“สีคิ้วโมเดล”ปั้นเด็กสายอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292792

“สีคิ้วโมเดล”ปั้นเด็กสายอาชีพ

“สุรเชษฐ์”ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ที่วกษ.นครราชสีมา เร่งผลิตผู้เรียนสายอาชีพ หวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

     เมื่อวันที่ 21 ส.ค.60- พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อต้องรับฟังความคิดเห็น และเสียงสะท้อน จากการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายรัฐในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

โดย พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนในฐานะกำกับดูแลงานของ สอศ. ได้ลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามการดำเนินการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ความทันสมัย ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่จะต้องเปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่ง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา ได้มีการดำเนินการโครงการ “สีคิ้วโมเดล” (Smart Farmer & Modern Farm) การปลูกข้าวดำนาด้วยเครื่องจักร การปลูก “ดาวเรืองเหลืองราชันย์” แผนกสัตวศาสตร์ ฟาร์มโคเนื้อ โคนม ไข่ไก่อารมณ์ดี รวมถึงการบริหารโครงการหารายได้ระหว่างเรียน ของแผนกวิชาอุตสาหกรรมเกษตร การจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูป และบริการเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์น้ำแกงเปรอะสมุนไพรพร้อมปรุงบรรจุกระป๋อง ผลิตภัณฑ์แกงเปรอะสมุนไพรสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ไวน์ผลไม้ ผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวโพด ซึ่งดำเนินการได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมการสาธิตการสอนรูปแบบ STEM Education และเยี่ยมชมนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ที่วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี ด้วย

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ติดตาม ครม.สัญจร ร่วมกับ รมช.ศึกษาธิการ ครั้งนี้ ในส่วนงานขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมานั้นจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลิตผู้เรียนสายอาชีพตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคตให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงนวัตกรรมต่างๆของเด็กอาชีวจะมีการต่อยอดองค์ความรู้ผลงานของเด็กให้เกิดความหลากหลาย พร้อมกับสนับสนุนให้เด็กอาชีวะได้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เพื่อนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับประเทศและสังคม รวมถึงสร้างโอกาสให้แก่ผู้ยากจนและด้อยโอกาสได้เข้าถึงการเรียอาชีวศึกษามากขึ้น ซึ่งทีสำคัญจะต้องเร่งสร้างความรู้ให้กับผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานมาเรียนสายอาชีพ เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในอนาคต

จ่อเปิดทาง!!”อกศจ.บุคคล”โยกย้ายในจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292767

จ่อเปิดทาง!!”อกศจ.บุคคล”โยกย้ายในจังหวัด

ผอเขต, อกศจบุคคล, กศจ, ศธจ, อกศจ, สพท, คสช, คปภ, กคศ

ศธ.เตรียมแก้ไขให้อำนาจโยกย้ายในจังหวัดสิ้นสุด ที่อกศจ.ด้านบุคคล มีผอ.ทุกเขตเป็นกรรมการ ให้สป.ศธ.วางตัวชี้วัดทำงานผอ.สพท.ชี้คัดผอ.สพท.ต้องสอดคล้องกับเกณฑ์

    ที่โรงเรียนอัสสัมชัญนครรราชสีมา จ.นครราชสีมา ในการประชุมมอบนโยบายคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)/คณะอนุกกรรมการ กศจ.และบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) นครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ส.ค.60-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคมาเป็นเวลา 1 ปีกว่า  มีเสียงสะท้อนมาว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นโรคซึมเศร้า หลายคนอยากลาออกจากการเป็นประธานบอร์ด กศจ.เพราะที่ผ่านมาการประชุมส่วนใหญ่ 70-80% เป็นเรื่องโยกย้าย

เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาได้มีการกำหนดใหม่แล้วว่าการประชุมต้องนำวาระเรื่องการพัฒนาการศึกษาเป็นวาระแรก ขณะที่งานบริหารบุคคลจะมีแก้ไขอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย จากเดิมที่เป็นของ กศจ.เป็นคณะอนุกรรมการ (อกศจ.) ด้านการบริหารงานบุคคล โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตในจังหวัด เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เพื่อให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ต้องเสนอเข้ากศจ.อีก

