ยิ่งอายุงานมากขึ้น…ยิ่งต้องรู้จักเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292499

ยิ่งอายุงานมากขึ้น…ยิ่งต้องรู้จักเรียนรู้

อายุงาน, มหาชน, แอดมิน

หากเลือกงานตามที่ใจรักได้ตั้งแต่แรกก็ถือเป็นความโชคดี แต่ถ้าหากเลือกไม่ได้ก็ต้องรู้จักปรับตัวให้รักในงานที่ทำ

      ในชีวิตของคนทำงานที่ผ่านไปแต่ละวัน บางคนกางปฏิทินรอคอยวันที่จะได้พัก บางคนนับนิ้วรอวันที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนบางคนก็ตั้งหน้าตั้งตารองานใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม จนลืมโฟกัสกับที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า และกลายเป็นคนที่ออกจากบ้านไปทำงานในแต่ละวันด้วยความเลื่อนลอย

ด้วยเหตุนี้การค้นหาความหมายให้กับการทำงานในทุกๆ วันจึงเป็นสิ่งที่คนทำงานอย่างเราๆ ไม่ควรมองข้าม และต้องรู้จักทำให้ติดเป็นนิสัย วันนี้บุคลากรจากบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์และแนวคิดที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีความสุขตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีของการอุทิศตนทำงานให้กับองค์กร

คุณนิธิมา บุญโพธิ์ เจ้าหน้าที่ธุรการอาวุโส ส่วนงานบริษัทร่วมทุน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) สาวเก่งที่พกความร่าเริงแจ่มใสและความกระฉับกระเฉงมาเต็มร้อยกล่าวว่า วันแรกที่ก้าวเข้ามาทำงานอาจดูเหมือนเป็นการจับพลัดจับผลู เพราะเป็นงานที่ได้มาจากการติดสอยห้อยตามเพื่อนมากรอกใบสมัครที่บริษัท แต่ช่วงเวลาการทำงานที่ผ่านมาตลอด 20ปีได้ทำให้เธอตระหนักแล้วว่าตนเองคิดไม่ผิดที่คว้าโอกาสในวันนั้นเอาไว้

“ในทีแรกเราอาจจะยังไม่รู้หรอกว่าเราอยากทำอะไร แต่โอกาสที่เข้ามามันจะค่อยๆ เปิดประตูให้เราก้าวไปสู่ขั้นต่อไปเอง และถ้าเรารู้จักปรับตัว เราก็จะค้นพบกับเส้นทางที่ใช่สำหรับเรา” คุณนิธิมากล่าว

การเดินทางในฐานะบุคลากรอินทัชของคุณนิธิมาจะเริ่มต้นที่โชคชะตาและจังหวะ แต่เธอก็ได้พิสูจน์ให้องค์กร หัวหน้า และเพื่อนร่วมงานได้เห็นถึงความสามารถอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาตลอด 21 ปี จนทุกฝ่ายยอมรับและไว้ใจในความสามารถของ “แอดมิน” คนเก่งคนนี้

“ส่วนตัวดิฉันเอง ได้ทำงานหมุนเวียนไปยังแผนกต่างๆ อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ฯลฯ ถึงแม้เนื้องานของแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่เราก็ต้องรู้จักปรับตัวให้ได้ แล้วท้ายที่สุดเราก็จะสนุกไปกับมันเอง เพราะมันทำให้เราได้ท้าทายตัวเองมากขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือ เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและทักษะอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือทำให้ไม่รู้สึกเบื่องานด้วยค่ะ”

“โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เป็นยุคของคน Gen Y ก็ถือเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นเก่าอย่างเราได้ปรับตัวตามคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนจากทั้งเด็กๆ รุ่นใหม่ไฟแรง” คุณนิธิมากล่าวว่าเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยสร้างความสุขในการทำงานคือการไม่ยึดติดอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง

“เราต้องตั้งรับการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน หรือจากปัจจัยภายนอก และต้องไม่กลัวเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใหม่ๆ เพราะคนที่จะเก่งได้นั้นต้องทำงานยากให้เป็นและมีทักษะหลายด้าน”

คุณนิธิมาเผยว่าการได้ร่วมงานกับบรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ทันสมัยขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เธอได้เห็นอะไรที่กว้างไกลกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้ได้เห็นแนวคิดและมุมมองการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ และน่าชื่นชมเอาเป็นแบบอย่าง

“คนที่เก่งในที่นี้หมายถึงว่านอกจากจะมีไอเดียในการทำธุรกิจดีแล้ว ยังรู้จักเปิดใจรับฟังผู้อื่น แล้วก็มีการบริหารจัดการ วางแผนต่างๆ ของบริษัทอย่างเป็นระบบ ทำให้บริษัทของเขาประสบความสำเร็จ”

ไม่หวั่นต่อการหมุนเวียนสลับตำแหน่งงานภายในองค์กร แต่คุณนิธิมาก็ยอมรับว่าโดยปกติแล้วตนเป็นคนที่ไม่ค่อยชินกับการเปลี่ยนแปลง อย่างหนึ่งที่เป็นข้อพิสูจน์คือการที่เธอเลือกอยู่กับองค์กรเดิมมาแล้วร่วม 20 ปีโดยไม่คิดที่จะเปลี่ยนไปที่ไหนอื่น เพราะคุ้นชินและรู้สึกสบายใจกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอยู่แล้วนั่นเอง

“การที่บุคลากรจะอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นระยะเวลานานนั้น คงไม่ใช่แค่เพราะกลัวความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่าได้พบกับเส้นทางที่ใช่ ในองค์กรที่ตอบโจทย์ให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตอบแทนที่น่าพอใจ ตัวงานที่ท้าทายความสามารถ หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ดี และสถานที่ทำงานที่ใกล้บ้านเดินทางสะดวก” คุณนิธิมาให้เหตุผล

