รายงานพิเศษ : ‘อำนาจเจริญ’เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดพื้นที่ทำนามาปลูกอ้อยแปลงใหญ่สมัยใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285534

รายงานพิเศษ : ‘อำนาจเจริญ’เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดพื้นที่ทำนามาปลูกอ้อยแปลงใหญ่สมัยใหม่

รายงานพิเศษ : ‘อำนาจเจริญ’เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดพื้นที่ทำนามาปลูกอ้อยแปลงใหญ่สมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ เดินหน้าเกษตรสมัยใหม่ ขับเคลื่อนโครงการ “สานพลังประชารัฐ เกษตรสมัยใหม่อ้อย จ.อำนาจเจริญ” เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร 3 เรื่อง คือ ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน โดยยึดแนวนโยบายกระทรวงเกษตรฯ คือ ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหนึ่งในนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนระบบการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรรายย่อย มาสู่การรวมกลุ่มที่สามารถใช้เครื่องมือเครื่องจักรกลมาช่วยในการผลิตเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น มีความสามารถจัดการการผลิตผลผลิตอย่างมืออาชีพ ทำให้คุณภาพสินค้าได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน สามารถเข้าถึงการตลาดและมีอำนาจต่อรองทางการตลาดสูงขึ้น จากจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่นำไปสู่การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบใหม่หรือเกษตรสมัยใหม่ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสู่การพัฒนาขยายผลเกิดเป็นแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ เพื่อการพัฒนาระบบการผลิต ซึ่งเกษตรสมัยใหม่ก็คือการใช้นวัตกรรม การวิจัยและความเจริญก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิต และวิธีการปลูกอย่างแม่นยำเพื่อการเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการรวมกลุ่มการผลิต เพื่อให้มีขนาดแปลงที่เหมาะสมเชิงเศรษฐกิจ ยังผลให้ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น ต้นทุนลดลง

โดยปัจจุบันความคืบหน้านโยบายประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ ที่แบ่งกลุ่มสินค้าเป็น 5 กลุ่ม อาทิ พืชเศรษฐกิจหลัก สัตว์บก ประมง เกษตรสร้างรายได้เร็ว (Chash Crop) หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวคือ อ้อย มีราคารับซื้อที่แน่นอนและสิ่งที่รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันคือ แปลงใหญ่ประชารัฐ เพราะมีเอกชนดูตลาด รัฐให้ความรู้โดยศูนย์ ศพก. 882 ศูนย์ทั่วประเทศจะเป็นเสาหลักแนะนำเกษตรกร ซึ่งเมื่อพูดถึงลักษณะเกษตรแปลงใหญ่อ้อย หลายคนคงคิดถึงไร่อ้อยโรงงานที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ผืนเดียวกัน แต่จริงๆแล้ว เกษตรแปลงใหญ่คือการรวมกลุ่มของเกษตรกรในหลายพื้นที่เข้าด้วยกัน เช่น ที่ต.กุดปลาดุก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ที่รวมกลุ่มเกษตรกร 10 ราย เนื้อที่รวมกัน 121 ไร่

สำหรับแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) จ.อำนาจเจริญ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรไม่เหมาะสม จากเดิมทำนาแต่ไม่ได้ผลแล้วหันมาปลูกอ้อยแทน ซึ่งมีพื้นที่รวม 7,323 ไร่ รวมอำเภอพื้นที่เหมาะสมพื้นที่ N ของข้าว 3,450 ไร่ ปรับเปลี่ยนปลูกอ้อย 3,047 ไร่ แปลงมีเกษตรกรสมาชิก 534 ราย กลุ่มใหญ่ 3 กลุ่มมี Smart Farmer 200 คน สินค้าอ้อยโรงงานและพันธุ์อ้อย ผลผลิตรวม 8,678.4 ตัน มีการดำเนินงานจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสมาชิกแปลงใหญ่ ถ่ายทอดความรู้บริหารจัดการองค์กรเกษตรในแต่ละแปลง/การรวมกลุ่มเกษตรกร ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร หลักสูตรบริหารจัดการการตลาด/เชื่อมโยงการตลาด โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิต ร้อยละ 7.18 ลดต้นทุนจาก 11,150 บาท/ไร่ เป็น 10,350 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 จาก 10 ตัน/ไร่ เป็น 12 ตัด/ไร่ กิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่ว หรือปอเทืองบำรุงดิน ไม่เผาใบอ้อย ลดการอัดแน่นของเครื่องจักรเหยียบย่ำ(Control Traffic) ลดการไถพรวนเพื่อรักษาโครงสร้างดิน เพิ่มผลผลิตใช้พันธุ์คุณภาพดีใช้ปุ๋ยเหมาะสม จัดระยะปลูกรองรับรถตัดอ้อย 1.65 เมตรขึ้นไป ไถดะลึก 40 เซนติเมตร ลงริบเปอร์ฝังปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มมูลค่าผลผลิต ปฏิบัติตามคำแนะนำของบริษัทและดูแลรักษาต่อเนื่องบริหารจัดการ บริหารจัดการแปลงแบบ Mitrphol Modern Farm มาตรฐาน Bonsucro เป็นต้น

