ทอ.จัดยิ่งใหญ่งาน‘ศาสตร์พระราชา’ n เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่เกษตรกร-สาธารณชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281574

ทอ.จัดยิ่งใหญ่งาน‘ศาสตร์พระราชา’ n เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่เกษตรกร-สาธารณชน

ทอ.จัดยิ่งใหญ่งาน‘ศาสตร์พระราชา’ n เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่เกษตรกร-สาธารณชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากองทัพอากาศได้สานต่องานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เริ่มตั้งแต่การโปรยสารฝนหลวงจากเครื่องบินกองทัพอากาศ เพื่อให้ตกลงในพื้นที่ป่าต้นน้ำ นอกเขตชลประทาน การสร้างฝายบนดอยสูงเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่าต้นน้ำ ในโอกาสนี้กองทัพอากาศจึงได้ดำเนินการรวบรวมผลงานการนำศาสตร์พระราชา ไปใช้ในหน่วยงานของกองทัพอากาศ และสนับสนุนเกษตรกรเครือข่ายชุมชนจนประสบความสำเร็จ มาจัดแสดงในงาน “กองทัพอากาศกับศาสตร์พระราชา” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2560 ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) เวลา 10.00-20.00 น.

ทั้งนี้ภายในงาน ได้จัดให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ร้อยเรียงเรื่องราวการน้อมนำศาสตร์พระราชาในกองทัพอากาศ อาทิ นิทรรศการฝนหลวง การรีไซเคิลน้ำมันที่ใช้แล้วเป็นพลังงานไบโอดีเซล การปรับใช้พลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้โครงการเทพประทานธารา และการส่งเสริมเกษตรกรเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จด้วยศาสตร์พระราชา ผลงานการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหน่วยงานของกองทัพอากาศ เช่นตามกองบินต่างๆ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช จนสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับกำลังพลและครอบครัว การแสดงผลงานเกษตรกรเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศจนประสบความสำเร็จ เกิดความกินดีอยู่ดี แก้ปัญหาหนี้สินในครัวเรือนและเป็นแบบอย่างของการทำเกษตรแบบยั่งยืน การถ่ายทอดความรู้ศาสตร์พระราชาจากปราชญ์ชาวบ้านที่เดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 กิจกรรมการออกร้านจำหน่ายสินค้ากลุ่มแม่บ้านทหารอากาศ การออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรต่างๆจากทั่วประเทศไทย เช่น พันธุ์ไม้นานาชนิด อุปกรณ์การเกษตร แวะชิมอาหารปลอดสารพิษจากเครือข่ายเกษตรทุกภูมิภาคการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับผู้ที่สนใจ อาทิ หมูสะเต๊ะสูตรลับทหารอากาศ พร้อมเรียนรู้สูตรลับชากาแฟ 8 สูตร ฝึกอาชีพทำปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ และเรียนรู้การทำตลาดสินค้าออนไลน์ พบกับวิถีเกษตรคนเมือง เช่น การปลูกและการขยายพันธุ์พืชแบบง่ายๆ การสอนแปรรูปสินค้าเกษตรแบบครัวเรือน โดยทีมวิทยากรจากมูลนิธิเกษตรพอเพียงและเครือข่าย เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีจากวงดุริยางค์กองทัพอากาศ และศิลปินชื่อดังทุกวัน

แตกใบอ่อน : ตีตรวนประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281573

807934531

แตกใบอ่อน : ตีตรวนประมง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) ที่เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าการดำเนินการเพื่อแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม หรือ “ไอยูยู” ของประเทศไทย จะเพิ่งเดินทางกลับกันไปได้ไม่นานเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เข้าใจว่ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯเหมือนจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าท้ายที่สุดปีนี้ ประเทศไทยก็คงไม่แคล้วต้องถูกอียูคงสถานะ “ใบเหลือง” เหมือนเดิมต่อไป โดยยังไม่มีการประกาศลดหรือเพิ่มอันดับจากเดิม

เบื้องต้น “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เปรยๆ ออกมาว่า แม้การเดินทางมาติดตามการแก้ปัญหาของไทยครั้งนี้ เจ้าหน้าที่อียูจะเห็นว่าเรามีการแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดไป คือ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือของเรายังไม่มีความชำนาญมากพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวแปรสำคัญหนึ่งของการแก้ปัญหาไอยูยู ดังนั้น หลังจากนี้จึงอาจต้องมีการหารือกับอียูเรื่องการส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกให้กับเจ้าหน้าที่ไทยต่อไป

