จัดตั้งก.อุดมฯเพิ่มงานวิจัยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293178

จัดตั้งก.อุดมฯเพิ่มงานวิจัยนวัตกรรม

นวัตกรรม, วิจัย, กระทรวงอุดม

รองนายกฯชี้รัฐบาลเห็นด้วยตั้ง ก.อุดมฯ แต่ควรปรับเพิ่มวิจัยและนวัตกรรม เพราะมหา’ลัยควรมีบทบาทสำคัญ และรับฟังความเห็นคกก.อิสระฯ ทำให้รอบคอบตอบคำถามสังคมได้

       ความคืบหน้าในการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รมว.ศึกษาธิการ พร้อม ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา และ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้หารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีนั้น

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.60- นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า นายวิษณุ ได้แนะนำให้คณะทำงานฯ ให้ไปปรับเพิ่มเรื่องงานวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมให้มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ต้องตอบสังคมให้ได้ด้วยว่า มีอะไรใหม่ หลักการง่าย ๆ คือ เดิมมีทบวงมหาวิทยาลัย  ต่อมาปรับโครงสร้างกระทรวงก็ให้อุดมศึกษามารวมกับ ศธ.

ดังนั้นการปรับโครงสร้างครั้งนี้ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า การกลับไป กลับมา มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีอะไรที่เพิ่มขึ้น  รวมถึงอยากให้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการอิสระฯเพิ่มเติมด้วย  เพื่อให้การดำเนินการมีความรอบคอบและเกิดประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าจะสามารถจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ได้ทันภายในรัฐบาลนี้แน่นอน

“การเพิ่มงานวิจัย และนวัตกรรมจะทำให้การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา มีน้ำหนักมากขึ้น  ทั้งนี้รัฐบาลเห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา  รวมถึง ให้ความสำคัญกับอุดมศึกษา เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตกำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศ ส่วนจะกำหนดให้จัดทำร่างพ.ร.บ.กระทรวงอุดมฯ ให้แล้วเสร็จภายในเมื่อไรนั้น ยังไม่มีการพูดถึง แต่ตั้งกระทรวงการอุดมฯทันในรัฐบาลนี้แน่นอน”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นายโสภณ เพชรสว่าง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า  ที่ประชุม มีความเห็นว่า เรื่องการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม เป็นงานสำคัญของอุดมศึกษา  เป็นเครื่องมือ สำคัญในการพัฒนาประเทศ และเดิมคณะทำงานฯ ก็เคยกำหนดงานวิจัยไว้ในการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา แต่เกรงว่า จะเกิดความยุ่งยาก เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง จึงตัดออก แต่รัฐบาลอยากให้อุดมศึกษา เน้นในเรื่องนี้เป็นหลัก  ดังนั้นคณะทำงานฯ ต้องนำข้อเสนอแนะไปปรับแก้ร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษาให้สมบูรณ์

เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293171

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด“สายลมบูรพา-ย้อนรอยความสัมพันธ์ไทย-จีน”ถ่ายทอดผ่านผู้มีประสบการณ์ตรง 10 ตอน ออกอากาศ7ก.ย.นี้ทางทีวีช่อง 22 เวลา 19.20 น.

     เมื่อวันที่ 24 ส.ค.60- ที่โรงแรมดุสิตธานี มีการแถลงข่าวสารคดีย้อยรอยความสัมพันธ์ไทย-จีน ชุด “สายลมบูรพา-ย้อนรอยความสัมพันธ์ไทย-จีน” ซึ่งจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ช่อง 22 ทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ เวลา 19.20 น. เริ่มตอนแรกวันที่ 7 กันยายนนี้ โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาเครือเนชั่น กรุ๊ป,TV anchor, columnist นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.เตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ดร. สารสิน วีระผล, รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมแถลงข่าว พร้อมกันนี้มีบุคคลสำคัญเข้าร่วม อาทิ

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

      นายสุทธิชัย หยุ่น ในฐานะผู้ดำเนินรายการและหนึ่งในผู้ที่เคยร่วมในเหตุการณ์ครั้งสำคัญ กล่าวว่า สารคดีดังกล่าวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบันทุกประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย เบื้องหลังความสัมพันธ์ไทย-จีน ก่อนที่จะมีการสถาปนาทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2518 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการริเริ่มโดยนักการทูต กลุ่มนักคิด กลุ่มเคลื่อนไหวในประเทศที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทูตราชการลับ

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

       ซึ่งเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ ไม่มีใครสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีไปกว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง และครั้งนี้โชคดีที่บุคคลสำคัญๆที่มีทั้งนักการเมือง นักการทูต นักกีฬา นักวิชาการ ศิลปิน บุคคลธรรมดาซึ่งยังมีชีวิตอยู่มาบอกเล่าเรื่องราว เช่น นายอานันท์ จะได้มาถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของการทูตที่สำคัญมาก ที่ไม่เคยได้รับรู้ที่ไหนมาก่อน หรือเรื่องราวของ นายวรรณไว พัธโนทัย ที่ในครั้งนั้นถูกส่งไปอยู่ในการดูแลของโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นสะพานเชื่อมใจอย่างลับๆระหว่างผู้นำสองชาติ เป็นต้น