ด้านนายชาญชัย สุภิวงศ์ ประธานแปลงใหญ่อ้อย อ.เมืองอำนาจเจริญ กล่าวว่า เริ่มปรับพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อยและเข้าร่วมโครงการเกษตรสมัยใหม่ นำรูปแบบเทคโนโลยีมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม มาปรับใช้เมื่อปลายปี 2559 เนื่องจากเดิมทำนา แต่ได้ผลผลิตไม่แน่นอน ไม่มีกำไร จึงนำเอารูปแบบเทคโนโลยี Mitrphol Modern Farm มาปรับใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านบริหารการจัดการไร่อ้อย ตามแบบฉบับของกลุ่มมิตรผลที่ได้รับการพัฒนามาจากองค์ความรู้และเทคโนโลยีโดยใช้หลัก 4 เสา นำมาปฏิบัติ คือ 1.พักดินและปลูกพืชปรุงบำรุงดิน 2.การควบคุมแนวล้อวิ่งของแทรกเตอร์และเครื่องจักรกล 3.ลดการไถพรวน และ 4.การทิ้งใบอ้อยคลุมดิน ซึ่งพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25 จากผลผลิตเดิม 12 ตัน/ไร่ เพิ่มเป็น 15 ตัน/ไร่ พร้อมทั้งมิตรผลเข้ามาประกันราคาตลาดที่แน่นอน ตามราคาอ้อยโรงงาน 1,050 บาท/ไร่ และอ้อยพันธุ์ 1,200 บาท/ตัน และค่า C.C.S. ความหวานเกิน 10 ราคาเพิ่ม C.C.S.ละ 63 บาท

“ก่อนการรวมกลุ่มแบบเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อนเกษตรกรยังไม่มั่นใจ เพราะอาจยังไม่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่เมื่อเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมิตรผลโมเดิร์นฟาร์มมาใช้จึงเป็นแรงจูงใจ เพราะช่วงรอเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยยังมีรายได้จากพืชตระกูลถั่ว ปอเทือง ที่รัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุนอีกทางหนึ่ง อีกทั้ง ปัจจุบันยังมีระบบจัดการลดต้นทุนการผลิต โดยไม่ใช้สารเคมี พึ่งพาตนเองโดยการใช้ปุ๋ยสั่งตัด และนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาช่วยในการผลิต ช่วยลดค่าใช้จ่ายทำเกษตรกรรมและมีรายได้เหลือเพิ่มขึ้น”นายชาญชัย กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯผนึกความร่วมมือกองทัพบก แลกเปลี่ยนข้อมูลแผนที่ใช้พัฒนาปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285530

x

เกษตรฯผนึกความร่วมมือกองทัพบก แลกเปลี่ยนข้อมูลแผนที่ใช้พัฒนาปท.

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อใช้แผนที่และข้อมูลทางแผนที่ ระหว่างกรมพัฒนาที่ดินและกองทัพบก ว่า เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยกรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนและให้บริการแผนที่ ข้อมูลทางแผนที่ในพื้นที่ดำเนินการและพื้นที่เกี่ยวเนื่องตามที่กองทัพบกขอรับการสนับสนุน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2559 กระทรวงเกษตรฯร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสวทช. พัฒนาระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พร้อมทั้งพัฒนาแอพพลิเคชั่น Agri-Map Online และ Agri-Map Mobile สำหรับให้เจ้าหน้าที่รัฐ เอกชน เกษตรกรและผู้สนใจเข้าถึงข้อมูลเพื่อบริหารจัดการการเกษตรของไทยได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลานำไปสู่การเป็น Smart Officer และ Smart Farmer เพื่อนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0