ดังนั้นนาทีนี้จึงอาจต้องเตรียมใจกันไว้ล่วงหน้าว่า ประเทศไทยจะยังคงถูก “ตีตรวน” จากปัญหาไอยูยูต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งอีกไม่นานเราก็คงได้ทราบผลจาก “อียู” กันอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสาละวนจากการวิ่งตามแก้ปัญหาเพื่อปลดตัวเองให้พ้น “ใบเหลือง” ของอียูในครั้งนี้ ก็ยังมีอีกปัญหาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และควรเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องให้น้ำหนักความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เสียด้วยซ้ำ นั่นคือผล
กระทบจากการประกาศใช้ “พ.ร.ก.ประมง” ที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรา 34 ที่มีการกำหนดเขตประมงชายฝั่งทะเลให้ประมงพื้นบ้านสามารถออกเรือไปจับสัตว์ทะเลได้ระยะไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างหนักกับชาวประมงไทย

ถามว่ากระทบยังไง ก็เพราะในบรรดาเรือประมงในบ้านเราส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นเรือประมงขนาดเล็กหรือประมงพื้นบ้านของชาวบ้านที่อยู่ตามแนวชายฝั่ง ไม่ได้เป็นเรือขนาดใหญ่โตเหมือนอย่างที่เห็นในหนังกัน ซึ่งการ “บีบ” ให้ชาวบ้านออกเรือได้ไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ก็เท่ากับเป็นการจำกัดพื้นที่ทำกิน ผลที่ตามมาก็ลองนึกภาพดูว่า การให้ชาวประมงพื้นบ้านที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นลำตลอดแนวชายฝั่งของประเทศออกมาแย่งทรัพยากรกันในพื้นที่จำกัดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชาวบ้านจะหากินกันพอไหม ทรัพยากรจะทรุดโทรมลงไปขนาดไหน

ที่สำคัญเรือเหล่านี้ก็เป็นเรือประมงชาวบ้านธรรมดาซึ่งไม่มีทะเบียน ดังนั้น หากชาวบ้านนำเรือออกจับปลา ก็ยังเสี่ยงต่อการทำผิดในเรื่องการห้ามเรือไร้สัญชาติทำการประมงตามมาอีกข้อ กลายเป็นความซวยซ้ำซ้อนที่รัฐประเคนให้กับชาวบ้านไป

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐกลับทำเสมือนหนึ่งอุ้มชูเรือประมงขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดให้สามารถเข้าทำประมงในพื้นที่อยู่ห่างออกไปไกลเกินกว่า 3 ไมล์ทะเลขึ้นไปได้ โดยไม่อินังขังขอบเรื่องการควบคุมการทำประมงแบบ “ล้างผลาญ”
ของเรืออวนลาก เรือปั่นไฟจับปลากระตัก ที่เป็นปัญหากัดกร่อนทำลายทรัพยากรทางทะเลมาช้านาน

กรมประมงและกระทรวงเกษตรฯ อย่ามาอ้างเด็ดขาดถึงออกกฎการเปลี่ยนตาข่ายอวดจับปลาของเรือประมงพาณิชย์ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้จาก 0.4 ซม. มาเป็นขนาด 4 ซม. เพราะลำพังมาตรการแค่นี้คงไม่พอ เนื่องจาก “ฆาตกรตัวจริง” ยังลอยอยู่กลางทะเล โดยเฉพาะเรือปั่นไฟปลากะตักที่เป็นตัวการสำคัญในการจับปลาเล็กปลาน้อย ปลาที่ยังโตไม่เต็มวัย บางทีวันดีคืนดี ไอ้เรือใหญ่เหล่านี้ก็ลอบเข้ามาในเขตต่ำกว่า 3 ไมล์ทะเล มาล้างผลาญแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านซ้ำขึ้นไปอีก เรื่องแบบนี้รัฐกลับไม่ยอมหือ ไม่ยอมอือ ปล่อยให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบบนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน

อย่ามาแก้ตัวนะครับว่า กระทรวงเกษตรฯ กรมประมง ไม่รู้เรื่องและไม่ได้ปล่อยปละละเลยปัญหา เพราะในความจริงที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่มีนายกฯเป็นประธาน ก็เคยเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรา 34 นี้มาแล้ว แต่จนแล้วจนรอด พ.ร.ก.ประมง ฉบับใหม่ที่เพิ่งเข็นออกมาก็ยังคงมาตรานี้ไว้อยู่

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมทุกวันนี้ถึงยังมีชาวบ้านชาวประมงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่อย่างไม่ยอมหยุด สาเหตุก็เป็นเพราะรัฐนั่นแหละที่ไม่เคยเห็นหัวชาวบ้าน และก็เพราะพฤติกรรมเช่นนี้แหละ ถึงทำให้แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมชาวบ้านเขาถึงเกลียดรัฐกันนักหนา

นี่ยังไม่นับรวมกับเรื่องกินสินบาท คาดสินบนนะครับ

มะลิลา

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281399

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(2)

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มาว่ากันต่อกับรายงานของสปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “นำร่องเมืองข้าว:จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ที่รัฐบาล คสช.โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมเป็นประธาน ได้รับลูกมาผลักดันแล้ว….

