ทปอ.เร่งยกร่างระเบียบรวมจัดซื้อจัดจ้างฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292887

ทปอ.เร่งยกร่างระเบียบรวมจัดซื้อจัดจ้างฯ

ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง, การบริจาค, ทปอ, พรบ

ทปอ.จัดทำระเบียบร่วมจัดซื้อจัดจ้างฯ ให้สอดคล้องพ.ร.บ.ใหม่ หารือกรมบัญชีกลางอีกครั้งเพื่อไม่ให้มหา’ลัยขาดสภาพคล่อง คาดร่างใหม่เสร็จก.ย.นี้

        ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม ทปอ. เมื่อเร็ว ๆนี้ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของมหาวิทยาลัย ที่เป็นสมาชิก ทปอ. เพื่อรองรับตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. นี้ ทั้งนี้ ทปอ.เคยมีมติที่จะจัดทำระเบียบดังกล่าวร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และขณะนี้การดำเนินการภาพรวมเสร็จแล้ว เหลือข้อปีกย่อยในรายละเอียดของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่อาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องกลับไปรวบรวมข้อมูลว่าต้องการเพิ่มเติมในส่วนไหน หรือไม่อย่างไรและมาสรุปร่วมกันอีกครั้ง

ขณะเดียวกันต้องหารือกับทางกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการดำเนินการว่าลักษณะใดควรหรือไม่ควรที่จะอยู่ในระเบียบข้อบังคับ เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยขาดความคล่องตัว คาดว่าจะยกร่างแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ก่อนนำเข้าพิจารณาในการประชุม ทปอ. ครั้งต่อไป ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเมื่อ ทปอ. เห็นชอบก็จะนำร่างระเบียบดังกล่าวไปหารือกับทางกรมบัญชีกลางอีกครั้ง ก่อนที่จะให้ทุกมหาวิทยาลัยนำเข้าสภามหาวิทยาลัยเพื่อประกาศใช้ร่วมกันต่อไป

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยเป็นห่วงมากเรื่องพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ คือเรื่องเงินบริจาคและเงินสนับสนุนงานวิจัยและการบริการทางวิชาการ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีรายละเอียดแตกต่างจากหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น จะต้องออกระเบียบเพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เช่น การบริจาคเพื่องานวิจัย ก็สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที เป็นต้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าร่างระเบียบดังกล่าวจะเสร็จไม่ทัน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ประกาศใช้ในวันที่ 23 ส.ค.นี้ แต่ในบทเฉพาะกาล ระบุว่า หากอะไรที่ดำเนินการไม่ทันก็ให้ใช้ระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2535 ไปก่อน

“นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องโครงการรถไฟไทยจีน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของประเทศทาง ทปอ.สนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่มีข้อเป็นห่วงเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยี ดังนั้น ทปอ. จึงได้ตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการถ่ายโอนเทคโนโลยี รวมถึงสร้างโปรแกรมที่จะเข้าถึงอาจารย์ทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย ว่าถนัดด้านไหน เรื่องอะไรบ้าง รวมเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ รอรับการถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งทาง ทปอ. ก็จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ด้วย”ประธาน ทปอ. กล่าว

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292883

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

นพวิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์, พญลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมสผส, ขยายอายุจ้างงานเกษียณ, ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า, สสส, มสผส, Super Aged Society, ประเทศไทย

ทุกๆ 100 คน จะมีผู้สูงวัย 15 คน และคิดเป็น 15% ของประชากรทั้งหมด แต่อีก 4 ปีข้างหน้าผู้สูงวัยในประเทศไทย จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด

        จากตัวเลขผู้สูงวัยมากขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดก็น้อยลงเรื่อยๆ สภาวะการขาดแคลนแรงงานวัยกลางคนก็ใกล้เข้ามา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสริมเสริมสุขภาพ(สสส.) มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)และภาคีเครือข่าย ได้จัดเวทีขับเคลื่อนนโยบาย “ขยายอายุการจ้างงาน:คุณค่าต่อสังคมไทย” เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการทำงานแก่ผู้สูงอายุ เนื่องจากการขยาบอายุการทำงาน เป็นนโยบายที่มีบทบาท เป็นต้นแบบและแนวทางในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

   นพ.วิชัย โชควิวัฒน 

  นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ และรองประธานคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติคนที่ 2 กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากมีอัตราการเกิดลดลง

       ซึ่งคาดว่าในปี 2564 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 จะมีผู้สูงอายุ 28% ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society)

     นพ.วิชัย กล่าวต่อไปว่าสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นปัญหาผู้สูงอายุด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม เมื่อเปรียบเทียบความรวดเร็วในการเพิ่มจำนวนอัตราของผู้สูงอายุ ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแล้ว ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสิงคโปร์

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

     ดังนั้น ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือโดยเฉพาะการส่งเสริม สร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ทำงานต่อไปอย่างเหมาะสมหลังเกษียณ เป็นการส่งเสริมคุณค่าของผู้สูงอายุ และเป็นการสร้าง หลักประกันด้านรายได้ให้ผู้สูงอายุ

   ปัจจุบันนโยบายการขยายอายุการทำงานของแรงงานสุงวัยในสถานประกอบการ ได้รับการตอบรับจากสังคมอย่างกว้างขวาง จนทำไปสู่การออกมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

