ชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298930

ชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วัน

ชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วัน

 ชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วัน  นั่งสมาธิอุทิศถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่9 โดยมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร เปิดทำเนียบ เอกอัครราชทูตฯ ต้อนรับข้าราชการที่ประจำการในประเทศอียิปต์ และพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ในอียิปต์ ร่วมทำความดีสวดมนต์ ขอพร นั่งสมาธิ แผ่กุศลถึงพ่อในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วันชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วันชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วัน

    พี่น้องชาวไทยเลย ทุกคนพร้อมใจพร้อมกาย ร่วมเป็นหนึ่งจุดดำไว้ทุกข์บนพื้นหญ้าเขียวของทำเนียบ ท่านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวต้อนรับพี่น้องคนไทยที่มาร่วมงาน ภาพและเสียงที่ทุกคนร่วมกับสวดมนต์ โดยการนำของเอกอัครราชทูตฯ และต่อด้วยการนั่งสมาธิของคนไทยที่มาร่วมงานกว่า 30 คนโดยพร้อมเพรียงกันตั้งแต่เวลา 9.00 น. ทุกคนสำรวมจิตใจเพื่ออุทิศให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อพระองค์ท่าน

ชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วันชาวไทยในอียิปต์ ร่วมน้อมรำลึก 365 วัน

    ซึ่่ง วันที่ 26 ตุลาคม 2560 จะเป็นอีกวันที่คนไทยทั่วทั้งอียิปต์มาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ ร่วมส่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สู่สวรรคาลัย

พระราชประสงค์ร.9-ร.10 สอนเด็กเก่งควบคู่คุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298892

พระราชประสงค์ร.9-ร.10 สอนเด็กเก่งควบคู่คุณธรรม

การศึกษา, ในหลวง, ร9, คุณธรรม, องคมนตรี, ต่อการศึกษาไทย

องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษพระมหากรุณาธิคุณร.9-ร.10 ต่อการศึกษาไทย เผยพระราชประสงค์สอนเด็กควบคู่คุณธรรม

          เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 60 ที่โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) จัดงาน ๙ ศิรกราน พระภูบาลนวมินทร์ ร่วมกับกองทัพเรือจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต

โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถา “พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อการศึกษาไทย ตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปการศึกษาเริ่มต้นในสมัยพระบาทจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงให้ความสำคัญในการศึกษา ทรงก่อตั้งกระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในปัจจุบัน เป็นช่วงสมัยที่จัดตั้งโรงเรียน ให้ความสำคัญกับครูและย้ำว่าความรู้และคุณธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน

นอกจากนี้ พระองค์ส่งคนไปเรียนรู้ในต่างประเทศ โดยพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาเน้นย้ำว่า “ให้พึงนึกในใจไว้ว่า เราไม่ได้เรียนเพื่อเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อจะเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอฝรั่ง” อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าน่าเสียดายที่ผ่านมา น่าเสียดายปัจจุบันไม่นำพระหัตถเลขานี้มาเป็นโยบายชาติทำให้นักเรียนทุนหลายคนไม่ค่อยกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม กล่าวต่อไปว่า ตลอดรัชสมัย 70 ปีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดมั่นในหน้าที่ ในด้านการศึกษาได้พระราชทานพระราชดำรัส พระบรมราโชบายไว้มากมาย ทรงย้ำว่า “ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ การศึกษาอบรมในวันนี้จะเป็นเครื่องกำหนดอนาคตของชาติในวันหน้า”, “การเป็นครูอาจารย์จะต้องอบรมเด็กทั้งในด้านจริยธรรม จรรยาและวัฒนธรรม รวมทั้งให้มีความสำนึกรับผิดชอบ”

เพราะฉะนั้น  การอบรมและสั่งสอน ของครูจะต้องแยกกัน คือสอนวิชาการให้เด็กมีความรู้ ทักษะพื้นฐาน รู้เฉพาะทาง ขณะเดียวกันต้องปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมไทย มารยาทไทย ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเป็นพลเมืองดี ถือเป็นส่วนสำคัญเปรียบกับรากแก้วของต้นไม้ที่จะเกาะยึดให้ต้นไม้เติบโต มั่นคง ทั้งนี้ พระองค์ทรงเน้นย้ำเรื่องคุณธรรมอย่างมาก แต่ที่ผ่านมา ศธ. โรงเรียนแค่ให้เด็กยืนเคารพธงชาติหน้าเสาธง ก็มองว่าเป็นเรื่องคุณธรรม

“ช่วงที่บ้านเมืองมีสถานการณ์ความวุ่นวาย ขณะนั้นทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ทรงเป็นห่วงบ้านเมืองมาก ซึ่งในปี 2555 มีพระราชประสงค์ให้จัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษาขึ้น โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เอง พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งแก่องคมนตรีว่า “ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” และให้ส่งเสริมให้ “ครูรักเด็กและเด็กรักครู ,เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อน และไม่ให้แข่งขันกันแต่ให้แข่งขันกับตนเอง”องคมนตรี กล่าว

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม กล่าวอีกว่า โครงการทุนการศึกษาดังกล่าวได้นำมาใช้ดำเนินการโรงเรียนคุณธรรม ในสถานศึกษาทุกระดับทั้งพื้นฐาน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยประมาณ 155  แห่ง โดยมูลนิธิยุวสถิรคุณทำหน้าที่ในการดูแล ซึ่งจากการทำโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยนำพระราชกระแสรับสั่งมาใช้เป็นแนวทางถึงตอนนี้ เป็นเวลา 5 ปีเห็นผลการเปลี่ยน เช่น เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อน ที่เห็นชัดคือคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) ที่แต่ละปีมีเด็กคะแนนสูงเพียง5% ที่เหลือมีคะแนนต่ำ หลายคนไปเรียนกวดวิชา ก็มาใช้วิธีการให้เพื่อนช่วยติวหลายโรงเรียนผลคะแนนดีขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากพระราชกระแสรับสั่งทางมูลนิธิยุวสถิรคุณชได้น้อมนำมาปฏิบัติโดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนคุณธรรม ทั้งนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรน้อมนำไปปฏิบัติ

ขณะที่ พระบรมราโชบายด้านการศึกษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นั้นทรงสืบสานพระปณิธานรัชกาลที่ 9 และทรงมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน ได้แก่ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง,มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม,มีงานทำ-มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี พร้อมกันนี้มีพระราชกระแสรับสั่งให้สานต่อโครงการโรงเรียนคุณธรรม ทรงรับสั่งแก่คณะองคมนตรีด้วยว่า “การสร้างคนดีเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ต้องทำขอให้ถือเป็นหน้าที่”

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298810

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9

สร้างฝาย, รรนาวังศึกษาวิช, กล้าอาสา

กล้าอาสา ‘ร.ร.นาวังศึกษาวิช’ สร้างฝายชะลอน้ำวัดป่าภูฮัง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

