แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลำปาง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตเน้นทำเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284133

x

แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลำปาง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตเน้นทำเกษตรยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรจังหวัดลำปางเผยผลดำเนินงานแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตและการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเข้มแข็งด้วยการเน้นทำเกษตรยั่งยืน

นายสุรพล ทองเที่ยง เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จ.ลำปางมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 197,276 ไร่ เกษตรกร 14,725 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกมีเอกสารสิทธิ 53,864 ไร่ พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ 143,412 ไร่ โดยที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหาผลผลิตและราคาตกต่ำและผลผลิตขาดคุณภาพ ดังนั้น ภาครัฐจึงส่งเสริมการทำเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รวมกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2559 พร้อมขับเคลื่อนส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 แปลง ในอ.งาว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 499 ราย พื้นที่ 1,922.25 ไร่

โดยมีแนวทางขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ด้วยการใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาชุมชนตอบสนองประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ และสอดคล้องความต้องการของเกษตรกร มีรูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการในพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการในลักษณะแปลงใหญ่ที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นผู้จัดการพื้นที่

สำหรับผลดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (หลังนา) ในพื้นที่แปลงใหญ่ของอ.งาว ทั้งสิ้น เกษตรกร 499 ราย ด้วยแนวทางการดำเนินงานและเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแปลง 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากเดิม 4,532 บาท/ไร่ เป็น 3,618 บาท/ไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีจาก 50 กก./ไร่ เป็น 30 กก./ไร่ โดยเตรียมดิน ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และลดใช้สารเคมี โดยใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง 914 บาท/ไร่ (ลดลงร้อยละ 20.16) การเพิ่มผลผลิต เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีการปรับปรุงบำรุงดินก่อนเพาะปลูก ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 860 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,030 กิโลกรัม/ไร่ (ร้อยละ 19.77) การพัฒนาคุณภาพผลผลิต สามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้มีความชื้นไม่เกิน 15% การบริหารจัดการกลุ่ม สมาชิกแปลงใหญ่ได้รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจแปลงใหญ่อ.งาว และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน เพื่อเป็นเงินออมในกลุ่ม ปัจจุบันมีเงินออมทั้งหมด 120,000 บาท โดยออมทุกวันที่ 15 ของเดือน การตลาด ได้เชื่อมโยงการตลาดที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผ่านกลไกของสหกรณ์/สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.)/และบริษัทเอกชนในพื้นที่ ในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป

“ในภาพรวมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการลดต้นทุนได้ 20% มีผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อไร่ 20% และสินค้าผ่านการประเมินรับรองมาตรฐานเบื้องต้นทุกแปลง อย่างไรก็ตาม ปี 2560 ได้ส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มอีก 1 แปลง ในอ.แม่ทะ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 50 ราย พื้นที่ 1,111.75 ไร่ และมีแผนจะขยายพื้นที่แปลงใหญ่ในปี 2561 อีก 5 แปลง ในอ.เมืองลำปาง เกษตรกร 55 ราย พื้นที่ 561.75 ไร่ อ.แม่เมาะ เกษตรกร 50 ราย พื้นที่ 658.25 ไร่ อ.เสริมงาม เกษตรกร 118 ราย พื้นที่ 1,002 ไร่ อ.เมืองปาน เกษตรกร 148 ราย พื้นที่ 956.25 ไร่ อ.วังเหนือ เกษตรกร 49 ราย พื้นที่ 512 ไร่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนในระบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อไป”นายสุรพล กล่าว

ดันโครงการผลิตอาหารลุ่มชี-มูล แก้น้ำท่วมนาหน้าเขื่อนราษีไศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284131

x

ดันโครงการผลิตอาหารลุ่มชี-มูล แก้น้ำท่วมนาหน้าเขื่อนราษีไศล

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมดำเนินงานโครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูล ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทำเกษตรแปลงใหญ่แบบประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมนานอกอ่างหน้าเขื่อนราษีไศล ในจ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ 14 แห่ง ในการดำเนินงานพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศลมอบให้ทุกหน่วยงานวางแผนหลักการดำเนินงานให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยใช้กลยุทธ์“สร้างวิกฤติเปลี่ยนเป็นโอกาส” ด้วยการปรับสภาพการใช้ประโยชน์ของประชาชนที่มีที่ดินติดคันพนังของเขื่อนราษีไศลได้รับผลกระทบจากการถูกน้ำท่วมขังเปลี่ยนจากทำนาไปเป็นทำประมงแทน พร้อมนำการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้สร้างเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ โครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูล มีโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนประสานงาน ซึ่งปี 2560 เป็นปีแรกในการดำเนินโครงการ จะนำร่องในพื้นที่ของกลุ่มนายทองดี อาจสาลี ผู้ใหญ่บ้านดงแดง ต.ด่าน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่อื่นอีก 4-5 จุด จากนั้นจะขยายให้ครบทุกจุดภายในระยะเวลา 3 ปี