ทั้งนี้ ศธ.ได้เสนอขอแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2559 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ตอบว่าเป็นอำนาจของ คณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ที่จะออกคำสั่งได้ เพื่อเป็นการปลดล็อค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

“กศจ.ได้สะท้อนปัญหาการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากเขตพื้นที่ฯ ทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปด้วยความล่าช้า ดังนั้น สำนักงานปลัด ศธ.จะต้องไปกำหนดตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ของผอ.เขตพื้นที่ฯ และเร็วๆนี้จะมีการสอบคัดเลือกผอ.เขตพื้นที่ฯ ที่ว่างอยู่ 110 อัตรา ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกจะต้องคัดเลือกคนให้ตรงกับตัวชี้วัด หากผอ.เขตพื้นที่ฯไม่ให้ความร่วมมือ จะเสนอให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ย้ายออกจากพื้นที่”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับหนังสือเวียนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ปฏิบัติ จึงขอให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปปรับปรุงวิธีการออกหนังสือเวียนให้เข้าใจง่าย ชัดเจนและเป็นแนวทางเดียวกัน

เลื่อนเปิด-ปิดอาเซียนมหา’ลัยตัดสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292710

เลื่อนเปิด-ปิดอาเซียนมหา’ลัยตัดสิน

ปิดอาเซียน, เลื่อนเปิด, หมอธี, ปอมท, ทปอ

“หมอธี” เผยข้อเสนอเลื่อนเปิด-ปิดเทอมอาเซียน ศธ.กำหนดเองไม่ได้ ชี้ มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคลต้องไปตกลงกันเอง

       ภายในสัปดาห์นี้ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.) เตรียมจะยื่นiหนังสือร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยกเลิกการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน และกลับไปเปิดปิดภาคเรียนตามเดิม คือ เปิดภาคเรียนที่1ช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม และเปิดภาคเรียนที่2 ช่วงเดือนพฤษจิกายน-เดือนเมษายนของทุกปี

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.60 ที่จังหวัดนครราชสีมา นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบข้อเสนอดังกล่าว แต่เท่าที่ทราบเรื่องนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติมานานแล้วถือว่าจบแล้ว ส่วนตัวมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการพิจารณาจะเปิด-ปิดช่วงเวลาใด จึงต้องไปคุยตกลงกันเอง ตนไม่สามารถให้ความเห็นได้  และไม่ควรไปสั่ง รวมถึงนายกฯ ก็คงมอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งก็คือ ทปอ.ปอมท.และเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างๆต้องไปตกลงกัน

“ถ้าจะพูดเรื่องผลกระทบการเปิด-ปิดตามอาเซียน ตรงนี้ต้องถามกลับไปว่าถ้ากลับไปเปิด- ปิดแบบเดิมจะมีผลกระทบกับใครบ้าง ต้องไปคุยกันเอง เรากำหนดไม่ได้ และไม่ควรกำหนดเอง โดยไปฟังคำร้องเรียนมา เพราะจะทำให้เกิดความโกลาหล ผมไม่ได้โยน แต่ผมไม่มีความเห็น เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับ ทปอ.และมหาวิทยาลัยต้องไปคุยกัน”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

“งานศิลป์…ถิ่นโคราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292627

“งานศิลป์…ถิ่นโคราช”

วธ, โคราช, งานศิลป์, งานศิลป์ถิ่นโคราช

วธ.เปิดโครงการ”งานศิลป์…ถิ่นโคราช & Korat Orchestra Music Festival”ณ   ลานวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

       นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดโครงการเทศกาล”งานศิลป์…ถิ่นโคราช & Korat Orchestra Music Festival” พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้แทนหน่วยงานรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายด้านวัฒนธรรมและศิลปินที่สนับสนุนโครงการ โดยมีดร.วิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  เครือข่ายด้านวัฒนธรรมและเครือข่ายศิลปิน นักเรียน นักศึกษาและประชาชน เข้าร่วม ณ   ลานวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

