ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวงน้ำ เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281434

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวงน้ำ เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

ฝนหลวง, เร่ง, เติม, น้ำ, เขื่อน, แม่, กวง, เลี่ยง, พื้นที่, ประสบภัย

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวง เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

   

วันที่ 7 มิถุนายน 2560 เวลา 15.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร กล่าวว่า จากรายงานสภาพอากาศประจำวัน พบว่า มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่มาจาก   อ่าวเบงกอล ได้พัดเข้าปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ทำให้ทางภาคเหนือตอนบนอาจมีฝนตกลงน้อยกว่าภาคอื่น จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ประสานงานกับสำนักชลประทานที่ 1 กรมชลประทาน เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้ข้อมูลว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำ

ในภาคเหนือยังสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ และมีความต้องการเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนทางภาคเหนือ จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนในภาคเหนือ ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขึ้นปฏิบัติการไปจำนวน 11 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 16.40 ชั่วโมง ใช้สารฝนหลวงจำนวน 9.3 ตัน พบว่ามีฝนตกเล็กน้อย ในพื้นที่บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา

ซึ่งจากการปฏิบัติการฝนหลวง พบว่าปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพล 16.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ 4.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล 0.20 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา 0.14 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ โดยก่อนการปฏิบัติการฝนหลวง ได้เน้นย้ำให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และพื้นที่น้ำท่วมขัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281433

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

เกษตรแปลงใหญ่, นายกรัฐมนตรี, พื้นที่, ความก้าวหน้า, เกษตร, แปลง, ใหญ่, จันทบุรี

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

วันที่ 7 มิถุนายน 2560) เวลา 10.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามผลงานเด่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกผลสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่และการบริหารจัดการผลไม้จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบของประเทศ ณ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชณกูฎ จังหวัดจันทบุรี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมความสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างครบวงจร และการบริหารจัดการผลไม้อย่างมีคุณภาพ พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ กว่า 1,000 คน โดยมีการมอบเงินสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเครื่องจักรกลการเกษตรภายใต้โครงการ Motor pool แก่แปลงใหญ่โคนมสอยดาว จำนวน 10 ล้านบาท ตลอดจนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการรับซื้อผลไม้ให้สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด  25 ล้านบาท และมอบสถานีสูบน้ำบ้านท่าอุดมเพื่อสนับสนุนพื้นที่แปลงใหญ่  1 โครงการ พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการจัดการและควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนการส่งออก การส่งออกการประมูลมังคุดแปลงใหญ่และแปลงใหญ่ประชารัฐกุ้งขาว อำเภอท่าใหม่ ซึ่งเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงที่ปูพีอีและมีการปรับคุณภาพน้ำด้วยเทคโนโลยี 3 สะอาด ได้แก่ น้ำสะอาด บ่อสะอาด และกุ้งสะอาด ตามแนวทางประชารัฐ ร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทำให้กุ้งปลอดโรค EMS ระยะเวลาการเลี้ยงลดลง จากเดิม 4 เดือนต่อรอบ เป็น 2 เดือนต่อรอบ ส่งผลให้กุ้งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่/รุ่น เพิ่มเป็น 1,100 กก./ไร่/รุ่น