“กรมชลประทานมั่นใจว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่นานอกอ่างเหนือเขื่อนราษีไศลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ริมคันพนังกั้นน้ำ จากการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว
ที่ปลูกเฉพาะข้าว มาเป็นการเกษตรแบบผสมผสานในโครงการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และที่สำคัญเป็นการดำเนินการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน โดยยึดหลักการตามแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับพื้นที่ และเกิดความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ” ดร.สมเกียรติกล่าว

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284135

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้สิ่งที่ผู้ปลูกมะพร้าวส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือศัตรูพืช นอกจากหนอนหัวดำ ที่เป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าว ที่รัฐบาลต้องอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดการให้สิ้นซากแล้ว ตอนนี้ยังมีศัตรูมะพร้าวอีก 2 ชนิด ที่ชาวสวนมะพร้าวไม่ควรมองข้าม

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรีกล่าวว่า ศัตรูมะพร้าวตัวร้ายนอกจากหนอนหัวดำแล้ว ยังมีด้วงแรดและด้วงงวงมะพร้าว นอกจากเป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าวแล้ว ยังเป็นศัตรูพืชสำคัญของชาวสวนปาล์มในบางพื้นที่อีกด้วย โดยด้วงแรดมะพร้าว เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งจะไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วคล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆอาจกระทบผลผลิต บริเวณที่ด้วงแรดกัดเจาะเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ซ้ำ แล้วฟักตัวเป็นตัวอ่อนกัดกินยอดมะพร้าว ทำให้มะพร้าวตาย

สำหรับแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ได้แก่ บริเวณที่มีต้นมะพร้าว ตอมะพร้าว ทางใบมะพร้าวที่เน่าเปื่อย กองปุ๋ยคอก วงจรชีวิตตัวเต็มวัยอายุ 90-120 วัน ระยะไข่ 10-12 วัน ระยะดักแด้ 23-28 วัน ระยะหนอน 80-150 วัน รวมระยะเวลาตั้งแต่ไข่ถึงตัวเต็มวัยใช้เวลา 4-9 เดือน ตัวเมีย 1 ตัววางไข่ได้สูงสุด 152 ฟอง วิธีป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวมีดังนี้ 1.เผาทำลายทางใบมะพร้าวที่ล่วงหล่น เพื่อลดพื้นที่ขยายพันธุ์ของด้วงแรด 2.ใช้ทรายหยอดบริเวณโคนยอดของมะพร้าว 3.ใช้ลูกเหม็นใส่ที่โคนของยอดอ่อน 6-8 ลูก/ต้น 4.ใช้กับดักล่อฟีโรโมน เพื่อจับตัวเต็มวัยมาทำลาย 5.ใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซี่ยมกำจัดตัวอ่อนด้วงแรดมะพร้าว

ส่วนด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ในคอมะพร้าว โดยเฉพาะบริเวณที่ด้วงแรดเจาะทำลาย และบางครั้งพบการเข้าทำลายที่โคนต้น อาการที่สังเกตได้คือ ยอดอ่อนมะพร้าวเหี่ยวแห้งและหักพับ ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็กและด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งวงจรชีวิต ระยะตัวเต็มวัย 61-139 วัน ระยะไข่ 2-3 วัน ระยะดักแด้ 9-25 วัน ระยะหนอน 61-109 วัน ด้วงงวงมะพร้าวเพศเมีย 1 ตัว วางไข่ได้สูงสุด 527 ฟอง ในเวลา 112 วัน การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าวมีดังนี้ คือ 1.ลดการระบาดของด้วงแรดโดยปฏิบัติตามข้อ 1-5 ตามวิธีการกำจัดด้วงแรดมะพร้าว แต่เพิ่มในส่วนการใช้สารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง 1 ลิตร กับกำมะถันผง 100 กรัม ผสมให้เข้ากันทาบริเวณที่เป็นแผล เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้าทำลายซ้ำ

“สิ่งสำคัญเกษตรกรต้องรักษาสวนมะพร้าวให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อทำลายแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ถ้าลดการระบาดของด้วงแรดได้ก็จะลดการระบาดของด้วงงวงมะพร้าวไปอีกทางหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้คือ เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงมะพร้าวสม่ำเสมอ เมื่อพบการทำลายต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้ถึงขั้นระบาด” นายสมคิด กล่าว

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 0-3544-0926-7 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่านได้ทุกวันในวันเวลาราชการ

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284134

807934531

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยตอนนี้เราอยู่ตรงไหน คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่หลายท่านอยากรู้!!! เพราะโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐกำลังเร่งให้ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” นั้น เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น ไม่ว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังช่วงต่อขยาย โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เฟส 3 โครงการขยายสนามบินดอนเมือง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โครงการเรือจุกเสม็ดรองรับเรือสำราญและเรือเฟอร์รี่ที่จะเชื่อมโยงภาคตะวันออกไปยังหัวหิน-ชะอำ โครงการสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และอื่นๆ อีกมากมาย

จากคำถามข้างบน ก็อยากจะตอบว่าเรายังย่ำอยู่ “ที่เดิม”