ด้านนายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนข้อมูลภูมิสารสนเทศแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนจำนวนมากนำไปใช้งานแพร่หลายจนถือเป็นแผนที่ฐาน หรือ Base map ของประเทศ โดยจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการใช้แผนที่และข้อมูลทางแผนที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐระดับกระทรวง กรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษามาแล้วรวม 20 หน่วยงาน รวมถึงของกองทัพบกโดยประสานความร่วมมือจากกรมข่าวทหารบกขอรับการสนับสนุนข้อมูลภูมิสารสนเทศจากการพัฒนาที่ดิน นำไปใช้งานป้องกันประเทศ รักษาความสงบเรียบร้อย และงานตามภารกิจอื่นของกองทัพบก  ทั้งนี้ กองทัพบกจะส่งมอบข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ไม่มีชั้นความลับให้กรมพัฒนาที่ดิน เพื่อใช้ในกิจการของกรมเท่านั้น ในกรอบความร่วมมือเป็นเวลา 10 ปี โดยกรมจะสนับสนุนให้บริการแผนที่ ข้อมูลแผนที่ตามที่กองทัพบกขอรับการสนับสนุน ประกอบด้วย 1.แผนที่ภาพถ่ายออร์โธสีเชิงเลข มาตราส่วน 1 : 4,000  2.แผนที่ภาพถ่ายออร์โธสีเชิงเลข มาตราส่วน 1 : 25,000 3.ภาพถ่ายทางอากาศสีเชิงเลข มาตรส่วน 1 : 25,000 4.ข้อมูลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข มาตรส่วน 1 : 4,000 5.ข้อมูลเส้นชั้นความสูงเชิงเลข มาตราส่วน 1 : 4,000 6. ข้อมูลหมุดหลักฐานภาคพื้นดิน 7.ข้อมูลและแผนที่สภาพการใช้ที่ดิน 8.ข้อมูลและแผนที่ทรัพยากรดิน 9.แผนที่ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และ 10.ข้อมูลเขตความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจ

วิสาหกิจตะเคียนเตี้ยไอเดียเจ๋ง ดึงนักท่องเที่ยวร่วมปล่อยแตนเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285532

x

วิสาหกิจตะเคียนเตี้ยไอเดียเจ๋ง ดึงนักท่องเที่ยวร่วมปล่อยแตนเบียน

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิสาหกิจชุมชนคนรักษ์มะพร้าวตะเคียนเตี้ยผุดไอเดียเก๋ดึงนักท่องเที่ยวร่วมปล่อยแตนเบียนกำจัดหนอนหัวดำในสวนมะพร้าว

นายสาโรช โรจน์สกุลพานิช ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักษ์มะพร้าวตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกร
ในต.ตะเคียนเตี้ย มีอาชีพดั้งเดิมคือ ทำสวนมะพร้าว แต่ด้วยปัจจัยราคามะพร้าวที่ผันผวน อีกทั้ง ราคาที่ดินสูงขึ้นเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยขายที่ดินสวนมะพร้าวให้นายทุน พื้นที่ปลูกมะพร้าวในต.ตะเคียนเตี้ยจึงลดลงต่อเนื่อง มิหนำซ้ำยังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายมะพร้าวที่เหลืออยู่ไปกว่าครึ่ง ฉะนั้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักษ์มะพร้าวตะเคียนเตี้ย จึงดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่ม เพื่ออนุรักษ์มะพร้าวให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป

โดยการส่งเสริมการผลิตมะพร้าวอินทรีย์ ที่นำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สร้างมูลค่าเพิ่มจากการขายมะพร้าวสดลูกละ 20 บาท เป็นลิตรละ 600 บาทขึ้นไป หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่สร้างรายได้ดีขึ้นจากปกติหลายเท่าตัว นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีเกษตร ดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในชุมชน พร้อมสอดแทรกการถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีธรรมชาติ เนื่องจากพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่าวิธีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำที่ได้ผลยั่งยืนที่สุดและปลอดภัยต่อมะพร้าว คนและสิ่งแวดล้อม คือ การใช้ศัตรูธรรมชาติของหนอนหัวดำซึ่งก็คือแตนเบียนบราคอน ดังนั้น โปรแกรมท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชุมชนแห่งนี้คือ ปั่นจักรยานชมสวนมะพร้าว ชมการแปรรูปน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ชิมน้ำมะพร้าวสดๆจากต้น ช็อปสินค้าเด่นของชุมชน และที่สำคัญยังได้มีส่วนร่วมปล่อยแตนเบียนบราคอน ควบคุมหนอนหัวดำศัตรูตัวร้ายของมะพร้าวด้วย