“เพราะว่าเรารักและศรัทธาในองค์กร เชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร และทำงานที่เหมาะกับความสามารถและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ชีวิตจึงลงตัว”

คุณนิธิมายังเสริมอีกว่าประสบการณ์สอนให้เธอรู้ว่าผลสัมฤทธิ์ของการทำงานใดๆ นั้น มิใช่แค่การหวังผลกำไรทางธุรกิจและการสร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าไปมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเกื้อหนุนสังคมผ่านองค์กรอีกด้วย

“ผู้บริหารเปรียบเสมือนเสาหลักขององค์กรค่ะ จากการทำงานร่วมกับผู้บริหารที่มีฝีมือมากว่า 20 ปี ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่าถ้าผู้บริหารดี คอยสนับสนุนลูกน้อง องค์กรก็จะมีวัฒนธรรมที่ดีและพนักงานในองค์กรก็จะมีคุณภาพ เติบโตไปกับองค์กรได้อย่างมั่นคง” คุณนิธิมากล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากไฟในการทำงานแล้ว กำลังใจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนทำงานต้องคอยเติมอยู่เสมอไม่ให้มอดดับลง คุณนิธิมากล่าวว่าอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างกำลังใจในการทำงานคือ การสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้น่าอยู่ สนุกสนาน และตื่นเต้นอยู่เป็นประจำ ผ่านการทำกิจกรรมที่จะช่วยสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากร อย่างเช่นการจัดธีมการแต่งตัว เพื่อสร้างกิมมิคสนุกๆ ในสถานที่ทำงาน

คุณนิธิมา กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเวลานานๆ ในที่สุดแล้วมันจะกลายความผูกพัน เหมือนเรามีครอบครัวที่คอยช่วยเหลือกันและสร้างเสียงหัวเราะให้กันในยามยากลำบากหรือในเวลาที่ท้อแท้ ทำให้เราทำงานทุกวันอย่างมีความสุข

“เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292512

“เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย”

ครูปฐมวัย, เรียนรู้สะเต็มศึกษา, สู่ครูปฐมวัย

“สพป.เลย เขต 3 จัดการเรียนรู้ โครงงานและสะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย “ พัฒนาการคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา

     การศึกษาปฐมวัยเป็นการศึกษาที่มีความสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของชีวิตมนุษย์และมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราเป็นอย่าง เพราะการศึกษาในช่วงวัยนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เจริญเติบโตเต็มตามศักยภาพ  โดยมีหลักการสำคัญคือ การอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษาที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  เพื่อมุ่งให้เด็กพัฒนาทุกด้าน  ทั้งร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคมและสติปัญญาอย่างสมดุล  เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและเป็นอนาคตของชาติ  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1  หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน   โดยให้มีกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการครูผู้สอนปฐมวัยโรงเรียนในโครงการ เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานแบบ สะเต็มศึกษา และจัดทำชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ

"เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย"

กลุ่มงานหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3  จึงได้จัดทำโครงการ “การส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนที่จัดการศึกษาปฐมวัย” ปีงบประมาณ 2560 ขึ้น ตระหนักเห็นความสำคัญเพื่อให้ครูผู้สอนระดับปฐมวัยและนักเรียนปฐมวัย มีผลพัฒนาการคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาดังกล่าว

"เรียนรู้สะเต็มศึกษา สู่ครูปฐมวัย"
ด้านนายประพัตร์  อ่ำนาเพียง ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา กล่าวว่า  การจัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อให้ครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความรู้ ความเข้าใจกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน/แบบสะเต็มศึกษา และจัดทำชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ   สำหรับครูปฐมวัย เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาเตรียมความพร้อม  เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน/แบบสะเต็มศึกษา และจัดทำชุดพัฒนาแบบฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษ   และเพื่อให้โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัยมีผลงานทางโครงงาน/สะเต็มศึกษา และสื่อการเรียนรู้แบบฝึกทักษะทางภาษาไทยและภาษาอังกฤษนำมาเสนอแลกเปลี่ยนกัน

การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292511

การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

นาซ่า, Dr Albert Sacco  อดีตนักบินอวกาศองค์การนาซา, สสวท, STEM Education, MIT, RAPID

สสวท.จัดกิจกรรมพิเศษสร้างแรงบันดาลใจ Dr. Albert Sacco  อดีตนักบินอวกาศองค์การนาซา“อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางฝัน – การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง”

        กิจกรรมพิเศษสร้างแรงบันดาลใจ “อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางฝัน – การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง” หรือ “Never let your fears get in the way of your dreams – one man’s journey to the stars” โดย Dr. Albert Sacco  อดีตนักบินอวกาศองค์การนาซา จัดโดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดมาบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน ครูและผู้สนใจเพื่อเป็นแนวทางการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยการศึกษาแบบสะเต็ม มุ่งพัฒนาทักษะชีวิต สู่การประกอบอาชีพในอนาคต  “สะเต็มศึกษาไม่ใช่เพื่อการสร้าง แต่เพื่อเพิ่มทักษะพื้นฐานให้อยู่ได้กับโลกที่เปลี่ยนแปลง”

 การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

         Dr. Albert Sacco  อดีตเป็นนักบินอวกาศองค์การนาซานั้น จบปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรมเคมี จาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เป็นคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ Edward E. Whitacre ที่มหาวิทยาลัย Texas Tech เข้าร่วมโครงการกระสวยอวกาศโคลัมเบีย ในปี ค. ศ. 1995 และเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ International Academy of Astronautics เขาได้รับรางวัลมากมายรวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 4 ครั้ง (วิทยาศาสตร์ 2 ครั้ง วิศวกรรม 2 ครั้ง) และได้รับรางวัล Nation’s Space Flight Metalในปี ค.ศ. 1995 และได้รับรางวัลนักเคมีดีเด่นประจำปี ค.ศ. 2010 จาก New England Institute of Chemists ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ American Institute of Chemical Engineering และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของ Institute of Manufacturing Institute (RAPID)  ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นด้านความรู้ทางด้านวิศวกรรมเคมี เพื่อลดต้นทุนการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานและทรัพยากร เพิ่มผลผลิตโดยรวม อีกทั้งเป็นทูตสะเต็ม STEM ผู้สนับสนุนความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย รวมทั้งการรวมกลุ่มชนกลุ่มน้อยและความไม่เสมอภาคทางเพศ รวมถึงเป็นนักดำน้ำอีกด้วย นอกจากนี้ยังกล่าวอีกด้วยว่า

 การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

“ที่ผ่านมาการเป็นนักบินอวกาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นตัวเรา แต่เป็นการเพิ่มประสบการณ์เปิดโลกทัศน์ให้กว้างมากยิ่งขึ้น สามารถทำการทดลองสิ่งที่ไม่สามารถทำบนโลกได้ เช่น การทดลองเกี่ยวกับไฟ ซึ่งเมื่ออยู่บนโลก ไฟจะเคลื่อนไหวพุ่งไปบนอากาศตลอดเวลา แต่หากอยู่ในอวกาศ ไฟจะมีลักษณะที่คงที่จับตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทำให้ทำการทดลองได้ง่ายขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ การจะเป็นคนเก่งไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา ความรู้สามารถหาได้จากทุกๆที่รอบตัวเราเสมอ ต้องเป็น  คนช่างสงสัย กล้าคิด กล้าถาม กล้าลงมือทำ และจงเชื่อมั่นในตัวเอง ทิ้งความกลัวเดินตามฝันอย่าท้อถอย”

นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญของเยาวชนที่จะได้เปิดโลกไปสู่อวกาศ ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้มีประสบการณ์ตรงจากนาซาอย่างใกล้ชิด โดยนักเรียนที่เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษต่างรู้สึกประทับใจ และเกิดเป็นแรงผลักดันในการเรียนรู้ STEM อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง

น.ส.อาพิชชนันท์ ติปยานนท์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสถาม – ตอบ กับอดีตนักบินอวกาศจากนาซาอย่างใกล้ชิด และประสบการณ์ที่ Dr. Albert Sacco  ได้บรรยายในครั้งนี้ เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ เสมือนจริง ทำให้รู้ว่า การเรียนรู้แบบ STEM มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงาน และก้าวไปสู่อาชีพในฝัน

น.ส.ฟ้าใส แก้วพิกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กล่าวว่า การได้ฟังบรรยายพิเศษ “อย่าปล่อยให้ความกลัวมาขวางทางฝัน – การเดินทางสู่ดวงดาวของชายคนหนึ่ง” ได้รับทั้งความรู้ และแรงผลักดันมากขึ้น ทำให้รู้ว่า “โลกกว้างกว่าที่เราคิด” ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ ที่เป็นเป้าหมายในชีวิต ซึ่งตั้งใจว่า จะศึกษาจนจบปริญญาเอก และเป็นอาจารย์สอนควบคู่กับการคิดค้นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว “เกาะสีชัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292504

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว “เกาะสีชัง”

ท่องเที่ยว, เกาะสีชัง

เทศบาลตำบลเกาะสีชัง-ม.บูรพา เร่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติบนเกาะสีชัง สร้างฐานเศรษฐกิจชุมชนมั่นคง ยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตศก.พิเศษ

       โครงการ “การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนาธรรมบนเกาะสีชัง” เป็นโครงการที่ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะสีชัง ดำเนินการเพื่อร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนบนเกาะสีชัง ผศ.ดร.บรรพต วิรุณราช คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาคุณภาพงานวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ และให้บริการวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว "เกาะสีชัง"

ที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษให้กับเยาชนในการเป็นผู้แนะนำการท่องเที่ยว สืบสานวัฒนธรรม และเป็นผู้บอกเล่าประวัติของเกาะสีชัง  ,การพัฒนาเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์บนเกาะสีชัง รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวการจัดงานรำลึกประวัติศาสตร์บนเกาะสีชัง เป็นต้น เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาในการให้บริการการท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับชุมชนเกาะสีชัง ตลอดจนการยกระดับทางเศรษฐกิจให้กับจ.ชลบุรี และภาคตะวันออกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยรวมต่อไป มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลเกาะสีชัง

ม.บูรพาร่วมดันท่องเที่ยว "เกาะสีชัง"


วิจัยชี้ชัด “พิษบุหรี่ไฟฟ้า” ร้ายแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292495

วิจัยชี้ชัด “พิษบุหรี่ไฟฟ้า” ร้ายแรง

วิจัยบุหรี่ไฟฟ้า, วิจัยชี้ชัด, พิษบุหรี่ไฟฟ้า, ร้ายแรง, Mark Olfert

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผลวิจัยเจออีก “พิษบุหรี่ไฟฟ้า”เป็นอันตรายร้ายแรง ต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือดหัวใจและส่งผลระยะยาว

          โดยในการประชุม Cardiovascular  Aging New Frontiers and Old Friends เมื่อวันที่ 14  สิงหาคมที่ผ่านมา มีการเปิดเผยผลศึกษาทดลองการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในหนูทดลอง โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มาร์ค โอลเฟิรท์ (Mark Olfert) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสต์ เวอร์จิเนีย รัฐเวอร์จิเนีย  สหรัฐอเมริกา  พบผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือด ส่งผลเฉียบพลันและระยะยาว

ทั้งนี้ แบ่งกลุ่มหนูทดลอง ออกเป็นกลุ่มที่ได้รับไอจากบุหรี่ไฟฟ้าระยะสั้น 5 นาทีเพียงครั้งเดียว กับกลุ่มระยะยาว รับไอน้ำบุหรี่ไฟฟ้าวันละ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วันติดต่อกัน 8 เดือน โดยใช้น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสคาปูชิโนที่มีสารนิโคติน 18 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