โดยมองหรือสังเกตจากภาวะเศรษฐกิจสังคมรอบๆ ตัวเราในปัจจุบัน ที่ถึงแม้สินค้าเกษตรจะราคาตกต่ำ แต่ก็ยังไม่มีคนซื้อ (ถามพ่อค้าแม่ค้าที่รับผลิตผลจากเกษตรกรมาส่งตลาดไทได้ครับ) สินค้าตามห้างสรรพสินค้าที่มีแต่คนเดินชม แต่ไม่ซื้อ หรือจะดูจากการเติบโตของ GDP ที่โตเพียง 1-2% กว่าๆ มาหลายปี ก็ถือว่าต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว ดังนั้นถ้าจะให้สรุปกันง่ายๆ ประเทศไทยยังคงต้องฝ่าฟันต่ออีก 5-10 ปี เพราะในยามนี้เรายังก้าวไม่พ้นกับดักความยากจน หรือกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (รายได้ต่อคนของประชากรอยู่ที่ 23,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เราก็ยังมีความหวังว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะไปถึงเส้นชัย

สำหรับอาชีพต่างๆ ในอนาคตอาจจะมีการ “เปลี่ยนแปลง” ต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งคาดว่ามีหลายอาชีพอาจจะ
ล้มหายตายจากในระยะเวลาอันสั้น การเพาะปลูก การค้าขายสินค้าทั่วไปหรือสินค้าเกษตรแบบเดิมๆ (ไม่แปรรูป ไม่เพิ่มมูลค่า ไม่มีเว็บไซต์ ไม่ใช้เฟซบุ๊คช่วยทำตลาด) การดำรงชีวิตแบบเดิมๆ จะพลาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงทรัพยากร และมีสิทธิ์ตกขบวนรถไฟสาย 4.0 แน่นอน

การเชื่อมโยงของโลกจะเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วโดยอินเตอร์เนต และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ การกระจายตัวของเมือง ความเจริญมั่งคั่งจะออกจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น โลกแห่งดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่ การแลกเปลี่ยนด้วยธนบัตรเงินตราจะค่อยถูกยกเลิก การเกษตรจะเน้นแปลงที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ การดูแลโรคแมลงศัตรูพืชจะมีการใช้ “โดรน” สำรวจตรวจสอบแทนมนุษย์ สามารถเตือนและเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ 24 ชั่วโมง ช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ทันท่วงที

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ยังไม่นับรวมความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง “โลกร้อน” ที่ไม่นานมานี้มีข่าวแผ่นน้ำแข็งใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกขนาด 50 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ที่ขั้วโลกใต้ กำลังแตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกา โดยยังเหลือผืนน้ำแข็งส่วนที่ยังเชื่อมต่ออยู่เพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น เรื่องนี้บ่งบอกถึงอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงและเลวร้าย  ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการผลิตภาคการเกษตรเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม (เอลนีโญ-ลานีญา) โรคแมลงศัตรูพืชที่ระบาดรุนแรง เช่น ช่วงปี 2552-2554 เกิดระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไปทั่วประเทศ อุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงเพียง 1-2 องศา ล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกท่านควรเอาใจใส่ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

การให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องลดการใช้สารพิษในภาคการเกษตรที่ดูจะเชื่องช้า จากหน่วยงานที่กำกับดูแล โดยสังเกตจากตัวเลขการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่ในแต่ละปียังคงสูงเป็นหลักหมื่นถึงสองหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐบาลของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ส่งเสริมให้เดินตามแนวทางเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการเกษตรปลอดภัยไร้สารพิษออกมาอย่างมากมาย แต่ล่าสุดรายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรปี 2559 ก็ยังมียอดการนำเข้าอยู่ที่ 20,577,925,471.87 บาท ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่าง
จากปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ปัญหาหรือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนและพี่น้องเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในโลกอนาคตนั้น ผู้คนต้องการสิ่งที่เรียกว่าสะอาดปราศจากมลพิษและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี พลังงานสะอาด การโฆษณาค้าขายออนไลน์ อินเตอร์เนต การชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้ธนบัตร กิจกรรมที่ก่อให้เกิดโลกร้อน คาร์บอนเครดิต ความคุ้มค่าของการใช้น้ำ เป็นต้น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ต้องตระหนักได้ว่า “เรายืนอยู่ตรงไหน?” และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ ยังไม่เข้าใจ “จะทำอย่างไร” เป็นโจทย์ที่น่ากลุ้มใจ น่ากังวลไม่น้อย โดยเฉพาะ “รัฐบาล”

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

เดินตามรอยเท้าพ่อร.9 ทุ่ม2.2หมื่นล้านพลิกโฉมเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284098