………………………………………..

(ต่อจากสัปดาห์ก่อน)

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยประมาณ 61-62 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวและครึ่งหนึ่งของเกษตรกรเป็นชาวนา การแก้ปัญหาข้าวที่ผ่านมาเป็นการขับเคลื่อนเชิงเดี่ยว เช่น การแก้ไขเชิงสงเคราะห์ การเพิ่มเงินกู้เพื่อนำไปคืนเงินกู้
กลับกลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับเกษตรกร นโยบายการลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดอุปทานส่วนเกินโดยให้เกษตรกรไปทำอาชีพอื่นซึ่งตนเองไม่มีองค์ความรู้ และไม่มีหลักประกันด้านรายได้ในอนาคต

การแก้ปัญหาข้าวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นแบบประชานิยม และหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่กับเกษตรกรชาวนา

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข้าวต้องเข้าใจว่า ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลรู้ปัญหาข้าวและความยากจนของเกษตรกรชาวนา แต่ด้วยวิธีการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน มุ่งเน้นแต่ด้านอุปทานต้นทาง โดยไม่เชื่อมโยงกับตลาด การแก้ปัญหาจึงวนเวียนอยู่กับพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้งความล้มเหลวของ การลดพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งยิ่งลด ผลผลิตกลับยิ่งมากขึ้น การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย เช่น โครงการประชานิยม รับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด อาจแก้ปัญหาได้ระยะสั้น แต่ทำให้สต๊อกข้าวสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะระบายสต๊อกได้หมด ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวระยะยาว อีกทั้งการแก้ปัญหาชาวนาด้วยการโยกหนี้ กลับเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกร

จากการศึกษาพบว่า การแก้ปัญหาข้าวแบบเหวี่ยงแหไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะอนาคตข้าวจะมี
การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงทั้งจากเกษตรกรที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้อุปทานข้าวส่วนเกินจะสูงขึ้น กอปรกับทั้งประเทศผู้นำเข้ามีการขยายพื้นที่เพาะปลูกและมีนโยบายที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้า ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยต่ออนาคตของเกษตรกรชาวนา

“เมืองข้าวนำร่อง”

ดังนั้น เพื่อให้มีการแก้ปัญหาดังกล่าว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงได้ทำการศึกษาฯเพื่อให้เกิดเมืองข้าวนำร่องของประเทศ ซึ่งนำร่องโดยจังหวัดกาฬสินธุ์และใช้กลไกขับเคลื่อนด้วยเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนการผลิต ข้าวคุณภาพเชิงอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นรูปแบบของการพัฒนาเชิงพื้นที่เป้าหมายซึ่งมีศักยภาพ โดยใช้แนวทางผลักดันเมืองข้าวนำร่องซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง มีการบูรณาการทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานข้าว ตั้งแต่โรงสี อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี ปัจจัยการผลิต

ซึ่งจะต้องมีกลไกกระจายเฉลี่ยผลประโยชน์กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในเบื้องต้นเห็นว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เพาะปลูกและจำนวนเกษตรกรมากที่สุด แต่ชาวนากลับเป็นภาคส่วนที่มีความยากจนสูงสุดของประเทศ เห็นได้จาก 10 จังหวัดยากจนสุดของประเทศ พบว่า 8 จังหวัดอยู่ใน ภาคอีสาน

การแก้ปัญหาข้าวโดยใช้ต้นแบบเชิงพื้นที่ โดยนำร่องด้วยจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะหากแก้ปัญหาโจทย์นี้ได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาข้าวได้ทั้งประเทศ

หมดสัมปทานพื้นที่คอลัมน์ในวันนี้เพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปต่อเรื่องของ “กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว”
จากรายงานของสปท.กันอีกตอนในสัปดาห์หน้าเป็นตอนสุดท้ายที่จะจำแนกถึงองค์ประกอบการเป็นเมืองข้าว