ผลการวิจัยพบว่า  ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่หนูได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้า 5 นาที  ขนาดเส้นเลือดจะหดตัวเล็กลง 31% ส่งผลให้ความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือดลดลง 9%  ขณะที่กลุ่มหนูที่ได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้าระยะยาว  พบว่าดัชนีการแข็งตัวของหลอดเลือดใหญ่ในทรวงอกมีค่าสูงขึ้น 2 เท่าครึ่ง  ของกลุ่มหนูที่ไม่ได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้า  การแข็งตัวของหลอดเลือดใหญ่แสดงว่าภาวะหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นลดลง  หมายถึงระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือดเปลี่ยนแปลง แสดงภาวะการแก่ตัวของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบในมนุษย์

ผู้วิจัยสรุปว่า ผลทดสอบดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีผลต่อสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด กระทบการทำงานของเซลล์บุหลอดเลือด เป็นเหตุให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพหรือแก่ก่อนวัย ซึ่งเป็นตัวพยากรณ์สำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวายได้

ยื่นนายกฯเปิดปิดเทอมแบบเดิม สัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292582

ยื่นนายกฯเปิดปิดเทอมแบบเดิม สัปดาห์หน้า

เปิดปิดภาคเรียน, สัปดาห์หน้า, นิด้า, ปอมท, ปคมทร, ทปสท

เครือข่ายอาจารย์ -บุคลากรมหาวิทยาลัย เตรียมยืนหนังสือถึงนายกฯ ขอให้กลับมาใช้เปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม เปิดเดือนมิ.ย. ในสัปดาห์หน้า ชี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการผลิตครู

เมื่อวันที่  19 สิงหาคม 2560 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) จัดประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “ผลกระทบจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนของสถาบันอุดมศึกษาไทย ต่อการดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตร์ หลักสูตรศึกษาศาสตร์ และหลักสูตรเกษตรศาสตร์” เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำเสนอต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ โดยมี รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.กร จันทรวิโรจน์ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ปคมทร.) ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ประธานสภาคณบดีสาขาการเกษตรแห่งประเทศไทย เข้าร่วม

 

รศ.ดร.ชัยวุฒิ ฉัตรอุทัย ประธานปอมท. กล่าวว่า จากที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยควรกลับไปเปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม คือเปิดเดือนมิถุนายนของทุกปี เนื่องจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องเปิดปิดภาคเรียนให้กลับมาตามเดิม ในปีการศึกษา 2562 พร้อมกับการกำหนดปฏิทินการสอบในระบบคัดเลือกทีแคสให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เครือข่ายปอมท.จะนำข้อเสนอทั้งหมดยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์หน้า

 

ผศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของไทย หรือ CHES กล่าวว่าการเปิดปิดอาเซียนส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน และนักศึกษาอย่างยิ่ง ซึ่งหากรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ปฎิรูปการศึกษา สำเร็จ หากไม่ใส่ใจเรื่องการผลิตครูที่จะนำไปสู่ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้

 

รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าวว่า การเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และส่งผลต่อคุณภาพบัณฑิต ดังนี้ เวลาเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนไม่สอดคล้องกับการเปิดปิดภาคเรียนของโรงเรียนและสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งโรงเรียนสาธิตฯ ซึ่งสถานศึกษาดังกล่าวเป็นแหล่งการเรียนรู้และเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูของนิสิต นักศึกษาครูทุกชั้นปี ซึ่งการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครู ถือเป็นส่วนสำคัญของหลักสูตรและเป็นมาตรฐานวิชาชีพครู  โดยต้องไปปฏิบัติการสอน 1ปี ทำให้การจัดฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูทำได้ไม่เต็มที่ เพราะนิสิตนักศึกษาไม่มีสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู อีกทั้งช่วงเวลาที่เปิดปิดไม่ตรงกันช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยเปิดเรียนเป็นช่วงที่โรงเรียนปิดภาคเรียน รวมเป็นเวลานานถึง 4 เดือนต่อปี รวมถึงสถาบันผลิตครูที่มีโรงเรียนสาธิตฯ ซึ่งอาจารย์โรงเรียนสาธิตจำนวนมากเป็นครูในโรงเรียนสาธิตฯ และเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรผลิตครูของคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ ระดับอุดมศึกษาด้วยจึงทำหน้าที่สอนทั้งนักเรียนโรงเรียนสาธิตฯ และสอนนิสิตนักศึกษาครูในรายวิชาชีพครู   เป็นเหตุให้อาจารย์เหล่านี้เกือบไม่มีเวลาหยุดปิดภาคเรียน  ทำให้มีปัญหาทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัญญาครอบครัว ดังนั้น  สคศท.เห็นว่าการเปิดปิดภาคเรียนควรกลับไปใช้แบบเดิม

 

รศ.ดร.มนต์ชัย กล่าวว่าการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ไม่มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย ทำให้เกิดผลกระทบในการเรียนรู้ของนักศึกษาเกษตร  โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมากในการเรียนการสอน
นักศึกษาพบปัญหาในการทำกิจกรรมการเรียนและฝึกปฏิบัติการแปลงเกษตร รวมถึงประสบปัญหาการเรียนการสอนด้านสัตว์น้ำ เนื่องจากไม่ใช่ช่วงเวลาวางไข่ของสัตว์ส่งผลให้นักศึกษา ไม่ได้เรียนรู้  ส่งต่อคุณภาพการฝึกสอนและคุณภาพของบัณฑิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้สร้างปัญหาให้แก่สังคมในหลายมิติ แทนที่มหาวิทยาลัยจะช่วยแก้ปัญหา

 