เดินตามรอยเท้าพ่อร.9 ทุ่ม2.2หมื่นล้านพลิกโฉมเกษตรกรไทย

เดินตามรอยเท้าพ่อร.9 ทุ่ม2.2หมื่นล้านพลิกโฉมเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 18.40 น.
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 22,800 ล้านบาทประมาณการณ์ว่าจะมีเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยรับประโยชน์จากโครงการนี้ถึง 4 ล้านคน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของเกษตรกรไทยจะลืมตาอ้าปาก แต่ยังมีข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะมีประสิทธิภาพถึงมือพี่น้องเกษตรกรได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าการพิจารณาอนุมัติแต่ละโครงการจะช่วยยังประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริงนั่นคือต้องมีลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วยด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืชด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์(ขนาดเล็ก) และการประมง ที่สำคัญจะต้องเป็นการจ้างแรงงานในท้องถิ่นร้อยละ50 โดยชุมชนจะคัดเลือก และรับรองกันเอง
สำหรับโครงการ 9101 มีความหมายคือ9 คือ รัชกาลที่ 9 และ10 หมายถึงรัชกาลที่ 10 คือในหลวงรัชกาลปัจจุบัน และ 1 คือ ปีที่ 1ในรัชกาลปัจจุบัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการ9101ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จโดยมีลักษณะเป็นสายโซ่เชื่อมโยงทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกมิติ
“การปฏิรูปภาคการเกษตรกรไทยภายใต้แนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 จะต้องนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ ตั้งแต่การผลิต แปรรูปและการตลาดหมายถึงเราจะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่การลดความเสียหายจากภัยพิบัติเช่น ปัญหาท่วมท่วม ภัยแล้งหรือแม้แต่การป้องกันความเสียหายจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืชหนอนหรือแมลงต่างๆเรียกว่าต้องดูแลกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเลยทีเดียว”พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
พล.อ.ฉัตรชัย เห็นว่าปัญหาของเกษตรกรต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแพร่ระบาดของศัตรูพืชและโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแต่ละปีเกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนมหาศาลจึงกำชับเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เมื่อมีปัญหาต้องลงพื้นที่ทันทีและตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถป้องกันปัญหาต่างๆได้ปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศให้ความเชื่อมั่นนำเข้าเนื้อไก่สดและไข่ไก่จากประเทศไทยมากขึ้นโดยประเทศจีนได้ขอเข้ามาชมการผลิตของประเทศไทยและได้กล่าวชื่นชมกระบวนการผลิตของไทยที่มีมาตรฐานสูงอยากจะนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมากสำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ในไทย ซึ่งอียูเข้ามาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กรมประมงกรมเจ้าท่า และ หน่วยอื่นๆ ได้ทำงานหนักมา กว่า 2 ปีเพื่อยกมาตรฐานการทำประมงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศทั้งการดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณที่เหมาะสมและดูแลแรงงานประมงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหมักหมมมาอย่างยาวนานรัฐบาลชุดนี้ได้ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยโดยเฉพาะชาวประมงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนปัญหาที่ทำกิน ส.ป.ก. มีการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ยึดคืนเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พร้อมหน่วยทหารข่างเข้าไปเร่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อม หน่วยอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมงกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ อื่นๆลงพื้นที่เตรียมการเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกรมีความพร้อมขณะเดียวกันยังได้จัดทำกฎกระทรวงรองรับการอนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จทัน 3 เดือนอันนี้ เป็นเรื่องในอดีตที่รัฐบาลนี้มาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้เรื่องนโยบายข้าว การติดตามข้าวที่ประมูลออกจากคลังซึ่งเจ้าหน้าที่ติดตามดูตลอดเวลา ไม่ให้ข้าววนกลับมาใช้บริโภคสำหรับคนอีกทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก พร้อมกับการวางรากฐานคือ ข้าวแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ และ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ดีเจ้าหน้าทำแคมเปญส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจที่ผ่านมามีเกษตรกรให้ความสนใจสมัครร่วมโครงการเป็นจำนวนมากซึ่งการรวมกลุ่มจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ข้าวมีราคาที่ดีขึ้นที่สำคัญ คือการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรต่างๆ
ในส่วนแปลงใหญ่ มาตรฐาน GAPการปฏิรูปโฉมหน้าเกษตรกรไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้ “โครงการ 9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่มี“พญานาค1” พล.อ.ฉัตรชัย เป็นแม่ทัพนำการขับเคลื่อนแม้จะเพิ่งเริ่มต้นแต่จะเห็นได้ว่าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทุกคนต่างมุ่งมั่นทุ่มเทเดินตามรอยพ่อภายใต้ร่มเงาพระบารมีโดยมีโซ่ข้อกลางอย่าง พล.อ.ฉัตรชัยคอยเน้นย้ำและให้กำลังใจกับข้าราชการในสังกัดเสมอๆ ว่า ขอให้มีความสุขกับงานถือว่าการช่วยพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืนมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง

เลาะรั้วเกษตร : จากปิดคดี‘ปู’ถึงปลัดฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283880

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากปิดคดี‘ปู’ถึงปลัดฯคนใหม่

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขณะที่กำลังนั่งเขียนบทความชิ้นนี้อยู่ ในช่วงสายๆ ของวันอังคารที่ 1 สิงหาคม มีข่าวอยู่หลายเรื่องที่ผมเฝ้าติดตามความคืบหน้า และคิดอยู่ว่า น่าจะเอามาเขียนถึง