โปรดติดตามต่อสัปดาห์หน้าครับ

สาโรช  บุญแสง

สสก.9ชี้แนวทางบริหารศัตรูอ้อย n แนะ4ข้อจัดการ‘โรค-แมลง’ลดปัญหาผลผลิตเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281398

x

สสก.9ชี้แนวทางบริหารศัตรูอ้อย n แนะ4ข้อจัดการ‘โรค-แมลง’ลดปัญหาผลผลิตเสียหาย

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก.9) จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในเขตภาคเหนือตอนล่าง ปลูกมากใน จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และสุโขทัย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 2,522,833 ล้านไร่ ปัจจุบันการผลิตอ้อยของประเทศไทยมีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิต และการใส่ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การผลิตอ้อยในเขตภาคเหนือตอนล่างมักจะประสบปัญหากับภัยแล้ง เพราะไม่มีแหล่งน้ำ อาศัยน้ำฝน บางปีแห้งแล้งรุนแรง ทำให้ผลผลิตอ้อยลดลงเป็นอย่างมาก ประกอบกับมีการระบาดของหนอนกออ้อยอย่างรุนแรง ในสภาพอากาศแห้งแล้ง ในช่วงฤดูฝนหากปลูกอ้อยในที่ลุ่มต่ำ น้ำขัง การระบายน้ำไม่ดี เป็นดินดาน การระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคแส้ดำ โรคเหี่ยว โรคเน่าคออ้อย และโรคใบขาว ก็จะรุนแรง

ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการบริหารจัดการไร่อ้อย ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เมื่อลดปัญหาการระบาดของโรคแมลงศัตรูอ้อย ดังนี้ 1.การเตรียมดินปลูก 1.1 เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด หรือไม่เผาใบอ้อย เพื่อรักษาความชื้นของดินเป็นการส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ 1.2 จะต้องไถดินให้ลึก เพื่อให้การระบายน้ำดี ต้นอ้อย
จะสามารถเจริญเติบโตได้ดี 1.3 ปรับพื้นที่ให้มีความลาดเอียง สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง 1.4 หากเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยเดิมควรมีการปลูกพืชหมุนเวียน หรือไถดินตากแดด

2.ใช้พันธุ์ต้านทานและท่อนพันธุ์ที่ปกติจากโรคและแมลง 3.เตรียมแหล่งน้ำ สำหรับใช้รถอ้อยในช่วงฤดูแล้ง เช่น เจาะน้ำบาดาล ขุดสระ ให้เพียงพอ 4.ให้หมั่นสำรวจแปลงอ้อยทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ปลูกจนถึงอายุ 6 เดือน เพื่อจะได้รู้การระบาดของโรคแมลง 4.1 อ้อยปลูกใหม่ และอ้อยตอ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ให้สำรวจหนอนกออ้อย หากพบให้ใช้แตนเบียนไข่ตริคโคแกรมม่า ปล่อยในไร่อ้อย อัตรา 20,000 ตัว/ไร่ 4.2 ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ให้สำรวจดูโรค ต่างๆ หากพบให้ขุดทำลายทิ้ง
และควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ในช่วงที่ดินมีความชุ่มชื้น อัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ ฉีดตามโคนต้นระหว่างแถวเพื่อป้องกันเชื้อรา 4.3 หากพบโรคใบด่าง โรคใบขาว โรคกอตะไคร้ ให้ขุดทิ้ง หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอีกต่อไป 4.4 โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคเน่าคออ้อย โรคใบขีดแดง และยอดเน่า โรคใบลวก หากพบไม่รุนแรง ให้ขุดทำลายทั้งกอ และให้ใช้สารเคมี Tetramysin+Streptomycin หรือใช้ Gentamycin sulfate + oxytetracycline hydrochloride 8% WP ฉีดพ่น

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281400

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนทำให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่การปลูกข้าวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดความเสียหายจากภัยแล้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนในชุมชนหันมาทำอาชีพเสริม สร้างรายได้ด้วยการเลี้ยงไก่ดำพร้อมกับได้เข้าร่วมโครงการรัฐบาลในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำ รวมพื้นที่ รวมสินค้า เพื่อขายทั้งเนื้อสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไก่ดำ ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมากขึ้น

นายพูนศักดิ์ เหลืองหิรัญ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินกิจกรรมเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปัจจุบัน จังหวัดพิษณุโลกมีพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองแล้วจำนวน 12 แปลง 6 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย 1.แปลงใหญ่มะม่วง 2.แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.แปลงใหญ่ข้าว 4.แปลงใหญ่พืชผัก (จำนวน 2 แปลง) 5.แปลงใหญ่กระบือ (จำนวน 3 แปลง) และ 6.แปลงใหญ่ไก่ดำ โดยในปี 2560 จะมีแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 4 แปลง โดยมีการบูรณาการกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแปลงใหญ่ไก่ดำ เป็นการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเพื่อร่วมกันผลิต แปรรูปและทำตลาด ซึ่งผลจากการร่วมมือกันทำในลักษณะแปลงใหญ่ ทำให้ได้รับการบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้คำแนะนำช่วยเหลือ จนถือว่าเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและมีความเข้มแข็ง สามารถต่อยอดธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่

