ซอนต้ารณรงค์ยุติความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307383

ซอนต้ารณรงค์ยุติความรุนแรง

ซอนต้ารณรงค์ยุติความรุนแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ซอนต้า รณรงค์ยุติการกระทำรุนแรงต่อสตรี เด็ก และคนชรา เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมของทางองค์การสหประชาชาติ ที่กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันแห่งการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงในสตรีและเด็กทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.มนวิภา ประชัญคดี ผู้อำนวยการเขต 6 ภูมิภาค 17 สโมสรซอนต้าสากล ประเทศไทย จัดงานรณรงค์ยุติการกระทำรุนแรงต่อสตรี เด็ก และคนชรา โดยนำสมาชิกซอนต้าเดินรณรงค์บนถนนสุขุมวิท และจัดเสวนาคิดดี พูดดี ทำดี ณ สำนักงาน เอสวิส ลิฟท์อัพ ถนนเพลินจิต

ทั้งนี้ สโมสรซอนต้าสากลในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในอันที่จะดำรงไว้ซึ่งสถานภาพและบทบาทของสตรีและเด็ก ที่ควรได้รับการปกป้องดูแลและมีสิทธิในการแสดงออก ตลอดจนอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากสถิติเกี่ยวกับการกระทำรุนแรงต่อสตรีและเด็กในประเทศไทย พบว่าปัญหาการกระทำรุนแรงต่อสตรีและเด็กมีมากขึ้นทุกปี จึงจัดทำแคมเปญนี้รณรงค์ดังกล่าวขึ้น เพราะเชื่อว่าทุกหนึ่งเสียงของคนไทยที่มีส่วนร่วมและรับรู้ น่าจะสามารถลดปัญหาการกระทำรุนแรงต่อสตรีและเด็กได้ในที่สุด

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307377

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยน้ำพระทัยที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอันเกิดจากผลที่ได้รับทางด้านกฎหมายและสังคม นั่นคือผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา หรือ “ณภาฯ” จึงก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งสร้างความตระหนักแก่สังคมให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้

มูลนิธิ ณภาฯ ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ต้องขังหญิง-ชาย และกลุ่มผู้พ้นโทษหญิง-ชาย เป็นกลุ่มแรก โดยมีการจัดโครงการเข้าฝึกอบรมวิชาชีพและการผลิต ภายในเรือนจำและภายในมูลนิธิ ณภาฯ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นการแสดงศักยภาพและความสามารถของพวกเขาผ่านทางผลิตภัณฑ์ ตลอดจนนำไปจัดจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ของ ณภาฯ อันก่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้

มูลนิธิ ณภาฯ ให้ความสำคัญกับการให้ “โอกาส” เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นผู้ให้โอกาสได้ไม่สิ้นสุด  ดังจะเห็นได้จากนัยสำคัญของตราสัญลักษณ์ประจำองค์กร คือ สัญลักษณ์คล้าย เครื่องหมายอินฟินิตี้ ที่แสดงถึงการให้โอกาสที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะเดียวกัน คำว่า ณภาฯ ก็สามารถสื่อถึงนัยสำคัญได้สองประการ ประการแรก คือ ณภาฯ ที่เป็นคำพ้องเสียงกับ คำว่า นภา อันหมายถึงท้องฟ้า แสดงให้เห็นถึงความกว้างใหญ่ไพศาล เปรียบเสมือนจิตใจที่พร้อมที่จะให้อภัยและให้โอกาสเสมอ ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า “ที่แห่งนี้จะมองเห็นและให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีที่สิ้นสุด” สำหรับประการที่สอง เมื่อนำความหมายของคำว่า ณ (อันหมายถึง อยู่ที่นี่) และ ความหมายของคำว่า ภาฯ (อันเป็นพระนามโดยย่อของ พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) มารวมกัน จึงมีความหมายโดยนัยว่า “อยู่กับพระองค์ท่าน ก้าวไปพร้อมกันกับพระองค์ท่าน ณ ที่แห่งนี้ ที่ ณภาฯ” อันแสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง

มูลนิธิ ณภาฯ ต้องการให้สังคมได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการให้โอกาส ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยเริ่มต้นจากการสร้างคุณค่าในตัวเองและการยอมรับจากสังคม ณภาฯ จึงสนับสนุนให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ฝึกฝนอาชีพ และเข้าอบรมองค์ความรู้ที่สำคัญในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ เพื่อให้สังคมเปิดใจ ให้อภัย ให้โอกาส และยอมรับพวกเขา ผ่านผลงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่แสดงถึงศักยภาพ ความสามารถที่มีอยู่ในตัวของเขา อันจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและมองเห็นคุณค่าในตัวเขาเอง ทำให้พวกเขาเหล่านี้อยากทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

มูลนิธิ ณภาฯ มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้อย่างยั่งยืน มิใช่เพียงแค่สนับสนุนด้านการจัดฝึกอบรมวิชาชีพ และทักษะชีวิตในด้านต่างๆ เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้พวกเขามีรายได้ ผ่านการทำงานในด้านต่างๆ ตามทักษะที่ถนัด รวมทั้งผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือของตนเอง อันจะส่งผลให้พวกเขาสามารถเลี้ยงชีพตัวเองและครอบครัวได้ รวมทั้งยังเป็นที่ต้องการของสังคมและตลาดแรงงานต่อไป

