ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280958

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

ซีพีเอฟ, วันสิ่งแวดล้อมโลก, World Environment Day, รักษ์โลก

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

                  องค์การสหประชาชาติประกาศให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (World Environment Day)  เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้คนบนโลกหันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าวันนี้ทั่วทุกมุมโลกจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากมาย 

                 สำหรับประเทศไทยแล้วต้องถือว่ามีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจนเกิดเป็นการเลี้ยงสัตว์แบบ “รักษ์โลก” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเลี้ยงสัตว์ในระบบโรงเรือนปิดที่ไม่เพียงช่วยป้องกันเรื่องกลิ่น แต่ยังช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเลี้ยงไม่ให้แพร่กระจายออกไปโดยตรง เหมือนการเลี้ยงสัตว์ในอดีต ขณะเดียวกัน ยังคิดค้นนวัตกรรมการบำบัดของเสียด้วยระบบก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส ที่ช่วยลดกลิ่นและได้พลังงานสะอาดจากกระบวนการหมักจนก๊าซมีเทนเปลี่ยนเป็นไบโอแก๊ส 

                 นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บอกว่า ซีพีเอฟมุ่งเสาะแสวงหาและค้นคว้าเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพปลอดภัยเหมาะแก่การบริโภค และยังเป็นเทคโนโลยีเพื่อโลกและสิ่งแวดล้อมที่เผยแพร่ให้เกษตรกรทั่วไปได้นำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งการเลี้ยงสัตว์ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรืออีแวป (Evaporative Cooling System : EVAP) ที่ไม่เพียงสามารถปรับให้อากาศภายในโรงเรือนเหมาะสมกับสัตว์แต่ละประเภท ทำให้สัตว์อยู่สบาย ไม่เครียด จึงเติบโตได้ดีตามศักยภาพของพันธุ์สัตว์ และการใช้ระบบไบโอแก๊ส ที่ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนและมีผลพลอยได้เป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าถึง 50-80% 

                  สำหรับโครงการกรีนฟาร์มนั้นเป็นการตอบโจทย์แนวคิดการยกรีสอร์ทมาไว้ที่ฟาร์มของบริษัท โดยเน้นการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ประหยัดพลังงาน และใส่ใจชุมชน ซึ่งซีพีเอฟได้พัฒนาฟาร์มสุกรทุกแห่งของบริษัททุกแห่งให้กลายเป็นกรีนฟาร์มและเป็นต้นแบบการพัฒนาที่หลายองค์กร ทั้งในและต่างประเทศต่างมาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ ขณะเดียวกัน ก็ได้ผลักดันฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกรกับบริษัทให้ร่วมโครงการกรีนฟาร์มด้วย เพื่อมีส่วนร่วมลดโลกร้อนเช่นเดียวกัน 

                   “การทำกรีนฟาร์มไม่ใช่เรื่องยาก เพียงให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งการเลี้ยงในโรงเรือนปิด การจัดการของเสียด้วยไบโอแก๊สที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า การทำระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือนให้เหมาะสมกับฟาร์มของตนเอง เช่นการใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติมาช่วยบำบัดในระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน ทำให้การลงทุนไม่สูง และพบว่าได้ผลดีมาก หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ในบริเวณฟาร์ม ที่ช่วยเพิ่มความร่มรื่นและลดความร้อนให้กับโรงเรือนได้ หากทุกๆคนร่วมมือกันเช่นนี้ ก็เท่ากับภาคปศุสัตว์ไทยได้มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน” สมพร กล่าว

                   ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการปฏิวัติภาพลักษณ์ฟาร์มเลี้ยงสัตว์สู่กรีนฟาร์ม ช่วยเสริมให้การผลิตสัตว์ของซีพีเอฟและเกษตรกรไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเลี้ยงสัตว์ของไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าทุกๆ ขั้นตอนที่พัฒนาขึ้นนั้น อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วยเสมอ สะท้อนภาพองค์กรรักโลกรักษ์สิ่งแวดล้อมของซีพีเอฟได้อย่างแท้จริง

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาสร้างเอสเอ็มอีผลิตภัณฑ์นม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280955

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาสร้างเอสเอ็มอีผลิตภัณฑ์นม

นมไทย-เดนมาร์ค, อสคจับมือ, อสค, มทร, Thai-Denmark Milk Shop, SMEs

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาร่วมสร้างผู้ประกอบธุรกิจร้านขายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค

              ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเยว่า อ.ส.ค.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หรือไทย-เดนมาร์คมิลค์ช็อป (Thai-Denmark Milk Shop) ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความพร้อมตามนโยบายรัฐบาล ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเครือข่ายธุรกิจและวิสาหกิจแบบบูรณาการในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs  และให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของ อ.ส.ค.ที่ก้าวสู่การเป็นนมแห่งชาติภายในปี 2564