        โรงเรียนนาวังศึกษาวิช อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) จัดกิจกรรม ‘กล้าอาสาสร้างฝายชะลอน้ำวัดป่าภูฮัง’ ภายใต้โครงการ ‘กล้าแผ่นดินด้วยเศรษฐกิจพอเพียง’  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 ณ วัดป่าภูฮัง ต.นาแก อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9
       นายสุขเกษม พาพินิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนนาวังศึกษาวิช อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลง  ครอบครัว ชุมชน การดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และความเจริญทางด้านวัตถุทำให้เยาวชนส่วนใหญ่ สนใจในเรื่องการสื่อสาร เทคโนโลยี ไม่ค่อยใส่ใจวัฒนธรรมอันดีงาม การน้อมนำศาสนา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มายึดถือปฏิบัติให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  เพื่อสร้างความตระหนักให้เยาวชน ชุมชนมีศักยภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม มีระเบียบวินัย เห็นคุณค่าของศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ยึดมั่นในการทำความดี ปองดอง สามัคคี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9  โรงเรียนนาวังศึกษาวิช โดย “ชมรมต้นกล้านาวังวิช” จึงได้จัดกิจกรรมกล้าอาสาสร้างฝายชะลอน้ำวัดป่าภูฮัง ต.นาแก อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู ขึ้น

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9

นายนิคม บุญเรืองศรี ครูที่ปรึกษาชมรมต้นกล้านาวังวิช กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรม “กล้าอาสาสร้างฝายชะลอน้ำวัดป่าภูฮัง” ภายใต้กรอบงาน “กล้าทำดี 4 ด้าน” คือ ด้านเทิดทูนสถาบัน ด้านศาสนา วัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคม  โดยสมาชิกแกนนำ จำนวน 70 คน จัดกิจกรรมร่วมกับวัดป่าภูฮัง ผู้นำชุมชน ประชาชนตำบลนาแก และตำบลวังทอง อ.นาวัง จ. หนองบัวลำภู เพื่อสร้างฝายชะลอน้ำให้กับชุมชนได้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และการอุปโภค บริโภคภายในวัดป่าภูฮัง และเพื่อเป็นกิจกรรมอาสา เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

นายจิรพันธ์ สวัสดิ์ทา นักเรียนชั้น ม.6 ประธานชมรมต้นกล้านาวังวิช กล่าวว่า ในนามชมรมต้นกล้านาวังวิช พวกเราได้น้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอยู่แล้ว และการสร้างฝายชะลอน้ำเป็นอีกหนึ่งโครงการของพระองค์ท่าน ที่พระองค์ท่านได้ทรงตระหนักถึงความอยู่รอดของป่าไม้ และคุณประโยชน์ของน้ำที่ไหลผ่าน พระองค์ท่านจึงทรงเสนอแนวคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่านั้นก็คือ “ฝ่ายชะลอน้ำ”  และในระหว่างการทำกิจกรรม พวกเราก็ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างสมาชิกในชมรม มีการพูดคุยและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร และมีความภาคภูมิใจ เมื่องานที่ทำนั้นประสบความสำเร็จ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานร่วมกัน ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ว่า “ทำงานกับฉันฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9
      น.ส.ฉัตรนภา กานุสนการ นักเรียนชั้น ม.6 สมาชิกชมรมต้นกล้านาวังวิช กล่าวว่า มีความรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมกิจกรรม เพราะได้ช่วยเหลือชาวบ้านและวัด และยังทำให้เรารู้จักการเสียสละกำลังแรงกาย เสียสละเวลาส่วนตัวไปช่วยทำฝาย และเกิดความสามัคคีกับเพื่อนๆ ทุกคนที่ไปช่วยกัน

เยาวชนสร้างฝายชะลอน้ำ ถวายพระราชกุศลในหลวงร.9


9ทุนการศึกษาพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298796

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

9 ทุนเล่าเรียนหลวง, บรมนาถบพิตร

“ทุนการศึกษาพระราชทาน” หรือทุนจากในหลวง ที่เป็นทุนให้เปล่า ไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อช่วยเหลือการศึกษาในทุกระดับการศึกษา ทั้งนักเรียนที่ด้อยโอกาส มีฐานะยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ มีความประพฤติเรียบร้อย และมีความขยันหมั่นเพียร รวมถึงนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม เป็นคนดี มีความขยัน อดทน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยพระราชทานเป็นทุนประเดิม และต่อมาผู้มีจิตศรัทธาบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลอีกเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งตั้งเป็นมูลนิธิช่วยนักเรียนขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ ใช้เฉพาะดอกผลเป็นทุนการศึกษาต่อไปในภายภาคหน้า

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

         1.ทุนมูลนิธิ“ภูมิพล”  ปี 2495 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 100,000 บาท ให้แก่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ตั้งเป็นทุน “ภูมิพล” เพื่อเก็บดอกผลพระราชทานเป็นทุนแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ผู้เรียนดีแต่ขัดสนทุนทรัพย์ ให้แก่นักศึกษาคนละ 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี

      นอกจากนี้ ได้พระราชทานทุนการศึกษาให้แก่บัณฑิตที่สอบได้คะแนนยอดเยี่ยมในสาขาวิชาต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นรางวัลแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นประจำทุกปี

      เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 50,000 บาท ตั้งเป็นทุนมูลนิธิ “ภูมิพล” และได้ตราระเบียบลงวันที่ 8 มกราคม ปี. 2511 แบ่งเป็นทุน 2 ประเภท ได้แก่

        (1) ทุนประเภทช่วยเหลือการศึกษา

       (2) ทุนประเภทช่วยเหลือการทำปริญญานิพนธ์หรือการวิจัย

         นอกจากนั้น ยังได้พระราชทานทุนมูลนิธิ “ภูมิพล” แก่บัณฑิตที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมในสาขาวิชาต่าง ๆ ไปศึกษาต่อในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

         2.ทุนมูลนิธิ“อานันทมหิดล”   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จดทะเบียนตราสารทุนอานันทมหิดล เป็น “มูลนิธิอานันทมหิดล” เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2502 โดยพระราชทานทุนเริ่มแรกจำนวน 20,000 บาท มีผู้ได้รับพระราชทานทุนสาขาแพทยศาสตร์ในขณะนั้น 3 ราย

       ปัจจุบันทุนมูลนิธิ“อานันทมหิดล”ได้ขยายขอบเขตการพระราชทานทุนแก่นักศึกษาสาขาต่าง ๆ คือ สาขาแพทยศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเกษตรศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา วารสารศาสตร์ และ อักษรศาสตร์

        ยังมีทุนพระราชทาน เรียกว่า “ทุนส่งเสริมบัณฑิต” แพทย์ผู้ใดเป็นแพทย์ผู้สละเวลาและอุทิศตนปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวมโดยมิได้คำนึงถึงความเหนื่อยยากและประโยชน์ส่วนตน ก็จะขอพระราชทานเงินทุนส่งเสริมบัณฑิตให้เดือนละ 6,000 บาท เพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายของแพทย์ผู้นั้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2523 จนถึงปัจจุบัน

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

        3. ทุนเล่าเรียนหลวง   มีพระราชปรารภฟื้นฟูการให้“ทุนเล่าเรียนหลวง”ขึ้นใหม่ใช้ “ระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยทุนเล่าเรียนหลวง 2508” ทุนเล่าเรียนหลวงเป็นทุนพระราชทานแก่นักเรียนที่สอบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการได้คะแนนดีเยี่ยมปีละ 9 ทุน คือ แผนกศิลปะ 3 ทุน แผนกวิทยาศาสตร์ 3 ทุน และแผนกทั่วไป 3 ทุน ให้ไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ และไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมารับราชการ

       ส่วนทุนเล่าเรียนหลวงในระดับการศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรีนั้น ได้จัดให้มีขึ้นในปี 2518 เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชดาภิเษกเฉลิมฉลองครบ 25 พรรษาแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยจัดตั้งทุนการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก แก่นักศึกษาที่เป็นคนไทย และชาวต่างประเทศที่มีผลการเรียนดีเด่นเป็นพิเศษของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ในปัจจุบันพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงแก่นักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียปีละ 16 ทุน ทุนละ 220,000 บาทต่อปี

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

       4. ทุนการศึกษาสงเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ พระองค์ท่านได้ทรงโปรดเกล้าฯ ก่อตั้ง “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” โดยมีพระราชดำริให้ตั้งทุนเพื่อหาดอกผลสงเคราะห์เด็กที่ครอบครัวต้องประสบวาตภัยภาคใต้ และขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมทั้งช่วยเหลือราษฎร ผู้ซึ่งประสบสาธารณภัยทั่วประเทศด้วย สร้างอาคารเรียน หรือสร้าง“โรงเรียนราชประชานุเคราะห์”ปัจจุบันมีอยู่ 30 โรง

      5. ทุนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่มูลนิธิราชประชาสมาสัย จัดสร้างโรงเรียนประจำบุตรผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีอยู่ในชุมชน ตลอดจนบุตรผู้ป่วยที่ยังไม่รับเชื้อโรคเรื้อนรับเด็กเหล่านั้นมาเลี้ยงดูอบรม

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

      6. ทุนนวฤกษ์    ช่วยนักเรียนขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาต่อในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ฝึกหัดครู และอุดมศึกษา พระราชทานความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่บุตรในครอบครัวที่เดือดร้อนมากหรือขาดผู้อุปการะ เช่น กำพร้าบิดามารดา โดยทรงรับเด็กเหล่านั้นไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์

      7. ทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะกรณี 

       7.1 ทุนพระราชทานแก่นักเรียนชาวเขา   เป็นทุนที่ทางกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการขอพระราชทานจัดให้แก่นักเรียนชาวเขาได้ศึกษาต่อตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2514 ส่งเสริมให้ชาวเขาส่งบุตรหลานมาศึกษาในโรงเรียนมากขึ้น ทำให้มีโอกาสใช้ภาษาไทยได้ดียิ่งขึ้น และกลับไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นของตน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนละ 1,000 บาทต่อปี นักศึกษาทุนพระราชทานระดับวิทยาลัยครูและวิทยาลัยเกษตรกรรมทุนละ 1,200 บาท และ 4,500 บาท นักศึกษาแพทย์ทุนพระราชทานทุนละ 8,000 บาทต่อปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะไปเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนชาวเขาหรือทำงานเกี่ยวกับชาวเขา

      7.2 ทุนพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะสถานศึกษา เป็นทุนการศึกษาที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งจัดตั้งเป็นทุน และให้มีการบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นรายโรงเรียนไป เพื่อให้มีดอกผลเพิ่มขึ้น สามารถจัดสรรเป็นทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนดีเยี่ยม นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ในโรงเรียนในพระองค์ และโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ เช่น โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนราชประชาสมาสัย

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

         7.3 รางวัลพระราชทานแก่นักเรียนและโรงเรียนดีเด่น  โดยพระองค์ท่านทรงมีพระราชปรารภพระราชทานแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล) เมื่อคราวเสด็จฯ ทรงเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ความว่า

        “…มีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งมีความประพฤติดีและมีความมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนได้ผลดี รวมทั้งโรงเรียนซึ่งจัดการศึกษาดี นักเรียนและโรงเรียนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวสมควรจะได้รับพระราชทานรางวัล”

       กระทรวงศึกษาธิการได้ประชุมพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ โดยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดทำรางวัลพระราชทานให้แก่นักเรียนที่สอบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ศ.5) ได้คะแนนสูงสุดทั้ง 3 แผนก และโรงเรียนที่นักเรียนสอบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายได้คะแนนมากที่สุด 9 โรงเรียนแรกได้พระราชทานโล่ชมเชยเป็นรางวัล

         ขณะเดียวกัน พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มหลักเกณฑ์รางวัลพระราชทานสำหรับระดับประถมศึกษา เพิ่มรางวัลชมเชยเป็น 12 รางวัล พระราชทานแก่นักเรียนในภาคศึกษาทั้ง 12 ภาค ภาคละ 1 คน รางวัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา เพิ่มโล่รางวัลสำหรับพระราชทานแก่โรงเรียนที่ได้รับพระราชทานติดต่อกันถึง 3 ปี การพระราชทานรางวัลนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2508 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ปรับปรุงแก้ไขให้มีรางวัลพระราชทานให้เป็นไปตามประกาศและการประเมินของกระทรวงศึกษาธิการที่พิจารณาตัดสินให้รับพระราชทานรางวัลด้วย

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

        8. ทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย    พระองค์ท่านยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย แบ่งเป็น 10 ประเภท อาทิ ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) ทุนการศึกษาระดับเปรียญธรรม 6, 7, 8 และ 9 กำกับดูแลโดยกองบาลีสนามหลวง ทุนหน่วยปฏิบัติการพระธรรมทูตดีเด่น กำกับดูแลโดยกองงานพระธรรมทูต ทุนสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษาดีเด่น ส่งเสริมสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษาในแต่ละเขตปกครองคณะสงฆ์ที่มีผลงานดีเด่น กำกับดูแลโดยกองบาลีสนามหลวง

         9. ทุนเศรษฐกิจพอเพียง    เป็นพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี และคนเก่ง สู่เส้นทางความสำเร็จ ตามแนวทาง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียน โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยผู้ที่ได้รับทุนนอกจากจะได้ศึกษาวิชาการในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้รับโอกาสในการร่วมกิจกรรม การศึกษาถึงคุณค่าของโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ รวมทั้งหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298799

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

ในหลวงร9, การศึกษา

“ครู”…เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษา

       พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ปี 2558 ได้มีกระแสพระราชดำรัสถึงผู้ที่ทำหน้าที่ครูอยู่เสมอ ด้วยทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า“ครูดี”คือผู้ที่สร้าง “คนดี” สู่สังคมไทย  หนึ่ง…ให้ครูรักเด็ก และเด็กรักครู สอง…ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แค่ให้แข่งขันกับตัวเอง…ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า สาม…ให้ครูจัดกิจกรรมให้เด็กทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี ” 

    วันนี้ได้รับการขานรับสานต่อยึดถือเป็นหัวใจในการ “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ให้เดินหน้าไปอย่างยั่งยืนรอบด้าน

     ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการทุกคนต่างน้อมนำกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปปฏิบัติกันอย่างถ้วนหน้า

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

     โดยเฉพาะ “ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาทางการศึกษา” เพื่อขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อ้างถึงทุกครั้งว่าเป็นเสมือนองค์ความรู้ที่อยู่คู่แผ่นดินไทย รวมทั้งแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้พระราชทานไว้กว่า 40 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนชาวไทย นำไปเป็นแนวทางการพัฒนาตนเองและครอบครัวให้มีภูมิคุ้มกันที่มั่นคงในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

     ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งผลักดันและขยายผลนโยบายโรงเรียนคุณธรรมไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีสถานศึกษาจำนวนมากนำนโยบายโรงเรียนคุณธรรมไปสู่การปฏิบัติ ตามกรอบแนวคิดที่สำคัญ 5 ด้าน คือ ความพอเพียง ความกตัญญู ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และการยึดมั่นคุณธรรมจริยธรรม

    โรงเรียนคุณธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินงานโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ปี 2559 ในโรงเรียนเป้าหมาย 10,000 แห่ง และในปีนี้ได้ขยายโครงการให้ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ จึงต้องการมาพบปะเพื่อขอความร่วมมือร่วมใจจากครูและผู้บริหาร เพื่อปลูกฝังให้ลูก ๆ หลาน ๆ มีคุณธรรมจริยธรรมและมีคุณลักษณะตามเป้าประสงค์ที่โรงเรียนกำหนด

     ส่วนลูกหลานนักเรียนต้องให้ความร่วมมือและเชื่อฟังครูด้วย เพราะครูคือผู้ประสิทธิ์ประสาท เป็นผู้เสียสละทุ่มเท มีความเมตตากรุณาอย่างหาใดเปรียบ เพียงเพื่อหวังส่งศิษย์ทุกคนให้ถึงฝั่งดังที่ต้องการ ฉะนั้น ครูจึงเป็นผู้มีพระคุณที่ควรเคารพยกย่องตลอดมาและตลอดไปอย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทั้งการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ ทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะในการทำงาน

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

       พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาที่จะช่วยให้บรรลุถึงจุดหมายไว้ ว่า

       “…ความรู้ที่จะศึกษามีอยู่สามส่วน คือ ความรู้วิชาการ ความรู้ปฏิบัติการ และความคิดอ่านตามเหตุผลความเป็นจริง ซึ่งแต่ละคนควรเรียนรู้ให้ครบเพื่อสามารถนำไปใช้ประกอบกิจการงาน และแก้ปัญหาทั้งปวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ…” ความตอนหนึ่ง ในพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2535  ที่เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ นำมาลงไว้ใจความดังนี้

   1. ความรู้วิชาการ

    ความรู้วิชาการ หรือการศึกษาทางทฤษฎี จะทำให้เรามีพื้นฐานในเรื่องนั้น ๆ รู้กรอบหรือแนวทางของการคิดและการปฏิบัติ สามารถที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการต่อยอดความรู้และความเข้าใจ การศึกษาพื้นฐานของแต่ละเรื่องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป ถ้าความรู้พื้นฐานดี ก็จะช่วยให้สามารถศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปได้มาก ในทางกลับกันถ้าความรู้พื้นฐานไม่ดีหรือไม่แข็งแรง การศึกษาที่ระดับสูงขึ้นไปก็จะทำไม่ได้หรือได้น้อย ถ้าจะเปรียบเสมือนการสร้างบ้าน การวางรากฐานของบ้าน เช่น เสาเข็ม คานพื้นบ้าน เป็นต้น จะทำหน้าที่เป็นรากฐานให้สามารถก่อฝาผนังบ้านขึ้นไปจนถึงหลังคาได้ฉันใด ความรู้เดิมก็เปรียบเสมือนฐานรากให้แก่ความรู้ใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นไปฉันนั้น ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

       “วิชาความรู้อันพึงประสงค์นั้น ได้แก่ วิชาความรู้ที่ถูกต้อง ชัดเจน แม่นยำ ชำนาญ นำไปใช้การเป็นประโยชน์ได้พอเหมาะพอควร ทันต่อเหตุการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ” (26 มิถุนายน 2523)

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

      2. ความรู้ปฏิบัติการ

  การมีความรู้ทางทฤษฎีอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการรับประกันถึงความสำเร็จ ผู้ที่มีความรู้เชิงทฤษฎีจะต้องนำทฤษฎีไปทดลองปฏิบัติจนให้เกิดความคล่องแคล่วชำนาญเสียก่อน การฝึกฝนปฏิบัติจนเชี่ยวชาญนี้ช่วยให้เกิดความรู้อีกส่วนหนึ่งที่เสริมความรู้เชิงทฤษฎีให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่การปฏิบัติงานด้วยตนเอง ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า

   “การมีความรู้ถนัดทฤษฎีประการเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้บุคคลสามารถปฏิบัติงานได้เต็มที่ ผู้ที่ฉลาดสามารถในหลักวิชาโดยปกติวิสัยจะได้แต่เพียงชี้นิ้วให้ผู้อื่นทำซึ่งเป็นการไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจทำให้ผู้ใดเชื่อถือหรือเชื่อฟังอย่างสนิทใจได้ เหตุด้วยไม่แน่ใจว่าผู้ชี้นิ้วเองจะรู้จริง ทำได้จริงหรือ ความสำเร็จทั้งสิ้นทำได้เพราะลงมือกระทำ” (18 ตุลาคม 2517)

     3. ความคิดอ่านตามเหตุผลความเป็นจริง

       พระองค์ทรงอธิบายเรื่องนี้ว่า    “วิชาการทั้งปวงนั้นถึงจะมีประเภทมากมายเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อนำมาใช้สร้างสรรค์สิ่งใดก็ต้องใช้ด้วยกัน หรือต้องนำมาประยุกต์เข้าด้วยกันเสมอ อย่างกับอาหารที่เรารับประทาน กว่าจะสำเร็จขึ้นมาให้รับประทานได้ ต้องอาศัยวิชาประสมประสานกันหลายอย่างและต้องผ่านการปฏิบัติมากมายหลายอย่างหลายตอน ดังนั้นวิชาต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ถึงกันและมีอุปการะแก่กันทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์และฝ่ายศิลปศาสตร์ ไม่มีวิชาใดที่นำมาใช้ได้โดยลำพัง หรือเฉพาะอย่างได้เลย” (3 สิงหาคม 2521)

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

    เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ครู”…เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษา “ครูดี”คือผู้ที่สร้าง “คนดี” สู่สังคมไทย 1…ให้ครูรักเด็ก และเด็กรักครู 2…ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แค่ให้แข่งขันกับตัวเอง…ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า 3. ให้ครูจัดกิจกรรมให้เด็กทำร่วมกันซึ่งหาก ซึ่งหากครูทำหน้าที่ได้ครบถ้วนทั้ง 3 ประการแล้ว ครูคนได้ก็ควรอย่างที่จะได้รางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” หรือ Princess Maha Chakri Award รางวัลเกียรติยศแห่งความเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกเมื่อปี 2558 ที่จัดขึ้นในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และติมอร์เลสเต 11 ประเทศ

      ครูเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ครูเชี่ยวชาญกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นครูคนแรกของประเทศไทย ที่มีคุณูปการต่อการศึกษามีผลงานเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากลูกศิษย์และคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง..มีวิญญาณของการเป็นผู้ให้อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย.. 

