เลาะรั้วเกษตร : วาระแห่งชาติ…เขตปลอดผักตบชวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283039

281225166

เลาะรั้วเกษตร : วาระแห่งชาติ…เขตปลอดผักตบชวา

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ข่าวในพระราชสำนักที่นำเสนออย่างต่อเนื่อง และเป็นข่าวที่สร้างความปลาบปลื้มให้พสกนิกรชาวไทยข่าวหนึ่ง คือข่าว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการ และประชาชนจิตอาสาในชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ทำความสะอาดขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อเวลาฝนตกอันแสดงให้เห็นถึงพระเมตตา และการเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรโดยเฉพาะชาวชุมชนต่างๆในกรุงเทพมหานครนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 28 กรกฎาคม ขอพระราชทานพระราชานุญาตถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชนชาวไทยตลอดไป

ดูจากข่าวจะเห็นว่าคลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานครนอกจากจะมีขยะแล้ว ยังมีผักตบชวาด้วย บางคูคลองผักตบชวาขึ้นอย่างหนาแน่น จึงไม่แปลกใจเลยว่าฝนตกมาสักนิดสักหน่อย น้ำก็ท่วมขังแล้ว…

เมื่อเห็นผักตบชวา ก็ให้คิดถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ไปดำเนินการกำจัดผักตบชวามาหลายปีแล้ว แต่ผักตบชวาก็ยังไม่หมดเสียทีจนร่ำๆ จะถอดใจกับวาระแห่งชาติ “เขตปลอดผักตบชวา” เสียแล้ว พร้อมกับรู้สึกเสียดายที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการกำจัดผักตบชวาไปแล้วหลายพันล้านบาท……

ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำหลักให้กับ 4 หน่วยงาน หน่วยงานแรกคือ กรมชลประทาน รับผิดชอบ แม่น้ำท่าจีนบางส่วน แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก รวมถึงคูคลอง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นของกรมชลประทานทุกแห่ง กรมเจ้าท่า รับผิดชอบ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และคลชองที่เชื่อมกับแม่น้ำน้อย และแม่น้ำป่าสักบางส่วน

กรมโยธาธิการและผังเมือง รับผิดชอบแม่น้ำแม่กลอง จากเขื่อนแม่กลองถึงอ่าวไทย และแม่น้ำท่าจีนจากประตูน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงอ่าวไทยกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตรและคลองสาขาต่าง ๆ ในพื้นที่ที่กรุงเทพมหานครดูแล

เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นเป็นข่าวสั้นๆ ทางโทรทัศน์ว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการกำจัดผักตบชวาในรูปแบบ “ประชารัฐ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 -จนถึงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สามารถกำจัดผักตบชวาได้มากกว่า 11 ล้านตัน วิธีการหนึ่งที่กรมโยธาธิการฯใช้ในการกำจัดคือ สร้างสถานีทุ่นลอยดักเก็บผักตบชวาไม่ให้ไหลกระจายเป็นวงกว้าง เพื่อสะดวกในการเก็บขึ้นมาทิ้ง ทั้งนี้ ได้สร้างสถานีทุ่นลอยไปแล้ว 4 แห่ง ที่แม่น้ำแม่กลอง 1 แห่ง และ แม่น้ำท่าจีน 3 แห่ง พร้อมกับจัดหาสถานที่ทิ้งผักตบชวาที่เหมาะสมที่จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ 200 ไร่ด้วย

สำหรับกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ดูแลเขื่อนสำคัญ ๆ หลายเขื่อน ย่อมต้องเดือดร้อนถ้าผักตบชวาลอยหนาแน่นขวางทางน้ำ ทำให้การบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ดังนั้น งานสำคัญของกรมชลประทานนอกจากบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังต้องกำจัดผักตบชวาให้หมดสิ้นไปด้วย

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทานธนา สุวัฑฒน ออกมาบอกว่า นำเชื้อราชนิดหนึ่งมาใช้กำจัดผักตบชวา ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถใช้กำจัดผักตบชวาขนาดเล็กได้ผลดีจึงน่าจะนำมาใช้ควบคุมผักตบชวาที่อยู่บริเวณต้นน้ำหรือผักตบชวาที่หลงเหลือจากการกำจัดด้วยเครื่องจักรทั้งนี้ยังต้องรอการทดสอบประสิทธิภาพจากผู้ผลิตเชื้อรารวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกระยะหนึ่ง……ซึ่งคิดว่าค่าใช้จ่ายที่ว่านี้น่าจะน้อยกว่างบประมาณที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้ามากมาย แต่ได้ผลดีกว่าเพราะทำลายถึงรากถึงโคน

อย่างไรก็ตาม การกำจัดผักตบชวา ลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือลำพังหน่วยงานราชการฝ่ายเดียว คงไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นได้ถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ หรือช่วยกำจัด คำว่า“บูรณาการ” หรือ “ประชารัฐ” สำหรับวาระแห่งชาติ“ปลอดผักตบชวา” น่าจะต้องไปด้วยกัน……

แว่นขยาย

กรมชลสำรวจ “ทุนชุมชน” ดันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283112

กรมชลสำรวจ "ทุนชุมชน" ดันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรท้องถิ่น

กรมชลสำรวจ “ทุนชุมชน” ดันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 20.23 น.