เบื้องต้นโครงการฯได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความพร้อมเปิดร้าน Thai-Denmark Milk Shop ต้นแบบนำร่องแห่งแรกที่โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ประกอบการร้านฯดังกล่าว จะนำน้ำนมโคสดแท้ 100% จากโรงงานนม อ.ส.ค.เชียงใหม่ ซึ่งมาจากฟาร์มโคนมของสหกรณ์เครือข่าย อ.ส.ค. ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีความหลากหลายและเหมาะกับเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย เน้นสินค้าที่มีน้ำนมเป็นส่วนประกอบ เช่น นมร้อน นมเย็น นมปั่น ชานมสด ช็อคโกแลตร้อนนมสด น้ำนมสดผสมผลไม้ต่างๆ เค้กนม และมีอีกหลายเมนูให้เลือก นอกจากนั้น ร้าน Thai-Denmark Milk Shop ยังจะนำผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค อาทิ นมยู.เอช.ที. นมพาสเจอร์ไรส์ นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โยเกิร์ต และไอศกรีมไปจำหน่ายด้วย ขณะนี้ร้านฯต้นแบบได้ก่อสร้างและตกแต่งเสร็จเรียบร้อย และทดลองเปิดจำหน่ายแล้ว  ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบจากนักเรียนดีมาก

อย่างไรก็ตาม ปี 2560 นี้ โครงการฯได้ตั้งเป้าขยายผลร้าน Thai-Denmark Milk Shop ไปสู่สถาบันการศึกษา ส่วนราชการ และโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือไม่น้อยกว่า 6-8 แห่ง อาทิ โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย โรงเรียนวชิรวิทย์ และศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากจะพัฒนาศักยภาพและสร้างผู้ประกอบการใหม่แล้ว ยังคาดว่า จะช่วยรณรงค์ส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กนักเรียนดื่มนมที่มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศมากขึ้นจากเดิม 14 ลิตร/คน/ปี เป็น 20 ลิตร/คน/ปี ทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ อ.ส.ค.เติบโตอย่างมีศักยภาพอย่างต่อเนื่องด้วย

“ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการร้าน Thai-Denmark Milk Shop อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะและสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่มีศักยภาพ มุ่งสนับสนุนองค์ความรู้และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งขยายโอกาสทางการตลาดหรือช่องทางจัดทำหน่ายที่กว้างขวางขึ้น ซึ่ง อ.ส.ค.คาดว่า ร้าน Thai-Denmark Milk Shop จะเป็นหนึ่งช่องทางที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าแบรนด์ไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำตราสินค้า มีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและมาตรฐานการผลิตที่สากลยอมรับ และยังคาดว่า จะพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ต่อเนื่องและเพียงพอด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280949

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

กรมอุตุเตือน, มิย60, 1 มิย 60, ลบม, รับน้ำได้สูงสุด 3500 ลบมวินาที, ปตร, EIA, ตำบลบางกระสั้น, ตำบลสนามไชย, ตำบลพระขาวและตำบลกะแซง, ตำบลเจ้าเสด็จ

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

            นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(1 มิ.. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 41,182 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ..) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 8,420ล้าน ลบ.. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 17,362 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 34 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้9,022 ล้าน ลบ..) เขื่อนใหญ่ทั้งประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,995 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 44ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 2,915 ล้าน ลบ.. มีปริมาณน้ำใช้การได้ .4,299ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 24 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 1,384 ล้าน ลบ..) 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,800 ล้านลูกบาศก์เมตร

            สำหรับสภาพน้ำท่าในแม่น้ำสายหลัก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก อาทิ แม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 .เมืองเชียงใหม่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.41 เมตร,สถานี P.7A .เมืองกำแพงเพชร ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.22 เมตร และสถานี P.17 .บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.71 เมตร แม่น้ำวัง ที่สถานี W.1C .เมืองลำปาง ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง5.69 เมตร แม่น้ำยม ที่สถานี Y.1C .เมือง จ.แพร่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 7.44 เมตร ,และสถานี Y.4.เมือง จ.สุโขทัย ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.29 เมตร แม่น้ำน่าน ที่สถานี N.1 .เมืองน่าน ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 8.66 เมตร และสถานี N.67 .ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.45 เมตร ปริมาณน้ำทั้งหมดจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยาจ.นครสวรรค์ โดยที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 5.61 เมตร กรมชลประทานได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 699ลบ../วินาที ยังไม่ส่งกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ส่วนที่สถานี C.29 .บางไทร ซึ่งเป็นจุดวัดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 823 ลบ../วินาที(รับน้ำได้สูงสุด 3,500 ลบ../วินาที)

         ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วม ปัจจุบันเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมดแล้ว คงเหลือน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำธรรมชาติ ที่กรมชลประทาน ยังคงระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

           จังหวัดพิษณุโลก พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก หลังจากที่กรมชลประทานได้ประสานกับกฟผ. ให้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ จากวันละ 23 ล้าน ลบ.. เหลือ 5.5 ล้าน ลบ..อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น่านลดต่ำลง ช่วยให้การระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับปิดการรับน้ำจากแม่น้ำน่าน และเร่งการระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน โดยได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำ พร้อมกับนำรถไฮโดรลิคเสริมคันกั้นน้ำจุดสุ่มเสี่ยง 4 คัน ในเขตท้องที่ ตำบลชุมแสงสงครามและตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อป้องกันพื้นที่ที่อาจเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งในจุดที่มีตลิ่งต่ำ เป็นการเตรียมการป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการที่เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในคลองต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง ให้สามารถระบายน้ำได้มากและเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การทำคลองชักน้ำเข้าสู่แก้มลิง 3 แห่ง ได้แก่ บึงตะเคร็ง มีปริมาณน้ำ 5.20 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 60 รับได้อีก 7.80 ล้าน ลบ..บึงระมาณ มีปริมาณน้ำ 8.90ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 51 รับน้ำได้อีก 7.10 ล้านลบ.. และบึงขี้แร้ง มีปริมาณน้ำ 0.55 ปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 68 รับได้อีก 1.19 ล้าน ลบ.. นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองยมน่าน การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำคลองเมม และโครงการปรับปรุงสะพานบ้านแม่ระหัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เป็นต้น

            สำหรับในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ปัจจุบันระดับน้ำที่ท่วมขังลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 5เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานพิจิตร ไม่มีการทำเกษตร ในฤดูน้ำหลากชาวบ้านจะเปลี่ยนอาชีพไปทำการประมงแทน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยกรมชลประทาน มีแผนงานที่จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.)ในแม่น้ำยม 4 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 แห่ง คือ ปตร.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ส่วนอีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) คือ ปตร.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ปตร.ท่าแห อ.สามง่าม และปตร.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างบริเวณ จ.พิจิตร มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

               ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร ในเขตอ. สองพี่น้อง อ.บางปลาม้า อ.เมือง และ อ.อู่ทอง ระดับน้ำท่วมทุ่งสูงประมาณ 0.75 – 1.00 เมตร โครงการชลประทานสุพรรณบุรี ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่อง สูบน้ำจำนวน 42 เครื่องและเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 6 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร พร้อมทั้งเดินเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบริเวณประตูระบายน้ำต่างๆ อีก 5 สถานี

              จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ประกอบด้วย บางปะอิน(ตำบลบางกระสั้น) บางไทร(ตำบลสนามไชย) บางบาล(ตำบลพระขาวและตำบลกะแซง) และเสนา(ตำบลเจ้าเสด็จ) และบางส่วนของพื้นที่ลุ่มต่ำแก้มลิงธรรมชาติ ได้แก่ ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางบาล มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ประมาณ 28,000 ไร่ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 21 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่อำเภอบางบาล เพื่อระบายน้ำท่วมขังที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอีก 6 เครื่อง

            อย่างไรก็ตา กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 5 – 9 มิ.. 60 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก กรมชลประทาน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกโครงการในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขังเดิม ที่ได้มีการเร่งระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้คงเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเครื่องมือไว้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเร่งระบายน้ำได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280862

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

อ่างทอง, ปลัดเกษตรฯ, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา,  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, Field Day

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

        นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในนาข้าวในพื้นที่ ต.จำปาหล่ออ.เมือง จังหวัดอ่างทอง ว่า  เนื่องด้วยนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์( พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) ได้มีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางที่ได้รับผลกระทบ และตรวจติดตามสถานการณ์พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ภาพรวมปริมาณฝนที่ตกทั่วประเทศได้ลดลงมาในระดับที่ควบคุมได้โดยปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจาก 4 เขื่อนหลัก ผ่านมาที่จังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที และไหลลงมาที่เขื่อนเจ้าพระยา ประมาณ 700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอยู่ในระดับภาวะปกติขณะที่พื้นที่ในเขื่อนต่างๆ ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกเป็นจำนวนมากดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรคลายความกังวล ขณะที่พื้นที่ที่มีน้ำท่วมและได้รับผลกระทบในภาพรวมทั้งประเทศมีประมาณ 20 จังหวัด พื้นที่ประมาณ900,000 กว่าไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบประมาณ 80,000 ราย

