ชูเครือข่ายศจช.ผลิตแตนเบียน ลุยกำจัดหนอนหัวดำสกัดระบาดถาวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285141

ชูเครือข่ายศจช.ผลิตแตนเบียน  ลุยกำจัดหนอนหัวดำสกัดระบาดถาวร

ชูเครือข่ายศจช.ผลิตแตนเบียน ลุยกำจัดหนอนหัวดำสกัดระบาดถาวร

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเครือข่ายศจช.แหล่งผลิตแตนเบียน และถ่ายทอดความรู้การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การผลิตแตนเบียนบราคอน เพื่อใช้ในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้เครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่มีศักยภาพเข้ามาดำเนินการผลิตแตนเบียนพร้อมปล่อยในพื้นที่ระบาดทั้ง 29 จังหวัด โดยกรมฯสนับสนุนพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียน วัสดุอุปกรณ์ และให้คำแนะนำช่วยเหลือด้านต่างๆ ให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนนำไปขยายเป็นแตนเบียนพร้อมปล่อย เพื่อควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินการรูปแบบนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน ในการกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง

สำหรับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและชุมชน จากภัยศัตรูพืชที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นการพัฒนาเกษตรกรและชุมชนให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร โดยกลุ่มเกษตรกร ชุมชนและหน่วยงานราชการ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อทำให้เกษตรกรและชุมชนมีความเข้มแข็งในอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยบทบาทหลักของศจช.คือ สำรวจ ติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชและสามารถวิเคราะห์ศัตรูพืชเบื้องต้นได้ รวมทั้งการผลิต ขยายแมลงศัตรูธรรมชาติและชีวภัณฑ์ได้อย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการศัตรูพืช

นางจิระนุชกล่าวต่อว่า ฉะนั้น การใช้เครือข่าย ศจช.ที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว จะช่วยให้การผลิตแตนเบียนบราคอนพร้อมปล่อยได้อย่างต่อเนื่อง และครอบคลุมทุกพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายต้องปล่อยแตนเบียนในพื้นที่ระบาดทั้ง 29 จังหวัด ในอัตรา 200 ตัวต่อไร่ ปล่อยทุก 15 วัน ซึ่งขณะนี้ปล่อยไปแล้วกว่า 35 ล้านตัว และยังเหลือการปล่อยแตนเบียนอีก 16 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 8 เดือน จะต้องใช้แตนเบียนบราคอนจำนวนไม่ต่ำกว่า 252 ล้านตัว ที่สำคัญหลังโครงการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวสิ้นสุดลง กรมส่งเสริมการเกษตรยังคงมุ่งหวังว่าเกษตรกรยังให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังไม่ให้หนอนหัวดำกลับมาสร้างความเสียหายอีก โดยเกษตรกรสามารถผลิตแตนเบียนบราคอนไว้ปล่อยในพื้นที่ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ รวมถึงช่วยลดการใช้สารเคมีและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้การผลิตแตนเบียนบราคอน และการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานได้ที่ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน

ยันไม่ซ้ำเติมชาวสวนยาง เก็บเงินCESSคงที่ช่วยพัฒนาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285138

x

ยันไม่ซ้ำเติมชาวสวนยาง เก็บเงินCESSคงที่ช่วยพัฒนาทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร (CESS) ในอัตราคงที่คือ 2 บาท ต่อกิโลกรัม ไม่ได้ซ้ำเติมชาวสวนยางในภาวะที่ราคายางตกต่ำแต่อย่างใด ตรงข้ามกลับจะสร้างประโยชน์ในการพัฒนายางพาราทั้งระบบมากกว่าการจัดเก็บอัตราค่าธรรมเนียมฯเดิมซึ่งเป็นแบบขั้นบันได ที่อาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคา เพราะอัตราค่าธรรมเนียมฯ จะผันตามระดับราคาในแต่ละช่วงเวลา สำหรับเหตุผลหลักที่กยท.จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร ในอัตราคงที่มี 4 ประการคือ

1.การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมฯคงที่เป็นการเก็บจากผู้ส่งออกยางพาราออกราชอาณาจักร เพื่อนำมาสมทบเป็นกองทุนพัฒนายางพารา ช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรและผู้ประกอบกิจการยางพาราทั้งระบบ โดยผู้ส่งออกยางพาราซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ไม่ต้องกังวลเมื่อราคายางสูงขึ้นต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรมากขึ้น จึงไม่ต้องกดราคาในประเทศให้ต่ำลงเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราที่น้อยกว่า ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายยางได้ในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากราคารับซื้อยางที่จะขยับราคาเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการที่ประมาณการต้นทุนได้ชัดเจน

2.กรณีอัตราการจัดค่าธรรมเนียมแบบคงที่ จะลดแรงจูงใจในการลักลอบส่งออกยางผิดกฎหมาย ทำให้รายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมทำได้เต็มประสิทธิภาพ 3.กยท.สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ จากผู้ส่งออก เข้ากองทุนพัฒนายางพารา เพื่อนำมาจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนส่งเสริมสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้น และ4.เป็นแรงจูงใจไม่ให้บิดเบือนราคาในการเข้าประมูลซื้อยางในตลาดซื้อขายจริงและซื้อขายล่วงหน้า โดยผู้ประกอบการจะทราบต้นทุนที่แน่นอน จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคงที่ส่งผลให้การเปิดราคาประมูลยางที่สูงขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลเมื่อราคายางสูงขึ้นต้องเสียค่าธรรมเนียมส่งยางออกมากขึ้น