กรมชลประทานสำรวจทุนชุมชน เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูล  สำหรับใช้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาภายในชุมชน ระบุลำพังทุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่พอ  ต้องอาศัยพลังประชาชนเข้ามีส่วนร่วมด้วย

นายสุจินต์  หลิ่มโตประเสริฐ  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายพื้นที่พบว่า  แต่ละพื้นที่มีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะปัจจัยที่เรียกเป็นทุนชุมชน เช่น ทุนวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ตนจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่สำรวจและรวบรวม  เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทุนชุมชนสำหรับวางแผนพัฒนาต่อไป

“การพัฒนาไม่สามารถใช้ทุนจากข้างนอกเพียงฝ่ายเดียวได้ จำเป็นต้องใช้ทุนภายในชุมชนเข้าร่วมผสมผสานด้วย เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงและจำเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนการพัฒนา ยิ่งชุมชนไหนมีทุนชุมชนหลากหลายก็มีโอกาสพัฒนาได้เร็วขึ้น”

โดยปกติการใช้กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการจัดเวทีชาวบ้านและจัดทำประวัติศาสตร์ของชุมชน โดยชาวบ้านเป็นผู้เล่าความเป็นมาและบันทึกข้อมูล เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของชุมชน ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงศักยภาพที่ชุมชนมีอยู่

นายสุจินต์กล่าวว่า ชุมชนที่ไม่ค่อยเข้มแข็ง เมื่อลงพื้นที่รับฟัง  ชาวบ้านมักพูดเฉพาะแต่ปัญหาแทบทุกเรื่องโดยไม่เห็นทางออก ซึ่งเป็นการสั่งสมทัศนคติด้านลบ ทั้งที่ในชุมชนเหล่านั้นก็มีสิ่งดีๆ มากมาย แต่ถูกมองข้ามไป จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดของชุมชนเสียใหม่ จากที่มองเห็นแต่ปัญหา ให้กลับมามองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่หรือศักยภาพของชุมชน โดยเฉพาะเมื่อร่วมกันคิด วางแผนและลงมือทำ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีพลังสำคัญอย่างยิ่ง

“เป็นการปลุกให้ตื่นรู้ ตื่นหาทางออก  บางชุมชนมีทุนส่วนตัว เช่น ที่พักแบบโฮมสเตย์ รถตู้โดยสาร พืชผักผลไม้ การผลิตข้าวของเครื่องใช้ในชุมชน ฯลฯ ก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้  ในชั้นต้นเลย ทีมงานจากภายนอกที่เข้าไปทำเวทีชาวบ้านเช่าหรือซื้อข้าวของเหล่านั้น  ชาวบ้านพลอยได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วย”

พร้อมกับยกตัวอย่างชุมชน ต.ป่าแดด  อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่ถือเป็นชุมชนเข้มแข็งมาก ผู้บริหารท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดงานรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในฐานะทรงเป็นผู้ให้กำเนิดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านจากทุกหมู่เข้ามาร่วมงานในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีโดยพร้อมเพรียงกัน า ต่อมาเพิ่มการจัดแข่งขันกีฬา โดยร่วมกันเดินในขบวนด้วย รวมทั้งมอบโล่และประกาศเกียรติบัตรให้บุคคลดีเด่นในการทำประโยชน์ให้ชุมชน ถือเป็นวันรวมน้ำใจคนตำบลป่าแดด

“ทุนความเข้มแข็งนี้ ยังแผ่ไปถึงส่วนราชการระดับอำเภอ ที่นอกจากจัดงานวันเดียวกันบริเวณที่ว่าการอำเภอแล้ว ยังต้องเจียดเวลามาร่วมงานที่จัดโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ด้วย ยกระดับเป็นทุนสามัคคีในระดับที่กว้างขึ้น นำไปเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” นายสุจินต์กล่าว

แตกใบอ่อน : เสือข้ามห้วย-เสือลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282841

807934531

แตกใบอ่อน : เสือข้ามห้วย-เสือลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใดกับข่าวการถูกเด้งออกจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯของ “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ”ไปนั่งตบยุงอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเพราะความจริงก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะอยู่แล้วว่าแกจะถูกเขี่ยออกจากเก้าอี้ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะตั้งแต่เมื่อคราวโยกย้ายเมื่อปลายปีก่อนแล้วที่มีข่าวลักษณะนี้หลุดออกมา

