จัดประกวดโรงเรียนจัดการเรียนรู้ สนับสนุนสหกรณ์ในสถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283647

x

จัดประกวดโรงเรียนจัดการเรียนรู้ สนับสนุนสหกรณ์ในสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีโครงการจัดประกวด เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในสถานศึกษา โดยแบ่งประเภทการประกวดและรางวัล เป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.โรงเรียนภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสมัครเข้ารับการประเมิน 3 กลุ่มโรงเรียน ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลุ่มโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กลุ่มโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโรงเรียนในสังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 2.โรงเรียนภายนอกโครงการที่นำแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯมาขยายผล และได้รับการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีการสมัครเข้ารับการประเมิน 1 กลุ่มโรงเรียน ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รางวัลที่จะได้รับแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มโรงเรียน ๆ ละ 4 รางวัล รวมทั้งสิ้น 16 รางวัล โดยโรงเรียนที่มีผลการประกวดในแต่ละอันดับจะได้รับรางวัล ได้แก่ อันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท อันดับที่ 2 ได้รับเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท อันดับที่ 3 ได้รับเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 17,000 บาท อันดับที่ 4 ได้รับเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283655

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : บูรณาการใช้‘ศาสตร์พระราชา’แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่

ปัจจุบันในแม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1.โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทกตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2.โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50×8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3.โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำบางระก้า จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้งขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกา จังหวัดพิษณุโลก

และ 4.โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน……..นี้จากนั้นจะสรุปเรื่องนำเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หากไม่ติดปัญหาอะไร น่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี……ใช้งบประมาณรวมกันประมาณ………….ล้านบาท” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยมการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึงเพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”

กรมชลประทานได้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม ทั้งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในสาขาของลุ่มน้ำยมแล้วหลายแห่ง และกำลังจะดำเนินการก่อสร้างอีกหลายแห่งการผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำยมก็ดำเนินการแล้ว การขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำก็ดำเนินการแล้วเช่น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต่อยอดวางแผนดำเนินโครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะมีมากถึง 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อรอการระบายได้ 2,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อีกด้วย

จะเหลือแต่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยมให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ได้แต่รอ…แล้วก็รอ มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังไม่เป็นจริงเลย…

ผุด‘แปลงใหญ่’ผสานเทคโนโลยี เกษตรฯฟิตจับมืออิสราเอล-เล็งนำร่อง‘มหาสารคาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283654

x

ผุด‘แปลงใหญ่’ผสานเทคโนโลยี เกษตรฯฟิตจับมืออิสราเอล-เล็งนำร่อง‘มหาสารคาม’

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและชนบทของอิสราเอล รวมถึงได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างเดินทางเยือนรัฐอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำกรอบแผนงานโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้าห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ระยะเวลา 2 ปี (2561-2562) เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงที่มีความชัดเจนและเห็นผลเร็ว เสนอให้ทางอิสราเอลเพื่อทำงานร่วมกัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในระยะเริ่มโครงการจะจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และจัดตั้งแปลงสาธิตขนาด 100-300 ไร่ในพื้นที่เป้าหมาย โดยจะมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ เพื่อทดลองและปฏิบัติจริงตามกระบวนการทางด้านเทคนิคการถ่ายทอดและฝึกอบรมเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างไทย-อิสราเอล ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาดำเนินงานในปีงบประมาณพ.ศ.2561-2562 รวมระยะเวลา 2 ปี โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีพืชทางเลือกหลายชนิด สามารถเพิ่มรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ มีการบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกที่ดีขึ้นและประหยัดการใช้น้า โดยมีระบบการนำน้ำมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนน้าเสียกลับมาใช้ใหม่มีระบบการให้น้ำมีประสิทธิภาพสูงและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งมีองค์ความรู้ในการรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมชลประทานได้พิจารณาคัดเลือกพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามมานำร่องภายใต้กรอบความร่วมมือไทย-อิสราเอลครั้งนี้ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 2.8 ล้านลบม. มีระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่เกษตร 2,270 ไร่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลักในฤดูฝนฤดูแล้งปลูกพริก พืชตระกูลถั่ว และข้าวโพดหวาน แต่มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เนื้อดินมีทรายปนสูง มีการสูญเสียน้ำมาก จึงต้องการใช้เทคโนโลยีการส่งและกระจายน้ำเพื่อให้มีการสูญเสียน้อย และลดผลกระทบปัญหาดินเค็ม” นายสมเกียรติ กล่าว