   “ผู้สูงอายุ อย่าไปหยุดการทำงาน เพราะหยุดเมื่อไหร่จะเฉาทันที แต่ถ้าเราไม่หยุด ทำงานอย่างต่อเนื่อง การทำงานจะทำให้เรารักษาสุขภาพ มีรายได้ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น แก้ความเหงา ได้สังคม และได้ข้อมูลข่าวสาร หลักของการที่มนุษย์จะใช้ชีวิตบั่นปลาย ต้องไม่หยุดทำงาน และต้องทำงานจนกระทั้งทำไม่ไหว อย่าไปหยุดก่อน และถ้าเรายังทำงานได้ ชีวิตเราจะมีคุณค่า” นพ.วิชัย กล่าว

    เมื่อโครงสร้างสังคมเปลี่ยน สังคมที่ฉลาดคือทำให้ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระแก่สังคม แต่เป็นพลังแก่สังคม ปัจจุบัน จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2557 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในจำนวนผู้สูงอายุ 10,014705 คน ร้อยละ 38.4 เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ และประมาณร้อยละ 24.9 ของผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 60-69 ปี มีความต้องการที่จะทำงาน             ซึ่งข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุ จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพมีส่วนร่วมในการทำงาน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกืจ และต้องการที่จะอยู่ในตลาดแรงงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระพึ่งพิง เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

    พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ

     พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมส.ผส. กล่าวว่า จากการศึกษาได้ข้อเสนอรูปแบบการขยายการจ้างงานสูงอายุ 3 รูปแบบ ดังนี้ ขยายอายุการเกษียณ จากเดิม 55 ปีบริบูรณ์ 2.การจ้างงานเข้ามาใหม่หลังอายุเกษียณ และ3.การขยายอายุเกษียณเป็นการทั่วไปของบริษัทที่อายุมากกว่า 5 ปี เป็นการกำหนดเงื่อนไขในการทำงานใหม่ โดยเมื่อพิจารณาข้อดีและข้อเสียแล้วนั้น แนวทางที่ 3 เป็นแนวทางที่ควรส่งเสริมและสนับสนุนเพราะไม่มีปัญหาทั้งในด้านข้อกฎหมาย การรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องของค่าชดเชยที่ต้องจ่าย 2 รอบ ในรูปแบบที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ สถานประกอบการแต่ละแห่งจะแตกต่างกันออกไป สถานประกอบการควรเลือกและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรจองคนเอง และควรยึดมาตรฐานแนวทางปฏิบัติที่ดี ดังนี้ ประกาศแนวทางในการจ้างแรงงานสูงอายุที่ชัดเจน จัดทำปฏิทินการดำเนินการในแต่ละปี เช่น ช่วงเวลาเปิดปิดสมัครแรงงานที่ต้องการขยายอายุแรงงาน เงื่อนไข รายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อให้แรงงานสูงอายุที่ต้องการทำงาน เป็นต้น

     แนวทางการขยายการจ้างงานผู้สูงอายุ “นายจ้างและลูกจ้างต้องเตรียมความพร้อมแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีขั้นตอน เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่แท้จริง”

     นางปราณี เต็มสังข์ รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและการบริหาร บริษัท ฮีโน่มอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าทางบริษัทได้ใช้แนวทางที่ 1 คือ การขยายอายุการเกษียณจากเดิม 55 ปี เป็น 58 ปี โดยพนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะเกษียณอายุเมื่อใด

ยิ่งแก่ต้องยิ่งเก๋า. ขยายอายุจ้างงานเกษียณ

     ส่วนหลังจากอายุ 58 ปีไปแล้ว จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยการใช้แนวทางดังกล่าว เนื่องจากช่วย พนักงานที่ยังมีกำลัง มีศักยภาพในการทำงานที่ดีได้มีงานทำ มีรายได้

      อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดอัตราการขาดแคลนแรงงานขององค์กร รวมถึง ขยายช่วงเวลาถ่ายทอดงานประสบการณ์ในการทำงานของแรงงานผู้สูงอายุไปสู่แรงงานรุ่นใหม่

      ดังนั้น แนวทางการขยายการจ้างงานผู้สูงอายุ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และมีประโยชน์ต่อแรงงานไทย เนื่องจากผู้สูงวัยมีประสบการณ์ ทักษะการทำงานที่ดี ซึ่งอยากให้ทุกองค์กรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุทำงาน จ้างเข้าทำงานมากขึ้น

วัคซีน”ไข้เลือดออก”ช่วยป้องกันคนเคยติดเชื้อมากกว่าไม่เคย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292869

วัคซีน”ไข้เลือดออก”ช่วยป้องกันคนเคยติดเชื้อมากกว่าไม่เคย

คนไทยติดเชื้อเดงกี่แต่ไม่ป่วยไข้เลือดออก 3 เท่าของผู้มีอาการ, วัคซีนไข้เลือดออกช่วยป้องกันคนเคยติดเชื้อมากกว่าไม่เคย, วัคซีนไข้เลือดออก, ไข้เลือดออก, พิเศษ

ศึกษาพบวัคซีน”ไข้เลือดออก”ป้องกันคนเคยติดเชื้อได้มากกว่า 81 % สูงกว่าคนไม่เคยติดเชื้อมาก่อน  ช่วยลดความรุนแรงได้ถึง 93.2 %

หลังจากที่องค์การอนามัยโลกหรือฮู แนะนำให้ใช้วัคซีนไข้เลือดออกในการป้องกันโรคไข้เลือดออก เดงกี่ในประเทศที่มีการระบาดสูง และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ของประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนไข้เลือดออกเมื่อช่วงปลายปี 2559 เช่นเดียวกับอีก 17 ประเทศที่ให้การรับรองวัคซีนและสามารถนำมาฉีดให้ประชาชนได้