ส่วนสาเหตุก็อย่างที่ทราบกันตั้งแต่ปีมะโว้ คือ ปลัดกับรัฐมนตรีทำงานไม่เข้าขากัน โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีนายใหญ่กระทรวงเกษตรฯ มองว่า ปลัดธีรภัทรทำงานไม่เข้าเป้า ผลงานไม่เข้าตาเพราะสั่งงานใครไม่ได้ ลูกน้องไม่เชื่อฟังซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปลัดธีรภัทรแกไม่ใช่ “ลูกหม้อ” ของกระทรวงเกษตรฯ แต่เป็นที่รัฐมนตรีฉัตรชัยนี่แหละที่ไปลากแกมาจากเก้าอี้ “อธิบดีกรมป่าไม้”

การเป็นเสือ “ข้ามห้วย” มากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่ก่อปัญหาให้กับปลัดธีรภัทร เพราะอย่างแรก กระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงที่ค่อนข้างใหญ่ มีขอบเขตภารกิจที่ค่อนข้างกว้างขวาง และที่สำคัญ คือ “ขาใหญ่” ค่อนข้างเยอะ

ดังนั้นการที่อยู่ๆ ไปเอาคนจากข้างนอกที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจหรืออาจจะเรียกได้ว่ายังมีความ “อาวุโส” และ “บารมี” ไม่มากพอมาทำงานแบบปลัดธีรภัทร พอมาเจออธิบดีหรือข้าราชการระดับเขี้ยวลากดินหน่อย คุณธีรภัทรเองก็แทบจะกลายเป็นง่อย สั่งงานใครไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นพอรัฐมนตรีมอบหมายงานอะไรลงมา ก็กลายเป็นงานไม่เดินไปเสียอย่างนั้น

ในขณะที่เนื้องานของกระทรวงเกษตรฯเอง ยิ่งนับวันก็ยิ่งต้องอาศัยกระบวนการขับเคลื่อนเชิงรุกมากขึ้นไปเรื่อยๆ และมีภารกิจสำคัญให้ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อเกิดช่องว่างระหว่างปลัดกับผู้บริหารคนอื่นๆ และปลัดกับรัฐมนตรี สุดท้ายปลัดธีรภัทรก็เลยต้องตายอย่างเขียด

จาก “เสือข้ามห้วย” ก็ต้องกลายเป็น “เสือลำบาก” เป็นผู้รับบาป-รับกรรมไปคนเดียว

สิ่งที่ต้องจับตากันต่อหลังจากนี้ คือ แล้วใครที่จะได้ขึ้นมาเป็นปลัดคนต่อไปซึ่งตามข่าวที่ออกมาก็มีรายชื่อ “แคนดินเดต”อยู่แค่เพียง 2 คน คือ รองปลัดฯ“เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” กับ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร “สมชาย ชาญณรงค์กุล”

2 คนนี้จะว่าไปก็มีชื่อเป็นแคนดิเดตมานานตั้งแต่มีข่าวปลดปลัดธีรภัทรในช่วงแรกๆ เพราะได้ทั้งความอาวุโส ความสามารถด้านบริหาร รวมทั้งเป็นคนของกระทรวงเกษตรฯ จึงทำให้ได้ใจคนในองค์กรมากทั้งคู่ โดยแต่เดิมชื่อที่มาแรงเป็นพิเศษ คือ รองปลัดเลิศวิโรจน์ เพราะมีข่าวว่าแกทำงานถูกอกถูกใจและ “เข้าตา” ท่านนายกฯ“ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อย่างหนัก จนถูกหยิบยกไปพูดถึงบ่อยครั้ง เช่น ผลงานเรื่องแผนการทำเกษตรเหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ (Agri Map) นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับสายทหาร โดยจุดอ่อนเดียวที่มีก็น่าจะมีเพียงเรื่องความเชี่ยวชาญสายงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ เนื่องจากรองปลัดเลิศวิโรจน์ เป็นสายตรงทำงานอยู่ใน “กรมชลประทาน” เป็นหลัก กระทั่งได้ขึ้นเป็นอธิบดีจนครบวาระ 4 ปีถึงได้ย้ายออกมาเป็นรองปลัดฯ