"งานศิลป์...ถิ่นโคราช""งานศิลป์...ถิ่นโคราช""งานศิลป์...ถิ่นโคราช""งานศิลป์...ถิ่นโคราช"


ฝึกช่าง GREEN JOB รับ THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292607

ฝึกช่าง GREEN JOB รับ THAILAND 4.0

ฝึกช่าง, Green, Job, รับ, Thailand, GIZ, Paris Agreement, Global Warming, กพร, Green Job, ฉบับที่ 2

ก.แรงงาน ร่วมเยอรมัน “GIZ” เน้น ฝึกช่าง Green Job รับ Thailand 4.0 พัฒนาฝีมือแรงงานเสริมทักษะด้านความรู้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

       นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ลงนามในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ทำให้ประเทศไทยต้องมีการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2573 แนวทางหนึ่งคือต้องมีการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น โดยการใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ เป็นสารชนิดใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณการก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก (Global Warming) แต่อย่างไรก็ตามแรงงานในสาขานี้ยังขาดช่างชำนาญการ จึงต้องมีการเร่งผลิตแรงงานฝีมือป้อนสู่ตลาด พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการ ซึ่งได้เน้นย้ำว่าการพัฒนาฝีมือแรงงานจะต้องเสริมทักษะด้านความรู้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Job) ด้วย

 ฝึกช่าง Green Job รับ Thailand 4.0

นายธีรพล ขุนเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่า กพร. ได้ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft Fur International Zusammenarbeit: GIZ) เป็นองค์กรหลักของเยอรมันที่ช่วยให้ประเทศต่างๆ บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ และการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือสูงขึ้นสอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่โดยเฉพาะสารทำความเย็นจากธรรมชาติ รองรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการฝึกเตรียมเข้าทำงาน หลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน อุปกรณ์การฝึกของกพร. ให้มีความพร้อมในการฝึกอบรมให้แก่แรงงาน พัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ส่งเสริมให้เครือข่ายของกพร.เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขานี้ และการประเมินความรู้ความสามารถตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 และ GIZ ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาครูฝึกของกพร. เพื่อเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่แรงงานใหม่ แรงงานในสถานประกอบกิจการ รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมด้านการพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียวและกิจกรรมอื่นๆ ทั้งสองหน่วยงานจะมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกันอีกด้วย

 ฝึกช่าง Green Job รับ Thailand 4.0

“ความร่วมมือในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นการสร้างกำลังแรงงานที่เป็นไปตามหลักสากลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เป็นการสร้างงานที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และในที่สุดจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ให้แก่องค์กรและประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนและสถานประกอบกิจการหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ” อธิบดีกพร. กล่าว

ตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292620

ตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง

ราชภัฏโคราช, ตลาดนัดราชภัฏ, วิถีพอเพียง

ราชภัฏโคราช ร้อยดวงใจถวายแม่ เปิดตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง NRRU Green Market

            สโมสรพนักงานและเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้จัดโครงการตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง กิจกรรมNRRU Green Market “ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและการเกษตรปลอดภัย ร้อยดวงใจถวายแม่” ณ บริเวณศูนย์รวมประกาศข่าว โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล อธิการบดี กล่าวถวายราชสดุดี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และกล่าวเปิดกิจกรรม จากนั้นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณาจารย์  บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ชมการแสดงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดย วงโปงลางสายแนนลำตะคอง สำนักศิลปะและวัฒนธรรม และเยี่ยมชมตลาดนัดวิถีพอเพียง

สำหรับโครงการตลาดนัดราชภัฏ วิถีพอเพียง จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยได้ให้คณาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัยที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา รวมทั้งสิ้น 51 ร้าน และมีผู้ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมตลาดนัดวิถีพอเพียงเป็นจำนวนมาก จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560อันเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการเกษตรปลอดภัย ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมให้บุคลากรได้มีพื้นที่สำหรับจัดจำหน่าย แลกเปลี่ยนสินค้า เกิดการสร้างรายได้ สร้างอาชีพเสริม อันจะส่งผลให้บุคลากรในมหาวิทยาลัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดความผาสุกในการปฏิบัติงาน เกิดความรักความสามัคคี ควบคู่กับการสร้างธรรมาภิบาลและมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มีผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อไป

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ”โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)”!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292611

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ”โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)”!!!

