โครงการตามพระดำริใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278789

โครงการตามพระดำริใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

โครงการตามพระดำริใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา และพระกรุณาธิคุณใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับโอกาส และคุณประโยชน์อย่างยิ่งจากพระกรณียกิจและโครงการต่างๆ ในพระดำริ กอปรกับทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พิษวิทยา ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษาวิจัยและวิชาการ หรือแม้กระทั่งทางด้านศิลปศาสตร์การดนตรีทำให้โครงการต่างๆ เป็นไปเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย

สานต่อที่พ่อให้ทำ โครงการตามพระดำริด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านการศึกษาและวิชาการ ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงงานหนักตลอดระยะเวลาที่ครองสิริราชสมบัติเสมอมา หนึ่งในสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยคือ “ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย” ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังมีพระดำรัสตอนหนึ่งความว่า“ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือพลเมืองนั่นเอง”

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระมารดาของการแพทย์ชนบท และสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติสืบไป

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงติดตามถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการเสด็จทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัดและท้องถิ่นทุรกันดาร ทำให้ทรงได้รับทราบถึงความทุกข์ทรมานจากการเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ยากจน และอยู่ห่างไกลความเจริญ

พ.ศ. ๒๕๔๗ “ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง” และสังคมของผู้ป่วยโรคมะเร็ง นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง ภายใต้การศึกษาวิจัยเพื่อค้นคว้าองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ควบคู่กับการป้องกันค้นหามะเร็งระยะเริ่มต้นในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง การสืบค้น และวางแผนการรักษา ด้วยการผ่าตัด การให้เคมีบำบัด การฉายรังสี หัตถการรักษามะเร็ง และการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งมีโอกาสรอดชีวิต มีอายุยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พ.ศ. ๒๕๕๘ “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นโรงพยาบาลทั่วไป”

ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาอยู่เดิม และผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้ามารักษา เริ่มมีภาวะโรคอื่นแทรกซ้อนมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคไตเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคทางระบบประสาท กระดูกหักจากการแพร่กระจายของโรคร้าย ด้วยพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณในศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ทรงมีพระดำริให้ ขยายการให้บริการของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จากการรักษาเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง เป็นการรักษาผู้ป่วย ร่วมกับการรักษาแบบทั่วไป เพื่อให้การรักษาพยาบาลครอบคลุมโรคต่างๆ ได้มากขึ้น ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯให้จัดสร้างโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ส่วนขยาย ขนาด ๔๐๐ เตียงเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน และทรงมีพระดำริให้ “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นโรงพยาบาล ทั่วไป” เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยครอบคลุมทุกโรคด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในการรองรับการให้บริการ “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ส่วนขยาย ขนาด ๔๐๐ เตียง” ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ๙๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พ.ศ. ๒๕๕๙ “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์”

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นการรวมหน่วยงานภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ได้แก่ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตนักวิจัยและแพทย์ฝีมือดีเข้าสู่วงการแพทย์ โดยศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีทรงมีพระวินิจฉัย เห็นชอบให้รวมหน่วยงานดังกล่าว และพระราชทานนาม “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ ตาม พระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๙

พ.ศ. ๒๕๖๐ “วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์”

ก่อตั้งขึ้นภายในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ๙๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อถวายราชสดุดี และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตนักวิจัยและแพทย์ฝีมือดีเข้าสู่วงการแพทย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่ขาดแคลน สร้างบัณฑิตแพทย์ พยาบาล รังสีเทคนิคที่มีทักษะทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ดี เป็นนักวิจัย นักพัฒนา มีคุณธรรม และการมีจิตอาสา รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการแพทย์ให้ทัดเทียมนานาประเทศ ตลอดจนการให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยมีคุณภาพ ตามหลักมาตรฐานสากลแก่ประชาชน การบริการส่งเสริม ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม รับผิดชอบต่อสังคมไทยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งนี้ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ มีหน้าที่ ๒ ประการ คือ

-การผลิตบัณฑิตหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยหลักสูตรที่วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์จะเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา ๒๕๖๐ เป็นปีการศึกษาแรกมีดังนี้ หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค

-โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ทำหน้าที่ให้การบริบาลรักษาผู้ป่วย การทำวิจัย และให้การสนับสนุนการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของวิทยาลัย

พ.ศ. ๒๕๖๐“ศูนย์การแพทย์ภัทรมหาราชานุสรณ์”

ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ โครงการจัดสร้างอาคารสำหรับหน่วยงานภายใต้ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยจะเริ่มดำเนินโครงการจัดสร้างบนเนื้อที่ ๒๔ ไร่ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ๙๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชนาม “ศูนย์การแพทย์ภัทรมหาราชานุสรณ์” ให้เป็นชื่อของอาคาร อันมีความหมายว่า ศูนย์การแพทย์ที่ระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง เพื่อถวายสดุดี และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อประชาชนไทยตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ เพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย

พ.ศ. ๒๕๖๐ “ศูนย์การแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์”

ในโอกาสที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเจริญ พระชนมายุครบ ๕ รอบ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณในโอกาสมหามงคลดังกล่าว ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จึงได้จัดสร้างอาคารเพื่อขยายการให้บริการของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ บนพื้นที่ ๑๗ ไร่ ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อเป็นอาคารผู้ป่วยทั่วไปและศูนย์การแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานนามศูนย์การแพทย์ดังกล่าวว่า “ศูนย์การแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” โดยอาคารทั้งกล่าวจะขยายการให้บริการของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์สู่ความชำนาญเฉพาะทางด้านการบริบาลรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู และป้องกันโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และบริการดูแลทุกสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดตลอด ๒๔ ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังให้บริการครอบคลุมการตรวจรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ การตรวจสุขภาพ และการให้บริการตรวจทางด้านรังสีวินิจฉัยด้วย เครื่องมือที่ทันสมัย และเครื่องตรวจวิเคราะห์ประสิทธิภาพสูง อาทิ เครื่อง MRI และ CT Scan เพื่อรองรับการตรวจรักษาผู้ป่วยทุกโรค และเพื่อเชื่อมโยงการรักษาทางคลินิกร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หลักสี่ โดยจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐ นี้

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2560 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร ขอทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

เมื่อครั้งในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง“ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง” บนพื้นที่ ๑๐ ไร่ ประกอบด้วยอาคาร ๓ หลัง ได้แก่ อาคารโรงพยาบาลขนาด ๑๐๐ เตียง ๑๔ ชั้น อาคารศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ๓ ชั้น และอาคารอเนกประสงค์และที่จอดรถ ๙ ชั้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งให้มีโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุขด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับสากล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำบัดรักษาและศึกษาวิจัยค้นคว้าหาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนไทยให้ปลอดภัยจากโรคร้ายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังพระดำรัสในครั้งที่เสด็จทรงเปิดศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง ความว่า…..

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งและเป็นการยกระดับการรักษาให้ได้มาตรฐานสากล ช่วยพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ สมดังที่ข้าพเจ้าได้ตั้งปณิธานไว้” พระดำรัส ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พ.ศ. ๒๕๕๒ “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์”

ด้วยพระบารมีและพระอัจฉริยภาพใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และพระวิริยอุตสาหะของพระองค์ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ของการดำเนินงาน ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง ที่เน้นการดูแลผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การวิจัยมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และการสร้างเครือข่ายวิจัยและรักษาทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง จนมีความพร้อมในการเปิดโรงพยาบาลด้านโรคมะเร็งอย่างครบวงจร จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า“โรงพยาบาลจุฬาภรณ์” และเสด็จทรงเปิดดำเนินการโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางชำนาญการด้านโรคมะเร็ง ขนาด ๑๐๐ เตียง มีภารกิจในการช่วยเหลือบำบัดดูแลรักษาและบรรเทาความเดือดร้อนทุกข์เข็ญทั้งร่างกาย จิตใจ

