาะกับวัยสะเทินน้ำสะเทินบก ปลูกฝังการอ่าน รากฐานพัฒนาคุณภาพคน เรียนรู้ตลอดชีวิต

        กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก จัดงานแถลงข่าวโครงการคัดสรร 100  เล่ม หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ปี 2560  ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ ๒๒ ณ ห้องประชุม ๔ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ประธานกล่าวว่า การอ่านถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของคนให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะหนังสือ คือ รากฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างคน ให้มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สามารถนำประสบการณ์จากการอ่านมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ดำเนิน โครงการคัดสรร 100 เล่ม หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ปี 2560 ที่สอดรับกับแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย เพื่อจุดประกายให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงหนังสือดีมีประโยชน์ที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชน ได้มีโอกาสพัฒนาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของชาติต่อไป

เปิดตัว "100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน"

 “โครงการนี้ จะมีส่วนกระตุ้นให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและครู ตระหนักถึงการส่งเสริมการอ่านที่จะช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชน โดยสามารถหาหนังสือดี 100เล่ม ได้ ในบูธมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และบูธของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 18-29  ตุลาคม 2560 นี้ และขอขอบคุณศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอเชีย บุ๊คส์ และ ซีเอ็ด บุ๊คส์ เซ็นเตอร์ ที่สนับสนุนโครงการ ด้วยการจัดมุม 100 เล่ม หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ในร้านหนังสือ 300 สาขาทั่วประเทศ” นายวีระ กล่าว
ด้านนายประดิษฐ์ โปซิว รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า โครงการคัดสรร ๑๐๐ เล่ม หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ประจำปี 2560โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560 – 2564 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ที่ต้องการส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนที่อยู่ห่างไกล มีสิทธิในการได้อ่านหนังสือที่ดีและมีประโยชน์
หนังสือดี 100 เล่ม สำหรับเด็กและเยาวชน แบ่งตามช่วงวัย ได้ดังนี้ 1.หนังสือดีสำหรับเด็ก อายุต่ำกว่า 1 ปี จำนวน 4 เล่ม 2.หนังสือดีสำหรับเด็ก อายุ 1-3 ปี จำนวน 15 เล่ม 3.หนังสือดีสำหรับเด็ก อายุ 4-6 ปี จำนวน 30 เล่ม 4.หนังสือดีสำหรับเยาวชน อายุ 7-11 ปี จำนวน 24 เล่ม และ 5.หนังสือดีสำหรับเยาวชน อายุ 12-18 ปี มีจำนวน 27 เล่ม

เปิดตัว "100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน"

โดยในงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบเกียรติบัตรให้กับสำนักพิมพ์ ๒๕ ราย ที่มีส่วนในการจัดพิมพ์หนังสือดีเพื่อเด็กและเยาวชน ได้แก่ แพรวเพื่อนเด็ก  Hello Kids  Happy Kids  อักษราฟอร์คิดส์  ประภาคารพับลิชชิ่ง  Pass @ Kids  โลกหนังสือ  คิดบวก  ห้องเรียน  สถาพรบุ๊ค  นานมีบุ๊คส์  Reading Party  ผีเสื้อ  คมบาง  มหาวิทยาลัยรังสิต  มิ่งมิตร  แพรวเยาวชน  สารคดี  ADULT  มติชน  ฟรีฟอร์ม  วัฒนาพานิช  บรรณกิจ  SALMONBOOKS และ อมรินทร์คอมมิกส์

ในช่วงท้ายมีการเสวนา เรื่อง “100 เล่ม หนังสือดี สร้างเด็กและเยาวชนที่ดี” โดยนางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ ประธานคัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็ก กล่าวว่า การคัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็ก ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง เพราะทั้งช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่กำลังเรียนรู้ และมีผู้ปกครองที่ช่วยดูแลและสนับสนุน เด็กช่วงวัยนี้ การเรียนรู้สำหรับหนังสือจะเน้นภาพประกอบ และตัวอักษรที่ใหญ่ เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ โดยมีผู้ปกครองอ่านและเรียนรู้ภาพไปด้วยกัน ทำให้เด็กรู้สึกสนุก และอยากติดตามในหน้าต่อๆไป พร้อมกับสอดแทรกความคิดไปด้วย ปัจจัยหลักที่ควรคำนึงถึงคือ เด็กทั่วประเทศจะต้องเข้าใจอิริยาบถต่างๆในหนังสือ และมุ่งเน้นตามความสามารถของเด็กในช่วงวัยนี้เป็นสำคัญ