รักษ์เกษตร : วิธีการเพาะปลูกผักสวนครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283652

x

รักษ์เกษตร : วิธีการเพาะปลูกผักสวนครัว

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การปลูกผักแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ ขอทราบวิธีการปลูกด้วยครับ

เรืองเดช สายชลธาร อ.พรหม จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ผักสวนครัว หมายถึง พืชที่สามารถนำส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นมาประกอบอาหาร ทั้งผล ดอก ลำต้น ใบ ราก และหัว เป็นทั้งไม้ยืนต้น และไม้ล้มลุก ที่มีถิ่นกำเนิด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถปลูกได้ในทุกครัวเรือน เพื่อรับประทาน หรือปลูกเพื่อการจำหน่าย การปลูกเพื่อจำหน่ายมักมาจากแปลงปลูกขนาดใหญ่ ส่วนมากพบในพื้นที่ทุกภาคของประเทศ ที่มีบริเวณใกล้แหล่งน้ำ แม่น้ำ หรือพื้นที่ที่ชลประทานเข้าถึง

ขั้นตอนการปลูกผักสวนครัว มีดังนี้

1.การเลือกพื้นที่ พื้นที่ที่สามารถปลูกผักได้ดี ต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีบ่อน้ำขุด บ่อน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ คลอง อ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือแนวส่งน้ำชลประทาน เนื่องจากพืชผักส่วนใหญ่มีความต้องการน้ำสูง จึงจำเป็นต้องมีน้ำเพียงพอ เพื่อให้ผักสามารถเติบโตจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยวได้

2.การเตรียมแปลง ต้องยกแปลงสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หรือขุดยกร่องลึก เพราะพืชผักส่วนมากมีระบบรากที่ต้องการชอนไชในดินที่ร่วนซุย หน้าดินลึก ทำการไถพรวนแปลง ตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วหว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ร่วมด้วยปุ๋ยเคมี พร้อมไถกลบแปลง

3.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ ต้องมีลักษณะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ อายุเมล็ดพันธุ์ไม่ถึง 1 ปี เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามชนิดพืชที่ปลูก และไม่มีเมล็ดพันธุ์อื่นปลอมปน ทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ และคัดแยกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออก โดยใช้วิธีนำไปแช่น้ำ และนำเมล็ดที่ลอยน้ำออกทิ้งไปนำเมล็ดที่ได้แช่น้ำ ซึ่งระยะเวลาในการแช่ จะแตกต่างกันในแต่ละชนิดของผัก หากเมล็ดพันธุ์ที่มีเปลือกหนา แข็ง อาจใช้เวลาแช่นาน 2-3 วัน ส่วนเมล็ดพันธุ์ผักที่มีเปลือกค่อนข้างบาง ไม่หนา แข็ง จะใช้เวลาแช่ประมาณ 12 ชั่วโมง ถึง 1 วัน

4.การปลูก สามารถปลูกได้หลายวิธี ตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดพืช ได้แก่

-การหว่านเมล็ด เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งจะหว่านเมล็ดหลังการแช่น้ำแล้ว หรือหว่านเมล็ดแห้งก็ได้ ผักที่นิยมการหว่านเมล็ด มักเป็นพืชที่มีลำต้นขนาดเล็ก ขนาดทรงพุ่มน้อย ได้แก่ ผักชี ผักบุ้ง ทั้งนี้ การหว่านเมล็ด อาจเป็นวิธีการเตรียมกล้าผักก่อนย้ายปลูกในแปลงที่เตรียมไว้

-การปลูกด้วยต้นกล้า เป็นวิธีการปลูกด้วยต้นกล้าผักที่เตรียมได้จากแปลงเพาะกล้าด้วยวิธีการหว่านนี้ เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดสำหรับการปลูกผัก โดยมักใช้กับพืชที่มีลำต้นใหญ่ ทรงพุ่มกว้าง ผักที่นิยมปลูกด้วยวิธีนี้ ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า พริก

-การหยอดเมล็ด เป็นวิธีปลูกที่ใช้สำหรับพืชผักที่ต้องการระยะห่างระหว่างต้นมาก มักเป็นพืชที่เป็นเถาหรือเครือ ให้ถอนหรือตัดต้นกล้าที่ไม่มีความแข็งแรง เหี่ยว และตายง่ายออก เช่น ถั่วฟักยาว ฟักทอง มะระ