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

ครูเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ

       ครูเฉลิมพร ปัจจุบันอายุ 60ปี จบการศึกษาระดับปริญญาการศึกษาบัณฑิตศึกษา สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา และปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 35 ปีของชีวิตความเป็น       “ครู” จัดการเรียนการสอน เน้นการสร้างกระบวนการคิดให้แก่นักเรียนโดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นสื่อ และเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้เรียนวิทยาศาสตร์บนพื้นฐาน ความสนใจของตนเอง ทำให้วิชาวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวและสนุก ซึ่งมองว่าหากสามารถพัฒนาให้เด็กนักเรียนมีกระบวนการคิดจะเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตได้ในทุกๆ ด้าน เพราะถ้านักเรียนคิดดี คิดเป็น เขาจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยนำพาประเทศชาติของเราไม่สู่ความรุ่งเรือง

      “การที่เรามาเป็นครูต้องทำหน้าที่ในฐานะครู โดยไม่หาข้อแม้หรือข้อโต้แย้งในการทำงาน ต้องทำงานด้วยใจที่มุ่งมั่นและอยากจะทำ ทั้งนี้การทำงานไม่ว่าเรื่องใดก็ตามมักพบเจออุปสรรคทั้งสิ้น แต่ต้องไม่เอาสิ่งเหล่านี้เป็นตัวตั้ง เพราะจะทำให้การทำงานไม่ประสบผลสำเร็จ ขอให้ทำงานโดยยึดความซื่อสัตย์และขยัน เชื่อว่าจะส่งผลไปสู่การพัฒนาเด็กนักเรียนของเราให้มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติด้วย” ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรีฝากข้อคิดทิ้งท้าย

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

ครูจิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง

      ต่อมาคือครู “จิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง” ครูโรงเรียนสวนกุหลาบนนท์ ผู้บุกเบิกการสอนไอซีที และนวัตกรรมหุ่นยนต์ ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ประจำปี 2560” ถือเป็นคนที่ 2 โดยคัดเลือกครูจากทั่วประเทศกว่า 160 คนเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 

    ซึ่งคัดเลือกสุดยอดครู 2 ปีครั้งโดยปีนี้เป็นปีที่ 2 ของการพระราชทานรางวัล ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมกับประเทศที่เข้าร่วมโครงการอีก 10 คน

    ขณะเดียวกัน มูลนิธิได้มีการพิจารณารางวัลคุณากร จำนวน 2 รางวัล ได้เเก่ นฤมล เเก้วสัมฤทธิ์ ครู กศน.ของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านกรูโบ จ.ตาก เเละนายศรัณย์ ศรีมะเริง ครูนักพัฒนาดนตรีโรงเรียนเมืองนครราชสีมา นอกจากมียังมีรางวัลครูยิ่งคุณจำนวน 17 รางวัลเเละรางวัลครูขวัญศิษย์ 136 รางวัล รับรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

     นายจิรัฏฐ์ เเจ่มสว่าง  ครูเชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี จ.นนทบุรี ครูผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล บุกเบิกการสอนไอซีทีและนวัตกรรมหุ่นยนต์ในโรงเรียนมากว่า 32 ปี ปัจจุบันอายุ 60 ปี และเป็นผู้ให้โอกาสแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงด้วยใจรัก จนลูกศิษย์ประสบความสำเร็จทั้งในเวทีระดับชาติและนานาชาติ

3 หัวใจ..“การศึกษา” ในหลวง ร.9 ทรงฝากไว้

        ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทยปี 2560 กล่าวว่าภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นรางวัลที่มาจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่ตั้งใจทุ่มเทในฐานครูผู้สอน สำหรับหลักในการสอนจะศึกษาเด็กเเต่ละคนว่าเเตกต่างกันอย่างไร มีความรู้ความสามารถด้านใดเเละอ่อนด้านใด เเละพัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล แต่จะให้ความสำคัญกับเด็กอ่อนเเละเด็กเกเร เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่จุดอ่อนหากพวกเขาได้ทำสิ่งที่ชอบก็จะพลังในการขับเคลื่อนประเทศได้ และด้วยเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ ก็ได้ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยี และนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต ซึ่งเรียนรู้อย่างเท่าทันและใช้อย่างสร้างสรรค์

      ทั้งนี้ครูที่ได้รับรางวัล ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ทุกคนล้วนแต่มี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นต้นแบบบ ที่ทรงเสียสละ ทรงงานหนักเพื่อคนไทยอีก 60 ล้านคนได้อยู่ดีมีสุข เมื่อได้มาเป็นครูจึงนำหลักคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้การสอนลูกศิษย์ด้วยนั่นเอง

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ให้ความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง และทรงเป็นผู้เข้าใจแก่นของการศึกษาอย่างถ่องแท้ ทรงให้ความสำคัญแบบบูรณาการ ทั้งทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานเพื่อเป็นรากฐานรองรับพื้นฐานที่สูงขึ้นไป แต่หากเรียนแค่ทฤษฎีไม่นำไปปฏิบัติก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่รู้ทฤษฎีไม่สามารถใช้ได้จริง และทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยการรู้จักคิดอ่านตามเหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ สะสมความรู้และเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จ ถ้าเราน้อมนำพระราชดำริแนวคิดของพระองค์มาปรับใช้ไม่ใช่แค่ด้านการศึกษา แต่รวมถึงด้านหน้าที่การงานด้วย เราก็จะบรรลุถึงเป้าหมายอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

0 คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com 0

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

9ทุนการศึกษาพระราชทาน

“๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ” ม.รังสิตร่วมถวายอาลัยในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298851

“๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ” ม.รังสิตร่วมถวายอาลัยในหลวงร.9

มรังสิต, จัดงาน

ม.รังสิต จัดงาน “๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ” รวมใจแห่งความจงรักภักดี ถวายอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙

      มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงาน “๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ” โดยมี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตพร้อมด้วย นักศึกษา บุคลากร ตัวแทนข้าราชการ บริษัทเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน เพื่อรวมใจเเห่งความภักดีทำดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

 "๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ" ม.รังสิตร่วมถวายอาลัยในหลวงร.9 "๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ" ม.รังสิตร่วมถวายอาลัยในหลวงร.9 "๘๙ นาทีทำดีเพื่อพ่อ" ม.รังสิตร่วมถวายอาลัยในหลวงร.9

ภายในงานมีศิลปิน คุณอ๊อด คีรีบูน ได้นำบทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อพระองค์ท่านมาขับร้อง ร่วมกับ RSU Philharmonic Orchestra วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต และบทเพลงอันไพเราะมากมายจากนักศึกษา และนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิตที่นำมาแสดงในงานครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวสุนทรพจน์ ๙ นาที “ทำไมคนไทยถึงรักพระเจ้าอยู่หัว” โดย นายเเพทย์ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ ศิษย์เก่าวิทยาลัยเเพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต การแสดงภาษามือ เพลงในหลวงของแผ่นดิน การแสดงจากวงดนตรีตะวันรุ่งลูกทุ่งรังสิต (รางวัลชนะเลิศการประกวดดนตรีลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง ระดับอุดมศึกษา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราช  สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับประเทศ ประจำปี ๒๕๖๐) และรวมใจกันสงบนิ่ง พร้อมแสงเทียนร้อยดวงใจ แสดงความอาลัยแด่ในหลวง รัชกาลที่ ๙

17 ต.ค.ซ้อมยกฉัตรขนาด น้ำหนักเท่าองค์จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298847

17 ต.ค.ซ้อมยกฉัตรขนาด น้ำหนักเท่าองค์จริง

พระเมรุมาศ, ซ้อมยกฉัตร, ในการซ้อม, ชั่วโมง

รองนายกฯมอบกรมศิลป์ 17 ต.ค.ใช้ฉัตร 9 ชั้นขนาดน้ำหนักเท่าองค์จริง ในการซ้อม ภาพรวมพระเมรุมาศเสร็จ 99% หลังเสร็จพยกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรถอดนั่งร้านภายใน 24 ชั่วโมง