สำหรับจังหวัดอ่างทอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องโดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ประมาณ 700 กว่าไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ300 ไร่ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานงานไปยังกรมชลประทาน และหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้รับเครื่องสูบน้ำมาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถช่วยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2-3 วันนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง ออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกร เพื่อเตรียมพื้นที่ของเกษตรกรให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้มีน้ำท่วมขังหรือไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกตามปกตินั้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ โดยได้เตรียมปัจจัยการผลิต การให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ และสามารถดำเนินการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่มีความเสียหายสิ้นเชิง ทางกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะได้ประสานกับทางเกษตรจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด และประมงจังหวัด เพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งหากพบว่ามีความเสียหายสิ้นเชิงก็จะใช้ระเบียบกระทรวงการคลังในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนในพื้นที่ที่เสียหายไม่สิ้นเชิง กระทรวงเกษตรฯ จะประสานให้ความช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่เป็นจุดๆ เช่น ช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้นทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใยเกษตรกร จึงสั่งการให้หน่วยงานราชการได้เร่งบูรณาการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุด”  นายธีรภัทร กล่าว

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน”วิถีเกษตรไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280638

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน”วิถีเกษตรไทย”

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดงานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย”

                นางจารุรัฐ  จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรไทยในมิติต่างๆ ที่มีชีวิตและทันสมัย โดยการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วม สืบทอดพระราชปณิธานด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย จากพลังเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศครั้งใหญ่ ภายในงานนั้นจะมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต การเรียนรู้วิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพันธุกรรมกับความเชื่อ อาหารพื้นบ้านจากต้นตำรับ การแสดงและขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมไทย และประชันอาหารของดี 4 ภาค ช้อป ชิม อาหารท้องถิ่น ผลผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยกว่า 150 ร้านค้า

ส่วนแรกของงาน “เรียนรู้วิถีเกษตรไทย  เข้าใจวัฒนธรรม  น้อมนำคำพ่อสอน” เพื่อร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย 4 ภาค นิทรรศการวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาการใช้เครื่องมือเกษตร  การทำอาหารพื้นบ้านในแต่ละภาค และการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย  “สวยศิลป์ ถิ่นไทยงาม”  วิถีชีวิตของคนล้านนา อ่อนช้อยและงดงาม ชมการฟ้อนล้านนา ชิมอาหารพื้นเมืองเหนือแต้ๆ เช่น  จอผักกาด  แกงโฮะ แกงฮังเล ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำพริกอ่อง ฯ  “ดินดำ น้ำชุ่ม ราบลุ่ม ภาคกลาง”  เมืองอู่ข้าวอู่น้ำของไทยอุดมสมบูรณ์ ข้าว ปลา อาหาร  แนะนำอาหารแท้ต้นตำรับ เช่น แกงบอน  แกงสายบัว  น้ำพริกขี้กา  ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน-น้ำพริก รสชาติเข้มข้นแท้แบบไทยโบราณ  “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน  ถิ่นอีสาน”   ฟังเสียงพิณเสียงแคนแดนอีสานม่วนหลาย  ชิมอาหารอีสานอร่อยนัวรสแซ่บ เฮ็ดง่ายคักคัก แกงเปรอะ แกงหวาย  สารพัดอ่อม แจ่วบอง ขนมจีนน้ำยาป่า ส้มตำ “แลหนังลุง กินพุงปลา  โนราห์งาม”   ชมศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ “รองแง็ง” หรอยจังฮู้!!! แกงปักษ์ใต้  แกงเหลือง คั้วกลิ้ง ข้าวยำปักษ์ใต้ ขนมจีนแกงไตปลา ฯ  และขบวนแห่ยิ่งใหญ่วัฒนธรรม 4 ภาค

              ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต  ทำบุญถวายสังฆทาน  สะเดาะเคราะห์  สืบชะตา บูชาเทียน  ส่งสะตวง การดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ ด้วยภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้าน

                  ชมละครสะท้อนวิถีชีวิต  ที่นำเสนอเรื่องราววิถีเกษตรไทย พิเศษวันละ 1 รอบเท่านั้น  ฟังเพลงสบายๆ ในสไตล์สวนเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

