5 เทคนิครับมือคนทำงานยุค MILLENNIALS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292464

5 เทคนิครับมือคนทำงานยุค MILLENNIALS

Baby Boomers, คนทำงาน, การคัดเลือก, การบริหาร, Millennials

ปี 2017 การคัดเลือกคนทำงาน หรือ การบริหารจัดการคนทำงานเปลี่ยนแปลงไปไกลและรวดเร็วมากขึ้น เป็นยุคที่เด็กจบใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทและเป็นแรงงานหลักในการทำงาน

        กลุ่มเด็กยุคใหม่เรียกว่า กลุ่ม “Millennials” ซึ่งคนทำงานกลุ่มนี้เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ เพราะพวกเขาโตพอที่จะเข้ามาบริหารจัดการงาน หรือเป็นผู้นำองค์กรแทนคนทำงานกลุ่มเดิมหรือ Baby Boomers ถึงเวลาแล้ว ที่จะยอมรับทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำของคนทำงานในยุคนี้

jobsDB มี 5 แนวโน้มในการจ้างและการจัดการคนทำงานยุค Millennials มาแนะนำ เริ่มที่…

     1. ส่งต่อการทำงานให้กับคนยุค Millennials

ปัจจุบัน พบว่า คนทำงานรุ่นก่อนอย่างกลุ่ม Baby Boomers จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และเกษียณกันไป ขณะเดียวกันคนทำงานกลุ่ม Millennialsกำลังทยอยเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจหรือองค์กรภายใต้แนวคิดใหม่ๆ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่องค์กรควรตระหนักถึงคือการวางแผนกลยุทธ์ในการสรรหาว่าจ้างและบริหารจัดการคนทำงานกลุ่มนี้ พร้อมกับวางแผนพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ  เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทการทำงานในด้านการบริหารจัดการที่จะมาถึงของคนกลุ่มนี้ด้วย

  2. สร้างสมดุลให้ชีวิตด้วยเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

นอกจากเงินเดือน และสวัสดิการทางด้านการเงินแล้ว คนทำงานกลุ่ม Millennials ยังให้ความสำคัญมากกับเรื่องสมดุลชีวิตกับการทำงาน เนื่องจากคนทำงานในยุคนี้ ให้ความสำคัญกับการทำงาน และการเข้าสังคมหรือทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูงเท่า ๆ กัน ดังนั้น องค์กรที่ให้ความสมดุลชีวิตกับการทำงาน และมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ มักจะดึงดูดใจคนทำงานกลุ่มนี้ การมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น ยังช่วยทำให้พนักงานได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับองค์กร โดยที่ไม่เสียเวลากับการใช้ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาด้วย ซึ่งวิธีการนี้จะได้รับประโยชน์ทั้งกับองค์กรและคนทำงาน ฉะนั้น การเข้า-ออกงานเป็นเวลาจะค่อย ๆ หายไปในไม่ช้า การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะคนทำงานกลุ่มนี้ ค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทกับวัฒนธรรมองค์กร เวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นจะเข้ามาแทนที่การเข้า-ออกงานที่เป็นเวลา

3. สถานที่ทำงานและชุดทำงานที่ดูสบายมากขึ้น

คนทำงานจำนวนมากในยุคนี้ นิยมทำงานจากที่อื่น ที่ไม่ใช่ออฟฟิศ หรือทำงานจากที่บ้าน วัฒนธรรมการทำงานจึงดูไม่เป็นทางการจนเกินไป ส่วนเรื่องการแต่งกายไปทำงาน เมื่อก่อนการแต่งชุดฟอร์มขององค์กรเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต่อมานโยบายชุดฟอร์มองค์กรได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะคนทำงานกลุ่ม Millennials จะชื่นชอบการแต่งตัวสบายๆ หรือตามสไตล์ของตนเองไปทำงานมากกว่าที่จะแต่งตัวตามชุดฟอร์มที่องค์กรกำหนดให้

ดังนั้น เพื่อดึงดูดและรักษาคนทำงานกลุ่มนี้ไว้ องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจาก หากไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำธุระที่ออฟฟิศ ก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ รวมถึงเปลี่ยนแปลงนโยบายการแต่งกายชุดทำงานให้ดูสบายมากขึ้น ไม่ทางการเกินไป โดยลดการใส่สูท ผูกไท แล้วเปลี่ยนเป็นการใส่เสื้อเชิ้ตที่ดูลำลองขึ้นกับกางเกงยีนส์แทน

 4. ระบบการประเมินผลการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนทำงานกลุ่ม Millennials ต้องการเปลี่ยนการประเมินผลการทำงานประจำปี จากเดิมที่ต้องรอให้ครบปีแล้วค่อยประเมินผลการทำงาน แต่คนทำงานยุคใหม่นี้ ไม่ชอบคอยให้ครบปี เนื่องจากพวกเขาเติบโตมากับการใช้อินเทอร์เน็ต จึงมีพฤติกรรมที่ตอบสนองไว ด้วยการโต้ตอบกันใน Social mediaหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้พวกเขามีความอดทนน้อยกว่าคนรุ่นก่อน คนกลุ่มนี้จึงต้องการการฟีดแบคที่รวดเร็วและบ่อยครั้ง เพื่อที่จะสามารถนำฟีดแบคมาปรับปรุงการทำงานได้ทันที มากกว่าที่จะรอให้ถึงการประเมินผลการทำงานประจำปีมาถึง หากต้องการให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า ควรเริ่มใช้ระบบการประเมินผลการทำงานเป็นประจำหรือเป็นรายเดือน เพื่อให้ผลการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