เนื่องสามารถช่วยป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ 65.6 % และป้องกันความรุนแรงของโรคได้ถึง 93.2 % และป้องกันการเข้ารับการรับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 80.8 %

วัคซีน"ไข้เลือดออก"ช่วยป้องกันคนเคยติดเชื้อมากกว่าไม่เคย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีการแถลงข่าว เรื่อง “วัคซันไข้เลือดออก : จุดเปลี่ยนเพื่อการป้องกันแบบองค์รวม” โดยรศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ผลการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนไข้เลือดออก 4 สายพันธุ์ พบว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วเมื่อได้รับวัคซีนไข้เลือดออก สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้มากถึง 81.9 % ต่างจากผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน

ซึ่งพบว่าสามารถป้องกันได้ 52.5 % เนื่องจากวัคซีนไข้เลือดออกเกิดจากการผสมกันระหว่างวัคซีนเชื้อไข้เหลืองที่มีใช้มานานมาพ่วงกับชิ้นส่วนของเชื้อไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงไม่ใช่วัคซีนที่เป็นเชื้อไข้เลือดออกล้วนๆ และเป็นวัคซีนที่ไม่ก่อโรค แต่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์
  “การทำงานของวัคซีนจะต่างจากการติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจากยุงลาย ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อโรคได้ แต่การฉีดวัคซีนเหมือนการไปกระตุ้นความจำของร่างกาย ดังนั้น คนที่เคยติดเชื้อเดงกี่มาก่อนไม่ว่าจะกี่สายพันธุ์  เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปก็จะเหมือนเรียกความจำคืนให้ร่างกาย ทำให้ได้ผลดีกว่าคนที่ไม่เคยติเชื้อเดงกี่มาก่อน ซึ่งร่างกายจะไม่มีความจำมาก่อน การศึกษานี้พิสูจน์ให้เห็นงา การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกไม่ทำให้เกิดโรคไข้เลือด ไม่เหมือนการติดเชื้อโดยธรรมชาติจากการถูกยุงกัด ส่วนที่กลัวว่าฉีดแล้วจะเป็นการติดเชื้อครั้งที่ 2  ทำให้อาการป่วยรุนแรงนั้น จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างกว่า 30,000 คน เป็นระยะเวลา 6 ปียังไม่พบเหตุการณ์ดังกล่าว ”รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวอีกว่า วัคซีนไข้เลือดออกสามารถป้องกันไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยข้อแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 9-45 ปี กำหนดให้มีการฉีด 3 ครั้ง เว้นระยะ  6 เดือน และ 12 เดือนจากการฉีดเข็มแรก ซึ่งการฉีดแต่ละครั้งจะก่อภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนจะสามารถมีระยะเวลาการป้องกันโรคได้นานแค่ไหนหลังจากฉีดครบ ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด แต่จากการติดตามผู้ที่ฉีดมาเป็นเวลา 6 ปี พบว่าภูมิคุ้มกันยังสูงอยู่
ด้าน นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 สิงหาคม พ.ศ.2560 มีรายการผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกทั่วประเทศรวม 29,844 ราย อัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กอายุ 5-14 ปี รวมทั้งวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 15-24 ปี

อย่างไรก็ตามพบว่าผู้เสียชีวิตมีสัดส่วนเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โดยพบผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 24 ราย ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิต 17 ราย

ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ การไปรับการรักษาช้า ซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID มารับประทานเอง มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ เช่น ภาวะอ้วน มีโรคเรื้อรังร่วมด้วย ทั้งนี้การผลักดันวัคไข้เลือดออกเป็นวัคซีนพื้นฐานของประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาความคุมทุน
 รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน กล่าวว่า ขณะนี้มีการวิจัยบ่งชี้ว่ากลุ่มผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ แต่ไม่มีอาการป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมีจำนวนสูงมากประมาณ 3 เท่าของผู้ป่วยที่มีอาการ ที่สำคัญและน่าเป็นห่วง คือ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถแพร่เชื้อผ่านยุงลายไปยังผู้อื่นได้มากกว่า 10 เท่า ในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศในด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยสูญเสียเงินไปกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคไข้เลือดออกสูงมากถึง 290 ล้านบาท มากเป็นอันดับ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย

อนึ่ง ปัจจุบันวัคซีนไข้เลือดออกมีให้บริการในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนบางแห่ง ราคาเข็มละประมาณ 2,000 กว่าบาท โดยในรพ.รัฐราคาจะถูกกว่ารพ.เอกชน

“2นิสิต”ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292854

“2นิสิต”ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

นิสิตมศว, สีหน้าและแววตาของ, อีกชุดคือ, ซึ่งเป็นการแสดงชุดเดียวกับ, หมู, นิสิต มศว, 2นิสิตปลื้ม, 2นิสิต, ศิลปกรรม มศว, เวบไซด์ คมชัดลึก, โอกาส, รำวงมาตรฐาน, Culture and Arts Festival 2017, มศว, น้ำทิพย์, ไภรีรำมะนา, รำมะนา, นัว, หริหระ, เทพเจ้า, น้ำทิพย์-หมู

ติดตาม นิสิต”ศิลปกรรม มศว” สอนเพื่อนต่างชาติ  “นุ่งโจงกระเบน –รำวงมาตรฐาน”…กับ”เวบไซด์ คมชัดลึก”