กว่าจะเสร็จใช้เวลา, ไข้หวัดใหญ่, รัฐบาล, โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไทย, ครม, รมวสธ, ดีเอสไอ, บอร์ดอภ, สนช

13 ปีที่รอคอยในที่สุดคนไทยก็เริ่มเห็นความหวังที่จะเป็นไปได้ ในการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกที่ผลิตภายในประเทศตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

        เมื่อโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกขององค์การเภสัชกรรม(อภ.) ที่ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรีก่อสร้างแล้วเสร็จ หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานาน 10 ปี และคาดว่าจะเดินเครื่องจักรและนำวัคซีนออกให้คนไทยใช้ภายในปี 2563

      การก่อสร้างโรงงานวัคซีนฯแห่งนี้ ไม่ได้มีเส้นทางที่โดยด้วยกลีบกุหลาบ เพียงแค่ได้รับอนุมัติงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างและแล้วเสร็จ แต่ระหว่างการดำเนินงานมีเหตุทำให้สะดุดและหยุดการก่อสร้างมาโดยตลอด

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

      ย้อนไปในปี 2550 คณะรัฐมนตรี(ครม.)รัฐบาลขิงแก่ ช่วงที่นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) อนุมัติงบประมาณ จำนวน 1,411.7 ล้านบาทเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกแห่งแรกของไทย ก่อนจะมีการวางศิลาฤกษ์ในปี 2552 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรมว.สธ. และเป็นช่วงไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดใหญ่ในประเทศไทย

      แต่ทว่า การก่อสร้างไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดคือในปี 2554 โดยผู้บริหารอภ.ในขณะนั้นให้เหตุผลถึงความล่าช้าว่า เกิดจากการทบทวนแบบการก่อสร้างเพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก และให้สามารถผลิตได้ทั้งวัคซีนชนิดเชื้อเป็นและชนิดเชื้อตาย บวกกับ ต้องมีการเปลี่ยนแบบฐานรากใหม่ เพราะเมื่อเริ่มก่อสร้างพบว่าชั้นหินใต้ดินมาเท่ากันจากที่เป็นพื้นที่ชายเขา และมีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างก่อสร้างมาตลอดถึงปี 2555

      จนเมื่อเข้าสู่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นรมว.สธ. ในช่วงต้นปี 2556 ได้มีการตรวจสอบโครงการก่อสร้างที่ล่าช้าและได้ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เข้ามาตรวจสอบด้วย

       โดยนพ.ประดิษฐ ตั้งคำถามในช่วงนั้นว่า การให้ดีเอสไอสอบสวน จะมีผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการหาคำตอบว่ากระบวนการก่อสร้างผิดปกติหรือไม่ และการเปลี่ยนแบบก่อสร้างกลางคันส่งผลกระทบอย่างไร การใช้เวลาก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดเดิมผิดปกติหรือไม่

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

       ทำให้โครงการก่อสร้างโรงงานวัคซีนนี้ต้องหยุดชะงักเป็นเวลา 2 ปี ระหว่างปี 2556 -2557 !!!!

       ทั้งนี้ ในช่วงปี 2552-2555 มีนพ.วิชัย โชควิวัฒน์ เป็นประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ดอภ.) ก่อนเป็นนพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา และเปลี่ยนมือเป็นนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี และลาออกในช่วงต้นปี 2557 เข้าสู่มือของทหารมีพล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร เป็นประธานในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

     หลังชะลอการก่อสร้างมานาน 2 ปี ในที่สุดช่วงต้นเดือนตุลาคม 2557 ครม.อนุมัติให้อภ.ใช้งบประมาณของตนเอง จำนวน 59.3 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการก่อสร้างและเริ่มกระบวนการได้อีกครั้ง

     แต่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะง่าย เพราะก่อนหน้านั้นได้มีการวิ่งประสาน ต่อรองและความร่วมมือกับบริษัทเอกชนต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพื่อหวังให้โรงงานแห่งนี้เดินต่อไป