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวว่า การกำหนดนโยบายต้องให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตการปฏิบัติ หากไม่ตรงก็ควรมีการยกเลิก ซึ่งการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ตอนนี้ไม่รู้ว่าจุดไหนคืออาเซียน เพราะ 10 ประเทศมีความแตกต่างกัน และอ้างความเป็นสากล มหาวิทยาลัยในโลกนี้ก็ไม่เปิด การจัดการศึกษาต้องขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต สภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ แบบเดิมสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิต ดังกล่าว ตอนนี้เมื่อเปลี่ยน เข้าสู่ปีที่ 4 มีปัญหาทุกปี ฉะนั้น อยากฝากไปยังรัฐบาล ไม่อยากไปทปอ.เพราะทปอ.ก็พูดว่าไม่ทบทวน เป็นอำนาจของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งการเปิดปิดภาคเรียนเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย แต่การเป็นมหาวิทยาลัยเราอยู่กันเป็นองค์กร ที่ประชุมต่างๆ เมื่อมีมติทุกคนก็ปฏิบัติตาม ตอนนี้ติดอยู่ที่มติทปอ. ถ้าทปอ.ยืนยันไม่ยกเลิก ฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี มีปัญหาจำเป็นที่ต้องแก้ 6 ประเด็นสำคัญ คือ1.ทำอย่างไรให้ทุกสถาบันการศึกษา ควรเปิดปิดภาคเรียนตรงกัน 2. ปรับเปลี่ยนระบบถ้าอ้างอาเซียน ทำอย่างไรให้ 10 ประเทศอาเซียนตรงกันได้ 3.การเปิดการเรียนการสอนในเดือนเมษายน อากาศร้อน ทำอย่างไรให้ไม่เปิดเดือนเมษายน 4.การเกณฑ์ทหาร การสอบบรรจุครู  ให้เกณฑ์ หรือสอบบรรจุครูให้ได้หลังสำเร็จการศึกษา5.สถานศึกษาต้องใช้งบประมาณ  เพราะพอเกิดสิงหาคม เป็นปลายปีงบประมาณ เนื่องจากเปิดภาคเรียนแล้วไม่มีงบ 6.การประเมินอาจารย์ จะประเมินการสอน ซึ่งเมื่อปรับเป็นสิงหาคมไม่สอดคล้องกับวงรอบการประเมิน ทำให้ตอนนี้เป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง ทั้งหมดเป็นปัญหา ผลกระทบต้องแก้ ซึ่งถ้าแก้ไม่ได้ ต้องกลับมาเหมือนเดิม

มธ.เอาจริง!!สั่งลงโทษ”รุ่นพี่ชาย”ลวนลาม”รุ่นน้องหญิง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292576

มธ.เอาจริง!!สั่งลงโทษ”รุ่นพี่ชาย”ลวนลาม”รุ่นน้องหญิง”

นศหญิง, ลวนลาม, นศชาย, มธลงดาบ, มธ, ลวนลามนักศึกษา, รุ่นพี่ชาย, รุ่นน้องหญิง

มธ.รับลงโทษรุ่นพี่ลวนลามนักศึกษาหญิง ตรวจสอบเป็นเรื่องจริง ยันไม่ละเลยให้ความรู้แนวทางป้องกันตนเอง นศ.หญิงโพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์ ชี้ตกเป็นต้องกล้าปกป้องตนเอง

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ได้มีนักศึกษาหญิง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กส่วนตัว คำสั่งลงโทษทางวินัยของนักศึกษากรณีล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมเล่าเหตุการณ์ ว่า เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าของโพสต์ถูกรุ่นพี่คณะคนหนึ่งล่วงละเมิดทางเพศ โดยเป็นรุ่นพี่ที่ไว้ใจและสนิทในระดับหนึ่ง ซึ่งวันเกิดเหตุ พากันไปดื่มกับรุ่นพี่และเพื่อนอีกหลายๆคน จนเกิดอาการมึนเมา ทำให้ต้องไปนอนที่หอเพื่อน  และต่อมาโดยรุ่นพี่ลวนลามแต่ก็ได้ต่อสู้จนเอาตัวรอดได้

ผู้โพสต์ ระบุด้วยว่า มั่นใจว่าสิ่งที่ตนโดนไม่ได้เป็นเคสแรกที่เกิดการล่วงละเมิดทางเพศขึ้นระหว่างนักศึกษาด้วยกันเอง แต่น่าเสียดายที่ผู้เสียหายหลายคนเลือกที่จะไม่พูด ไม่เอาเรื่อง และปล่อยให้เรื่องเงียบไป เพียงเพราะว่าอาย และไม่อยากพูดถึงมันอีก ซึ่งการที่เราโพสต์เรื่องราวนี้ ไม่ได้ต้องการจะประจานคนที่กระทำผิด แต่เราต้องการ empower คนที่เป็นเหยื่อในเหตุการณ์การล่วงละเมิดทางเพศ ให้กล้าออกมาพูด และผู้ที่ถูกละเมิดต้องอยู่กับมันให้ได้ ต้องเข้มแข็งและกล้าที่จะพูด อย่าลืมว่าเรามีสิทธิเต็มที่ คนที่เสียหายมีสิทธิที่จะดำเนินการเอาผิดกับคนที่กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัดสินใจถูกที่เลือกจะส่งเรื่องให้คณะจัดการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยกับคนที่ทำผิด เพราะถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะเงียบ วันนี้เราคงต้องนั่งเสียใจที่เราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง  ถ้าเราไม่พูดและปล่อยให้เรื่องเงียบ ยิ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการข่มขืนขึ้นในอนาคต ไม่ต้องกลัวนะ มีหลายๆคนที่พร้อมจะยืนอยู่ข้างๆคุณเสมอ #standwithvictims