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้น ก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบันได้แก่ จัน ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้น ไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้น ได้เห็นว่า สังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2560 ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชันษายิ่งยืนนาน

‘ยูไนเต็ดฟูดส์’ ยิ่งใหญ่ จัดหนัก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ บิ๊กนอยส์ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์สุดเฟี้ยว เอาใจวัยมันส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307387

'ยูไนเต็ดฟูดส์' ยิ่งใหญ่ จัดหนัก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ บิ๊กนอยส์ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์สุดเฟี้ยว เอาใจวัยมันส์

‘ยูไนเต็ดฟูดส์’ ยิ่งใหญ่ จัดหนัก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ บิ๊กนอยส์ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์สุดเฟี้ยว เอาใจวัยมันส์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) นำโดย อจลา สุทธิสัมพัทน์ รองประธานกรรมการ บริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ข้าวโพดกรอบ ตรา Big Noise (บิ๊กนอยส์) 2 รสชาติ รสดั้งเดิม หอมข้าวโพดอร่อย และรสบาร์บีคิว เข้มข้นถึงใจ พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ หนุ่มหล่อ “บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” ที่มาในลุคใหม่สุดเฟี้ยว เอาใจวัยโจ๋ และการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุดที่แรกก่อนใคร ณ ชั้น 1 ลาน Eden ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ รับหน้าที่พิธีกร

ภายในงานพบกับการเปิดตัว “บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” พรีเซ็นเตอร์คนแรกของข้าวโพดกรอบ ตรา Big Noise กรอบเฟี้ยวเคี้ยวมันส์ ที่มาในสไตล์หนุ่มร็อกแอนด์โรล สุดเฟี้ยว สร้างความสนุกสุดมันส์พร้อมร่วมพูดคุยเรียกเสียงกรี๊ดภายในงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทุกท่านยังได้พบกับการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของบิ๊กนอยส์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยโชว์สุดพิเศษจากพรีเซ็นเตอร์หนุ่ม

ไปร็อกกับบิ๊กนอยส์ ข้าวโพดกรอบ ทั้ง 2 รสชาติ กันได้แล้ววันนี้ที่ 7-Eleven เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร และร้านค้าใกล้บ้านคุณ

แพทย์แนะนอนอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง เคล็ดลับเลือก ‘หมอน’ ที่ใช่ เพื่อสุขภาพที่ดีในการนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307349

แพทย์แนะนอนอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง เคล็ดลับเลือก ‘หมอน’ ที่ใช่ เพื่อสุขภาพที่ดีในการนอน

แพทย์แนะนอนอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง เคล็ดลับเลือก ‘หมอน’ ที่ใช่ เพื่อสุขภาพที่ดีในการนอน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสุขภาพของคนเรานั้นจะดีได้ ต้องได้รับการนอนหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของแต่ละวัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ดีนั้น ยังต้องคำนึงถึงหมอนที่ใช้หนุนนอนอีกด้วย หมอนที่ว่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดีได้อย่างไร และรับกับท่านอนของเราอย่างไรบ้าง ลองมาฟังคำตอบจาก นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ที่จะมาให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนอย่างไรให้ตรงกับท่านอนที่ถนัด เพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีท่านอนสากลที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด แต่ท่านอนที่สบายที่สุดคือท่านอนที่ไม่ทำให้ข้อต่อของร่างกายถูกกดทับ ไม่ทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัวค้างไว้นานๆ การได้นอนหลับในท่วงท่าที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หลับสนิทได้ตลอดคืน ท่านอนจึงสามารถเปลี่ยนสลับกันได้เพื่อความสบายตัวของผู้นอน ท่านอนหลักๆ อาจแบ่งได้ด้วยกันอยู่ 3 ท่านอน

ท่านอนหงาย : ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่คนทั่วไปนิยมนอน สามารถตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าที่สบายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ดี ไม่คดโค้ง แต่ทั้งนี้เตียงก็ต้องไม่แข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้แผ่นหลังจมลงไปตามน้ำหนักไม่เหยียดตรงอย่างที่ควรจะเป็น ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เว้นแต่จะได้นอนด้วยท่างอเข่าขึ้น โดยนำหมอนมารองใต้เข่าในท่านอนหงาย นอนตะแคงโดยยกเข่าก่ายหมอนข้าง หรือนอนในท่าเด็กทารก (fetal position) คู้ตัวและงอเข่าขึ้น จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้

ดังนั้น ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับปานกลาง ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป จะช่วยทำให้คออยู่ในระดับที่สมดุลกับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ถ้าให้แนะนำหมอนที่เหมาะและสอดรับกับท่านอนหงายหรือผู้ที่มีอาการปวดหลังมากที่สุด จึงเหมาะกับหมอนประเภทยางพารา เพราะหมอนชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้มีส่วนโค้งเว้า รับศีรษะต้นคอและกระดูกสันหลัง ทำให้ลดอาการปวดให้ทุเลาลง

ท่านอนตะแคง : แนะนำว่าควรนอนตะแคงด้านขวามากกว่าด้านซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะไม่ทำให้น้ำหนักไปกดทับอวัยวะที่อยู่ด้านซ้าย ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ท่านอนตะแคงนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ เพราะจะทำให้ไหล่ที่ปวดเจ็บหนักกว่าเดิม

