ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282659

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(จบ)

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รายงานของสปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ฉบับสรุปสำหรับผู้บริหาร ที่รัฐบาล คสช.โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม เป็นประธานได้รับลูกนำไปผลักดันแล้ว มาว่ากันต่อตอนสุดท้ายเลยครับ….

………………………………………..

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

องค์ประกอบของการเป็นเมืองข้าว

1) การขับเคลื่อนโซ่แห่งคุณค่าข้าวทั้งเกษตรกรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 2) ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวครบวงจร 3) ส่งเสริมการผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรมด้วยการสนับสนุนมาตรการทางการคลัง 4) การใช้แนวทางสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโอกาสเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ5) การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการส่งเสริมอัตลักษณ์จังหวัด (Provincial Brand) 6) ศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายข้าวเชิงพาณิชย์ทั้งภายในและการส่งออก (ต้นแบบของประเทศ) 7) ศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสัมฤทธิผลของโครงการ 8) การขับเคลื่อนเชื่อมโยงไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวอย่างยั่งยืน

จากองค์ประกอบข้างต้นแนวทางการแก้ปัญหาข้าวในรูปของเมืองข้าวนำร่องโดยใช้จังหวัดนำร่องและขับเคลื่อน ด้วย “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องข้าวครบวงจร” จากการศึกษาพบว่า “จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเหมาะสมเป็นเมืองข้าวนำร่องของประเทศ” เนื่องจากศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ตรงศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งน้ำและระบบชลประทานตลอดปีจากเขื่อนลำปาวซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี นอกจากนี้ด้านโลจิสติกส์สามารถเชื่อมโยงกับระบบรางคู่ผ่านชุมทางจิระ (จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งในอนาคตจะมีศูนย์รวบรวมตู้สินค้า (ICD) เพื่อให้เกิดการขนส่งทางรางสู่ท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ทางจังหวัดเสนอพื้นที่ 1,500 ไร่ เป็นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพื้นที่ติดถนนไฮเวย์ เส้นทางอีสต์เวสต์คอริดอร์ส ซึ่งมีเอกชนพร้อมที่จะลงทุน

แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเมืองนำร่องในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ ภาครัฐและเอกชน มีความพร้อม โดยมีการตั้งคณะ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัด ขณะเดียวกันภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและหอการค้าจังหวัด มีความกระตือรือร้นต้องการขับเคลื่อนและพร้อมที่จะให้เกิดการลงทุน โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจัดทำรายงานการศึกษาฯ เพื่อที่จังหวัดจะได้นำไปต่อยอดให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0และให้มีมติคณะรัฐมนตรีสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นเขตส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ด้านมาตรการทางการคลังขอให้มีการพิจารณากิจการที่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ เช่น การผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรม โรงสีไฮเทค อุตสาหกรรมและนวัตกรรมการแปรรูปข้าว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าว เช่น โรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย ปัจจัยการผลิต ฯลฯ โดยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

อย่างไรก็ดี หากจะปฏิรูปชาวนาและคุณภาพชีวิตที่ดีจะต้องขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นเกษตรกรรมที่ใช้นวัตกรรมให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าข้าว ด้วยการพัฒนาให้เกิดเป็นเมืองข้าวนำร่องของประเทศ และนำผลที่ได้ทั้งความสัมฤทธิผลหรือความล้มเหลวไปสังเคราะห์ต่อยอดปรับปรุงเพื่อนำไปใช้พัฒนาในพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อให้เป็นการปฏิรูปข้าวทั้งโครงสร้างและยกระดับรายได้คุณภาพชีวิต และปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรชาวนาได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ข้อจำกัดของการศึกษา รายงานการศึกษานี้เป็นการศึกษาเฉพาะเมืองข้าวนำร่อง ไม่ใช่ศึกษาข้าวทั้งระบบ เป็นการศึกษาด้วยข้อมูลทุติยภูมิและการได้ข้อมูลจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานให้ข้อมูลเป็นส่วนๆ ทำให้ยากต่อการเชื่อมโยง อีกทั้งด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องของเวลา และด้านเทคนิค ทำให้ไม่สามารถสอบถามข้อมูลที่ต้องการได้จากหน่วยงานซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ รวมถึงเรื่องที่ศึกษา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลค่อนข้างจำกัด”

……………………………….