-การฝังในแปลงปลูก เป็นวิธีปลูกที่ใช้กับพืชผักที่มีการแยกหน่อ แยกเหง้าออกปลูก เพื่อขยายจำนวนต้นหรือกอ โดยฝังลงหลุมหรือแปลงปลูกได้ทันที เช่น กระเทียม ตะไคร้ ขิง ข่า

5.การดูแลรักษา ในระยะ 1 อาทิตย์แรก ทั้งการปลูกด้วยการใช้เมล็ด การปลูกด้วยต้นกล้า และปลูกด้วยการแยกหัวหรือหน่อ จำเป็นต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนต้นกล้าตั้งตัวได้ ตลอดจนถึงระยะเก็บเกี่ยว แต่อาจให้น้ำในปริมาณที่น้อยลง หรือผักบางชนิดที่อาจเว้นช่วงห่างการให้น้ำ เมื่อถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยว

6.การใส่ปุ๋ย ควรใส่ในระยะหลังปลูก 1-2 อาทิตย์ หรือระยะที่ต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว จนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน รวมถึงพืชบางชนิดที่สิ้นสุดการให้ปุ๋ย ที่ระยะก่อนการติดดอกและผล

7.การเก็บผลผลิต พืชผักมักมีระยะการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 40-60 วัน ขึ้นกับชนิดของผัก โดยผักกินใบจะมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าผักกินดอก และผล

การส่งและการขายผัก มักส่งขายในพื้นที่ตัวเมืองของจังหวัด หรืออาจมีพ่อค้ามารับไปจำหน่ายถึงพื้นที่ โดนเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแปลงผักขนาดใหญ่ เพื่อส่งขายไปยังตัวเมืองในจังหวัดต่างๆ รวมถึงกรุงเทพฯ และภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่น้อยในการปลูกผัก

นาย รัตวิ

ยันเอาอยู่!ปราบ‘หนอนหัวดำ’ n เกษตรฯย้ำใช้วิธีผสมผสานแบบคลุมพื้นที่ได้ผลชะงัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283492

ยันเอาอยู่!ปราบ‘หนอนหัวดำ’ n เกษตรฯย้ำใช้วิธีผสมผสานแบบคลุมพื้นที่ได้ผลชะงัด

ยันเอาอยู่!ปราบ‘หนอนหัวดำ’ n เกษตรฯย้ำใช้วิธีผสมผสานแบบคลุมพื้นที่ได้ผลชะงัด

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนว่า ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ โดยดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามหลักการทางวิชาการ และทำครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำจัดหนอนหัวดำให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ซึ่งที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งรัดดำเนินการตามแผนปฏิบัติการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงขณะนี้ โดยเฉพาะสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของเกษตรกร รณรงค์การตัดทางใบที่ถูกหนอนหัวดำทำลายและนำมาเผา เพื่อตัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนหัวดำ อบรมทีมรับจ้างฉีดและพ่นสารเคมี จำนวน 753 ทีม ที่สำคัญคือการปล่อยแตนเบียนบราคอน (Bracon hebetor) ซึ่งแบ่งเป็น 2 รอบ คือ รอบแรกปล่อยแตนเบียนบราคอนจำนวน 5 ครั้ง (พฤษภาคม-กรกฎาคม 2560) โดยปล่อยทุกๆ 15 วัน อัตรา 200 ตัวต่อไร่ ซึ่งขณะนี้ปล่อยแตนเบียนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 35.2 ล้านตัว ครอบคลุมพื้นที่ระบาด 29 จังหวัด เริ่มเห็นการฟื้นตัวของต้นมะพร้าวบ้างแล้ว แต่เพื่อเป็นการกำจัดให้สิ้นซาก จะต้องใช้สารเคมีควบคุมให้อยู่หมัด จากนั้นจะกลับมาปล่อยแตนเบียนอีกครั้งหลังฉีดและพ่นสารเคมีเสร็จ กำหนดปล่อยแตนเบียนต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 16 ครั้ง ภายใน 8 เดือน คิดเป็นแตนเบียนรวมกว่า 252 ล้านตัว เพื่อการควบคุมหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่อง และรักษาสมดุลทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ในการจัดซื้อสารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC และ chlorantraniliprole 5.17% SC ด้วยวิธี
e-bidding ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาผลจากการเสนอราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและส่งมอบให้กับทางจังหวัดได้ดำเนินการมาตรการใช้สารเคมีได้เร็วๆ นี้ ในระหว่างรอสารเคมีทางกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมความพร้อมโดยการอบรมพร้อมทดสอบทีมรับจ้างฉีดและพ่นสารเคมี รวมถึงรณรงค์ให้เกษตรกรตัดทางใบเพื่อกำจัดแหล่งอาศัยของหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วงนี้ฝนตกชุกสามารถช่วยลดการระบาดของ หนอนหัวดำได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากฝนตกทำให้แม่ผีเสื้อบินได้ระยะไม่ไกลนัก การแพร่ระบาดจึงอยู่ในวงจำกัด อีกทั้งน้ำฝนจะช่วยให้เชื้อรามาเกาะที่ปลอกของรังหนอน ทำให้หนอนตายโดยธรรมชาติส่วนหนึ่ง ประชากรหนอนหัวดำจึงลดลงตามลำดับ เมื่อการจัดซื้อสารเคมีเรียบร้อยและดำเนินการฉีดและพ่นตามแผน ร่วมกับการปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าจะสามารถตัดวงจรหนอนหัวดำได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ชูผลงานศพก.อำเภอวัดเพลง ต้นแบบปราบศัตรู‘มะพร้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283490