เปิดตัว "100 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน"

ด้าน นางพจมาน พงษ์ไพบูลย์ ประธานคัดสรรหนังสือดีสำหรับเยาวชน กล่าวว่า วัยนี้เป็น วัยสะเทินน้ำ สะเทินบก เป็นวัยที่ค่อนข้างห่างกันจะเรียนรู้เฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจเท่านั้น และไม่ชอบการกดดัน จึงทำให้การคัดสรรหนังสือในช่วงนี้ค่อนข้างยาก เพราะถ้าเลือกบันเทิงคดีที่หนักเกินไป การเข้าถึงของเด็กบางกลุ่มก็จะยากและไม่อยากอ่าน โจทย์ในการคัดสรรครั้งนี้คือ หนังสือที่เลือกมานี้เด็กอ่านแล้วจะได้อะไร และหนังสือนี้เด็กทุกภาคต้องเข้าถึง มีการเรียนรู้ไปด้วยกัน และในหนังสือต้องมีความสนุกและเราต้องไม่ยัดเยียดความเป็นคนดีให้กับเด็ก เพราะเด็กในช่วงนี้อยากที่จะเรียนรู้ และทดลองในสิ่งใหม่ๆ เราจึงได้แค่มองดูอย่างห่วงใยและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเยาวชน
ด.ช.ภูรี ศิริหาญยากร (น้องจีน) พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน รายการสุขสโมสร กล่าวว่า เด็กส่วนใหญ่จะไม่ชอบการบังคับให้อ่าน แต่เด็กอยากเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยมีผู้ใหญ่เป็นแรงบันดาลใจ หรือทำเป็นตัวอย่างให้ดู แต่ถ้าเด็กโดนบังคับเด็กก็จะไม่สนใจที่จะอ่านเลย เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากจุดเล็กๆในครอบครัวที่จะปลูกฝังและเรียนรู้ การอ่าน
ในช่วงท้ายการเสวนา นางพจมาน พงษ์ไพบูลย์ ประธานคัดสรรหนังสือดีสำหรับเยาวชน ได้กล่าวสรุปว่า อยากให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ดำเนินโครงการคัดสรรหนังสือดีเพื่อเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีต่อไปหนังสือที่ผ่านการคัดสรรจะเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเป็นปัจจุบันและทันสมัย
ทั้งนี้ นักเรียน เยาวชน ประชาชนผู้ที่สนใจหนังสือดีสามารถเข้าชมหนังสือ 100 เล่ม ได้ที่บูธ โซน Y๐๙ และบูธของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 18 – 29 ตุลาคม 2560 นี้ หรือที่ http://www.culture.go.th และเฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม https://www.facebook.com/DCP.culture/

อาชีวะบริการ ถวายเป็นพระราชกุศลพ่อหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299735

อาชีวะบริการ ถวายเป็นพระราชกุศลพ่อหลวงร.9

Fix It Center, อาชีวะบริการ, Center, พื้นที่ห้วยขวาง

ถวายเป็นพระราชกุศล อาชีวะบริการ (Fix It Center) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ชี้จุดบริการในกทม 2 จุด พื้นที่ห้วยขวาง และห้าแยกลาดพร้าว

       ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ       การอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดกิจกรรม “ศูนย์อาชีวะบริการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” (Fix It Center) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกให้บริการประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นขนุน จนทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดคืนวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา จนเกิดน้ำท่วมขัง บนถนนและซอยต่างๆ หลายสาย อาทิ ดินแดง วิภาวดีรังสิต ลาดพร้าว จตุจักร ซึ่งประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ศูนย์อาชีวะบริการโดยครูและนักศึกษาอาชีวะได้ออกหน่วยช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (Fix It Center) อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งดำเนินการซ่อมบำรุงเครื่องมือประกอบอาชีพ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อาทิ พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า และซ่อมรถยนต์ จักรยานยนต์

อาชีวะบริการ ถวายเป็นพระราชกุศลพ่อหลวงร.9อาชีวะบริการ ถวายเป็นพระราชกุศลพ่อหลวงร.9

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    ท้งนี้ ศูนย์อาชีวะบริการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” (Fix It Center) ในกรุงเทพมหานคร ครั้งนี้จะให้บริการ 2 จุด คือพื้นที่ห้วยขวาง และพื้นที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว โดยนักศึกษาอาชีวศึกษาจะนำองค์ความรู้จากการเรียนมาฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง รวมถึงปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม จิตสำนึกที่ดี และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมอีกด้วย โดยการดำเนินการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร วิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค และวิทยาลัยเทคโนโลยีบางกะปิ จะออกให้บริการในพื้นที่ห้วยขวาง ณ สถานีตำรวจห้วยขวาง ส่วนในพื้นที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ดำเนินการโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา ออกให้บริการ ณ ห้าแยกลาดพร้าว และมี สน.วิภาวดี อำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ให้บริการระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2560 นี้

อาชีวะบริการ ถวายเป็นพระราชกุศลพ่อหลวงร.9อาชีวะบริการ ถวายเป็นพระราชกุศลพ่อหลวงร.9

  “ในส่วนภูมิภาค ได้จัดตั้ง ศูนย์อาชีวะบริการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (Fix It Center) 5 ภาค โดยมอบหมายให้ประธานอาชีวศึกษาภาค ประสานสถานศึกษาในสังกัด สอศ. เฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือ  บรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ได้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงสำรวจความเสียหาย และกำหนดพื้นที่ออกให้บริการความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุภัยพิบัติ  พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบ ในการออกให้บริการ” เลขาธิการ กล่าวปิดท้าย

มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299734

มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9

นิทรรศการในหลวงร9, มมส, ร่วมกับ

มมส ร่วมกับ ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ จังหวัดมหาสารคาม จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

       ศ.ดร.สัมพันธ์  ฤทธิเดช  อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(มมส)  เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายอาลัย  89 วินาที  อ่านบทกวีเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ ๙ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์  ศุกรนันทน์ จากนั้น ศิลปิน หนูนา  พาเพลิน  ขับร้องเพลง  “พ่อของแผ่นดิน”   และประธานนำผู้ร่วมงานแสดงความรู้สึกต่อพระองค์ลงบนเฟรมเปล่าที่เตรียมไว้  ณ  ลานกิจกรรมชั้น 2 ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ จังหวัดมหาสารคาม 

มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9

กิจกรรมในครั้งนี้  คณาจารย์ศิษย์เก่า นิสิตภาควิชาทัศนศิลป์  คณะศิลปกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ร่วมกับ กลุ่มศิลปินนักวาดภาพ และช่างภาพในจังหวัดมหาสารคามจัดขึ้น  เพื่อจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่  ๙ ทั้งภาพวาดสร้างสรรค์  ภาพเหมือน  ภาพถ่าย ประติมากรรมและวีดีโออาร์ต  ซึ่งมีคณาจารย์ ศิษย์เก่า  ศิลปิน  นิสิต  นักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆในจังหวัด ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ ร่วมส่งผลงานจัดแสดงเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้  เชิญร่วมชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ 20 -29 ตุลาคม  2560

มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9มมส จัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9


เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299717

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร) ธัญบุรี, แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง, บรมนาถบพิตร

2 นศ.โขนมทร.ธัญบุรี ภูมิใจและเป็นเกียรติที่ได้แสดงโขนในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร หน้าพระเมรุมาศจำลอง

       คณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวง และโรงเรียนสามโคก จังหวัดปทุมธานี ฝึกซ้อมการแสดงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรหน้าพระเมรุมาศจำลองจังหวัดปทุมธานี

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาโนช บุญทองเล็ก หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ผู้ควบคุมการแสดงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรหน้าพระเมรุมาศจำลองจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า การแสดงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรหน้าพระเมรุมาศจำลองจังหวัดปทุมธานี หน้าศาลากลางหลังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา จ.ปทุมธานี

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

ประกอบด้วยการแสดงโขนหน้าพระเมรุมาศ โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดยกพลข้ามสมุทรออกยกรบโดยบทของการแสดงได้ขออนุญาตจากกรมศิลปากร   โดยการประสานงานขออนุญาตจาก อ.ดร.ชวลิต สุนทรานนท์ นักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิ และการแสดงรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยใช้นักแสดงกว่า 200 ชีวิต

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

ประกอบด้วย คณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี และโรงเรียนในเครือข่าย 2 โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวง และโรงเรียนสามโคก โดยเป็นโรงเรียนที่นักศึกษาที่ทางคณะออกไปฝึกสอน เข้าร่วมการแสดงในครั้งนี้ด้วย ฝึกซ้อมการแสดงโขนโดยรองศาสตราจารย์คำรณ สุนทรนนท์ และครูโขน การฝึกซ้อมการแสดงรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยรองศาสตราจารย์รจนา สุนทรนนท์ และครูละคร กำหนดแผนในการฝึกซ้อมวันที่ 16 – 20 ต.ค.เวลา 9.00-17.00 น. ณ โดมคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ก่อนทำการฝึกซ้อมยังสถานที่จริงในวันที่ 21 ต.ค.นี้

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

“แบงค์” -อภิสิทธิ์ ต้นพิกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 5 ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาฝึกสอนอยู่ที่โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวง จึงได้นำนักเรียนมาร่วมแสดงในครั้งนี้ด้วย จำนวน 24 คน  เป็นเกียรติกับชีวิตที่ครั้งหนึ่งได้ทำเพื่อในหลวง ได้นำศาสตร์ที่เรียนมา มาแสดง ภูมิใจที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินของรัชกาลที่ 9 ได้มีแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต

 

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

อภิสิทธิ์ ต้นพิกุล

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

ได้เห็นพระองค์ท่านทรงงานตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่เหนือ ออก ตก ใต้ บนดอยสูงสุด สู่ภาคพื้นดิน พระองค์ท่านเดินทางไปทรงเยี่ยมและให้การช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน ดังนั้นในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน ตนเองจะอนุรักษ์โขนและจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้องต่อไป

ทางด้าน “มิ้ว” -นิดาชล พลบุตร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เล่าว่า ภูมิใจ และเป็นเกียรติในชีวิตนักศึกษาโขนที่ได้แสดงโขนในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร หน้าพระเมรุมาศจำลองจังหวัดปทุมธานี “รักในหลวง พระท่านทรงรักประชาชนของพระองค์ท่าน

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

“มิ้ว” -นิดาชล พลบุตร

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง

”ในฐานะของนักศึกษาโขน จะอนุรักษ์ศาสตร์แขนงนี้ จะสอบบรรจุข้าราชการครูเพื่อนำความรู้ทางด้านนี้ไปถ่ายทอดให้รุ่นลูกหลานต่อไป และจะดำเนินชีวิตตามคำสอนของพ่อ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำเพื่อส่วนร่วมให้มากที่สุด จะไม่เห็นแก่ตัว

เป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้แสดงโขนหน้าพระเมรุมาศจำลอง


เยาวชนไทยเทิดพระเกียรติ”บิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299705

เยาวชนไทยเทิดพระเกียรติ”บิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

เยาวชนไทยคว้าเหรียญ WorldSkills Abu Dhabi 2017, WorldSkills, Dhabi, 2017, เทิดพระเกียรติ