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278797

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2560

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2560

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี วันที่ 4 กรกฎาคม ปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหารและพนักงาน หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอถวายพระพรขอทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยแข็งแรง และสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย…

ll กลายเป็นเรื่อง Talk-of-The-Town จู่ๆโนเบิ้ลแมนคนดังย่านสุขุมวิทก็ร่ายยาวในโซเชียลมีเดียคุ้ยแคะธุรกิจของเจ้าสัว (A) อย่างไม่ไว้หน้า จนเกจิแวดวงบ้านเมืองต้องถกกันว่าอะไรคือมูลเหตุครั้งนี้ พูดกัน 2-3 แง่มุมแต่สรุปให้ประเด็นน้ำหนักว่า เจ้าสัว(A), เจ้าสัว(B), และโนเบิ้ลแมนต่างก็เป็นกัลยาณมิตรร่วมโต๊ะอาหารมาก่อน แต่เมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัย…เมื่อปรากฏว่ามีเศรษฐีหน้าใหม่เกิดไปได้ใบอนุญาตโรงงานผลิตสุราขาวซึ่งป็นผลิตภัณฑ์ที่เจ้าสัว(B)หวงแหนเสมือนห่านทองคำ และยิ่งมีข่าวว่ากิจการสะดวกซื้อของเจ้าสัว(A)ดันไปมีข้อตกลงจะเป็น Outlet ให้ จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้ถูกผลกระทบอาจจะระบายความในใจผ่านผู้มีบารมีน่าเชื่อถืออย่างไรก็ดีเจ้าสัว(A)มิได้นิ่งนอนใจรีบส่งซูเปอร์บิ๊กดาวเงินเป็นกาวใจไปเจรจาเกี๊ยะเซียะกับโนเบิ้ลแมนเป็นการด่วนแล้ว…

ll ทีวีช่อง 3 เขย่าองค์กรครั้งใหญ่ ตั้งทีมผู้บริหาร AIS นำทีมโดย สมประสงค์ บุญยะชัยในตำแหน่งปธ.กก.บริหาร รวมทั้งมือดีของ AIS อีก 3 คน ในตำแหน่งฝ่ายบริหารสำคัญ นัยว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อรองรับกับการมาของสื่อดิจิทัลที่กำลังมีบทบาทสูงในตลาด เพิ่มรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ปรับขยับตัวสู่โลกดิจิทัลออนไลน์ เราสบโอกาสพูดคุยกับ สมชัย เลิศสุทธิวงศ์CEO ของ AIS ก็ได้รับคำยืนยันว่า UNDERTAKING ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับ AIS เป็นเรื่องของอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปดำเนินการกันเอง …อย่างไรก็ดีฟังจากบรรดาปุโรหิตของวงการวิทยุและโทรทัศน์สะท้อนว่าการบริหารสถานีโทรทัศน์เป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ถึงจะเป็นกูรูก็ต้องมีความละเอียดอ่อนสูง…

ll วิไลวรรณ ประกอบสันติสุข แจ้งการจัดงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ คุณพ่ออาทร-คุณแม่อนงค์นครวิชัยกุล วันที่ 23 ก.ค.เวลา 14.00 น. ณ เมรุวัดโสมนัสวรวิหาร…

ll สัญชัย สมบูรณ์สุข พร้อมผองเพื่อน อาทิ พิชัย ทองเนียม รวมตัวเล่นดนตรีเพื่อบำบัดจิตใจแก่ผู้ป่วยไข้ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีโดยเริ่มเล่นที่นี่ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน…

ll คนงานทั้งเขมรลาว พม่าพากันอพยพกลับบ้าน ชาญยุทธ นันทสุขบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ประสาคนเคยใช้แรงงานต่างชาติ เพราะต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กที่ทางการกำหนดไว้ มิฉะนั้นนายจ้างจะถูกปรับอ่วมอรทัยครับท่านผู้ชม…

ll ระหว่างนี้ธานี แสงรัตน์ กงสุลใหญ่แอลเอ พาคณะเยาวชนไทยมาเยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 11 รวม 240 ชีวิต ส่วนเยาวชนลูกครึ่งจำนวน 5 คน ที่คัดเลือกไว้ ได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนมาสอนภาษาอังกฤษในไทย…และตามโครงการพาคณะเยาวชนไทยในแอลเอ มาเยือนมาตุภูมิดังกล่าว สันทนี วายุโชติ กับ สุรพล สุขถาวร สื่อไทยในแอลเอ ได้ตามมาทำข่าวอย่างใกล้ชิดเหมือนเช่นทุกปี…

ll รศ.ดร.ดวงกมล ชาติประเสริฐ ทุกข์ใจอยู่หลายเพลา ตั้งแต่ผลการตรวจสุขภาพออกมาว่าเป็นโรคร้าย แต่เมื่อรีเช็กอีกครั้งปรากฏว่าเป็นผลการตรวจของคนอื่น ทำนองเดียวกับจดหมายผิดซอง กว่าจะแจ้งใจเล่นเอาเจ้าตัวผ่ายผอมตรมตรอมมิใช่น้อย…

ll อ.นพ.กฤษณ์ เจริญลาภ รพ.จุฬาลงกรณ์ได้มรดกจากบิดาทำคลินิกที่ซอย 9 ถนนจันทน์ต่อ ตามคำเรียกร้องของคนย่านนั้นว่าเป็นหมอเทวดารักษาหายในราคาเยา…

ll รศ.ประสิทธิ์ โฆวิไลกุล ไม่ได้มีใครหักหลัง แต่ตอนนี้ต้องไปดึงหลังที่อนามัยจุฬาฯ เพราะกระดูกทับเส้นประสาท…โรคฮิตของคนทำงานในปัจจุบัน !!…ll

บารอนเนส

ครบรอบ 50 ปี ธรรมศาสตร์ 2510 ‘แหล่งศึกษาร่มเย็น เด่นริมสายชล เราทุกคน รักดุจหัวใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278798

ครบรอบ 50 ปี ธรรมศาสตร์ 2510 ‘แหล่งศึกษาร่มเย็น เด่นริมสายชล เราทุกคน รักดุจหัวใจ’

ครบรอบ 50 ปี ธรรมศาสตร์ 2510 ‘แหล่งศึกษาร่มเย็น เด่นริมสายชล เราทุกคน รักดุจหัวใจ’

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กำธร วังอุดม ประธานจัดงานและประธานรุ่นคณะนิติศาสตร์ พร้อมด้วย สมชาย พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, สมัคร เชาวภานันท์ นายกสมาคมนิติศาสตร์, สุนทร องนิธิวัฒน์ ประธาน กก.ดำเนินการ และคณะกก.อำนวยการ อรพินท์ ชยุติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, สุวัติ ตันประวัติ คณะรัฐศาสตร์, ศิริพรรณ นิ่มสมบุญ คณะเศรษฐศาสตร์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ คณะสังคมศาสตร์และวารสารศาสตร์ฯ, สมศรี กีรติวุฒิกุล คณะศิลปศาสตร์,กาญจนา เพชรมณี นักเขียน “ช่อลัดา”, ชนะ สืบสิน, พัชราภรณ์ สุทธิโชติ และ เทพิน มีศุข อดีตดรัมเมเยอร์ มาร่วมเป็นพิธีกร

ฉลองวาระครบ 50 ปี นักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่น 2510 ร่วมรุ่นทุกคณะพบปะสังสรรค์รำลึกความหลังในวันสถาปนา พร้อมเชิดชูเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในงาน “50 ปี ธรรมศาสตร์ 2510” โดยมี กำธร วังอุดม ประธานจัดงาน และประธานรุ่นคณะนิติศาสตร์, สุนทร องนิธิวัฒน์ ประธานกรรมการดำเนินการ พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการ อรพินท์ชยุติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, สุวัติ ตันประวัติคณะรัฐศาสตร์, ศิริพรรณ นิ่มสมบุญ คณะเศรษฐศาสตร์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ คณะสังคมศาสตร์และวารสารศาสตร์ฯ อดีตผู้อัญเชิญธรรมจักร, สมศรี กีรติวุฒิกุล คณะศิลปศาสตร์ และชาวธรรมศาสตร์รุ่น 2510 ร่วมพบปะสังสรรค์รำลึกความหลังกันอย่างอบอุ่น โดยเลือกวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงาน ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยงามดูพลี

งานนี้ฟรีตลอดงาน แถมชาวธรรมศาสตร์บางท่านใจดีนำซุ้มอาหารอร่อยๆ พร้อมเครื่องดื่มมาเลี้ยงเพื่อนๆ ส่วนชาวธรรมศาสตร์ที่ใจบุญร่วมจ่ายเงิน ก็จะนำเงินที่ได้สมทบมอบให้กับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ด้านบรรยากาศภายในงานคึกคักสนุกสนาน ส่งเสียงทักทายข้ามโต๊ะกันทีเดียว เพิ่มความสุขด้วยเสียงเพลง เมื่อ กำธร วังอุดม ประธานจัดงานนำวงดนตรีสุนทราภรณ์มาร่วมขับร้องบทเพลงไพเราะสร้างสีสันในงานให้ครึกครื้นยิ่งขึ้น มี พูลสุข สุริยพงษ์รังษีหัวหน้าวงดนตรีสุนทราภรณ์ จากนั้นเข้าสู่พิธีการโดยเชิญกำธร วังอุดม ประธานจัดงาน พร้อมด้วย สมชาย พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, สมัคร เชาวภานันท์ นายกสมาคมนิติศาสตร์ และคณะกรรมการอำนวยการ ขึ้นกล่าวเปิดงาน และพูดคุยย้อนความหลังถึงแม้เวลาจะผ่านมา 50 ปีแต่ชาวธรรมศาสตร์ 2510 ก็ยังรักใคร่กลมเกลียวกัน เรามาจากต่างคณะแต่วันนี้มีแค่ชาวสีเหลือง-แดง เท่านั้นก่อนปิดท้ายด้วยการร้องเพลงพร้อมเพรียงกัน 800 กว่าคนด้วยบรรยากาศอบอุ่นสนุกสนานเหมือนวันแรกที่เจอกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2510