“ดังนั้น จึงได้มีการทบทวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งยางออกนอกราชอาณาจักรใหม่ โดยจัดเก็บแบบคงที่ ซึ่งส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้เสียกับยางพาราทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

ส่องเกษตร : อย่าให้ชาวนาตกเป็นเครื่องมือการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285136

449007

ส่องเกษตร : อย่าให้ชาวนาตกเป็นเครื่องมือการเมือง

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้ไปตลอดทั้งเดือนสิงหาคม เรื่องของ2 คดีโครงการจำนำข้าวทั้งคดีทุจริตระบายข้าว “จีทูจีเก๊”และคดีที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโกงกินอย่างมโหฬารสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาทให้กับประเทศชาติ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 25 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก็คงมีกระแสข่าวให้ผมต้องหยิบยกมาเขียนถึงในคอลัมน์นี้เป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้าง สลับคละเคล้าไปกับเรื่องอื่นๆ เพราะต้องถือเป็นคดีใหญ่ คดีประวัติศาสตร์ที่มีผลทั้งต่อสถานการณ์บ้านเมืองและต่อแนวทางในการออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรโดยเฉพาะเรื่อง“ข้าว”ในอนาคตด้วย

อย่างตอนนี้ ยิ่งใกล้วันพิพากษาเข้ามาเท่าไหร่ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมพร้อมและวางมาตรการในการดูแลความสงบเรียบร้อยต่างๆ ไม่ให้เกิดเหตุเลวร้ายหรือเหตุความไม่สงบต่างๆ ขึ้น ทั้งก่อนและหลังการพิพากษา

ซึ่งการเตรียมพร้อมเหล่านี้ ไม่เพียงหน่วยงานราชการด้านความมั่นคงเท่านั้น แม้แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ท่านรัฐมนตรี “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ได้สั่งการในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงตั้งแต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ให้เตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์วันพิพากษาคดีจำนำข้าว 25 สิงหาคมนี้อย่างใกล้ชิด ตลอดจนหลังจากวันตัดสิน อาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมา ก็ต้องติดตามดูให้ดี ถึงแม้กระทรวงเกษตรฯไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่อยู่ใกล้ชิดเกษตรกร ต้องคอยดูแลให้เกิดความเรียบร้อยด้วย…

ถูกต้องเลยครับ…เพราะถึงแม้คดีดังกล่าว ดูจะเป็นคดีการเมือง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า โครงการประชานิยม“จำนำข้าว” นั้น มีเกษตรกรชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ “ลุ่มหลง” ไปกับน้ำตาลเคลือบยาพิษของมัน จนยอมตัวสนับสนุนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา เมื่อถูกปลุกระดมให้เข้ามาเป็นกำลังใจ เข้ามาช่วยเหลือเธอ ก็พร้อมจะมากัน แล้วก็อาจจะเกิดบานปลายไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกร จึงควรที่จะช่วยรัฐบาลในการทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกร ดูแลอย่าให้ตกไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญคือ “ความเชื่อถือ” ถ้ามีการทำงานที่เข้าถึง
ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง จริงใจจนเป็นที่ยอมรับ จะไปพูดบอกกล่าวเรื่องใดๆ ก็ย่อมได้รับการเชื่อถือ รับฟังด้วยดี

ยิ่งในเวลานี้ พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัญหาราคาพืชผลตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา แล้วยังมาเจอภัยธรรมชาติ อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ ทำลายเรือกสวนไร่นาคิดเป็นพื้นที่ภัยพิบัตินับล้านๆไร่ ความช่วยเหลือต้องเร็ว ให้ถึงมือ ให้ทันการณ์ ให้ได้มากที่สุด อย่าให้ความเดือดร้อนต้องยืดเยื้อ กระทั่งกลายเป็นความเจ็บแค้น จน“สุกงอม”พร้อมจะรองรับการปลุกระดม กลายเป็นปัจจัยผสมโรง ให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกเป็นประเด็น เพื่อดึงเอาเกษตรกรไปร่วมเป็นเครื่องมือในคดีจำนำข้าวได้ง่ายๆ

รัฐบาลก็มีมาตรการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว เพียงแต่กลไก มือไม้อย่างข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ต้องรับลูกไปปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

ว่าถึงตรงนี้ ก็มีข่าวล่าสุดเข้ามาพอดีว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเรียบร้อยแล้ว แต่งตั้งให้รองปลัดฯเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ หลังจากเลื่อนการพิจารณามาจากอังคารที่แล้ว พร้อมกับแต่งตั้งโยกย้ายซี 10 อีก 4 คนคือ นางสาวจริยา สุทธิไชยา จากเลขาฯสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและนางดุจเดือน ศศะนาวิน จากเลขาฯสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ทั้ง 2 คนไปเป็นรองปลัดกระทรวงฯ, นายสุรจิตต์ อินทรชิต จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯเป็นเลขาธิการสปก.-สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนายโอภาส ทองยงค์ ผู้ตรวจฯอีกคน เป็นเป็นอธิบดีตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมกันนี้ครม.ยังมีมติตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอของบฯกลาง 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม 35 จังหวัด 5.7 แสนครัวเรือน โดยชดเชยครัวเรือนละ 3,000 บาท