นายประเดิม เมืองมูล ประธานแปลงใหญ่ไก่ดำ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทำนาได้ผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงต้องมองหาอาชีพเสริม โดยเริ่มนำไก่ดำสายพันธุ์ เคยู ภูพาน ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มาเลี้ยงเมื่อปลายปี 2556 และได้เพาะขยายพันธุ์เรื่อยมา จนกระทั่งปี 2558 ได้รวมกลุ่มเกษตรกรในหมู่บ้านเชิงหวายและชักชวนให้เลี้ยงไก่ดำเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง พร้อมกับจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ดำเป็นวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวายขึ้น โดยมีกรรมการก่อตั้ง 15 คน จนปัจจุบันมีสมาชิกรวม 75 คน

ทั้งนี้ ลักษณะของไก่ดำพันธุ์ดังกล่าว จะมีขนสีขาวทั้งตัวผู้และตัวเมีย เนื้อดำ หนังดำ กระดูกดำ เป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย โตไว เมื่อโตเต็มที่ตัวผู้จะมีน้ำหนัก 3-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 2.8-3 กิโลกรัม โดยทั่วไปนิสัยของไก่ดำจะไม่ก้าวร้าวการเลี้ยงไก่ดำเชิงหวายของกลุ่มสมาชิก จะเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย โดยใช้วัสดุธรรมชาติสร้างโรงเรือนและวัตถุดิบอาหารสัตว์จะใช้พืชอาหารสัตว์ที่สามารถปลูกเองได้ เช่น ข้าวโพด ตะไคร้ ถั่ว การเลี้ยงไก่แบบนี้เรียกว่า การเลี้ยงไก่ดำอารมณ์ดี จะทำให้ไก่ดำไม่เครียดและทำให้ผลผลิตแบบธรรมชาติอาหารปลอดภัย โดยปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกที่เลี้ยงไก่ดำเฉลี่ย 300 ตัวต่อรุ่น จะมีรายได้เฉลี่ย 5,000-7,500 บาทต่อรุ่น ซึ่งทางกลุ่มจะส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงเป็นรุ่นๆเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวายได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวาย จะทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการเพาะพันธุ์ การฟักไข่ด้วยตู้อบพลังงานไฟฟ้า การอนุบาล และวิธีการเลี้ยงดูในกรงแยกเป็นห้องๆ สำหรับพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ มีห้องขุนโดยเฉพาะปัจจุบันการดำเนินงานค่อนข้างลงตัวไม่มีปัญหาอะไร แต่ในส่วนของการทำตลาด มองว่าการทำตลาดด้วยการขายเนื้อสดเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงมุ่งหวังที่จะเน้นการทำตลาดแปรรูปเป็นอาหารสด และอาหารแปรรูป ขณะนี้กลุ่มมีผลิตภัณฑ์แปรรูป ประกอบด้วย ลูกชิ้นไก่ดำ, ยอไก่ดำ, โบโลน่าไก่ดำ, แฮมไก่ดำ, ฮอทดอกไก่ดำ, สบู่ไก่ดำ และโลชั่นไก่ดำ อย่างไรก็ตามขณะนี้กลุ่มฯ อยู่ในช่วงการทำแผนธุรกิจเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปลงใหญ่มาต่อยอดการดำเนินงานของกลุ่มฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ในพื้นที่ เข้ามาให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ เพื่อให้กลุ่มมีแนวทางในการดำเนินงานที่มีความเข้มแข็งรวมทั้งให้เกษตรกรมีอาชีพการเลี้ยงไก่ดำที่มั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาปรับปรุงฟาร์ม ช็อป และแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งในอนาคตหากกลุ่มฯ มีความเข้มแข็งและตลาดไก่ดำไปได้ด้วยดี การจัดตั้งเป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ดำน่าจะอีกหนึ่งแผนในการดำเนินในโครงการแปลงใหญ่ต่อไป

สศก.แจงมาตรการรักษาเสถียรภาพ สกัดปัญหา4สินค้าเกษตรราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281397

x

สศก.แจงมาตรการรักษาเสถียรภาพ สกัดปัญหา4สินค้าเกษตรราคาร่วง

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยรัฐบาลมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา เช่น

ข้าว มีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น, สับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นต้น, ยางพารา ในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น 22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561

รักษ์เกษตร : พืชสวน ความหมายและการใช้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281207

รักษ์เกษตร : พืชสวน ความหมายและการใช้ประโยชน์

รักษ์เกษตร : พืชสวน ความหมายและการใช้ประโยชน์

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความหมายของพืชสวน และจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