นอกจากนี้ ผู้โพสต์ได้แนบภาพสำเนาคำสั่งมหาวิทยาลัยศูนย์รังสิต ที่ 066/2560 เรื่องลงโทษนักศึกษากระทำผิดวินัย ดังนี้  หากผลการศึกษาปรากฎว่านักศึกษายังไม่สำเร็จการศึกษา ก็ให้ลงโทษด้วยการให้พักการศึกษา มีกำหนด 1 ภาคการศึกษา คือ ภาค1/2560 อันเป็นความผิดตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยวินัยนักศึกษาพ.ศ.2547 และให้มารายงานตัวที่งานการเรียนรู้และบริการสังคม ศูนย์รังสิต เพื่อดูแลระหว่างการรับโทษ พร้อมทั้งให้บำเพ็ญประโยชน์ภายใต้การดูแลของงานการเรียนรู้และบริการสังคมอีกด้วย หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น มหาวิทยาลัยจะพิจารณาทบทวนการลงโทษในสถานหนักต่อไป

2. หากนักศึกษาสำเร็จการศึกษา ก็ให้ลงโทษด้วยการพักการเสนอขออนุมัติปริญญามีกำหนด 1 ภาคการศึกษา คือ ภาค 1/2560  กรณีที่จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ให้อุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันทรายคำสั่ง คำสั่ง ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ลงนาม  รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์  รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ ปฏิบัติการแทนอธิการบดี

ด้าน รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและการเรียนรู้ มธ. กล่าวว่า ตนทราบเรื่องที่นักศึกษาหญิงได้โพสต์ข้อความเหตุการณ์ที่เกิดข้นแล้วรวมทั้งสำเนาคำสั่งเรื่องการลงโทษ ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และสำเนาดังกล่าวก็เป็นของจริง โดยตนได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาหญิงคนดังกล่าวทางอีเมล์ จึงได้ตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงโดยเรียกนักศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวน จนได้ข้อมูลแน่ชัด จึงได้มีคำสั่งลงโทษนักศึกษาชายที่ก่อเหตุ   โดยการพักการเสนอขออนุมัติปริญญา 1 ภาคการศึกษา  คือ ภาคเรียนที่ 1/2560 และนักศึกษาชายไม่ได้อุทธรณ์ เพราะกระบวนการสอบสวนรัดกุมและยอมรับผิด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการวางแนวทางป้องกันเรื่องดังกล่าว โดยให้ความรู้และให้นักศึกษาหญิงรู้เท่าทันการป้องกันตัว โดยไม่ให้ไว้ใจใครง่ายๆแม้จะเป็นเพื่อนสนิท และไม่ควรนำตัวเข้าไปอยุ่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ในส่วนของนักศึกษาชายเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น จะต้องให้ความรู้เพิ่มขึ้น โดยจะสอนให้ไม่มีพฤติกรรมในทางที่ไม่ถูกต้อง  ล่วงละเมิดผู้หญิง ส่วนการดูแลนักศึกษาหญิง ได้มีการจัดทีมเข้าไปดูแลสุขภาพจิต ซึ่งนักศึกษาสามารถโทรเข้ามาขอคำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“คุณตาวัยเก๋า 79 ปี” สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292501

“คุณตาวัยเก๋า 79 ปี” สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

ราชภัฎโคราช, คุณตา, คุณตาวัยเก๋า, คุณตาวัยเก๋า 79 ปี, อำแดง

นายกิตติ เนตวงษ์ นักศึกษาวัย 79 ปี ทำการเข้าศึกษาต่อร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ ราชภัฎโคราช

        ในเดือนสิงหาคม 2560 ถือเป็นช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 หลักสูตรทัศนศิลป์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา มีการรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1
ระดับปริญญาตรี ภาคปกติ หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ โดยในปีนี้ได้มี นายกิตติ เนตวงษ์ นักศึกษาวัย 79 ปี ทำการเข้าศึกษาต่อร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน โดยไม่ขอใช้สิทธิ์ในการเทียบโอนรายวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งนายกิตติ เปิดเผยว่า ตนได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อดังมาแล้ว แต่มีความตั้งใจที่จะศึกษา หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ สำเร็จตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย หลักสูตร 4 ปี ซึ่งตนเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ทางบ้านได้ประกอบกิจการเครื่องปั้นดินเผา ชื่อ “อำแดง” ณ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ทำกิจการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาไปทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในประเทศไทยหลายผลงานตนจึงคลุกคลีกับงานประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผามาตลอดชีวิต โดยที่ไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะมาก่อน

 "คุณตาวัยเก๋า 79 ปี" สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

 "คุณตาวัยเก๋า 79 ปี" สมัครเรียนกับรุ่นเหลน "คุณตาวัยเก๋า 79 ปี" สมัครเรียนกับรุ่นเหลน

สำหรับการศึกษาต่อ ตนได้ทำการปรึกษากับภรรยาและบุตรชาย จำนวน 2 คน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นที่เรียบร้อย ครอบครัวได้พร้อมใจที่จะให้มาเรียนหนังสือต่อ อีกทั้งตนรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้ามาเรียน ถึงแม้จะได้เรียนร่วมกับนักศึกษารุ่นเหลน แต่สิ่งนี้ถือเป็นความตั้งใจมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพราะตนมีความชอบในงานด้านศิลปะและอยากเรียนรู้เพื่อเข้าถึงศิลปะอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การรับนักศึกษาเข้าศึกษาในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางหลักสูตรทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาต่อ แสดงให้เห็นถึงการเป็นที่ยอมรับในสังคม รวมถึงหลักสูตรมีศักยภาพเพียงพอต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สามารถสำเร็จการศึกษาเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบด้านศิลปะร่วมกันพัฒนาผลงานให้มีชื่อเสียงและกว้างขวางมากขึ้น

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ HAVE FUN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292534

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ HAVE FUN

ครูสมศรี, เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษ, สนุก, เรียน, เรียนอังกฤษอย่างไร, ให้, Have, Fun, อังกฤษ, ภาษาอังกฤษ, ภาษา

“ภาษาอังกฤษ”คนเกือบทั่วโลกใช้ในการสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว จำเป็นอย่างมากที่ต้องพูด ฟัง อ่าน เขียน แต่บางคนก็ดูสนุกเท่าไหร่ จะเรียนยังไงให้สนุกใช้คล่อง..

       เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม การสื่อสารย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่หากเราพูดภาษาหนึ่ง คู่สนทนาพูดอีกภาษาหนึ่ง ดูท่าพูดกันทั้งวัน..ก็คงจะไม่มีวันรู้เรื่อง ยิ่งด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อทุกคนบนโลกเข้าไว้ด้วยกัน “ภาษา” ซึ่งเป็นใบเบิกทางในการเรียนรู้ จึงไม่ใช่ใช้เฉพาะกับคนในประเทศไทย แต่ต้องเรียนรู้ภาษาอื่น เพื่อใช้ปฏิสัมพันธ์ ติดต่อกับผู้คนจากต่างประเทศด้วย

       “ภาษาอังกฤษ”ภาษาที่สอง สาม หรือเรียกได้ว่า ภาษาที่คนเกือบทั่วโลกใช้ในการสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนเข้าด้วยกันกลายเป็นความจำเป็นอย่างมากที่ต้องพูด ฟัง อ่าน เขียนให้ได้…. ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่เวลาเรียน มันไม่ค่อยจะhave funสักเท่าไหร่

      แล้วจะทำอย่างไร?ให้สามารถ สปีก อิงลิช คล่องได้เหมือนพูดภาษาไทย ภาษาแม่ของตนเอง

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

ครูสมศรี ธรรมสารโสภณ

     ครูสมศรี ธรรมสารโสภณ ติวเตอร์ชื่อดังสอนภาษาอังกฤษ จากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ คุณครูสมศรี เล่าว่าการเรียนภาษาอังกฤษตอนนี้ ได้รับการสนับสนุนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบโรงเรียน หรือพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างส่งเสริมให้ลูกหลาน นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ มีกิจกรรม จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น แต่การเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี ไม่ใช่เพียงมองว่าใช้ถูกหรือผิด ต้องทำให้เด็กเกิดความกล้าในการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ

      “จริงๆ เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี ต้องเริ่มจากกระบวนการคิด จดจำคำศัพท์ เข้าใจโครงสร้าง และค่อยมาถึงการออกเสียง ยิ่งถ้าได้คำศัพท์ จะทำให้การเรียนภาษาอังกฤษเข้าใจไปแล้วกว่า70% โดยการท่องจำคำศัพท์นั้นไม่ใช่ท่องจำนวนครั้งละมากๆ แต่ต้องค่อยๆ ท่องไปเรื่อยๆ และที่สำคัญต้องสร้างกระบวนการคิด ต้องมีใยความคิด การเชื่อมคำศัพท์ ซึ่งการรู้คำศัพท์จะทำให้สามารถจัดเรียงประโยค สื่อสารฟัง พูด อ่าน เขียนได้ ที่สำคัญถ้าไม่เข้าใจให้ทบทวน ไม่กดดัน และเกียจคร้านในการจดจำคำศัพท์” ครูสมศรี กล่าว

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

     หน้าที่ของครู…ต้องเปิดหัวใจก่อนเปิดสมอง สอนในสิ่งที่เด็กไม่รู้ และสามารถนำไปใช้ได้ประโยชน์จริง

     ครูสมศรี กล่าวต่อไปว่า ครูผู้สอนต้องเตรียมบทเรียน เนื้อหาในการสอน ต้องวิเคราะห์ กลั่นกรองว่าเด็กควรเรียนอะไรถึงจะเหมาะสม เพราะการเรียนเด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หากอยากให้เด็กอยู่ในห้องเรียน ต้องเป็นการอย่างสนุก และมีความสุข อย่ากังวลกับการสอน ต้องมองว่าถ้าครูเป็นเด็ก ครูอยากเรียนอะไร การสอนแบบไหนที่ครูอยากให้เกิดขึ้นในชั้นเรียน และสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้เป็นแบบนั้น

      “การสอนของครูต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่าง การสอนภาษาอังกฤษ จะเน้นไวยากรณ์เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ ครูต้องสอนให้สนุก สอนมิติความคิด ไม่เน้นถูกผิด และที่สำคัญควรน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่9คือ ครูจะต้องสอนให้เด็กเป็นคนดี ก่อนจะเป็นคนเก่ง และครูรุ่นเก่า รุ่นใหม่ต้องเปิดใจ ปรับปรุงการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะพฤติกรรม การใช้ชีวิตของเด็ก”ครูสมศรี กล่าว

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

       เด็กรุ่นใหม่มีความเก่งภาษาอังกฤษ พวกเขาสามารถสื่อสารฟัง พูด ได้ เพียงแต่ระบบสอนเน้นความเก่ง ความถูกต้องมากกว่าความคล่องในการนำไปใช้งานจริง ทำให้ไปกดความกล้าของเด็ก ซึ่งถ้าเด็กกล้าพูด ฟัง อ่าน เขียน มีระบบความคิดของตัวเอง เอาเรื่องผิดไว้ทีหลัง เอาเนื้อหา ระบบความคิดนำจะช่วยจุดประกายาให้เด็กได้

       ครูกัลยา เกื้อกิ้ม ครูสอนภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดมณีเจริญ จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่าเด็กรุ่นใหม่ สามารถเข้าถึงความรู้ภาษาอังกฤษได้หลายช่องทาง แต่สภาพแวดล้อม ชีวิตประจำวันอาจจะไม่เอื้อให้เกิดการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ทำให้ครูต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สนุก เด็กเรียนอย่างมีความสุข ครูต้องอัพเดทตัวเอง หลักสูตร การสอนให้ทันสมัย มีการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ามาใช้การจัดกิจกรรม สอนในชั้นเรียนอย่างเดียวไม่น่าสนใจ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ นำเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาเป็นบทเรียน เนื้อหาในการสอน