5. บอกลาการทำงานแบบลำดับขั้น เป็นสร้างสรรค์งานด้วยทีมเวิร์ค

คนทำงานกลุ่ม Millennials เติบโตมาพร้อมกับการแบ่งปันความคิดและเสนอความคิดเห็นผ่าน Social media หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ พวกเขาจึงชอบที่จะทำงานร่วมกันกับทุก ๆ คนแบบเท่าเทียมกัน มากกว่าการทำงานแบบลำดับขั้นเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อพวกเขามีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น พวกเขาก็จะถ่ายทอดการทำงานร่วมกันในองค์กรแบบเท่าเทียม ไม่แบ่งลำดับขั้นเช่นกัน ดังนั้น องค์กรควรปรับรูปแบบการทำงาน ให้คนทำงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานที่เท่าเทียม ไม่ใช้วิธีควบคุมการทำงาน ไม่แบ่งลำดับขั้น ไม่แบ่งลำดับการบังคับบัญชาอีกต่อไป เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานที่คนทำงานยุคนี้ต้องการ คือการทำงานที่ใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงาน และสนับสนุนให้ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานออกมาดี และประสบความสำเร็จ

ในขณะที่คนทำงานเปลี่ยนผ่านไปจากคนทำงานรุ่นเก่าอย่าง Baby Boomers ไปสู่คนทำงานยุคใหม่ กลุ่ม Millennialsคนทำงานที่มีความสามารถ จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น ทุกองค์กรต้องมีการวางแผนกลยุทธ์มากขึ้นกว่าที่เคย และจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พร้อมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปลี่ยนแปลงให้ทันตามความต้องการของคนทำงานในยุคใหม่นี้

“คุกความคิด” โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292446

“คุกความคิด” โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

พานาโซนิค, งานศิลปะร่วมสมัย, คุกความคิด, Dimension W No1, กลเรา

ศิลปินหญิงจากสุราษฎร์ฯ คว้ารางวัลอันดับ 1 “จิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค ครั้งที่ 19” ผลงาน “คุกความคิด” ใช้ศิลปะเป็นทางออกของความรู้สึกจากการเป็นโรคซึมเศร้า

      หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่าผลงานศิลปะนั้นเป็นสื่อกลางในการแสดงออกถึงมุมมองของศิลปินที่มีต่อสังคมรอบตัว เหตุบ้านการเมือง และทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ ทั้งยังเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของศิลปินที่บางครั้งไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นถ้อยคำเพื่อให้คนรอบข้างเข้าใจได้ การแสดงออกมาผ่านผืนผ้าใบ เส้น สี น้ำหนักของการตวัดแปรง การนำวัสดุเข้ามาใช้ด้วยความละเมียด และมีความหมายในทุกบริบท สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผลงานศิลปะนั้นนอกจากจะจรรโลงผู้ชมแล้วยังจรรโลงความรู้สึกของศิลปินด้วย

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

น.ส.วนาภรณ์ เตี่ยมังกรพันธุ์

ผลงาน “คุกความคิด” ของ น.ส.วนาภรณ์ เตี่ยมังกรพันธุ์ อายุ 26 ปี จาก จ.สุราษฎร์ธานี ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากเวทีประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 19 โดยใช้เทคนิคสีน้ำมัน ศิลปินเล่าว่า “เข้าร่วมการประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิคเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และครั้งนี้ถือเป็นการรับรางวัลครั้งใหญ่ที่สุด ผลงานชิ้นนี้ถูกถ่ายทอดจากความรู้สึกของตัวเองที่เป็นโรคซึมเศร้า ผ่านเรื่องราวที่ดีและร้ายมาในอดีต รู้สึกเสียใจและหดหู่อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนึกคิดออกมาให้คนรอบข้างเข้าใจได้ ยึดติดกับความคิดเดิมๆ ว่าเราผิดพลาดอะไร คิดวนเวียนอยู่เช่นนั้นแบบไม่เห็นทางออก จึงใช้สัญลักษณ์กรงแทนการกักขัง ส่วนตุ๊กตาเสมือนความเป็นเด็กของตัวเองที่ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเสมอ ถือเป็นการระบายออกทางความรู้สึก เยียวยาจิตใจตัวเอง บำบัดความแน่นหนักเหล่านั้นด้วยงานศิลปะ สะท้อนความคิดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งชัดเจนกว่าการอธิบายเป็นคำพูด การสร้างผลงานขึ้นมานั้นทำให้พบว่าเรายังมีตัวตนอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่โลกของความคิดเพียงอย่างเดียว”

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

นายเจษฎากร แดงอร่าม

นายเจษฎากร แดงอร่าม อายุ 27 ปี จาก จ.สมุทรสาคร ส่งผลงาน “Dimension W No.1” เข้าร่วมประกวดและได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ2 นั้น เล่าว่า “ต้องการถ่ายทอดถึงการตีความของผู้ชมผลงานที่อาจจะมองสุนทรียะที่เห็นไปเป็นเรื่องราวต่างๆ ได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่พบเจอมา โดยผลงานชิ้นนี้เป็นมุมมองที่คาบเกี่ยวระหว่างยุคของอนาล็อคกับดิจิทัล คือถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์เข้ามาในชีวิตแต่ก็ยังมีความเป็นยุคดั้งเดิมอยู่ จึงคิดว่าธรรมชาติของความคิดคนเราสามารถสร้างสรรค์ทั้งสองสิ่งนี้ให้อยู่ร่วมกันได้ผ่านผลงานจิตรกรรม

เลือกใช้เทคนิคผสมเพื่อดึงดูดผู้ชมด้วยความสวยงามของสีสัน พื้นผิว และใส่รายละเอียดต่างๆ อันจะส่งผลต่อการรับรู้และนำไปสู่การตีความหมายในเชิงรูปธรรมและนามธรรม ด้วยความที่งานศิลปะนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง บางคนอาจมองในแง่มุมของความสวยงาม ซึ่งศิลปินก็พยายามถ่ายทอดออกมาในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมนั้นเข้าใจในผลงานที่มีความซับซ้อนเหล่านั้น”