คำตอบ พืชสวน เป็นพืชที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดอย่างมากมีขอบเขตในการปลูกที่แน่นอน ทั้งยังมีขั้นตอน และความประณีตในการปลูก นับตั้งแต่การเพาะเมล็ด การเตรียมดิน การจัดระยะปลูก การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การพรวนดิน การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว เป็นพืชที่ปลูกในพื้นที่น้อยหรือมากก็ได้ ส่วนมากอายุยืน สามารถเก็บเกี่ยวได้เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน แบ่งออกได้เป็นหลายชนิด คือ

พืชสวน ในทางหลักวิชาการ แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 5 ชนิด คือ

1.ไม้ผล เป็นพืชที่ปลูกขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากผล ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นแข็งแรง ไม้ยืนต้นที่มีอายุหลายปี จึงจะให้ผลผลิต การทำสวนผลไม้ ชาวสวนจะต้องศึกษาหาความรู้ ความชำนาญ ความขยันหมั่นเพียร และปฏิบัติดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา การทำสวนผลไม้ต้องอาศัยเงินทุน และระยะเวลานานพอสมควรที่จะให้ผลผลิตออกจำหน่ายได้ เช่น ทุเรียน มะม่วง

2.ไม้ดอก เป็นพืชที่ปลูกขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากดอก มีดอกสวยงาม มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม และไม่ล้มลุก บางชนิดมีดอกสวยงามติดอยู่กับต้น ที่นิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่ เรียกว่าไม้ดอกติดกับต้น หมายถึง พันธุ์ไม้ดอกที่ไม่นิยมตัดดอก เนื่องจากดอกไม่มีความคงทน เหี่ยวเฉาง่าย เช่น ชบา เฟื่องฟ้า บางชนิดปลูกเพื่อตัดดอกนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเรียกว่า ไม้ตัดดอก คือ ไม้ดอกที่ปลูก เพื่อตัดดอกจากต้นนำมาใช้ประโยชน์ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกเบญจมาศ

3.ไม้ประดับ เป็นพืชที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากรูปร่าง รูปทรง หรือสีสันของลำต้นและใบ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน นิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่ ทั้งในพื้นดินและในกระถาง มีทั้งไม้ยืนต้น และไม้ล้มลุก พืชที่ปลูกแล้วสามารถให้ดอกที่สวยงาม หรือบางชนิดก็ให้ใบ ทรงต้น ทรงพุ่มสวยงาม ซึ่งสามารถใช้ตกแต่งสถานที่ให้สวยงามได้ แบ่งออกเป็น

– ไม้ใบ คือพันธุ์ไม้ที่มีรูปร่างลักษณะของใบสวยงามมีสีสันดี เช่น บอนสี โกสน

– ไม้กระถาง คือพันธุ์ไม้ประดับที่สามารถนำมาปลูก ให้เจริญเติบโตได้ดีในกระถาง เช่น หมากเขียว หมากเหลือง

– ไม้ดัดและไม้แคระ คือไม้ประดับที่มีความสวยงามของทรงลำต้น กิ่ง ใบ ดอก หรือผล โดยต้องตัดแต่งดูแลเอาใส่เป็นพิเศษ ใช้ศิลปะและเวลาในการตกแต่งมาก เช่น ตะโก มะสัง

4.ผัก เป็นพืชที่ปลูกขึ้นเพื่อใช้ส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด หัว ราก เป็นอาหาร พืชผักส่วนใหญ่เป็นไม้ล้มลุก มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อายุสั้น เช่น คะน้า ผักชี ส่วนผักที่เป็นพืชยืนต้น มีอายุยืนนาน เช่น ชะอม กระถิน

5.สมุนไพร เป็นพืชที่ปลูกเพื่อใช้ส่วนต่างๆ หรือสกัดเอาสารเคมี มาใช้เป็นส่วนประกอบในการรักษา และบรรเทาอาหารเจ็บป่วย หรือโรคภัยต่างๆ เช่น ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร

ปัจจุบันนี้ วงการพืชสวนของไทย สามารถเปิดตัวสินค้าพืชสวน ให้เป็นที่รู้จักของนานาประเทศดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีการสนับสนุนให้ผู้ส่งออกพืชสวนของไทยได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมใหม่ๆ จากนานาประเทศ ซึ่งจะเป็นการต่อยอด ที่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการพืชสวน ในการปรับนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงสินค้าพืชสวนของไทย ให้สามารถเพิ่มศักยภาพของสินค้าพืชสวน และขยายตลาดส่งออกสินค้าในอนาคตอีกด้วย