          หายากมากที่ใครจะมี “โอกาส” ได้สอนให้เยาวชนในระดับมหาวิทยาลัย จากต่างประเทศ “นุ่งโจงกระเบน” และสอน “รำวงมาตรฐาน” ให้กับพวกเขาและพวกเธอ แบบใกล้ชิดและมีความหมายของคำว่า “เพื่อน”

          โครงการเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมเชิงปฏิบัติการและมหกรรมศิลปะดนตรีครั้งที่ 7 ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Culture and Arts Festival 2017” จัดโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) กับสถาบันเครือข่าย ทางศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ปี2560 นี้ มีประเทศที่มาร่วมโครงการทั้งสิ้น 10 ประเทศ คืออินโดนีเซีย สิงคโปร์ ภูฏาน รัสเซีย แม็กซิโก อินเดีย มาเลเซีย บรูไน อูสเบกีสถาน  และไทย ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาด้านศิลปนาฏศิลปของประเทศนั้นๆ

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

น.ส.วริศรา พรรณนารักษ์

        นางสาววริศรา พรรณนารักษ์น้ำทิพย์” อายุ 21 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 สาขานาฏศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว บอกเล่าความรู้สึกว่าโครงการบอกว่า ภาคภูมิใจ ประทับใจ และสิ่งสำคัญคือได้มิตรภาพ เรามีโอกาสสอนนักศึกษาต่างชาตินุ่งโจงกระเบนและรำวงมาตรฐาน เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการจริงๆ ในฐานะที่เราเรียนครูและเมื่อสำเร็จการศึกษาต้องไปเป็นครูสอนนาฏศิลป์ ทำให้เราเห็นว่าไม่ว่าลูกศิลป์เราจะเป็นใคร เราต้องสอนและฝึกฝนให้เขาลงมือทำจริงให้ได้ อย่างเข้าใจ สนุกและมีความสุขกับนาฏศิลป์ไทย ซึ่งเป็นมรดกของชาติ

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

นักศึกษาต่างชาติฝึกหัดรำวงมาตรฐาน

        ทั้งนี้ “น้ำทิพย์” ยังมีโอกาส ได้แสดงชุดต้อนรับเพื่อนนักศึกษาต่างชาติในชุด “ไภรีรำมะนา” เป็นการแสดงของภาคใต้ ที่แสดงให้เห็นถึงการอวดลีลาการตีกลอง ของผู้หญิง มีการเล่นกลองเป็นคู่ เป็นหมู่คณะ ที่จะเกิดลีลาท่าทางที่หลากหลายมากขึ้น และเห็นถึงความสวยงาม พร้อมเพรียงของลีลาการตีกลอง

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

         รอยยิ้มตามมากับคำพูดต่อว่า นอกจาดนี้ยังได้เรียนรู้การแสดงของแต่ละประเทศอย่าง ประเทศรัสเซียมีการเต้นในรูปแบบ ที่ใช้เท้าเป็นส่วนใหญ่ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นการปรบมือในหลากหลายรูปแบบประกอบจังหวะเพลงที่สนุกสนาน และประเทศอินเดีย ได้เรียนรู้เครื่องดนตรีของประเทศอินเดีย

        “การเรียนรู้นอกชั้นเรียน ผ่านการลงมือและปฏิบัติทำจริง มันสำคัญมากๆ และจะอยู่นความทรงจำมิรู้ลืม เหมือนเช่นเพื่อนๆ ต่างชาติจะจดจำการนุ่งผ้าโจงกระเบนและรำวงมาตรฐานแบบไทยได้”

            "2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

น.ส.ผกามาศ  แซ่โล้

        ส่วน นางสาวผกามาศ แซ่โล้ “หมู” อายุ 21 ปี เรียนชั้นปีที่ 4นาฏศิลป์ศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ เล่าว่า เกิดความประทับใจ และภูมิใจ ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ นอกจากการเป็นนักแสดงเเล้ว งานนี้ยังทำให้หนูได้ฝึกอะไรหลายๆอย่าง เช่นได้ทำงานในส่วนของการเตรียมงาน ติดต่อประสานงาน ซึ่งเหมือนเป็นการฝึกความรับผิดชอบในตัวหนูด้วย

          "2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

เตรียมจับผ้าเพื่อนุ่งโจงกระเบน

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

         “หมู” กล่าวอีกว่า รวมทั้งหนูยังได้เพื่อนใหม่ ที่มาจากหลายๆ ประเทศ มาจากหลายสถาบันการศึกษา และที่สำคัญมากๆ คือ ได้สอนเพื่อนๆนุ่งผ้าโจงกระเบน สอนรำวงมาตรฐาน ทำให้เห็นว่า เรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ ผ้าทางการดูและลงมือ “สัมผัส” จริงๆ

         ” นับเป็นความโชคดีของพวกเราชาว มศว ที่เพื่อนต่างชาติ จากหลายประเทศ ได้เดินทางมาที่ประเทศไทย และมาซึมซับ ความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรมการแสดงต่างๆ การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เพื่อนใหม่ได้เข้าใจความเป็นไทย จึงมีความหมายมาก”

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

        เธอได้แสดงเพื่อต้อนรำ เพื่อนๆ ด้วยการแสดง 3 ชุด คือ “ไภรีรำมะนา” เป็นการแสดงที่ทำให้เห็นถึงลีลาการตีกลองของผู้หญิง โดยมีอุปกรณ์คือ”รำมะนา” ซึ่งเป็นการแสดงชุดเดียวกับ”น้ำทิพย์” อีกชุดคือ “นัว” เป็นการเเสดงที่นำเอาบทอัศจรรย์มาตีความเป็นการเเสดง และการแสดงชุดสุดท้ายคือ “หริหระ” เป็นการแสดงที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อความศรัทธาที่หลอมรวมกันจนกลายเป็น”เทพเจ้า”