หมอนที่แนะนำจึงควรเป็นหมอนที่สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี อย่างหมอนเมมโมรี่โฟม ที่ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ รองรับกับทุกท่วงท่ารวมถึงท่านอนตะแคงด้วย

นอนคว่ำ : จริงๆ แล้วเป็นท่านอนที่ไม่แนะนำเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากเกินไป นอกจากนี้เวลานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย อาจเป็นอันตรายและสะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก ควรเปลี่ยนมานอนหงายหรือนอนตะแคงแทน

จะเห็นว่า เราควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัด และหลีกเลี่ยงการนอนในท่าที่จะทำให้เกิดผลเสียตามมา คุณหมอยังแนะนำทิ้งท้ายว่าชนิดและรูปทรงของหมอนก็มีหลายแบบ โดยช่วงแรกอาจจะต้องทดลองใช้หมอนแต่ละแบบสักประมาณ 2-3 เดือนเพื่อประเมินหาหมอนที่รับกับสรีระและนิสัยการนอนของตัวบุคคลเพื่อให้ได้หมอนที่ถูกสรีระมากที่สุด

เพราะหมอนสุขภาพที่จำหน่ายกันอยู่โดยทั่วไป มีหลากหลายรูปทรงหลากหลายขนาด ในส่วนนี้ เอกลักษณ์ รุ่งอนันต์ชัยกรรมการ บริษัท ทีแอลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดเครื่องนอนทิวลิป ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกหมอนที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะอำนวยให้ท่านอนนั้นหลับสบายและเต็มอิ่มมากที่สุดตื่นเช้ามาก็จะไม่เกิดอาการเมื่อยล้า โดยมีการแบ่งประเภทของหมอนไว้ 3 ประเภท คือ

หมอนเมมโมรี่โฟม: หมอนชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ ช่วยรองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอไหล่และหลังให้ความรู้สึกสบายขณะหลับและยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

หมอนยางพารา: หมอนที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกแบบให้มีรูปร่างโค้งเว้า เพื่อเป็นเบ้ารองรับศีรษะและต้นคอ ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลายขณะหลับด้วยปุ่มนูนเล็กๆ ที่รองรับในการนวดศีรษะด้วยความนุ่มและยืดหยุ่นที่พอเหมาะ และโครงสร้างด้านล่างของตัวหมอนที่เป็นรูพรุน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี ทำให้หมอนไม่อับชื้น รู้สึกสดชื่น หลับสบายตลอดคืน

หมอนใยสังเคราะห์: ด้วยคุณสมบัติเส้นใยสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนนอนหมอนขนห่าน นิ่ม นอนหลับสบาย หุ้มด้วยผ้าคอตตอน สามารถช่วยรับน้ำหนักคอได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

เลือกหมอนให้เหมาะกับตัวผู้นอน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ นั่นเอง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง

นายแพทย์วุฒิวัธ อนุพรรณสว่าง

แชริตี้ คอนเสิร์ต An Evening with Engelbert Humperdinck รายได้มอบให้ มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน สำหรับบ้านตะวันใหม่ สมุทรปราการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307172

แชริตี้ คอนเสิร์ต An Evening with Engelbert Humperdinck รายได้มอบให้ มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน สำหรับบ้านตะวันใหม่ สมุทรปราการ

แชริตี้ คอนเสิร์ต An Evening with Engelbert Humperdinck รายได้มอบให้ มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน สำหรับบ้านตะวันใหม่ สมุทรปราการ

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจ้าภาพ ต้อนรับ รศ.ดร.อรชุมา-ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์, พญ.อัญชลี-ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล และคณะธนาคารกสิกรไทย

กลินท์ สารสิน ประธาน มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน ร่วมกับ ไบรอัน มาร์คาร์ แห่ง บีอีซี เทโร จัด “Charity Concert: An Evening with Engelbert Humperdinck” เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน สำหรับบ้านตะวันใหม่ ซึ่งงานนี้ได้ผู้สนับสนุน ทั้งหมด32 โต๊ะ มาร่วมงานกาลาดินเนอร์การกุศล พร้อมชมคอนเสิร์ตเองเกลเบิร์ต ฮัมเพอร์ดิงค์ นักร้องเพลงป๊อป ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

สำหรับคอนเสิร์ต เองเกลเบิร์ต ฮัมเพอร์ดิงค์ นักร้องเพลงป๊อปชาวอังกฤษ ผู้มีเสียงร้องที่ทุ้ม นุ่มลึก โรแมนติก จนได้รับฉายาว่า King of Romance ได้รวมรวบบทเพลงอันไพเราะ อาทิ QUANDO QUANDO QUANDO RELEASE ME DE BELSLZE SPANISH EYES และบทเพลงอีกมากมายมาร่วมโชว์ในครั้งนี้

กลินท์ สารสิน ประธานมูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน พร้อมด้วย เพชรพริ้ง สารสิน ร่วมต้อนรับ โพธิพงษ์ ล่ำซำ, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ และคณะกรรมการหอการค้าไทย