       เวลาประมาณ 17.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซ้อมพิธียกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ยอดพระเมรุมาศ 
พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า การซ้อมครั้งนี้เพื่อทดสอบการชักรอกสลิง และตรวจสอบตำแหน่งสลิงรวมถึงการเลื่อนฉัตรเพื่อให้เป็นไปตามจังหวะและลงตำแหน่ง บริเวณส่วนยอดพระเมรุมาศที่กำหนดไว้ ภาพรวม การซ้อมครั้งเป็นไปด้วยดี ใช้เวลาในการอัญเชิญฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเมรุมาศรวมประมาณ  3 นาที ทั้งนี้ในการซ้อมพบว่าสลิงบางช่วงมีลักษณะหย่อนเป็นรูปตัววี ดังนั้นในการซ้อมในวันที่ 17 ตุลาคม ได้ขอให้กรมศิลปากร จัดเตรียมฉัตร 9 ชั้น ที่มีน้ำหนักและขนาดใกล้เคียงกับพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรองค์จริง ซึ่งมีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม สูง 5.10 เมตร มาใช้ในการซ้อม เพื่อให้วันพระราพิธีมีความสมบูรณ์ สมพระเกียรติ

17 ต.ค.ซ้อมยกฉัตรขนาด น้ำหนักเท่าองค์จริง

อย่างไรก็ตาม หลังพิธียกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรในวันที่ 18 ตุลาคม จะถือว่าพระเมรุมาศ เสร็จสมบูรณ์ โดยภายใน 24 ชั่วโมง จะทำการถอดนั่งร้านพระเมรุมาศองค์ประธาน โดยขณะนี้ ได้มีการถอดนั่งร้านบุษบกซ่าง และหอเปลื้อง ออกเรียบร้อยแล้ว
รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สำนักช่างสิบหมู่ ได้ดำเนินการติดตั้งจิตกรรมฉากบังเพลิงทั้ง 4 ทิศ รวมถึงติดตั้งประติมากรรรมท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ทิศเรียบขณะเดียวกันยังได้นำดอกดาวเรืองมาประดับ ภายในมณฑลพิธีเรียบร้อยแล้ว เหลือในส่วนของการติดตั้งพระวิสูตรหรือผ้าม่าน ซึ่งจะดำเนินการในช่วงใกล้วันพระราชพิธีเพื่อผ้องการการชำรุดเสียหายจากสภาพอากาศ

17 ต.ค.ซ้อมยกฉัตรขนาด น้ำหนักเท่าองค์จริง
“ขณะนี้การจัดสร้างพระเมรุมาศ มีความสมบูรณ์เป็นที่น่าพอใจ ภาพรวมเสร็จแล้วกว่า 99%ประดับดอกไม้งดงาม ซึ่งในวันพระราชพิธีจริงไม้ดอกไม้ประดับสีเหลืองจะบานสะพรั่งและจะงดงามตลอดระเวลา จนถึงช่วงการจัดนิทรรศการจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ภายในอาคารพระที่นั่งทรงธรรม สำนักพระราชวังได้เข้ามาจัดที่นั่ง และซักซ้อมในส่วนพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง “พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าว

สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิดนิทรรศการพระเมรุมาศ 2พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298839

สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิดนิทรรศการพระเมรุมาศ 2พ.ย.นี้

2-30, พระเมรุมาศ, สมเด็จพระเทพฯ

เปิดนิทรรศการพระเมรุมาศ 2-30 พ.ย.นี้สมเด็จพระเทพฯ เสด็จเป็นประธานเปิด ให้เข้าชมอิสระรอบ 5 พันคนต่อวัน ยกเว้นพระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรมกำหนดจุดขึ้นลง

      เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 60 ที่ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้า การจัดทำแผนปฏิบัติการพื้นที่ การอำนวยความสะดวกประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการ ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จเป็นประธานเปิดนิทรรศการ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยนิทรรศการดังกล่าวจะจัดเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 2 -30 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. เบื้องต้นจะเปิดให้เข้าชมอย่างอิสระ รอบละ 5,500 คน รองนับประชาชน ได้วันละ 104,000 คน
โดยแบ่งเป็นกลุ่มภิกษุ สามเณร 500 รูปต่อวัน ผู้พิการทุกประเภท 500 คนต่อวัน นักท่องเที่ยว 8,000 คนต่อวัน และนักเรียน นักศึกษา 15,000 คนต่อวัน และประชาชนทั่วไป 80,000 ต่อวัน กำหนดเวลาเข้าชมรอบละ 1 ชั่วโมง แบ่งเป็น ให้ประชาขนถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณ ถนนเส้นกลางทางเข้าพระเมรุมาศ ซึ่งจะเห็นภาพแปลงนาเลขเก้าไทย และภาพภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ของพระเมรุมาศในมุมกว้าง 15 นาทีจากนั้น จะให้เข้าชม พื้นที่ด้านใน 45 นาทีโดยให้เข้าชมอย่างอิสระ
ในส่วนของพระเมรุมาศ จะเปิดให้ขึ้นลงได้ 2 ด้าน ส่วนพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งจัดแสดง พระราชประวัติและประราชกรณียกิจ รวมถึงยังมีภาพจิตกรรมโครงการในพระราชดำริ ให้ชมทั้ง 3 ด้าน ส่วนอาคารประกอบอื่น ๆ จะจัดแสดงการจัดสร้างพระเมรุมาศ งานปราณีตศิลป์และงานจิตกรรมประเภทต่าง ๆ ที่สำคัญครั้งนี้ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ จัดให้มีนิทรรศการสัมผัส พร้อมเสียงบรรยายเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความเป็นมาขแงการจัดสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบทั้งหมด ถือเป็นความภาคภูมิใจ ทั้งนี้ก่อนหมดเวลา เข้าชม 5 นาที จะมีสัญญาณแจ้งหมดเวลาเข้าชม เพื่อเปิดให้รอบต่อไป ได้เข้า
“การจัดงานครั้งถือเป็นความภาคภูมิใจของไทยทุกคน โดยตลอดระยะเวลาในการจัดแสดงนิทรรศการ 29 วันคาดส่าจะมีประชาชนเข้าชมทั้งหมด กว่า 3 ล้านคน ทางผู้รับผิดชอบเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมอย่างเต็มที่ โดยมีจุดคัดกรอง 5 จุด โดยประชาชนทั่วไปให้เข้าในจุดคัดกรอง 3 จุด บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) ท่าช้าง พระแม่ธรณีบีบมวยผม ส่วนผู้พิการเข้าตรงจุดคัดกรองหลังกระทรวงกลาโหม และ พระภิกษุ สามเณร เข้าทางด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สำหรับการแต่งการเข้าชม ขอความร่วมมือ ประชาชนแต่งชุดสุภาพ เช่นเดียสกับการเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว โดยงดเว้น สายเดี่ยว กางเกงขาสั้น และเสื้อ แขนกุด”พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว
ด้าน พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษาแม่ทัพภาค1 ในฐานะอนุกรรมการดูความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการ ฯ กล่าวว่า ประชาชนสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่เวลา 7.00-22.00 น.โดยมีการเตรียมพื้นที่ให้เข้าชม แบ่งเป็นเวทีมหรสพ และนิทรรศการพระเมรุมาศ ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าชมนิทรรศการ สามารถเข้าคิวรอตรงจุดพักรอบริเวณเต็นท์ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อรอคิวเข้าชม การเข้าชมจะใช้แนวปฏิบัติเดียสกับการกราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยจะจัดเป็น 4 แถว
สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางนั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)จะจัดรถโดยสารให้บริการฟรีใน 6 เส้นทาง ตั้งแต่เวลา 05.00-23.00 น.เส้นทางละ 10 คัน รอบละ 60 คัน ได้แก่ 1.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-สนามหลวง 2.หัวลำโพง-สนามหลวง 3.วงกลมรอบเกาะรัตนโกสินทร์-สนามหลวง 4.เอกมัย-สนามหลวง 5.สายใต้ใหม่-สนามหลวง และ6.หมอชิต-สนามหลวง ส่วนทางเรือจะให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-22.30 น.ที่ ท่านิเวศน์วรดิฐ และท่าราชนาวิกสภา ขณะเดียวกันจะประสานกรมเจ้าท่า ขอความร่วมมือผู้ให้บริการเรือด่วน เรือเมล์ขยายเวลารองรับการเดินทางของประชาชนด้วย
นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการแสดงมหรสพ ซึ่งมีการนำนักแสดง และนักดนตรีจาก จาก สำนักการสังคีต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวมทั้งวงดนตรีจากทหาร 4 เหล่าทัพ และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาจัดการแสดง ภายในบริเวณพระเมรุมาศ โดยวางแนวทางเบื้องต้น มีการแสดงมหรสพ และการแสดงชุดต่างๆ เวลา 18.00-22.00 น. และจะมีการประโคมดนตรี วงบัวลอย บริเวณศาลาลูกขุน เวลา 08.00-17.00 น. นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ จะมีการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมนิทรรศการ ได้ซึบซับบรรยากาศเสมือนวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ

รู้ทัน….โรคหลอดเลือดหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298781

รู้ทัน….โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหัวใจ, มากขึ้น

ปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ยิ่งสไตล์ของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากขึ้น

     เนื่องในวันหัวใจโลก หรือ World Heart Day 2017 จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของหัวใจและอย่าละเลยโรคหลอดเลือดหัวใจเพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

      นายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า “โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่าง ๆ ภายในหลอดเลือด ทำให้เกิดการสร้างคราบไขมัน (Plaque) ที่ไปเกาะบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน  ปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดที่ หล่อเลี้ยงหัวใจลดลงเรื่อย ๆ จนไม่เพียงพอ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและอาจร้ายแรงถึงขั้น เสียชีวิตได้” สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นเกิดจาก อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น โรคยิ่งเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเครียดและขาดการออกกำลังกายก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน ซึ่งความรุนแรงของโรคนั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละบุคคล”

รู้ทัน....โรคหลอดเลือดหัวใจ

  นายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

ลักษณะอาการเด่น ๆ ของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจที่พบ ได้แก่ ไม่สบายที่หน้าอก รู้สึกเจ็บหน้าอกจนทนไม่ไหว แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก  อ่อนเพลียไม่มีแรง เหนื่อยง่าย สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์แล้ว การที่ผู้ป่วยให้ข้อมูลและรายละเอียดอย่างถูกต้องทั้งประวัติและลักษณะอาการที่ปรากฏย่อมช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง ตรวจร่างกายอาทิ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Electrocardiogram (ECG, EKG) การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงกับการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test)  การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 รักษาโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก เป็นต้น ระดับที่ 2 รักษาโดยการใช้ยา ในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ต้องเข้ารับการรักษาด้วยยาที่ช่วยให้การไหลเวียนหรือสูบฉีดเลือดดีขึ้น ซึ่งต้องรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง ระดับที่ 3รักษาโดยการทำหัตถการแบบ Invasive เช่น การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty) หรือใส่ขดลวดเล็ก ๆ (Stent) เข้าไปเพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจตีบให้ทำงานได้เป็นปกติ เป็นต้น ระดับที่ 4 รักษาโดยการผ่าตัด ทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (บายพาสหัวใจ) (Coronary Artery Bypass Graft – CABG) โดยมีทั้งเทคนิคบายพาสหัวใจแบบใช้และไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมตามความจำเป็นของผู้ป่วย

รู้ทัน....โรคหลอดเลือดหัวใจรู้ทัน....โรคหลอดเลือดหัวใจ

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างเห็นผลคือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยง ซึ่งมีทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้คือ อายุ พันธุกรรม และเพศ สำหรับผู้ชายที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนอายุ 40 ปีและผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 50 ปี อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และเป็นการป้องกันโรคนี้ได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย ระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือด รักษาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ควบคุมและรักษาให้หายขาด เพราะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ประสิทธิภาพลดลง โรคความดันโลหิตสูง ควรรีบรักษาให้หายขาด เพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไปส่งผลให้หลอดเลือดตีบ เลิกสูบบุหรี่ เพราะผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งนำไปสู่หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะผู้ที่น้ำหนักเกินมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย ออกกำลังกายเป็นประจำ เลือกกีฬาที่เคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย เช่น แอโรบิค ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้ง เป็นต้น

เนื่องในวันหัวใจโลก หรือ World Heart Day ทุกคนใส่ใจหัวใจและหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรง ด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี เพื่อการมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โทร. 0 2310 3000 หรือ โทร 1719

4 อาชีพต้นแบบแรงบันดาลใจจาก “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/298775

4 อาชีพต้นแบบแรงบันดาลใจจาก “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

แรงบันดาลใจ, ในหลวงรัชกาลที่ 9, 4อาชีพต้นแบบ, รัชกาลที่, ตลอดระยะเวลา, ด้าน

ตลอดระยะเวลา 70 ปี บนแผ่นดินไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นช่วงที่มีการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน

      ด้วยพระปรีชาสามารถของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงสร้างคุณูปการให้แก่ปวงชนชาวไทยอย่างมากมายมหาศาล ด้วยพระราชกรณียชกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดในฐานะ “พ่อหลวงของคนไทย” เกิดเป็นโครงการในพระราชดำริ 4,000 กว่าโครงการ นอกจากนี้ประชาชนชาวไทยยังได้ประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน ทั้งด้านดนตรี จิตรกรรม การถ่ายภาพ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตร กีฬา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต เป็นแนวทางทั้งในด้านหลักคิด การฝึกฝนปฏิบัติ รวมถึงความมุ่งมั่นพากเพียรแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า

เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม จึงขอน้อมนำเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย ผู้ทรงเป็นดั่งต้นแบบในการใช้ชีวิต และศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งชาติ โดยรวบรวมเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงเป็นแบบอย่างให้กับปวงชนชาวไทยในสายอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ได้น้อมนำไปประยุกต์ใช้และให้ข้อคิดในการใช้ชีวิต ดังนี้

       กษัตริย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้อาชีพ : เกษตรกร – “เมืองไทยนี้ต้องพึ่งเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะว่าเกษตรกรเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศและต้องยึดอาชีพนี้มาและไม่ใช่เพราะเหตุนั่นเท่านั้นเอง แต่ว่าประเทศหนึ่งประเทศใดจะอยู่ได้ก็เพราะว่ามีกสิกรรม การประกอบอาชีพ ในด้านผลิตผลที่ได้จากธรรมชาติ ทั้งในด้านที่จะเป็นการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ ปลูกผลไม้ หรือทำมาหากินในด้านปศุสัตว์หรือประมง”