“นักท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญอย่างมากที่เข้ามาท่องเที่ยว พบปะพูดคุย จับจ่ายใช้สอยทำให้มีเงินหมุนเวียนในชุมชน ส่งผล
ให้ชาวสวนเห็นโอกาสสร้างรายได้จากสวนมะพร้าว นอกจากการเก็บลูกมะพร้าวขายอย่างเดียว ซึ่งเป็นแรงหนุนอย่างดีให้ชาวสวนเห็นคุณค่าของสวนมะพร้าวและช่วยอนุรักษ์ให้สวนมะพร้าวอยู่คู่กับชุมชนตะเคียนเตี้ยได้นานที่สุด ดังนั้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจท่องเที่ยววิถีเกษตร เข้ามาท่องเที่ยวสวนมะพร้าวตะเคียนเตี้ย ติดต่อได้ที่ 39/3 หมู่ 3 ต.ตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เบอร์โทรศัพท์ 08-1801-5314 รับรองไม่ผิดหวัง” นายสาโรช กล่าว

พร้อมใช้บางระกำโมเดลรับมือน้ำเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285531

x

พร้อมใช้บางระกำโมเดลรับมือน้ำเหนือ

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน กรมชลประทานเปิดเผยความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม หรือ “โครงการบางระกำโมเดล 60” ว่า ดำเนินงานได้ตามแผนที่ โดยปัจจุบันเกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว 150,000 ไร่ เหลืออีก 115,000 ไร่จะเก็บเกี่ยวเสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ก่อนน้ำเหนือไหลบ่าลงมาประมาณปลายเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ แน่นอน สำหรับพื้นที่นาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้ว กรมชลประทานเริ่มระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลัก เข้าไปกักเก็บบ้างแล้ว 100,000 ไร่ อัตราเฉลี่ย 150 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที หรือวันละ 12 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่มีอยู่ในคลองและทุ่งบางระกำแล้ว 120 ล้านลบ.ม. ยังรองรับน้ำได้อีก 280 ล้าน ลบ.ม.

นายชำนาญกล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการบางระกำโมเดลทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่โครงการใหม่ ซึ่งมี 265,000 ไร่ ครอบคลุม อ.บางระกำ อ.โพธาราม อ.เมือง จ.พิษณุโลกและอ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย อยู่ในเขตรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน 205,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำบัดรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร 40,000 ไร่ ให้เริ่มทำนาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้เดือนกรกฎาคม จนถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ทั้งนี้ ผลดำเนินงานที่ผ่านมาการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วนอาจล่าช้าบ้าง แต่ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้และเก็บเกี่ยวข้าวได้ทุกแปลง ส่วนนาข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวก็จะไม่ได้รับความเสียหายจากปล่อยน้ำเข้านาช่วงนี้ เนื่องจากอยู่บนที่ดอน ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนน้ำท่วมทุกแปลงแน่นอน

“การปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกร นอกจากลดความเสี่ยงผลผลิตข้าวเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ภาครัฐได้ประโยชน์ที่ประหยัดงบประมาณจ่ายชดเชยค่าความเสียหายจากน้ำท่วม และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ลดผลกระทบจากอุทกภัยในจ.สุโขทัย สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 400 ล้านลบ.ม. ในระยะเวลา 3-4 เดือน ” นายชำนาญกล่าว

แตกใบอ่อน : ลดวิกฤติขาดแคลนน้ำระดับจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285331

807934531

แตกใบอ่อน : ลดวิกฤติขาดแคลนน้ำระดับจังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จริงๆ แล้วผมได้รับบทความชิ้นนี้จาก “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” หรือ สกว. มานานหลายสัปดาห์แล้ว โดยเนื้อหาก็ว่าด้วยความสำเร็จจากการวิจัยการพัฒนากระบวนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจดี แต่ด้วยความที่ช่วงที่ผ่านมา มัวแต่ยุ่งๆ จนทำให้ลืมไปเสียสนิทสัปดาห์นี้นึกขึ้นได้เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านเสียก่อนที่จะลืมไปนานกว่านี้ บทความของ สกว. ท่านว่าไว้อย่างนี้ครับ …

ปัจุบันมีหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต่างประสบกับปัญหาเรื่อง “น้ำ” ทรัพยากรหลัก ที่มนุษย์พึ่งพิงตั้งแต่ตื่นนอน กระทั้งเข้านอน และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจากปริมาณน้ำต้นทุน ที่มีจำกัดและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความแปรปรวนของทรัพยากรน้ำและอาจจะนำไปสู่ “สงครามน้ำ” ได้ในอนาคต การจัดการน้ำในอดีตที่ขาดข้อมูลในระดับ พื้นที่ ทำให้ยากในการแก้ปัญหาและวางแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการได้

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความเสี่ยงใหม่ และความ มั่นคงด้านน้ำของประเทศในอนาคต ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุนโครงการศูนย์วิจัยระบบการวางแผนจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความมั่นคงระดับจังหวัด โดยมี รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ

รศ.ดร.สุจริต ท่านบอกว่า ที่ผ่านประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัด ขณะที่จำนวนประชากรและพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป รวมถึงการเพิ่มผลผลิตของพืชอาหารและพืชพลังงาน ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

งานวิจัยการวางแผนจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความมั่นคงระดับจังหวัด ได้ใช้แนวคิดการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่และสร้างความมั่นคงด้านน้ำทั้งระดับชุมชนและจังหวัด โดยยึดหลัก “จากพื้นที่สู่นโยบาย” คำนึงถึงภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลและแผนงานจากพื้นที่ เพื่อให้ทิศทางในการบริหารสอดคล้องกัน และหาภาพของศักยภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำในรูปของการใช้น้ำให้เหมาะกับส่วนต่างระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน สามารถตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วม บนพื้นฐานการวิเคราะห์ประเมินปัจจัยสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ตลอดจนข้อมูลระดับการพยากรณ์ จำลองสถานการณ์ และข้อมูลปัจจัย สนับสนุนการจัดทำและประเมินวิเคราะห์แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในด้านต่างๆ ของชุมชนและจังหวัด

ผลงานวิจัยจากโครงการได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาล และคณะกรรมาธิการปฏิรูปเพื่อประกอบการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การจัดทำงบประมาณเชิงพื้นที่และมีการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ โดยกรมชลประทาน ได้มีการจัดทำ MOU การพัฒนาชุดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตตำบลตะพง นาตาขวัญ และบ้านแลง จังหวัดระยอง ร่วมกับทั้ง 3 อบต. และ อบจ.ระยอง เพื่อใช้ในการเกษตรและการอุปโภค สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ประโยชน์ จากน้ำชลประทานถึง 2,500 ไร่

รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. ชี้ว่า จุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการนำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำระดับชุมชนสู่ระดับจังหวัด ด้วยวิธีการจัดกระบวนการทำงานที่มีการพัฒนาศักยภาพคน โดยใช้ข้อมูลพื้นที่หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วย เพื่อให้เกิดการประสาน ทำความเข้าใจจัดทำกติกา และหาระบบที่รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงหรือความเสี่ยงในอนาคตได้ในระดับชุมชน-จังหวัด ผลที่ได้รับจากงานวิจัยมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาประเทศในอนาคต งานวิจัยได้พัฒนากระบวนการวางแผนน้ำที่เชื่อมโยงกับการวางแผนพัฒนาจังหวัด และพัฒนาเครื่องมือการวางแผนจัดการน้ำ ตลอดจนการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาน้ำภายในพื้นที่นำร่อง ช่วยยกระดับความเข้าใจในการจัดการน้ำให้กับชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด รวมถึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการจัดทำข้อตกลงข้ามหน่วยงาน การกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการจัดการทรัพยากรน้ำและประสานงานกับ อปท. ในร่าง พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ และการจัดทำพระราชบัญญัติจัดทำงบประมาณเชิงพื้นที่ต่อไป

มะลิลา

เกษตรเขต2พร้อมจัดงาน โชว์ของดี8จว.ภาคตะวันตก16-20ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285333

x

เกษตรเขต2พร้อมจัดงาน โชว์ของดี8จว.ภาคตะวันตก16-20ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตร จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร เพื่อทำให้เกษตรกรไทยก้าวหน้าอยู่ดีมีความสุข โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วย 1.นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีต่อการพัฒนาและแก้ปัญหาด้านการเกษตร ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งยังจัดถวายพระพรเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 10 2.ผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อแสดงให้เห็นว่าศูนย์แต่ละแห่ง สร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรอย่างไรบ้าง โดยการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง การทำการเกษตรที่คุ้ม การทำเกษตรที่พัฒนาและใช้พื้นที่ในการจัดการที่ถูกต้อง 3.ผลผลิตจากงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ และ4.ผลงานของ Young Smart farmer หรือ YSF ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีใจรักและมุ่งมั่นทำเกษตรอย่างจริงจัง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ให้เข้าสถานการณ์การผลิตได้อย่างมีระบบ ทำให้ผลผลิตการเกษตรของกลุ่มนี้ไม่เหมือนเกษตรกรทั่วไป