นาย รัตวิ

สั่งสหกรณ์ทุกจังหวัดเข้ม ลงพื้นที่ทำงานเชิงรุกสร้างความโปร่งใส-ดูแลสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281203

x

สั่งสหกรณ์ทุกจังหวัดเข้ม ลงพื้นที่ทำงานเชิงรุกสร้างความโปร่งใส-ดูแลสมาชิก

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เรียกสหกรณ์จังหวัดสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ มาทำความเข้าใจถึงแนวทางการทำงาน โดยนับจากนี้ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสถานการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับการออกระเบียบคำสั่งหรือประกาศต่างๆ หรือตามกฎหมายพระราชบัญญัติสหกรณ์ ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในการกำกับดูแลสหกรณ์ที่มีอยู่กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ และให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์นำมาตรการในการกำกับการดูแลสหกรณ์ไปปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

พร้อมกันนี้ ยังได้ให้นโยบายกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ที่จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแนะนำสหกรณ์แห่งต่างๆ ถึงการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการของสหกรณ์ในแต่ละครั้ง ควรแสดงบทบาทให้ชัดเจน ในการเสนอความเห็นและแนะนำการดำเนินงานของสหกรณ์ หากพบว่าสหกรณ์ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบหรือกฎหมาย ต้องแนะนำให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ว่า สหกรณ์แห่งนั้นเริ่มแรกที่จัดตั้งขึ้นมามีเป้าหมายอย่างไร

“รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเรื่องการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ซึ่งกรมจะร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ วางแนวทางการกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยเฉพาะในเรื่องจัดทำบัญชีของสหกรณ์ เนื่องจากความผิดพลาด ข้อบกพร่องและการทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ ที่ผ่านมาเกิดจากการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพียงคนเดียว เป็นคนรับผิดชอบด้านบัญชีสหกรณ์ทั้งหมด ซึ่งทำให้ระบบบัญชีสหกรณ์มีปัญหาได้ ดังนั้นการให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีแก่คณะกรรมการและผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ และต้องกำชับให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินให้มีความละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อมูลทางบัญชีจะบ่งบอกได้ว่าสหกรณ์นั้นมีสถานะในการดำเนินงานเป็นอย่างไร และมีข้อบกพร่องในการดำเนินงานหรือไม่ หากตรวจสอบพบปัญหาบกพร่องของสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ จะต้องแจ้งคณะกรรมการฯสหกรณ์แก้ไขปัญหานั้นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากหากปล่อยจนเกิดความล่าช้า อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ได้ในอนาคต” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สภาเกษตรกรร่วมปลุกกระแส ฟื้นปลูก‘ไผ่’พืชเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281202

x

สภาเกษตรกรร่วมปลุกกระแส ฟื้นปลูก‘ไผ่’พืชเศรษฐกิจไทย

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ไผ่เป็นพืชที่ถูกทอดทิ้งมานาน ทั้งที่วิถีชีวิตคนไทยมีความผูกพันใกล้ชิด ตั้งแต่เป็นอาหาร ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย จักสานเป็นอาชีพเสริม หรือนำไปสร้างบ้าน โรงเรือน อาคาร ล่าสุดพบว่ามีนวัตกรรมจากไผ่สามารถนำมาทำเครื่องสำอางประทินผิวเพื่อความสวยงาม หรือทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล

ถ้าคิดในแง่เศรษฐกิจที่ดีที่สุดขณะนี้คือ ไผ่รวก ซางหม่น ซางราชินี ขายได้ทุกส่วน ยกตัวอย่าง ไผ่ซางหม่น 1 ไร่ ปลูก 100 ต้น 4X4 เมตร ยิ่งปลูกถี่ยิ่งดีเพราะจะแย่งแสงแดดลำต้นจะยาว โตเร็ว ปลูกครบปีที่ 4 เริ่มสางออกมาขาย สางแล้วจะออกหน่อเยอะขึ้นรอบต้น เลือกหน่อไม่สวยไว้กินกับขาย หน่อสวยที่เป็นหน่อดินใหญ่ๆเก็บขายลำ อย่างน้อยตัดขาย 5 ลำ/หน่อ/กอ/ปี 100 กอตัดได้ 500 ลำ ไผ่รวกขายลำละ 10 บาท รายได้เดือนละ 5,000 บาท ซางหม่นลำละ 30 บาท รายได้เดือนละ 15,000 บาท ปุ๋ยไม่ต้องให้ ยาไม่ต้องพ่น ไม่มีแรงงาน ถึงเวลาไปตัด ขยันหน่อยก็ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกก็จะทำให้โตเร็ว ออกหน่อเยอะ ขยับอัพเกรดไม่ขายเป็นลำ เอามาหมักแช่น้ำยากันมอด ปลวก ขาย 100 บาท ไร่หนึ่งได้ 50,000 บาท/เดือน