ก.แรงงาน ปลื้มเยาวชนไทยคว้าเหรียญ WorldSkills Abu Dhabi 2017 เทิดพระเกียรติ “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

 

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าเยาวชนจำนวน 26 คน ที่เข้าร่วมการแข่งขันแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 44 (World Skills Abu Dhabi 2017) ระหว่างวันที่ 14 – 19 ตุลาคม ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใน 24 สาขา ใน 6 กลุ่มอาชีพ         ได้แก่ กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีก่อสร้างและอาคาร กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีการสื่อสาร กลุ่มสาขาอาชีพแฟชั่นและครีเอทีฟ กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต กลุ่มสาขาบริการส่วนบุคคลและสังคม และกลุ่มสาขาอาชีพขนส่งและโลจิสติกส์ จากทั้งหมด 51 สาขา ระหว่างวันที่ 14 – 19 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น

เยาวชนไทยเทิดพระเกียรติ"บิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

ผลปรากฏว่าเยาวชนไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันได้ เหรียญเงิน (Silver) จาก นางสาวณัชชา แซ่โง้ว สาขาประกอบอาหาร และ 13 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม (Medallion for Excellence) ได้แก่ นายชโลทร ชูแสง สาขาโพลีเมคคานิกส์และระบบอัตโนมัติ, นายจักรภัทร เริ่มรักษ์และนายปฏิภาณ ติใหม่ สาขาเมคคาทรอนิกส์, นายจีรวัฒน์ สกุณี สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง), นายปฏิภาณ นวพรรณ สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกัด) ,นายสันติ ชูแก้ว

สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม, นายธีระศักดิ์ จันทร์แมน สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร, นายพงศกร พราหมเกษม สาขาก่ออิฐ ,นายโยธิน ซินเวียพรมราช สาขาเสริมความงาม,นายปราโมทย์ การัมย์ สาขาจัดดอกไม้, นางสาวพุทธพร ธรรมานุกูล สาขาแฟชั่นเทคโนโลยี, นางสาวจุฬารัตน์ ธรรมชัยชูศักดิ์

เยาวชนไทยเทิดพระเกียรติ"บิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

สาขาบริการอาหารและเครื่องดื่ม และนายปิยนันท์ ชาวปลายนา สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น นอกจากนี้ นางสาวณัชชา แซ่โง้ว รางวัล ยังได้รับรางวัล Best of Nation สาขาประกอบอาหาร อีกด้วย

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่าในการแข่งขันครั้งนี้ได้เห็นถึงความตั้งใจของเยาวชนเป็นอย่างมาก ในการคว้าเหรียญรางวัลเพื่อเฉลิมฉลองวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เทิดพระเกียรติน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

ส่วนสาขาอื่นๆ ถึงแม้จะไม่ได้รับรางวัล แต่น้องๆ เยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น  สามารถนำความรู้ต่างๆ ที่ได้รับไปพัฒนาทักษะฝีมือของตนเองให้สูงขึ้น หรือสามารถนำไปแนะนำแก่น้องๆ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งต่อๆไปได้อีกด้วย

เยาวชนไทยเทิดพระเกียรติ"บิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทย ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฝีมือแรงงานระดับอาเซียนในปลายปีหน้าด้วย  สำหรับเยาวชนที่สามารถคว้าเหรียญรางวัล จะได้รับเงินรางวัล เหรียญเงิน 200,000 บาท  และเหรียญฝีมือยอดเยี่ยม(Certificate) เหรียญละ 50,000  บาท

“สำหรับเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติครั้งต่อไป คือครั้งที่ 45 คือประเทศรัสเซีย พร้อมประกาศให้ WorldSkills China เมืองเซี่ยงไฮ้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งที่ 46 หรือ WorldSkills Shanghai 2021 ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติตามที่ WSI กำหนด” อธิบดีกพร. กล่าว

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299700

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรง, เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี, กรมสุขภาพจิต