"2นิสิต"ปลื้ม! สอนเพื่อนต่างชาติ“นุ่งโจงกระเบน–รำวงมาตรฐาน”

         สีหน้าและแววตาของ”น้ำทิพย์-หมู”สองสาวจาก สาขานาฏศิลปศึกษา  มศว บ่งบอกให้รู้ว่า เธอทั้งคู่อิ่มอกอิ่มใจอย่างไรที่ได้ ร่วมสอนเพื่อนต่างชาติให้รู้จักศิลปวัฒนธรรมไทย และภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนคนไทยถ่ายทอดให้ชาวต่างชาติได้รู้ว่าการแสดงในแต่ละชุดนั้น ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมา แทบทั้งสิ้น

ช่วยร.ร.ล้างหนี้ค่าน้ำ-ค่าไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292865

ช่วยร.ร.ล้างหนี้ค่าน้ำ-ค่าไฟ

กพฐ, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าสาธารณูปโภค, ธีระเกียรติ,  กพฐ, สพฐ, ศธจ, สพป, สพม, Benchmarks

“ธีระเกียรติ” สั่งสพฐ.นำงบฯเหลือจ่ายมาช่วยโรงเรียนเคลียร์หนี้ค่าน้ำ ค่าไฟที่ค้างให้มากที่สุด อย่าให้เหลือค้าง เพื่อร.ร.มีเงินเหลือมาพัฒนาคุณภาพ

      เมื่อวันที่ 22 ส.ค.60 ที่จ.นครราชสีมา ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้หารือกับนายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( กพฐ.) โดยมอบนโยบาย เรื่อง ในการใช้งบประมาณเหลือจ่าย ปีงบประมาณ 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้นำไปใช้เพื่อดูแลช่วยเหลือสถานศึกษาเป็นหลัก โดยเฉพาะการดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องสาธารณูปโภค ในโรงเรียนที่พยายามจ่ายแล้ว แต่เกินกำลัง มีหนี้ซ้ำซากให้ดูแลช่วยเหลือให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถล้างหนี้ได้ เพื้อจะได้ มีเงินเหลือไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ เน้นว่า ต้องเป็นโรงเรียนที่เดือดร้อนจริง ๆ

“นพ.ธีระเกียรติ มีนโยบายและย้ำว่าให้ช่วยเรื่องค่าสาธารณูปโภคของโรงเรียนมากกว่า ปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติเงินค่าสาธารณูปโภคของโรงเรียนจะมีเงิน พอจ่ายได้เพียง 4-5 เดือนเท่านั้น ที่เหลือต้นสังกัดอาจจะเข้ามาช่วยจ่ายให้ส่วนหนึ่ง เช่นจ่ายให้ 1 หรือ 2 เดือน แต่ปีนี้อยากให้เคลียร์หนี้ย้อนหลัง และวางบิลจ่ายให้จนถึงปัจจุบันให้มากที่สุด อาจจะช่วยจ่ายให้ได้ประมาณ  10 เดือน  และหากมีเงินเหลือจ่ายให้นำไปช่วยสนับสนุนในการปรับปรุงหรือการดำเนินการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ด้วย สามารถทำได้เพราะเป็นการบูรณาการการใช้งบประมาณ ภายในกระทรวงเดียวกัน”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.ธีระเกียรติ ยังได้มอบนโยบายให้ ศธจ.ไป ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)  และโรงเรียนเอกชน  เป็นแกนหลักดำเนินการยกระดับคุณภาพโรงเรียน  โดยให้ทุกจังหวัด หาโรงเรียนที่มีมาตรฐาน หรือ ‘Benchmarks’ คือ โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับทั้งรัฐและเอกชนมาจังหวัดละ 1 โรงเรียน  เพื่อช่วยพัฒนาโรงเรียนอื่นๆภายในจังหวัดให้เทียบเคียงกับโรงเรียนซึ่งเป็นที่ยอมรับ โดยทุกโรงเรียนต้องทำแผนพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้

แห่ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292855

แห่ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

ภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ณ วัดพุทธโอเรกอน สหรัฐอเมริกา, องค์การมหาชน, สดร

สดร. เผยภาพสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา

       สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ณ วัดพุทธโอเรกอน สหรัฐอเมริกา

แห่ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา 

 

แห่ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา 

สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ มีชาวอเมริกัน นักดาราศาสตร์และนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก แห่ชมปรากฎการณ์อย่างคึกคัก คราสเต็มดวงพาดผ่านกลางสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ฝั่งตะวันตกจนถึงตะวันออก นับเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ที่พาดผ่านแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในรอบ 38 ปี

แห่ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา 

แห่ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา 


เม็ดดินอินทรีย์ ปลูกต้นไม้คอนโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292853

เม็ดดินอินทรีย์ ปลูกต้นไม้คอนโด

เม็ดดินอินทรีย์ ปลูกต้นไม้คอนโด, ผศดรสุทัศน์ จันบัวลา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, เม็ดดินอินทรีย์ (Oganic Expaned Clay), เม็ดดินอินทรีย์, ปลูกต้นไม้คอนโด, Oganic Expaned Clay

มสด.สร้างต่อยอดนวัตกรรม จากแนวคิดกระถางต้นไม้มวลเบาสู่ “เม็ดดินอินทรีย์”ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ บุคคลที่อาศัยคอนโด แต่รักธรรมชาติอยากปลูกต้นไม้