สภาเกษตรกรแห่งชาติทำเรื่องไผ่มาพักใหญ่ ด้วยรอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หาข้อยุติร่วมกันในเรื่องของกฎหมายและการส่งเสริม โอกาสนี้สภาเกษตรกรฯจึงผลักดันนำร่องไปเรื่อยๆก่อน หากเกษตรกรสนใจในนวัตกรรมไผ่ หรือพืชชนิดอื่นหรือเดือดร้อนทางด้านการทำเกษตรกรรม สภาเกษตรกรฯยินดีประสานความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด

อนุมัติ2.3หมื่นโครงการ1.9หมื่นล. เกษตรฯเร่งโอนเงินเข้าระบบดันชุมชนเคลื่อน‘9101’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281205

x

อนุมัติ2.3หมื่นโครงการ1.9หมื่นล. เกษตรฯเร่งโอนเงินเข้าระบบดันชุมชนเคลื่อน‘9101’

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.บางเลน จ.นครปฐม เพื่อรับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ โดยได้ถือโอกาสพบปะเกษตรกรและเยี่ยมชมพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ โดยใน จ.นครปฐม มี 132 ชุมชน จาก 106 ตําบล 930 หมู่บ้าน มีการเสนอ 236 โครงการ วงเงิน 147,848,391 บาท เฉลี่ยชุมชนละ 1.12 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้สำนักงบประมาณเขต หรือ CBO เห็นชอบงบประมาณ เห็นชอบแล้ว 236 โครงการ วงเงิน 147,848,391 บาท เกษตรกรรับประโยชน์จากโครงการ 50,635 ราย จาก 138,991 ราย

สำหรับภาพรวมความก้าวหน้าโครงการ จากเป้าหมายชุมชนเข้าร่วม 9,101 ชุมชน วงเงิน 22,752.50 ล้านบาท ปัจจุบันมีการนำเสนอ 24,324 โครงการ ได้รับการอนุมัติแล้ว 23,675 โครงการ วงเงิน 19,765.53 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 85.82 โดยประเภทโครงการที่เสนอและได้รับการอนุมัติส่วนใหญ่เป็นการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ร้อยละ 34.91 รองลงมาเป็นการผลิตพืช และ พันธุ์พืช ร้อยละ 21.20 มีการปศุสัตว์ การประมง การผลิตแปรรูปอาหาร ด้านละร้อยละ 10-15 ล่าสุดสำนักงบประมาณเขต หรือ CBO เห็นชอบงบประมาณแล้วทุกโครงการ โดยเริ่มมีการโอนเงินตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม

“โครงการนี้ได้มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน ใน 3 ส่วน คือ การจ้างแรงานเกษตรกรที่มีรายได้น้อย การใช้จ่าย ในชุมชน และเมื่อโครงการสําเร็จแล้ว เกษตรกรที่คนในชุมชนสามารถเข้าใช้ หรือรับประโยชน์จากผลผลิตของโครงการได้ เช่น โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จะจ้างเกษตรกรที่มีรายได้น้อยผลิตพร้อมเรียนรู้ โดยซื้อวัสดุจากเกษตรกรด้วยกันเองเป็นส่วนใหญ่ เมื่อได้ปุ๋ยอินทรีย์แล้วจะจัดสรรให้เกษตรกรทุกคนในชุมชน เป็นต้น ซึ่งเกิดประโยชน์กับเกษตรกรทุกคนในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรที่มีรายได้น้อย มักเกิดจากการว่างงาน ไม่มีอาชีพอื่นเสริม หากแจกเงินให้ เกษตรกรต้องเก็บออมไว้ใช้ในยามจําเป็น และแรงงานส่วนที่ว่างงานไม่ได้มาใช้ในภาคการผลิตเช่นเดิม ดังนั้น โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนและต่อยอดอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรไม่เพียงเฉพาะรายเท่านั้น แต่เป็นการสร้างรายได้ระดับชุมชนและเกิดการหมุนเวียนในระดับเศรษฐกิจฐานรากได้” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลังจากที่ ครม.อนุมัติ การดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทันต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อให้งบประมาณลงสู่ชุมชนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม นับจากนี้จะเป็นการดำเนินการในพื้นที่ รวมทั้งต้องทำงานอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ ติดตาม การกำกับ ติดตาม และประเมิน เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกำชับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และต้องให้เกิดความยั่งยืน รวมทั้งจะต้องประเมินผลของโครงการได้ภายใน 5 ธันวาคม นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้เตรียมจัดงาน เปิดตัว “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน”พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเปิดตัวที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เพื่อเทิดพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณของ ร.9 และเพื่อถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา 28 กรกฎาคม 2560”