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

     “ยังมีเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริการ่วมมือทางการทูตกับจีน ซึ่งไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นว่าไทยเราปรับตัวอย่างมีวิสัยทัศน์ด้านการทูตในต่างประเทศ สารคดีนี้จะชี้ให้เห็นใครเป็นตัวละครสำคัญ การเปลี่ยนนโยบายสำคัญขนาดนั้นมันเกิดจากปัจจัยอะไร ที่สำคัญก็คือว่าทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ได้มาเล่าด้วยตัวเอง ส่วนตัวผมก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น เพราะว่าวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไปร่วมลงนามกับนายกรัฐมนตรีจีน ผมก็เป็นหนึ่งในคณะที่ไป มีสื่อมวลชนไปสัก 4-5 คน เข้าไปเป็นสักขีพยาน ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะต้องบันทึกเอาไว้เป็นสารคดี ให้ลูกหลานได้เรียนรู้และศึกษา เพราะบทเรียนที่ได้จากจีนในครั้งนั้น ก็จะเป็นบทเรียนให้กับอนาคตแน่นอน”

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

      นายสุทธิชัย กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สารคดีดังกล่าวจะออกอากาศตอนแรกในวันที่ 7 กันยายนนี้ ทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ เวลา 19.20 น.ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ช่อง 22 ขณะเดียวกัน จะมีการเผยแพร่ไปสู่วงกว้างมากขึ้น โดยจะจัดทำคำบรรยายภาษาจีน และภาษาอังกฤษ เพื่อนำไปออกอากาศในประเทศจีน ประเทศอื่นๆทั่วโลก และจะเผยแพร่ผ่านยูทิวป์ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆด้วยเพื่อให้ได้เห็นผลงานสารคดีมาตรฐานระดับสากล

       นอกจากนั้น เนชั่นเตรียมจะจัดทำสารคดีบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์เช่นนี้ในอีกหลายเรื่อง อาทิ สารคดีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นที่ยาวนานถึง 130 ปี และเร็วๆนี้จะมีสารคดีที่ได้สัมภาษณ์ “แจ็ค หม่า” ซึ่งเนชั่นฯเป็นสื่อเดียวในเอเชียที่ได้สัมภาษณ์แจ็คหม่าแบบเอ็กคลูซีฟครั้งแรก ก็จะมาเสนอให้ได้รับชม ประมาณ 5-6 ตอน

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

     ด้านนายอานันท์ กล่าวว่า ในครั้งนั้นเป็นนักการทูต หัวใจสำคัญคือเราต้องฟังและค้นหาข้อเท็จจริง ซึ่งในเวลานั้นก็จะเจอกับข่าวทั้งที่เป็นความจริงและไม่จริงมากมาย อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่ผ่านมาก็ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ว่าผู้ที่จะเป็นนักการทูต หรือพรรคการเมืองคนต้องเรียนรู้ การกำหนดนโยบายในด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศ ต้องรักษาความสัมพันธ์และต้องวางแผนเป็นเชิงยุทธศาสตร์ ที่มองเห็นว่านอนาคต 10-20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่ในจุดไหนด้วย

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

    สำหรับสารคดีย้อนรอยความสัมพันธ์ไทย-จีน ชุด “สายลมบูรพา ย้อนรอยความสัมพันธ์ไทยจีน” มีทั้งหมด 10 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การทูตรัฐบรรณาการ,ตอนที่ 2 การทูตใต้ดิน,ตอนที่ 3 การทูตปิงปอง,ตอนที่ 4 เส้นการเจรจาเปิดความสัมพันธ์,ตอนที่ 5 มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เยือนจีน,ตอนที่ 6 พรรคคอมมิวนิสต์ไทย “ล้ม”,ตอนที่ 7 เปิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ,ตอนที่ 8 อาณาจักรธุรกิจไทยในจีน,ตอนที่ 9 ราชวงศ์ไทย สะพานใหญ่แห่งสายสัมพันธ์ไทย-จีนและตอนที่ 10 มองอนาคตแห่งความสัมพันธ์

 เนชั่นเปิดตัวสารคดีชุด สายลมบูรพา

    ส่วนบุคคลสำคัญที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ได้แก่ สุทธิชัย หยุ่น ,นายสารสิน วีรผล ,นาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และนักการทูตระดับอาวุโส ,นายวรรณไว พัธโนทัย, สิรินทร์ พัธโนทัย,นายสุเทพ วงศ์กำแหง, สุชาติ ภูมิบริรักษ์ ,นายเตช บุญนาค,นายสันติภาพ เตชะวณิชย์ ,นายเจริญ วรรธนะสิน,จาง จิ๋วหวน อดีตนักการทูตหนุ่มของจีนที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษาไทย ได้เข้าร่วมการเจรจาเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน มาตั้งแต่เริ่ม สุดท้ายก็ได้มาเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย,หลี่เม่า เด็กไทยสายเลือดจีน,นายบัณฑิต จันทศรีคำ นักหนังสือพิมพ์ เจ้าของนามปากกา แคน สาลิกา,นายธนินทร์ เจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เข้าไปลงทุนในจีน ในยุคคอมมิวนิสต์ และธนากร เสรีบุรี ผู้สร้างอาณาจักรซีพีในประเทศจีน