ทั้งนี้ บ้านตะวันใหม่ จัดตั้งขึ้นที่ตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับความอนุเคราะห์ที่ดินจาก ปิ่นทอง ศาลยาชีวิน จำนวน 88 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวาเพื่อใช้เป็นสถานที่ฟื้นฟูและการพัฒนาสมรรถภาพเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาการติดยาเสพติดซึ่งได้รับการบำบัดรักษาเบื้องต้นแล้ว และได้ดำเนินการตั้งแต่ เมื่อปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมาในระยะแรกบ้านตะวันใหม่ มุ่งเน้น การดำเนินการแก้ไขไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาการติดยาเสพติด โดยใช้แนวคิดชุมชนบำบัด เพื่อฟื้นฟูและ พัฒนาสมรรถภาพด้านร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ ให้กลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีของสังคมเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป แต่ต่อมา มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน พิจารณาเห็นว่าการที่บ้านตะวันใหม่เปิดให้บริการฟื้นฟูและพัฒนาสมรรถภาพ โดยเน้นไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาติดยาเสพติดเพียงกลุ่มเดียวไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาการติดยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น มูลนิธิฯ จึงได้ปรับนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินการใหม่โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาไปที่การดำเนินการป้องกันปัญหาในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติด ซึ่งมูลนิธิฯคิดว่าน่าจะทำให้การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติด โดยบ้านตะวันใหม่ได้นำเอาแนวคิดทักษะ ชีวิต (Life Skills) มาใช้ในการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ ให้มีร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่สมบูรณ์ สามารถเป็นภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้กับตัวเองได้ และในขณะเดียวกันก็ให้เด็กและเยาวชนเข้ารับการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและในระดับสูงขึ้นตามศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละบุคคล รวมทั้งส่งเสริมให้มีการฝึกอาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคล ด้วยมีคุณภาพที่ดี และเจริญเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติต่อไป

กลินท์  สารสิน ประธาน กก.มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน  กล่าวเปิดงาน

กลินท์ สารสิน ประธาน กก.มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน กล่าวเปิดงาน
พลภัทร สุวรรณศร และภรรยา

พลภัทร สุวรรณศร และภรรยา
ทพ.พิทักษ์ ไชยเจริญ กับบุตรชาย นดล ไชยเจริญ

ทพ.พิทักษ์ ไชยเจริญ กับบุตรชาย นดล ไชยเจริญ
อุทยาน- พรรณิศา อุทยานะกะ และ ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์

อุทยาน- พรรณิศา อุทยานะกะ และ ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์
อมเรศ ศิลาอ่อน กับบุตรชาย กำธร-วิทูร ศิลาอ่อน และหลานสาว

อมเรศ ศิลาอ่อน กับบุตรชาย กำธร-วิทูร ศิลาอ่อน และหลานสาว
คุณหญิงณัฐิกา- สนั่น อังอุบลกุล

คุณหญิงณัฐิกา- สนั่น อังอุบลกุล
ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ กับ กลินท์ สารสิน

ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ กับ กลินท์ สารสิน
น พ.นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร, รศ.นพ.อัษฏา- ศุภวรรณ ตียทันธ์, รศ.ดร.อรพรรณ- ศ.เกียรติคุณ นพ. ดร.พรชัย มาตังคสมบัติ  รศ.นพ.ณรงค์-ศ.พญ.จริยา เลิศอรรฆยมณี, บุญศรี-นพ.พิชิต กังวลกิจ

น พ.นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร, รศ.นพ.อัษฏา- ศุภวรรณ ตียทันธ์, รศ.ดร.อรพรรณ- ศ.เกียรติคุณ นพ. ดร.พรชัย มาตังคสมบัติ รศ.นพ.ณรงค์-ศ.พญ.จริยา เลิศอรรฆยมณี, บุญศรี-นพ.พิชิต กังวลกิจ
กลินท์ สารสิน กับคณะสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่น 17

กลินท์ สารสิน กับคณะสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่น 17
กลินท์- เพชรพริ้ง สารสิน พร้อมด้วย โรเบิร์ต โปรดูเรอร์ ในฐานะผู้จัดงาน กับแขกผู้มีเกียรติ    สมชาย- นุชนาถ บุลสุข และ ฐิติวุฒิ์ บุลสุข

กลินท์- เพชรพริ้ง สารสิน พร้อมด้วย โรเบิร์ต โปรดูเรอร์ ในฐานะผู้จัดงาน กับแขกผู้มีเกียรติ สมชาย- นุชนาถ บุลสุข และ ฐิติวุฒิ์ บุลสุข
โพธิพงษ์- ยุพา ล่ำซำ กับบุตรสาว นวลพรรณ ล่ำซำ

โพธิพงษ์- ยุพา ล่ำซำ กับบุตรสาว นวลพรรณ ล่ำซำ
อาสา – ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน

อาสา – ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน
ส่วนหนึ่งของการแสดงคอนเสิร์ต “เองเกลเบิร์ต ฮัมเพอร์ดิงค์”

ส่วนหนึ่งของการแสดงคอนเสิร์ต “เองเกลเบิร์ต ฮัมเพอร์ดิงค์”