      ผศ.ดร.สุทัศน์ จันบัวลา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงนวัตกรรมใหม่จากงานวิจัย “เม็ดดินอินทรีย์” (Oganic Expaned Clay) ว่า งานวิจัยนี้ เกิดการต่อยอดมาจาก กระถางต้นไม้มวลเบา ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เม็ดดินอินทรีย์ ปลูกต้นไม้คอนโด

     ซึ่ง เม็ดดินอินทรีย์ ได้เกิดจากการนำกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมอาหารไปใช้เป็นส่วนผสมของเม็ดดินเผา สำหรับใช้เป็นวัสดุสำหรับปลูกพืชหรือคลุมดิน นำมาผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ ดิน แกลบ และเถ้าแกลบ ผ่านอุณภูมิการเผาที่เหมาะสม และมีองค์ประกอบของธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญการเจริญเติบโตของพืช

     ซึ่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจะนำเสนอผลงานวิจัย และจัดแสดงหาตลาดผู้ประกอบการในงาน Thailand Research Expo 2017 ระหว่างวันที่ 23 – 27 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

       ผศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวต่อว่า เม็ดดินอินทรีย์ ผ่านการวิจัยหลายครั้ง จึงมั่นใจในคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์บนท้องตลาดทั่วไป อาทิ สามารถระบายน้ำได้ดีกว่า เพราะมีส่วนผสมของแกลบทำให้ผิวมีรูพรุนขนาดเล็กเป็นจำนวนมากกระจายอยู่บนเนื้อเม็ดดิน, มีน้ำหนักเบา และดูดซับน้ำและปุ๋ยได้ดี จึงสามารถรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ในอุณหูมิที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบของต้นไม้

เม็ดดินอินทรีย์ ปลูกต้นไม้คอนโด

     ดังนั้น เม็ดดินอินทรีย์ จึงตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ บุคคลที่อาศัยคอนโด แต่รักธรรมชาติอยากปลูกต้นไม้ เพราะแค่รดน้ำต้นไม้เพียงครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง/สัปดาห์ ต้นไม้ก็สามารถเจริญเติบโตได้

     โดยอาศัยเม็ดดินช่วยรักษาความชุ่มชื่นและปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อต้นไม้ออกมา ลดต้นทุนการดูแล และเม็ดดินอินทรีย์ ยังเพิ่มมูลค่าในตัวเอง กลายเป็นผลิตภัณฑ์ประดับตกแต่งเพื่อความสวยงามด้วย

เม็ดดินอินทรีย์ ปลูกต้นไม้คอนโด

     ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้มีการยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นการการันตีความสามารถ และองค์ความรู้ของอาจาร์คณะวิทยาศาสตร์ฯ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งอนาคตข้างหน้า จะคิดค้นต่อยอดจากนวัตกรรม จากเม็ดดินอินทรีย์ธรรมดาให้มีสีสันหลากหลายขึ้น และเปลี่ยนรูปทรงเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เลือกประดับให้เหมาะกับกระถางต้นไม้ หรือสถานที่ตามความเหมาะสมต่อไป

สอนอ่าน-เขียนภาษาไทยจากคำใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292849

สอนอ่าน-เขียนภาษาไทยจากคำใกล้ตัว

การสำรวจ, กศน, สอนผู้ไม่รู้หนังสือ, กศน, แม่ฟ้าหลวง, ศศช, ตชด, สพฐ

กศน.เดินหน้าสำรวจตัวเลขกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ หรือลืมหนังสือใหม่ เผยรวบรวมคำที่ใช้ประจำวัน อาชีพ สุขภาพที่ใช้บ่อย เชื่อมโยงให้เป็นประโยคไม่ใช่แค่จำคำ มาใช้สอน

         การส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการ  เมื่อวันที่ 22 ส.ค.60- นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงาน กศน.จัดการเรียนการรู้ใน 2 รูปแบบ คือ จัดตามหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานปกติ และหลักสูตรสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องตาม พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่อำเภอ อมก๋อย จังหวัด เชียงใหม่ และอำเภอ แม่ระมาด จังหวัดตาก โดยให้ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.)ดำเนินการสอนผู้ไม่รู้หนังสือ ด้วยการประสานงานกับตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งผลการนำร่องประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ

“ขณะนี้การสอนผู้ไม่รู้หนังสือ ได้มีการขยายผลนำรูปแบบที่จัดในพื้นที่ภาคเหนือ ไปจัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้กศน.ตำบลเป็นผู้ดำเนินการ และยังมีความพยายามที่จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศให้มากขึ้นด้วย  โดยหลักการจัดการเรียนการสอนทั้ง  2 พื้นที่ จะมีความเหมือนกันเนื่องจากกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนที่ไม่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก”นายกฤตชัย กล่าว