ก็ต้องยินดีด้วยกับปลัดฯคนใหม่ และหวังว่า งานแรกกับการช่วยเหลือซับน้ำตาพี่น้องเกษตรกร ร่วมทั้งดูแลให้ข้าราชการในพื้นที่ช่วยทำความเข้าใจกับเกษตรกรไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะทำได้เข้าตา“บิ๊กฉัตร” และเข้าตานายกฯ
บิ๊กตู่ ไม่ให้ถูก “เอ็ด” เหมือนตอนเป็นอธิบดีกรมชลประทานอีก

สาโรช บุญแสง

ชี้จุดเด่นประกันภัยข้าวนาปี’60 ลดเบี้ยเพิ่มความคุ้มครองให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285137

x

ชี้จุดเด่นประกันภัยข้าวนาปี’60 ลดเบี้ยเพิ่มความคุ้มครองให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันที่ 27 มิถุนายน เห็นชอบการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 พื้นที่เป้าหมายเอาประกันภัยขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ทั่วประเทศ วงเงิน 1,841.10 ล้านบาท (กรอบวงเงินสำหรับพื้นที่เอาประกันภัย 30 ล้านไร่) แบ่งพื้นที่เป้าหมายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ที่เป็นลูกค้าธ.ก.ส.ขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ และสำหรับเกษตรกรทั่วไปไม่เกิน 800,000 ไร่ ครอบคลุมภัยธรรมชาติ 7 ประเภทได้แก่ 1.น้ำท่วม 2.ภัยแล้ง 3.พายุน 4.อากาศหนาว 5.ลูกเห็บ 6.ไฟไหม้ และ7.ศัตรูพืชหรือโรคระบาด

โดยแบบกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 มีอัตราเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 10 บาทต่อไร่ ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ 60% หรือ 54 บาทต่อไร่ เกษตรกรชำระเบี้ยประกันภัยเอง 40% หรือ 36 บาทต่อไร่ แต่ถ้าเกษตรกรเป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ธ.ก.ส.จะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย 36 บาทให้ เริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยทุกภาคตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน-31 สิงหาคม และภาคใต้วันที่ 27 มิถุนายน-15 ธันวาคม สำหรับการคุ้มครองตลอดช่วงเพาะปลูก กรณีภัยธรรมชาติ 6 ประเภท วงเงินคุ้มครอง 1,260 บาทต่อไร่ เพิ่มจากปีการผลิต 2559 ที่วงเงินคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่ และสำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาดวงเงินความคุ้มครอง 630 บาทต่อไร่ เพิ่มจากปีการผลิต 2559 วงเงินคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC)ติดตามวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตรจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 ส่วนได้แก่ รัฐบาล ผู้บริหารโครงการฯ(ธ.ก.ส.) บริษัทผู้รับประกันภัยและเกษตรกร แบ่งเป็น 2 ด้านคือ 1.ค่าเบี้ยประกันภัย รัฐบาล เป็นผู้อุดหนุนเบี้ยประกันภัยให้เกษตรกร 54 บาทต่อไร่รวมเงินช่วยเหลือ 1,620 ล้านบาท ถ้าพบมีพื้นที่เอาประกันภัยมากกว่าพื้นที่เป้าหมายที่เสนอของบอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 30 ล้านไร่ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ครม.เห็นชอบวงเงินงบประมาณเพิ่ม ส่วนธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 36 บาทต่อไร่ สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธ.ก.ส.กำหนดมีวงเงินอุดหนุน 1,080 ล้านบาท บริษัทผู้รับประกันภัยหรือบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ จ่ายสินไหมทดแทนแก่เกษตรกรผู้เอาประกันภัย จากประมาณการเบี้ยประกันภัยที่ผู้รับประกันได้สูงสุด 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นรับเงินจากรัฐบาลอุดหนุน 1,620 ล้านบาทและธ.ก.ส.มูลค่า 1,080 ล้านบาท และเกษตรกรทั่วไปค่าเบี้ยประกันภัยมูลค่า 72 ล้านบาท สำหรับเป้าหมาย 800,000ไร่ ส่วนเกษตรกรทั่วไปจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย 28.80 ล้านบาท ส่วนค่าเบี้ยประกันภัยของเกษตรกรลูกค้าธ.ก.ส. ธนาคารออกให้ตามเงื่อนไขที่ธ.ก.ส.กำหนด

2.ด้านค่าสินไหมทดแทนและส่วนต่างที่เกษตรกรจะได้รับจากการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 จะมากกว่าปี 2559 แยกเป็นกรณีพื้นที่เกิดภัยพิบัติ 3% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรที่เป็นลูกค้าธ.ก.ส.ซื้อประกันภัยครบตามเป้าหมายขั้นต่ำ 25 ล้านไร่ และเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ มีส่วนต่างเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน 935.55 ล้านบาท ขณะที่เกษตรกรทั่วไปมีส่วนต่างเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน 29.07 ล้านบาท แต่ถ้ากรณีเกิดภัย 4% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ลูกค้าธ.ก.ส.มีส่วนต่างเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทนมูลค่า 1,247.40 ล้านบาท ขณะที่เกษตรกรทั่วไปมีส่วนต่างเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน 38.76 ล้านบาท และกรณีพื้นที่เกิดภัย 5% ของพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ลูกค้าธ.ก.ส.มีส่วนต่างเบี้ยจ่ายและค่าสินไหมทดแทน 1,559.25 ล้านบาท เกษตรกรทั่วไปมีส่วนต่าง 48.46 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ถ้าเบิกจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีเกิดภัยพิบัติตามโครงการฯจะช่วยบรรเทาการลดลงของจีดีพีได้ระดับหนึ่ง พร้อมช่วยลดความเสี่ยงให้เกษตรกรได้