ทั้งหมดนี้คือบทสรุปผลศึกษาของสปท.ที่กำลังถูกนำไปผลักดันเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ต้องตามดูต่อไปว่าจะประสบผลสำเร็จเพียงใด แต่ก็ต้องให้กำลังใจเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวอย่างยั่งยืนและเพื่อเกษตรกรชาวนาของไทยเรา

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯจับมือม.เชียงใหม่-สงขลา ยกมาตรฐาน‘วิสาหกิจชุมชน’ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282660

x

เกษตรฯจับมือม.เชียงใหม่-สงขลา ยกมาตรฐาน‘วิสาหกิจชุมชน’ใต้

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ร่วมกับ ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ (FIN) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ร่วมเป็นคณะทำงานดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้า OTOP เกษตรแปรรูปสู่สากล เพื่อพัฒนาทักษะการบริหารจัดการการผลิต การตลาด กระบวนการผลิตและรูปแบบผลิตภัณฑ์แก่วิสาหกิจชุมชนที่ประกอบกิจการแปรรูปสินค้าเกษตรได้รับมาตรฐานสินค้า OTOP ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปสู่ระดับสากลได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่าย นำไปสู่การเพิ่มรายได้และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมสร้างผลิตภัณฑ์ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ตามวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการจาก 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดละ 1 แห่ง ยกเว้น จังหวัดสตูล มี 2 แห่ง รวมจำนวน 8 แห่ง เป็นกลุ่มนำร่อง

นายไพศาลกล่าวอีกว่า การพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าของทุกวิสาหกิจชุมชน ถือเป็นการยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น สามารถจำหน่ายในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ทำให้เกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่ม
มากขึ้น

พด.จัดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282661

x

พด.จัดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดิน โดยในแต่ละปีมีการดำเนินงานวิจัยสาขาต่างๆ อาทิ ด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ปรับปรุงดินเสื่อมโทรม ดินเปรี้ยว ดินอินทรีย์ ดินเค็ม สำรวจ วิเคราะห์ วางแผนการใช้ที่ดิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

กรมพัฒนาที่ดิน จึงจัดการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดินปี 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการได้นำเสนอผลงานวิชาการในสาขาต่างๆ แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์ ระหว่างนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานในภาคสนามและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกันรวมทั้งนำความรู้ที่ได้รับจากการประชุมไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาและจัดการทรัพยากรดินและที่ดินในพื้นที่ของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในการประชุม อาทิ การบรรยายพิเศษเรื่องการจัดทำแผนที่คาร์บอนในดินของประเทศไทย, การเสวนาทางวิชาการ ตลอดจนนำเสนอผลงานวิชาการตามสาขาวิชาการภาคบรรยาย และภาคนิทรรศการ เพื่อเป็นการพัฒนาสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดิน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 850 คน ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ จะทำให้นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับทราบนโยบายการดำเนินงานวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งได้รับองค์ความรู้ทางวิชาการ สามารถพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้นำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีและผลสำเร็จ มาประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรและถ่ายทอดสู่เกษตรกรนำไปใช้ในการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282446

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานไว้ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่งๆละ 2.5 ล้านบาท รวม 22,752.5 ล้านบาท โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 5-6 ล้านคน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 แล้วนั้น ท่านพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำในที่ประชุมผู้บริหารทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เรื่องการซักซ้อม ทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ใช้งบกลาง ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณข้ามปีไม่ได้จึงต้องเร่งรัดการดำเนินงาน โครงการนี้ได้เตรียมการไว้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จึงเริ่มปฏิบัติได้ทันทีเมื่อ ครม.มีมติอนุมัติ หากโครงการนี้สำเร็จจะทำให้เกษตรกรได้เห็นภาพการทำงานในรูปแบบที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้ เน้นความถูกต้อง โปร่งใสในการทำงานเป็นสำคัญ และต้องกระจายอย่างทั่วถึงให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ต่อไปด้วย

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนขึ้น และแต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ตามพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ทั้งระดับประเทศและระดับเขต โดยระดับประเทศมี 4 คณะ แต่ละคณะมีรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน ส่วนระดับเขตมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน

นายรัตนะ สวามีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ พื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่จังหวัดตรัง สงขลา ยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินงานโครงการ และได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลากับคณะกรรมการบริหารโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ระดับชุมชน ของจังหวัดสงขลา ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา และพิธีการทำสัญญายืมเงินระหว่างคณะกรรมการชุมชนกับกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำโครงการของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผลการขับเคลื่อนความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ว่า มีชุมชนทั้งสิ้น 706 ชุมชน เสนอโครงการ จำนวน 3,008 โครงการ งบประมาณจำนวน 1,741,524,160 บาทผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ อำเภอ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,892,079 บาท ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดได้รวบรวมส่งสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) เพื่อเสนอขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยได้รับความเห็นชอบ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จำนวน 610 โครงการ งบประมาณ 298,660,057 บาท ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 633 โครงการ งบประมาณ 492,178,325 บาท ด้านการจัดการศัตรูพืช จำนวน 15 โครงการ งบประมาณ 3,856,671 บาท ด้านฟาร์มชุมชน จำนวน 139 โครงการงบประมาณ 115,055,682 บาท ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 270 โครงการงบประมาณ 87,175,771 บาท ด้านปศุสัตว์ จำนวน 867 โครงการ งบประมาณ 482,477,742 ด้านประมง จำนวน 428 โครงการ งบประมาณ 241,808,599 บาท และด้านการปรับปรุงบำรุงดิน จำนวน 13 โครงการ งบประมาณ 12,658,022 บาท

นายไพศาลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้โอนเงินให้กับคณะกรรมการ ชุมชนแล้วทั้ง 706 ชุมชน จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท แยกเป็นจังหวัดตรัง 109 ชุมชน 552 โครงการ งบประมาณ 261,965,801 บาท จังหวัดพัทลุง 81 ชุมชน 650 โครงการ งบประมาณ 191,410,900 บาท จังหวัดสงขลา 159 ชุมชน 555 โครงการ งบประมาณ 394,162,692 บาท จังหวัดสตูล 45 ชุมชน 252 โครงการงบประมาณ 106,659,576 บาท จังหวัดปัตตานี 144 ชุมชน 387 โครงการ งบประมาณ 359,977,400 บาท จังหวัดยะลา 72 ชุมชน 366 โครงการ งบประมาณ 179,718,300 บาท และจังหวัดนราธิวาส 96 ชุมชน 213 โครงการ งบประมาณ 239,976,200 บาท

ผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการนี้ คือชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี ของรัฐบาล เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้กระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน และชุมชน 706 ชุมชน (ศพก. และเครือข่าย) ของภาคใต้ตอนล่าง มีการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน

โชว์เทรนด์อาหารอนาคต‘Novel Food’ จัดเต็มงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้าภายใต้ร่มพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282444

x

โชว์เทรนด์อาหารอนาคต‘Novel Food’ จัดเต็มงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้าภายใต้ร่มพระบารมี’

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อย่างภาวะโลกร้อนและมลพิษต่างๆ ที่กำลังส่งผลให้จำนวนอาหารที่ผลิตได้จากทั่วโลกมีปริมาณที่ลดลง ทำให้หลายหน่วยงานพยายาม หาทางแก้ไขดังกล่าว เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ที่ทนทานต่อสภาวะแห้งแล้ง การใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติลง หรือแม้กระทั่งการศึกษาหาวิธีการนำสิ่งของเสียกลับมาใช้ใหม่ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยเน้นการผลิตสินค้าที่มีอยู่ทั่วไปให้มีความแตกต่างในเชิงนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการผลิตอาหารประเภท (Novel Food) ให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาภาคการผลิตสินค้าเกษตรให้สามารถตอบสนองกับยุคสมัยปัจจุบันและอนาคตได้

สำหรับตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องการผลิตอาหาร (Novel Food) คือ แมลง ที่กลายเป็นแหล่งอาหารใหม่ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าแมลงมีประโยชน์หลายด้าน เช่น มีโปรตีนสูง โปรตีนที่ได้จากแมลงใกล้เคียงกับโปรตีนที่ได้จากไข่ไก่ 1 ฟอง หรือหมูบด เนื้อไก่ 100 กรัม เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัวนอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัวอีกด้วย แมลงมีสารอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และต่อต้านการติดเชื้อจากยีสต์ในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นธุรกิจการเลี้ยงแมลงเป็นอาหาร จึงถือเป็น (Novel Food) ที่ประเทศไทยทำได้ไม่แพ้การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยจากต่างประเทศ และที่สำคัญก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าชมและสัมผัสกับแนวทางการผลิตอาหารใหม่ หรือ (Novel Food) สามารถเข้าชมได้ที่ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อเทิด
พระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งภายในงานจะได้พบกับนิทรรศการและอาหารจริงจากแมลงที่ทานได้ (edible insects) เป็นความหวังแห่งอนาคตสำหรับความมั่นคงทางอาหารและอาหารสัตว์ เช่น จิ้งหรีดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่างๆ อาทิ รสวาซาบิรสต้มยำ เป็นต้น รวมถึงจะพบกับผลิตภัณฑ์จากจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ได้อีกด้วย