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

นายนภนันท์ รังสีธรรมคุณ

ส่วนผลงาน “กลเรา” โดย นายนภนันท์ รังสีธรรมคุณ  อายุ 22 ปี จากกรุงเทพฯ ที่คว้า รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 เล่าถึงการถ่ายทอดแนวความคิดกับผลงานชิ้นนี้ว่า  “เลือกเล่าเรื่องออกมาเป็นภาษาภาพ ที่ใช้ทัศนะธาตุ คือ สี น้ำหนัก เส้น รูปทรง สื่อออกมาให้ผู้ชมตีความหมาย โดยมนุษย์นั้นไม่ได้มีเพียงแค่บทบาทเดียว แต่มีหลายบริบทในคนๆเดียว สามารถเลือกได้ว่าจะแสดงบทบาทใดออกมาให้สังคมรับรู้ จะเลือกอุปนิสัยใดของตัวเองไหนออกมาแสดงในแต่ละสถานการณ์ อาทิ เวลาอยู่บ้านจะมีตัวตนแบบหนึ่ง เมื่ออยู่นอกบ้านก็จะแสดงตัวตนอีกแบบหนึ่ง เรายอมปิดบังหนึ่งใบหน้าเอาไว้เพื่อให้เกิดการยอมรับทางสังคม กล ในบริบทนี้จึงหมายถึงการเล่นกล หรือแสดงกลของมนุษย์”

"คุกความคิด" โรคซึมเศร้าผ่านงานศิลป์ร่วมสมัย

นางสาวอำไพ ดาวกลางไพร 

อีกหนึ่งผลงานที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของศิลปินออกมาได้เป็นอย่างดี คือ “อารมณ์ ความรู้สึก ของช่วงเวลาหนึ่งในเมือง” โดย นางสาวอำไพ ดาวกลางไพร อายุ 25 ปี ซึ่งได้รับ รางวัลดีเด่น โดยเลือกใช้เทคนิคผสมหลายอย่างทั้งสีน้ำมันและการปักผ้า ศิลปินเล่าว่า “เป็นการถ่ายทอดถึงความเปล่าว่างของเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ของช่วงเวลาหนึ่งที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ พบเจอสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป จากภูเขากลายเป็นตึกสูง จากพื้นป่าสีเขียวกลายเป็นป่าคอนกรีต ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา อ้างว้าง แต่ต้องอดทน เพื่อแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษา ที่จะทำให้ครอบครัวมีความสุข มีโอกาสเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์จากในเมืองใหญ่แห่งนี้ไปพัฒนาบ้านเกิดต่อไป”

นิทรรศการจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 19 ภายใต้หัวข้อ “สร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์แห่งชีวิต” ยังมีการจัดแสดงผลงานที่ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมการแสดงงาน รวมทั้งสิ้น 54 ภาพ จาก 52 ศิลปิน ไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2560 สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในเวลา 09.00-16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02 282 8525

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292485

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

1999 ต้น, ราชภัฏสุราษฎร์ธานี, ปลูกดาวเรือง, มรสปลูกดาวเรือง, 1999, ต้นถวายแด่,  เราทำความดี ด้วยหัวใจ , มรส

มรส.จัดกิจกรรมปลูกดอกดาวเรือง ปลูกความจงรักภักดี เพื่อถวายแด่รัชการที่ 9 ปลูกสำนึกจิตอาสาสืบสานพระราชปณิธาน ” เราทำความดี ด้วยหัวใจ ” รัชการที่ 10

       เมื่อเร็วๆนี้ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) จัดกิจกรรมปลูกดอกดาวเรือง ปลูกความจงรักภักดี เพื่อถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณลานเอนกประสงค์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและมีส่วนร่วมกับวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ทางคณะครุศาสตร์ได้ดำเนินการปลูกดอกดาวเรือง โดยตั้งเป้าไว้ 1,999 ต้น กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพราะต้องการให้นักศึกษา ผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่คณะครุศาสตร์ มีส่วนร่วมกับวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้ต้นดาวเรืองที่ร่วมกันปลูกในวันนี้ดอกบานสะพรั่งพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

มรส.ปลูกดาวเรือง 1,999 ต้นถวายแด่ ร.9

ด้าน นายสมรัก นุ่นทิพย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เผยว่า ในฐานะพสกนิกรชาวไทยคนหนึ่ง ภูมิใจมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ร่วมกับเพื่อนๆถวายงานให้ในหลวงรัชการที่ 9 ได้ร่วมกันปลูกดอกไม้สีเหลืองเพื่อถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งต้องขอบคุณทางคณะที่จัดกิจกรรมให้นักศึกษาทุกคนได้มีโอกาสที่จะทำสิ่งที่ดีๆ ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชการที่ 9 ทรงมีต่อชาวราชภัฏ

สาธิตฯพระจอมเกล้าโชว์ยุทธศาสตร์สร้างเด็กยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292476

x

สาธิตฯพระจอมเกล้าโชว์ยุทธศาสตร์สร้างเด็กยุคดิจิทัล

สาธิตฯพระจอมเกล้า เปิดห้องเรียน “STEAM” หลักสูตรบูรณาการการเรียนที่เน้นการเข้าถึง 5 ศาสตร์ แนวทางสร้างสรรค์ปั้นนักนวัตกร

         ผศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า กล่าวว่า โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า ได้เปิดการเรียนการสอนในปี 2560 เป็นภาคการศึกษาแรก ทางโรงเรียนได้วางระบบการเรียนการสอนให้สมบูรณ์แบบและดี  โดยได้กำหนดหลักสูตรที่สอดคล้องตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา และได้เริ่มใช้หลักสูตรสะตีม (STEAM) ซึ่งเป็นระบบบูรณาการการเรียนที่เน้นการเข้าถึง 5 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปวิทยาการ และคณิตศาสตร์ โดยนำวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันเพื่อให้ผู้เรียนนําความรู้ทุกแขนงมาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาสิ่งต่างๆที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังจะช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะและความสามารถเฉพาะตัวในด้านการทดลอง การทำงานร่วมกัน การใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงาน โดยหลักสูตร STEAM ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆที่มาเปลี่ยนแปลงโลก อาทิ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต รถยนต์ไฟฟ้า ล้วนเกิดมาจากประเทศที่ใช้การเรียนการสอนหลักสูตรดังกล่าว รวมถึงประเทศแม่แบบสหรัฐอเมริกาก็ยังนำระบบนี้ไปใช้สอนตั้งแต่ระดับวัยก่อนเรียนมาแล้วอีกด้วย

สาธิตฯพระจอมเกล้าโชว์ยุทธศาสตร์สร้างเด็กยุคดิจิทัล

โดยการเรียนการสอนในปีการศึกษานี้ ประกอบบด้วยนักเรียนระดับเกรด 7 และเกรด 10 แต่ละชั้นเรียนกำหนดให้มีนักเรียนไม่เกินห้องละ 25 คน รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนจะเน้นการจัดเวลาชั่วโมงเรียน กิจกรรม และเวลายืดหยุ่นที่สอดคล้องกัน มีความครอบคลุมวิชาสหวิทยาการที่สามารถพัฒนาสู่อนุศาสตร์ใหม่ นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้อย่างอิสระภายใต้การแนะนำของครู โดยภายในโรงเรียนยังประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่เทียบเท่ากับระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพื่อการทำกิจกรรม ห้องเรียน ห้องแล็ป ห้องปฏิบัติการทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มีครูอาจารย์ที่ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ในการสอนมาอย่างเข้มข้น ซึ่งส่วนใหญ่จะจบการศึกษาหรือมาจากประเทศชั้นนำด้านการศึกษาและวิทยาการ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ

สาธิตฯพระจอมเกล้าโชว์ยุทธศาสตร์สร้างเด็กยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังได้มีการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในด้านดนตรี ศิลปะ กีฬา และหุ่นยนต์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแรงบันดาลใจให้นักเรียนเหล่านี้มีการฝึกพัฒนาตนเองเพื่อก้าวสู่ผู้นำที่มีอัจฉริยภาพรอบด้าน ทั้งยังมีการเชื่อมต่อกับกิจกรรมการแข่งขันในเวทีต่างๆ เพื่อให้นักเรียนที่มีศักยภาพได้มีพื้นที่เพื่อการแสดงออกในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ทางโรงเรียนได้คัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถในด้านการเขียนโปรแกรม-ออกแบบหุ่นยนต์ เพื่อเป็นตัวแทนของโรงเรียนลงแข่งขันในกิจกรรม World Robot Olympiad (WRO) ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 และ กิจกรรม WORLD ROBOT GAMES THAILAND CHAMPIONSHIP (WRG) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ในประเภท Fire Fighting หรือหุ่นยนต์ดับเพลิงระดับ Junior และ Senior โดยยังจะต่อยอดนักเรียนที่มีความสามารถเหล่านี้ และด้านอื่นๆให้เป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศและนานาชาติให้มากขึ้น เพื่อให้เป็นบุคคลเหล่านี้เป็นต้นแบบและเป็นที่ต้องการของโลกต่อไป

สาธิตฯพระจอมเกล้าโชว์ยุทธศาสตร์สร้างเด็กยุคดิจิทัล
ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)  กล่าวว่า การศึกษาของไทยในยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสู่กระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ กล้าคิดนอกกรอบ มีบทเรียนหรือกิจกรรมในการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการนำไปใช้ได้จริงในชีวิต มีการเรียนรู้ผ่านสื่อหรืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งยังต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีภาพจำในด้านประสบการณ์เพื่อให้รู้จักแก้ปัญหาและการค้นพบสิ่งใหม่ๆ โดยองค์ประกอบเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้ มีทักษะ มีความเชี่ยวชาญ และเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ยุคใหม่ที่โลกดิจิทัลกำลังต้องการ และเพื่อให้ด้านดังกล่าวเกิดขึ้นจริงได้ โรงเรียนจึงได้วาง 4 ยุทธศาสตร์เพื่อนำพาเด็กของ KMIDS ไปสู่เป้าหมาย ดังนี้
ยุทธศาสตร์การส่งเสริมทักษะด้านสารสนเทศ (Media and Information) โดยจะต้องเป็นผู้รู้เท่าทันสถานการณ์ ข่าวสาร และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ พร้อมด้วยการใช้ระบบหรือเครื่องมือสารสนเทศเพื่อเข้าถึงสังคมและช่วยให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับผู้ปกครองและนักเรียนที่สนใจ  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มติมได้ที่ ฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า โทรศัพท์ 088-892-6111 หรือเข้าไปที่ Facebook Fanpage : KMIDS

ถอดบทเรียน จาก…หุ่นยนต์ สู่ “เตรียมวิศวะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292503

ถอดบทเรียน จาก…หุ่นยนต์ สู่ “เตรียมวิศวะ”

โรงเรียนปรินส์รอแยล เชียงใหม่, มทรล้านนา, ผศดรนิวัตร มูลปา, ม1- 6, คม ชัด ลึก, ม1-6, ถอดบทเรียน, จากหุ่นยนต์, สู่, เตรียมวิศวะ