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

       พล.ต.สุชาติ วงษ์มา รองเจ้ากรมการเงินกลาโหม ในฐานะประธานคณะทำงานของบอร์ดอภ. บอกว่า การดำเนินการแก้ปัญหาเริ่มจากการชี้แจงให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เข้าใจว่าโรงงานวัคซีน คือ ความมั่นคงของชาติ ปรับระบบของอภ.ใหม่ให้ทุกคนมาร่วมกันเดินหน้าใหม่ ที่สำคัญ ได้เชิญบริษัทก่อสร้างและบริษัทที่นำส่งเครื่องจักและเทคโนโลยีตามสัญญาเดิมทั้งหมดมาหารือร่วมกัน จนในที่สุด ทุกบริษัทยินยอมที่จะดำเนินการต่อ

     “ทุกบริษัทขาดทุนหมดจากโครงการนี้ และบางบริษัทนั้น บริษัทแม่ในต่างประเทศจำหน่ายโครงการนี้เป็นหนี้สูญไปแล้ว แต่ก็เจรจาจนยอมกลับมาดำเนินการใหม่ เพราะทุกคนเห็นว่านี่ คือ สมบัติของชาติ ที่จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ เพราะในกรณีที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคต่างๆ หากไม่มีการผลิตวัคซีนของตนเอง ก็อาจทำให้ถึงกับสิ้นชาติได้ หากยามเกิดการระบาดไม่มีประเทศไหนขายวัคซีนให้ประเทศอื่น” พล.ต.สุชาติกล่าว

     หลังผ่านแดด ฝน หนาวมานับ 10 ปี ในที่สุดโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทยก็ก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมจะผลิตวัคซีนออกให้ประชาชนไทยได้ใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้า คือในปี 2563

4 รัฐบาล 13 ปี กว่าจะเสร็จ"โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่(ไทย)"!!!

     นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการอภ. บอกถึงแผนการผลิตและกระจายวัคซีนไข้หวัดใหญ่ว่า โรงงานนี้มีกำลังการผลิตได้ปีละ 2 ล้านโด๊สและขยายกำลังการผลิตได้ถึง 10 ล้านโด๊สหากเกิดการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ซึ่ง อภ.ประเมินว่าขาดทุนในการดำเนินงานตรงนี้ 40-50 ล้านบาท โดยแนวทางที่อยากจะให้รัฐบาลดำเนินการมาตรการช่วยเหลือ เช่น ลดเงินที่อภ.ต้องส่งเข้าคลังปีละ 400 – 500 ล้านบาทต่อปี หรือรัฐรับซื้อวัคซีนที่ผลิตได้ทั้งหมดแล้วกระจายให้สถานพยาบาล หรือหารือกับองค์การอนามัยโลกในการจัดหาวัคซีนร่วมกันของอาเซียน ซึ่งหากมีการสั่งซื้อและโรงงานผลิตวัคซีนปีละ 8 ล้านโด๊สจึงจะคุ้มทุนและอยู่ได้ อย่างไรก็ตามอภ.เป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร

     หวังว่าในปี 2563 คนไทยจะได้ใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่สัญชาติไทย ไม่มีอะไรให้ต้องสะดุดอีก!!!

0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน0

qualitylife4444@gmail.com

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292605

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

วธ, ปัตตานี, กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐, กริชาภรณ์, ภูมิปัญญาอาเซียน, รำกริช, ซีละกริช

วธ. ร่วมกับจังหวัดปัตตานี เปิด “โครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข “กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐”ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

       นายกฤษศญพงษ์  ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดโครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข “กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ประจำปี 2560 ณ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จังหวัดปัตตานี จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับจังหวัดปัตตานี มีพลโท อุกฤษณ์ อากาศวิภาต ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล นายจารุวัฒน์  เกลี้ยงเกลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายประยูรเดช  คณานุรักษ์  ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นายกิตติพันธ์ พานสุวรรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น คณะวิทยากรและผู้เข้าร่วมเสวนาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