ขณะที่ อธิบดีสมชาย แม้แต่เดิมจะมีภาษีน้อยกว่า แต่ระยะหลังถือว่ามาแรง เพราะเป็น “คีย์แมน” สำคัญที่คอยขับเคลื่อน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ และสำคัญไม่แพ้งาน “เกษตรแปลงใหญ่” เลยทีเดียว ซึ่งอธิบดีสมชายก็สามารถทำได้ค่อนข้างเข้าตารัฐมนตรี นอกจากนี้หากจะดูเรื่องความกว้างขวางในเนื้องานของกระทรวงเกษตรฯ ตัวของอธิบดีสมชายก็ต้องถือว่าครบเครื่องไม่เบา เพราะเคยผ่านงานทั้งรองปลัดกระทรวงฯ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก่อนจะมานั่งในเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ดังนั้นถ้าเป็นมวย สำหรับ 2 คนนี้ก็ต้องถือว่าเป็นมวยถูกคู่ แต่สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าใครจะเฉือนใคร หรือจะมี“ตาอยู่” โผล่มาจากไหนอีกหรือไม่ คงไม่นานก็น่าจะได้รู้กัน

มะลิลา

ส่ง‘แตนเบียนบราคอน’5ล้านตัว ระดมปล่อยพื้นที่หนอนหัวดำระบาดตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282844

x

ส่ง‘แตนเบียนบราคอน’5ล้านตัว ระดมปล่อยพื้นที่หนอนหัวดำระบาดตะวันออก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช(ศทอ.) จังหวัดชลบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ในจำนวนนี้มี 6 จังหวัดที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าว ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด และสมุทรปราการ ซึ่ง ศทอ.มีหน้าที่รับผิดชอบในการผลิตขยายพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน สนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและกลุ่มเกษตรกร นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์แตนเบียนบราคอนไว้ใช้เอง เพื่อป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในพื้นที่ที่พบการระบาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปี 2559/60 ได้ผลิตขยายแตนเบียนบราคอนสนับสนุนให้กับ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบรวมกว่า 5,507,000 ตัวพร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับหนอนหัวดำมะพร้าว รวมทั้งถ่ายทอดความรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสาน โดยเฉพาะการใช้แตนเบียนบราคอนซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนหัวดำมะพร้าว ที่เข้าทำลายในระยะหนอน สามารถใช้ควบคุมหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาการระบาดลดลง ทั้งนี้ ศทอ. ยังได้ติดตามและประเมินผลการปล่อยแตนเบียนบราคอน ในพื้นที่ที่พบการระบาดของหนอนหัวดำได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ให้การยอมรับในวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช

“ศทอ.ชลบุรี มีความพร้อมในการผลิตขยายพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน สนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน รวมถึงเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตในพื้นที่ภาคตะวันออก ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการเพาะขยายแตนเบียนบราคอนไว้ใช้เองได้ หรือเรื่องเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานที่เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการศัตรูพืชชนิดต่างๆ ก็สามารถเข้ามารับความรู้เหล่านี้ได้เช่นกัน โดยติดต่อได้ที่ 15 หมู่ที่ 11 ต.หนองปรืออ.บางละมุง จ.ชลบุรี โทรศัพท์ 0-3823-1271หรือติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.pmc03.doae.go.th” นายกฤษฎา กล่าว

แจงสี่เบี้ย : หมอดินอาสานนทบุรี ปราชญ์เกษตรกรของแผ่นดินปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282839

227832

แจงสี่เบี้ย : หมอดินอาสานนทบุรี ปราชญ์เกษตรกรของแผ่นดินปี’60

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“นายยวง เขียวนิล” หมอดินอาสาประจำจังหวัดนนทบุรี ปราชญ์เกษตรกรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2560 เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้มีคุณความดี มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และความสามารสู่สังคม

นายยวง เขียวนิล เปิดเผยว่า เดิมเมื่อปี 2531 ทำการเกษตรแล้วพบปัญหาเรื่องสภาพดิน ทำให้ปลูกพืชไม่ประสบ
ความสำเร็จ จึงขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำจากกรมพัฒนาที่ดินจนได้รับความรู้เรื่องการปรับปรุงดิน รวมทั้งการทำปุ๋ยหมักด้วยผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพกรมพัฒนาที่ดินซึ่งหลังจากนำมาใช้จริงพบว่า สามารถฟื้นสภาพดินให้ดีขึ้น ปลูกพืชผักได้ ทำให้เกษตรกรพื้นที่ข้างเคียงเข้ามาสอบถามจึงได้แนะแนวทางและวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน จากนั้นจึงเริ่มศึกษาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมถึงการทำเกษตรผสมผสาน

จากความพยายามและการทุ่มเทในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ให้มีคุณภาพที่ดิน สามารถปลูกพืชได้หลากหลาย ส่งผลให้ลุงยวงได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่นของเขต อีกทั้งได้พัฒนาพื้นที่ของตนเองให้กลายเป็นแหล่งการเรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรให้มีคุณภาพ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชุมชน เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ดินเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะปลูกต้นไม้สักต้น จะต้องพึ่งพาดิน หากดินไม่ดีต้นก็ไม่สามารถเติบโตได้ และจากประสบการณ์ การดูลักษณะสีของดิน จะทำให้ได้รู้ว่า ดินลักษณะไหนคือดินที่ดี และทราบถึงคุณสมบัติดินว่าดินแบบไหนคือดินที่จะต้องปรับปรุง โดยการพัฒนาที่ดินนั้น จะมองว่ายากก็ไม่ยาก จะมองว่าง่ายก็ไม่ง่าย แต่ถ้าหากได้มีการศึกษา จะทำให้เราสามารถต่อยอดความรู้ได้อย่างไม่มีวันหยุด” นายยวง กล่าว