ถอดบทเรียนจากหุ่นยนต์ เพื่อสร้างหลักสูตร “เตรียมวิศวะ” ให้เด็กม.1-6 เรียน นำร่อง 1 ห้อง ก่อนปรับใช้จริง ที่”ร.ร.ปรินส์รอแยล เชียงใหม่”

         เมื่อวันที่  18 ส.ค. 2560 – ผศ.ดร.นิวัตร มูลปา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา(มทร.ล้านนา) เปิดเผย “คม ชัด ลึก” ว่าโครงการถอดบทเรียนจากหุ่นยนต์ สร้างหลักสูตร เตรียมวิศวกรรมศาสตร์ โดยโรงเรียนปรินส์รอแยล เชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของฐานคิดด้านวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้เปิดหลักสูตร“เตรียมวิศวกรรมศาสตร์”ขึ้นในโรงเรียน และให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 (ม.1-6)ได้เรียนหลักสูตรนี้ ตั้งแต่เริ่มมัธยมต้น โดยจะนำร่องก่อน 1 ห้อง

ถอดบทเรียน จาก...หุ่นยนต์ สู่ "เตรียมวิศวะ”

ผศ.ดร.นิวัตร มูลปา

“การเรียนการสอนนักเรียนจะได้เข้าใจงานด้านวิศวกรรมศาสตร์แบบลงมือทำจริงๆ สนุกและเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรแห่งเดียวในประเทศไทย”ผศ.ดร.นิวัตร กล่าว

 

ถอดบทเรียน จาก...หุ่นยนต์ สู่ "เตรียมวิศวะ”

ทั้งนี้ได้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเทคโนโลยี มทร.ล้านนา เป็นพี่เลี้ยง และร่วมให้แนวคิด ประสบการณ์ในการถอดบทเรียนเพื่อสร้างเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนต่อไป

ถอดบทเรียน จาก...หุ่นยนต์ สู่ "เตรียมวิศวะ”

ผศ.ดร.นิวัตร กล่าวอีกว่า จะมีโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนจากหุ่นยนต์ เพื่อสร้างหลักสูตร เตรียมวิศวกรรมศาสตร์ในระดับม.1-6 ในวันที่19-20 สิงหาคม 2560 ณ.โรงแรมอัลไพน์ กอล์ฟ รีสอร์ทเชียงใหม่

สปส.เล็งเพิ่มสิทธิ”ผู้ประกันตน”สู่ชั้นนำอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292468

สปส.เล็งเพิ่มสิทธิ”ผู้ประกันตน”สู่ชั้นนำอาเซียน

นพสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส), สิทธิ, อาเซียน, เลขาฯสปส, สิทธิผู้ประกันตน, ผู้ประกันตน, สปส-สปสช-จอุดรฯ, สปส, พศ 2558 – 2562, พศ 2560 – 2579, 34th ASSA Board Meeting, สปสช, ISSA, ASSA, ILO, กบข

“สปส.-สปสช.-จ.อุดรฯ”พร้อมจัดประชุมสมาคม ASSA ระหว่าง 23-25 ส.ค.60 เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุ-พัฒนาสิทธิผู้ประกันตนสู่ชั้นนำอาเซี่ยน-ปฏิรูป กองทุนแบบยั่งยืน

         เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2560-นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมได้มีแผนการดำเนินงานตามประเด็นยุทธศาสตร์อาเซียนภายใต้ยุทธศาสตร์สำนักงานประกันสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2558 – 2562) ให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และยุทธศาสตร์ของกระทรวงแรงงาน เพื่อมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต ตลอดจนการปฏิรูปองค์กรให้ทันสมัย รองรับการเปลี่ยนแปลง และสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคม

          ทั้งนี้ประเด็นขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนจะยึดหลักการสำคัญ คือ การพัฒนาระบบประกันสังคม ให้มีความเป็นสากล เพื่อก้าวสู่การประกันสังคมนานาชาติ โดยเริ่มจากการก้าวสู่องค์กรประกันสังคมชั้นนำ ในภูมิภาคอาเซียน

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ในปี 2560 ประเทศไทยโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “คณะกรรมการบริหารสมาคมการประกันสังคมอาเซียน ครั้งที่ 34” (34th ASSA Board Meeting) พร้อมทั้งรับมอบตำแหน่งประธานสมาคม ASSA ระหว่างวันที่ 23 – 25 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแอนด์คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จังหวัดอุดรธานี โดยร่วมกับสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และจังหวัดอุดรธานี เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

“ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหาร ASSA จะมีการประชุมสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อสังคมผู้สูงอายุจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมประกันสังคมโลก (ISSA),สมาคมการประกันสังคมอาเซียน (ASSA) และองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมผู้สูงอายุ ในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรับฟังแนวคิด องค์ความรู้ สำหรับการเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ และมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในประเด็นสุขภาพและประกันสังคม เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนและการบริหารจัดการกองทุน ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด”นพ.สุรเดช กล่าว

นพ.สุรเดช กล่าวต่อไปว่า จากนั้นจะเป็นการประชุมเฉพาะองค์กรสมาชิกสมาคม ASSA จำนวน 19 องค์กร จาก 10 ประเทศ ในส่วนประเทศไทยนอกจาก สปส. และสปสช. แล้ว ยังมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นสมาชิก ASSA ด้วย และก่อนปิดการประชุมจะมีพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานสมาคม ASSA ให้กับประเทศไทย

“ทั้งนี้ การจัดประชุมครั้งนี้จะนำระบบการลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ http://www.sso.go.th/assa34 และการใช้บัตรเชิญดิจิทัลในรูปแบบ QR Code มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ของนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงผลการปฏิรูปการประกันสังคมไทยที่ทำให้ได้รับรางวัลการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นจากสมาคม ASSA เมื่อปี 2559 อีกด้วย”เลขาธิการ สปส. กล่าวในที่สุด