ในส่วนสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 เตรียมนำผลงานโดดเด่นของ 8 จังหวัดภาคตะวันตกไปร่วมจัดแสดงในงานดังกล่าวด้วย เช่น แปลงใหญ่กล้วยไข่ต.ลิ่นถิ่น อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี แปลงใหญ่กล้วยไม้ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม แปลงใหญ่สับปะรด ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือผลงานของ Young Smart farmer ผลิตเห็ดถั่งเช่า มัลเบอร์ลี่โยเกิร์ต มะพร้าวน้ำหอมบรรจุแก้วพร้อมดื่ม พลูสกัดน้ำมันหอมระเหย ไพลอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีบูธตลาดเกษตรกรที่นำสินค้าเด่นมาจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมราชบุรี ซึ่งเป็นข้าว กข.43 ช่วยลดเบาหวาน มะพร้าวถอดเสื้อ น้ำหวานจากดอกมะพร้าว เมล่อนมะเขือเทศเชอร์รี่ หมี่กรอบสมุนไพร 3 รสผักผลไม้อินทรีย์ ชมพู่ นมแพะ ลูกชิ้นแพะ เป็นต้น จึงขอเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรรมได้ในวันดังกล่าว

กรมชลฯเล็งยื่น‘GCF’ ขอรับทุนให้เปล่าใช้พัฒนาฟื้นฟูลำน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285330

x

กรมชลฯเล็งยื่น‘GCF’ ขอรับทุนให้เปล่าใช้พัฒนาฟื้นฟูลำน้ำยม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทาน ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations DevelopmentProgram : UNDP) จัดทำข้อเสนอทางวิชาการเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า จากกองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาน้ำให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณแม่น้ำยมสายเก่ากับพื้นที่ลุ่มน้ำยม-น่าน ตั้งแต่จ.พิษณุโลกสุโขทัยและอุตรดิตถ์ ที่นอกจากจะประสบอุทกภัยช่วงน้ำหลากทุกปีแล้ว ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งเพราะไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนไม่พอใช้ รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ยังซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

สำหรับข้อเสนอทางวิชาการที่ยื่นไปนั้น เน้นหนักเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลกับระบบคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่แม่นยำมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผ่านหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการปรับปรุงระบบชลประทานแบบใช้สิ่งก่อสร้างร่วมกับการปรับตัวโดยระบบนิเวศ โดยจะให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนรองรับความไม่แน่นอนของฝนที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้มาตรฐานที่นานาชาติดำเนินการอยู่ ซึ่งกรมชลประทานได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ศึกษาความเป็นไปได้ของการนำมาตรการ“สีเขียว”มาปรับใช้ในพื้นที่ เบื้องต้นพบว่าการพัฒนาพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงและการฟื้นฟูลำน้ำจะช่วยชะลอความเร็วของน้ำหลาก สามารถกักเก็บน้ำ เพิ่มระดับน้ำใต้ดิน พร้อมทั้งเป็นพื้นที่กันชน ป้องกันปัญหากัดเซาะได้ในเวลาเดียวกัน

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นโครงการแรกและโครงการเดียวของประเทศไทยที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ GCF ให้จัดทำข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนแบบให้เปล่า เนื่องจากกรมชลประทานได้รับการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลไทยและ GIZ นอกจากนี้ ยังผ่านการประเมินความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณอีกด้วย และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้ส่งข้อเสนอไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ (สผ) ขณะนี้ข้อเสนอโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าข้อเสนอจะพร้อมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริการของ GCF ในเดือนตุลาคมนี้

“โครงการนี้จะทำให้เกษตรกรปรับตัวและรับมือต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการช่วยเหลือครั้งนี้คือราษฎร 4,712 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 160,673 ไร่ และช่วยเหลือเกษตรกรได้อีก 14,937 ราย
กรมชลประทานหวังว่าโครงการนี้จะเป็นโมเดลเพื่อใช้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่อื่นของประเทศต่อไป” ดร.สมเกียรติ กล่าวสรุป