            เรียนรู้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการเกษตร ด้วยหลักสูตรอบรม  ที่เข้มข้น จัดแน่นเนื้อหาสาระ ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าขององค์ความรู้ตัวจริง เสียงจริง อาทิ มหัศจรรย์พืชผักล้อยางแบบใหม่ ปุ๋ยอินทรีย์ใช้กับไม้ผล โดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน  ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์  ปลูกผักหวานป่าสร้างรายได้งาม  เทคนิคเลี้ยงกุ้งก้ามแดง  มืออาชีพ  ผักยกแค่ 7 วันทันกิน  Solar Roof Top ผลิตไฟฟ้าใช้เองในบ้านเรือน ชิฟฟอนจากมันและแป้งเท้ายายม่อม เส้นบุกเพื่อสุขภาพ ภูมิปัญญาชาไผ่จืด การขยายพันธุ์ฟักทองและพันธุ์พืช เป็นต้น

               เสวนาพันธุกรรมกับนานาความเชื่อ การเลือกปลูกไม้แต่ละชนิด ไม้ที่ควรปลูกประจำทิศ เช่น ไม้ประจำทิศตะวันออกที่ควรปลูกได้แก่ ต้นมะพร้าว ต้นสารถี  ช่วยเสริมสร้างดวงชะตาให้แข็งแรงไม่มีเรื่องทุกร้อน มีความรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข  ไม้มงคล เช่น ต้นวาสนาผู้ที่ปลูกมีโชคและวาสนาที่ดีเกิดความสุขสมหวัง  และจำหน่ายพันธุ์ไม้

                สุข สนุก กับกิจกรรมต่างๆ  ชมพิพิธภัณฑ์ในราคาพิเศษ  พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ  สนุกเพลินๆ ย้อนยุคกับเกมงานวัด  ปาโป่ง ยิงปืนจุกน้ำปลา และการละเล่นพื้นบ้าน ฯลฯ

ช้อป  ชิม สินค้าเกษตรคุณภาพ  ต้นไม้  พันธุ์ไม้  อิ่มอร่อย อาหารท้องถิ่นต้นตำรับพื้นบ้าน 4 ภาค สด สะอาด ปลอดภัย

                พิเศษ ร่วมสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทย (ผ้าไหม ผ้าไทย ผ้าฝ้าย ผ้าคราม ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผ้าขาวม้า ฯลฯ)                เข้าร่วมงาน กติการ่วมสนุก เพียงท่านถ่ายภาพตัวเองหรือผู้ที่แต่งกายด้วยผ้าไทยภายในงานนี้  แชร์และแบ่งปันกับเพื่อนๆ ทาง Facebook Instagram Line พร้อมติดแฮชแท็ก  #มิวเซียมกษัตริย์เกษตร รับทันทีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ฯ มีจำนวนจำกัด

มาร่วมกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย  4 ภาค สร้างเสริมบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ได้ที่งานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย” วันที่ 2 – 4 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงโรงพยาบาลการุญเวช ถนนพหลโยธิน นวนคร จ.ปทุมธานี

      สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์  0-2529-2212-13  มือถือ  087-359-7171 , 094-649-2333

เลาะรั้วเกษตร : ชี้แจงให้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284292

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ชี้แจงให้ชัด

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้อ่านคำชี้แจงของอธิบดีกรมชลประทาน สัญชัย เกตุวรชัย ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เรื่องอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ให้รู้สึกว่าทำไมหน่วยราชการจึงไม่ชี้แจง หรือพูดอะไรให้ประชาชนธรรมดาๆ เข้าใจง่ายๆ ทำไมต้องอธิบายอะไรเสียยืดยาว

กรณีอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร นี้ ประเด็นที่ประชาชนอยากรู้คือ อ่างแตกใช่หรือไม่ จึงทำให้น้ำจากอ่างเก็บน้ำไหลบ่าท่วมชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง แม้ท่านอธิบดีจะพยายามชี้แจงว่า อ่างไม่แตกแต่น้ำไหลเข้าอ่างมากเกินความจุที่อ่างจะรับไว้ได้ น้ำจึงไหลล้นสันเขื่อน และจากการตรวจสอบด้วยสายตาของเจ้าหน้าที่พบว่ามี “การกัดเซาะ” สันเขื่อนลึก 4 เมตร กว้าง 20 เมตร เป็นเหตุให้น้ำไหลออกจากอ่าง

ในทางเทคนิคของการชลประทานอาจจะใช้ว่า “กัดเซาะ” แต่ในความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชน มันคือ “อ่างแตก” เพราะสภาพที่สันเขื่อนแตกร้าวลึก 4 เมตร ยาว 20 เมตรนี้ไม่ใช่กัดเซาะธรรมดา แถมยังทำให้น้ำไหลออกจากอ่างนับล้านลูกบาศก์เมตรก็ไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากอ่าง กับปริมาณที่น้ำเหลืออยู่ในอ่าง สภาพคงไม่ต่างจาก“อ่างแตก” เท่าไรนัก จึงไม่จำเป็นต้องยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าอ่างไม่แตก…