สศก.ติดตามผลธนาคารหม่อนไหม ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282840

x

สศก.ติดตามผลธนาคารหม่อนไหม ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้ตลอดปี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการธนาคารปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม (เส้นไหม) ปี 2560พบว่า ขณะนี้ธนาคารได้รับการสนับสนุนเส้นไหมไปแล้วจำนวน 416 กก. และเกษตรกรมีการยืมเส้นไหมจากธนาคารไปบ้างแล้ว โดยเกษตรกรมีต้นทุนในการทอผ้าเฉลี่ยเมตรละ 500-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับลายผ้า (ไม่รวมค่าแรงในการทอ) และเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาเมตรละ 1,500-1,800 บาท

สำหรับภาพรวม เกษตรกรพึงพอใจต่อนโยบายการสนับสนุนให้มีธนาคารในชุมชนในระดับมาก เนื่องจากช่วยให้เกษตรกรมีเส้นไหมใช้ในการผลิตผ้าไหมได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีใบหม่อนเลี้ยงไหม และเส้นไหมมีราคาสูงช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมหรือนำผ้าที่ทอได้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้มีรายได้เสริมให้กับครอบครัว มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม ปี 2560 ดำเนินการจัดตั้งขึ้น 6 แห่ง ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา มหาสารคาม และชัยภูมิ เพื่อให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับการทอผ้าอย่างเพียงพอ โดยกรมหม่อนไหมสนับสนุนเส้นไหมตั้งต้นให้กับธนาคาร เพื่อให้สมาชิกไปบริหารจัดการภายในชุมชน เกษตรกรสมาชิกสามารถยืมเส้นไหมไปทอผ้า เมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดนำเส้นไหมหรือเงินมาคืนตามข้อตกลงและระเบียบของแต่ละธนาคาร

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282845

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกรโดยให้มีการรวมตัวกันของเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี ที่มีความสนใจในด้านการเกษตร จัดตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกรเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินการชีวิตในสังคมโดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และปฏิบัติจริง (Learning by doing)
ให้สมาชิกยุวเกษตรกรมีความสามารถและมีความพร้อมในการสืบทอดอาชีพการเกษตรโดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการประกวดกลุ่มสมาชิกและที่ปรึกษายุวเกษตรกรทุกปี ทั้งระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้ขวัญกำลังใจแก่กลุ่ม สมาชิก และที่ปรึกษายุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น สำหรับเขตภาคใต้ตอนล่าง ในปัจจุบันมีกลุ่มยุวเกษตรกรจำนวน 486 กลุ่ม จำนวนสมาชิก 9,720 คนและในปี 2559 นายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซีสมาชิกยุวเกษตรกรของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนดารุลรอห์มาฮ์ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ระดับประเทศ

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการประกวดกลุ่มสมาชิกและที่ปรึกษายุวเกษตรกรเป็นประจำทุกปีเพื่อส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับกลุ่มยุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น และสำหรับในเขตภาคใต้ตอนล่างนั้นนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1ระดับประเทศ โดยนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่ทำการเกษตรมีเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ติดกับญาติพี่น้อง สังเกตเห็นว่าพ่อแม่มีความสุขกับการปลูกพืชผักต่างๆ และสมาชิกในครอบครัวได้รับประทานผักสดทุกวัน เลยรู้สึกสนุกอยากช่วยพ่อแม่ทำกิจกรรมในยามว่างจากเลิกเรียนและวันหยุด ประกอบกับเมื่อได้เข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจังในกลุ่มยุวเกษตรกร ทำให้ตนเองเกิดความชำนาญและมีรายได้ จึงได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและตั้งใจ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนและหน่วยงานจัดขึ้น ด้วยความเป็นผู้นำ ตั้งใจ ขยัน หมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ จึงทำให้ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มยุวเกษตรกรปัจจุบันนายมูฮัมหมัดฮากิม เป็นยุวเกษตรกรต้นแบบและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนคนอื่นๆในโรงเรียนและหมู่บ้านใกล้เคียง และบ้านที่อยู่อาศัยเป็นที่ศึกษาดูงานให้กับบุคคลทั่วไป โดยได้ปฏิบัติงานตามกระบวนการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร เช่น การเปิดประชุมสภายุวเกษตรกร, การส่งเสริมกิจกรรมทางการเกษตรต่างๆ และยังกำหนดให้มีการประชุมเดือนละครั้ง เพื่อให้การประชุมเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร การสรุปผลการดำเนินงานและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลออกไปที่บ้านของสมาชิกและนักเรียนในโรงเรียน เช่นการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลาดุก จากการดำเนินงานของกลุ่มยังมีชุมชนและโรงเรียนต่างๆให้ความสนใจมาเรียนรู้และศึกษาดูงาน ในฐานะประธานกลุ่มยุวเกษตรกร ได้พยายามพัฒนาตนเอง และศึกษาหาความรู้สม่ำเสมอเพื่อพัฒนางานของกลุ่ม คอยติดตามดูแลสมาชิกที่ได้มอบหมายให้รับผิดชอบกิจกรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ หากเกิดปัญหาก็จะพยายามหาแนวทางแก้ไข โดยขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา คณะอาจารย์อยู่เสมอ

กิจกรรมในกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนดารุลรอห์มาฮ์ ประกอบด้วยกิจกรรมด้านพืช ได้แก่ ปลูกปาล์มน้ำมัน พืชผัก มะนาวปล้องบ่อซีเมนต์ กิจกรรมโรงเพาะชำ เพาะเห็ด ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงเป็ดเทศ ด้านประมง ได้แก่ เลี้ยงปลาดุก โดยนายมูฮัมหมัดฮากิมได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนปาล์มน้ำมันไม้ผลในแปลงเกษตร เช่น กล้วย เงาะ มะละกอ ไผ่หวาน มันสำปะหลัง เป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่อง การผลิตเชื้อราไตรโครเดอร์มา การเลี้ยงเป็ด ไก่ การผลิตปุ๋ยใช้เองและการแปรรูปด้านการเกษตร เช่น มันสำปะหลังทรงเครื่อง น้ำตะไคร้ ชาใบหม่อน ปลาดุกแดดเดียว และเห็ดสวรรค์ ส่วนองค์ความรู้โดดเด่นที่มีคือการเพาะเห็ดแบบครบวงจร สามารถผลิตวัตถุดิบในการเพาะเห็ด ทำก้อนเชื้อเห็ดและออกแบบเตานึ่งก้อนเห็ด

ปัจจุบัน นายมูฮัมหมัดฮากิม ได้เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่สมาชิกทั้งในโรงเรียน ชุมชน และผู้มาศึกษาดูงาน ทำให้ยุวเกษตรกรและตนเองมีรายได้จากกิจกรรมการเพาะเห็ดส่วนก้อนเชื้อที่ผลิตได้ส่งขายให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสามารถผลิตก้อนเชื้อได้ 800 ก้อนต่อเดือนสำหรับกิจกรรมด้านการเกษตรของครัวเรือน มี 2 จุด คือ จุดที่ 1 ทำร่วมกับบิดา พืชผักที่ปลูกได้แก่ มะเขือชนิดต่างๆ พริก และไม้ผลบริเวณรอบๆบ้านและจุดที่ 2 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคนเดียว โดยปลูกพริกขี้หนู ตะไคร้ มะเขือเทศราชินี ผักกาดเขียว ผักบุ้ง ข่า ผักชีฝรั่ง ลองกอง กล้วย เงาะมังคุดและละไม สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวเดือนละไม่ต่ำกว่า3,000 บาท โดยนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี ใช้หลักแนวคิดที่ว่า “การเกษตรไม่ใช่อาชีพที่ด้อยค่า ล้าหลังและการจับจอบขุดดินเพียงอย่างเดียวแต่สามารถใช้ความรู้เทคนิคเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตได้”ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตรสามารถเป็นแบบอย่างให้เยาวชนและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

‘บิ๊กป้อม’จี้เหล่าทัพปรับแผนใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282904

‘บิ๊กป้อม’จี้เหล่าทัพปรับแผนใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางทหาร

‘บิ๊กป้อม’จี้เหล่าทัพปรับแผนใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางทหาร

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 19.10 น.
26 ก.ค.60 พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหม ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า พล.อ.ประวิตร ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยพิจารณาปรับแผนและดำเนินการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพารา ในผลิตภัณฑ์ทางทหารและงานตามความรับผิดชอบ เช่น การสร้างและซ่อมแซมถนน การทำพื้นสนามกีฬา หน้ากากป้องกันไอพิษ การผลิตยางรถยนต์ทหารและยางรถบรรทุก เป็นต้น โดยให้ดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในปี 60 ต่อเนื่องไปถึงปี 61

‘คนท.’เข้าขอบคุณ’บิ๊กฉัตร’ เทงบ3พันล.บาทอุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282780

'คนท.'เข้าขอบคุณ'บิ๊กฉัตร' เทงบ3พันล.บาทอุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ

‘คนท.’เข้าขอบคุณ’บิ๊กฉัตร’ เทงบ3พันล.บาทอุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 13.38 น.