สสก.9เตรียมจัดกิจกรรม สร้างความเข้าใจในองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285329

x

สสก.9เตรียมจัดกิจกรรม สร้างความเข้าใจในองค์กร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลกทำหน้าที่ ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า การจัดกิจกรรมการสื่อสารสร้างความเข้าใจนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภาคเหนือตอนล่าง ปี 2560 ในวาระครบรอบการสถาปนา 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจร่วมกันต่อนโยบายและภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สำคัญ และการนำระบบส่งเสริมการเกษตรไปใช้ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกระดับ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหว ด้านนโยบายและผลดำเนินงานที่สำคัญแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปลุกจิตสำนึก และกระตุ้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเกิดพลังปฏิบัติหน้าที่ และร่วมสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญ

นอกจากนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรและการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.), การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่, การพัฒนาบุคลากรภาคการเกษตรให้ไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ทั้ง Smart Officer และ Smart Farmer รวมทั้งงานอื่นตามภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบฝึกอบรมและเยี่ยมเยียน (Training & Visit System : T&V System)ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงกระตุ้นจิตสำนึกการเป็นนักส่งเสริมการเกษตรที่ดีให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกระดับ ทำให้เกิดความร่วมมือและประสานงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การทำงานของกรมส่งเสริมการเกษตรบรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จด้วยดี ในเขตภาคเหนือตอนล่าง

นายเกษมกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคคลเป้าหมายในกิจกรรมการสื่อสารสร้างความเข้าใจนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภาคเหนือตอนล่างปี 2560 ประกอบด้วย เกษตรจังหวัดและเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอและเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการและเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ 5 ศูนย์หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (SC) ของ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างประธาน ศพก.และสื่อมวลชนในพื้นที่รวม265 ราย โดยจัดกิจกรรมวันที่ 23 สิงหาคม ณ โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

 

เร่งอบรมเกษตรกร29จังหวัด สร้างองค์ความรู้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285334

เร่งอบรมเกษตรกร29จังหวัด สร้างองค์ความรู้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ

เร่งอบรมเกษตรกร29จังหวัด สร้างองค์ความรู้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธงชัย สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยความคืบหน้าโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดในพื้นที่ 29 จังหวัดด้วยการอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน เป้าหมาย 12,000 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะอบรมแล้วเสร็จภายในวันที่ 2 กันยายนนี้

สำหรับหลักสูตรอบรมเกษตรกร เน้นสร้างการรับรู้วิธีการสังเกตอาการของต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำทำลาย โดยให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบแปลง ถ้าพบการเข้าทำลายของหนอนหัวดำให้ตัดทางใบและเผาทำลายทิ้ง เพื่อกำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำได้ 70-80% วิธีที่สองคือ ใช้แตนเบียนบราคอน ศัตรูธรรมชาติรควบคุมประชากรหนอนหัวดำ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงแตนเบียนบราคอนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ในแต่ละพื้นที่ เกษตรกรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตแตนเบียนบราคอนเพื่อนำไปปล่อยในพื้นที่ระบาดได้อย่างต่อเนื่อง วิธีที่สาม ในพื้นที่ที่พบการระบาดรุนแรงแนะนำให้ใช้สารเคมีฉีดเข้าต้น กรณีต้นมะพร้าวแกงสูงเกินกว่า 12 เมตรและพ่นทางใบกรณีมะพร้าวแกงต่ำกว่า 12 เมตร รวมถึงพ่นทางใบในทุกความสูงของมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิและมะพร้าวทำน้ำตาล

นอกจากนี้ หลักสูตรอบรมเกษตรกรยังเน้นการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพราะถึงแม้ว่าโครงการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ รัฐบาลได้จ้างทีมฉีดและพ่นทางใบ รวมทั้งสนับสนุนสารเคมีที่ใช้ทั้งหมด แต่เกษตรกรเจ้าของแปลงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมควบคุมดูแลทีมฉีดและพ่นทางใบที่เข้าไปดำเนินการในแปลงของตนเองให้ทำตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง ทั้งการใช้สารเคมีที่ถูกต้องและใช้ในอัตราที่แนะนำเท่านั้น เกษตรกรจึงต้องอบรมความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องด้วย โดยเกษตรกรต้องลงนามรับรองผลการทำงานของทีมรับจ้างเหล่านี้ด้วย หากเกษตรกรไม่พอใจผลการทำงานและไม่ลงนามรับรองผู้รับจ้างจะไม่สามารถเบิกงานได้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวช่วยควบคุมการทำงานของทีมรับจ้างฉีดและพ่นสารเคมีให้ทำงานได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทีมเจ้าหน้าที่ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลงพื้นที่สุ่มตรวจการทำงานของทีมรับจ้างทุกพื้นที่ที่พบการระบาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรด้วย

‘กรมการข้าว’แนะชาวนาอีสาน ฟื้นฟูแปลงข้าวก่อนปลูกรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/285140

x

‘กรมการข้าว’แนะชาวนาอีสาน ฟื้นฟูแปลงข้าวก่อนปลูกรอบใหม่

วันพุธ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมขังพื้นที่นาข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ข้าวที่ปลูกซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวไวต่อช่วงแสงคือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 กข15 และ กข6 ที่อยู่ในระยะกล้าถึงแตกกอตายได้รับความเสียหาย กรมการข้าวจึงมีคำแนะนำชาวนาในการดูแลนาข้าว ดังนี้ กรณีที่ 1 นาข้าวถูกน้ำท่วมขังน้อยกว่า 3 วัน ข้าวยังไม่ตาย ชาวนาไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวใหม่ หลังฝนหยุดตกควรเร่งระบายน้ำออกจากแปลงนาให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้ข้าวได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยในอัตราต่ำเร่งให้ข้าวแตกกอและมีใบใหม่ แล้วดูแลข้าวตามคำแนะนำปกติ กรณีที่ 2 นาข้าวน้ำขังสูงมิดยอดต้นข้าวนานมากกว่า 3 วัน ข้าวตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ชาวนาต้องปลูกข้าวใหม่ทดแทน โดยมีคำแนะนำ ดังนี้

1.ถ้านาข้าวระบายน้ำออกจากแปลงได้เร็ว ควรปลูกข้าวพันธุ์ที่ไวต่อช่วงแสงพันธุ์เดิม คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 กข15 หรือ กข6 วันปลูกที่เหมาะสมคือ ไม่เกินวันที่ 12 สิงหาคม เพื่อให้ทันเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวภายในปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม โดยควรไถเตรียมดินทำเทือกแปลงนาใหม่ ใช้วิธีการหว่านน้ำตม อัตราเมล็ดพันธุ์ 15 กก./ไร่ และใช้เทคโนโลยีการผลิตตามคำแนะนำกรมการข้าว อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าวจะลดลงประมาณร้อยละ 20 เพราะปลูกข้าวช้ากว่าปกต

2.ถ้านาข้าวระบายน้ำออกจากแปลงได้ยาก และปลูกข้าวได้หลังวันที่ 12 สิงหาคม ชาวนาต้องปลูกข้าวพันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสงให้เร็วที่สุด ได้แก่ กลุ่มข้าวเหนียว เช่น พันธุ์ กข10 (อายุการเก็บเกี่ยว 130 วัน) สันป่าตอง 1 (อายุการเก็บเกี่ยว 130 วัน) กลุ่มข้าวเจ้าที่มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลาง 100-110 วัน และทนทานต่ออากาศหนาวเย็น เช่น พันธุ์ กข61 (อายุการเก็บเกี่ยว 75-100 วัน) กข57 (อายุการเก็บเกี่ยว 105-110 วัน) ชัยนาท 1 (อายุการเก็บเกี่ยว 120-130 วัน) เมื่อระดับน้ำลดให้เร่งเตรียมดินและปลูกข้าวโดยวิธีหว่านน้ำตม โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตตามคำแนะนำของกรมการข้าวเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ก่อนปลูกข้าวรอบใหม่ทดแทน ชาวนาควรตรวจสอบชนิดพันธุ์และปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการจากหน่วยงานกรมการข้าวในพื้นที่ หรือแหล่งเมล็ดพันธุ์ดีอื่นใกล้บ้าน และเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้กล้าที่อาจจะระบาดกับข้าวปลูกใหม่หลังน้ำลดด้วย

“กรมการข้าวขอเป็นกำลังใจให้ชาวนา ถ้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวหรือสอบถามได้ที่สายด่วนหมอข้าว 1170 พร้อมให้คำแนะนำ”อธิบดีกรมการข้าวกล่าว