x

ชูผลงานศพก.อำเภอวัดเพลง ต้นแบบปราบศัตรู‘มะพร้าว’

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประพฤติกิจ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ชุมชนวัดเพลงเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกผัก พริก มะพร้าวแกง เป็นหลัก เพิ่งจะมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมมากขึ้นในช่วง 10 ปีมานี้เอง โดยตนมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมจำนวน 50 ไร่ ที่ผ่านมาตนและเกษตรกรชุมชนวัดเพลงจะดูแลสวนกันเองไม่เคยมีปัญหาศัตรูพืชระบาด จนเมื่อปี 2557-2558 เริ่มมีปัญหาหนอนหัวดำระบาดพื้นที่รวมกว่า 1,000 ไร่ ทางกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้เรื่องวิธีการดูแลรักษาต้นมะพร้าวและการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ ส่งเสริมการผลิตแตนเบียนบราคอน ปล่อยในพื้นที่ที่มีการระบาดของหนอนหัวดำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และรวมตัวเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว เป็นเกษตรแปลงใหญ่ (มะพร้าว) มีสมาชิก 80 ราย พื้นที่รวมกันทั้งหมดประมาณ 700 ไร่ซึ่งสมาชิกจะช่วยกันดูแลสวนของตนเองให้มะพร้าวแข็งแรง หมั่นตัดทางใบและเผาทำลาย เพื่อไม่ให้มีแหล่งอาศัยของหนอนหัวดำ รวมถึงช่วยกันผลิตแตนเบียนบราคอนปล่อยในสวนมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติ

แม้ในช่วงแรกเกษตรกรบางรายยังไม่เชื่อในการใช้แตนเบียนบราคอนว่าจะสามารถป้องกันหนอนหัวดำมะพร้าวได้จริงหรือ แต่พอทดลองปล่อยไปเรื่อยๆ จากพื้นที่ระบาดของหนอนหัวดำ 1,000 กว่าไร่ ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่าหากดูแลจัดการสวนอย่างดี หมั่นตัดทางใบเผาทำลายเพื่อตัดแหล่งอาศัย ควบคู่กับใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุม เขาก็สามารถจัดการกับศัตรูมะพร้าวอย่างหนอนหัวดำได้ ยิ่งตอนนี้มีการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มะพร้าว เกิดอำนาจต่อรองทางการค้าทำให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น เกษตรกรก็พร้อมจะใส่ใจดูแลผลผลิตเป็นอย่างดี สังเกตได้จากปีนี้ในหลายพื้นที่พบการระบาดของหนอนหัวดำรุนแรง แต่ที่ อ.วัดเพลง พบการระบาดเพียงเล็กน้อยและเกษตรกรสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้เอง

เกษตรบูรณาการ : หาม้าออกศึก ให้เข้าตา…..ยามเข้าตาจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283491