กรมสุขภาพจิต เตรียมพร้อมระบบการดูแลส่งต่อผู้ป่วยจิตเวชรองรับสถานการณ์ช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

      นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต พร้อมด้วย นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ผอ.สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต   ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมและเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ฝ่ายกายและทีมปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ หรือ MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ในพิธีซ้อมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศเสมือนจริง งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

โดยกล่าวว่า ทีม MCATT ทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการสาธารณสุข พร้อมปฏิบัติงานดูแลเยียวยาจิตใจประชาชนทั่วไปและประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างเต็มที่จนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีฯ

โดยในส่วนกลาง ได้จัดทีมปฏิบัติหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ตลอด 24 ชั่วโมง ประจำ  7 จุดบริการ ได้แก่ บริเวณพระเมรุมาศ ท่าช้าง ท่าเตียน กรมรักษาดินแดน เจดีย์ขาว โรงแรมรัตนโกสินทร์ และ กองสลากเดิม

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

เน้นการปฐมพยาบาลทางใจ ด้วยหลัก 3 ส. สอดส่องมองหา ใส่ใจรับฟัง ส่งต่อเชื่อมโยง และจะเสริมกำลังด้วยทีมจิตอาสา   ทูบีนัมเบอร์วัน ร่วมเดินเท้าสำรวจค้นหาผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เช่น แสดงอาการเศร้าโศกเสียใจรุนแรง หายใจเร็ว   กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ตลอดจนกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง ที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกสูญเสีย ในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อให้การดูแลช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เข้าถึงและครอบคลุมประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จากการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เริ่มพบผู้ป่วยจิตเวชแต่ยังไม่มากนัก ซึ่งได้ให้การดูแลช่วยเหลือส่งต่อเข้าสู่ระบบบริการรักษาเรียบร้อยแล้ว

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ในการคัดกรองผู้ป่วยทางจิต เพื่อเฝ้าระวัง ที่จุดคัดกรองและจิตอาสานั้น เบื้องต้น จะสังเกตจาก การแต่งกาย เช่น เสื้อผ้ายับ สกปรก มีรอยเปื้อน หรือแต่งตัวแปลก ฉูดฉาด ไม่เหมาะสมเหมือนคนทั่วไป ผมเผ้ายุ่งเหยิง สกปรก  มีกลิ่น มีท่าทางแปลกประหลาด

เช่น พูดคนเดียว ทำไม้ทำมือ เมื่อชวนคุยแล้ว ถามตอบไม่ตรงประเด็น ไม่รู้เรื่อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับภาษา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่าง มีอาการเมา หรือ มีกลิ่นสุรา

หากพบว่ามีข้อใดข้อหนึ่ง จะนำเข้าสู่ระบบการประเมินความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคจิตเวช ที่ขาดยา อาการกำเริบ ผู้ป่วยที่มีโรคทางสมองหรือทางกาย ผู้ป่วยที่ใช้หรือถอนสุรา ผู้ที่ติดหรือใช้ยาเสพติดบางชนิดอย่างหนัก เช่น ยาบ้าฯลฯ

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

โดยจะประเมินจากระดับความรุนแรงของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ระดับรุนแรงมาก เช่น มีการทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ ทำลายข้าวของ ทุบกระจก ขว้างปาสิ่งของ เปลือยกาย และมีอาวุธพร้อมทำร้ายคนอื่น ระดับรุนแรงปานกลาง เช่น ด่าหยาบคาย  แสดงท่าทางคุกคาม หงุดหงิด พูดจาข่มขู่ ท่าทางไม่เป็นมิตร และ ระดับรุนแรงน้อยเช่น อารมณ์หงุดหงิด พูดจาชวนทะเลาะ หรือพูดไม่รู้เรื่อง จับใจความไม่ได้  เป็นต้น