เพชรฆาตเงียบแห่งพื้นดิน! ชัยนาทพบ‘หนอนหัวขวาน’คล้ายไส้เดือน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285037

เพชรฆาตเงียบแห่งพื้นดิน! ชัยนาทพบ‘หนอนหัวขวาน’คล้ายไส้เดือน (ชมคลิป)

เพชรฆาตเงียบแห่งพื้นดิน! ชัยนาทพบ‘หนอนหัวขวาน’คล้ายไส้เดือน (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 10.52 น.

8 ส.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.ชัยนาท มีการพบสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีความน่าสนใจ เพราะมีลักษณะเหมือนหนอนหรือใส้เดือน แต่มีความแปลกคือมีลวดลายในทางยาวตามลำตัว เป็นสีดำคาดอยู่บนลำตัวสีเหลืองอมส้ม ที่สำคัญที่ถือเป็นลักษณะเด่น จนหลายคนที่เห็นในครั้งแรกจะนึกว่านี่เป็น “สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว” หรือ “เอเลี่ยน” เพราะสัตว์ชนิดนี้จะมีหัวสีดำสนิท มีรูร่างคล้ายกับ “ฉลามหัวฆ้อน” หรือฆ้อนหรือขวาน ซึ่งสัตว์ชนิดนี้พบเห็นได้ตามพื้นที่ชนบทที่ยังมีระบบนิเวศสมบูรณ์ โดยมีชื่อเรียกทางวิชาการว่า “หนอนหัวขวาน” หรืออีกชื่อว่า “หนอนหัวค้อน” สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำจืดในเขตร้อนชื้น เช่น อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย หรือในเอเชีย

สำหรับหนอนหัวขวาน เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่มีระบบหายใจ แต่จะใช้การแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านผนังลำตัว จัดเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างบอบบางเพราะลำตัวขาดออกจากกันง่าย เรียกได้ว่าถ้าคนไปแตะตัวมันแรงๆหน่อยก็ถึงกับขาดออกจากกัน หนอนหัวขวาน จัดเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษและไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์เลี้ยง

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายของมันจะบอบบาง แต่เวลาที่พวกมันล่าเหยื่อ เช่น หอยทาก หรือใส้เดือน ซึ่งเป็นอาหารโปรด พวกมันจะพุ่งตรงเข้าไปกอดรัดเหยื่อ และปล่อยเมือกเหนียวๆออกมา เพื่อไม่ให้เหยื่อหลุดไปไหน หลังจากนั้นก็จะพ่นสารชนิดหนึ่งออกมาจากปาก เพื่อละลายเนื้อของเหยื่อให้ขาดออกจากกันเป็นชิ้นๆ หลังจากนั้นพวกมันก็จะจัดการกับชิ้นเนื้อของเหยื่อที่ขาดเป็นท่อนๆ จนอิ่มไปอีกหนึ่งมื้อ อันเป็นที่มาของฉายา “เพชรฆาตเงียบแห่งพื้นดิน”

 

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284925

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจของไทย

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจของไทย

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในปัจจุบัน มีอะไรน่าสนใจบ้างครับ

สุพจน์ ปฏิมาภรณ์

อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ พืชเศรษฐกิจ หมายถึง  พืชที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มีลักษณะเด่นในการค้า ที่สามารถจะนำไปบริโภค โดยเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์และสัตว์ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว สามารถประกอบเป็นอาชีพได้ พืชเศรษฐกิจระยะสั้นมีอายุการเก็บไม่นาน เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว พืชจะตาย หรือได้ผลผลิตลดลงอย่างมาก ไม่คุ้มที่จะเก็บผลผลิต เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพืชล้มลุก และมีขั้นตอนในการปลูกน้อยกว่าพืชอื่นๆ

การปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากจะได้ผลผลิตเพื่อบริโภคและการสร้างรายได้ของครอบครัว แล้วก็ยังมีความสำคัญในระดับภูมิภาครวมถึงระดับประเทศ ดังนี้ เป็นอาชีพหลักของคนไทย ลดอัตราการว่างงานลง เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำไปแปรรูปต่อ ช่วยส่งเสริมและเป็นปัจจัยส่งเสริมภาคธุรกิจและบริการด้านการเกษตรในประเทศไทย เป็นแหล่งผลผลิตของการเกษตร ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และเป็นปัจจัยในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในปัจจุบัน

พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่

-ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่คู่ประเทศไทยมานาน และเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยนิยมปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน ภาคเหนือภาคกลาง ใช้ระยะในการปลูกเวลาสั้นคือ 4 เดือนแต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกต่อไร่ค่อนข้างสูง และต้องอาศัยน้ำฝน หรือระบบน้ำชลประทาน และต้องปลูกใหม่ทุกปี เกษตรกรส่วนมากใช้สารเคมีในการปลูก