251598

เกษตรบูรณาการ : หาม้าออกศึก ให้เข้าตา…..ยามเข้าตาจน

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

งวดเข้ามาทุกที ในเรื่องของการประเมินผลงานของรัฐบาลว่า กระทรวงไหนเข้าตา กระทรวงไหนไม่เข้าใจ ทำให้ผลงานไม่มีการขับเคลื่อนสู่สายตาประชาชน จนเป็นเหตุให้ เกิดปัญหาต่อการพัฒนาประเทศชาติ มามองกันให้เด่นชัดกันไป ในส่วนงานของกระทรวงเกษตรฯ มาถึงวันนี้ที่มีรมว. ที่ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ  และมีอีกรัฐมนตรีช่วยที่ มีนามกล่าวขานว่า  “ชุติมา บุณยประภัศร” ถึงวันนี้สังคม แทบไม่รู้จักชื่อ  จนเป็นต้นเหตุของผลการสำรวจบางสำนัก มีการสุ่มถามตัวอย่างผลงานของรัฐมนตรี ยุคนี้ว่ากระทรวงไหน ควรจะถูกโยกย้าย

และก็เป็นไปตามคาดหมาย กระทรวงที่นำโด่งมากกว่ากระทรวงอื่นนั้นคือ กระทรวงเกษตรฯ ที่มีหัวเรือใหญ่ คือ ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” นั้นเองงานนี้ก็ตามเดิม ตามความคาดหมาย คนที่เต้นมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกมาตอบโต้โพลล์ที่สำรวจความคิดเห็น นั้นคือ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างท่านปลัดฝน  “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” เพราะท่านคิดของท่านเสมอว่าตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ฉันมุ่งสร้างสรรค์ฉันหวังพัฒนาภาคการเกษตร และสิ่งที่ฉันทำฉันทำมากมาย และจะให้เห็นทันตา ไม่มีทางต้องค่อยเป็นค่อยไป สังคมต้องเข้าใจ สื่อต้องเข้าใจท่านปลัด “ฝน” ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

งานนี้ต้องบอกว่า ที่ผ่านมาท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนนี้ตั้งใจจริงแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านอาจอยากเห็นภาคการเกษตรของไทยพัฒนาไปได้ด้วยดี แต่การคิดว่า อย่างเดียว คงไม่มีวันพัฒนาไปได้ เพราะต้องยอมรับว่า การที่ท่านก้าวเข้ามาอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ แบบหัวเดียวกระเทียมลีบไม่สนใจใคร ก็อย่าหวังจะทำงานเดินหน้าไปได้ เพราะคนกระทรวงเกษตรฯ ระดับบิ๊กหลายคนก้มหน้าไม่ได้ และพร้อมที่จะเป็นหอกทิ่มแทงได้ตลอดเวลา ต้องบอกว่าแต่ละคน เขี้ยวลากดินโดนสวนเอาง่ายๆหากไม่แน่จริง แม้จะใหญ่แค่ไหนก็มีสิทธิ์ล้มกลางแดดได้ หากเสาค้ำไม่ดีพอ และทีมงานไม่เข้มแข็งพอ นั้นคือจุดเสียของท่านปลัด “ฝน” ว่ากันง่ายๆ ว่ากันว่าบางทีมีอธิบดีบางคนมาขอพบท่านปลัด ทีมงานหน้าห้องยังถามหน้าตาเฉยว่าท่านเป็นใคร  เรื่องแค่นี้ทีมงานท่านยังไม่รู้ว่าใครเป็นใครก็อย่าหวังจะได้ใจคนกระทรวง ให้เดินหน้าต่อได้ สุดท้ายผลงานไม่มีก็ต้องเดินจากไป เพื่อให้คนใหม่มาสานต่อ

มาวันนี้ ต้องลุ้นกันต่อไปว่าใคร จะเข้าตากรรมการอย่างนายกรัฐมนตรี เพราะแว่วกันว่าที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ ส่งรายชื่อไป แต่มันดันไม่เข้าตากรรมการ ว่ากันว่า คนที่ถูกเสนอชื่อไปยังเลือดสาดซิบ ส่วนจะอย่างไรลองลุ้นกันสักตั้งเพราะมีคนเล่าให้ฟังว่าสัปดาห์นี้  มีตัวเลือกตั้ง 3 คน ให้ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เลือก คนแรกคือจอมยุทธ์ แห่งการเอาใจ ที่อดีตเคยเป็นดาวตลกของมหา’ลัยแห่งหนึ่งย่านบางเขน  ส่วนคนที่สอง เป็นอดีตนักเรียนนอกที่รูปหล่อพ่อรวย  ส่วนคนที่สาม เป็นคนที่เคย เจ็บเพราะนาย และลูกน้อง แต่ก็เข้าใจงานเกษตรฯเชื่อมได้ทั้งสายเก่าและสายใหม่ ส่วนท่านนายกฯ จะเลือกม้างานตัวไหน คงต้องรอลุ้นกัน และต้องบอกว่าการเลือกม้าศึกครั้งนี้ วัดทั้งใจวัดทั้งกึ๋นของ คนตั้ง…จบป๊ะ….