ทั้งนี้ เพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกันมาครบ 50 ปี และได้รับของที่ระลึกเป็นแก้วตราสัญลักษณ์ 50 ปี ธรรมศาสตร์ 2510 พร้อมเสื้อยืดโปโลคอปกสีเทา มีตราสัญลักษณ์ที่อกเสื้อ อัมพร กิจงาม A1, พ.ต.อ.(พิเศษ)พินิจ ไชยเสนีย์ A3,พรชัย สุรทิพยานนท์ A4, สะอาด บุณยโยธิน A5,สวัสดิ์ ภูษณะดิลก A6, กาญจนา เพชรมณี A7, นิติ ยิ้มแย้ม A8,ราศรี เทพวิเชียร A9,สุวัฒน์ ตันประวัติ A10,พล.ต.ต.ณัฎฐภัทร์ รอดคำดี A11,กรองกาญจน์ พิชญกุล A12,พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ปิยะนันท์ A13, อรรณพ อังศุลาภะ A14, สุภาพ หาญคณิตวัฒนา A15, มงคล ทับเที่ยง A16, เกื้อศักดิ์ รอดแก้ว A17, วรวิทย์ สุทธิมัณฑนกุล A18, พจน์ ลีลวานิช A18, ศรีสิริ อร่ามกิจโพธา A19, วิชัย ชัยยาวรานุรักษ์ A20

พล.ต.ต.เฉลิมชัย พิมลศรี B1, กำธร วังอุดม B2, อรพินท์ ชยุติ B2, พล.ต.ท ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ B5, จริยา เหลืองรังสรรค์ B6, ชวลิต ตรีเพชรสมคุณ B6, สุวิทย์อังคทะวานิช B8, สุเมธ เขียวบริบูรณ์ B9, ดุสิต จันตะเสน B10,พัชราภรณ์ สุทธิโชติ B11, ปรียาพร ศรีมงคล B12, กัมพล ชมเชย B13, พีระศักดิ์ ศรีสุพล B14,สุนทร องค์นิธิวัฒน์ B14, จิตตานาถ ศัลยวุฒิ B14, ชัยวุฒิ โลหะชิตรานนท์ B15, วีรพงษ์ สุรไพฑูรย์กร B16, อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ B18, ใต้ฟ้า เมฆบุญส่งลาภ B18, บริรักษ์ ทิพยทัศน์ B19, สมศรี กีรติวุฒิกุล B20, พ.อ.สังคม บุญนำมา B20

กำธร วังอุดม ประธานจัดงาน พร้อมด้วย สุนทร องนิธิวัฒน์ ประธาน กก.ดำเนินการ และ คณะกก.อำนวยการ อรพินท์ ชยุติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, สุวัติ ตันประวัติ คณะรัฐศาสตร์, ศิริพรรณ นิ่มสมบุญ คณะเศรษฐศาสตร์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ คณะสังคมศาสตร์และวารสารศาสตร์ฯ, สมศรี กีรติวุฒิกุล คณะศิลปศาสตร์ และคณะกรรมการ ฯลฯ ช่วยงานอย่างเต็มที่

โต๊ะแขกรับเชิญนำโดย สมชาย พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมธรรมศาสตร์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อุปนายก, จุลยุทธ หิรัณยะวสิต อดีตปลัดสำนักนายกฯ, ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อุปนายกและกก. และ สมัคร เชาวภานันท์ นายกสมาคมนิติศาสตร์

อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ กับเพื่อนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ และเพื่อนบัญชีรุ่น 2510

ยิ้มแย้มสดใส A4 พบปะพูดคุยอย่างมีความสุข พิไลพรรณ พุทธิธรกุล,วิมลศรี ผลวานิชย์, เอมอร แสงหาญ

A9 นานทีได้พบกันขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก มี ผาณิต พูนศิริวงศ์ อดีตผู้อัญเชิญธรรมจักรมาร่วมแจม

สาวๆ A10 เก็บภาพแห่งความสุขภายในงาน

กำธร วังอุดม ประธานจัดงาน พร้อมด้วย อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ อดีตเอกอัครราชทูตออสเตรีย, พล.ต.ต.ณัฏฐภัทร์ รอดคำดี, จุลยุทธ หิรัณยะวสิต และเพื่อนๆ A11

A3 ถึงแม้จะผ่านมา 50 ปี แต่ก็ยังรักใคร่กลมเกลียว

A20 พร้อมหน้าสังสรรค์รุ่นนี้มีคนดัง นที เปรมรัศมี อดีตปลัดสำนักนายกฯ

B4 50 ปี ยังรักกันไม่เปลี่ยนแปลง

รวมตัวเพื่อนๆ B6 ชาวสีเหลือง-แดง ลูกแม่โดม มี วิวัฒน์ เตชะไพบูลย์,จริยา เหลืองรังสรรค์,ศิริพรรณ นิ่มสมบุญ,พรทิพย์ อุทกภาชน์

B10 ถึงจะอยู่ต่างที่แต่ก็พร้อมใจมาร่วมงาน

B16 กลุ่มนี้รวมตัวกันมากที่สุด มากันถึง 32 คน

B14 นำโดย สุนทร องนิธิวัฒน์ ประธาน กก.ดำเนินการ

ชาวลูกแม่โดม B18 สังสรรค์อย่างสนุกสนาน

50 ปี แห่งความอบอุ่น B20

แววตา อัมพรายน์, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, อารสา อัมพรพงศ์, พล.ต.ท.เจตนากร นภีตะภัฏ อดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ

A16 มี วิรัช ลิ้มวิชัย อดีตประธานศาลฎีกา,สุวิมล ไตรสุวรรณ (สนช.),วัชรีวรรณ หาญวรวงศ์ชัย,มงคล ทับเที่ยง,ศิวาภรณ์ ชุมเกษียณ

ย้อนวันวานกับเพื่อนๆ A14 ด้วยบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

B17 มาหนึ่งคน พ.ต.อ.พิศาล สุวรรณประทีป จากขอนแก่น (ยืนขวาสุด) มาทักทายสาว A8

ยอดยิ่ง โสภณ อุปนายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ และ วราภรณ์ พิชญ์พงศา A9

วิไลลักษณ์ ทรัพย์มณี และผาณิต พูนศิริวงศ์

A8 นำโดย รศ.ดร.สมจินต์ สันถวรักษ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2 สมัย
พร้อมด้วย ผาณิต พูนศิริวงศ์,อาคม บาระมีชัย, สมภักดี เวทย์วิไล, ดร.ประจักษ์ ทรัพย์มณี, ชนะ สืบสิน,บุญทรง อนงคณะตระกูล, ยุพดี วิภัติภูมิประเทศ

50 ปี ธรรมศาสตร์ 2510 800 คน รวมตัวอย่างอบอุ่นเหมือนวันแรกที่เจอกันในรั้วแม่โดม

ซีฟู๊ดก็ซี๊ดพ่อค้าก็แซ่บ!..ทะเลถาดพร้อมเสิร์ฟ ส่งตรงสดๆจากทะเลทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278735

ซีฟู๊ดก็ซี๊ดพ่อค้าก็แซ่บ!..ทะเลถาดพร้อมเสิร์ฟ ส่งตรงสดๆจากทะเลทุกวัน

ซีฟู๊ดก็ซี๊ดพ่อค้าก็แซ่บ!..ทะเลถาดพร้อมเสิร์ฟ ส่งตรงสดๆจากทะเลทุกวัน

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 15.15 น.