-ยางพารา เป็นพืชอุตสาหกรรมที่เข้ามามีบทบาท ในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม สภาพปัญหาในปัจจุบัน มีแนวโน้มจะขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ระยะเวลาในการปลูกหลายปีต้นทุนสูง ตลาดรองรับมีจำกัด เพราะต่างประเทศปลูกและแปรรูปเองได้

-อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่เกษตรกรนิยมปลูก ปลูกครั้งเดียวจะเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ปี โดยไม่ต้องปลูกซ้ำ แต่ผลเสียคือ ราคาต่อตันถูก การเก็บเกี่ยวต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ต้องปลูกซ้ำอีกครั้งทุก 4-5 ปี และต้องปรับสภาพดินก่อนปลูกใหม่ ทำให้มีต้นทุนในส่วนนี้เพิ่ม

-มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทนแล้งได้ดี แต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกค่อนข้างสูง และต้องปลูกใหม่ทุกปี และราคาต่อ กก. ค่อนข้างถูกมาก เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทางราชการมีการกำหนดมาตรการยกระดับราคาหลายวิธี อาทิ การชดเชยให้แก่ผู้ส่งออกมันอัดเม็ด หรือการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น ดังนั้น จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแปลงขยายพันธุ์ เพื่อกระจาย มันสำปะหลังพันธุ์ดีที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงให้มากขึ้น ในแหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญ ยังคงมีการส่งเสริมให้มีการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดี ส่วนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะปลูกมันสำปะหลัง ทางราชการก็จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

-ปอแก้ว เป็นปอชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากปอแก้วมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และขึ้นในสภาพดินไร่ทั่วไปได้ดีเป็นพืชที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยที่สุด ช่วงเวลาที่เพาะปลูกเริ่มต้นประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม ผลผลิตที่ได้จะออกสู่ตลาดช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม

-มะม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง เช่น พันธุ์แก้วเขียว แก้วขาวอกร่อง พันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ พันธุ์น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน เขียวเสวย หนองแซง เจ้าคุณทิพย์ สภาพปัญหาที่เกิดคือ ผลผลิตต่ำ เนื่องจากขาดการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี และพันธุ์ที่ปลูกไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เคียงคู่กับเกษตรกรไทยมานานแสนนาน ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ทั่วทุกภาคของประเทศ จึงทำให้มีข่าวถึงราคาผลผลิตที่ตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในที่สุด

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284926

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : เกษตรกรอำนาจเจริญปรับที่นาปลูกอ้อยแปลงใหญ่ ลดความเสี่ยงเรื่องตลาด-รายได้มั่นคง

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหลายรายปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมๆ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลซ้ำซาก ปรับเปลี่ยนไปทำเกษตรอื่นที่เหมาะสมกว่า ดังเช่น ในจ.อำนาจเจริญที่เกษตรกรรวมตัวกันปรับเปลี่ยนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาทำไร่อ้อย ให้สอดรับกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ในลักษณะแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ซึ่งเป็นการทำเกษตรแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) ที่มีการดำเนินการร่วมกันระหว่างเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนารายได้สินค้าเกษตร สร้างรายได้เร็ว เชื่อมโยงตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการให้เกษตรกรรายย่อย คาดหวังให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ในปีงบประมาณ 2560 มีแปลงเกษตรเพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 1,910 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 3,400,000 ไร่ เกษตรกร 250,000 รายอยู่ใน 10 กลุ่มสินค้า 67 ชนิดสินค้า โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือกลุ่มแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เสริมการใช้เทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงตลาด และเพิ่มเติมการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการแปลงเกษตรของตนเอง นอกจากนี้ ในแปลงเกษตรที่เข้าร่วมโครงการใหม่จะเน้นให้เกษตรกรได้วิเคราะห์ปัญหา กำหนดแผน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และในปี 2561 ได้วางเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย1,200 แปลง ขณะที่โรดแมปในระยะ 20 ปีนั้น จะต้องทำให้พื้นที่การเกษตรของไทยร้อยละ 60 เป็นรูปแบบการเกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ สามารถสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรได้จริง จนสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านเพิ่มขึ้นถึงรายละ 50,000 บาท

สำหรับความคืบหน้านโยบายประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ ที่แบ่งกลุ่มสินค้าเป็น 5 กลุ่ม อาทิ พืชเศรษฐกิจหลัก สัตว์บก ประมง เกษตรสร้างรายได้เร็ว (Chash Crop) หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวคือ อ้อย มีราคารับซื้อที่แน่นอน และสิ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันคือแปลงใหญ่ประชารัฐ เพราะมีเอกชนดูตลาด รัฐให้ความรู้โดยศูนย์ ศพก. 882 ศูนย์ทั่วประเทศจะเป็นเสาหลักแนะนำเกษตรกร ซึ่งเมื่อพูดถึงลักษณะของเกษตรแปลงใหญ่อ้อย หลายคนคงคิดถึงไร่อ้อยโรงงานที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกัน แต่จริงๆแล้ว เกษตรแปลงใหญ่คือการรวมกลุ่มของเกษตรกรในหลายๆพื้นที่เข้าด้วยกัน เช่น ที่ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่มีการรวมกลุ่ม เกษตรกร 10 ราย เนื้อที่รวมกัน จำนวน 121 ไร่