มทส.ผุดศูนย์ฯปั้นช่างเทคนิคไมโครอิเล็กฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293057

มทส.ผุดศูนย์ฯปั้นช่างเทคนิคไมโครอิเล็กฯ

มทส.เปิด”ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี” แห่งแรกในภาคอีสาน ยกระดับแรงงานฝีมือปั้น “ช่างเทคนิคด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์” ขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

        นางหทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า โครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศผ่านการพัฒนาแรงงานวิชาชีพให้มีทักษะฝีมือและพื้นฐานด้านสะเต็มที่สอดรับอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก แต่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือระดับช่างเทคนิคทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพมาโดยตลอด และปัจจุบันก็กำลังเผชิญความท้าทายจากการรุกคืบเข้ามาของเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นำมาซึ่งการจัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี” เพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว โดยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีภายใต้รูปแบบ “รัฐร่วมเอกชน” เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการผลิตและพัฒนาช่างเทคนิคด้าน ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โดยถือเป็นศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพแห่งแรกของภาคอีสาน และเป็นแห่งที่ 4 ของประเทศจากที่บริษัทมีเป้าหมายจะเปิดทั้งสิ้น 6 แห่ง

“จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่ตั้งศูนย์ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ป้อนสู่ตลาดโลก รวมถึง     เป็นฐานการผลิตและส่งออกให้กับผู้ผลิตระดับโลก ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางด้านอาชีวศึกษาของภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตช่างเทคนิคป้อนพื้นที่ต่างๆ มาโดยตลอด จึงคาดหวังว่าศูนย์ฯ แห่งนี้จะร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายรัฐบาล” นางหทัยรัตน์ กล่าว

ด้าน รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี   สุรนารี กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารีจะบริหารงานภายใต้คณะกรรมการทั้งจากภาครัฐ                และภาคอุตสาหกรรม เป้าหมายสำคัญคือ พัฒนา “ครูอาชีวะและบุคลากรสายอาชีพ” ให้มีทักษะความรู้ที่ทันสมัย นำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนอาชีวะ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับวิทยาลัยเทคนิคต่างๆ ในภาคอีสานที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและเพิ่มทักษะให้ครูอาชีวะสามารถนำไปปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตช่างเทคนิคได้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ทุกระดับ ตั้งแต่เอสเอ็มอีจนถึงบริษัทข้ามชาติ

“ศูนย์ฯ แห่งนี้ ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการ 3 ส่วน ได้แก่ 1. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะขั้นพื้นฐาน เพื่อเติมองค์ ความรู้ด้านสะเต็มสำหรับอาชีวศึกษา 2. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะด้านแมนูแฟคเจอริ่ง เน้นการประยุกต์                   ใช้กระบวนการผลิตสมัยใหม่ อาทิ ตัดชิ้นงานด้วยเลเซอร์ การใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้เครื่องตัดกัดกลึงชิ้นงาน  และ 3. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะด้านโรโบติก เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งจะนำองค์ความรู้มาใช้ร่วมกับระบบ             ออโตเมชั่นเพื่อผลิตชิ้นงานจริง ทำให้เชื่อมั่นว่าศูนย์ฯ แห่งนี้จะช่วยพัฒนาและเติมเต็มทักษะที่จำเป็นให้กับครูอาชีวะและช่างเทคนิคได้อย่างครบถ้วน” รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร กล่าว

ปัจจุบันศูนย์ฯ แห่งนี้มีวิทยาลัยเทคนิคที่เข้าร่วมเครือข่ายแล้ว 5 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย วิทยาลัยเทคนิคพิมาย วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2560 จะขยายเครือข่ายความร่วมมือเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 10 แห่ง

“ผ้าขาวม้าไทย” สไตล์อินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292978

“ผ้าขาวม้าไทย” สไตล์อินเตอร์

Young Designer, ผ้าขาวม้าไทย, สไตล์อินเตอร์, มทร, นะนัท, มิ้นท์, หนุ่ม, กรีน, กิ๊ก, ซ้าย, ขวา, กลาง

2 นศ.สาวมทร.ธัญบุรี สาขาวิชาออกแบบฯ คว้าชนะเลิศ Young Designer “ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถ์ศิลป์ไทย” เพิ่มมูลค่าด้วยเทคนิคการออกแบบ การตัดเย็บ คงเอกลักษณ์ไทย

        นักศึกษาสาขาวิชาออกแบบแฟชั่นและศิลปะสิ่งทอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คว้า 2 รางวัลชนะเลิศได้แก่ “นะนัท”นางสาวณณัฐ โสวนะปรีชา และ “มิ้นท์” นางสาวกนกรัตน์ มุณีรัตนากร และ 3 รางวัลชมเชย ได้แก่ “หนุ่ม” นายศราวุฒิ ทองเอก “กรีน” นายอธิพงษ์ ปรีชา และ “กิ๊ก” นางสาวลาวัลย์ ศรีบุญนาค การประกวดออกแบบผ้าขาวม้าชุดราตรี โครงการผ้าขาวม้า Young Designer “ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถ์ศิลป์ไทย” จัดโดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ประเทศไทย จำกัด จัดการ โดยมี4 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เข้าร่วมการแข่งขัน