หนุ่มเทคนิคตรัง ‘สู้ชีวิต’ เปิดร้านซีฟู๊ดถาดอาหารทะเลส่งตรงจากทะเลทุกวัน พลิกสไตล์นั่งล้อมวง แจกถุงมือ เปิบตามสะดวก พร้อมเสิร์ฟข้าวสวยร้อนๆ

ที่บริเวณริมถนนหัวสะพานวังยาว เลขที่ 149/6 ถนนรัษฎา ในเขตเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง นายบูรณิช บูรณไพบูลย์ อายุ 25 ปี หลังจบการศึกษา แผนกคหกรรมอาหารวิทยาลัยเทคนิคตรังและไปศึกษาต่อด้านการทำอาหารจากหลายสถาบัน จากนั้นสมัครเป็นเซฟอยู่โรงแรมชื่อดังทั้งใน จ.ตรัง และ กรุงเทพมหานคร หันมาลงทุนเปิดร้านอาหารทะเล คิดสูตรการทำซีฟู๊ดถาดโดยใช้อาหารทะเลสดวัตถุดิบส่งตรงมาจากชาวประมงพื้นบ้านในอำเภอหาดสำราญและอำเภอสิเกา จ.ตรัง

นายบูรณิช บอกว่า หลังจากที่ตนตัดสินใจลงทุนขายอาหารทะเล ได้มีการเปิดขายทางหน้าแฟนเพจและทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้จักมากขึ้น ปรากฎว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าแห่มาชิมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง สูตรที่ตนนำมาปรุง ผสมผสานกับเครื่องผัดน้ำพริกเผา ใบโหระพา กระเทียม รากผักชีและเครื่องเทศต่าง ๆ มีทั้งเมนู มีกุ้งแชบ๊วย หอยหวาน ปูม้า ปลาหมึกและข้าวโพดหวานหรือเป็นการนำอาหารทะเลทุกอย่างมารวมไว้ในจานเดียวกันขายในราคาถาดเล็ก 189 บาท ถาดกลาง 289 บาท ถาดใหญ่ 389 บาท วันไหนมีกั้งก็จะใส่กั้งให้กับลูกค้าด้วย รับประทานได้ตั้งแต่ 3-4 คน

“นอกจากนี้ ยังมีข้าวผัดปู ข้าวผัดทะเลและอื่นๆ ซึ่งขายในราคาจานละ 40-50 บาท บางวันต้องสั่งจองโต๊ะล่วงหน้าและได้รับเสียงตอบรับเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นซีฟู๊ดริมถนนที่มีราคาถูก คุ้มค่าคุ้มราคาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้สามารถอยู่ด้วยกันได้ทั้งคนกินและคนขาย

ทางร้านจะเสิร์ฟด้วยการ นำมาเทใส่กระดาษฟรอย พับมุมทั้งสี่ด้านให้เป็นถาด แจกถุงมือคนละ 1 ข้าง ให้ลูกค้าหยิบกินได้ตามใจชอบ พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ สร้างบรรยากาศสมัยเด็ก ๆ ที่มานั่งล้อมวงกันเพื่อแย่งกันกินอาหาร โดยเปิดมาแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ ขายตั้งแต่เวลา 16.00 น.-22.00 น. เป็นซีฟู๊ดถาดเจ้าแรกใน จ.ตรัง ที่มีราคาถูก คุ้มค่าคุ้มราคาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้สามารถอยู่ด้วยกันได้ทั้งคนกินและคนขาย” นายบูรณิช กล่าว

เทศกาลอาหารสุดสร้างสรรค์ Siam Food Festival

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278602

เทศกาลอาหารสุดสร้างสรรค์ Siam Food Festival

เทศกาลอาหารสุดสร้างสรรค์ Siam Food Festival

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขึ้นชื่อว่า “อาหารไทย” ย่อมเป็นที่รู้กันดีว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาหารไทย และแสดงพลังความเป็นศูนย์รวมสุดยอดของอาหารไทยย่านสยาม ที่ใครก็ต้องมาลิ้มลอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มพันธมิตรพลังสยาม นำโดย บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จัดงานสุดยอดเทศกาลอาหาร “Siam Food Festival” (สยาม ฟู้ด เฟสติวัล) รวบรวมอาหารจานเด่นสุดยอดของดีย่านสยามทั้งอาหารคาว หวาน และพาเหรดผลไม้ไทย มาออกร้านโดยขบวนรถตุ๊กตุ๊กสุดสร้างสรรค์ จำนวน 33 คัน ณ พาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2560 โดยมีบัตรเครดิตกสิกรไทย และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต
จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน

มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “งาน Siam Food Festival ที่จัดขึ้นครั้งนี้ เป็นกิจกรรมใหญ่ที่ร่วมกับแคมเปญ Amazing Thai Taste ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ต้องการส่งเสริมการรับรู้และการบริโภคอาหารไทย ข้าวไทย ผลไม้ไทย จากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายในงานจะเป็นการรวบรวมที่สุดของอาหารซึ่งเป็นเมนูจานเด่นของย่านสยามทั้งหมดไว้ในงานเดียว นอกจากจะโดดเด่นด้วยอาหารเลื่องชื่อ ซึ่งจะมีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน เครื่องดื่มแล้ว งานนี้ยังมีพาเหรดผลไม้ไทยที่ส่งตรงมาจากสวน รวมถึงข้าวซึ่งยกกระสอบสั่งตรงจากชาวนา โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้ซื้อกันอย่างจุใจ และเพื่อให้สมกับความเป็นสยาม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ เราจึงได้ขนขบวนรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย มาสร้างสรรค์ดัดแปลงให้เป็นร้านค้าเพื่อขายอาหารต่างๆ ในงาน โดยฝีมือการออกแบบของนักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งจะเป็นงานเทศกาลอาหารที่มีสไตล์โดดเด่น แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของย่านสยามและประเทศไทยที่ผสมผสานไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”

มยุรี  ชัยพรหมประสิทธิ์

สำหรับขบวนร้านค้ารถตุ๊กตุ๊กสุดสร้างสรรค์ แบ่งเป็นร้านชื่อดังแห่งย่านสยาม นำขบวนโดยร้านเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์ของย่านสยาม ได้แก่ รสดีเด็ด, ก๋วยเตี๋ยวดู๋ดี๋, ลิ้มเหล่าโหงว, แหลมเจริญซีฟู้ด, นารา, กั้งบ้านเพ, ฟู้ด รีพับบลิค, มาย คิทเช่น, แสนแซบ, เตี๋ยวตาโต, คาเฟ่ ชิลลี่ และหอมสุวรรณ

นอกจากนี้ ยังแบ่งพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรักงานศิลปะ โดยการจัดแสดงรถตุ๊กตุ๊กที่ออกแบบโดยศิลปินชั้นนำของประเทศไทย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารไทย ข้าวไทย และผลไม้ไทย เป็นธีมหลักในการรังสรรค์ผลงานมาจัดแสดง โดยมี10 ศิลปิน ได้แก่ จิตต์สิงห์ สมบุญ, สมนึก คลังนอก, ทูบ แกลเลอรี, คลอเส็ท,พี เซเว่น, สมบัษร ถิระสาโรช, วสันต์ ผึ่งประเสริฐ, ประภากาศ อังศุสิงห์, ปราการ ไรวา และโสภิตนภา ชุ่มภาณี

สมนึก คลังนอก ศิลปินนักวาดภาพประกอบ กล่าวถึงผลงานการออกแบบรถตุ๊กตุ๊กว่า “หากพูดถึงอาหารไทย สิ่งแรกที่นึกคือผลไม้ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจในความเป็นผลไม้ไทยมากๆ จึงเลือกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโดยวาดเป็นผู้หญิงใส่ชุดไทยสไบลายมังคุด เป็นตัวแทน นอกจากนั้นยังมีผลไม้อย่างอื่น ได้แก่ ทุเรียน, มะม่วง, มะพร้าว มาเป็นภาพประกอบ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลไม้โปรดของเราเอง โดยเลือกใช้พื้นสีเหลืองเพื่อเพิ่มความสดใสและความโดดเด่นให้กับรถตุ๊กตุ๊ก”

จิตต์สิงห์ สมบุญ Creative Consultant กล่าวว่า “ให้ชื่อรถตุ๊กตุ๊กคันนี้ว่า “ยิ้มหวาน” เพราะต้องการสื่อสารกับผู้ชมด้วยการส่งยิ้มให้ด้วยอาหารไทย ผลไม้ไทย และขนมไทย ด้วยการจัดวางที่เข้าใจได้ง่ายๆ โดยสื่อสารทั้งหมดผ่านภาพวาดด้วยลายเส้นดินสอ ในรูปแบบของการสาร ซึ่งให้ความรู้สึกแบบไทยๆ ได้เองโดยไม่ต้องบอกกล่าว”