ที่สำคัญกว่านั้นควรชี้แจงสาเหตุ และสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปอย่างสั้นๆ เป็นข้อๆ ตามลำดับเหตุการณ์ให้ชัดเจน ไม่ต้องเท้าความ หรืออ้างอะไรให้มากมายเกินไป เช่น บอกว่า ดำเนินการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะมีมากตามนโยบายของอธิบดีกรมชลประทานแล้ว หรือบอกว่า จะติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 26 เครื่อง ซึ่งได้ติดตั้งไปแล้ว 4 เครื่อง เหลืออีก 22 เครื่อง….นี่ก็จริงใจเกินไป ทำให้ประชาชนแทบหมดหวัง เพราะไม่รู้ว่าอีก 22 เครื่องเมื่อไรจะติดตั้งเสร็จ พอดีน้ำลด….

ชื่ออธิบดี เป็นผู้ชี้แจง แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเขียนข้อมูลให้อธิบดี แม้จะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 24 ชั่วโมง ตามกฎกติกาของรัฐบาลที่กำหนดให้หน่วยราชการต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเชิงลบที่เกี่ยวกับหน่วยงานนั้นๆ แต่อธิบดีควรต้องตรวจสอบให้ดีว่าสิ่งที่ชี้แจงไปจะทำให้สังคมสับสนมากขึ้นหรือไม่….

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นนี้ ทราบมาว่าเป็นอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นที่ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ความจุของอ่างรับน้ำได้ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุกปีที่ผ่านมาน้ำไม่เคยเต็มอ่าง หรือแม่แต่ปีนี้ก็มีปริมาณน้ำก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูฝนเพียง 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% ของความจุอ่างเท่านั้น

พอเข้าสู่ฤดูฝน ก็ได้ทำการพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาใหม่ แต่ปีนี้ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างห้วยทรายขมิ้นเป็นจำนวนมาก จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม มีปริมาณน้ำเต็มอ่าง ซึ่งทำให้ต้องทำการพร่องน้ำออกจากอ่างผ่านคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย และฝั่งขวา รวมกันประมาณวันละ 80,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปรากฏว่ามีฝนตกท้ายอ่างเก็บน้ำ ทำให้การพร่องน้ำต้องลดปริมาณลง มิเช่นนั้นน้ำจะท่วมพื้นที่ท้ายอ่าง การพร่องน้ำจึงลดปริมาณลงเหลือเพียงวันละ 24,000 ลูกบาศก์เมตร

ปัญหาคงจะไม่เกิดถ้าไม่มีพายุโซนร้อนตาลัส และเซินกา ที่เกิดขึ้นมาไล่ๆ กันในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ พายุทั้ง 2 ลูกนี้มีอิทธิพลทำให้ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเต็มอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในเวลาเพียง 20 ชั่วโมง มีน้ำหลากลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นถึง 3.75 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินกว่าความจุของอ่างถึง 1.35 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจึงล้นข้ามสันเขื่อน และทำให้สันเขื่อนแตกร้าวหรือที่กรมชลประทานเรียกว่า “กัดเซาะ”ดังที่กล่าวมาแล้ว

ถ้าจะว่าไป ก็เป็นเหตุสุดวิสัย ที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น หรือแม้จะมีการประกาศเตือนภัยให้เฝ้าระวังสถานการณ์สักเท่าไร แต่จะมีสักกี่คนที่สนใจและเตรียมตัวพร้อมเผชิญสถานการณ์…. เพราะน้ำไม่เคยท่วมสกลนคร… เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่ง เรามั่นใจว่าน้ำคงไม่ท่วมสนามบินดอนเมือง…. แต่แล้วที่สกลนคร พ.ศ. นี้ น้ำท่วมมิดหลังคารถ เหมือนอย่างที่พ.ศ.นั้น น้ำท่วมเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองนั่นแล…..

เอวัง….ก็มีด้วยประการฉะนี้…..

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284294

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สสก.9พิษณุโลกจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานซึ่งกันและกันทั้งในระดับจังหวัดและเขต เพื่อสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2560 ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยมุ่งให้ระบบการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรแต่ละรายนำสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนดีขึ้น การผลักดันให้ไปสู่จุดนั้นได้ เกษตรกรต้องเป็น Smart farmer ทำการเกษตรในลักษณะ Smart Agriculture ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและสร้างความอยู่ดีมีสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรของประเทศ จากเป้าหมายในการพัฒนาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้เรื่องการเกษตรอย่างแท้จริง สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น จึงต้องมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานทั้งระดับจังหวัดและระดับเขต รวมทั้งสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ทำให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ดำเนินงานอย่างเหมาะสม โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตสรุปผลและถอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ นำไปวางแผนปฏิบัติงานตามนโยบายและพันธะกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเกษตร และบริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรและยังใช้เป็นเวทีเชื่อมโยงให้ความรู้ วิชาการ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ตลอดจนนำเสนอผลงานวิชาการในพื้นที่ และเป็นการติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย งาน/ โครงการ หลักการของกรม/ เขต/ จังหวัด โดยให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอผลดำเนินงานและถอดองค์ความรู้ โดยเป็นเวทีสรุปผลดำเนินงานและสรุปองค์ความรู้เพื่อจัดเก็บในคลังความรู้ ปี 2560 เป็นการต่อยอดจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม 2559ที่ผ่านมา

นายเกษมกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคคลเป้าหมายในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 ประกอบด้วย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและส่วนกลาง รวม 160 ราย โดยมีนายสงกรานต์ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม ณ โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

เกษตรเขต1ลุยขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ชูธงลดต้นทุน-เพิ่มโอกาสแข่งขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284288

x

เกษตรเขต1ลุยขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ชูธงลดต้นทุน-เพิ่มโอกาสแข่งขัน

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่าจากนโยบายกระทรวงเกษตรฯปี 2559 ที่เป็นปี“ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร” ซึ่งโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็น 1 ใน 6 มาตรการ ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลักดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเพื่อแก้ปัญหาการเกษตรที่ผ่านมา เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยมีพื้นที่ขนาดเล็ก ทำการเกษตรในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ขาดอำนาจต่อรอง

โดยภาพรวมการดำเนินงานแปลงใหญ่ของเขต 1 ที่ประกอบด้วยพื้นที่ 9 จังหวัด มีความก้าวหน้าการดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งมีแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ SC. รวม 173 แปลง พื้นที่ 256,737.18 ไร่เกษตรกร 12,698 ราย ผลิตสินค้า 17 ชนิด (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2560) ในส่วนการดำเนินงานแปลงใหญ่มันสำปะหลังในพื้นที่เขต 1 ปัจจุบันมีการดำเนินการแปลงใหญ่มันสำปะหลัง 3 จังหวัดได้แก่ ชัยนาท ลพบุรีและสระบุรี รวม 16 แปลง พื้นที่ 29,637.25 ไร่ เกษตรกร 1,328 ราย

แปลงใหญ่มันสำปะหลังต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 6,276.25 ไร่ เกษตรกร 306 ราย ประธานกลุ่มแปลงใหญ่คือ นางทิพาเอ โปร่งแสง เป็นแปลงต้นแบบที่ผลิตมันสำปะหลังคุณภาพได้ผลผลิตดี มีจุดเด่นคือ ใช้พันธุ์ดี เหมาะกับสภาพดิน ได้แก่ พันธุ์ระยอง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองอัตรา 300 กก./ไร่ ผลิตฮอร์โมนไข่เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต ใช้ปุ๋ยเคมีลดลงหันมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพิ่มขึ้น ในขั้นตอนผลิตใช้วิธีไถระเบิดดินดาน ใช้ระบบน้ำหยด ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำ การเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าแรง และรวมกลุ่มซื้อท่อนพันธุ์ทำให้ได้ราคาถูกลง โดยรวมกลุ่มเข้มแข็งพร้อมทำตลาดด้วยการรวมกลุ่มกันขาย ทำ MOU กับบริษัท ผลิตเอทานอล (บ.ทรัพย์ทิพย์) เพื่อรวมผลผลิตส่งขายในปริมาณที่บริษัทกำหนด มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน

พด.เปิดเวทีระดมสมองพัฒนาดิน-ปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284290

x

พด.เปิดเวทีระดมสมองพัฒนาดิน-ปุ๋ย

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ขณะที่ประเทศมีแนวโน้มปัญหาขาดแคลนทรัพยากร ดินเสื่อมโทรม ป่าไม้ถูกทำลาย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติมีความถี่และรุนแรง รัฐบาลจึงมีแนวคิดปฏิรูปภาคเกษตรของไทยสู่เกษตร 4.0 : เกษตรกรมั่งคั่ง ประเทศมั่นคงด้านอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืน สอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เน้นใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และการบริการเป็นเลิศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคเกษตรของไทย โดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัจจัยต้นทุนการผลิตการเกษตร ให้ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ กรมพัฒนาที่ดินร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย จัดประชุมวิชาการดินและปุ๋ยแห่งชาติ ครั้งที่ 5 หัวข้อ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย ก้าวสู่เกษตร 4.0” ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมาที่ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เป็นเวทีเผยแพร่งานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในสาขาวิชาด้านดินและปุ๋ย สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ด้าน ดร.พิทยากร ลิ่มทอง นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีผลงานวิจัยที่ทดลองทดสอบจนประสบผลสำเร็จ รวมทั้งมีนวัตกรรมเด่นๆ มานำเสนอหลายเรื่อง เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำเศษวัสดุเหลือใช้จากไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาใช้ประโยชน์ภาคเกษตร เช่น นำยิปซัมมาใช้ในภาคเกษตร การวิจัยเชื้อจุลินทรีย์ในดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งสภาพดินทางการเกษตรของไทยปัจจุบัน เราจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีปริมาณเหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