"ผ้าขาวม้าไทย" สไตล์อินเตอร์

รางวัลชนะเลิศ “นะนัท” นางสาวณณัฐ โสวนะปรีชา เล่าว่า “การนำผ้าไทยมาออกแบบให้มีมูลค่า” ในการออกแบบทุกคนสามารถหยิบมาสวมใส่ได้ ได้นำผ้าไทยไปมิกส์เข้ากับผ้าหนัง ผ้ากำมะหยี่ ทำให้ผ้าขาวม้าดูมีราคาแพงขึ้น เทคนิคการอัดพีท  เพิ่มความทันสมัยด้วยโอบิที่เอว ทำให้ดูมีความคลาสิก ให้เข้าถึงได้ง่าย และการคอเสดผ้าที่ชายกระโปรง เกิดความลงตัว ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่มีเอกลักษณะของไทย ลักษณะเหมือนลายสก๊อต การนำผ้าขาวม้ามาออกแบบทำให้ผ้าขาวม้ามีมูลค่า เพิ่มช่องทางในการนำผ้าขาวม้ามาใช้ประโยชน์

"ผ้าขาวม้าไทย" สไตล์อินเตอร์

(ซ้าย)  “นะนัท” นางสาวณณัฐ โสวนะปรีชา (ขวา) “มิ้นท์” นางสาวกนกรัตน์ มุณีรัตนากร

ทางด้าน “มิ้นท์” นางสาวกนกรัตน์ มุณีรัตนากร รางวัลชนะเลิศอีกหนึ่งคน เล่าว่า ลักษณะของการออกแบบการเต้นรำราตินของประเทศสเปน ใช้ผ้าขาวม้าสีแดงตัดความฉูดฉาดด้วยผ้าสีดำ สำหรับชุดราตรีผู้หญิงเป็นชุดเข้ารูป เว้าเพื่อโชว์สัดส่วน ใช้เทคนิคในการตัดต่อผ้า แทรกด้วยผ้าตาข่ายที่ชายกระโปรง และที่สำคัญคัดติ่งเป็นเส้นที่บ่า หน้าอก และเอว ทางด้านชุดผู้ชายใช้เทคนิคในการตัดต่อผ้าเลือกผ้าขาวม้าสีแดงอมชมพู และใช้ผ้าสีดำ ทำให้ผู้สวมใส่มีความเข้ม ใส่แล้วดูหล่อและเรียบหรู ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้เพราะว่าเป็นการสนับสนุนผ้าขาวม้าของไทย

"ผ้าขาวม้าไทย" สไตล์อินเตอร์

(ซ้าย) นายศราวุฒิ ทองเอก (กลาง)นางสาวลาวัลย์ ศรีบุญนาค (ขวา) นายอธิพงษ์ ปรีชา

รางวัลชมเชยชุดราตรีหญิง-ชาย “กิ๊ก” นางสาวลาวัลย์ ศรีบุญนาค เล่าว่า ไม่อยากให้ชุดที่ออกแบบมีความเชย อยากให้ทันสมัย นำผ้าขาวม้ามาประยุกต์เข้ากับผ้าชนิดอื่นๆ ด้วยเทคนิคในการตัดต่อผ้า จับจีบด้านล่าง ให้ผู้สวมใส่ดูหรูหรา ข้างหลังมีสะไปยาว โชว์ลายผ้าของผ้าขาวม้า ซึ่งลายของผ้าขาวม้าเป็นลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รางวัลชมเชย ชุดราตรีผู้หญิง“หนุ่ม” นายศราวุฒิ ทองเอก เล่าว่า แนวคิดในการออกแบบชุดต้องการนำผ้าขาวม้ามาประยุกต์ให้ร่วมสมัยและได้ใช้ได้จริง ผ้าขาวม้ามีเอกลักษณ์เป็นภูมิปัญญาของคนไทย สำหรับชุดราตรีที่ออกแบบมีความหรูหรา ชุดเดรสเกาะอก นำมาผ้าขาวม้ามาเดรป คือการทับซ้อนผ้า คุมโทนด้วยสีดำ-ขาว สามารถใส่ได้หลายโอกาส

"ผ้าขาวม้าไทย" สไตล์อินเตอร์

รางวัลชมเชยชุดราตรีผู้ชาย “กรีน” นายอธิพงษ์ ปรีชา เล่าว่า ผ้าขาวม้าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากคนส่วนใหญ่มองว่าผ้าขาวม้าเหมาะกับผู้ชาย ที่คนสมัยก่อนใส่อาบน้ำ ใส่โพกหัว ในการออกแบบครั้งนี้ ลักษณะในการต่อหยิบเป็นการตัดต่อผ้า เพราะว่า การวางลายของผ้าขาวม้าเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าวางสวยลายผ้าก็สวย วางไม่ดีลายผ้าจะไม่สวย ตัดเย็บลักษณะเป็นสูทสากล เรียบหรู

“ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการ ได้เพิ่มมูลค่าให้ผ้าขาวม้าไทย ทำให้สามารถหยิบจับผ้าขาวม้ามาใช้ ส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านในการผลิตผ้าขาวม้า สร้างรายได้ให้กับชุมชน” นางสาวณณัฐ โสวนะปรีชา กล่าวทิ้งท้าย

พบ “บิ๊กตู่” 5 ก.ย.เลื่อนเปิด-ปิดเทอมอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293016

พบ “บิ๊กตู่” 5 ก.ย.เลื่อนเปิด-ปิดเทอมอาเซียน

เลื่อนเปิดปิดเทอม, ปอมท, บิ๊กตู่, ปอมท , สคศท, ทีแคส

ปอมท.เดินหน้าพบ“บิ๊กตู่” ยื่นกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมแต่เลื่อนเป็น 5 ก.ย.นี้แทน ลั่นไม่คุยทปอ.ชี้คุย 2 ปีก็ไม่รู้เรื่อง

      รศ.ดร.ชัยวุฒิ ฉัตรอุทัย ประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท. ) เปิดเผยว่า เครือข่าย ปอมท.กำลังประสานเพื่อขอยื่นหนังสือต่อ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ “ผลกระทบจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนของสถาบันอุดมศึกษาไทย ต่อการดำเนินงานของหลักสูตรครุศาสตร์ หลักสูตรศึกษาศาสตร์ และหลักสูตรเกษตรศาสตร์”เพื่อให้นายกฯพิจารณายกเลิกการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนของสถาบันอุดมศึกษา และกลับไปเปิดปิดภาคเรียนตามเดิม คาดว่าจะเป็นวันที่.นี้ 

เหตุผลหนึ่งที่เลื่อนการยืนหนังสือจากเดิมจะยื่นสัปดาห์นี้ เพราะต้องการรอผลการประชุมของสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(....)ที่จะคุยกันเรื่องนี้อีกครั้ง ในที่ .นี้ 

        “ส่วนที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เสนอให้เครือข่าย ปอมท.กลับไปคุยเรื่องนี้กับทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)นั้นไม่คุยแล้ว เพราะคุยกันมา 2ปีก็ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ทุกฝ่ายก็รู้ว่าเปิดปิดภาคเรียนมีผลกระทบการศึกษา”รศ.ดร.ชัยวุฒิ กล่าว

       ด้านผศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ  หรือCHES กล่าวว่า คณะทำงานวิจัยได้สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนให้ทปอ.เรียบร้อยแล้ว แต่ ทปอ.ยังจะให้ศึกษาเรื่องคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลางหรือ “ทีแคส” ว่า มีผลต่อการเปิดปิดภาคเรียนหรือไม่ ทั้งที่ก่อนจะปรับระบบทีแคสต้องมีการวิจัยก่อน เพราะส่งผลกระทบผู้เรียน เนื่องจากมหาวิทยาลัยเปิดปิดไม่พร้อมกัน การที่ทปอ.ทำเช่นนี้เป็นการถ่วงเวลา สิ่งที่ทปอ.ต้องทำคือทบทวนการเปิดปิดภาคเรียนและกลับไปตามแบบเดิม เพื่อเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดกับผู้เรียน

“สมเด็จพระเทพฯ”รับสั่งศธ.ซ่อมร.ร.ประสบภัยสึนามิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292999

“สมเด็จพระเทพฯ”รับสั่งศธ.ซ่อมร.ร.ประสบภัยสึนามิ

เสียหาย, ทรุดโทรม, อาคารเรียน, โรงเรียนเรียนประสบภัยสึนามิ, สึนามิ, สมเด็จพระเทพฯ, สพฐ, กศน, โอเน็ต

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งอาคารเรียนโรงเรียนในภาคใต้ที่ประสบภัยสึนามีชำรุด ห่วงเด็กอาจได้รับอันตราย ศธ.เร่งสำรวจสภาพรายโรง เสียหายไม่มากใช้งบฯ60 ซ่อมทันที

            จากการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธาน เมื่อเร็วๆนี้ วันที่ 23 ส.ค.60- ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระราชดำรัสถึงโรงเรียนที่ประสบภัยพิบัติสึนามิ ในพื้นที่ภาคใต้เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาและได้รับการซ่อมแซมและพัฒนาให้กลับสู่สภาพปกตินั้น แต่ปัจจุบันพบว่าอาคารเรียน โต๊ะเก้าอี้ อยู่ในสภาพที่ชำรุด ทรุดโทรม ทำให้นักเรียนไม่ได้รับความสะดวกและทรงเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นอันตราย จึงให้ ศธ.เร่งช่วยเหลือโดยเร็ว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไปสำรวจสภาพปัจจุบันของโรงเรียนที่ประสบภัยสึนามิทุกจังหวัดเป็นรายโรง