ด้าน วสันต์ ผึ่งประเสริฐ ช่างภาพชื่อดัง กล่าวว่า “ความที่เป็นคนชอบถ่ายภาพขาวดำ จึงเลือกใช้เทคนิค Grey Scale ซึ่งเป็นเทคนิคการไล่สีในการถ่ายภาพขาวดำ มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ด้วยการไล่โทนสีจากสีขาวที่สุด ไล่ไปจนถึงสีเทาอ่อน เทาเข้ม และสีดำ เป็นลายขวางพาดอยู่กลางรถตุ๊กตุ๊ก ทำให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กที่มีความโดดเด่น แปลกตา และสะท้อนความเป็นตัวตนของเราได้มากที่สุด”

ทั้งนี้ ในวันเปิดงานศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม 2560 จะมีการปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เพื่อตระเวนไปประชาสัมพันธ์ยังสถานที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานครตลอดทั้ง 4 วันเพื่อเชิญชวนผู้สนใจและนักท่องเที่ยวมาร่วมงาน เวลา 17.00 น. ณ พาร์ค พารากอน พบกับพิธีเปิดงานสุดอลังการ พร้อมโชว์องค์บากสุดตื่นตาตื่นใจ โดยมี มาริโอ้ เมาเร่อ และ มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน มาร่วมสร้างสีสันตลอดงาน

ฉลอง 1 ปี อิซเซ่ มิยะเกะ ดูเพล็กซ์ สโตร์ เผยโฉม ‘แคปซูล คอลเลคชั่น’ เฉพาะประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278603

ฉลอง 1 ปี อิซเซ่ มิยะเกะ ดูเพล็กซ์ สโตร์ เผยโฉม ‘แคปซูล คอลเลคชั่น’ เฉพาะประเทศไทย

ฉลอง 1 ปี อิซเซ่ มิยะเกะ ดูเพล็กซ์ สโตร์ เผยโฉม ‘แคปซูล คอลเลคชั่น’ เฉพาะประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดาวิกา โฮร์เน่ และ 3 นางแบบในชุดจากแคปซูล คอลเลคชั่น

เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระพิเศษ ครบรอบ ปี ของอิซเซ่ มิยะเกะ (ISSEY MIYAKE) ดูเพล็กซ์ สโตร์ แห่งแรกของไทย ณ สยาม ดิสคัฟเวอรี่ อิซเซ่ มิยะเกะ เหล่าเซเลบริตี้และลูกค้าคนสำคัญ ร่วมงานพรีวิว “แคปซูล คอลเลคชั่น” (Capsule Collection) เอ็กซ์คลูซีฟ คอลเลคชั่น เฉพาะประเทศไทย มี 3 เฉดสีพิเศษ เทาอ่อน ชมพู และฟ้า ใน 5 สไตล์ ได้แก่ โค้ต แจ็คเกต กระโปรง เสื้อ และเดรส รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ “สตีม สเตรทช์” (Steam Stretch) โดยมี โยชิยูกิ มิยามาเอะ (Yoshiyuki Miyamae) ดีไซเนอร์หลักของแบรนด์ บินตรงจากญี่ปุ่นเพื่อมาถ่ายทอดแรงบันดาลใจและเผยเบื้องหลังการทำงาน ในโอกาสอันน่ายินดีนี้

โยชิยูกิ มิยามาเอะ ดีไซเนอร์จากอิซเซ่ มิยะเกะ

อิซเซ่ มิยะเกะ ก่อตั้งขึ้นโดย มร.อิซเซ่ มิยะเกะในปี 1970 โดยมีเรียลิตี้ แล็บ (Reality Lab) หรือห้องทดลองที่เปรียบเสมือนจุดกำเนิดของทุกไอเดียและทุกการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ บนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกแฟชั่นตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มร.อิซเซ่ มิยะเกะ เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ ผู้ครีเอทไอเท็มชิ้นสำคัญระดับมาสเตอร์พีซมาแล้วมากมาย รวมทั้งผลงานผ้าพลีทอันโด่งดังที่เริ่มขึ้นในปี 1989 จิตวิญญาณในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ของ มร.มิยะเกะ ได้รับการส่งต่อให้กับดีไซเนอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ทั้งอดีต และปัจจุบัน ทั้งนี้ โยชิยูกิ มิยามาเอะ(Yoshiyuki Miyamae) และทีมของเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสตรีของอิซเซ่ มิยะเกะ ตั้งแต่คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2012 รวมถึงการค้นพบเทคนิค สตีม สเตรทช์” ในการรังสรรค์เสื้อผ้าใน แคปซูล คอลเลคชั่น

โยชิยูกิ มิยามาเอะ ดีไซเนอร์หลักของอิซเซ่ มิยะเกะ เผยว่า “แคปซูล คอลเลคชั่น” รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโอกาสนี้ ใช้เทคนิคกระบวนการอัดพลีทแบบพิเศษที่เรียกว่า “สตีม สเตรทช์” โดยเริ่มต้นจากใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมข้อมูลของรอยจีบไว้บนผืนผ้า จากนั้นจึงนำมาตัดเย็บตามทรงที่ต้องการแล้วใช้เทคนิค Steam หรือเตารีดไอน้ำสตีม เมื่อเส้นด้ายสัมผัสความร้อนจากไอน้ำจะเกิดการจับพลีทและหดตัวตามรูปทรงเสื้อผ้า จึงสามารถนำมาสวมใส่ได้เลยโดยไม่ต้องเย็บหรือตัดอีก ด้วยความแน่วแน่ในการพัฒนาและวิจัยอย่างไม่หยุดยั้ง อิซเซ่ มิยะเกะ จึงสามารถผลิตวัตถุดิบแบบออริจินัล ซึ่งไม่มีใครสามารถเลียนแบบการค้นพบดังกล่าวทำให้เกิดการต่อยอดการอัดพลีทในรูปแบบใหม่ๆ ที่วิธีการเดิมทำไม่ได้ อาทิ การทำเป็นพลีทสามมิติ หรือพลีทเส้นโค้ง ซึ่งช่วยให้ทรงของชุดแนบเข้ากับรูปร่างได้ดีและให้ความรู้สึกว่าชุดห่อหุ้มร่างกายของผู้หญิงได้อ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม

“เมื่อเราได้แนวเส้นของลายบนผ้าออกมาแล้ว จากนั้นจะป้อนโปรแกรมการทอหรือโครงร่างของการทอลงบนผืนผ้า ซึ่งในขั้นตอนนี้สิ่งที่เราต้องมี ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์หลากหลายด้านมาประกอบ เช่น เรื่องเส้นด้าย การทอ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญมากจึงไม่ใช่ศักยภาพของคอมพิวเตอร์ แต่เป็นจินตนาการของมนุษย์และทีมเวิร์ก เพราะในการผลิตชุดแบบใหม่ของเรานั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น คนจากโรงงานบริษัทสิ่งทอ ดีไซเนอร์ หรือผู้เขียนแพทเทิร์น จะต้องล้อมวงช่วยกันคิดและตัดสินใจ เพื่อให้ได้อิมเมจที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน”

นุศรา ลิปตพัลลภ หนึ่งในสาวกแบรนด์อิซเซ่ มิยะเกะ ยาวนานกว่า 20 ปี เผยความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์เสื้อผ้าสุดโปรดที่เป็นมากกว่าเสื้อผ้า แต่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มีคุณค่าในการสะสมว่า “รู้สึกตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่มีคอลเลคชั่นพลีทแบบใหม่ สงสัยนานมากแล้วว่า พลีทที่ออกมาเป็นรูปทรงกลมๆ หรือบางชิ้นที่ผสมผสานหลายแบบนั้นทำได้อย่างไร สิ่งที่ทำให้หลงใหลแบรนด์นี้มาตลอดคือ ความไม่หยุดในการพัฒนาทั้งเทคนิค ดีไซน์ รวมถึงการพัฒนาคน เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เซอร์ไพรส์ในทุกคอลเลคชั่น สำหรับแคปซูล คอลเลคชั่นล่าสุดนี้ มีความพิเศษที่สีเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับเมืองไทยเท่านั้น ได้แก่ สีชมพู สีฟ้า สีเทาอ่อน ซึ่งถือเป็นเกียรติสำหรับแฟนอิซเซ่ มิยะเกะชาวไทย ที่ไม่ควรพลาดสะสมไว้เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น”

อัญชลีพร ปุณโณทก อีกหนึ่งแฟนแบรนด์ตัวจริงที่ตกหลุมรักอิซเซ่ มิยะเกะ ตั้งแต่แรกเห็นที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1993 ซึ่งเป็นปีแรกที่แบรนด์ PLEASTS PLEASE ISSEY MIYAKE ได้แยกออกมาเป็นแบรนด์ของตัวเอง กล่าวว่า “สำหรับเสน่ห์ของอิซเซ่ มิยะเกะ ที่ทำให้ชื่นชอบ คือ ความสร้างสรรค์ และฟังก์ชั่นการใช้งาน ใส่ง่าย สะดวก ดูแลรักษาง่ายมาก และเป็นเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ที่ไม่มาก หรือไม่น้อยเกินไป ยิ่งวันนี้ได้มารับฟังดีไซเนอร์เล่าถึงการสร้างสรรค์เสื้อผ้าสักชุด ซึ่งเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ทำให้รู้สึกภูมิใจมากยิ่งขึ้นที่ได้สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์นี้ ทุกวันนี้ในตู้เสื้อผ้าของตัวเองมีเสื้อผ้าอิซเซ่ มิยะเกะ หลายคอลเลคชั่นมาก บางครั้งก็นำมามิกซ์แอนด์แมทช์กัน อาจสลับชิ้นไปมาเป็นสไตล์ของตัวเอง หรือเลือกเป็นสีตัดกันบ้าง หรือเพิ่มแอคเซสซอรี่เข้าไป อย่างคาดเข็มขัดหรือผูกผ้าคาดเอวให้เป็นสไตล์ของตัวเอง

อิซเซ่ มิยะเกะ ดูเพล็กซ์ สโตร์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนชั้น G-M ของ สยามดิสคัฟเวอรี่ ออกแบบตกแต่งภายในโดย โทคุจิน โยชิโอกะ (Tokujin Yoshioka) ซึ่งเป็นผู้ดีไซน์ร้านที่มหานครลอนดอนและกรุงโตเกียว เน้นความโมเดิร์น เรียบโก้ ทว่ายังคงจิตวิญญาณของความเป็น อิซเซ่ มิยะเกะ ไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเปิดอย่างเป็นทางการให้คนไทยได้เยี่ยมชมคอลเลคชั่นล่าสุดส่งตรงจากรันเวย์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมี แบรนด์ภายใต้แบรนด์อิซเซ่ มิยะเกะ วางจำหน่ายอยู่ภายในร้านทั้งหมด 7แบรนด์ ได้แก่ อิซเซ่ มิยะเกะ (ISSEY MIYAKE)อิซเซ่ มิยะเกะ เมน (ISSEY MIYAKE MEN), พลีตส์ พลีส อิซเซ่ มิยะเกะ (PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE), ออมม์ พลิซเซ่ อิซเซ่ มิยะเกะ (HOMME PLISSE’ ISSEY MIYAKE), มี อิซเซ่ มิยะเกะ (me ISSEY MIYAKE), เบา เบา อิซเซ่ มิยะเกะ (BAO BAO ISSEY MIYAKE) และหนึ่งสามสองห้า อิซเซ่ มิยะเกะ (132 5. ISSEY MIYAKE)

NCI เตือนหญิงไทยเสี่ยงตายสูงจากมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278543

NCI เตือนหญิงไทยเสี่ยงตายสูงจากมะเร็งเต้านม

NCI เตือนหญิงไทยเสี่ยงตายสูงจากมะเร็งเต้านม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute: NCI) ชี้ผู้หญิงไทยยังเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยกรรมพันธุ์-ความอ้วน-ขาดการออกกำลังกาย แนะเปลี่ยนพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิต พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการวิจัยสร้างสรรค์นวัตกรรมดูแลสุขภาพยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย รับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทยปัจจุบันยังถือว่าน่าเป็นห่วง จำนวนผู้ป่วยมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 120,000 ราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 60,000 ราย โดยโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ถึงประมาณ 3.5% ต่อปี ทั้งนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่ามะเร็งบางชนิดที่สามารถป้องกันหรือคัดกรองได้และเคยเป็นปัญหามากในอดีต เช่น มะเร็งปากมดลูกที่มีการคัดกรองเพื่อหาเชื้อมะเร็งด้วยการตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear) อย่างต่อเนื่อง หรือมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี ที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนมีแนวโน้มลดลง ขณะที่มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมได้กลายมาเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศหญิง จากเดิมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้ สถิติสาธารณสุขจากทะเบียนมะเร็งประเทศไทยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในปีพ.ศ.2554 พบว่ามีสตรีไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 12,613 ราย หรือ 34.5 รายต่อวัน คิดเป็นอัตราป่วย 28.5 รายต่อประชากรแสนคน โดยในปี 2557 มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเสียชีวิตจำนวน 3,455 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 10.5 รายโดยผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ทุกคน แต่ในกลุ่มที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน และช่วงอายุที่พบอุบัติการณ์การเป็นมะเร็งเต้านมสูงสุดคือระหว่าง 50-55 ปี โดยมีอัตราป่วยสูงประมาณ 95 รายต่อประชากรแสนคน สืบเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งอายุที่เพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคที่เน้นไขมันสูง ภาวะอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เสียชีวิต มักมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งเต้านมได้ลุกลามและแพร่กระจายแล้ว คือมีก้อนขนาดใหญ่และมีแผลที่เต้านม หรือมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลจากหัวนม หากค้นพบเร็วก็จะสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา นอกจากจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้ว ก็ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติ และตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน สำหรับหญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป นอกเหนือจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองแล้ว ควรเพิ่มการตรวจเต้านมกับบุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อยทุก 3 ปี และเพิ่มเป็นทุกปีเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควบคู่กับการตรวจเอกซเรย์เต้านม

สำหรับการควบคุมโรคมะเร็งในยุคประเทศไทย4.0 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนานั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยโรคมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านกว้างเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายสาธารณะ และในเชิงลึกเพื่อให้เกิดนวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยที่จะช่วยยกระดับสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในโครงการวิจัยที่มีศักยภาพขณะนี้ คือ งานวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการคัดกรองมะเร็งเต้านมจากการตรวจเลือดซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา อีกทั้งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก จึงเปิดรับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากภาคเอกชนร่วมด้วยอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสตรี “วาโก้” และบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้มอบเงินทุนสนับสนุนแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ภายใต้โครงการ “วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม” รวมเป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาทต่อปี ด้วยวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้หญิงไทยห่างไกลและปลอดภัยจากโรคมะเร็งเต้านม

หนุนประเทศไทยเป็นฮับสุขภาพและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278605

หนุนประเทศไทยเป็นฮับสุขภาพและท่องเที่ยว

หนุนประเทศไทยเป็นฮับสุขภาพและท่องเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักวิชาการด้านสุขภาพและวิทยากรด้านสื่อสารมวลชน เผยข้อมูลประเทศไทยกำลังเป็นฮับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คนในกลุ่มยุโรปและเอเชียตื่นตัวกับศาสาตร์แห่งแพทย์ทางเลือก การใช้อาหารเป็นยาจากสมุนไพรธรรมชาติ เพื่อลดเลี่ยงการใช้ยาให้น้อยลง โดยเฉพาะโรคที่มาพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่คนไทยเป็นกันมาก เช่น เบาหวาน มะเร็ง ไขมันในเลือด และโรคความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแบบมีเป้าหมายตรวจเช็คสุขภาพในไทยเติบโตขึ้นอย่างมาก

นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธาน TCN และผู้บริหารอโรคยาเอสดีเค และยังเป็นวิทยากรด้านสุขภาพการท่องเที่ยว ทั้งทีวี-วิทยุ-ออนไลน์-อินเตอร์เนต ร่วมกับ เภสัชกร ดร.อธิวัฒน์ สินรัชตานันท์ นักวิชาการด้านสุขภาพและผู้ทรงคุณวุฒิด้านสมุนไพร และ อาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมนำเสนอเรื่องราวดีๆ ในการดูแลสุขภาพผ่านในรายการ Travel&health variety (ทราเวิล&เฮลท์วาไรตี้) ทุกวันอาทิตย์เวลา 09.00-10.00 น.(ทางช่องบางกอกแชนแนล-ไอเอ็นเอ็น) IPM62 รายการทอล์กทั่วไทย (ช่องTravel Channel)IPM55 และรายการสนทนาสารพัน/ รายการยิ้มกับข่าวทางFM 89.5 โดยร่วมกับกลุ่มแฟนรายการคนรักสุขภาพทางเลือกและแฟนคลับจากรายการทีวี-วิทยุ-ออนไลน์-อินเตอร์เนต สร้างเครือข่ายการรับรู้กับข่าวสารข้อมูลในด้านการดูแลสุขภาพ ด้วยการใช้ศาสตร์แห่งแพทย์ทางเลือกหรือสมุนไพรงานวิจัยที่ผ่านขบวนการค้นคว้าโดยแพทย์-เภสัชกร-นักวิชาการด้านสุขภาพ ที่สำคัญต้องผ่านมาตรฐานการรับรองจาก อย. เพื่อให้เราได้ห่างไกลจากโรคร้ายซึ่งประเด็นหลัก คือมหันตภัยเงียบจากเบาหวาน ที่อาจเสี่ยงต่อโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และมะเร็ง

ทั้งนี้ นายสมชาย พหุลรัตน์ และ เภสัชกร ดร.อธิวัฒน์ สินรัชตานันท์ มีประสบการณ์ในการเดินทางไปดูงานโรดโชว์ด้านสุขภาพพร้อมท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลก สิ่งที่เห็นในงานคือ หลายประเทศได้นำเสนอเรื่องการท่องเที่ยวแบบสุขภาพ หรือการท่องเที่ยวทางด้านกีฬา มาเป็นจุดขาย ทำให้เห็นว่าผู้คนในยุโรป-เอเชีย ต่างให้ความสนใจกันมากเพราะค่าตรวจสุขภาพ ทำฟัน ถอนฟัน จัดฟันด้านนี้ด้านเดียวค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ถ้ามาทำในประเทศไทยถูกกว่าและได้เที่ยวด้วย หรือจะเป็นการมาทำศัลยกรรมก็เช่นเดียวกัน

“ผมยกตัวอย่าง งาน Health&Wellness ที่อยู่ในงานโรดโชว์ของททท.สำนักงานซิดนี่ย์ เมื่อปี 2559 คุณรุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ ผอ.ททท.ซิดนี่ย์ ได้นำเสนอเผยแพร่ปชส.ในงานไปด้วย และวันนี้ก็เป็นที่ทราบกันว่าผู้คนในประเทศออสเตรเลีย
ก็เลือกมาใช้โปรแกรมทัวร์และท่องเที่ยวสุขภาพแบบนี้ในประเทศไทย ที่ตื่นตัวตามมาในกลุ่มรัสเซีย พวกนี้สนใจแพทย์ทางเลือก มาเที่ยวเมืองไทยกันทีหนึ่งก็จะกว้านซื้อสมุนไพรจากประเทศไทยที่สำเร็จรูปแล้วกลับไปขายที่ประเทศเขา หรืออย่างกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนยิ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทางเลือกมาก ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไม นพ.ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ จึงลงทุนจะสร้างโรงพยาบาลด้านสุขภาพอย่างครบวงจร หรือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต ก็เตรียมสร้างโรงพยาบาลสุขภาพแบบทางเลือกแบบครบวงจร นั่นหมายความว่าในอนาคตคผู้คนทั้งโลกจะตื่นตัวและหันมาใช้การดูแลสุขภาพด้านทางเลือกจากสมุนไพรธรรมชาติกันมากขึ้น

ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปดูงานโรดโชว์ ผมจะหาข้อมูลกับคนในท้องถิ่นจากประเทศต่างๆ ที่มาเที่ยวงาน ทุกวันนี้เขาก็รู้แล้วว่า
กินยาแผนปัจจุบันมากๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี มีผลเสียทั้งตับและไต แต่เราก็ต้องใช้กันอยู่ดี แต่คนที่สนใจทางเลือกการรักษาด้วยสมุนไพร เขาจะกลับหลังหันทันทีให้กับแผนปัจจุบัน ผมวิเคราะห์เรื่องสังคม การเมือง ในหลายรายการทำมาจนทุกวันนี้ แต่พอระยะสิบกว่าปีหลังนี้ ผมให้ความสำคัญเรื่องแพทย์ทางเลือก และสมุนไพรงานวิจัย ทำให้ชีวิตสุขภาพร่างกายแข็งแรง ชีวิตมีความสุข และลดวัย หรือชะลอวัย คนเจอผมจะทายอายุผมผิดตลอด มันก็รู้สึกดีใช่ไหมครับ เพราะสุขภาพดี หน้าตาสดใส ลดอายุ ผู้ที่สนใจจะขอคำปรึกษาด้านสุขภาพสามารถส่งมาหาผมได้ที่ อีเมล์somchai_sp89@hotmail.com”

ด้าน อาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทรอาจารย์ด้านกฎหมาย ม.รังสิต และเป็นนักวิจัยมือทำงานตัวจริง แต่ชีวิตอีกด้านคือการใส่ใจเรื่องแพทย์ทางเลือก แม้จะไม่เคร่งครัดมาก แต่เรื่องการออกกำลังกายมาเป็นอันดับต้นๆ เธอบอกว่า “วันนี้เรามีโอกาสเลือกที่จะใช้อะไรกับร่างกายเรา อย่างสมุนไพรถ้าผ่านขบวนการค้นคว้าและวิจัย มันย่อมเชื่อถือได้แน่นอน ซึ่งคนที่ทำวิจัยก็มาจากแพทย์ปัจจุบัน แต่สิ่งคัญต้องออกกำลังกาย ดิฉันมีตารางการออกกำลังให้กับตัวเองทุกวันดังนั้น ที่บ้านจึงมีเครื่องออกกำลังกาย และต้องออกกำลังกายทุกวัน วันละไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ก็มีหลักอย่างอื่นด้วย เช่น วันนี้ถ้าทานอะไรไปบ้าง ก็คำนวณดูว่ากี่แคลลอรี่ตอนเย็นก็ต้องเบิร์นหรือออกกำลังกายเผาผลาญให้มากที่สุด ที่สำคัญอีกอย่าง ต้องมองโลกในแง่ดี ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายและทำงานด้านวิจัยในหลายๆ เรื่อง ก็มีเรื่องให้ต้องท้าทายและศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดมองว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในบ้านเราจะยิ่งเติบโต และสร้างเม็ดเงินมหาศาลในอนาคตแน่นอน”

เผยเทคนิคผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278542

เผยเทคนิคผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่

เผยเทคนิคผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลายคนกังวลใจเกี่ยวกับอาการปวดบริเวณข้อสะโพก ทำให้คุณเกิดความทรมาน เพราะทุกวันนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังอายุน้อยและอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจำนวนมาก อีกทั้ง ยังพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยครั้งมาจากการดื่มแอลกอฮอล์จัด และการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องเป็นปริมาณมากในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง SLE โรคไต รูมาตอยด์ ซึ่งสเตียรอยด์จะเป็นตัวไปทำลายกระบวนการทำงานของหลอดเลือดที่เข้าไปเลี้ยงกระดูก ทำให้กระดูกหัวสะโพกตายและพังได้ในที่สุด หรือบางคนมีความผิดปกติของสะโพกเสื่อมผิดรูปมาแต่กำเนิด ฯลฯ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เผยวิธีการรักษาด้วยเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ด้วยเทคนิคการซ่อนแผลผ่าตัดหรือที่เรียกว่า (Direct Anterior Approach Cosmetic Incision Hip Replacement)

นายแพทย์ วัลลภ สำราญเวทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสะโพกมากขึ้น สำหรับประเทศไทยนั้น มีอุบัติการณ์ของการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 25,000 ราย พบได้ทั้งหญิงและชาย พบมากขึ้นในอายุ 40 ปีขึ้นไป โรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย โดยมักจะเกิดจากการสึกหรอของผิวข้อต่อระหว่างกระดูกเบ้าสะโพกและกระดูกต้นขา รวมไปถึงการทรุดตัวของหัวกระดูกต้นขา กระดูกสะโพกหักโรคหัวกระดูกสะโพกตาย สำหรับวัยกลางคนจากสถิติ พบว่า มีปัญหากระดูกสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน สาเหตุเนื่องมาจากดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะจะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงข้อสะโพกลดลง ทำให้กระดูกส่วนนั้นยุบหรือตาย กระดูกก็จะอ่อนแอทำให้ผิวเริ่มอักเสบ ขรุขระ ในบางคนทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดีไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกได้ เป็นสาเหตุทำให้หัวกระดูกสะโพกตาย อายุที่มากขึ้นทำให้กระดูกผิวข้อสึกกร่อน หรือโรครูมาตอยด์ ฯลฯ