เลขาธิการ กศน.กล่าวต่อไปว่า  ทั้งนี้ จะปรับวิธีการเรียนการสอนที่เน้นใช้คำใกล้ตัว ซึ่งกศน.กำลังรวบรวมคำที่เกี่ยวกับ สุขภาพอนามัย อาชีพต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายและสื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน และมีความมั่นใจมากขึ้น เช่น ปวดท้อง ก็บอกได้ว่าปวดมากน้อยแค่ไหน ปวดอย่างไร ที่สำคัญจะให้พยายามสื่อสารได้ถึงขั้นวิเคราะห์ โดยเน้นการเชื่อมโยงให้เป็นประโยคไม่ใช่สอนเป็นคำๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการดำเนินการ คือ ผลสัมฤทธิ์จากการประเมินที่มีการพัฒนาต่อ ยอดเพิ่มขึ้น กรณีกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ กลุ่มผู้ลืมหนังสือ ซึ่งเกณฑ์การวัดจะดูที่การพัฒนา เช่น ผู้ไม่รู้หนังสือสามารถอ่านออก เขียนได้ ขณะที่ผู้ลืมหนังสือสามารถฟื้นการอ่านออก เขียนได้กลับคืนมา โดยขณะนี้กำลังจะมีการทบทวน สำรวจ กลุ่มเป้าหมายใหม่ เพราะตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงแต่กลุ่มเป้าหมายที่ได้มีการสำรวจไว้ในแผนปฏิบัติการในปี 2560 ก็จะดำเนินการให้ได้ทั้ง100%

พรบ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่กระทบผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292850

พรบ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่กระทบผู้ป่วย

กฎหมายใหม่กระทบการซื้อยา-อวัยวะเทียมให้คนป่วย, พรบจัดซื้อจัดจ้างใหม่กระทบผู้ป่วย, พรบ, จัดซื้อจัดจ้าง, ใหม่, กระทบ, ผู้ป่วย

กลุ่มร.ร.แพทย์ออกแถลงการณ์หวั่นพรบ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่กระทบผู้ป่วย เหตุไม่ให้รพ.ซื้อยาต้นแบบจำเป็นให้ผู้ป่วยเอง วอนเปิดช่อง

พรบ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่กระทบผู้ป่วย


สาธิต จุฬาฯ ผนึกญี่ปุ่น เปิดโลกนร.จากประสบการณ์จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292801

สาธิต จุฬาฯ ผนึกญี่ปุ่น เปิดโลกนร.จากประสบการณ์จริง

ญี่ปุ่น, สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม, สาธิต, จุฬาฯ, ผนึกญี่ปุ่น

โรงเรียนสาธิต จุฬาฯ ฝ่ายประถม จับมือเมือง KOGE , Fukuoka ประเทศญี่ปุ่น ลงนามโรงเรียนพี่น้อง แลกเปลี่ยนนักเรียน เรียนรู้วัฒนธรรม การใช้ชีวิตจากประสบการณ์จริง

      โลกของการเรียนรู้โดยใช้หูฟัง ตาดู เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเพียงปลายนิ้วสัมผัสไปบนแป้นคอมพิวเตอร์ แต่บางครั้งการฟัง ดู โดยไม่ได้ไปสัมผัส เรียนรู้จากสถานการณ์จริง อาจทำให้เกิดการเรียนรู้แต่ไม่สามารถจดจำได้เท่ากับการรู้สึกได้ไปลงพื้นที่จริง   โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม  ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญในการเปิดโลกของการเรียนรู้เด็กๆ ผ่านสถานการณ์จริง ได้ร่วมมือกับเมืองKOGE, Fukuoka ประเทศญี่ปุ่น  ในการแลกเปลี่ยนนักเรียนระดับประถมศึกษา มาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี

โดยล่าสุด คณะผู้บริหารและนักเรียน จากเมือง KOGE, FUKUOKA ประเทศญี่ปุ่น  ได้เดินทางมาเรียนรู้ ที่ประเทศไทย พร้อมจัดทำสัญญาความร่วมมือโครงการโรงเรียนพี่น้อง สาธิต จุฬาฯ ฝ่ายประถม ซึ่งมีนายชุนซุเกะ ซูโบเนะ นายกเทศมนตรี เมือง KOGE และผศ.ทินกร บัวพูล ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต จุฬาฯ ฝ่ายประถม ลงนาม

สาธิต จุฬาฯ ผนึกญี่ปุ่น เปิดโลกนร.จากประสบการณ์จริง

      ผศ.ทินกร กล่าวว่าโรงเรียนสาธิต จุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้มีความร่วมมือกับทางเมือง KOGE ในการแลกเปลี่ยนนักเรียนให้ได้ไปเรียนรู้ในแต่ละประเทศ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทางคณะผู้บริหารและนักเรียนเมือง KOGE ได้มาเยี่ยมชมที่ประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้มีเพียงนักเรียนไทยไปที่นั้น เนื่องจากผู้ปกครองของนักเรียนประเทศญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยในขณะนั้นมีเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบกังวลว่าหากลูกหลานมาประเทศไทยจะได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้ทางนายกเทศมนตรี เมือง KOGE เป็นผู้นำคณะมาด้วยตนเอง  และเดินทางมาเพียง 3 วัน ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการจัดกิจกรรม ทั้งการเข้าร่วมชั้นเรียนดนตรี เล่นกีฬา  และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อต้อนรับคณะผู้บริหาร และนักเรียนแล้ว

เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ศ.กิตติคุณ ดร.สุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ อดีตอาจารย์จุฬาฯ และเป็นประธานชมรมไทย-ฟูกูโอกะ ซึ่งอาจารย์เป็นคนทำคณะอาจารย์ไปเยี่ยมชมเมืองฟุกุโอกะ และมองว่าน่าจะมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ทั้งด้านการศึกษา และวัฒนธรรม  ให้เด็กได้ไปเรียนรู้พื้นที่ในต่างประเทศ และเมือง KOGE เป็นได้มาหารือกับทางโรงเรียนสาธิต จุฬาฯ  ฝ่ายประถม จึงได้มีการแลกเปลี่ยนคณะครู นักเรียนร่วมกัน โดยใน2 ปี ทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้มีโอกาสนำคณะครู และนักเรียนจำนวน 20 คน ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ เมือง KOGE แล้ว