ทั้งนี้ หากไม่เสียหายมาก สพฐ.จะเจียดงบประมาณปี 2560 ลงไปดำเนินการซ่อมแซมภายในปีนี้ แต่หากได้รับความเสียหายมากจะของบกลางปีงบฯ 2561 โดยจะมีทั้งส่วนที่ปรับปรุงและสร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม ทรงมีพระราชดำรัสด้วยว่า ควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมามีส่วนร่วมในการปรับปรุงอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหาย โดยสถานศึกษาต้องมีระบบบริหารการเงินที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังมีพระราชดำรัสให้โรงเรียน ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ให้มากขึ้น เนื่องจากหลายโรงเรียนใช้ไอซีทีไม่คุ้มค่ากับงบฯที่ลงทุน เช่น การที่โรงเรียนซื้อสื่อ ซอฟท์แวร์ แอปพลิเคชัน ก็ควรให้เด็กใช้อย่างคุ้มค่าแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ควรใช้แค่พิมพ์งาน หรือวาดรูป แต่ควรใช้ค้นหาความรู้ใหม่ๆ ฝากให้ ศธ.ไปดำเนินการเรื่องนี้ด้วย

ทรงรับทราบผลการประเมินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ของโรงเรียนพระตำหนัก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ก็พบว่าโรงเรียนอื่นๆก็อยู่ในสภาพที่แตกต่างกัน โรงเรียนได้ผลคะแนนโอเน็ตต่ำก็มีปัญหามากมาย ทั้งที่ครูพยายามสอนอย่างเต็มที่ แต่เป็นเพราะโรงเรียนไม่พร้อม ซึ่งขอให้ต้นสังกัดไปช่วยเหลือดูแลปัญหาเหล่านี้ด้วย อีกทั้ง การประเมินโอเน็ตก็ไม่ควรเน้นอิงกลุ่มเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ แต่ควรอิงเกณฑ์ด้วยเพื่อดูผลการพัฒนาคุณภาพแต่ละโรงเรียน

ลุยฝึกฝีมือแรงงานโคราชรับเทคโนโลยีชั้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292971

ลุยฝึกฝีมือแรงงานโคราชรับเทคโนโลยีชั้นสูง

แรงงาน, โคราช, เทคโนโลยีขั้นสูง, กพร, ประชารัฐ, ประเทศไทย, มหาชน, VSD

ผุด 6 หลักสูตรอบรมแรงงานกลุ่มอุตสาหกรรม New Engine of Growth กลุ่มอุตสาหกรรม Supper Cluster พัฒนาฝีมือแรงงานเมืองโคราช ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูงกว่า 1 แสนคน

       นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน (รง.) เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานในปี 2560 ได้ปรับบทบาทสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่องใน 12 แห่งทั่วภูมิภาค ซึ่งในแต่ละศูนย์ฯ จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ เป็นเครือข่ายในการพัฒนาบุคลากรร่วมกันตามแนวทาง“ประชารัฐ”เพื่อปรับกระบวนทัศน์ แนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพ สัมฤทธิ์ผลและสอดคล้องกับความต้องการของประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยที่จ.นครราชสีมา สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีสาขาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม เป็นสาขานำร่อง

ลุยฝึกฝีมือแรงงานโคราชรับเทคโนโลยีชั้นสูง

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูงฯ นครราชสีมา ดำเนินการฝึกอบรมตามจุดเน้น โดยร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สมาชิกสมาคมผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เบนซ์มาร์ค อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดทำหลักสูตรที่ส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรม New Engine of Growth กลุ่มอุตสาหกรรม Supper Cluster (กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน) รวม 6 หลักสูตร ได้แก่ การควบคุมด้วยระบบไฮดรอลิกส์,การประยุกต์ใช้งาน PLC ในงานอุตสาหกรรม , การควบคุมการผลิตอัตโนมัติด้วยอินเวอร์เตอร์ (VSD), การออกแบบระบบการทำงานของเครื่องจักรอัตโนมัติ ,การควบคุมการผลิตอัตโนมัติด้วย Touch Screen และการเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์

ลุยฝึกฝีมือแรงงานโคราชรับเทคโนโลยีชั้นสูง

โดยสถาบันฯ นครราชสีมา นำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ฝึกให้กับแรงงานในสถานประกอบกิจการแล้วจำนวน 1,034 คน และแรงงานมีรายได้เฉลี่ย 12,250 บาท นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการดำเนินการฝึกอบรมเพิ่มผลิตภาพแรงงานรองรับ 4.0 อีกว่า 27,000 คน รวมทั้งฝึกอบรมกลุ่มอื่นๆทั้งผู้ว่างงาน ผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ฯลฯ อีกกว่า 68,000 คน รวมกว่า 1 แสนคน สามารถสร้างงานสร้างรายได้ ที่มั่นคงและยั่งยืนด้วย อย่างไรก็ตาม การฝึกทักษะให้กับแรงงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งตัวแรงงานและสถานประกอบกิจการ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันในภาพรวมของประเทศด้วย

เด็กไทยคว้ารองชนะเลิศ IDC ROBOCON 2017 ที่จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292966