ปลัดวธ. กล่าวว่า วธ. มีนโยบายหลักในการใช้มิติวัฒนธรรมสร้างคนเป็นคนดี สังคมมีความปรองดอง สมานฉันท์ สร้างรายได้ให้ชุมชนสร้างความมั่นคงให้ประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ เกียรติภูมิของไทยสู่เวทีโลก การจัดงานครั้งนี้ นับว่าตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล  ซึ่ง วธ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่น เกิดความภาคภูมิใจ รักและหวงแหนมรดกวัฒนธรรมและมีส่วนร่วมในการสืบสาน ปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม นำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ที่สำคัญเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง อาวุธโบราณ กริช ผ้า และเครื่องแต่งกาย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากนักวิชาการด้านกริช ผ้าและเครื่องแต่งกาย จากประเทศต่าง ๆ  อาทิ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน รวมทั้ง วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องโลหะในประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรม ทาง วธ.จะนำไปรวบรวมองค์ความรู้เผยแพร่สู่คนรุ่นใหม่ สืบทอด อนุรักษ์ และพัฒนาต่อไป

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

 ​นายจารุวัฒน์  เกลี้ยงเกลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า จังหวัดปัตตานี มีความเป็นพหุวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากหลักฐานที่ปรากฏชัด โดยเรียงลำดับอายุความเก่าแก่ เช่น ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว  วัดช้างให้ และมัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี  สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี สำหรับกริช และอาภรณ์ ก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม พัฒนาการทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาของจังหวัดปัตตานีและดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี

​       ทั้งนี้ ข้อมูลจาก นายประยูรเดช  คณานุรักษ์  ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี พอสังเขประบุว่า กริช เป็นอาวุธประจำตัวที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยก่อน นิยมใช้กันมากในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย สำหรับประเทศไทยนิยมในหมู่ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ กริชมีบทบาทเป็นทั้งอาวุธ และเครื่องประดับกายที่บ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรีที่แสดงถึงความกล้าหาญ สถานะทางสังคม และเศรษฐกิจของผู้เป็นเจ้าของหรือของตระกูล ปัจจุบันช่างทำกริชลดน้อยลง ศิลปะการแสดงจากกริชอย่าง “รำกริช”และ “ซีละกริช” ก็หาชมได้ยากแล้ว อย่างไรก็ตาม การใช้กริชเพื่อบ่งบอกฐานะทางสังคมยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในประเทศมาเลเซีย ที่สุลต่าน หรือชนชั้นสูงยังใช้กริชเป็นสัญลักษณ์ และกริชยังคงมีบทบาทหลงเหลืออยู่ในรูปแบบของเครื่องประดับในงานต่าง ๆ เช่น การเข้าสุนัต และการแต่งงาน เป็นต้น

กริชาภรณ์ : ภูมิปัญญาอาเซียน ปี ๖๐

​สำหรับการแต่งกาย จังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดหนึ่งใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งประชาชน ที่นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความนิยมที่เหมือนกัน คือ การนุ่งผ้าถุงหรือโสร่งทั้งหญิงและชาย ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก ผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าโสร่งปาเต๊ะ สำหรับชาวไทยมุสลิมสิ่งที่สำคัญคือต้องมิดชิดตามหลักศาสนา ซึ่งการแต่งกายเช่นนี้มีวิวัฒนาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตามลำดับ

ทปอ.แจงไม่ละเลย “เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292626

ทปอ.แจงไม่ละเลย “เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน”

ืทปอ, ทปอแจงไม่ละเลย, เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน, ทีแคส, ทปอ, สจล, ปอมท, TCAS

ทปอ.ย้ำไม่ได้นิ่งนอนใจ “เปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน” รอผลวิจัยชี้ชัด แจงคณาจารย์ออกมาเคลื่อนไหวทำไ้ด้ ทปอ.ไม่ขัดข้อง พร้อมเผยค่าสมัคร”ทีแคส”

         จากการประชุมสามัญของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)และสมาคม ทปอ.ครั้งที่4/2560โดยมีศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ทปอ. ครั้งนี้ ไม่ได้มีการหารือถึงเรื่องที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.)ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน และกลับไปเปิดปิดภาคเรียนตามเดิม คือ เปิดภาคเรียนที่1ช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคมและเปิดภาคเรียนที่2 ช่วงเดือนพฤษจิกายน-เดือนเมษายนของทุกปี และจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ซึ่งทปอ.ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและไม่ได้ละเลย หรือนิ่งนอนใจ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางทปอ.กำลังรอและติดตามผลงานวิจัย เรื่อง ผลกระทบเกี่ยวกับการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังดำเนินการจัดทำอยู่ และนอกจากนี้ยังจะต้องมีการวิจัยและศึกษาเพิ่มเติมในส่วนของการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษากลาง (TCAS) ใหม่ด้วย เนื่องการจากช่วงเวลาการเปิดปิดภาคเรียนมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวของคณาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถทำได้แน่นอน และถือเป็นตัวอย่างที่ดีของมหาวิทยาลัยไทยด้วย เพราะเราสนับสนุนเรื่องความคิดที่เป็นอิสระ โดยเฉพาะด้านวิชาการ หลักการ และเหตุผล ซึ่ง ทปอ. ไม่ได้มีข้อขัดข้องแต่ประการใด

ด้าน ผศ.ดร.ประเสริฐ์  คันธมานนท์ รองเลขาธิการทปอ.กล่าวว่าทปอ.มีมติเกี่ยวกับกับค่าสมัครการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลาง“Thai university Central Admission System (TCAS )”หรือ“ทีแคส”เริ่มในปีการศึกษา2561โดยค่าสมัครทีแคส รอบที่ 1 การรับจากแฟ้มสะสมงาน รอบที่ 2 การรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อปฏิบัติ และรอบที่ 5 เป็นการรับตรงอิสระ ทปอ. จะให้เป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยในการกำหนด แต่ในการรับรอบ 1 และ 2 มหาวิทยาลัยจะต้องจ่ายให้ ทปอ. เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดในระบบเคลียริ่งเฮาส์ 50 บาทต่อคนที่ผ่านการคัดเลือกจากทางมหาวิทยาลัย ส่วนค่าสมัครรอบที่3การรับตรงร่วมกันสาขาวิชาละ200บาทและค่าเคลียริ่งเฮาส์100บาทและค่าสมัครรอบที่4การรับผ่านการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นอันดับแรก150บาทอันดับต่อไป50บาท

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292514

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ

ค่ายส่งเสริมโอกาส, พศ2560-2574, ปวช1   ม4

สพป.สุโขทัย เขต 2 จัดค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ และการพัฒนาฝีมือเด็กนักเรียนสายอาชีวศึกษา

       นายสัมพันธ์   จิตรธร  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2   เปิดเผยว่าตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการศึกษาเพื่อการผลิตกำลังคนให้มีปริมาณ มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและพัฒนาประเทศรวมทั้งแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่  12  (พ.ศ.2560-2574) ต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ

ตลอดจนแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560  ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดสัดส่วนผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทอาชีวศึกษาต่อสามัญศึกษา (ปวช.1 :  ม.4) 40 : 60 และเพื่อต้องการให้ผู้ปกครองและผู้เรียนเห็นว่าการเรียนสายอาชีวศึกษานั้น จะช่วยให้ผู้เรียนมีงานทำได้มากกว่า  และมีอาชีพที่มั่นคง รวมถึงมีรายได้สูงขึ้น โดยให้มีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาด้วย

ค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อค่ายส่งเสริมโอกาสทางเลือกศึกษาต่อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2   จึงได้มีการพัฒนาการส่งเสริมโอกาสเด็กนักเรียนมีทางเลือกในการศึกษาต่อหลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ  และมีทักษะในการประกอบอาชีพ โดยการจัดค่ายสายอาชีวศึกษา  โดยกิจกรรมฐานฝึกปฏิบัติ ฝึกอาชีพตามหลักสูตร   ณ วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง  จังหวัดสุโขทัย  เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ในการฝึกปฏิบัติไปพัฒนาศักยภาพ   พัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน  และสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียน   ถือเป็นการแนะแนวการศึกษาต่ออีกทางหนึ่ง