‘แมลงเศรษฐกิจ’ตลาดสดใส อาหารทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284293

x

‘แมลงเศรษฐกิจ’ตลาดสดใส อาหารทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางวิลาวัลย์ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (แมลงเศรษฐกิจ) กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ ให้ช่วยผสมเกสรให้พืชผลการเกษตร เช่น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง และได้ผลพลอยได้เป็นผลผลิต เช่น น้ำผึ้ง เกสร ไขผึ้ง พรอพอลิส รวมไปถึงแมลงที่นำมาเลี้ยงและบริโภคได้ เช่น จิ้งหรีด ซึ่งปัจจุบันเป็นอาหารทางเลือกใหม่ (Novel Food)ที่มีโปรตีนสูง สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ สร้างอาชีพและมีรายได้จากผลผลิตของแมลงเศรษฐกิจที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศ

ในปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตรนำผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง เข้าไปช่วยผสมเกสรพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในแปลงใหญ่ไม้ผล และปี 2560 ได้นำระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เข้ามาใช้อย่างเป็นทางการโดยคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพืชอาหาร ความพร้อมกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการแบบรวมกันผลิตเป็นกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยร่วมกันหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาถูก นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การแปรรูปเพื่อเพิ่มผลผลิตมูลค่าผลผลิต การเชื่อมโยงการตลาดให้เกิดการบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply chain) อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรและวัดผลได้เป็นรูปธรรมในสินค้าแมลงเศรษฐกิจ 4 ชนิดได้แก่ ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด 25 แปลง เกษตรกร 980 ราย 19 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สระแก้ว มหาสารคาม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชุมพร ตรัง พัทลุง สงขลา ระนอง แพร่ ตราด พิจิตร นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ น่านและลำพูน

ผู้ใหญ่สาย เปร็นรัมย์ ประธานแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ (จิ้งหรีด) ต.หนองแวง อ.โคกสูง จ.สระแก้วกล่าวว่า ตนและคนในหมู่บ้านมีอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดมาตั้งแต่ปี 2552 จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจิ้งหรีดเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ตลาดตอบรับดี เลี้ยงง่าย ต้นทุนไม่สูงมาก เหมาะทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม ปัจจุบันในอ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีเกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีด 60 ราย แต่ที่เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่มี 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพหลัก เฉลี่ยรายได้หลักหมื่นขึ้นไปขึ้นอยู่กับปริมาณที่เลี้ยง ใครมีพื้นที่เยอะสามารถเลี้ยงเยอะได้ ส่วนด้านการตลาดกลุ่มแปลงใหญ่จิ้งหรีดจะทำตลาดด้วยการขายตัวสด ตัวนึ่งและแปรรูปเป็นจิ้งหรีดอัดกระป๋อง โดยเน้นเป็นจิ้งหรีดไข่ เพราะมีรสชาติดี คุณค่าอาหารสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าจิ้งหรีดธรรมดา

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่จิ้งหรีด กลุ่มของอ.โคกสูงเข้าร่วมโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2560 และมีกิจกรรมพัฒนาความรู้ในการผลิตจิ้งหรีดต่อเนื่อง มีการอบรมไปดูงานใครมีปัญหามาพูดคุยกัน ในส่วนภาครัฐนำเทคนิคการเลี้ยงจิ้งหรีดให้มีคุณภาพมาส่งเสริมให้เกษตรกร แนะวิธีลดต้นทุนการผลิต เช่น รวมกลุ่มซื้ออาหารเพื่อได้วัตถุดิบราคาถูกมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกลุ่มของเราลดต้นทุนการผลิตได้รายละ 1,000 บาท/เดือน และคาดว่าในอนาคตการเลี้ยงจิ้งหรีดจะขยายช่องทางตลาด รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น เป็นผลจากการพัฒนาคุณภาพผลผลิตจิ้งหรีดให้มีความหลากหลายของสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดนั่นเอง