สัญญาณเตือนที่รับรู้ได้คือ มีอาการปวดสะโพกเรื้อรัง ปวดง่ามขาด้านหน้า เจ็บที่ข้อสะโพกขณะเดินหรือวิ่ง เจ็บเวลาลงน้ำหนัก ขึ้น-ลงบันไดและเวลาบิดสะโพก เดินกะเผลก เป็นต้น วิธีการรักษา เริ่มแรกรักษาด้วยการกินยา ฉีดยา กายภาพ แต่บางคนเป็นหนักจนกระทั่งข้อสะโพกไม่มีความเรียบ จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในการผ่าตัดแบบเดิมจะใช้การผ่าตัดเข้าทางด้านหลังและด้านข้าง และมีการตัดกล้ามเนื้อบริเวณก้น ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวช้า และในบางรายมีอาการข้อสะโพกเทียมหลุด ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน สุดท้ายกลายเป็นว่าต้องเข้ามารับการผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม ที่น่าสนใจอีกประการคือ สำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่กระดูกสะโพกหักกล้ามเนื้อจะอ่อนแอกว่าคนปกติ โอกาสข้อสะโพกหลุดซ้ำจะมีสูง ดังนั้น ทางโรงพยาบาลจะเลือกนำเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคการซ่อนแผลผ่าตัดนี้มาใช้กับผู้ป่วย เพื่อช่วยลดการหลุดของข้อสะโพกหลังผ่าตัดด้วยเทคนิคเก่า พร้อมทั้งสามารถทำการตรวจเช็กความยาวของขาให้เท่ากัน รวมไปถึงแก้ไขการผ่าตัดที่เกิดจากการหลุดซ้ำอีกด้วย

นายแพทย์ พนธกร พานิชกุล ศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์ เฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคการซ่อนแผลผ่าตัด โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้นโดยปกติแล้วแนวแผลผ่าตัดจะอยู่บริเวณหน้าต้นขา ซึ่งอาจจะเห็นแผลได้ง่าย แต่ด้วยเทคนิคการลงแผลแบบใหม่ จะมีการซ่อนแผลผ่าตัดใต้ต่อขาหนีบหรือที่เรียกว่า BIKINI Incision  ซึ่งก่อนจะทำการผ่าตัด แพทย์จะใช้ Digital Template Surgical Planning วางแผนถึงตำแหน่งการตัดกระดูกและการวางข้อสะโพกเทียมในตำแหน่งที่ถูกต้อง เลือกขนาดของข้อเทียมให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล มีทั้งข้อโคบอลโครเมียม (Cobalt Chromium) หรือข้อเซรามิก (Ceramic) เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และใช้แกนกระดูกข้อเทียมรุ่นใหม่ (STEM) เพื่อแก้ไขปัญหาข้อสะโพกเทียมจมเมื่อใช้ไปนานๆ จากนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก แบบซ่อนแผลผ่าตัด (Minimally Invasive Surgery: MIS) โดยเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (Direct Anterior Approach) ที่สำคัญการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ด้วยเทคนิคซ่อนแผลผ่าตัด แนบเนียน เพราะแผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้าบริเวณขาหนีบซ่อนใต้แนวกางเกงใน (Bikini Incision) ทำให้ไม่เห็นรอยแผลเมื่อใส่กางเกงขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำ เพราะเป็นการผ่าตามทิศทางธรรมชาติของผิวหนัง (Langer’s line) ตามแนวเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังชั้น dermis ซึ่งเป็นแนวที่ขนานไปกับแนวเส้นมัดกล้ามเนื้อ การผ่าตามแนวทิศทางธรรมชาติของผิวหนังจะทำให้การสมานตัวของแผลผ่าตัดดีขึ้น จึงลดการเกิดแผลเป็นหรือคีรอยด์ (Keloid) โดยขนาดของบาดแผลผ่าตัดนั้นจะมีความยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ใต้ต่อขาหนีบตามแนวกางเกงในของผู้ป่วย และยังมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม (แบบเดิมแผลยาวประมาณ 6-8 นิ้ว เพราะจะทำการผ่าตัดจากทางด้านหลังหรือด้านข้าง ซึ่งต้องมีการตัดกล้ามเนื้อรอบสะโพก อาจทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อรอบสะโพกอ่อนแรง เดินกะเผลก (Limping) และมีอัตราการหลุดของข้อสะโพกหลังผ่าตัดเพิ่มขึ้น)

การผ่าตัดแนวใหม่นี้ มีความแม่นยำในการเช็กความยาวขาและตำแหน่งของข้อสะโพกเทียมได้ดีขึ้น เพราะเป็นการผ่าตัดในท่านอนหงาย สามารถใช้เครื่องเอกซเรย์แบบ C-arm ช่วยวางตำแหน่งข้อเทียมให้ถูกต้องมากขึ้น ตรวจความยาวขาทั้งสองข้างให้เท่ากันได้ง่ายในขณะผ่าตัด จึงลดปัญหาขาสั้นยาวไม่เท่ากันหลังผ่าตัด และสามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกพร้อมกัน ข้างได้ในครั้งเดียว อีกทั้งระหว่างผ่าตัดมีระบบป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด แพทย์จะใส่ชุดผ่าตัดพิเศษเหมือนชุดมนุษย์อวกาศ ช่วยลดอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้อีกด้วย

ข้อดีของการผ่าตัดแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อนั้นจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บปวดน้อยลง ลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังการผ่า ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อสะโพกจะหลุด (No Hip Precaution) สามารถลุกเดินได้โดยไม่มีการเอียงของลำตัว (No Limping) กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้นนอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด ด้วยเครื่องหัดเดินในสภาวะไร้น้ำหนัก Alter G (Anti-Gravity Treadmill) ซึ่งเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดข้อสะโพกและข้อเข่า ช่วยให้ฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บปวด

คุณแหน : 3 กรกฎาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278600

คุณแหน : 3 กรกฎาคม 2560

คุณแหน : 3 กรกฎาคม 2560

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

●● พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงเปิดงานสัมมนาวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติ ครั้งที่ 22 เฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชันษา 60 ปี จัดโดย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น 6 ก.ค. 15.00 น…

●● ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ และ ณินทิรา โสภณพนิช จัดนิทรรศการจิตรกรรมเอเซีย พลัส ครั้งที่ 7 หัวข้อ “ในใจไทยทั่วหล้า” เพื่อน้อมถวายอาลัยและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมโชว์ผลงานชิ้นพิเศษที่เกิดจากความรักความอาลัยของศิลปินชั้นครู อาทิ อ.อิทธิพล ตั้งโฉลก,อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์,อ.ปรีชา เถาทอง,อ.ถาวร โกอุดมวิทย์ และ อ.สมศักดิ์  รักษ์สุวรรณ  3 ก.ค. เวลา 14.00-16.00 น. ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ถ.ราชดำเนิน..

●● ใครเข้าข่ายที่มีคุณสมบัติครบ แล้วร่างกายมีปัญหาเรื่องข้อเข่าและต้อกระจก รีบติดต่อ รพ.พญาไท 3 รับผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและตาต้อกระจกฟรี 70 ข้อเข่า 70 ดวงตา แต่ต้องเป็นผู้มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนและอายุ 50-80 ปี รับได้ถึง 5 ธ.ค.2560 สอบถาม 1772..

●● ส่วนที่ รพ.วิภาวดี จัดโปรแกรมตรวจสุขภาพ ซื้อ 1 รับเพิ่มอีก 1 โปรแกรมมูลค่า 2,400 บาท  ทุกบ่ายวันพุธ หมดเขต 30 ส.ค..

●● ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ “ทศวรรษ R2R พัฒนาคนไทยสู่สังคม 4.0” โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา,นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์,ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี,รศ.ดร.เจริญศรี มิตรภานนท์ ร่วมด้วย 5 ก.ค. 09.15 น. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม เมืองทองธานี..

●● รศ.ดร.ภามณี ขจรบุญ เสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและภูฏาน ของม.ราชมงคลพระนคร ที่ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯและสถาบันภาษาจุฬาฯ ต้นเดือนก.ค. ..

●●สุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะมอบกิจการให้ลูกๆ บริหาร  บุญรอด โบว์เสรีวงศ์ ไปเล่นกอล์ฟ สูดอากาศบริสุทธิ์ 7 วัน ที่เชียงใหม่แวะสนามกอล์ฟเดอะรอยัลเชียงใหม่(ร่มหลวง) ของรุ่นน้องธรรมศาสตร์ ผาณิต พูนศิริวงศ์ คุยกันสนุก..

●● นพ.สุริยะ จักกะพาก จัดงานวันเกิดครบ 90 ปี ให้คุณพ่อ ปิยะ จักกะพาก เมื่อวันก่อนท่ามกลางญาติพี่น้องและคู่ขาก๊วนกอล์ฟที่ล้วนอายุวิ่งไล่ตามกันทันแต่วิ่งตามลูกกอล์ฟไม่ทันแล้ว..●●

 
คุณแหน