ราชดำเนิน 

กยท.เร่งช่วยเหลือ’ชาวสวนยาง’ หลังถูกโกงเสียหายกว่า50ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283166

กยท.เร่งช่วยเหลือ'ชาวสวนยาง' หลังถูกโกงเสียหายกว่า50ล้าน

กยท.เร่งช่วยเหลือ’ชาวสวนยาง’ หลังถูกโกงเสียหายกว่า50ล้าน

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 14.17 น.

28 ก.ค.60 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เปิดเผยว่า กรณีที่มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางได้รวบรวบผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับเงิน เป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท จากการเปิดจุดรวบรวมยางที่ “ลานคนเกษตร” ต.ส้มป่อย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ล่าสุด กยท .ได้เตรียม ให้ความช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการดังกล่าวแล้ว โดยให้ตัวแทนกลุ่มสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับความเสียเข้าไปแจ้งและประสานงานได้ที่ กยท. เพื่อเป็นข้อมูล และ กยท.จะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีหลายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศนำผลผลิตมาขาย เนื่องจาก การเสนอราคารับซื้อยางสูงกว่าท้องตลาด และเบื้องต้นก็ ได้มีการแจ้งความ ณ สภ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์และถือว่า สร้างความเสียหายให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอย่างมาก โดยหากตัวแทนกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียในกรณีนี้ ที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็ สามารถเข้าไปแจ้งและประสานงานได้ที่ กยท. เพื่อเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง และ กยท.จะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ ให้เร็วที่สุด

ระดมสินค้าคุณภาพทั่วปท.เข้ากรุง จัดงาน‘เกษตรก้าวหน้า’สวนลุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283040

x

ระดมสินค้าคุณภาพทั่วปท.เข้ากรุง จัดงาน‘เกษตรก้าวหน้า’สวนลุมฯ

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ในระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม ที่ สวนลุมพินี กทม. โดยจะมีเกษตรกรนำสินค้าดี มีคุณภาพ เกรดพรีเมียมมาจำหน่ายในราคายุติธรรมรวมกว่า 200 บูธ คาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะได้รับเสียงตอบรับจากคนเมืองเป็นอย่างดีตลอดทั้ง 5 วัน โดยทุกวันจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษบนเวทีกลางภายในงานเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ทางด้านวิชาการและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยประชาชนสามารถเข้าชมงานฟรี และเลือกซื้อสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพจากมือเกษตรกรตัวจริง

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าภายในงานนอกจากจะมีการขายสินค้าจากเกษตรกรคุณภาพ อาทิ จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวบรวมและจัดช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผัก ผลไม้ อินทรีย์ อาหารทะเลไร้สารพิษ เช่น สตรอเบอรี่ ฝรั่งกิมจู แตงโม มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ไข่ไก่นมแพะ เนื้อสัตว์อินทรีย์ไขมันต่ำ โปรตีนสูง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมแพะ ทำจากน้ำนมแพะที่เลี้ยงด้วยความใส่ใจ กินอาหารที่ดี ทำให้น้ำนมที่มีคุณภาพ นำมาแปรรูปเป็นสบู่และครีมนมแพะ ผสมผสานกับ“น้ำมันฮับบะตุสเซาดะห์” จากประเทศซาอุดีอาระเบีย มีสรรพคุณต่อต้านอนุมูลอิสระต่อต้านริ้วรอย เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ได้ครีมนมแพะที่มีกลิ่นหอมติดทนนาน และทำให้ผิวเนียมนุ่ม น่าสัมผัส