ม็อบเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เฮดีใจสุดๆ เข้าขอบคุณ “บิ๊กฉัตร” เทงบ 3 พันล้านบาท อุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยซื้อหนี้เร่งด่วน 2,600 ราย

26 ก.ค.60 นายชนินทร์ ดวงดารา แกนนำเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) นำเกษตรกรสมาชิก คนท.และสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) กว่า 700 คน ทยอยเดินทางมาชุมนุมด้านหน้ากระทรวงเกษตรฯ และสำนักปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเกษตรกรที่ลงทะเบียนรับความช่วยเหลือประมาณ 512,000 ราย มูลหนี้ ประมาณ 84,700 ล้านบาทโดยเป็นหนี้สินเร่งด่วนประมาณ 2,600 ราย โดยนายชนินทร์ กล่าวว่าหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกฯมีคำสั่งมาตรา 44 ที่ 26/2560 เมื่อ 19 พ.ค.60 เพื่อให้กระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาหนี้สิน แต่สถานการณ์ในขณะนี้ สมาชิกบางรายจะถูกยึดหลักทรัพย์ จึงได้นัดให้แต่ละจังหวัดส่งตัวแทนมารวมตัวเพื่อเข้าพบ รมว.เกษตรฯ เร่งติดตามการช่วยเหลือ

ต่อมาในเวลา 10.30 น. พล.อ.ฉัตรชัย ได้ลงมารับฟังปัญหากล่าวว่าได้เร่งแก้หนี้ให้เกษตรกร หลังจากที่นายกฯตัดสินใจใช้มาตรา44 แก้หนี้ภายใน 180 วัน ช่วงนี้คณะกรรมการเฉพาะกิจ ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเป็นจริงทุกครัวเรือน แยกกองมาแก้หนี้เร่งด่วน ที่ดินจะถูกยึดขายทอดตลาด ฟ้องขับไล่ที่ตนไปบอกนายกฯ ท่านรับปากหางบมาให้ได้ 3 พันล้านบาท มาแก้ปัญหาหนี้ให้เร็วที่สุด ชุดแรกในเดือนสิงหาคม รวมทั้งจะเดินหน้าทำให้เกิดการพัฒนากองทุนฟื้นฟูฯมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย เพราะก่อนหน้านี้กองทุนฟื้นฟู มีแต่คนในกลุ่มพวกพ้อง ได้รับการแก้หนี้

“ผมสงสารเกษตรกร ขอนายกฯ มาแก้หนี้สินให้ได้มีที่ดินทำกินต่อไป อยากเห็นเกษตรกรมีความสุข มีรายได้เพียงพอ มีความภาคภูมิใจ ใช้ชีวิตพอเพียงตามแนวทางในหลวง เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาทำเกษตรต่อ เมื่อลดหนี้สินได้ ซึ่งเป้าหมายปลายทางที่สุดของผม สองปีนี้ผมวางรากฐานปฎิรูปเกษตรไปได้เยอะมากแต่อาจไม่ทันใจ ถ้านายกฯ บอกว่าผมไม่เหมาะผมวางมือก็ไม่ทำ ถ้าบอกให้ทำ ทำเต็มที่ ตลอดเวลาผมทำงานไม่เคยลา ป่วยก็ทำ ออกจากกระทรวงค่ำมืดทุกวันแต่ก็ยังถูกด่า ถูกตำหนิ จากหนังสือพิมพ์ จากฝ่ายการเมือง ซึ่งผมอดทน ไม่ท้อถ้าเกษตรกรได้ประโยชน์ผมทุ่มเทต่อไป ทำให้เกษตรกรไม่จน ทำเกษตรมีเงินเหลือ เสียดายถ้าภาคเกษตรได้รับการดูแลสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ปรับเปลี่ยนเพาะปลูก ที่ไม่เหมาะสมเลี้ยงปศุสัตว์ ทำให้ทุกวันนี้เกษตรกรไทยไปได้ไกลมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ ไม่ใช่ยิ่งปลูกข้าวยิ่งจน มาเกือบ10 ปี ชีวิตมีแต่วงจรกู้หนี้มาทำเกษตรทุกๆรอบ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวว่า พวกเรารู้สึกดีใจมากขอบพระคุณ รมว.เกษตรฯทำเรื่องนี้อย่างจริงจังหลังมีคำสั่ง คสช.ฝ่ายมั่นคงเข้าถึงทุกพื้นที่ ปัญหากองทุน มีข้อมูลเป็นขยะต้องไปกลั่นกรอง เพราะมีสมาชิกตายจริงและไม่จริงที่ต้องสกรีนออกไป และเห็นด้วยแนวนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรอง แต่ขอร้องให้ต่ออายุจาก180 วัน เพื่อปฎิรูปกองทุนฟื้นฟูฯ ให้เสร็จเพราะทั้งระบบมันล้มเหลว ที่ผ่านมายังไม่ได้เริ่มต้น ถ้าไม่ได้ รมว.เกษตรฯ เป็นหัวเรือ ไม่รอด มองว่ารัฐบาลอื่นทำไม่สำเร็จ สมาชิกกองทุน มีกว่า 6 ล้านครอบครัว รอความหวังมาตลอดในขณะนี้เดินมาถูกทางในการปฎิรูปการบริหารของกองทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรลงชื่อกองทุนฟื้นฟู 5.6 แสนคน เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) 2 แสนราย หนี้สหกรณ์การเกษตร 1 แสนราย ส่วนที่เหลือกำลังตรวจสอบรายละเอียดว่าเป็นหนี้จากการทำเกษตร หรือไม่ เบื้องต้นพบว่ามีประมาณ1 แสนรายที่เป็นหนี้จากกิจการอื่นๆ เช่น หนี้ซื้อบ้านจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 7 พันราย ที่บอร์ด กฟก.พิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายฟื้นฟูหนี้ โดยมีเกษตรกร 41 ราย จะเสนอวันที่ 2 ส.ค.ให้บอร์ด กฟก.พิจารณาจัดการซื้อหนี้กลุ่มนี้ ซึ่งจะถูกฟ้องขับไล่ ขายทอดตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้เข้าดูแลสถานการณ์คาดว่าการรวมตัวของกลุ่มฯ จะไม่ก่อเหตุวุ่นวาย ไม่ชุมนุมค้างคืน เพื่อไม่ส่งผลต่อพระราชพิธีสำคัญในห้วงต่อไป ซึ่งฝ่ายตำรวจจัดเตรียมกำลังดูแลสถานการณ์มวลชนแล้วโดยให้รวมตัวบนเกาะกลางถนนบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมกับอำนวยความสะดวกด้านจราจรต่อประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว

เกษตรกรยกโครงการ‘9101’ต้นแบบ ย้ำพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเข้าถึง-ชุมชนได้ประโยชน์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282663

เกษตรกรยกโครงการ‘9101’ต้นแบบ  ย้ำพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเข้าถึง-ชุมชนได้ประโยชน์ยั่งยืน

เกษตรกรยกโครงการ‘9101’ต้นแบบ ย้ำพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเข้าถึง-ชุมชนได้ประโยชน์ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเชิดชัย จิณะเสน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณกว่า 22,000 ล้าน ให้กับโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของเกษตรกร เพราะโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของประเทศตั้งแต่ฐานราก โดยมีหัวใจหลักๆ คือ การนำแนวทางการทำเกษตรตามการทฤษฎี รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานไว้

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ จะเน้นการใช้งบประมาณของภาครัฐผ่าน ศพก. 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 ศูนย์ ซึ่งทุกชุมชนจะต้องมีการนำเสนอโครงการพัฒนากิจกรรมการเกษตรของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ส่วนการเบิกจ่ายเงินจะเป็นการเบิกจ่ายในลักษณะที่ไม่ได้เป็นการจ่ายเงินโดยตรงให้กับกลุ่มเกษตรกร แต่จะจ่ายตรงในลักษณะค่าวัสดุอุปกรณ์ตามความเป็นจริง ทำให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ และไม่ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ มีความโปร่งใสโดยคนในชุมชนสามารถตรวจสอบได้


ธงชัย สุทธิพงศ์เกียรติ์

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ครม.อนุมัติงบประมาณในโครงการดังกล่าว ขณะนี้ทุกชุมชน ทั่วประเทศได้มีการขับเคลื่อนส่งแผนการพัฒนากิจกรรมการเกษตรระดับชุมชนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยรายละเอียดการพัฒนานั้นจะมีความแตกต่างกันไป ในแต่ละชุมชน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกกิจกรรมเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยกิจกรรมที่เกษตรกรมีความต้องการมากเป็นลำดับต้นๆ ก็คือการพัฒนากิจกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ในชุมชน

“จากความต้องการของเกษตรกรในการที่จะพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อไว้ใช้ในชุมชนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ตอบสนองนโยบายของภาครัฐได้ตรงประเด็นเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมีให้น้อยลง เพราะต้องการให้ผลผลิตสินค้าเกษตรมีแนวทางการผลิตในรูปแบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการผลผลิตอินทรีย์มีความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน รวมถึงลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลงเพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ และขยายช่องทางการตลาดไปสู่ตลาดระดับบนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเกษตรกรรมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถดำรงชีพในอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไปนั่นเอง” นายเชิดชัย กล่าว


นายไพทูร อินทะเตชะ