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307178

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2560

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2560

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll อัจฉรา เตชะไพบูลย์ ได้รับมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ The Knight of the order of The Star of Italyที่ทำเนียบท่านทูตอิตาลี เนื่องจากได้ประกอบคุณความดีที่ได้จัดความร่วมมือทางวัฒนธรรมผ่านทาง Bangkok Symphony Orchestra Foundation ให้กับกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลี มากว่า 20 ปี พร้อมกับ อิสสระว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และ จรัมพร โชติกเสถียร…

ll เนื่องจากว่าสมัยที่ ธีรพล นพรัมภา เป็นเด็ก เรียนหนังสือที่โรงเรียน“วัดใหม่สุวรรณภูมิ”รุ่นที่ 16 ตั้งแต่อนุบาลจนจบประถม 4 (พ.ศ.2502) ต่อมาโรงเรียนเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสุพรรณภูมิ นับจนปัจจุบันมีอายุ 95 ปีและได้รับรางวัลโรงเรียนดีเด่น 4 ปีซ้อน ด้วยความรักและผูกพันกับโรงเรียนที่ได้ปลูกฝังชีวิตยามปฐมวัยจนทุกวันนี้ จึงอยากสนับสนุนการศึกษาอันเป็นอาภรณ์ชีวิตแก่เด็กๆ รุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลานเพื่อเป็นอนาคตของชาติในภายหน้าจึงได้มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนเป็นประจำทุกปี ในวันคล้ายวันเกิดปีนี้โรงเรียนจัดพิธีต้อนรับเป็นอย่างดี ทำเอาผู้มอบทุนซาบซึ้ง…

ll ประธานชมรมน้องใหม่จุฬาฯ 2510 พงศ์โพยม วาศะภูติ มอบเงินที่ได้ทำกิจกรรมมาตลอด 2 ปีของรุ่น กว่า 16 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัย โดย ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี รับมอบ และกว่า 6 ล้านบาท มอบให้สมาคมนิสิตเก่า โดยสหรัฐ บุญโพธิภักดี นายกสมาคมรับมอบ…

ll สมคิด บัวเพ็ง ได้มีโอกาสกลับไปรับรางวัลศิษย์เก่าผู้ทำชื่อเสียงให้ รร.สตรีวัดมหาพฤฒาราม เนื่องในโอกาสที่โรงเรียนครบ 99 ปี…

ll ตั้งแต่เกิดมา ชลิดา ศิรามพุช เพิ่งได้มีรูปขึ้นปกหนังสือ แต่คงไม่มีใครจำได้เพราะถูกประแป้งเสียจนมอม(เป็นหนังสือของจุฬาฯรุ่น 2510 ในโอกาสครบรอบ 100 ปี จุฬาฯ และครบรอบ50 ปี ที่เธอเข้าไปเป็นน้องใหม่ของจุฬาฯด้วย)…

ll มหาวิทยาลัยมหิดล เชิญชวนไปฟังคอนเสิร์ต และรับชมทอล์กโชว์การกุศล งาน ร้อยดวงใจพยาบาลไทย 120 ปีวันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560 เวลา 13.00-16.00 น.ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฟังก๊อท-จักรพันธ์ ครบุรีธีระโชติ และ อ.จตุพล ชมภูนิช ติดต่อได้ที่ 090-0868454, 081-9118995…

ll ม.ร.ว สุชาติจันทร์ ประวิตร และภรรยา สมรัก ประวิตรฯกำลังเห่อหลานสาวคนใหม่จาก ม.ล.ภัทรชาติ ประวิตร ชื่อ ภัทรปารมิตา หรือ น้องมัดไผ่ ที่มาจากชื่อเล่นของแม่(ใหม่)กับพ่อ(ภัทร)รวมกัน…

ll ท่านผู้หญิงเหมือนจิตและคู่ชีวิต วาปี กำลังพักผ่อนอย่างมีความสุขแบบ slow life ที่ฮอนโนลูลู กับลูกสาว ปีย์จิต กับ ภูมิ โอสถานนท์…ll

หนูภาฯ

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ‘ไม่รู้จักยาหรืออ่านฉลากยาที่ใช้… อันตรายกว่าที่คิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307153

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ‘ไม่รู้จักยาหรืออ่านฉลากยาที่ใช้... อันตรายกว่าที่คิด’

ไลฟ์แอนด์เฮลท์ : ‘ไม่รู้จักยาหรืออ่านฉลากยาที่ใช้… อันตรายกว่าที่คิด’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่เราคุ้นเคยแต่คนส่วนใหญ่มักไม่สนใจอ่านฉลากยา วิธีใช้ยาและกินยาโดยไม่รู้จักชื่อยา ระวังอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะยามีหลากหลายชนิด มีทั้งคุณและโทษหากนำไปใช้ผิดวิธี หรือไม่ตรงกับโรค

ข้อมูลจาก ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม แนะนำว่า การใช้ยาโดยไม่รู้จักชื่อยา หรือ ไม่อ่านฉลากยาให้เข้าใจทุกครั้งก่อนใช้ยานั้น มีโอกาสเสี่ยงที่จะใช้ยาผิดชนิด ผิดขนาด หรือผิดประเภท ได้ง่ายซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากยามีหลายชนิด ให้ระวังยาที่มี “ชื่อพ้อง มองคล้าย” กล่าวคือ มียาหลายชนิดที่มีลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบเม็ดยา สียา ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แต่มีสรรพคุณแตกต่างกัน หรือแม้แต่ชื่อยาที่ออกเสียงคล้ายคลึงกันก็มีไม่น้อย การบ่งชี้ด้วยสายตาหรือฟังการออกเสียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงที่อาจได้รับยาผิดชนิดได้