รักษ์เกษตร : วิธีการปลูกพืชอินทรีย์ ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282441

x

รักษ์เกษตร : วิธีการปลูกพืชอินทรีย์ ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องพืชอินทรีย์ มีวิธีการปฏิบัติอย่างไรบ้างครับ

อนุภาพ สองสามนาม

อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

คำตอบ พืชอินทรีย์ หมายถึง พืช ผลผลิต และผลิตภัณฑ์จากพืช ที่ได้จากการผลิต โดยใช้วัสดุธรรมชาติ ไม่ใช่พืชที่มีการตัดต่อสารพันธุกรรม มีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม

การเลือกพื้นที่ปลูก

– พื้นที่ ต้องเป็นพื้นที่ ที่ไม่เคยปลูกพืชที่ใช้สารเคมีมาก่อน หากเป็นพื้นที่เคยปลูกพืช โดยใช้สารเคมี ใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 1 ปี สำหรับพืชล้มลุก และ3 ปี สำหรับไม้ยืนต้น ให้ห่างจากถนน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และที่ทิ้งขยะ มีแหล่งน้ำที่จะต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่มีสารเคมีเจือปน

– ดิน ต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง ถึงปานกลาง ถ้าสภาพที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรปรับปรุงดินด้วยวัสดุธรรมชาติ

การวางแผนการจัดการ หลักการสำคัญคือ ต้องวางแนวป้องกันสารปนเปื้อน ที่ปะปนมาทางดิน น้ำ และอากาศ โดยใช้วิธีปลูกพืชเป็นแนวกันชน เช่น ไผ่ กล้วย ไม้ยืนต้นต่างๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ให้ทำคันดินล้อมรอบ และยกแปลงปลูกให้สูง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่มาทางน้ำ วางระบบการใช้ การเก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ และการขนส่งให้ถูกต้องด้วย

การจัดการดิน ต้องปรับปรุงบำรุงดิน โดยปลูกพืชหมุนเวียน ไม่เผาตอซัง ทำระบบเกษตรผสมผสาน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และพืชตระกูลถั่ว ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารต้องห้าม เช่น น้ำหมักที่ได้จากหมักปลา หอยเชอรี่ ปุ๋ยชีวภาพที่ผ่านการรับรอง ไม่ให้ใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด

การเลือกพันธุ์ ต้องเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพดิน สภาพอากาศ มีความต้านทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืช โดยไม่ใช้พันธุ์ที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม หรือผ่านการอาบรังสี และเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ควรมาจากระบบการผลิตแบบอินทรีย์เท่านั้น

การจัดการศัตรูพืช ให้ใช้พันธุ์พืชที่มีความต้านทานต่อโรคสูง มีการปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืช จัดระบบแบบเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทำระบบฟาร์มแบบผสมผสาน ไร่นาสวนผสมเพื่อให้เกิดระบบการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน หรือใช้วิธีกล เช่นไฟล่อ และกับดักกาวเหนียว หรือปลูกพืชไล่แมลงเช่น ตะไคร้หอม ดาวเรือง หรือใช้สารสกัดจากสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ แทนสารเคมี

สารและวัสดุ ที่ได้อนุญาตให้ใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่

-ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ผลิตจากวัสดุในฟาร์ม เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เศษวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม และปุ๋ยคอก อาหารที่ใช้เลี้ยง ต้องไม่เป็นพืชที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม ไม่มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ถ้าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุนอกฟาร์ม ต้องผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ และปุ๋ยชีวภาพ ที่ผ่านการรับรอง

-ขุยอินทรีย์ สิ่งขับถ่ายจากไส้เดือนดินและแมลง ดินพรุ ที่ไม่ได้เติมสารสังเคราะห์ และดินอินทรีย์ ที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ

-หิน และแร่ธรรมชาติ เช่น หินบด หินฟอสเฟต หินปูนบด ยิบซั่ม หินโพแทส แมกนีเซียมซัลเฟต แร่เฟลด์ แร่ดินเหนียว แร่เพอร์ไลท์ และแคลเซียมซิลิเกต