สาธิต จุฬาฯ ผนึกญี่ปุ่น เปิดโลกนร.จากประสบการณ์จริง

       การติดต่อสื่อสารขณะนี้ ไม่ใช่เพียงผู้คนในประเทศเท่านั้น แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ต่างประเทศด้วย ซึ่งการติดต่อสื่อสารเชิงประจักษ์ต้องเป็นการลงพื้นที่  เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึก มีความเข้าใจทั้งด้านวัฒนธรรม  เรียนรู้พฤติกรรมของเพื่อนๆ จากประเทศอื่น  มีความมั่นใจการสื่อสาร เพราะขณะนี้เรามีการสอนภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี ให้เด็กได้เรียนรู้ แต่อาจจะไม่เกิดการซึมลึกเท่ากับการลงพื้นที่ได้ฟังสำเนียงเจ้าของภาษา อีกทั้งเด็กจะได้ปรับตัวอยู่ร่วมในสภาพแวดล้อมแตกต่างกันออกไป” ผศ.ทินกร  กล่าว

ด้าน นายชุนซุเกะ กล่าวว่า 20 กว่า ทางเมือง KOGE ได้ทำการแลกเปลี่ยนกับทางวัฒนธรรมหลายประเทศ เช่น  ออสเตรเลีย โดยประเทศส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษและใช้เวลาในการเดินทางนาน แต่การเดินทางมาประเทศไทยใช้เวลาไม่นาน อีกทั้งเป็นประเทศที่มีมิตรไมตรีกับญี่ปุ่นมากยาวนาน ทำให้สบายใจที่เลือกมาที่เมืองไทย นอกจากนั้น ตนเป็นนักการเมืองที่อยากทำงานเพื่อสังคม  เพื่อเด็กๆ หากมาเรียน หรือต้องมาเที่ยวที่เมืองไทย ก็อยากให้นักเรียนมาโรงเรียนที่ดีในประเทศไทย  จึงได้เลือกโรงเรียนสาธิต จุฬาฯ ฝ่ายประถม

สาธิต จุฬาฯ ผนึกญี่ปุ่น เปิดโลกนร.จากประสบการณ์จริง

“การลงนามร่วมกันครั้งนี้ ผมรู้สึกประทับใจที่ทางโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมต้อนรับอย่างดี และอยากทำให้โครงการนี้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งการพานักเรียนญี่ปุ่นมาที่นี้ จะทำให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และได้รับรู้มุมมองของชาวต่างชาติต่อประเทศญี่ปุ่น  อยากให้เด็กมีความรับผิดชอบ  สำนักรักบ้านเกิดของตนเองมากขึ้น ดังนั้น อยากให้นักเรียนญี่ปุ่นและไทยได้ค้นหาตัวเอง และมีความรับผิดชอบในชีวิตทุกด้าน อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ของเด็ก สิ่งที่จำเป็นอีกอย่าง คือ ต้องมีผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่ได้ศ.กิตติคุณ ดร.สุรินทร์ เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนโครงการดังกล่าว เปิดมุมมองการเรียนรู้แก่เด็กๆ” นายชุนซุเกะ กล่าว

      ศ.กิตติคุณ ดร.สุรินทร์ กล่าวว่าโครงการนี้จะทำให้เด็กได้เห็นและรับรู้แนวปฏิบัติผ่านประสบการณ์จริง เพราะการที่พวกเขาได้เห็น รับฟังเรื่องราวผ่านสื่อต่างๆ แต่ไม่ได้เรียนรู้จากสถานที่จริง อาจทำไม่เห็นภาพที่ชัดเจน เมื่อได้แลกเปลี่ยนไปญี่ปุ่น อยู่ในครอบครัว เห็นระเบียบวินัย ทานอาหาร การใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่น ทำให้นักเรียนไทยได้เห็นว่าที่ได้ยิน ได้ฟังของสื่อ เรียนรู้จากสถานที่จริง  สัมผัสด้วยใจที่อยากจะทำให้บ้านเมืองสะอาดเป็นอย่างไร รวมถึงได้เห็นพ่อแม่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแบบอย่างในการให้เด็กๆ พยายามช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม หลักการเรียนรู้ของประเทศญี่ปุ่นนั้น ต้องให้ความรู้ ประสบการณ์ สามัญสำนึกด้วยตนเอง และการตัดสินใจที่ถูกต้อง

สาธิต จุฬาฯ ผนึกญี่ปุ่น เปิดโลกนร.จากประสบการณ์จริง

ตบท้ายด้วย ผศ.ทญ.ดร.อรพินท์ โคมิน ประธานหน่วยทันตกรรมผู้สูงอายุ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะผู้ปกครอง กล่าวว่าการให้ลูกๆได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่วยเพิ่มเติมประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น การใช้ภาษาในการสื่อสาร และที่สำคัญทำให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ ดูแลตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งการเรียนรู้ชั้นเรียนอย่างเดียว หรือตามสื่อต่างๆ อาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้ลงไปสัมผัสจากสถานที่จริง ประสบการณ์จริง หน้าที่ของพ่อแม่ต้องคอยให้คำแนะนำ สนับสนุน และเปิดมุมมอง ประสบการณ์ชีวิตให้แก่ลูก อาจไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ ในประเทศไทยมีแหล่งเรียนรู้มากมายที่พ่อแม่จะช่วยเติมเต็มแก่ลูก