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

ซึ่งจะดำเนินการควบคุมพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามระดับความเสี่ยง ในเบื้องต้นจะใช้วิธีเข้าไปพูดคุยเพื่อแยกจากฝูงชน ทำการสงบสติอารมณ์ กินยาหรือฉีดยา ให้ญาตินำออกหรือจัดการแยกออกนอกพื้นที่ หากรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก จะผูกยึดและส่งต่อไปยังสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ทั้งนี้ ยืนยันว่า ระบบการดูแลส่งต่อผู้ป่วยจิตเวชมีความพร้อมแล้วในการรองรับสถานการณ์ช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงพระราชพิธี

“กลุ่มผู้ป่วยโรคจิตเวช หากจะเข้าร่วมงานพระราชพิธีฯ ควรประเมินความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ    ในเบื้องต้นก่อน และไม่ควรมาเพียงลำพัง ควรมีญาติมาด้วย รับประทานอาหารและพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด พกซองยาที่มีชื่อตัวยามาด้วย ไม่ควรหยุดยาในช่วงที่มาร่วมพระราชพิธีฯ “อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ถ้าลืมนำยาติดตัวมาหรือทำยาหายให้ติดต่อหน่วยทางการแพทย์ ตลอดจนเขียนชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ญาติที่ติดต่อได้สะดวก เพื่อป้องกันการ  พลัดหลง เป็นต้น

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/299695

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

แพทย์ฉุกเฉิน, งานพระราชพิธี26ตค, มีกากบาทสีเขียว

สธ.พร้อมดูแลเจ็บป่วยฉุกเฉิน 26ต.ค.วางทีมแพทย์กระจายในพื้นที่จัดพระราชพิธี ใส่ปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียวสาย สอบถามสายด่วน1669 สายด่วนกรมสุขภาพจิต1323

 

นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ  รองปลัด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประชุมวิดีโอทางไกลศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Operation Center : OC) ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ว่า ในวันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ

ในส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกับศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขส่วนภูมิภาคใน3 เรื่องหลัก คือ 1.ระบบ สื่อสาร โดยได้มีการจัดเตรียมระบบสื่อสาร ทั้งในช่องทางหลักคือ โทรศัพท์ โทรสาร สื่อโซเซียล พร้อมระบบสำรอง ได้แก่ ระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์  วิทยุสื่อสาร และวิทยุผ่านอินเตอร์เนต ซึ่งขณะนี้ในระบบหลักทุกจังหวัดพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนระบบสำรองพร้อมมากกว่า ร้อยละ80

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

2.แผนการจัดบริการดูแลประชาชนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในส่วนภูมิภาคได้รายงานความพร้อมของทีมปฏิบัติการ  อาทิ  แพทย์เฉพาะทาง  ยาเวชภัณฑ์  ทีมแพทย์ประจำจุดพระราชพิธี  ทีมแพทย์ฉุกเฉิน       ทีมสุขภาพจิต ทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรค ทีมอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสำรองเตียงรับผู้ป่วย รถพยาบาล โรงพยาบาลรับ-ส่งต่อ

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

สำหรับในส่วนกลาง  ระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2560 ได้สนับสนุนทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์เคลื่อนที่เร็ว (Mini MERT) 15 ทีมจากเขตสุขภาพที่ 4,5,6 จำนวน 15 ทีมหมุนเวียนปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง

3.ทีมจิตอาสาเฉพาะกิจด้านการแพทย์ ได้จัดอบรมให้มีความรู้ด้านการปฐมพยาบาล ดูแลสุขภาพกาย-ใจ เบื้องต้น การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ทุกจังหวัดจัดอบรมเรียบร้อยแล้ว

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารในการปฏิบัติตัวในการเข้าร่วมพระราชพิธีฯ จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและขอให้เตรียมพร้อมร่างกาย จิตใจ ให้พร้อมเข้าร่วมงานพระราชพิธี

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว

หากเจ็บป่วยฉุกเฉินให้แจ้งทีมแพทย์ที่กระจายอยู่ในพื้นที่จัดพระราชพิธี ให้สังเกตปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว หรือโทรสายด่วน 1669 และสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323

26ตุลาฉุกเฉินมองหาตัวช่วยปลอกแขนสีขาว มีกากบาทสีเขียว