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่และการบริหารจัดการผลไม้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่มากว่า 3ปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่การผลิต จนถึงการตลาดเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีมาตรฐานภายใต้การบริหารจัดการที่ดี จนปัจจุบันแปลงใหญ่ได้ขยายเป็น 2,138 แปลง สำหรับผลจากการดำเนินงานในปี 2559 ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3,437.82 ล้านบาท มูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 1,427.12 ล้านบาท ทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้รวม 4,864.94 ล้านบาท เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง โดยมีสถานะเป็นกลุ่มเกษตรกรจำนวน 109 กลุ่ม ทั้งนี้ กระทรวงเกษตร ฯ มุ่งหวังที่จะยกระดับและพัฒนาคุณภาพเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ให้เป็น Smart Farmer ทั้งหมด และพัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับเกษตรกรที่มาให้การต้อนรับว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ เพื่อมารับทราบการทำงานร่วมกันของภาคประชาชนาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาศักยภาพของจังหวัดจันทบุรีให้แข็งแกร่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ทั้งประเทศ การพัฒนาจะต้องพัฒนาแบบครบวงจร บริหารจัดการทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการผลิตไปถึงช่องทางการจำหน่ายผลผลิต เกษตรกรจึงต้องมีการพัฒนาตนเอง ควบคู่กับการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพอยู่เสมอ อย่ามุ่งเน้นแต่เรื่องราคาอย่างเดียว ต้องพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ราคาพืชผลจะได้ดีขึ้น อีกทั้งแนะนำให้เกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ เกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและมีการขับเคลื่อนกันอย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม รวมทั้งสร้าง story เพื่อให้เกิดความน่าสนใจสร้างมูลค่าให้กับสินค้า นำเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นแล้วพัฒนาต่อยอดขยายช่องทางการตลาด รวมถึงขยายเครือข่ายให้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมกลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีที่มีความพร้อมในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน และขอให้ใช้ศักยภาพของพื้นที่ที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในเรื่องของดินและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในผลิตผลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรวมกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ผ่านกลไกประชารัฐตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินเชื่อ และเครื่องจักรกลการเกษตร แต่จะต้องช่วยกันดูรักษาให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานในการนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมีคุณภาพ และกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนที่มีความตั้งใจ ทุ่มเทในการพัฒนาจังหวัดจันทบุรีร่วมกัน และขอให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมกระบวนการจัดการและควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนส่งออกและกระบวนการประมูลมังคุดแปลงใหญ่  รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่ทั้งเกษตรแปลงใหญ่ไม้ผล และแปลงใหญ่โคนม

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281432

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

จันทบุรี, มหานครผลไม้, วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, วิสาหกิจเพื่อสังคม, แบรนดิ้ง, ผลจันท์

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

 วันที่ 7 มิ.ย. 60  เวลา 13.30 น.  ณ บริเวณงาน  “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017”  องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี  พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางไปร่วมงาน“มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017”   เพื่อเยี่ยมชมผลงานของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจังหวัดจันทบุรี  (บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด) และมอบใบหุ้นให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆที่สนับสนุนตลาดประชารัฐสามัคคี  จังหวัดจันทบุรี  โดยมี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี

นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี  หัวหน้าส่วนราชการและประชาชน มารอให้การต้อนรับ
นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายงานว่า การจัดตลาดประชารัฐ เพื่อชุมชนสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย  โดยได้นำสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรนำมาจัดจำหน่ายตามโครงการตลาดประชารัฐเพื่อชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง กลไกการผลิต สนับสนุนและส่งเสริมตลาดสินค้าของชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและบริหารชุมชน จนถึงการสร้างอาชีพใหม่ หรืออาชีพเสริม โดยการแข่งขันทางการค้า จะนำไปสู่การสร้างความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน กระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง  โดยการนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากชุมชน หมู่บ้าน และผลผลิตที่ได้จากโครงการตามนโยบายของรัฐทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้  บจ.ประชารัฐรักสามัคคีจันทบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ยังได้สร้างโมเดลธุรกิจของตัวเอง โดยเล็งเห็นว่า “แบรนดิ้ง” เป็นสิ่งสำคัญ จึงได้สร้างแบรนด์ชื่อ “ผลจันท์” พร้อมพัฒนาช่องทางจำหน่ายหรือเอาต์เลต     พรีเมี่ยมอยู่ในห้าง อาทิ โรบินสัน  บิ๊กซี และตามแหล่งท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนโครงการประชารัฐรักสามัคคีตามแนวยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของประเทศที่เน้นความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน  พร้อมสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป

โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมการผลิตผลไม้วิถีเกษตรอินทรีย์  พร้อมกล่าวกับผู้ประกอบการภายในงานว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับตลาดประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคือการสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิตทั้งหมดในภาคการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน ต้องมั่นคงทางอาหารและนวัตกรรม และต้องเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ พืชการเกษตร ประมง ปศุสัตว์  ซึ่งต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเข้มแข็ง ซึ่งทุกคนจะต้องเดินหน้าไปสู่อนาคต และจะต้องเป็นมหาอำนาจทางอาหารและผลไม้ที่คนทั่วโลกกินทุกวัน พร้อมเตรียมรองรับสถานการณ์ในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้า  ในส่วนของรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาการเกษตรตั้งแต่ต้นทางคือเกษตรกร กลางทางคือการแปรรูปและการสร้างนวัตกรรม และปลายทางคือการตลาด ซึ่งทุกคนต้องสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มให้มากยิ่งขึ้น โดยการสร้างกลุ่ม สหกรณ์แยกประเภทโดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ทุกคนต้องช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเองด้วยพลังประชารัฐที่มีอยู่

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่มีอยู่แต่ทั้งนี้ต้องใช้เวลาและงบประมาณพอสมควร และแก้ไขตามขั้นตอน หรือตาม Road Map ที่มีอยู่ ควบคู่กับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางอาหารในอนาคตต่อไป

สำหรับการจัดงาน “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017” จังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์ขึ้นเพื่อบูรณาการการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลผลไม้ ประจำปี 2560 สร้างการรับรู้ความเป็นมหานครผลไม้ของภาคตะวันออก  ได้แก่  จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด  หรือศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรอินทรีย์ ทั้งด้านการผลิตและการตลาด  พร้อมเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผลไม้ตลอด  ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ  อาทิ  การประกวดผลไม้  การจำหน่ายผลไม้อินทรีย์ปลอดภัย  การแสดงประวัติผลไม้หายาก  มหกรรมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของดีเมืองจันทร์  และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร ฯลฯ

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281417

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

สหกรณ์, หากมี

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยมีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลังเสนอ ให้มีการออกหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ ที่เกิดจากการประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ เช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติของสถาบันการเงิน 4 ด้านคือ ด้านธรรมาภิบาล ด้านสภาพคล่องด้านเครดิตและด้านการปฏิบัติการ  โดยนำหลักการกำกับดูแลสถาบันการเงินของ Basel I มาใช้ และให้มีการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานกำกับดูแล รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศระบบการเงินของสหกรณ์ให้ทันสมัย
โดยให้ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันหารือเพื่อวางแนวทางการปฏิรูป การบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการทางการเงิน ให้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้ง 4 ด้าน ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อนำมาใช้กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนแล้ว  4 เกณฑ์ ได้แก่ หลักเกณฑ์ที่ 1.การกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว สำหรับสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เนื่องจากเห็นควรแก้ไขอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับให้สอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ ที่ระบุว่าสมาชิกพึงได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนอย่างจำกัด และเป็นการช่วย ลดแรงกดดัน ในการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อนำมาแบ่งกัน โดยเห็นควรออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว สำหรับสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน อีกทั้งร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับนี้กำหนดให้จ่ายเงินปันผล ตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี แต่เมื่อคำนวณรวมกับเงินปันผล ที่จ่ายทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิที่เหลือ จากการจัดสรรเป็นทุนสำรองและค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
หลักเกณฑ์ที่ 2 กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์  โดยเห็นชอบให้มีการทบทวนอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และดำเนินการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ธนาคารพาณิชย์ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากประจำ โดยเฉลี่ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อปี  แต่ยังมีหลายสหกรณ์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากไว้สูงกว่านี้มาก อันเป็นผลให้สหกรณ์มีต้นทุนทางการเงินที่สูงและไม่เป็นผลดีต่อการบริหารการเงินของสหกรณ์ จึงให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากในระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินทุกประเภทไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี และให้ถือว่าระเบียบดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากแต่ละคราว ให้แจ้งนายทะเบียนสหกรณ์ทราบด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว
เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 60 วัน
หลักเกณฑ์ที่ 3 เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสหกรณ์อื่น โดยกำหนดให้สหกรณ์ผู้รับฝาก จะรับฝากเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใด ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้จากสหกรณ์ดังกล่าว (หากมี) ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้น รวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ฝากเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 120 วัน  หลักเกณฑ์ที่ 4 เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเกณฑ์การกำกับความเสี่ยงด้านเครดิตในการกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่ โดยกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท จะให้เงินกู้แก่สหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่ง ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ให้กู้  และเมื่อรวมหนี้ทุกรายของสหกรณ์ผู้ขอกู้แล้ว ต้องไม่เกินวงเงินกู้ยืมหรือค้ำประกันประจำปี ที่สหกรณ์ผู้ขอกู้ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 120 วัน

เกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน จะนำมาถือใช้โดยจะออกมาในรูปของคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์และกฎกระทรวง และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกำกับดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ประกอบด้วยผู้แทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ในการเข้ามาให้คำแนะนำแก่สหกรณ์และติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงเปลี่ยนผ่านระยะแรก ซึ่งคาดหวังว่าการดำเนินงานตามเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนี้ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของสหกรณ์ และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้ในที่สุด

กรมชลเร่งขยาย”คลองภูมินาถดำริ”ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281062

กรมชลเร่งขยาย”คลองภูมินาถดำริ”ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

กรมชลเร่งขยายคลองระบายน้ำร.1หรือ”คลองภูมินาถดำริ” ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

            ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความคืบหน้าการดำเนินงานปรับปรุงขยายคลองระบายน้ำร.1หรือ”คลองภูมินาถดำริ”โครงการบรรเทาอุทกภัยอ.หาดใหญ่(ระยะ2) จ.สงขลา โดยระบุว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำร.1 จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น  โดยมีความยาวประมาณ 20.937 เมตร โดยแบ่งการปรับปรุงออกเป็นช่วง ๆ ประกอบด้วยงานปรับปรุงคลองระบายน้ำร.1 งานก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน2 งานก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี2 และงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยี โดยมีรายละเอียดกล่าวคือ มีการปรับปรุงคลองระบายน้ำร.1 มีความยาว 20.937 กิโลเมตร ช่วงกม.1+000 ถึงกม.3+813 มีการปรับปรุงจากคลองดินเดิมท้องคลองกว้าง 50 เมตร เป็นท้องคลองกว้าง 100 เมตร ความยาวคลอง 2.813 กิโลเมตร ความกว้างท้องคลอง 100 เมตร ความลึกของคลอง 7 เมตร ซึ่งสามารถระบายน้ำได้ 1,200 เมตรต่อวินาที ในณะที่ช่วงกม.3+913 ถึงกม.14+460 จากเดิมเป็นคลองเดิมท้องคลองกว้าง 50 เมตร จะปรับปรุงให้เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กโดยตอกเข็มและเสริมกำแพงคอนกรีตป้องกันตลิ่งพัง โดยท้องคลองมีความหว้าง 70 เมตร

         “ช่วงนี้จะมีความยาวคลอง 10.5 กิโลเมตร ความกว้างท้องคลอง 70 เมตร ความลึกของคลอง 7 เมตรและสามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนอีกช่วงที่กม.14+460 ถึงกม.20+937 จากเดิมเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูท้องคลองกว้าง 24 เมตร ปรับปรุงเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมท้องคลองกว้าง 70 เมตร ความยาวคลอง 6.477 กิโลเมตร ความหว้างท้องคลอง 70 เมตร ความลึกของคลอง 7.60 เมตร สามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”

         รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน2นั้นมีขนาดของบานระบาย 12.5X7.5เมตร มีจำนวนช่อง 3 ช่องและชนิดระบายเป็นบานโค้ง ขณะทีีการก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี2 มีขนาดของบานระบาย 6 X6เมตร มีจำนวนช่อง 8 ช่องและชนิดของบานระบายเป็นบานตรง โดยบริเวณประตูระบายน้ำบางหนีจะมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดหอยโข่งแนวตั้ง ตัวเรือนเป็นคอนกรีตขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราสูบขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระยะยกน้ำ 3.50 เมตรและอุปกรณ์ประกอบจำนวน 6 ชุดเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายจากคลองร.1ออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ประโยชน์ที่ได้รับจะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำร.1จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและลดระดับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรอีกด้วย

         อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2558และจะแล้วเสร็จในกลางปี 2562 ในวงเงินการก่อสร้าง(รวมค่าเวนคืนที่ดิน)ทั้งสิ้น 6,500 ล้านบาทโดยขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างมาแล้วประมาณร้อยละ22     เนื่องจากเกิดปัญหาฝนตกหนักในเดือนธันวาคม 2559 ถึงมกราคม 2560 ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงช่วงหนึ่ง แต่คาดว่าการดำเนินการก่อสรา้งจะแล้วเสร็จทันตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281059

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

ปลาช่อน, เกษตรร่วมกับเบทาโกร, องค์การมหาชน, มหาชน, Zoning, ประชารัฐ, สวก

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

                  นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว พร้อมสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามนโยบายประชารัฐ เพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทย ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และกรมประมง กับ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นการร่วมกันจัดทำโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว” โดยในปี 2560 จะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาช่อนให้ได้ 200 บ่อ/ราย ซึ่งมีจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ภายใต้งบประมาณกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนถือเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง นโยบายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพเกษตรกรรมอื่น (Zoning) และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล

นายอดิศร  พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงปลาช่อนอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือของไทย ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรบางส่วนยังใช้ลูกพันธุ์ที่จับจากธรรมชาติ ทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงได้ขอสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. เพื่อศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลาช่อนแบบครบวงจรให้ได้ปริมาณมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์ให้แก่เกษตรกร ซึ่งในการวิจัยได้มีการศึกษาวิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา จนประสบความสำเร็จ ทำให้สามารถพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาช่อนให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้โฮโมนสังเคราะห์ ทำให้สามารถผลิตลูกปลาช่อนให้มีมาตรฐาน โดยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของลูกปลาช่อนจากการกินอาหารมีชีวิตเป็นอาหารเม็ดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาคู่มือเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนและรูปแบบโรงเพาะพันธุ์มาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปขยายผลทางธุรกิจได้

ด้าน นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจในการสนองตอบนโยบายภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะร่วมกันส่งเสริมการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชนเชิงสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ช่วยสร้างผู้นำเกษตรกรที่จะเป็นต้นแบบในการประกอบชีพให้แก่เกษตรรายอื่น ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะมีรายได้สุทธิที่เป็นตัวเงินจากการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อจำหน่าย บ่อละ 80,000 บาท ในระยะเวลา 3 – 4 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,000,000 บาท และจากการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการส่งเสริมผลักดันอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 10 ปี จะมีมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะได้นำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดและขยายผลให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมต่อไป

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281058

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

ดรธีรภัทร ประยูรสิท, To be the Best Team Member, เกษตร, ติว, เข้ม, ข้าราชการ, เพิ่ม, ประสบการณ์, สู่, การปฏิบัติ, จริง

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

               นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 21 ณ สถาบันเกษตรา ธิการ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ชัดเจนในการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างเป็นระบบ ทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงาน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ ที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้น ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการบริหารและดำเนินงานในองค์กรให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจในหน้าที่ที่รับผิดชอบ สามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานและประสานงาน รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวไกล สามารถปรับตัวเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในยุคปัจจุบัน

                                ทั้งนี้ การฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น เป็นหลักสูตรที่ทางสถาบันเกษตราธิการ ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาแล้วจำนวน 20 รุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ มีทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถทำงานในลักษณะทีมงานได้อย่างเหมาะสม สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติงานของตนเองและเพื่อนร่วมงาน และนำไปปรับใช้ในการสร้างทีมปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานระหว่างกันและเพิ่มพูนสัมพันธภาพเพื่อการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานในอนาคต

                                “การจัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 21 จะเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โดยมุ่งประเด็นการนำไปสู่การปฏิบัติ อันจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ให้แก่ข้าราชการผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจได้เต็มขีดความสามารถสูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของหัวหน้างานตลอดทั้งแก่ทางราชการต่อไป” นายธีรภัทร กล่าว

                                สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือระดับชำนาญการขึ้นไป หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 6 หรือเทียบเท่า ที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ดำเนินการฝึกอบรมระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 9 มิถุนายน 2560 โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ  1.ภาคกิจกรรมปฐมนิเทศ “ก้าวสู่ฝันรวมพลังแห่งความเป็นเลิศ (To be the Best Team Member)” ณ โรงแรมพาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2560  2. ภาคกิจกรรม “ก้าวสู่การเป็นผู้มีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์” ณ โรงแรม    พาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน ๒๕60 และ 3.ภาคบรรยายและฝึกปฏิบัติ ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันเกษตราธิการ กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 – 9 มิถุนายน 2560 ตลอดหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 11 วัน

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281057

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

ดรธีธัช  สุขสะอาด, กยท, เร่ง, ผลักดัน, มาตรการ, รองรับ, ฤดูกาล, เปิด, กรีด

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

              ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ยางพาราในช่วงสัปดาห์นี้ว่า ในช่วงต้นสัปดาห์มีการปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อม ทั้งจากผู้ประกอบการชะลอการซื้อขายยาง และนักลงทุนมีความกังวลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มแท่นขุดเจาะน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม กยท.คาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ราคายางน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง และปริมาณสต๊อกยาง ณ ตลาดเซี่ยงไฮ้ ลดลงจากสัปดาห์ก่อน รวมไปถึงปริมาณยางที่ยังเข้าสู่ตลาดน้อยเพราะผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทางภาคใต้ของประเทศไทย อีกทั้งตามรายงานธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลก การค้า และการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และการฟื้นตัวของความต้องการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นจึงคาดว่าราคายางที่ลดลงในช่วงต้นสัปดาห์นี้ จะเป็นการลดลงในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

“วอนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง อย่าเร่งขายยางหากราคาไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคายางได้ ให้พิจารณาจากข้อมูลที่ กยท. นำเสนอประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ กยท.กำลังเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคายาง นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังคงดีอยู่ แม้ว่าราคายางจะลดลงไปในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าในภายในสัปดาห์นี้ราคายางจะขยับสูงขึ้นตามกลไกที่แท้จริงของตลาดได้”  ดร.ธีธัช  กล่าวย้ำ

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281056

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

สร้างรายได้ดี, นางจินตนา ศักดิ์พุ่ม, ตามแนวทางโครงการหลวง, สร้างรายได้ดี 

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

 เกษตรรกร ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ปลูกองุ่น “พันธุ์บิวตี้ซีดเลส” ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอายุ30-40ปี เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด รสชาติอร่อย ปลอดภัยจากสารพิษ สร้างรายได้ดีให้เกษตรกรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศาสตร์ของพระราชา

ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบภูเพียงฟ้า เลขที่ 168 ม.10 บ้านเทิดชาติ ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นสวนของนางจินตนา ศักดิ์พุ่ม อายุ 53 ปี ที่อาชีพเดิมทำไร่ข้าวโพด แต่ด้วยประสบปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ เมื่อปี 2557 จึงได้ไปศึกษาดูงานโครงการหลวง จ.เชียงใหม่ เกิดมีความสนใจ องุ่น“พันธุ์บิวตี้ซีดเลส”จึงได้เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพด มาปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ

นางจินตนา เล่าว่า ตนได้ปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส บนพื้นที่ 2 งาน ซึ่งวิธีการปลูกนั้นก็ไม่ยาก โดยทำค้างเป็นโดมมีหลังคา เพื่อคอยดูแลเรื่องการควบคุมน้ำ องุ่นพันธุ์นี้เป็นพืชที่เจริญเติบโตและมีการแตกกิ่งก้านสาขาเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นองุ่นเจริญเติบโตไปทิศทางที่ถูกต้อง อีกขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือเวลาที่ติดผล องุ่นบ้านเรามักจะติดผลแน่นมาก ถ้าไม่ตัดแต่งผลในช่อจะแน่นเกินไป ทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก คุณภาพไม่ดี หรือเบียดเสียดกันจนผลบิดเบี้ยว ทำให้ดูไม่สวยงาม จำเป็นต้องตัดแต่งผลในช่อออกบ้างให้เหลือพอดี ไม่แน่นเกินไปหรือโปร่งเกินไป การตัดแต่งผลออกจากช่อมักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร

นางจินตนา เล่าต่ออีกว่า ขณะนี้องุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส เป็นที่ต้องการของตลาดมาก เพราะเป็นองุ่นไร้เมล็ด มีผลขนาดเล็ก หวาน กรอบ รสชาติอร่อย ส่วนราคาจำหน่ายหน้าสวนในขณะนี้จำหน่ายราคาเพียงกิโลกรัม100บาท แต่ถ้าหน้าเทศกาล จะอยู่ที่กิโลกรัมละ200บาท ซึ่งแต่ละปีจะมีลูกค้ามาจอดรถซื้อกันจำนวนมาก โดยองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส1ปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้2ครั้งคือช่วงเดือนมิถุนายน และเดือนมกราคมของทุกปี แต่ถ้าออกผลมากคือ ช่วงเดือนมกราคม ซึ่งองุ่นดังกล่าวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 30-40 ปีทีเดียว

โดยในปีนี้ที่ไร่องุ่นภูเพียงฟ้า ของนางจินตนา กำลังออกผลผลิต และมีนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจมารับซื้อแบบสามารถไปตัดพวงองุ่นถึงต้นกันทีเดียว อย่างไรก็ตามหากผู้ที่สนใจต้องการซื้อองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส ของนางจินตนา ก็สามารถสอบถามได้ที่ 098-2974908

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281055

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

สศก, ส่งออกพุ่ง, สศก

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

 นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหรือจีดีพี ในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2% ในขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-4.5 %

ในช่วงไตรมาสที่2 ของปีช่วงเดือนเม.ย.- มิ.ย. เป็นฤดูเพาะปลูก ผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นผลไม้เมืองร้อน อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3 ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 โดยเฉพาะข้าวนาปี ดังนั้นจึงคาดว่าจะผลักดันให้จีดีพีภาคการเกษตรเป็นไปตามเป้าหมายได้

สำหรับภาพรวมมูลค่าการส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 4.34 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปี 2559 อยู่ที่ 8.5% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มูลค่าประมาณ 1.6 แสนล้าน ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศเท่ากับ 2.73 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.8% โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผลไม้ เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วง และมังคุด รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ โดยส่งออกไปตลาดคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกาและตลาดอาเซียน

นางสาวจริยากล่าวต่อไปว่า ปีนี้ยังคงเป็นปีทองของผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ส่งผลให้การส่งออกผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูงรวมถึงการขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว โดยจะเน้นส่งออกไปยังประเทศจีนสู่ตลาดกลางมณฑลเสฉวน บนเส้นทาง R3

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย โดยเฉพาะสินค้าทุเรียนสดจะเพิ่มเป็น 25,000 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 21,000 ล้านบาท ขณะที่มังคุดคาดว่ามูลค่าจะปรับตัวสูงขึ้น จาก 4,300 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีนและฮ่องกง อันจะส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

“ แม้ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ราคาปีนี้ไม่ได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 633,540 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 30-40% แต่ขณะนี้ราคาทุเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวลและตั้งข้อสังเกต ต้องมองที่ภาพรวมปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ไม่ปกติ ยังเพียงพอต่อการบริโภค และราคายังสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งมีปริมาณผลผลิตเท่ากัน แต่ราคาอยู่ที่ 40-50 บาทต่อ กก. ขณะที่มังคุดปีนี้คาดผลผลิต 217,039 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาราว 2 หมื่นตัน แต่ราคาปีนี้สูงกว่า อยู่ที่ 78 บาทต่อกก. จาก 56 บาทต่อกก.” นางสาวจริยากล่าวสศก