ไม่ว่าเรื่องคดีโครงการรับจำนำข้าวที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังขึ้นแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนจะกลับไปเฝ้ารอด้วยใจระทึกสำหรับวันพิพากษาที่กำลังจะมาถึงใน วันที่ 25 สิงหาคมนี้…แล้วยังเรื่องปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ที่จะมาแทนคุณธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้ซึ่งโดนเด้งไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยขณะที่กำลังพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ ก็ต้องเงี่ยหู-เหลือบตา คอยติดตามข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารนี้ จะมีเรื่องนี้เข้าหรือไม่ ถ้ามี จะเป็นใครที่จะได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ตัวนี้…นอกจากนั้นยังมีข่าวเรื่องสถานการณ์อุทกภัยความเดือดร้อนเสียหายของพี่น้องเกษตรกรไทยจำนวนมากในพื้นที่น้ำท่วมใหญ่สิบกว่าจังหวัดที่กำลังเฝ้ารอความช่วยเหลือที่ทันทวงทีจากรัฐบาลและจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อมีหลายเรื่องและบางเรื่องต้องเขียนไป พร้อมกับชะเง้อหูตาติดตามว่ามีข้อสรุปออกมาหรือยังแบบนี้ เลยตัดสินใจว่า ถ้างั้นก็เขียนแบบ“ยำใหญ่”เอาเท่าที่ข้อมูลเอื้ออำนวยไปก่อนก็แล้วกัน

เรื่องแถลงด้วยวาจาปิดคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ผิดไปจากที่ผมและหลายๆคนได้คาดหมายกันไว้คือ โดยภาพรวมก็เป็นแค่เกมในการปลุกกระแสเรียกคะแนนสงสารจากมวลชนคนเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกฯปูเท่านั้น หาได้มีเนื้อหาอะไรที่จะส่งผลสะเทือนถึงการตัดสินพิพากษาขององค์คณะตุลาการในคดีนี้ไม่

ที่ว่าเช่นนี้ เพราะตลอดเวลาร่วมชั่วโมงที่อดีตนายกฯปูแถลงปิดคดีนั้น เนื้อหายังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนที่เคยให้ปากคำการไต่สวนในศาลฯ ตลอดจนการสัมภาษณ์สื่อต่างๆ วนเวียนซ้ำๆกับการยืนยันว่า เธอบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะดำเนินโครงการจำนำข้าวตามนโยบายที่ได้ให้สัญญาประชาคมไว้ จึงยกเลิกไม่ได้ ทั้งเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ตลอดจนไม่ได้ละเลยเพิกเฉยหรือปล่อยปละให้เกิดการทุจริตอย่างมโหฬารดังข้อกล่าวหา ทั้งกล่าวหาว่าการดำเนินคดีกับตนนั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมจากทั้งป.ป.ช.และผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง เธอจึงเป็นแค่เหยื่อของเกมการเมือง ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้มีทีเด็ดที่จะตอบให้กระจ่างเลยว่า แล้วการทุจริตโกงกินอย่างมหาศาลในโครงการจำนำข้าวนั้น ช่วงที่เธอมีอำนาจได้จัดการแก้ไขหรือจัดการเอาผิดใคร อย่างไร อันเป็นการระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างมโหฬารนี้บ้างหรือไม่

ผมถึงว่า เนื้อหาที่แถลงไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อรูปคดีอีก แต่เหตุผลที่อดีตนายกฯ“ปู”ต้องร้องขอต่อศาล มาแถลงด้วยวาจาปิดคดีครั้งนี้ ก็คือ การสร้างภาพมวลชนที่แห่กันมาให้กำลังใจ เพื่อปลุกกระแส ตลอดจนการบีบน้ำตาในศาล เพื่อเรียกความสงสาร นี่ต่างหากคือ เป้าหมายหลัก

น่าเสียดายที่ “ฟ้าดินไม่เป็นใจ” เกิดอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสานฐานใหญ่ของผู้ที่สนับสนุนเธอ ทำให้จำนวนคนที่บรรดาพลพรรคของเธอช่วยกันกะเกณฑ์มาได้ มีไม่สูงมากขนาดที่จะสร้างภาพได้ใหญ่โตนัก…แต่กระนั่นยังต้องดูกันอีกครั้ง วันที่ 25 สิงหาคม ที่จะถึงนี้จะมีการเล่นเกม“มวลชน”อะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดส่งผลกระเทือนต่อการพิพากษาในวันนั้น หรือไม่

สำหรับเรื่องปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ ล่าสุดครม.ยังไม่พิจารณา แต่มีข่าวว่าพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้เสนอชื่อนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จากรองปลัดฯขึ้นมาเป็น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัยให้สัมภาษณ์ว่า ที่เสนอชื่อไปนั้น ครม.ยังไม่พิจารณา คาดว่า คงไปพิจารณาสัปดาห์หน้า

แม้ข่าวก่อนหน้านึ้ระบุว่า ที่มีการเลือกเลิศวิโรจน์ เพราะเป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน ฉะนั้นสเปกจึงเข้ากับสถานการณ์ขณะนี้ที่กำลังเกิดปัญหาอุทกภัยใหญ่หลายจังหวัดทั่วประเทศ และโดยเฉพาะนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีนโยบายให้เร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ 12 ปี สร้างระบบน้ำที่สมบูรณ์ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อความมั่นคงของประเทศด้วย…