จ่อปรับโครงสร้าง สป.วธ.ส่วนกลาง-ภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292455

จ่อปรับโครงสร้าง สป.วธ.ส่วนกลาง-ภูมิภาค

นโยบาย วธ, ขับเคลื่อนงาน, พัฒนาข้าราชการ วธ, จ่อปรับโครงสร้าง, สปวธส่วนกลาง-ภูมิภาค, สปวธ

สป.วธ.เดินหน้าพัฒนาบุคลากร รองรับนโยบายชาติและ วธ.ขยายผลการขับเคลื่อนงานชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 878 ชุมชน ให้เพิ่มขึ้น

          ที่โรงแรมเดอะรอยัลเจมส์ กอล์ฟ รีสอร์ท จ.นครปฐม นายกฤษศญพงษ์ ศิริ  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานมอบวุฒิบัตรและกล่าวปิดโครงการพัฒนาศักยภาพข้าราชการระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560  ว่า ทรัพยากรบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงานด้านวัฒนธรรมเป็นเรื่องของจิตใจสิ่งดีงามในชีวิต ชุมชน สังคม ต้องทำงานกันด้วยใจตามนโยบายของนายวีระ โรจน์พจนรัตน์รมว.วธ. สนับสนุนให้มีการจัดหลักสูตรต่างๆเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถข้าราชการทุกด้าน

โครงการฝึกอบรมครั้งนี้ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ ร่วมฝึกปฏิบัติในหมวดวิชาต่างๆ ได้แก่ การพัฒนากระบวนการคิด การพัฒนาและการบริหารศึกษาดูงาน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม ต้นจามจุรีอลังการ จ.กาญจนบุรี ชุมชนคุณธรรมต.สนามจันทร์ จ.นครปฐม การบริหารจัดการมรดกวัฒนธรรมที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและหออัครศิลปิน จ.ปทุมธานี เป็นต้น

จ่อปรับโครงสร้าง สป.วธ.ส่วนกลาง-ภูมิภาค

“มั่นใจว่าข้าราชการที่ได้รับการฝึกอบรมจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติงานของ วธ.เตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาที่จะทำหน้าที่บริหารในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและหน่วยงานขับเคลื่อนโครงการ กิจกรรมต่างๆในแต่ละจังหวัด อาทิ ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 878 ชุมชนทั่วประเทศและขยายไปยังชุมชนอื่นๆต่อไป”ปลัด ศธ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลน้อมนำศาสตร์พระราชา นโยบาย วธ.ไปพัฒนางานวัฒนธรรมในพื้นที่ ทำงานอย่างมีอุดมการณ์เป็นข้าราชการต้นแบบที่ดี ทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนจับมือกันทำงานแบบกลุ่มจังหวัดขับเคลื่อนภาพรวมประสานงานต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปลัด วธ. ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สป.วธ.) ที่ 925/2560 แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงโครงสร้างสป.วธ. โดยมีนางพิมพ์กาญจน์ ชัยจิตร์สกุล รองปลัด วธ. เป็นประธาน เพื่อดำเนินการปรับปรุงโครงสร้าง สป.วธ. ทั้งในราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจ สป.วธ.ศึกษา วิเคราะห์ บทบาทภารกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวงมากยิ่งขึ้นด้วย

ครู2.2หมื่นไม่เสียสิทธิคูปองช้อปปิ้งคอร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292393

ครู2.2หมื่นไม่เสียสิทธิคูปองช้อปปิ้งคอร์ส

คอร์สที่ยกเลิกให้ครู, คืนเงินคูปองอบรม, คอร์สยกเลิก, คูปองพัฒนาครู, อบรม, คืนเงินเข้าระบบ, สพค, สพฐ, สพท

สพฐ.มอบเขตพื้นที่ฯ ตัวแทนครูประสานหน่วยจัดเรียกคืนค่าเสียหายยกเลิกหลัก 87 หลักสูตรพัฒนาครู นำยอดเงินที่ถูกหักกลับคืนระบบ และส่งข้อมูลแจ้งสถาบันคุรุพัฒนา

       หลังจากหน่วยงานจัดอบรมพัฒนาครู 22 หน่วยงาน แจ้งยกเลิกหลักสูตรจัดอบรม 87 หลักสูตรในโครงการพัฒนาครูครบวงจร ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ทำให้มีครูที่ลงทะเบียนอบรมเข้ารับการอบรม 22,349 ราย 213 รุ่นได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.60 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพค.ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ โดยแนบข้อมูลโรงเรียนและรายชื่อครู ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวไปด้วย เพื่อให้เขตพื้นที่ฯ ไปสำรวจข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าการจัดอบรมในหลักสูตรที่แจ้งยกเลิกจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีครูที่จ่ายเงินเพื่อเป็นค่าจองตั๋วเดินทาง ค่าที่พักไว้ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ครูจะต้องกรอกรายละเอียดผ่านแบบฟอร์มจากนั้น จากนั้นนิติกรของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ก็ต้องนำมาข้อมูลและเป็นตัวแทนครูประสานไปยังหน่วยจัดทั้ง 22 หน่วยชดเชยค่าเสียหายแก่ครู