-สารอนินทรีย์ เช่น แคลเซียมจากสาหร่าย เปลือกหอย เปลือกไข่บด กระดูกป่นและเลือดแห้ง เกลือสินเธาว์ กำมะถัน โบแรกซ์และธาตุอาหารเสริมที่ผ่านการรับรอง

-สารใช้ควบคุมโรค ได้แก่ กำมะถัน พืชสมุนไพร และสารสกัดจากสมุนไพร ส่วนสารควบคุมแมลง ได้แก่ พืช หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร สารสกัดสะเดา สารโรตีโนน สารไพเรทริน จากธรรมชาติ จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน น้ำสบู่ สารทำหมันแมลง กับดักกาวเหนียว และกับดักแสงไฟ

สารและวัสดุที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่ กากตะกอนโสโครก ปุ๋ยแร่ธาตุ สารพ่นใบ สารปรับปรุงบำรุงดิน หรือสารเร่งการเจริญเติบโตปุ๋ยเทศบาล หรือปุ๋ยหมักจากขยะในเมืองพวกจุลินทรีย์ต่างๆ และผลผลิตจากจุลินทรีย์ ซึ่งมีการเปลี่ยนพันธุกรรม โดยวิธีการตัดต่อพันธุกรรม เหล่านี้ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด

นาย รัตวิ

สศก.ปูพรมประเมินโครงการ‘9101’ พิสูจน์ความสำเร็จชุมชน‘เดินตามรอยเท้าพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282443

x

สศก.ปูพรมประเมินโครงการ‘9101’ พิสูจน์ความสำเร็จชุมชน‘เดินตามรอยเท้าพ่อ’

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนิน“โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” วงเงินประมาณ 22,752.50 ล้านบาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายในพื้นที่ 9,101 ชุมชน ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หลัก 882 แห่ง และเครือข่าย 8,219 แห่ง เป้าหมายเกษตรกรชุมชนละ ประมาณ 500 ราย รวม 4,550,500 ราย โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

สำหรับการดำเนินงานโครงการ จะให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดโครงการพัฒนาผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และบริหารจัดการโครงการด้วยชุมชนเอง ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับความต้องการและการแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งได้มีการนำเสนอโครงการ ณ 16 กรกฎาคม จำนวน 24,713 โครงการ วงเงินประมาณ 20,038 ล้านบาท และผ่านการอนุมัติโครงการเรียบร้อยแล้ว 24,120 โครงการ วงเงินได้รับการอนุมัติรวมประมาณ 19,846 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87 จากวงเงินที่ ครม. อนุมัติ ซึ่งได้มีการเริ่มโอนเงินให้แก่ชุมชนตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ในการนี้ สศก. ได้เตรียมการประเมินผลโครงการทั้งระดับระดับชุมชนและภาพรวมของประเทศ แบ่งเป็นการประเมินผลระหว่างการดำเนินงาน และเมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินงานโครงการของชุมชนมีแผนลงพื้นที่เก็บข้อมูล 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 28 กรกฎาคม – 11 สิงหาคม 2560 เพื่อประเมินการรับรู้ความทั่วถึงของโครงการ และความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงานโครงการ และ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 – 25 กันยายน 2560 เพื่อประเมินผลสำเร็จ และผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับชุมชนและภาพรวม โดยครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ

เกษตรฯเร่งอบรม ทีมงานฉีดสารเคมี กำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282442

x

เกษตรฯเร่งอบรม ทีมงานฉีดสารเคมี กำจัดหนอนหัวดำ

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า พื้นที่ที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2รับผิดชอบ พบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว 6 จังหวัด และมีพื้นที่ที่ถูกทำลายมากที่สุดติดอันดับ 1 ของประเทศ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบการระบาดของหนอนหัวดำ 93,293 ไร่ รองลงมา คือ สมุทรสาคร 1,738 ไร่ ส่วนสมุทรสงคราม พบการระบาด 558 ไร่ นครปฐม 412 ไร่ เพชรบุรี 398 ไร่ และราชบุรี 40 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ภายใต้โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมให้กับทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้รับจ้างและต่อผลผลิตมะพร้าวและสิ่งแวดล้อม สำหรับทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบของ 6 จังหวัด มีทั้งหมด 752 ทีม แบ่งเป็นทีมฉีดสารเคมีเข้าต้น จำนวน 398 ทีม และทีมรับจ้างพ่นสารเคมีทางใบ จำนวน 354 คนทีมละ 3 คน รวมจำนวนผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 2,256 คน ซึ่งแต่ละจังหวัดจะจัดอบรมแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้