หรือแม้แต่ยาที่ใช้รักษาอาการหรือโรคเดียวกัน ก็ยังมีหลายชนิด หลายขนาดความแรงของยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตมีเป็นสิบๆ ชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ซึ่งยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกราย หรืออาจมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยอีกรายทั้งนี้ขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย ดังนั้น การที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้น ยังอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่อง หากเกิดภาวะวิกฤติ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมยาวนานที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังและต้องใช้ยาเป็นประจำ ต้องอพยพหนีน้ำอย่างกะทันหัน และผู้ป่วยเหล่านี้ไม่สามารถบอกผู้มาให้การดูแลรักษาได้ว่าตนเองรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แต่บอกสรรพคุณยาที่ได้รับอยู่ได้ว่ารักษาอาการอะไร เช่น ยาลดน้ำตาล ยาลดความโลหิตสูง ยาแก้หอบ ยากันชัก เป็นต้น ซึ่งยาที่รักษาโรคดังกล่าวมีอยู่หลายตัวมาก แพทย์เองก็ไม่แน่ใจว่าปกติผู้ป่วยใช้ยาชื่ออะไร จึงเป็นความยากลำบากทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้การรักษา การได้รับยาจึงไม่ต่อเนื่อง หรือต้องให้ยาชนิดใหม่และต้องมีการปรับขนาดยาใหม่อีก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้อยู่ทำให้น่าเป็นห่วง เพราะคนไทยชอบแนะนำยาให้คนใกล้ชิดหรือเพื่อนๆ กันลองใช้ดู เพราะเห็นว่าตนเองใช้ได้ผลดี การบอกเพียงรูปลักษณ์ของยา เช่น สีของเม็ดยา หรือลักษณะรูปแบบของเม็ดยา จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะแนะนำยาผิดให้คนใกล้ชิด

“เพื่อความปลอดภัย อ่านฉลากให้เข้าใจ ทุกครั้งก่อนใช้ยา”

ฉลากยาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการใช้ยาตามแผนการรักษาได้อย่างและปลอดภัย ผู้ป่วยจึงต้องให้ความใส่ใจต่อข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากยา 5 อย่าง ประกอบด้วย

1) ชื่อผู้ป่วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นยาของเราหรือไม่

2) ชื่อสามัญทางยา เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้ป่วย และระหว่างผู้ให้การรักษาด้วยกันเอง ผู้ป่วยอาจจำชื่อยาไม่ได้ ก็ขอให้เภสัชกรช่วยจดหรือบันทึกให้ เก็บไว้กับตัวเพื่อเป็นการส่งต่อข้อมูล หากต้องไปรักษาที่อื่น

3) สรรพคุณยา เช่น เป็นยารักษาเบาหวาน ยาปฏิชีวนะ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

4) ขนาดยา และเวลารับประทาน เช่นครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหาร

5) ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา เช่น ดื่มน้ำบ่อยๆ ระหว่างที่รับประทานยา หรือ ระวังแสงแดดเพราะอาจทำให้แพ้

ข้อมูลที่เหมาะสม ครบถ้วน เป็นสิทธิที่ผู้ป่วยควรได้รับทุกราย แต่มักพบว่าสถานพยาบาลหรือร้านยาบางแห่งอาจไม่ระบุชื่อยา อันเป็นเหตุให้อาจเกิดการใช้ยาซ้ำซ้อน หรือยาตีกันได้ เพราะยาหลายขนานมองจากภายนอกจะเหมือนกัน แยกไม่ออก ยาที่เหมือนกัน อาจเป็นยาต่างชนิดกันได้ ดังนั้นทุกครั้งที่รับยา
จึงควรอ่านฉลากเพื่อดูว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ เข้าใจหรือไม่ ซึ่งหากไม่เข้าใจ สงสัย หรือไม่มีชื่อยา เป็นสิทธิที่จะร้องขอได้ตามสิทธิผู้ป่วย และโปรดจำว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วยทุกคนคือ การได้รับข้อมูลการรักษาที่เหมาะสม ทุกครั้งที่ใช้ยา ปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้านคุณ

ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม

ประกวดทูตน้อย Santa Kids ช่วยเพื่อนด้อยโอกาส ปี 11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307165

ประกวดทูตน้อย Santa Kids  ช่วยเพื่อนด้อยโอกาส ปี 11

ประกวดทูตน้อย Santa Kids ช่วยเพื่อนด้อยโอกาส ปี 11

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศาสตราจารย์คลินิก พลโทหญิงสุรีย์พร คุณาไทย พร้อมด้วย ดิศราพร  อิศรางกูร ณ อยุธยา และผู้สนับสนุน

ถึงเวลา ประกวด Santa Kids  ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส สู่ปีที่ 11 ซึ่งมีเด็กๆ ได้ผ่านเวทีนี้มาหลายรุ่นแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเหมือนเดิม คือคัดเด็กที่มีความน่ารักสมวัยเพื่อมารับตำแหน่ง “ทูตน้อยSanta Kids” ร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งของการจัดงานเงินไปช่วยมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ

ดิศราพร  อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็คเซส เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้จัดกิจกรรม กล่าวว่า บริษัท แอ็คเซส เซ็นเตอร์ จำกัด  ได้ร่วมกับ บริษัท แบรนดาเบิล จำกัด (สำนักข่าวเอซีนิวส์)  จัดกิจกรรมSanta Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาสขึ้นมาไม่ใช่เพียงแค่การประกวดเท่านั้นแต่ความจริงแล้ว เราอยากจะให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการแสดงออก โดยเริ่มด้วยกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งเด็กทั่วไปก็สามารถสมัครเข้ามาร่วมกิจกรรมของเราได้  อีกทั้งผู้ปกครองก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน  ดูได้จากกติกาที่เรากำหนดในการประกวดไม่ได้มีความซับซ้อนแต่อย่างใด  เพียงแต่งตัวเข้ากับคอนเซ็ปต์และมาเดินโชว์ความน่ารักอาจโชคดีได้ตำแหน่ง “ทูตน้อย Santa Kids” ไปครองพร้อมยังมีถ้วยรางวัล  เงินรางวัล  ของขวัญอีกมากมาย