อย่างไรก็ตาม ตอนที่เป็นอธิบดีกรมชลประทานเมื่อปี 2558 ซึ่งเกิดปัญหาภัยแล้งครั้งใหญ่ ก็เคยมีเรื่องที่นายกฯประยุทธ์ไปตรวจงานแก้ปัญหาที่เชียงใหม่ และแสดงความไม่พอใจนายเลิศวิโรจน์ที่บรรยายเรื่องการแก้ไข จัดการน้ำ วกวน ไม่รู้เรื่องจนบิ๊กตู่หงุดหงิด ถึงกับสั่งให้หยุดพูด ก็ไม่รู้เพราะเรื่องนี้หรือเปล่า ทำให้การแต่งตั้งยังชะงักอยู่

แต่ถ้า นายเลิศวิโรจน์ได้เป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯสมใจ ก็คงจะต้องทำงานหนักขึ้น ให้เข้าตานายกฯ เพื่อแก้ไขเรื่องที่เคยเสียรังวัดในครั้งนั้นด้วย

สาโรช บุญแสง

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283881

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

รายงานพิเศษ : กลุ่มคนรักษ์มะพร้าวสมุยร่วมด้วยช่วยกันกำจัดหนอนหัวดำ

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่หนึ่งที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าวที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวของประเทศอยู่ในขณะนี้

นายธเรศ ไข่มุก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการรักษาราชการแทนเกษตรอำเภอเกาะสมุยกล่าวว่า เกาะสมุยมีชื่อเสียงเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี ดังนั้น การปลูกมะพร้าวของเกาะสมุยจึงไม่เพียงปลูกเพื่อการค้าเท่านั้น ยังมีจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวด้วย กลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ปลูกมะพร้าวเพื่อเก็บผลผลิตขาย กับผู้ปลูกมะพร้าวเพื่อต้องการทิวทัศน์สวยงามทางการท่องเที่ยว

สำหรับพันธุ์มะพร้าวที่ปลูกจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองคือ เขียวใหญ่เกาะสมุยที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์เขียวเล็กเกาะสมุย และพันธุ์นาเกมะพร้าวของเกาะสมุยเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แต่ด้วยสถานการณ์ระบาดของศัตรูมะพร้าวที่พบมาตั้งแต่ปี 2547 คือ แมลงดำหนาม ปีนี้ก็พบหนอนหัวดำ และล่าสุดยังมีปัญหาด้วงแรดอีก ซึ่งปัญหาศัตรูมะพร้าวเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและปริมาณมะพร้าวที่ลดลง

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย ร่วมกับสำนักงานเทศบาลนครเกาะสมุย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว เพื่อรักษามะพร้าวพืชประจำถิ่นให้อยู่คู่กับเกาะสมุยต่อไป โดยเฉพาะเทศบาลนครเกาะสมุย จะสนับสนุนงบประมาณรป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีที่ขณะนี้สถานการณ์ด้วงแรดระบาดหนัก สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย เทศบาลนครเกาะสมุย และเครือข่ายพลเมืองสมุย ร่วมกันรณรงค์ป้องกันกำจัดด้วงแรด และสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุย ก็จะดูแลจัดการแก้ปัญหาเรื่องหนอนหัวดำด้วย เนื่องจากมีงบประมาณจากโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาศัตรูมะพร้าวอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

โดยในส่วนของการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะสมุยดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ตั้งแต่จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสาน ทั้งวิธีกลคือ ตัดทางใบเผาทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ การใช้ศัตรูธรรมชาติ คือแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ ในการควบคุมศัตรูมะพร้าว การใช้สารเคมีฉีดเข้าต้นและพ่นทางใบ เพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำให้สิ้นซาก