เพิ่มศักยภาพพื้นที่พระราชดำริ ‘กรมชล-ปิดทองหลังพระ’ต่อยอดพัฒนา1.6พันโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282287

x

เพิ่มศักยภาพพื้นที่พระราชดำริ ‘กรมชล-ปิดทองหลังพระ’ต่อยอดพัฒนา1.6พันโครงการ

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการ ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งองค์ความรู้ 6 มิติ คือ น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม และหลักการพัฒนา คือการเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังไม่มีระบบชลประทาน พัฒนาให้เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานที่สมบูรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 2,100 โครงการ เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานสมบูรณ์แบบ480 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 1,645 โครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทาน ซึ่งมีทั้งที่เป็นฝายอ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค กรมชลประทานและมูลนิธิปิดทองหลังพระร่วมกันพิจารณาคัดเลือก นำมาพัฒนาให้มีระบบชลประทานที่ความสมบูรณ์และถูกต้องตามหลักวิชาการภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ คาดว่าจะดำเนินโครงการนำร่องดังกล่าวในพื้นที่ จ.เชียงราย น่าน อุดรธานี เพชรบุรี ยะลา ปัตตานี เป็นต้น จากนั้นจึงจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพให้แล้วเสร็จภายในปี 2564

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานพระราชดำริกล่าวว่า แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ จะทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริมาสร้างความเข้าใจกับราษฎรให้เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ มูลนิธิรากแก้วขับเคลื่อนร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ส่วนกรมชลประทานจะให้การสนับสนุนความรู้และร่วมปฏิบัติงานตามหลักวิศวกรรมชลประทานทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282288

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวให้มีระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานโดยมีการเพิ่มความคุ้มครองแรงงานต่างที่ถูกเอาเปรียบ และเพิ่มโทษนายจ้างทำผิดกฎหมาย

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) ได้วิเคราะห์สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่มีผลต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย พบว่า แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง จากปี 2554 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ 14.88 ล้านคน ปีนี้ลดลงเหลือ 11 ล้านคน ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น จาก 23.58 ล้านคน ในปี 2554 เป็น 26.4 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยแรงงานภาคเกษตรที่มีอยู่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) เพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงงานภาคการเกษตรวัยหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน จึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทดแทนแรงงานของไทย

โดยแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในภาคเกษตร จำนวน 248,281 คน แบ่งเป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยหลักๆ คือ อัตราค่าจ้างแรงงาน/เงินเดือน ซึ่งไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ระดับดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่สูงเป็นตัวดึงดูดคนให้เข้าไปทำงานในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก ก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดให้แรงงานต่างด้าวสนใจเข้ามาทำงานในประเทศไทย

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ต่อภาคเกษตรไทย ในส่วนที่เป็นผลบวก คือ การจ้างแรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือนมิถุนายน 2560 จำนวน 248,281 ราย (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ก่อให้เกิดผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ 17,876.23 ล้านบาท รวมถึงยังช่วยทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ขาดแคลน โดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่นิยมทำ ได้แก่ งาน 3 D ได้แก่ สกปรก (dirty) อันตราย (dangerous) ยาก (difficult) นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยลดค่าจ้างแรงงานภายในและลดเงินเฟ้อสินค้า เพราะการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ราคาต่ำกว่าแรงงานไทยส่งผลต่อต้นทุนการผลิตลดลงด้วย

ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า มีประมาณ 1 ล้านราย โดยคิดเป็นแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ประมาณ 17% หรือ จำนวน 170,000 ราย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตร จากกรณีที่แรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบเดินทางกลับประเทศหรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเอง สามารถแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 5% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 434.31 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 853.53 ล้านบาท กรณีที่ 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 10% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 868.62 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 489.60 ล้านบาทและสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,707.06ล้านบาท กรณีที่ 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืชจำนวน 1,302.93 ล้านบาท สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,560.59 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 2 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น ปรับบทลงโทษหรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก.นั้นค่อนข้างรุนแรงและกะทันหัน เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย อีกทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ยุ่งยากเพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีความสะดวกมากขึ้น เช่น การให้บริการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นและเร่งรัดให้นายจ้าง ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายได้ทันระยะเวลาที่ภาครัฐพิจารณาขยายให้

ส่วนระยะยาว ควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการจัดงบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่รัฐสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อกรรมการด้านต่างๆ ที่จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้