ที่สำคัญไปกว่านั้นเด็กๆ ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ได้ทำการกุศล เพราะค่าสมัครของเด็กๆ เราจะนำไปสมทบทุนกับรายได้ส่วนหนึ่งของการจัดงานมอบให้มูลนิธิต่างๆ  ซึ่งในปีนี้เราจะนำเงินไปช่วย มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เท่ากับเป็นการช่วยเพื่อนผู้ด้อยโอกาสไปพร้อมๆ กัน

ดิศราพร  อิศรางกูร ณ อยุธยา

ศาสตราจารย์คลินิก พลโทหญิงสุรีย์พร คุณาไทย รองประธานมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ กล่าวว่า จากสถิติทางการแพทย์พบว่า อัตราการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ประมาณร้อยละหนึ่งในทารกเกิดใหม่ และยากในการป้องกันซึ่งในบ้านเรามีทารกเกิดใหม่ปีละ 8 แสนคน จะมีทารกที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 พันคน โรคหัวใจพิการในเด็กจำนวนไม่น้อยมีความรุนแรง แต่รักษาให้ดีขึ้นและหายขาดได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจเสียชีวิตหรือพิการไตลอดชีวิต นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เด็กด้อยโอกาสมีหัวใจที่พิการ โอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องแทบจะไม่มีเลย ชีวิตน้อยๆ ที่บริสุทธิ์อาจหมดโอกาสที่จะเติบใหญ่อย่างสมประกอบและมีคุณค่าเป็นพลเมืองดีของชาติ ตลอดชีวิตที่เกิดมาต้องดิ้นรนต่อสู้กับโรคร้ายแบบสิ้นหวัง

ทั้งนี้ การประกวด Santa Kids  ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จัดการประกวดจาก บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ให้พื้นที่ อินฟินิซิตี้ ฮอลล์ พารากอนซีนีเพล็กซ์ชั้น 5 สยามพารากอน และมีผู้ใหญ่ใจดีที่เป็นผู้สนับสนุนหลักในการประกวดฯมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คือ บริษัท อีซี่บาย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่สำคัญต้องขอขอบคุณ
ผู้ปกครองที่สนับสนุนให้เด็กๆ มาร่วมประกวดจนมีสมาชิก Santa Kids เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกดีใจค่ะที่ในทุกวันนี้มีการประกวดเด็กเกิดขึ้นหลายเวทีแต่ผู้ปกครองก็ยังคงสนใจให้เด็กๆมาสมัครประกวดกับเรา

สนใจสมัครประกวด Santa Kids ทูตน้อยเพื่อเพื่อนด้อยโอกาส ปี 11 ได้แล้ววันนี้ถึง 15 ธันวาคมนี้ ประเภทเดี่ยว (4-9 ขวบ) ค่าสมัคร 400 บาท/คน และประเภททีมทีมละ 3 คนขึ้นไป ไม่จำกัดเพศและวัย ค่าสมัครทีมละ 600 บาท ประกวดในวันเสาร์ที่23 ธันวาคม 2560 ณ อินฟินิซิตี้ ฮอลล์พารากอนซีนีเพล็กซ์  ชั้น 5 สยามพารากอนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 097-0466272และ 086-9856832 หรือติดตามได้ที่ Santa Kids by Access Center Fanpage

ซีพี ออลล์ สร้างผู้นำจิตสาธารณะ หนุนเด็กไทยเป็น‘คนดีและคนเก่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307162

ซีพี ออลล์ สร้างผู้นำจิตสาธารณะ หนุนเด็กไทยเป็น‘คนดีและคนเก่ง’

ซีพี ออลล์ สร้างผู้นำจิตสาธารณะ หนุนเด็กไทยเป็น‘คนดีและคนเก่ง’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ธานินทร์ บูรณมานิต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบเกียรติบัตรผู้นำรุ่นใหม่

คำกล่าวที่ว่า “การศึกษาคือชีวิต และชีวิตคือการศึกษา” ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ ยิ่งโลกในอนาคตเป็นโลกของความหลากหลาย เป็นโลกแห่งการเชื่อมโยงความคิด หากเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา สามารถเรียนรู้ รักษา พัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ซึ่งความสำเร็จจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

ดังเช่นโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน “คอนเน็กซ์-อีดี” เป็นโครงการภายใต้นโยบายสานพลังประชารัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ ซึ่งซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนชั้นนำของประเทศ ร่วมพัฒนาและยกระดับการศึกษาไทยโดยนำร่องโรงเรียนต้นแบบประชารัฐ 3,342 แห่ง ในปี 2559-2560 ก่อนขยายผลต่อไปยังโรงเรียน 7,424 แห่งในปีต่อไป

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ ได้ส่งตัวแทนพนักงานเข้าไปทำหน้าที่ผู้นำรุ่นใหม่ หรือ สคูล พาร์ทเนอร์ เข้าไปศึกษาปัญหาความต้องการของโรงเรียน วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน จัดทำแผนพัฒนาร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ

ชัณต์ฎณัย ขุลีทรัพย์ หนึ่งในตัวแทนพนักงาน ซีพี ออลล์ ร่วมทำหน้าที่ผู้นำรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาการศึกษา กล่าวว่าการพัฒนาการศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องมีส่วนร่วมกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐในครั้งนี้มีโอกาสเข้าไปส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศ สร้างความพร้อมให้เยาวชนได้เติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

ด้าน ธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทยกล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ซีพี ออลล์  ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน ของซีพี ออลล์ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 22 ปี ตั้งแต่ปี 2538

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพนักงาน ที่ได้ร่วมทำหน้าที่ผู้นำรุ่นใหม่พัฒนาโรงเรียนประชารัฐ จะมีส่วนช่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆผลักดันให้เยาวชนสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่งได้”นายธานินทร์กล่าว

เพื่อสนับสนุน เชิดชูพนักงานที่ร่วมทำหน้าที่ผู้นำรุ่นใหม่ผู้ที่เป็นทั้งคู่คิด ผู้ร่วมยกระดับการศึกษาโรงเรียนประชารัฐตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ จึงได้จัดงานมอบเกียรติบัตรแก่ตัวแทนพนักงาน ที่ร่วมทำหน้าที่ผู้นำรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งถือได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมิติใหม่ในการพัฒนาการศึกษา เติมเต็มช่องว่างและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

เด็ก “กำเนิดวิทย์” เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323530

เด็ก “กำเนิดวิทย์” เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

กำเนิดวิทย์,นวัตกรรม,อนุรักษ์น้ำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้ารางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำจาก สสวท. เตรียมลุยแข่งที่สวีเดน ส.ค. นี้

จากการที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  ได้จัดให้มีการประกวด สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ปี 2561  ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการอนุรักษ์น้ำสู่ความยั่งยืน” (Water Conservation Innovation toward Sustainability)  เพื่อหาเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลกในการแข่งขัน Stockholm Junior Water Prize 2018 ที่ประเทศสวีเดนระหว่างวันที่ 25-30 สิงหาคม 2561 โดยศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนง ผู้อำนวยการสสวท. เปิดเผยว่า  สสวท.เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมให้เยาวชนของชาติได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ผ่านการสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่  โดยสสวท.หวังว่า โครงการนี้จะส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจากนวัตกรรมใหม่ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสามารถเข้าร่วมประกวดในระดับโลกได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกวดครั้งนี้มีผลงานจากนักเรียนอายุ 14–19 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-5 ที่ผ่านรอบคัดเลือกจำนวน 22  ผลงาน เป็นนวัตกรรมที่เป็นสิ่งประดิษฐ์หรือแบบจำลองหรือต้นแบบที่แสดงออกถึงนวัตกรรมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการรักษาหรือแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมระดับครัวเรือน ชุมชน ประเทศ หรือระดับโลก โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญอันทรงคุณวุฒิและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ  มีรางวัลจำนวน 6 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้น 200,000 บาท
โดยผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยองจากผลงานวิจัยเรื่อง “ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซนเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก” คณะผู้วิจัยประกอบด้วย  นางสาวพิมพ์ฟ้า คำกาหลง และนางสาวแพรสุนันท์ จันทร์พานิช มีดร.สุรนันท์ อนันต์ชัยศิลป์ ภาควิชาเคมีและวิทยาศาสตร์โลก ครูที่ปรึกษา​ ได้รับรางวัลเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

เด็ก "กำเนิดวิทย์" เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

ด้านน.ส.พิมพ์ฟ้า คำกาหลง และน.ส.แพรสุนันท์ จันทร์พานิช นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศกล่าวว่า  รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย และที่ผ่านมาได้ใช้เวลาทุ่มเทให้กับการวิจัยครั้งนี้มาก  การได้เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ได้รับประโยชน์ในเรื่องกระบวนการคิดที่เป็นระบบ เมื่อพบปัญหาจะไม่ย่อท้อเพราะจะต้องมีวิธีที่สามารถแก้ไขและพบคำตอบ รู้จักการวางแผน การแบ่งเวลา และจากนี้ไปจะเตรียมความพร้อมในการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศสวีเดนโดยทำการทดลองซ้ำเพื่อให้ได้ผลที่แน่นอนเป็นจริง รวมทั้งหาข้อบกพร่องและแก้ไขให้สมบูรณ์  ซึ่งนวัตกรรมที่คิดค้นสามารถช่วยประเทศชาติในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ ดร.สุรนันท์ อนันต์ชัยศิลป์ ภาควิชาเคมีและวิทยาศาสตร์โลก โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง ครูที่ปรึกษา กล่าวว่า ประเด็นที่นำมาทำวิจัยนั้นได้มาจากการให้นักเรียนตั้งโจทย์ว่าสนใจทำวิจัยเรื่องใดส่วนตนเองทำหน้าที่สนับสนุนให้คำแนะนำ และภายหลังจากได้รับรางวัลแล้วจะวางแผนพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้นก่อนไปแข่งขันที่ประเทศสวีเดน โครงการฯนี้นับเป็นโครงการที่ดี และจะสามารถสร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้ประเทศชาติได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

เด็ก "กำเนิดวิทย์" เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