เด็กไทยคว้ารองชนะเลิศ IDC ROBOCON 2017 ที่จีน

แข่งหุ่นยนต์, IDC, Robocon, 2017, ที่จีน, เอ็มเทค, สวทช, IDC Robocon 2017, Silk Road, ที่ 4 จากซ้าย, ที่ 5 จากซ้าย, ที่ 3 จากซ้าย, Sky Blue

เด็กไทยสร้างชื่อเวทีการแข่งขันออกแบบหุ่นยนต์นานาชาติ IDC Robocon 2017 จับฉลากร่วมทีมกับชาติอื่นๆ แต่ทำผลงานได้รางวัลรองชนะเลิศ 3 รางวัล แนะเตรียมพร้อมเรื่องภาษา

        ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่ง 5 นักศึกษาตัวแทนประเทศไทยที่ชนะเลิศจาก “การแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 (Robot Design Contest 2017, RDC 2017) เข้าร่วมแข่งขันการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ  “IDC Robocon 2017” ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 6 -19 สิงหาคม2560 ภายใต้โจทย์ “Silk Road” ร่วมกับเยาวชนตัวแทนจาก 8 ประเทศ รวมกว่า 55 คน โดยได้มีการจัดแบ่งกลุ่มเป็นทีมละ 4-5 คน แบบคละสมาชิกต่างประเทศและมหาวิทยาลัย

เด็กไทยคว้ารองชนะเลิศ IDC Robocon 2017 ที่จีน

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่านักศึกษาตัวแทนประเทศไทยทำผลงานยอดเยี่ยมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 คือ นางสาวฐิติมา สุขจิตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ทีม Skyblue (ที่ 4 จากซ้าย), นายสุทิวัส ญาณชโลทร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีมBlue คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (ที่ 5 จากซ้าย)  และนายวิวัฒน์ ศิลารักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทีม White คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 (ที่ 3 จากซ้าย)

 น้องออม-น.ส.ฐิติมา สุขจิตร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กล่าวว่า ตนได้จับฉลากอยู่ทีม “Sky Blue” ร่วมกับเพื่อนอีก 4 ชาติ คือ อียิปต์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น และ จีน ทำหน้าที่เป็นแมคคานิกส์ คือ ออกแบบหุ่นยนต์ด้านกลไกที่เราออกแบบ มีการลงสนามจริง วัดสนาม ทำอุปกรณ์หุ่นยนต์ ซึ่งที่กลุ่มจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามความถนัดและทักษะของแต่ละคน สำหรับแนวคิดการทำหุ่นของแต่ทีม เราเน้นทำให้ตรงตามโจทย์ที่ได้รับ โดยการทำหุ่นมา 2 ตัว ตัว SEA Robotจะเน้นเรื่องการเก็บลูกปิงปองใส่ในตัวถัง เราก็เลือกใช้หุ่นแบบรอกขับเคลื่อนเทอร์โบ ส่วนหุ่น Land Robot จะเน้นเรื่องการหยิบจับให้แม่นยำมากกว่า

เด็กไทยคว้ารองชนะเลิศ IDC Robocon 2017 ที่จีน

“ความประทับใจที่ได้จากการแข่งขันในครั้งนี้ น่าจะเป็นเรื่องทีมเวิร์ก เพื่อนๆในทีมต่างรับฟังความคิดเห็นของแต่ละคนเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาหุ่นยนต์ของทีมให้ดีที่สุด และอีกข้อคือ ได้รับประสบการณ์มาเยอะมาก ซึ่งเราหาไม่ได้ในห้องเรียน เพราะเวลาลงแข่งทุกแมตช์แน่นอนว่าย่อมต้องมีปัญหามาให้เราแก้ไขทุกครั้ง ซึ่งทุกคนต่างก็ช่วยกันแก้ไขปัญหากันอย่างเต็มที่ ส่วนอุปสรรคที่เจอก็จะเป็นเรื่องภาษา ซึ่งยอมรับว่าแรกๆจะไม่ค่อยกล้าพูดคุย เพราะพูดอังกฤษไม่เก่งแต่ก็สามารถสื่อสารได้ แต่พอมาช่วงหลังๆที่มีการเบรนด์สตรอมก็เริ่มกล้าคุยมากขึ้นเรื่อยๆ”น้องออม กล่าว

รองแชมป์คนเก่งยังฝากไปถึงน้องๆที่จะมาแข่งขันสร้างหุ่นเวทีระดับโลกแบบนี้ว่า ควรมีการเตรียมพร้อมให้ดี โดยเฉพาะเรื่องภาษา รวมทั้งเรื่องความรู้พื้นฐาน เช่น การเขียนโปรแกรม การใช้เครื่องมือช่าง ระบบอิเลคทรอนิกส์ขับเคลื่อน เพราะเวลาทำงานกันเป็นทีมจะเราได้สามารถช่วยเพื่อนในทีมได้เต็มที่