เรียน“อังกฤษ”อย่างไร? ให้ Have Fun

       “เด็กไทยจะเรียนภาษาอังกฤษให้สื่อสาร และเก่งได้นั้น ต้องใช้สื่อสารทุกวัน มีคำศัพท์ มีความกล้า และไม่สนใจว่าต้องใช้ถูกวิธี อย่างเดียว ผิดโดยไม่ตรงไวยากรณ์บ้างก็ได้แต่ต้องสื่อสารถ่ายทอดไปยังผู้ฟังได้รู้เรื่อง เพราะแม้แต่เจ้าของภาษายังไม่ได้ต้องการความเป๊ะในการใช้ภาษาอังกฤษแต่เขาสนใจว่าสามารถสื่อสารกันได้  ซึ่งเมื่อเด็กสื่อสารได้ หลังจากนั้นครูคอยมาเติมเนื้อหาทำให้เขาเข้าใจโครงสร้างที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้ทุกคนเรียนภาษาอังกฤษได้นั้น ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนด้วยความสนุก มีความสุขในการท่องคำศัพท์ กล้าในการพูดกับผู้อื่น ไม่ใช่กลัวหรือกังวลในการสื่อสารภาษาอังกฤษ”ครูกัลยา กล่าว

       ทุกคนมีความแตกต่าง หลากหลาย ในหนึ่งชั้นเรียนเด็กย่อมไม่เหมือนกัน ครูต้องสอนตามบริบทของชั้นเรียนห้องเรียน ครูกัลยา เล่าปิดท้ายว่าการเรียนภาษาอังกฤษให้เหมาะสมแต่ละช่วงชั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง ประถม ต้องสอนให้เขารู้สึกสบายใจ มีความสุข สนุกที่จะเรียนภาษาอังกฤษ ผ่านการพูดออกเสียงบ่อยๆ ผ่านเกม กิจกรรม การร้องเพลง การเต้น การอ่านนิทาน การพูดคุยโดยใช้การผสมระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หยิบจับเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาซักถามเป็นภาษาอังกฤษ ให้เขาได้ใช้ จดจำ โดยครูต้องเป็นแบบอย่างแก่เด็ก สร้างแรงบันดาล และให้กำลังใจในการเรียนรู้ของเด็ก

       ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ แล้วจะชินไปเอง ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน ครูต้องเป็นต้นแบบ ผู้ปกครองต้องส่งเสริมต่อยอด โรงเรียน ชุมชน รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมด้วยช่วยกันจัดกิจกรรม ค่ายเสริมทักษะภาษาอังกฤษที่ส่งต่อมายังโรงเรียน เข้าถึงเด็กให้มากที่สุด.

      

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

qualitylife4444@gmail.com

“ชลบุรี”ครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292486

“ชลบุรี”ครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

อัตราแรงงาน, ชลบุรีครองแชมป์, ชลบุรี, JobThaicom, EEC, Key word

จ๊อบไทยเผยพื้นที่ EEC มีความต้องการแรงงานรวมกว่า 8,500 อัตรา ชลบุรีครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

        น.ส.แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อส่งเสริมให้ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดของภูมิภาค โดยพื้นที่ใน 3 จังหวัดประกอบด้วยชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งล้วนเป็นจังหวัดที่เป็นฐานที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมและเป็นฐานการผลิตที่สำคัญหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการผลิตปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ ประกอบกับทำเลที่ตั้งมีความได้เปรียบเนื่องจากถูกเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่สะดวก ด้วยปัจจัยที่เอื้ออำนวยเหล่านี้ทำให้พื้นที่ใน 3 จังหวัด เหมาะที่จะพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการนำร่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการแรงงานในพื้นที่ดังกล่าวมีการขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 "ชลบุรี"ครองแชมป์ ต้องการคนทำงานมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ จ๊อบไทยดอทคอม ในฐานะเว็บไซต์หางาน สมัครงานอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 1.2 ล้านคน รวมถึงมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อีกกว่า 86,000 อัตรา เล็งเห็นความต้องการแรงงานใน 3 จังหวัดดังกล่าว พบว่ามีความต้องการรวมกันกว่า 8,500 อัตรา โดยจังหวัดชลบุรี มีความต้องการแรงงานมากที่สุดถึง 4,480 อัตรา ตามมาด้วย จังหวัดระยอง 2,534 อัตรา และจังหวัดฉะเชิงเทรา 1,474 อัตรา ทั้งนี้เมื่อดูข้อมูลความต้องการแรงงานภาพรวมของ 3 จังหวัด พบว่ามีประเภทงานที่ต้องการแรงงานมากที่สุด 5 อันดับแรก ดังนี้

1. งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ จำนวน 1,499 อัตรา

2. งานวิศวกรรม จำนวน 967 อัตรา

3. งานขาย จำนวน 795 อัตรา

4. งานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน จำนวน 433 อัตรา

5. งานบัญชี/การเงิน 348 อัตรา

ทั้งนี้ สายงานที่เกี่ยวข้องกับด้านอุตสาหกรรม ถือเป็นสายงานที่มีความต้องการแรงงานสูงอยู่ตลอดแวลา แต่ในปัจจุบันพบว่าแรงงานในกลุ่มนี้ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้บริการของจ๊อบไทยดอทคอมผ่านระบบ Advanced Search ซึ่งเป็นระบบค้นหางานแบบละเอียดที่ผู้ใช้บริการสามารถระบุจังหวัดหรือสถานที่ปฏิบัติงาน อาชีพ และประเภทธุรกิจที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถใส่คำที่ต้องการค้นหา(Key word) เพิ่มเติมสำหรับการค้นหาเฉพาะ

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม ก็สามารถใช้งานผ่านระบบ  Industrial Estate Job Locator ซึ่งเป็นระบบค้นหางานแบบเจาะลึกในเขตนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้หางานและองค์กรต่างๆ ที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยในปัจจุบันจ๊อบไทยดอทคอมมีงานครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกว่า 86,000 อัตรา 130 อาชีพ จาก 40 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งระบบการหางานของจ๊อบไทยดอทคอมเป็นระบบที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการทั้งผู้หางาน และบริษัทที่ต้องการสรรหาบุคลากรนางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย