เกษตรบูรณาการ : ผู้ชายเจ้าน้ำตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282283

251598

เกษตรบูรณาการ : ผู้ชายเจ้าน้ำตา

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่า ณ วันนี้มีการเคลื่อนไหว ค่อนข้างมาก เมื่อกระแสการติดตามงานของนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากเห็นข้าราชการแก้ปัญหาภาคการเกษตรเป็นรูปธรรม ซึ่งนั่นหมายถึง ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯต้องเร่งการสังคายนางานในส่วนของภาคการเกษตรให้เห็นการขับเคลื่อนที่ชัดเจนให้เห็นผลที่สามารถจับต้องได้

ณ วันนี้ได้เห็นการขับเคลื่อนการทำงานของอธิบดีหลายกรมกอง ที่มีการขยับขยาย ซึ่งบางกรมก็ เดินสายเอาใจนาย แบบจัดงานลงพื้นที่ อีเว้นท์ต่อเนื่องหวังสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นแจ่มแจ้ง ชัดเจน โดยงานนี้ ท่านรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ถึงกับเรียก ข้าราชการระดับ 9 ในพื้นที่ทั่วประเทศ มาสั่งการยกใหญ่ โดยในพื้นที่ สโมสร กองทัพบก ย่านวิภาวดี เป็นที่แจกแจงนโยบายให้แจ่มแจ้ง กว่าเกือบ 1,000 คนที่ทุ่มเงินกว่าล้านบาท โดยให้เน้นการแก้ปัญหาภาคการเกษตรให้เข้าถึงรากหญ้า เน้นนโยบายกระดาษA4 ขับเคลื่อนภาคการเกษตรแบบถึงแก่น  ซึ่งงานนี้ ว่าเรื่องที่ท่านพูดไป ก็น้ำตาจะไหล ไม่ทราบว่า ไหวหวั่นกับนโยบายตัวเอง ที่สั่งไปแล้วไม่คืบหน้า หรือแค้นข้าราชการ เพราะเรื่องสั่งไปแล้วไร้ผล จนท่านน้อยอกน้อยใจตามประสาคนแก่

มาวันนี้เท่าที่ติดตามกันให้ถึงแก่นในโครงการประชารัฐของภาครัฐ และเอกชนร่วมกันรวมถึงโครงการแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้น
ต้องบอกว่า ทุกเรื่องหากเจาะลงลึกจริงๆแทบไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเอกชนที่เขาทำและเสนอมา มันเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้ท่านเดินไปขอผลงานจากภาคเอกชน ที่เคยทำมาเป็นผลงานตัวเอง ก็เท่านั้นเอง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมกระจอกข่าว ได้มีโอกาสเลาะไปศูนย์ฝึกอบรมของกระทรวงเกษตรหลายที่ ก็พบข้อมูลตรงกันว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรสดใหม่ แต่มันเป็นของเก่าที่หยิบมาสร้างภาพใหม่เพื่อให้เบิกจ่ายเงินงบประมาณได้เท่านั้นเอง ไม่เชื่อ ลองถอดเสื้อ ถอดหัวโขน ลงไปดู แบบไม่มีใครจูงไปลงพื้นที่ แล้วจะได้เห็นแจ่มแจ้ง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับภาคเกษตรไทย

หากเปิดใจกว้างจริงๆ ยอมรับณ วันนี้ บอกได้เลยว่า ภาคการเกษตรไทยน่าจะเป็นช่วงหนึ่งที่เข้าสู่จุดที่กำลังจะเกิดปัญหาบานปลาย เพราะสินค้าเกษตรหลายตัว ราคาดิ่งเหว เริ่มตั้งแต่ ราคายางพาราไทย แม่กระเตื้องขึ้นลง แต่ยังคงเป็นสินค้าที่ราคายังผันผวน นั้นยังรวมถึงอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และที่กำลังอาจเป็นปัญหาใหญ่นั้นคือ ข้าว ซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาดอีกไม่นาน และที่ยิบย่อยรายทาง อย่างมังคุด และอีกมากมาย แล้วจะมาบอกว่า GDP ภาคเกษตรไทยสูงขึ้นบอกตรงว่าเชื่อยากจากนี้ไป แม้จะสวมบทชายเจ้าน้ำตาอย่างไร ก็น่าจะเกิดความเห็นอกเห็นใจจากสังคมยาก เพราะผลงานไม่ปรากฏ อย่ามาอ้างเหตุอ้างผลอย่างอื่นอย่าลืมว่าทุกตำแหน่งของรัฐมนตรี ทุกท่านขันอาสามาทำงาน ไม่มีใครบังคับ หากจริงใจต้องรู้จักประเมินศักยภาพตัวเองเพื่อชาติ

ราชดำเนิน

เกษตรกรพึงพอใจ ‘9101ตามรอยพ่อ’ เรียกร้องทำต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282282

x

เกษตรกรพึงพอใจ ‘9101ตามรอยพ่อ’ เรียกร้องทำต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ จ.นนทบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยตรวจเยี่ยมโครงการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ (1) การทำปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยสรรพสิ่ง) ต.ไทรม้า อ.เมือง (2) การแปรรูปผลผลิตสมุนไพร ยาหม่อง ลูกประคบ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไทรม้า ต.ไทรม้า และ (3) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนมแพะของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์แพะนมบ้านเกาะดอน ต.ละหาร อ.บางบัวทอง

ทั้งนี้ จ.จังหวัดนนทบุรี มีโครงการเข้าร่วม 129 โครงการ วงเงิน 87.5 ล้านบาท โดยเกษตรกรในพื้นที่มีความพึงพอใจการดำเนินงานโครงการฯและต้องการให้เป็นโครงการต่อเนื่อง นอกจากนี้เกษตรกรได้ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ริเริ่มโครงการนี้ ซึ่งช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

ย้ำสารเคมีช่วยล้างบางหนอนหัวดำ เกษตรฯแนะใช้วิธีผสมผสานกำจัดได้สิ้นซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282285

x

ย้ำสารเคมีช่วยล้างบางหนอนหัวดำ เกษตรฯแนะใช้วิธีผสมผสานกำจัดได้สิ้นซาก

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธงชัย สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าการใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเป็นหนึ่งในวิธีผสมผสานที่มีความจำเป็นต่อสถานการณ์ในขณะนี้ เนื่องจากพื้นที่ระบาดรวม 109,409 ไร่ ใน 29 จังหวัด หากไม่ดำเนินการกำจัดให้สิ้นซาก จะทำให้เหลือแหล่งอาศัยและมีโอกาสที่หนอนหัวดำจะกลับมาแพร่ระบาดขยายพื้นที่ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรในวงกว้าง ซึ่งสารเคมีจะช่วยตัดวงจรหนอนหัวดำโดยเฉพาะระยะตัวหนอนได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดจำนวนประชากรหนอนหัวดำได้ไม่ต่ำกว่า 90% ถ้าเป็นการพ่นสารเคมีทางใบ หนอนหัวดำจะเริ่มตายภายใน 3 วัน ส่วนการฉีดสารเคมีเข้าต้นจะเห็นผลภายใน 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับระยะความสูงของต้น ที่สำคัญสารที่ฉีดเข้าต้นจะสามารถควบคุมศัตรูมะพร้าวได้นานถึง 90 วัน

นอกจากนี้ สารเคมีที่แนะนำให้ใช้ในโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เป็นสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัยและมีผลทดลองอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นสารเคมีที่สามารถกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อผลผลิตทั้งน้ำและเนื้อมะพร้าว รวมถึงคนและสิ่งแวดล้อม

“ก่อนที่จะมาถึงมาตรการใช้สารเคมีทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินมาตรการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของเกษตรกร โดยเฉพาะให้ใช้วิธีกลคือการตัดทางใบที่ถูกหนอนหัวดำทำลายมาเผา เป็นวิธีที่ง่ายและเกษตรกรทำได้ด้วยตนเอง สามารถทำลายแหล่งอาศัยของหนอนหัวดำได้ถึง 70% จากนั้นใช้แตนเบียนบราคอนศัตรูธรรมชาติของหนอนหัวดำเข้าช่วยอีกทางหนึ่ง โดยปล่อยอัตรา 200 ตัวต่อไร่ทุกๆ 15 วัน ขณะนี้มีการปล่อยแตนเบียนบราคอนไปแล้วมากกว่า 30 ล้านตัว ครอบคลุมพื้นที่ระบาด จากนั้นจะถึงขั้นตอนการใช้สารเคมีเพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำ ทั้งนี้ หลังการใช้สารเคมีจะยังหลงเหลือหนอนหัวดำ ระยะตัวแก่ (ผีเสื้อ) ไข่ ดักแด้อีกประมาณ 10% ก็จะใช้แตนเบียนบราคอนเข้าควบคุมต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน ก็จะเข้าสู่สมดุลทางธรรมชาติ แต่ท้ายที่สุดแล้วแม้โครงการจะสิ้นสุดลงเกษตรกรก็ควรหมั่นสำรวจสวนมะพร้าว หากพบหนอนหัวดำก็ให้ตัดทางใบเผาทำลาย และเลี้ยงแตนเบียนบราคอนปล่อยในสวนอย่างต่อเนื่อง โดยไปศึกษาเรียนรู้วิธีเลี้ยงขยายแตนเบียนได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน จะสามารถป้องกันกำจัดหนอนหัวดำให้หมดไปจากประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน” นายธงชัยกล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของยางพารา (อีกครั้ง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281796

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของยางพารา (อีกครั้ง)

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้ได้ยินแต่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรียงหน้ากันเข้ามาตามที่มีการคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน จนมาถึงข้าว โดยเฉพาะข้าวมีการให้เหตุผลว่า เพราะฟ้าฝนดี ข้าวเลยให้ผลผลิตสูง ปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดจึงมีมาก ราคาจึงตกต่ำ…มันใช่หรือ…..

วันนี้ปัญหาราคายางพาราอาจจะลดความกดดันลงจากมาตรการต่างๆ ที่ ครม.มีมติออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางการขยายเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มเติม ขยายเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางออกไปจนถึง และมาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบกิจการยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

แม้จะมี 4 มาตรการ ออกมาแล้ว ชาวสวนยางก็ยังมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงออกมาแถลงเองว่า เรื่องของยางรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า ต้นทางคือการปลูกยางมีมากเกินไป ผลผลิตยางจึงมากเกินความต้องการของตลาด ข้อแนะนำคือให้ลดพื้นที่ปลูกยางลง หันไปปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น ทุเรียน หรือมังคุดแทน

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ต้องแนะนำ เกษตรกรไทยถนัดอยู่แล้ว ครั้งหนึ่งราคายางดีมาก เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้โค่นไม้ผลอย่างที่นายกรัฐมนตรีว่า หันมาปลูกยางพาราแทน พอถึงเวลายางเปิดกรีดได้ราคายางกลับตกต่ำ แต่ราคามังคุด ราคาทุเรียนสูงราวกับทองคำ…นี่ไง…ผลที่ตามมา ถ้าเกษตรกรทำตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ถึงเวลาที่ทุเรียน และมังคุด หรือไม้ผลอื่นใดได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ ราคาเกิดตกต่ำขึ้นมา ก็จะโทษกันอีกว่าเพาะปลูกกันมากเกินไป….อย่างนี้….มันใช่หรือ….

ส่วนปัญหากลางทาง และปลายทาง คืออะไรไม่ได้ระบุชัดเจน บอกแต่ว่า มีการสั่งการให้หน่วยราชการนำยางพารามาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นทั้งด้านสาธารณสุข ด้านกีฬา และอื่นๆการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างเห็นด้วย โดยเฉพาะการนำมาเป็นส่วนผสมในการทำผิวถนนซึ่งถ้าสามารถทำได้จริงจะสามารถดึงปริมาณยางออกไปจากตลาดได้มากทีเดียว เพราะปัจจุบันมีการสร้างถนน และซ่อมถนนเป็นจำนวนมาก แต่คงมีไม่มากนัก (ถ้าไม่บังคับ) ที่จะนำยางธรรมชาติมาผสมกับแอสฟัลต์ในการราดถนน อาจจะเป็นเพราะเทคนิคการดำเนินการอาจจะยุ่งยากกว่า ราคาอาจจะสูงกว่า แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพและอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนที่ใช้วัสดุตามปกติ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้บริษัทผู้รับเหมาไม่ชอบก็เป็นได้…

เรื่องของการใช้ยางธรรมชาติผสมแอสฟัลต์ ทำผิวถนนนี้ กรมทางหลวงยืนยันว่ามีคุณภาพดีกว่าถนนคอนกรีตปกติ โดยระบุว่าถนนผสมยางพารามีพื้นผิวเรียบเนียน ไม่ขรุขระ ขณะที่ถนนคอนกรีตปกติเริ่มเกิดรอยหลุม พื้นผิวไม่สม่ำเสมอ ถนนผสมยางพารา มีประสิทธิภาพดีกว่าถนนคอนกรีตปกติ ทั้งในเรื่องความฝืดที่สามารถต้านทานการลื่นไถลได้ดีกว่า ต้านทานน้ำหนักบรรทุกได้ดีกว่า ซึ่งช่วยให้การขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย ในเมื่อดีอย่างนี้รัฐบาลต้องหามาตรการให้ถนนที่จะซ่อม และสร้างขึ้นใหม่ทุกถนนมีส่วนผสมของยางธรรมชาติ

เรื่องของยางที่ดูจะแปลกๆ อีกเรื่องหนึ่ง คือ การยึดคืนสวนยางที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งระบุว่ามีมากกว่า 3 ล้านไร่ แต่ขณะนี้ ยึดคืนมาได้แล้ว 5 แสนไร่ อันที่จริงเห็นด้วยกับการยึดคืนพื้นที่เพราะการบุกรุกป่าสงวนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วยกับการโค่นต้นยางที่ปลูกไปแล้วทิ้ง ตามแนวทางการบริหารจัดการที่กำหนด คือ ต้นยางที่อายุน้อยกว่า 4 ปี ตัดฟันออกหมดแล้วปลูกป่าทดแทน ต้นยางที่อายุ 4-20 ปี ตัดออก 60% พื้นที่ที่ตัดออกให้ปลูกไม้ป่าท้องถิ่นทดแทน ต้นยางที่เหลืออยู่ 40% ให้คงไว้ และปลูกไม้ป่าท้องถิ่นเสริม ยางที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ให้คงไว้ และปลูกไม้ป่าท้องถิ่นเสริม

ยางพารา คือ ไม้ยืนต้น ปลูกไปแล้วก็เหมือนปลูกป่า การยึดคืนสวนยางมาก็เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปหาผลผลิตหรือรายได้จากสวนยางนั้นก็เพียงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปกรีดยาง แต่ต้นยางก็ปล่อยให้เติบโตไปเป็นป่าได้ ไม่ต้องเสียเวลาปลูกใหม่ ไม่ต้องเสียงบประมาณไปหาพันธุ์ไม้มาปลูกใหม่ นี่จัดการด้วยการตัดไม้ชนิดหนึ่งทิ้งเพื่อจะหาไม้อีกชนิดมาปลูกแทน….มันใช่หรือ….

แว่นขยาย

เปิดโฉมความสำเร็จ‘แปลงใหญ่’ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281815

x

เปิดโฉมความสำเร็จ‘แปลงใหญ่’ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางวิลาวัลย์ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองให้กับผลผลิตสินค้าเกษตร เน้นการทำตลาดโดยตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และยกระดับการพัฒนาคุณภาพผลผลิตไปพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเกษตรกรอย่างชัดเจน คือ มีการปรับตัวและนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เช่น การใช้ Laser leveling มาปรับพื้นนาให้เรียบทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำลดการใช้น้ำลงร้อยละ 40 และควบคุมวัชพืชในนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบน้ำหยด ในแปลงมันสำปะหลังของแปลงใหญ่มันสำปะหลัง อำเภอเสิงสาง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นต้น ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ70-80 การบริหารเครื่องจักรกลร่วมกัน (Motor Pool) ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตลงในแปลงใหญ่ข้าวของ อำเภอราษีไศล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ 143 กลุ่ม วิสาหกิจชุมชน 784 กลุ่ม กลุ่มเกษตรกร 109 กลุ่ม อยู่ระหว่างพัฒนาและจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็งเพิ่มอีก 1,341 กลุ่ม ด้วยความสำเร็จตรงนี้กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเตรียมจัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ขึ้น เพื่อนำสินค้าจากแปลงใหญ่มาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นว่า การดำเนินงานดังกล่าวสามารถพัฒนาภาคการเกษตรไปอีกระดับ พร้อมกันนั้นภาครัฐก็จะส่งเสริมให้เกษตรกรขยายช่องทางการตลาดรองรับสินค้า ด้วยการจัดเวทีผู้ซื้อพบกับผู้ขาย เป็นการทำตลาดที่เข้มแข็งตรงกับความต้องการของตลาดโดยตรง โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ที่ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการจัดสินค้าแปลงใหญ่แล้ว ยังมีการนำเสนอผลงานของ Young Smart farmer หรือ YSF อีกทั้งภายในงานก็จะมีกิจกรรมและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10ที่ทรงมีต่อเรื่องการพัฒนาและการแก้ปัญหาทางด้านการเกษตร ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งยังได้จัดถวายพระพรเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 10 อีกด้วย

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281817

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูตัวร้ายของข้าว ที่สร้างผลกระทบต่อชาวนาไทยมาโดยตลอด เนื่องจากการทำนาของชาวนาในปัจจุบันมีการปลูกข้าวมากขึ้นและต่อเนื่องทั้งปี ไม่มีการพักนา ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวมากเกินไป ปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันต่อเนื่อง และใช้สารเคมีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างมาก

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว พบว่าในขณะนี้เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวบางพื้นที่ โดยเฉพาะข้าวที่มีอายุตั้งแต่ 25-45 วันขึ้นไป ทั้งนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงศัตรูข้าวประเภทปากดูด อยู่ในอันดับโฮม็อพเทอร่า แมลงที่อยู่ในอันดับนี้ ได้แก่ แมลงประเภทเพลี้ยต่างๆ เช่น เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยแป้ง เป็นต้น ซึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาหารเพียงชนิดเดียวคือ ข้าว เท่านั้น ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือน้ำ ต้นข้าวจะแสดงอาการ ใบเหลืองเหี่ยว แห้งตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่าอาการฮ็อพเพอร์เบิร์น นอกจากนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นแมลงพาหะนำเชื้อโรคไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคใบหงิก หรือโรคจู๋

สำหรับแนวทางป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีดังนี้ ขั้นแรก เกษตรกรควรเลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 90ปทุมธานี 1 พิษณุโลก 2 ชัยนาท 1 และชัยนาท 2 ขั้นที่สอง ต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ยังไม่ถึง 10 ตัว/กอ เป็นระยะที่เป็นตัวอ่อนยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาในอัตรา 100-120 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงเย็นหรือกรณีส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีกแล้ว แนะนาให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย ฉีดพ่น อัตรา 1 กิโลกรัม/น้ำ 40 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อน

หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ดังนี้ ใช้สารบูโพรเฟซีน (แอปพลอด 10% WP) อัตรา 25 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารอีโทเฟนพรอกซ์ (ทรีบอน 10% EC) อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรหรือบูโพรเฟซิน/ไอโซโปรคาร์บ (แอปซิน/มิพซิน 5%/20% WP ) อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบเป็นระยะตัวเต็มวัยเป็นส่วนใหญ่

นายสมคิดกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร จึงขอเน้นย้ำให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าว หมั่นสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์ หากพบร่องรอยการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้รีบป้องกันกำจัดตามแนวทางข้างต้นทันที จะช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร และยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง อีกทั้งทำให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นไปตามนโยบาย ของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต 20% และผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากการใช้สารเคมี

หากเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 035-440926-7 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

‘บ้านโฮ่ง’รวมกลุ่มผลิตลำไยคุณภาพ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281816

x

‘บ้านโฮ่ง’รวมกลุ่มผลิตลำไยคุณภาพ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุธน ปิ่นแก้ว เกษตรอำเภอบ้านโฮ่ง และผู้จัดการแปลงใหญ่ลำไย ต.ศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เปิดเผยว่าพื้นที่ต.ศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูนนับเป็นแหล่งผลิตลำไยที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้หลักให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยก่อนที่เกษตรกรจะเข้าร่วมแปลงใหญ่ก็จะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างหาตลาดของตนเอง ทำให้ที่ผ่านมาต้องประสบกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดตลอดมา

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีนโยบายให้เกษตรกรทำเกษตรในรูปแบบการรวมแปลงใหญ่ มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น เป็นศูนย์กลางในการเป็นเวทีให้ความรู้กับเกษตรกร ปัจจุบันพื้นที่การปลูกลำไยของอ.บ้านโฮ่งมีประมาณเกือบ 20,000 ไร่ แต่ที่รวมกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยบ้านโฮ่งมีพื้นที่เพียง 900 กว่าไร่ มีสมาชิก 80 กว่าราย ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาไม่มีเอกสารสิทธิจึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการของภาครัฐได้

จากการผลการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาร่วม 3 ปี ในพื้นที่ ต.ศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง ได้มีการรวมแปลงใหญ่ลำไยได้ 1 แปลง ครอบคลุม 1 ตำบล จำนวน 9 หมู่บ้าน ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปตามกรอบแผนงานของการส่งเสริมแปลงใหญ่ 5 ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการลดต้นทุนการผลิตของกลุ่มลำไย ต.ศรีเตี้ย ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เกษตรกรมีการรวมตัวกันผลิตปุ่ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ใช้กันเอง โดยคัดเลือกสูตรที่ตอบสนองต่อการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำไยโดยเฉพาะ ทำให้ลดการใช้สารเคมีลง แต่ก็ยังมีใช้บ้างโดยจะรวบรวมเงินกันและซื้อแม่ปุ๋ยเพื่อนำมาผสมใช้ในลักษณะตามค่าวิเคราะห์ดิน ในภาพรวมทำให้ต้นทุนการผลิตด้านปุ๋ยยาลดลงได้มาก ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายสุธนกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกลุ่ม รวมถึงรับซื้อผลผลิตลำไยร่วงของกลุ่มส่งเข้าโรงงานแปรรูปลำไยอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้แม้ว่าการผลิตลำไยของกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโฮ่งจะค่อนข้างมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง แต่ปัจจุบันกลุ่มต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องของคุณภาพผลผลิตลำไย อันเป็นผลมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ คือ สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้คุณภาพลำไยไม่นิ่ง ตรงนี้กลุ่มได้มีการมองหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตลำไยให้ออกผลได้ตลอดทั้งปี เป็นการลดความเสี่ยงเรื่องราคาผลผลิต เพราะที่ผ่านมากลุ่มก็สามารถบริหารจัดการผลผลิตให้ทยอยออกตลอดทั้งปี ทำให้ปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำหมดไป ดังเช่นปีนี้ลำไยให้ผลผลิตค่อนข้างมากแต่เกษตรกรก็สามารถทำราคาได้เป็นที่น่าพอใจ ภายใต้ต้นทุนการผลิตที่ลดลง

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ โครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281877

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ  โครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ โครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 21.55 น.

คำ “ประชารัฐ” ฟังดูอาจเกร่อ  แต่เนื้อแท้ๆ เป็นเรื่องดีที่มีหลักการพัฒนาร่วมทั้งประชา ได้แก่ ประชาชน หรือเอกชนกับรัฐ

ที่ผ่านมาการพัฒนาของประเทศไทยมาจากการตัดสินของรัฐ ตั้งแต่ต้นจนจบตามที่ตัวเองเห็นว่าดี  แต่ “ดี” ของรัฐอาจไม่ดีในสายตาประชาชน แถมสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

การพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านมาเริ่มยากลำบากขึ้น และชะงักงันจากการต่อต้านคัดค้านโครงการ ไม่ว่าโครงการนั้นจะสร้างประโยชน์แก่ชุมชนมากมายก็ตาม

ความไม่รู้ก็ส่วนหนึ่ง แต่เบื้องลึกคือการขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนเป็นสำคัญ

กรมชลประทานสำเหนียกปัญหานี้ดี จึงจัดตั้งกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ นอกเหนือจากที่หน่วยงานดำเนินการเองในพื้นที่อยู่แล้ว

โดยมีหลักวิชาการการมีส่วนร่วม ซึ่งศึกษาหาองค์ความรู้เอาจากภายนอกหลายแห่งประยุกต์ใช้
เป็นกระบวนการปลุกพลังแห่งการเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน ผสมผสานกับความรู้ด้านการชลประทาน เป็นที่มาของการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์กรมชลประทานที่สอดรับกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลอย่างพอเหมาะพอดี

ประเดิมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออก โดยสำนักงานชลประทานที่ 9  ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด  ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี จันทบุรี สระแก้ว ตราด นครนายก เป็นลุ่มน้ำย่อย รวม  88 แห่ง

ลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็น 1 ใน 88 โครงการข้างต้น

พื้นที่บริเวณนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขาตะกรุบ อ่างเก็บน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ อ่างเก็บน้ำแพรกกะหมู 1 และ 2

พื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณนี้เดิมทีเป็นผืนป่าใหญ่ ชื่ออำเภอวังน้ำเย็น ก็บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อชาวบ้านจากหลายจังหวัดตั้งแต่อีสาน เหนือ กลาง ใต้ เข้ามาพลิกผืนดินตั้งรกราก ป่าไม้จึงหายไปกลายเป็นพื้นที่ทำกิน จากข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะม่วง ปาล์มน้ำมัน เริ่มเข้าสู่พืชหลักอย่างลำไย ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับแต่ปี 2555 จากไม่กี่พันไร่กลายเป็นหลายหมื่นไร่ บ้างก็ว่าแตะแสนไร่แล้วด้วยซ้ำ

ลำไยเป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำมาก นับแต่ช่วงติดผลจนเก็บเกี่ยว 5-6 เดือนคล้ายๆ ทุเรียน

นี่เป็นสภาพปัญหาน้ำที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่จากความต้องการใช้ เนื่องจากลำไยได้ราคาดีประมาณ 35-38 บาท/กิโลกรัม จากตัวแทนล้งจีนที่เข้ามาปล่อยเงินทุนล่วงหน้าให้เกษตรกรและรับประกันราคาซื้อขาย

ลำพังปริมาณน้ำในเวลานี้ก็ค่อนข้างขัดสนอยู่แล้วจากหลายปัจจัย ทั้งแหล่งน้ำเก่ามีปัญหาตื้นเขินหรือความต้องการมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากร รวมทั้งการขยายพื้นที่ปลูกลำไยทำให้ความต้องการสูงขึ้น ในขณะปริมาณน้ำกลับมีจำกัด

“เขาไม่ได้เอาโครงการมาให้  แต่เขาจะให้พวกเราช่วยกันศึกษาและลองหาทางแก้ไข” ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟัง  หากเป็นเช่นแต่ก่อน เมื่อเกิดความเดือดร้อนจะขาดแคลนน้ำหรือน้ำท่วม เจ้าหน้าที่รัฐจะมาวางแผนพัฒนาโครงการนั่นนี่ ชาวบ้านได้แต่รอดูและรอรับประโยชน์จากโครงการโดยไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

แต่เมื่อเป็นการพัฒนาแบบประชารัฐ หรือการมีส่วนร่วม ชาวบ้านเองก็ต้องมาเรียนรู้ตัวเอง ประวัติศาสตร์ชุมชนตัวเอง แหล่งน้ำที่มีอยู่ ศักยภาพและปัญหา  แนวทางการแก้ไข ฯลฯ ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยน จัดทำแผนที่เดินดินหรือแผนที่ทำมือ เป็นเครื่องมือให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในหมู่ชาวบ้านด้วยกัน แทนที่จะเป็นแผนที่ของกรมชลประทาน ซึ่งแม้จะถูกต้อง แต่เข้าใจยาก และไม่มีรายละเอียดด้วยซ้ำว่า เป็นแปลงเกษตรของใคร มีปัญหาลึกตื้นหนาบางอะไร

ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมนั้น ชาวบ้านต้องเดินสำรวจพื้นที่ ทำแผนที่ ทั้งแผนที่ชุมชน แผนที่น้ำ ถนน แปลงเกษตร เป็นกระบวนการต่อเนื่องทำแล้วทำอีก และต้องกลับมาให้ชุมชนตรวจสอบความถูกต้อง กระบวนการนี้ค่อยๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่า แท้จริงแล้วคนที่จะแก้ไขปัญหาก็คือชาวบ้านนั่นเอง และจะแก้ไขปัญหาได้ ชุมชนก็ต้องเข้มแข็ง ร่วมมือกัน เสียสละเพื่อส่วนรวม

“เลือกที่นี่เป็นโครงการนำร่องของ จ.สระแก้ว เพราะเห็นว่ามีปัญหาและเราเองก็มีแหล่งน้ำชลประทานอยู่แล้ว น่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้” นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานสระแก้ว กล่าว

นายณัฐวุฒิและทีมงานลงพื้นที่จัดเวทีให้ชาวบ้านล้อมวงพูดคุย ตลอดจนเลือกคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐโครงการคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง ด้วยตัวชาวบ้านเอง

ชาวบ้านบอกว่า แต่ก่อนถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ชลประทานลงมาก็จะรู้สึกเกรงกลัว แต่จากการสัมผัสในเวทีการมีส่วนร่วม 5-6 ครั้งที่ผ่านมา พวกเขากล้าพูดระบายปัญหาหรือแสดงความเห็นต่อหน้ามากขึ้น
ไม่รู้สึกกลัวเหมือนก่อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เริ่มยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งก็เกิดจากพวกเขาเอง เช่น การใช้น้ำฟุ่มเฟือย การไม่ใส่ใจดูแลแหล่งน้ำชลประทาน เริ่มทำให้ตระหนักคิดว่า พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องลุกขึ้นแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้กรมชลประทานทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นปัญหาเดิมก็จะเกิดขึ้นอีก

นี่เป็นขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการมีส่วนร่วม ยังมีขั้นตอนอื่นๆ อีกที่ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ปัญหาของเขาเอง ด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สอบถามข้อมูลจากในชุมชน

“เมื่อได้เรียนรู้เรื่องน้ำและแหล่งน้ำ รวมทั้งมีแผนที่ทำด้วยมือตัวเอง  เขาก็มีข้อมูลตอบโจทย์สำหรับใช้วางแผน ตั้งแต่การใช้น้ำ  การจัดรอบเวร และ ฯลฯ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา แต่เมื่อเดินได้แล้วก็จะค่อยๆ เข้มแข็ง ที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง”นายสุจินต์
หลิ่มโตประเสริฐ
ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าว

ในขณะที่นายณํฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำฯ กล่าวว่า จากการจัดเวทีการมีส่วนร่วม 6 ครั้งที่ผ่านมา ตนมั่นใจว่าแกนนำชาวบ้านในคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐมีความสามารถขับเคลื่อนโครงการต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยกรมชลประทานเองยังคงคอยสอดประสานในบางเรื่องที่เกินกว่ากำลังชาวบ้านทำได้ เช่น การออกแบบทางวิศวกรรม เป็นต้น

“ที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่จะดึงชาวบ้านให้กลับมารักใคร่สามัคคีแน่นแฟ้นขึ้น  แทนการแตกแยกจากการแย่งชิงน้ำกัน”

“ประชารัฐ” นั้นเป็นภาพใหญ่  โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นอาวุธลับในการขับเคลื่อนที่ฉกาจฉกรรจ์

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281575

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรเริ่มทำนา พืชไร่ ปลูกพืชผัก ลงทุนเพาะปลูก เพื่อหวังผลผลิตสูงและดีมีคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มักประสบปัญหา เรื่อง โรค แมลงศัตรูพืชระบาด ทำให้ใช้สารเคมีปริมาณมากเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อม ผลผลิตมีสารพิษตกค้างและต้นทุนการผลิตสูง

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ได้ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก โดยมีนางรุ่งรดา ปกิจเฟื่องฟู ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก จัดทำแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตในด้านการควบคุมศัตรูพืชนั้น ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ ในการควบคุมศัตรูพืชเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จึงแนะนำการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาซึ่งเป็นเชื้อราชั้นสูงที่สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด เช่น เชื้อราไฟทอปธอร่า สาเหตุของ โรครากเน่า โคนเน่า เชื้อราฟิวซาเรียม สาเหตุของโรคเหี่ยว เชื้อราสเคลอโรเทียม สาเหตุของโรคโคนเน่า โรคเหี่ยว เชื้อราพิเทียม ที่เป็นสาเหตุของโรคเมล็ดเน่า เชื้อราไรซ็อคโทเนีย สาเหตุของโรคเน่าระดับดิน และเชื้อราไตรโคเดอร์มา ยังช่วยลดกิจกรรมของ เชื้อราสาเหตุของโรคพืช ช่วยลดปริมาณเชื้อราสาเหตุของโรคพืช เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ช่วยย่อยธาตุอาหารในดินช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต ต้นพืชมีความแข็งแรงขึ้น

วิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เกษตรกรสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ตั้งแต่การคลุกเมล็ด โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 ช้อนแกง/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือการฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่น ช่วงเวลาเย็น การหว่านลงดิน โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัมผสมรำละเอียด 4 กิโลกรัมผสมปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม หรือ ตามอัตราส่วน 1:4:100 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปใช้ อัตราการใช้ พื้นที่ 1 ตารางเมตร ใช้ส่วนผสม 1-5 กิโลกรัม โรยรอบทรงพุ่มไม้ผล หรือบนแปลงปลูก การใช้ไปกับระบบน้ำ เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร แล้วปล่อยไปตามระบบน้ำ เช่น น้ำหยด หรือปริงเกอร์ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราโรคพืช ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาด้านแมลงศัตรูพืช ทำลายผลผลิต ซึ่งมีสารชีวภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ได้แก่ เชื้อราบิวเวอเรีย (ราขาว) เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก เชื้อราทำลายแมลง มีคุณสมบัติในการทำลายแมลงได้หลายชนิด ทำลายแมลงโดยผลิตเอนไซน์ที่เป็นพิษต่อแมลงศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยกินเศษซากที่ผุพัง สามารถป้องกันกำจัด เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ฯลฯ โดยเมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย ถูกตัวแมลง สปอร์ของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อไปติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงและจะเข้าสู่ลำตัวแมลงทางผนังลำตัวรูหายใจ บาดแผล และเมื่อมีความชื้นเหมาะสมกับการงอกสปอร์ก็จะแทงทะลุผนังลำตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อของแมลงโดยอาศัยน้ำย่อยต่างๆ จากนั้นเชื้อราจะงอกเข้าสู่ช่องว่างของตัวแมลง และสร้างเส้นใยทำลายชั้นไขมันและแพร่กระจายทั่วไปในช่องว่างภายในตัวแมลง โดยแมลงจะแสดงอาการเป็นโรค คือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลีย และไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวจะเปลี่ยนไป จะมีจุดสีดำตรงบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมื่อแมลงตายเส้นใยจะพัฒนาต่อไปโดยแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่นอกตัวแมลงและสร้างสปอร์ขึ้นปกคลุมผนังลำตัวด้านนอกของตัวแมลง สปอร์แพร่กระจายไปตามลมฝน เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูพืชต่อไป

สำหรับวิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรียที่เจริญบนเมล็ดข้าวโพดหรือข้าว อัตรา 1 กก. น้ำ 50 ลิตร แล้วเติมสารจับใบเล็กน้อย จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียให้มีประสิทธิภาพ คือ พ่นให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชหรือบริเวณ ที่แมลงศัตรูพืชเกาะหรืออาศัยอยู่ให้มากที่สุด ช่วงระยะเวลาการพ่นควรเป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชออกหากิน หรือเวลาเย็นมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการงอกและการเจริญเติบโตของเชื้อรา คือมีความชื้นสูงและแสงแดดอ่อนๆ ให้น้ำกับแปลงพืชในวันรุ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความชื้น และสำรวจแปลงพืช ถ้าพบว่ามีศัตรูพืชอยู่ให้พ่น เชื้อราบิวเวอเรีย ทุก 7 วัน

“การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ทำให้ระบบนิเวศเกษตรเกิดความสมดุล เป็นเชื้อราที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกร ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิต การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา และเชื้อราบิวเวอเรีย จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตปลอดภัยได้มาตรฐาน สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร” นายเกษม กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลต่อยอดนำ‘สารเชื้อรา’ กำจัดผักตบชวาแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281572

x

กรมชลต่อยอดนำ‘สารเชื้อรา’ กำจัดผักตบชวาแบบผสมผสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้นำสารเชื้อรากำจัดผักตบชวาจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มาทำการทดลองควบคุมผักตบชวาโดยชีววิธี ซึ่งเป็นการใช้สารกำจัดวัชพืชจากเชื้อรา พบว่า สามารถใช้กำจัดผักตบชวาขนาดเล็กได้ผลดีเหมาะสมที่จะนำมาควบคุมผักตบชวาที่อยู่บริเวณต้นน้ำ หรือที่หลงเหลือจากการกำจัดด้วยเครื่องจักร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอผลการทดสอบด้านประสิทธิภาพจากผู้ผลิตเชื้อรากำจัดผักตบชวา รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อหน่วย คาดว่าจะมีการสรุปผลได้เร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม วิธีการกำจัดผักตบชวาที่กรมชลประทานนำมาใช้นั้น มีหลากหลายวิธี ขึ้นกับว่าวิธีใดจะให้ประสิทธิภาพสูงสุด เช่นที่อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร จ.ชลบุรี และ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี มีผักตบชวาเติบโตขยายพันธุ์ในอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่มากกว่าพันไร่ การใช้วิธีกำจัดแบบผสมผสานจึงมีความเหมาะสมที่สุด โดยใช้แรงงานคนกับใช้เครื่องจักรกลกำจัด ส่วนที่แพร่กระจายบริเวณทางระบายน้ำล้น (Spillway) ไม่มีพื้นที่พอให้เครื่องจักรเข้าทำงาน และแรงงานคนเข้าไปทำงานยาก ก็จะใช้ Log Boom ควบคุมให้ผักตบชวาอยู่กับที่จากนั้นใช้สารเร่ง 2,4-D ฉีดพ่น สามารถกำจัดผักตบชวาให้หมดไปได้ในเวลา 60 วันและย่อยสลายไปเองจากจุลินทรีย์ในน้ำโดยไม่ต้องมีการขนย้ายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สำนักวิจัยฯ พร้อมเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานสู่ประชาชน และถ้าหากมีนวัตกรรมใดๆ ที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ากับการใช้งาน กรมชลประทานจะได้ทดลอง ตรวจสอบและนำมาเผยแพร่ออกสู่สาธารณะทันที