“โรงเรียนในแต่ละเขตพื้นที่ฯอาจจะมีทั้งครูที่จ่ายและยังไม่จ่ายจำนวนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับครู สพฐ.จึงให้เขตพื้นที่ฯ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดและรับหน้าที่เป็นตัวแทนของครู ประสานกับหน่วยจัดให้ชดเชยค่าเสียหายแก่ครูที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ระบบดำเนินการนำยอดเงินที่หักออกจากระบบกลับคืนในระบบของครูเรียบร้อยแล้ว เพื่อครูจะได้ไปสามารถเลือกคอร์สอบรมใหม่ เพราะฉะนั้น อยากฝากบอกครูว่าไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสิทธิ์”นางเกศทิพย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สพค.จะทำหนังสือถึงสถาบันคุรุพัฒนาด้วย เพื่อให้ทราบว่าทั้ง87หลักสูตรที่ขอยกเลิกเป็นหลักสูตรอะไรและของหน่วยงานใด แต่เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในอนาคตหน่วยงานที่เสนอหลักสูตรเข้ามาให้พิจารณาในอนาคตได้

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292380

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

เพาะเห็ดกินเองได้, เพาะเห็ด, เวิร์คชอป, สอนเพาะเห็ดกินเองได้, เอง, มฟล, S7-B

มฟล.จัดเวิร์คชอป ’การเพาะเห็ดกินได้’ สอนตั้งแต่เริ่มแยกเชื้อ จนถึงการเก็บผลผลิต ดูแลโรงเรือน เกษตกร-ประชาชนทั่วไปสนใจร่วมล้น

      มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดย ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ การเพาะเห็ดกินได้ ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารศูนย์การวิจัย (S7-B) จัดเป็นหลักสูตร 2 วัน เริ่มจากการบรรยาย ‘จากเห็ดป่าสู่เห็ดบ้านและแนะนำศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา’, การแยกเชื้อเห็ดและการทำหัวเชื้อเห็ด, การทำก้อนเห็ด และการเก็บผลผลิตและการดูแลโรงเรือน โดย ดร.นริษฎา ทองกลาง, ดร.เบญจรงค์ ทองใบ และทีมงานจากศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกปฏิบัติ งานนี้ผู้เข้าอบรมร่วมกว่า 30 ราย มีทั้งเจ้าของฟาร์มเห็ด เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

“ที่ผ่านมาเคยจัดอบรมลักษณะนี้มาก่อน และพบว่าเกษตกรยังต้องซื้อก้อนเพาะเห็ดหรือเชื้อเห็ดเอง ซึ่งก็คิดว่าหากทำได้เองจะช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้ประกอบการได้อย่างมาก ควบคุมปัจจัยการผลิตของตนเองได้มากขึ้น การอบรมครั้งนี้จึงแตกต่างกว่าที่เคยจัดมาและอาจจะแตกต่างจากการอบรมจากที่อื่นๆ เนื่องจากจะอบรมทั้งบรรยายและปฏิบัติให้สามารถแยกเชื้อเห็ดเองได้ สามารถไปซื้อเห็ดจากตลาด พันธุ์ไหนก็ได้มาแยกเชื้อเพื่อปลูกเองได้ ยกเว้นเห็ดชนิดที่ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติปลูกเองไม่ได้ อย่างพวก เห็ดเผาะหรือเห็ดห้า และจะสอนไปจนถึงการทำก้อนเพาะเห็ด ตั้งแต่การเตรียมส่วนผสมไปจนกระทั่งการบรรจุเป็นก้อนเพาะ” ดร.นริษฏา ทองกลาง อธิบาย

จากนั้นเริ่มการบรรยายถึงภารกิจหลักของศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา ว่า มีงานศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จำแนกประเภทของเชื้อเห็ดและรา ตามหลักเกณฑ์และระบบต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ศึกษาการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดป่าเพื่อแนะนำเห็ดใหม่สู่ท้องตลาด รวมถึงศึกษาการใช้ประโยชน์จากเชื้อเห็ดและราในด้านต่างๆ อาทิ การหาสาระสำคัญ เพื่อนำมาใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอาง เป็นต้น และยังมีภารกิจด้านการวิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสู่ชุมชน จึงได้มีแนวความคิดที่จัดอบรมลักษณะนี้ขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดที่ได้จากการศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์สู่ชุมชนให้ได้นำไปใช้จริงปฏิบัติจริงเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำต่อไป

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

“เมื่อพบเห็ดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นอาหารบ้าง เป็นยาบ้าง ก็จะหาทางเพาะให้สามารถปลูกได้เพื่อจะได้นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายแล้ว ต้องศึกษาการปรับปรุงสายพันธ์ ศึกษาว่าจะเลี้ยงอย่างไร เห็ดชนิดนั้นๆ ต้องการอะไรเพื่อการเจริญเติบโต และยังต้องหาสาระสำคัญต่างๆ จากเห็ด ว่าให้สารอาหารอะไรอย่างไร จำนวนสารที่ให้ ทั้งยังมีเห็ดบ้างชนิดกินไม่ได้ แต่มีคุณสมบัติทางยา เราก็ต้องหาทางนำมาใช้ประโยชน์ หาวิธี นอกจากนี้เรายังต้องติดตามค้นหาเห็ดชนิดใหม่ๆ ที่ผ่านมาทางศูนย์ความเห็นเลิศทางด้านวิจัยเชื้อรา เราพบแล้วกว่า 40 ชนิด ซึ่งถือว่าเยอะมาก และยังมีเห็ดอื่นๆ ที่รอการค้นพบอีกมาก ทั้งในประเทศ ในโลก ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป”

จากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาเกี่ยวกับการแยกเชื้อเห็ดและการทำหัวเชื้อเห็ด และการทำก้อนเห็ด การเก็บผลผลิตและการดูแลโรงเรือนก่อนที่จะเข้าสู่การทดลองปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน โดยมีช่วงหนึ่งที่สำคัญของการอบรมครั้งนี้ คือการบรรยายเรื่อง การทำฟาร์มเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ โดย คุณน้ำผึ้ง กลมกลึง ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของ มฟล.ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากสำนักวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ปัจจุบันเป็นเจ้าของ ‘รักรวยฟาร์มเห็ด’ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นฟาร์มเห็ดอินทรีย์ ผลิตทั้งก้อนเห็ดขาย และผลผลิตดอกเห็ดสด อีกทั้งยังต้องการต่อยอดไปสู่การแปรรูปเพื่อส่งออกอีกด้วย โดยเป็นฟาร์มที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และพัฒนาการต่างๆ สามารถเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้เป็นจำนวนมาก

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

คุณน้ำผึ้ง กลมกลึง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การดูแลฟาร์มเห็ดให้กับผู้เข้าอบรม ตั้งแต่การทำก้อนเห็ด การทำเชื้อเห็ด การเลือกพื้นที่เพื่อสร้างโรงเรือน การดูแลทั้งภายนอกภายในโรงเรือน การจัดเรียงก้อนเห็ด การเร่งดอก ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการทำงานพร้อมเสนอทางแก้ไขที่ผ่านการลองผิดลองถูกและแก้ไขผ่านไปได้แล้ว

ทั้งยังได้พูดถึงการทำตลาดไปจนถึงการสร้างแบรนด์หรือสร้างตัวตน สร้างการจดจำฟาร์มเห็ดของตนเองให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า และต้องให้ความสำคัญของการทำการแปรรูปผลิตผลของฟาร์มเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ผิดไปจากความคาดหมาย อย่างปริมาณที่ล้นเกิดหรือมีส่วนที่เป็นตำหนินำออกจำหน่ายไม่ได้ราคา ตลอดจนได้ย้ำหัวใจสำคัญของการทำฟาร์มให้สำเร็จอีกประการที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ ที่จะทำให้สินค้าดีมีคุณภาพและผูกใจลูกค้าได้เหนียวแน่นที่สุด

สอนเพาะเห็ดกิน(เอง)ได้

“เป็นเกษตกร ทำฟาร์ม ก็ต้องสร้างตัวตนให้คนรู้จักให้ลูกค้าจำได้ แล้วจะทำงานอยู่ในฟาร์มอย่างเดียวไม่ไปไหนไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเห็นโลกภายนอก ต้องออกไปดู ไปออกงาน ออกบู้ธ ตามห้าง ตามงานต่างๆ ได้แจกนามบัตร ที่ผ่านมาได้รับการตอบกลับมาในหลายรูปแบบ ทั้งได้ลูกค้าทั้งเพื่อนมาเป็นเครือข่ายทำงานร่วมกันหรือพัฒนางานร่วมกันต่อไปได้”

สำหรับงานอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมมากจากหลากหลายวัตถุประสงค์ บางคนเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ดที่ต้องการต่อ ยอดความรู้ โดยเฉพาะเรื่องการทำเชื้อเห็ดและการทำก้อนเพาะเห็ดเพื่อลดต้นทุน บางรายก็ต้องการหาเครือข่ายเกษตรเพื่อเข้าถึงความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆในการทำงาน รวมถึงบางรายที่เป็นมือสมัครเล่น อย่างทดลองทำในสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน มาเรียนรู้เทคนิควิธีการให้ถ่องแท้ ตลอดจนได้พบปะรู้จักผู้เข้าอบรมร่วมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำงานอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292334

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

ดอกไม้จันทน์, ถวายอาลัย, รับน้องใหม่, รับ, มจษ

น้องใหม่ มจษ. ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ แสดงความอาลัย น้อมรำลึกถึง รัชกาลที่ 9

      มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) จัดกิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์แสดงความอาลัย และร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยผศ.ธนทรรศน์ พลเดช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มจษ. กล่าวว่า กิจกรรม “ลูกจันทรา ต้อนรับน้องใหม่ ถวายอาลัย ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์” เป็นกิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ที่จัดขึ้น เพื่อให้นักศึกษาใหม่ ได้ แสดงความอาลัยและร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

“นักศึกษาชั้นปีที่ 1 และนักศึกษารุ่นพี่ ได้ร่วมกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 1,599 ดอก โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสภาวัฒนธรรม เขตจตุจักร และชุมชนใกล้เคียง จัดทีมวิทยากรมาช่วยสอนวิธีการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ให้แก่นักศึกษา

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

กิจกรรมนี้นับเป็นการปลูกฝังให้นักศึกษามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาใหม่และรุ่นพี่อีกด้วย เป็น 1 ใน หลายๆ กิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่จะช่วยหล่อหลอมให้นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมกลายเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์” ผศ.ธนทรรศน์ กล่าว

(รับ)น้องใหม่ มจษ.ทำดอกไม้จันทน์ถวายอาลัยร.9

รองอธิการบดีฯ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมรับน้องของจันทรเกษมนั้น มหาวิทยาลัยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติและมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุม ป้องปรามให้กิจกรรมดังกล่าว ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากความรุนแรง เคารพสิทธิ เสรีภาพ ห้ามมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งทางร่างกายและจิตใจ และต้องไม่มีสิ่งอบายมุขเข้ามาเกี่ยวข้อง

“ก่อนเปิดภาคเรียนมหาวิทยาลัยได้จัดการประชุมนักศึกษารุ่นพี่ทุกสาขาวิชา และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่กำกับดูแล เพื่อรับทราบและกำหนดแนวทาง ตลอดจนรูปแบบให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งมหาวิทยาลัยได้จัดตั้งคณะกรรมการคอยกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมรับน้องอย่างใกล้ชิด หากพบเห็นการรับน้องที่ไม่เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง จะดำเนินการยุติกิจกรรมการรับน้องของสาขาวิชานั้นทันที” รองอธิการบดีฯ กล่าว