ด้านนายทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเสริมว่า จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับมอบหมายจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต มีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน สามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งการดำเนินแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ดำเนินการในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เกษตรกรเป้าหมาย 159 รายพื้นที่ 2,945 ไร่ อำเภอเสนางนิคม เกษตรกรเป้าหมาย 117 ราย พื้นที่ 2,019 ไร่ อำเภอหัวตะพาน เกษตรกรเป้าหมาย 258 ราย พื้นที่ 2,359 ไร่

แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่รวม 7,323 ไร่รวม 3 อำเภอ พื้นที่มีความเหมาะสมพื้นที่พื้นที่ N ของข้าว 3,450 ไร่ ปรับเปลี่ยนปลูกอ้อย 3,047 ไร่ แปลง มีเกษตรกรสมาชิก 534 ราย กลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม มี Smart Farmer 200 คน สินค้าอ้อยโรงงาน และพันธุ์อ้อย ผลผลิตรวม 8,678.4 ตัน มีการดำเนินงานจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสมาชิกแปลงใหญ่ ถ่ายทอดความรู้ในการบริหารจัดการองค์กรเกษตรในแต่ละแปลง/การรวมกลุ่มเกษตรกรถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร หลักสูตรการบริหารจัดการการตลาด/เชื่อมโยงการตลาด โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตร้อยละ 7.18 ลดต้นทุนจาก 11,150 บาท/ไร่ เป็น 10,350 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 จาก 10 ตัน/ไร่ เป็น 12 ตัน/ไร่ กิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่ว หรือปอเทืองบำรุงดิน ไม่เผาใบอ้อย ลดการอัดแน่นของเครื่องจักรเหยียบย่ำ (Control Traffic)ลดการไถพรวนเพื่อรักษาโครงสร้างดิน เพิ่มผลผลิต ใช้พันธุ์คุณภาพดีใช้ปุ๋ยเหมาะสม จัดระยะปลูกรองรับรถตัดอ้อย 1.65 เมตรขึ้นไป ไถดะลึก 40 เซนติเมตร ลงริบเปอร์ฝังปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลผลิต ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัท และดูแลรักษาต่อเนื่อง บริหารจัดการ แปลงแบบ Mitrphol Modern Farm มาตรฐาน Bonsucro เป็นต้น

แปลงใหญ่มันสำปะหลังลพบุรีทำเกษตรพึ่งตนเอง ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินได้ผลผลิตเฉลี่ย12.5ตัน/ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284738

แปลงใหญ่มันสำปะหลังลพบุรีทำเกษตรพึ่งตนเอง   ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินได้ผลผลิตเฉลี่ย12.5ตัน/ไร่

แปลงใหญ่มันสำปะหลังลพบุรีทำเกษตรพึ่งตนเอง ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินได้ผลผลิตเฉลี่ย12.5ตัน/ไร่

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี โชว์แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ผลผลิตเฉลี่ย 12.5 ตัน/ไร่ ภายใต้การบริหารจัดการผลผลิตแบบพึ่งพาตนเอง ด้วยการใช้ระบบน้ำหยดและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน พร้อมผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองในชุมชน

นางทิพาเอ โปร่งแสง ประธานกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี กล่าวว่า แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรีได้ดำเนินการในพื้นที่ หมู่ที่ 1-10 ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี พื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 6,276.25 ไร่ เกษตรกร 306 ราย ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะมีนโยบายรวมแปลงใหญ่ เกษตรกรในพื้นที่หนองม่วงค่อนข้างมีความเข้มแข็งอยู่ในระดับหนึ่ง มีการพูดคุยถึงปัญหาด้านการเกษตรกันอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ภายหลังมีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ ก็มีหน่วยงานของภาครัฐอย่างกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบรวมแปลงใหญ่ ทำให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำเกษตรในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งปัจจุบันสมาชิกกลุ่มดังกล่าวมีความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มกัน มีการนำระบบน้ำหยดมาใช้ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง พร้อมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตเฉลี่ยที่สูงขึ้นจากเดิม 1-2 เท่า จากเดิมที่ได้ผลผลิตเพียง 4 ตัน/ไร่ แต่ถ้าใช้ระบบน้ำหยดจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8 ตัน/ไร่ และถ้าใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินก็จะทำให้ได้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 10-12.5 ตัน/ไร่ ทำให้ขณะนี้เกษตรกรสามารถผลิตมันสำปะหลังที่ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณผลผลิตที่สูงขึ้น

“เป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้ระบบน้ำหยดจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ด้วย ต.ดงดินแดง เรามีธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ บ้านหน่วยประคอง ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี เป็นแหล่งทุนสำคัญในการจัดทำแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของเกษตรกรในชุมชน จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้มีความได้เปรียบพื้นที่ในเรื่องของแหล่งทุน ส่งผลให้การพัฒนาอาชีพมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับสมาชิกกลุ่มเน้นการผลิตมันสำปะหลังตามนโยบายรัฐ “รวมกันปลูกรวมกันซื้อ รวมกันขาย” จึงทำให้สามารถซื้อปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้ในราคาที่ถูก อาทิ ปุ๋ยเคมี ทางกลุ่มจะรวมกันซื้อแม่ปุ๋ยมาเพื่อใส่ในแปลงมันสำปะหลังตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่น้อยลง” นางทิพาเอกล่าว

นางทิพาเอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันตนปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 92 ไร่ เป็นที่ของตัวเอง 60 กว่าไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่เช่า พร้อมกันนั้นก็จะมีการทำเกษตรผสมผสานด้านอื่นๆ ควบคู่กันไปโดยตนนั้นจะปลูกมันสลับกับข้าวและอ้อยไปมาเพื่อลดปัญหาเรื่องโรคแมลง ทำสวน เลี้ยงปลา เป็นต้น นอกจากในฐานะประธานกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังแล้ว ตนยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญก็คือ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่คอยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้ความรู้กับเกษตรกร มีการฝึกอบรมการทำสารชีวภัณฑ์สำหรับใช้ในแปลงพืชต่างๆ มีการพูดคุยถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขเกี่ยวกับการทำเกษตรของสมาชิกอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เกษตรบูรณาการ : ลุ้นกันต่อไปเอาใครมาวางระบบเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284736

251598

เกษตรบูรณาการ : ลุ้นกันต่อไปเอาใครมาวางระบบเกษตรฯ

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ต้องบอกว่าลุ้นกันตัวโก่งมาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ในส่วนตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ หลังจากที่รมว.เกษตรฯ  “พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ” มีการเขี่ยฝนร่วงจากกระทรวงเกษตรฯ ปลดปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ”ออกจากตำแหน่ง หลังจากมีข่าวว่ากระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงที่โลกลืมทำงานไม่เข้าตา เมื่อโพลล์หลายโพลล์ออกมาบอกว่ากระทรวงเกษตรฯ เป็นอันดับต้นๆ ที่ไร้ผลงาน

ซึ่งเมื่อถูกโหวตออกจากตำแหน่งท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ก็ออกมาร่ายเอกสาร แจงในโซเชียลให้กับกลุ่มข้าราชการว่า ตลอดเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา ท่านทำอะไรไว้บ้าง  ซึ่งก็ตามคาดมีทั้งภาพและเอกสาร ที่บรรจงพิมพ์สรุปใจความว่า ข้าทำงานมาตลอด ไม่เคยหยุด เสาร์-อาทิตย์  ก็ยังทำงาน แบบว่า “ป๊าดติโธ่ อะไรจะขยันปานนั้น” แต่ผลงานมันดันไม่เข้าตาสังคม งานนี้ต้องบอกว่า  โถๆๆๆๆๆๆ ก็ท่านไปไหนมาไหน ปิดข่าวกันให้แซด…..ข่าวก็ไม่มีให้เห็น วันเสาร์อาทิตย์ แอบท่อมๆ เดินดงลงทุ่งแบบไร้จุดมุ่งหมาย ใครเล่าเขาจะรู้ว่าท่านทำงาน และที่สำคัญ ใครจะบอกจะเตือนอะไร ท่านก็รับบทพระเอกในนิยายไปเสียหมด โลกสวยว่า ตนเองเก่งและคุมคนอยู่ แต่หารู้ไม่ คนเกษตรส่วนใหญ่เขาเดินก้มหน้าแทบไม่ได้ เพราะเขี้ยวลากดิน ว่ากันว่า วันใดในที่ประชุม ถ้าปลัดฝนเป็นประธาน แทนรมว.วันนี้เลือดซิบ ยังจะมาบอกว่า เอาอยู่ แต่เอาหละวันคืนย้อนคืนไม่ได้ อย่างไงก็คงเป็นบทเรียนกับใครหลายคน นะขอรับ ชีวิตต้องเดินหน้า

สัปดาห์นี้ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า ใครจะเข้ามานั่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯที่ได้มาอย่างยากเข็ญเพราะที่ผ่านมา มีการลุ้นกันยกใหญ่ว่า ปลัดคนใหม่ จะ“ลิง”หรือ“เสือ” เพราะส่ง“เสือ”เข้าไปในสัปดาห์แรก ก็กินแห้วกลับมา เพราะมีคนบอกว่า มีรอยเลือดติดไปด้วย เพราะคดีของ“เสือ”ยังมีเยอะที่รอให้เคลียร์ งานนี้จึงถูกโหวตออกและตามมาด้วยการส่ง “ลิง” เข้าไปแทนว่างั้น และก็แว่วอีกว่า ที่ผ่านมามีฝูงลิงไปฉลองกันยกใหญ่ สุดท้ายก็แห้ว ส่วนจะแห้วจริงหรือไม่ ลุ้นกันต่อในสัปดาห์นี้ เพราะใต้โลกสีเขียวอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะว่า ถึงวันนี้เริ่มมีชื่อแพลมๆ ออกมาว่า “พี่หมู” จะหวนคืนสังเวียนยุทธจักรเกษตรอีกครั้ง จะเข้มแข็งแค่ไหน ต้องมารอลุ้นกัน เพราะเฮียหมูคนนี้ เคยทำงานเข้าขากับทางทีมสีเขียวมาก่อน และที่สำคัญ รู้ว่าคนในกระทรวงเกษตรฯใครเป็นใครแบบรู้ไส้รู้พุง งานนี้หากเป็นจริงดังว่า งานที่เงอะๆ งะๆ งึกๆๆงักๆๆ มันน่าจะเข้าตาเสียที