พร้อมกันนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวโดยวิธีผสมผสาน เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง เพื่อประสิทธิภาพและความยั่งยืน จากการศึกษาผลการดำเนินการพบว่าวิธีการตัดทางใบ ซึ่งเป็นวิธีที่ดี แต่มีข้อจำกัดคือค่าจ้างแรงงานของเกาะสมุยค่อนข้างสูง ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 300-400บาท/ต้นขณะที่การฉีดสารเคมีเข้าต้น ก็มีค่าแรงสูงกว่าที่อื่นเฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท/ต้นส่วนการปล่อยแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ มีต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) ให้การสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนพร้อมกับอุปกรณ์ให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายแตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์พร้อมปล่อย ฉะนั้นการใช้แตนเบียนบราคอนฮิบิเตอร์ในการกำจัดหนอนหัวดำจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดของเกาะสมุย เพราะมีต้นทุนต่ำและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมให้ทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ ซึ่งพื้นที่อ.เกาะสมุย มีมะพร้าวที่พบหนอนหัวดำเข้าทำลายรวม 20,124 ต้น แบ่งเป็นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร 17,623 ต้น และมะพร้าวที่ความสูงต่ำกว่า 12 เมตร 2,501 ต้น มีทีมรับจ้างรวม 4ทีม แบ่งเป็น ทีมฉีดสารเคมีเข้าต้น3 ทีม และทีมพ่นทางใบ 1 ทีม ทีมละ 3 คน รวม 12 คน ซึ่งแต่ละคนจะต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้สารเคมีและผลผลิตมะพร้าว รวมถึงสิ่งแวดล้อมโดยสารเคมีที่ใช้ในกรณีมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป แต่ห้ามใช้ในมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาล จะใช้วิธีการเจาะเข้าต้น แนะนำใช้สาร emamectin benzoate(อิมาเม็กตินเบนโซเอต) 1.92% EC เท่านั้น ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้นโดยการเจาะลำต้นมะพร้าวสูงจากพื้นดินประมาณ 0.5 – 1 เมตร ในลักษณะมุมเอียงประมาณ 45 องศา จำนวน 2 รู ให้รูอยู่แนวเหนือใต้หรือทิศทางตรงข้ามกัน ขนาดกว้าง 5 หุน ลึก 10 เซนติเมตร

จากนั้นใช้กระบอกฉีดยาดูดสารฉีดเข้าต้นรูละ 15 มิลลิลิตรแล้วใช้ดินน้ำมันอุดรูทันทีและปาดให้ขอบรูเรียบ เพื่อป้องกันสารไหลย้อนออกมาและเพื่อป้องกันอันตรายจากการเข้าสัมผัสสารของมนุษย์หรือสัตว์ ส่วนการพ่นทางใบ ในกรณีที่ต้นสูงไม่ถึง 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอมมะพร้าวกะทิและมะพร้าวทำน้ำตาลทุกระดับความสูง แนะนำให้ใช้สาร cholrantraniliprol(คลอแรนทรานิลิโพรล)5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณใต้ใบมะพร้าวอัตราเฉลี่ย 6-10 ลิตรต่อต้น

“ทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบของเกาะสมุยหาได้ค่อนข้างยาก เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีธุรกิจส่วนตัวอย่างอื่น
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร รีสอร์ท บ้านพักหรือกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ค่อนข้างมีฐานะดีและไม่ค่อยมีเวลา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอพยายามเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนรักษ์มะพร้าว ให้เห็นความสำคัญว่ามะพร้าวเกาะสมุยมีดีมากกว่าเพื่อเก็บผลผลิต แต่มันเป็นการท่องเที่ยวสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ กระทั่งได้ผู้เสียสละเข้ามามีส่วนร่วมสมัครเข้าทีม 4 ทีม ซึ่งแต่ละคนมีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวให้หมดไปจากเกาะสมุย” นายธเรศ กล่าว

สศก.เล็งจัดสัมมนาศกอ.882ราย เพิ่มศักยภาพขับเคลื่อนงานศพก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283874

x

สศก.เล็งจัดสัมมนาศกอ.882ราย เพิ่มศักยภาพขับเคลื่อนงานศพก.

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ตามที่สศก.แต่งตั้งเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) 882 ราย ใน 882 อำเภอ เพื่อร่วมปฏิบัติงานสนับสนุนการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตามนโยบายรมว.เกษตรฯให้เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรของชุมชน และเป็นศูนย์กลางให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรโดยให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯบูรณาการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรด้านข้อมูลข่าวสารถ่ายทอดความรู้ให้บริการและแก้ปัญหาด้านการเกษตรแก่ชุมชน ทั้งนี้ สศก.ฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญให้ศกอ.มาต่อเนื่อง เพื่อให้นำความรู้ความสามารถไปให้บริการข้อมูลข่าวสารในพื้นที่รวมถึงมีส่วนร่วมจัดเก็บข้อมูลการผลิตการตลาดและสถานการณ์การเกษตรด้วย อย่างไรก็ตาม วันที่ 8-9 สิงหาคม สศก.กำหนดจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ มีการบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้ให้ศกอ.ในหัวข้อ“ศาสตร์พระราชา นำพาประชาอยู่รอด” และ“การพัฒนาสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ตลาดอาเซียน” รวมทั้งเสวนาเรื่อง“เศรษฐกิจการเกษตรอาสาร่วมสร้างภูมิปัญญาพัฒนาสู่เกษตร 4.0” จากผู้แทน ศกอ. ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท อ.บ้านนา จ.นครนายก

“เชื่อมั่นว่าการสัมมนาดังกล่าวจะเพิ่มความรู้ในการจัดเก็บข้อมูลและประชาสัมพันธ์ผลงานของสศก.ตลอดจนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯและเปิดโอกาสให้ ศกอ.แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน พัฒนาศักยภาพศกอ.นำไปใช้รขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ฯที่รับผิดชอบต่อไปได้” นายคมสัน กล่าว