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการทำเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก แต่จากการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ทำให้พระองค์ทรงพบว่า การทำการเกษตรในไทยนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะการขาดความรู้ความเข้าใจในการทำการเกษตร ทรัพยากรทางธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย หรือสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงก็ตาม เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นปัญหาต่างๆ พระองค์จึงทรงศึกษาเรื่องการเกษตรอย่างจริงจัง สำรวจพื้นที่ชนบทต่างๆ รวมทั้งมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการขึ้นมากมาย เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำริเรื่อง “เกษตรทฤษฎีใหม่” แนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรบริหารที่ดินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด โครงการ “ฝนหลวง” ที่ช่วยเหลือในเรื่องของการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ตลอดจนการทำเกษตรกรรม หรือ “โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” ที่อยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น โดยทรงใช้เป็นที่ค้นคว้า วิจัย และทดลองทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่พระองค์จะทรงเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำการเกษตรด้วยพระองค์เองได้ครบทุกด้าน

พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อเกษตรกร ไม่ได้มีเพียงด้านกสิกรรมเท่านั้น หากแต่ยังพระราชทานโครงการและแนวพระราชดำริต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปศุสัตว์ เช่น โครงการธนาคารโคนม และด้านการประมง เช่น การพระราชทานพันธุ์ปลานิล เป็นต้น ดังพระราชดำรัสข้างต้นที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับทั้งสามสิ่ง ซึ่งพระเมตตาของพระองค์ที่ทรงช่วยเหลือเกษตรกรนั้นมีอยู่ล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้

 กษัตริย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้อาชีพ : นักประดิษฐ์ – อย่างที่ทราบกันดีว่าพระอัจฉริยภาพหลายด้านของพระองค์นั้นมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ รวมถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ก็เช่นกัน นอกเหนือจากพระปรีชาสามารถด้านการคิดและริเริ่มในแบบที่นักประดิษฐ์ทั่วไปควรมี พระปรีชาสามารถอีกอย่างหนึ่งของพระองค์คือการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์หรืองานช่างที่ทรงศึกษามาปรับใช้กับสิ่งที่มีในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี วัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งแรงงานการผลิตมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากพระปรีชาของพระองค์ท่านที่คนไทยและคนทั่วโลกรู้จักกันดีก็คือ เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำเสีย นอกจากนี้พระปรีชาในด้านประดิษฐ์ของพระองค์ท่านที่เป็นที่ประจักษ์ก็คือการประดิษฐ์เรือใบสากล โดยเรือใบฝีพระหัตถ์ลำแรกพระราชทานนามว่า ราชประแตน

สิ่งประดิษฐ์ทั้งสองอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งจากหลายสิ่งประดิษฐ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งพระราชหฤทัยทำในสิ่งที่พระองค์ชื่นชอบ ไม่ใช่เพียงแค่ทำเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำ แต่ทรงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าพระองค์มีความเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง  ยิ่งกว่านั้นยังทรงนำความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาปรับใช้กับการดูแลพสกนิกรและการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดีด้วย

            กษัตริย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้อาชีพ: นักวิทยาศาสตร์ – จุดเริ่มต้นความสนพระราชหฤทัยในด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฉายแววพระอัจฉริยภาพตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แต่ถึงจะมีความสนพระราชหฤทัยเพียงไร ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในฐานะกษัตริย์ย่อมมาก่อน หลังขึ้นครองราชย์จึงเปลี่ยนพระราชหฤทัยด้านการศึกษาจากที่จะศึกษาต่อในด้านวิศวกรรมศาสตร์เปลี่ยนไปศึกษาด้านรัฐศาสตร์และการปกครองแทน เพื่อให้สามารถนำความรู้ดังกล่าวมาปกครองชาวไทยได้อย่างเต็มที่ แต่ถึงแม้ไม่ได้ศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพก็ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง และนำมาปรับใช้บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฏรเสมอมา ดังพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนไทยและชาวต่างประเทศอย่างมากมาย อาทิ “โครงการฝนหลวง” ที่ทรงร่วมศึกษาค้นคว้าและวิจัยจากหลักการทำฝนเทียมในต่างประเทศ แล้วมาปรับใช้ให้เข้ากับสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย รวมถึง “ทฤษฎีแกล้งดิน” อีกหนึ่งพระอัจฉริยะภาพด้านวิทยาศาสตร์ ในการแก้ไขดินที่เปรี้ยวจัด ไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ให้กลับกลายเป็นดินที่ใช้ทำการเกษตรได้ ตลอดจนการวิจัยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันปาล์ม หรือเชื้อเพลิงชีวภาพจากอ้อยสู่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการในพระราชดำริจำนวนมากที่พระองค์ได้นำพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปปรับใช้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง

            กษัตริย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้อาชีพ: วิศวกรสำรวจ  พระปรีชาสามารถที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงนำมาใช้ในการประกอบพระราชกรณีกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ห่างไกลนั้นมีหลากหลายด้าน แต่พระอัจฉริยภาพด้านหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของงานด้านนี้ คือ พระอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรมสำรวจซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการ การควบคุม การใช้และการผลิตแผนที่ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ดังภาพที่คนไทยทุกคนเห็นจนชินตาก็คือ ในการทรงงานของพระองค์ทุกครั้งจะมีอุปกรณ์คู่พระวรกายคือแผนที่ โดยแผนที่แผ่นนั้นมีความพิเศษคือมีข้อมูลของทุกพื้นที่ในประเทศไทยที่ได้เสด็จไป ไม่ว่าจะเสด็จลงไปในพื้นที่ใด พระองค์จะทรงสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และราษฏรในท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่ไปพร้อมๆ กัน หากพบว่ามีข้อมูลใหม่ที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาก็จะทรงบันทึกไว้อย่างละเอียด หรือหากมีความผิดพลาดก็จะทรงตรวจสอบเพื่อแก้ไขไปในคราวเดียวกัน จากการทรงงานเช่นนี้ทำให้บ่อยครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จะทรงพระราชทานข้อมูลที่ถูกต้องแก่กรมแผนที่ทหารเพื่อนำไปแก้ไขให้ถูกต้องอีกด้วย นอกจากนี้ยังทรงใช้แผนที่ค้นหาว่าในแต่ละพื้นที่มีแหล่งน้ำ หรือเส้นทางน้ำอยู่ที่ใดบ้าง เพื่อเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ หรือแก้มลิง ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อเยี่ยมเยียนราษฏรและสำรวจพื้นที่เพื่อการจัดการทรัพยากรโดยไม่กลัวความยากลำบากของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ทำให้ทุกพื้นที่ที่พระองค์เสด็จไปมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ทั้งยังเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สร้างการเรียนรู้ให้แก่ราษฏรได้นำไปใช้ประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตได้อย่างยั่งยืน สร้างประโยชน์สุขให้แก่ราษฎรอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีอยู่อย่างเปี่ยมล้น อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์จ๊อบไทยดอมคอม ยังได้รวบรวมเรื่องราวเทิดพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างให้กับพสกนิกรไทย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานในสายอาชีพต่างๆ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jobthai.com/REACH