และที่สำคัญไปกว่านั้นมันน่าจะหมดยุคที่จะหาแพะ อ้างคนกระทรวงเกษตรฯทำงานไม่เข้าตาต้องใจ รัฐมนตรีเสียที เพราะแว่วกันว่า ท่านๆอธิบดีที่กำลังจะถูกปรับออกจากตำแหน่งที่ไม่รวมเกษียณอายุราชการส่วนใหญ่ ล้วนเป็นกรมที่รมช.ดูแล และส่วนใหญ่ก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับท่านรมช. สมัยนั่งแถว พาณิชย์มาก่อน จึงทำอะไรไม่ถูกตาต้องใจ ไม่มีข่าวไม่มีผลงานหากมองให้ลึกถึงแก่นแท้ ต้องบอกว่าวันนี้ สังคมแทบไม่รู้ว่าใครคือ รมช.เกษตรฯ เพราะอะไร ไปคิดดูกันเองนะขอรับว่า ทำไมไม่มีข่าวของรมช. ว่างๆ ลองทำโพลล์ถามสังคมดู เผื่ออะไรกระจ่างมากขึ้น จะได้ไม่ต้องหาแพะ ย้ายคนโน้นคนนี้

ราชดำเนิน

‘นักบินฝนหลวง’สมองไหล! ชั่วโมงบินสูงหนีซบเอกชน เร่งบรรจุใหม่-เงินเดือน5หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284722

‘นักบินฝนหลวง’สมองไหล! ชั่วโมงบินสูงหนีซบเอกชน เร่งบรรจุใหม่-เงินเดือน5หมื่น

‘นักบินฝนหลวง’สมองไหล! ชั่วโมงบินสูงหนีซบเอกชน เร่งบรรจุใหม่-เงินเดือน5หมื่น

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 15.29 น.

6 ส.ค.60 น.ส.มาลินี สุทธิรัตน์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร กล่าวว่า กรมฯได้เรียกบรรจุนักบินฝนหลวงใหม่ 5 อัตรา ที่ผ่านการสอบคัดเลือกตามมาตรฐานความปลอดภัยการบินของกรมฯ โดยกำลังบรรจุ 4 อัตรา อีก 1 อัตรา ยังขอผ่อนผันเพื่อไปลาออกจากที่เดิม เพื่อเข้าประจำการในหน่วยฝนหลวงหลัก 5 ภาคทั่วประเทศ และหน่วยฝนหลวงย่อยตามภารกิจที่เพิ่มขึ้นในแต่ละสถานการณ์ เช่น การเติมน้ำในเขื่อน และกรณีพื้นที่จังหวัดต่างๆร้องขอฝนหลวงเข้ามา เป็นต้น ซึ่งตามแผนฝนหลวง 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีการเพิ่มหน่วยฝนหลวงใหม่อีก 2 แห่ง คือ จ.บุรีรัมย์ และพิษณุโลก โดยมีแผนจัดซื้อเครื่องบินใหม่ทดแทน 1 ลำ โดยครั้งนี้มีนักบินมาสมัครสอบเข้ารับการคัดเลือกกว่า 50 คน เป็นนักบินหญิง 4 คน

“ขณะนี้มีนักบินที่จบจากโรงเรียนการบินเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นทางเลือกใหม่ เพราะเข้ามาสมัครเป็นนักบินฝนหลวงกันมาก จากแต่ก่อนที่เราต้องรอนักบินจากกองทัพอากาศ ทำให้ตอนนี้แก้ไขปัญหาขาดแคลนนักบินฝนหลวง และปัญหาสมองไหลนักบินลาออกไปอยู่สายการบินพาณิชย์ได้ดีขึ้น” น.ส.มาลินี กล่าว

น.ส.มาลินี กล่าวอีกว่า เมื่อนักเรียนการบินจบมาได้ชั่วโมงบินประมาณ 200 ชม. ทางกรมฯมีครูการบินมาช่วยฝึกประกบ จนมั่นใจแล้ว จึงจะปล่อยให้บินได้เอง เพราะการบินฝนหลวง ต่างจากการบินปกติ เพราะเราต้องบินเข้าเมฆเพื่อทำฝน ในขั้นตอนก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน และโจมตี ให้ตกเป็นฝนลงในพื้นที่เป้าหมาย แตกต่างจากการบินพาณิชย์ ที่บินหลีกเลี่ยงเข้าเมฆ

“กรมฯยังต้องการนักบินอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องนำมาหมุนเวียนในปฏิบัติการการบิน ซึ่งแต่ละเที่ยวบินมีนักบิน 2 คน และช่างเครื่อง 1 คน โดยเงื่อนไขสัญญาจ้างนักบินต้องอยู่กับกรมฯอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งที่ผ่านมานักบินเมื่อได้ชั่วโมงบินมากๆ อาจลาออกไปอยู่สายการบินเอกชน ซึ่งยังมีอยู่ตลอด ทางกรมฯจึงทำแผนขอเพิ่มนักบินใน 3 ปีที่จะได้อัตราเต็มจากสำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) โดยนักบินฝนหลวง เป็นพนักงานราชการพิเศษ อัตราเงินเดือนสูงกว่า 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน ยังไม่รวมค่าเที่ยวบิน” น.ส.มาลินี กล่าว