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมกิจกรรมพิเศษ สาธิตการประกอบอาหาร เช่น การทำวุ้นสับปะรด น้ำเยลลี่มะม่วง การทำซอสมะม่วง การทำข้าวเกรียบมะม่วง จากกรมวิชาการเกษตร สาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม จากกรมหม่อนไหมการทำไอศกรีมข้าวกล้อง จากกรมการข้าว สาธิตการปรุงอาหารฯ เป็ดอี้เหลียง และหมูจินหัวจากกรมปศุสัตว์ และ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ทำลิปบาล์ม การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีต่างๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตร การอบรมและสาธิตการทำ “ดอกดารารัตน์” ดอกไม้จันทน์จากกระดาษฟางข้าว และยังมีสินค้าอื่นๆ จากมือเกษตรกรมากมายมาให้เลือกซื้อโดยตรง มีผลผลิตดีๆ นวัตกรรมที่ทันสมัย มีการแสดงจากศิลปินชั้นนำ ของประเทศ อาทิ วงโปเตโต้ วงค็อกเทล ป้าง นครินทร์ รวมทั้งภายในงานยังมีโซนฟู้ดคอร์ดจากอาหารจานโปรดที่ปรุงสดใหม่ทุกวันให้ประชาชนได้เลือกชิม

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283042

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิสาหกิจชุมชน เป็นรูปแบบของการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อร่วมกันดำเนินกิจการด้วยการผลิตสินค้าหรือให้บริการด้านต่างๆ เน้นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เกิดกับคนในชุมชนนั้นๆ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่สำคัญ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยมุ่งให้ความรู้ สนับสนุนให้มีการร่วมมือของคนในชุมชน เพื่อนำวัตถุดิบ ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

โดยแต่ละปีจะมีการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตขึ้น เพื่อคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างหรือต้นแบบแก่วิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งในปี 2560 วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอผ้าเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มป่าชุมชนป่าชุมชนตำบลลุ่มสุ่มต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชนตำบลแหลมผักเบี้ย ดำเนินกิจการแปรรูปและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 โดยความโดดเด่นของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ คือ มีการกำหนดกฎกติกาสำหรับสมาชิกเพื่อให้เกิดระเบียบในการปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะการทำประมงอย่างรับผิดชอบ และมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีแนวทางฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่ม จะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดกฎระเบียบกติกาในการปฏิบัติ และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการจัดการที่ดีเพื่อนำไปสู่ความยั่นยืนในอาชีพ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดการเงินทุนและจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ โดยกระบวนการแบบมีส่วนร่วมและใช้หลักคุณธรรม สมาชิกทุกคนมีความพอใจ มีเป้าหมายส่งเสริมการทำประมงและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพและรายได้แก่ชุมชน ผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้า สินค้ามีคุณภาพ มีการตรวจสอบควบคุมอย่างสม่ำเสมอ และมีฐานคิดในการกำหนดราคาอย่างมีเหตุผล มีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันที่มีความหลากหลาย เชื่อมโยง เกื้อกูลกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบกิจการ สามารถสร้างความพอใจและความสุขให้สมาชิก ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นในสถาบัน และสร้างความมั่นใจของสมาชิกในการดำเนินการร่วมกับกลุ่มต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงเข้มแข็งของกลุ่ม สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ มีเงินทุนสำรองสำหรับประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง การรับสมาชิกเพิ่มขึ้น มีการเตรียมการเพื่อสืบทอดกิจการในอนาคต รวมทั้งมีการตั้งงบประมาณการใช้จ่ายไว้ 20% ต่อปี เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น การสร้างบ้านให้ปลาเป็นการอนุรักษ์ให้ปลาได้มีที่อาศัย การอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า โดยให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนนำปูไข่นอกกระดอง นำมาเลี้ยงในธนาคารปูม้าเพื่อการขยายพันธุ์ปูและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การใช้เครื่องมือประมงตามที่กฎหมายกำหนด

ผลที่เกิดขึ้นในชุมชนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนแห่งนี้ ได้แก่ 1.ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความสมบูรณ์ จากกิจกรรมสร้างบ้านปลา อนุรักษ์บ้านปู 2.คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จับสัตว์น้ำได้มากขึ้น และได้ขายสัตว์น้ำในราคาที่เป็นธรรม3.เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน จากการขยายผลการพัฒนาของวิสาหกิจชุมชนในด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ จากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชน นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็งสร้างงานสร้างรายได้ เกิดความยั่งยืนในอาชีพ