เด็กไทยคว้ารองชนะเลิศ IDC Robocon 2017 ที่จีน

ด้าน ดร. จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เอ็มเทค ในฐานะประธานจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ภูมิใจกับนักศึกษาทุกคนที่มีโอกาสเข้าแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ทำให้ความสามารถด้านหุ่นยนต์ของเยาวชนไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากการเรียนแล้วจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย แม้ว่าการแข่งขันหุ่นยนต์จะจำกัดด้วยระยะเวลา แต่เยาวชนไทยมีความมุ่งมั่นตั้งใจและพยายามทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในทีมที่แตกต่างทางที่ใช้สื่อสาร  หากมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เยาวชนต้นกล้าเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนและเติบโตเป็นบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างแน่นอนครับ”

ศูนย์ “TCDC ขอนแก่น” แห่งแรกถิ่นอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292961

ศูนย์ “TCDC ขอนแก่น” แห่งแรกถิ่นอีสาน

ตั้ง, สาขาขอนแก่น, ศูนย์ทีซีดีซี, ศูนย์, TCDC, ขอนแก่น, แห่งแรกถิ่นอีสาน, TCDC ขอนแก่น, ศสบ, องค์การมหาชน, EWEC, GMS Economic Corridors

ม.ขอนแก่น ได้ฤกษ์ก่อสร้างอาคาร TCDC หรือ ศูนย์สร้างสรรค์ออกแบบ สาขาขอนแก่น หวังเพิ่มแหล่งเรียนรู้ภาคอีสาน เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคและสากล

            มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ศสบ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ การก่อสร้างศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบสาขาขอนแก่น (Thailand Creative & Design Center : TCDC) โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ในภาคอีสาน และเพื่อสร้างโอกาสทาง ธุรกิจใหม่ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มวิชาชีพสร้างสรรค์ และเยาวชน พร้อมทั้งเป็น แหล่งเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคสู่ระดับสากล
รัฐบาลได้เล็งเห็นศักยภาพ และทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก (EWEC) และเป็นจุดเชื่อมต่อเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจในระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Economic Corridors) ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่จะได้รับการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย ปี 2558-2565 เพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ มีการคมนาคมสะดวกทั้งทางรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ขณะเดียวกัน ในด้านการศึกษา พบว่า ด้านการศึกษาด้านการออกแบบและสาขาด้านความคิดสร้างสรรค์ มีสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านการออกแบบ ศิลปะ และสาขาที่เกี่ยวข้องจำนวนทั้งสิ้น 9สถาบัน 46 คณะ และประมาณการณ์จำนวนนักศึกษากว่า 26,000 คน

ศูนย์ "TCDC ขอนแก่น" แห่งแรกถิ่นอีสาน

“การที่ TCDC สาขาขอนแก่น เกิดขึ้นได้ในวันนี้ นับเป็นโครงการตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และส่วนภูมิภาค ซึ่งในอนาคตอาคารแห่งนี้ไม่ใช่ไม่ได้มีเพียงแต่ความสมบูรณ์ของรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่หมายถึงความร่วมมือในการพัฒนาเนื้อหาองค์ความรู้ อันจะเป็น เครื่องมือสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนให้เยาวชนของชาติ และผู้ประกอบการ เป็นการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน”นายกสภา มข.กล่าว

          นายกิตติรัตน์  ปิติพานิช ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ  กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นนั้นเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมทางด้านทุนวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ ระบบคมนาคม สถานศึกษา และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญตามแนวคิดเมืองสร้างสรรค์ หรือ creative city  เป็นรูปแบบการพัฒนาเมืองโดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ ก่อให้เกิดบรรยากาศในการลงทุน ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม เกิดการค้นหาและต่อยอดอัตลักษณ์ของเมืองหรือการสร้างแบรนด์ brandingที่เข้มแข็ง
“เชื่อว่าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบสาขา ขอนแก่นจะเป็นคุณค่าที่คนขอนแก่นและชุมชนคนอีสานภาคภูมิใจอีกครั้ง  ที่สำคัญยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและนักท่องเที่ยวได้ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่และเศรษฐกิจโดยรวมของเมืองขอนแก่นและภาคอีสานต่อไปในอนาคต” นายกิตติรัตน์ กล่าว

รองอธิการบดี จุฬาฯ ลาออก หวั่นกระทบภาพลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/292955

รองอธิการบดี จุฬาฯ ลาออก หวั่นกระทบภาพลักษณ์

สหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ, รองศาสตราจารย์ ดรบัญชา ชลาภิรมย์, รองอธิการบดี, จุฬาฯ, ลาออก, หวั่นกระทบภาพลักษณ์, พศ2553-2555, พศ2555-2557

รองอธิการบดี จุฬาฯ อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯชุดที่ 53 ลาออกหลังนายทะเบียนสหกรณ์แจ้งให้ชดใช้ค่าเสียหายนำเงินไปฝากกับสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ จำกัด

        ตามที่ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2560 โดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ในนามของนายทะเบียนสหกรณ์ ออกคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการแจ้งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 52 (พ.ศ.2553-2555) และชุดที่ 53 (พ.ศ.2555-2557) ชดใช้ค่าเสียหายกรณีนำเงินไปฝากกับสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ จำกัดนั้น

        ทางรองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเคยเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ ชุดที่ 53จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองอธิการบดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2560 เป็นต้นไป