สหกรณ์ผนึกกำลังช่วยชาวสวนลำไย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283878

x

สหกรณ์ผนึกกำลังช่วยชาวสวนลำไย

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึง สิงหาคมเกษตรกรผู้ปลูกลำไยต้องประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เพราะผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งปีนี้คาดว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงกว่า 6 แสนตัน เพิ่มจากปี 2559 ร้อยละ 44.60 ที่ผ่านมา กรมมีนโยบายส่งเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลผลิตของเกษตรกร เพื่อให้เป็นกลไกรองรับกระจายผลผลิต โดยปี 2560 กรมฯร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ตั้งเป้ากระจายผลผลิตรวม 1,300 ตัน ประกอบด้วย บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้โลตัส) ลงนามซื้อขายลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด 450-500 ตัน กระจายสู่ห้างเทสโก้ โลตัส บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด 350 ตัน เพื่อกระจายสู่ห้างแม็คโครทุกสาขา บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด กระจายลำไยผ่าน Call Center 1545 เว็บไซต์ www.thailandpostmart.comแอพพลิเคชั่น http://thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ สั่งซื้อได้จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ตกลงซื้อลำไยร่วงจากสหกรณ์เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปจีน 450 ตัน โดยสหกรณ์การเกษตร 8 แห่งใน 6 จังหวัดภาคเหนือ เป็นตัวกลางรวบรวมผลผลิตและช่วยดึงราคาผลผลิตของสมาชิกให้สูงขึ้น ประกอบด้วย สกก.ประตูป่า จำกัด สกก.ส่งเสริมป่าซาง จำกัด จ.ลำพูน สกก.แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร จ.แพร่ จำกัด สกก.ห้วยมะนาว จำกัด, สกก.ศุภนิมิตยางคราม จำกัด สกก.สันป่าตอง จำกัด จ.เชียงใหม่ สกก.ส่งเสริมป่าซาง จำกัด จ.ลำพูน สกก.ป่าแดด จำกัด จ.เชียงราย สกก.เชียงกลาง จำกัด,สกก.ท่าวังผา จำกัด และสกก.ปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด จ.น่าน

สานต่อพระบรมราโชวาท‘ร.9’ กรมชลเร่งEIAสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283876

x

สานต่อพระบรมราโชวาท‘ร.9’ กรมชลเร่งEIAสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมดำเนินโครงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแวดล้อม (EIA) การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง จ.ศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร บรรเทาอุทกภัยบริเวณลำน้ำห้วยขะยุงตอนล่าง ใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาสร้างรายได้เสริมให้ประชาชนและเป็นแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังสนับสนุนนโยบายพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงของชาติ บริเวณเชิงเขาพนมดงเร็ก พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

สำหรับโครงการก่อสร้างอ่างฯห้วยขะยุง เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง หัวงานที่จะสร้างเขื่อนตั้งอยู่ในต.ละลาย อ.กันทรลักษ์ โดยศึกษาไว้ 3 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1แนวสันเขื่อนอยู่ห่างหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยขะยุงไปทางใต้ตามถนนบ้านสามเส้า-ช่องพระพะลัย 115 เมตร เก็บกักน้ำได้ 32.00 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุด 3,750 ไร่แนวทางที่ 2 แนวสันเขื่อนอยู่ห่างหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยขะยุง ไปทางใต้ตามถนนบ้านสามเส้า-ช่องพระพะลัย 350 เมตรเก็บกักน้ำได้ 40.00 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุด 3,812.50 ไร่ และแนวทางที่ 3 แนวสันเขื่อนอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยขะยุง ไปทางใต้ตามถนนบ้านสามเส้า-ช่องพระพะลัย 655 เมตร เก็บกักน้ำได้ 51.56 ล้านลบ.ม.มีพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุด 3,445 ไร่

ดร.สมเกียรติกล่าวด้วยว่า โครงการนี้ยังเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2528 ที่ทรงเน้นพัฒนาเสริมความมั่นคงพื้นที่ชายแดนเขตอีสานตอนล่าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีแหล่งน้ำทำเกษตร ตลอดจนป้องกันแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กรมชลประทานจึงศึกษาที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้พื้นที่ดังกล่าว โดยมีพื้นที่บางส่วนในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพระวิหารและในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ซึ่งขณะนั้นกรมป่าไม้ดูแล

อย่างไรก็ตาม ปี 2545 ได้ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมใหม่ ได้โอนอำนาจหน้าที่รักษาการณ์ ป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ไปกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชดังนั้น เพื่อให้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติฯ และมีพื้นที่อยู่ในเขตป่าเพื่อการอนุรักษ์ (ป่าโซน C) มากกว่า 500 ไร่ จึงต้องศึกษาทบทวน EIA ใหม่ให้ครอบคลุมทุกด้าน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของราษฎรในพื้นที่

“ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาทบทวนวิเคราะห์ผลอีไอเอ คาดจะแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม 2561 และจะเสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาต่อไป ถ้าไม่มีปัญหาคาดว่าก่อสร้างได้ปี 2563 เมื่อเสร็จจะมีพื้นที่ได้ประโยชน์ถึง 40,000 ไร่ ครอบคลุมอ.กันทรลักษ์ และอ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ” ดร.สมเกียรติกล่าว