Junta gets thumbs-down in varsity survey

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/politics/30345874

Junta gets thumbs-down in varsity survey

politics May 21, 2018 01:00

By The Nation

2,076 Viewed

A survey of 2,175 university students found that most respondents believed the military coup did not solve the country’s problems, and the performance of the General Prayut Chan-o-cha-led government during the past four years was “bad or very bad”, according to the poll by the Thai Academic Network for Civil Rights.

The respondents were from 19 universities including Thammasat University, Chulalongkorn Univ-ersity, Prince of Songkla University, Khon Kaen University and Chiang Mai University.

Asked whether the military figures behind the coup ran the country better than elected politicians, 86.2 per cent of those polled said, “No”.

More than half of the respondents also said they had no confidence that the 2017 Constitution would successfully fight corruption, protect people’s rights and freedoms, prevent vote buying, defend human rights or promote welfare.

Of those polled, 70.8 per cent said they were not confident that the junta’s 20-year national strategy would usher Thailand towards progress.

Up to 35 per cent of respondents said the next prime minister could be “anyone except Prayut”.

The survey found Future Forward Party leader Thanathorn Juangroongruangkit (6.8 per cent) was even more popular than former prime minister Thaksin Shinawatra (5.7 per cent) and Democrat Party leader Abhisit Vejjajiva (4.1 per cent). Prayut got support from just 1.9 per cent of respondents. Stand-up comedian and writer Udom Taepanich enjoyed 1.1 per cent backing respondents on the question of who should become the next prime minister.

Asked which party they would vote for, 22.7 per cent of those polled said they would cast their ballot for Democrat Party. About 20.3 per cent said they would vote for Pheu Thai Party. Future Forward Party garnered 10 per cent support. Up to 21.6 per cent said they would vote for a new alternative. Only 2.5 per cent said they would vote for a pro-military party.

Dr Samchai Sresunt, who teaches at Thammasat University’s Puey Ungphakorn School of Development Studies, said these findings reflected the lack of trust for the current government held by university students.

“They do not want the pro-military party. They do not want Prayut,” he summarised.

Thanapol Phanngam, Kasesart University student, said new-generation people no longer trusted that the current government would fight corruption, citing Deputy Prime Minister and Defence Minister General Prawit Wongsuwon’s luxury-watch scandal as a reason.

พิธีมอบโล่พระราชทาน รางวัลวรรณกรรม ‘วรรณศิลป์อุชเชนี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310880

พิธีมอบโล่พระราชทาน  รางวัลวรรณกรรม ‘วรรณศิลป์อุชเชนี’

พิธีมอบโล่พระราชทาน รางวัลวรรณกรรม ‘วรรณศิลป์อุชเชนี’

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.11 น.

ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธีเปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียน ถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นับเป็นอีกหนึ่งเวทีที่เปิดโอกาสดีๆ ให้กับนักเขียนทั่วประเทศ สำหรับ “การประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” หัวข้อ “มิ่งมิตร” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 โดย สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย ร่วมกับ สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, คณะภคินีเซอร์ปอล เดอ ชาร์ตร, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดขึ้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานโล่รางวัลแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ ภายในงานประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัล ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธีขึ้นเปิดกรวยดอกไม้ และเป็นประธานมอบรางวัลในงาน พร้อมด้วย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานคณะกรรมการอำนวยการ ขึ้นกล่าวรายงาน ณ ห้องอโนมาแกรนด์ ชั้น 3 โรงแรมอโนมาแกรนด์กรุงเทพ เมื่อวันพุธที่ 20 ธันวาคม 2560 จากนั้น พิบูลศักดิ์ ละครพล ศิลปินนักเขียนที่เคารพนับถือ เออเชนี ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา หรือที่รู้จักในนามปากกาว่า “อุชเชนี” มาร่วมเล่าความรู้สึกถึงอุชเชนี ก่อนจะไปฟังเสวนาในหัวข้อ “รางวัลวรรณกรรมวรรณศิลป์อุชเชนีกับสังคมไทย” จาก ณรงค์ฤทธิ์ ยงจินดารัตน์, บาทหลวงอนุชา ไชเดช, อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ อ.ชไมพร แสงกระจ่าง

จากนั้นเป็นการประกาศผลรางวัล การประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” หัวข้อ “มิ่งมิตร” ครั้งที่ 1 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ “ประเภทกลอนสุภาพ ระดับประชาชน” ได้แก่ บทกลอนชื่อ “เธออยู่บนชิงช้าสวรรค์” ของ สาวิตรี ทนแสน (นามปากกา “นิตา มาศิริ”) จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับรางวัลเงินสด 30,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลชมเชย 2 รางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ บทกลอนชื่อ “มิ่งมิตร” ของ จุไรรัตน์ แสนใจรักษ์ (นามปากกา “วันรวี รุ่งแสง”) จากกรุงเทพมหานคร บทกลอนชื่อ “มิ่งมิตร” ของ นนทพันธ์ หิรัญเรือง จากจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ“ประเภทกลอนสุภาพ ระดับนักเรียน” ได้แก่ พิริยภูมิ หง่อยกระโทก โรงเรียนบุญวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา บทกวีชื่อ “รอยหวังกำลังใจ” ได้รับรางวัลเงินสด 30,000 บาทพร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, รางวัลชมเชย 2 รางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณได้แก่ บทกลอนชื่อ “มิ่งมิตร” ของ ณรงค์ชัย แสงอัคคี จากโรงเรียนระโนดวิทยา จังหวัดสงขลา และบทกลอนชื่อ “มิ่งมิตร”ของ เมธาวี ก้านแก้วจากโรงเรียนกระทุ่มแพ้ววิทยา จังหวัดปราจีนบุรี ส่วน “ประเภทความเรียง ระดับประชาชน “ ผู้ที่ได้รับความเรียงรางวัลดีเด่น ได้แก่ ความเรียงชื่อ “มิ่งมิตร” ของ วาสนา อุตเมืองเพีย (นามปากกา “วันนา วนาดิน”) จากจังหวัดนครราชสีมา ได้รับรางวัลเงินสด 30,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ความเรียงรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ความเรียงชื่อ “มิ่งมิตร” ของ ขนิษฐา วชิราพรพฤฒ (นามปากกา “จิตประภัสสร”) จากกรุงเทพมหานคร และความเรียงชื่อ “จดหมายถึงมิ่งมิตร” ของ เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสกี้จาก คนไทยในสหรัฐอเมริกา ความเรียงระดับนักเรียน และ รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ ความเรียงชื่อ “มิ่งมิตร” ของ ณิชาภา บัวสัมฤทธิ์ จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย จังหวัดเชียงราย ความเรียงชื่อ “มิ่งมิตร” ของ ธัญพรภัส กนกกรมงคล จากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร

“เออเชนี ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา” หรือที่เรารู้จักในนามปากกา “อุชเชนี” มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แม้จำนวนไม่มากแต่ทรงคุณค่าและโดดเด่นทางด้านวรรณศิลป์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกวีนิพนธ์ อย่าง “ขอบฟ้าขลิบทอง”, “ดาวผ่องนภาดิน” หรือความเรียงร้อยแก้ว อย่าง “เพียงแค่เม็ดทราย” ในนามปากกา “นิด นรารักษ์” นอกจากผลงานการเขียน ซึ่งก่อเกิดแรงบันดาลใจมากมายสำหรับผู้ที่รักทางด้านวรรณศิลป์แล้ว การใช้ชีวิตเรียบง่ายอ่อนโยนเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ยังเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการดำเนินรอยตามอีกด้วย

“อุชเชนี” ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติในปี พ.ศ. 2536 และยังได้รับรางวัลอื่นๆ ทั้งรางวัลด้านวรรณกรรม อาทิ รางวัลพานแว่นฟ้าเกียรติยศ จากรัฐสภาร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย หรือรางวัลในหน่วยงานของศาสนา อาทิ รางวัล “Achievement Awards” จากสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย และเครื่องประดับเกียรติยศของสมเด็จพระสันตะปาปาซิลแวสเตอร์ ขั้นอัศวินกางเขนใหญ่ อุชเชนีถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงผลงานและชีวิตอันน่าจดจำ และสานต่อคุณงามความดีของอุชเชนีที่ได้อุทิศตนไว้

ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานคณะกก.อำนวยการ, พ.ต.ปานสรวง ชุมสายฯ, มาแมร์มีเรียม กิจเจริญ, บาทหลวงอนุชา ไชเดช และ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานคณะกก.อำนวยการ, พ.ต.ปานสรวง ชุมสายฯ, มาแมร์มีเรียม กิจเจริญ, บาทหลวงอนุชา ไชเดช และ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี กล่าวเปิดงาน

ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี กล่าวเปิดงาน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะ มะเร็งเต้านม’กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าแย่เดี๋ยวจะแก้ไม่ทัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310815

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะ มะเร็งเต้านม'กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าแย่เดี๋ยวจะแก้ไม่ทัน'

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะ มะเร็งเต้านม’กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าแย่เดี๋ยวจะแก้ไม่ทัน’

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 10.23 น.

“กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าแย่เดี๋ยวจะแก้ไม่ทัน”สุภาษิตโบราณนี้เข้ากับทุกยุคสมัย โดยเฉพาะแนวนิยมด้านสุขภาพในปัจจุบันที่เน้นเชิงป้องกันมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย อาหารการกิน อาหารเสริม และการตรวจสุขภาพประจำปีหนึ่งในหัวข้อสำคัญสำหรับการตรวจสุขภาพได้แก่ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (การตรวจคัดกรองหมายถึงการตรวจหาโรคแม้มิได้มีอาการ)คำถามแรกที่ควรจะต้องได้คำตอบก่อนตัดสินใจต่อไปคือ โรคใดบ้างที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง และเหตุผลคืออะไร ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้คำอธิบายและหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนดังนี้เป็นโรคที่พบบ่อย ,เป็นโรคที่มีระยะเวลาที่ไม่แสดงอาการยาวนาน ,เป็นโรคที่สามารถรักษาได้, วิธีการตรวจมีความแม่นยำและเชื่อถือได้,วิธีการตรวจเป็นที่ยอมรับโรคที่มีคุณสมบัติครบถ้วนชัดเจนคือมะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศหญิง และเป็นโรคเงียบกล่าวคือมีระยะเวลาที่ไม่แสดงอาการยาวนานจากรอยโรคเล็กๆใช้เวลาเจริญเติบโตจนกระทั่งเป็นก้อนที่คลำได้เฉลี่ยถึงสองปี ซึ่งการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมจะช่วยให้เริ่มวินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้นมาก ส่งผลถึงความยุ่งยากในการรักษาและอัตราการหาย ในขณะเดียวกันการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันได้ผลดีมาก มากกว่า70%ของผู้ป่วยสามารถหายขาดจากโรคได้

ผศ.นพ ประกาศิต จิรัปปภาผู้ช่วยศาสตราจานย์ แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดีและคณะกรรมการและเหรัญญิก สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย (TBS)กล่าวว่ารายละเอียดวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมวิธีการตรวจที่เป็นมาตรฐานได้แก่การทำแมมโมแกรม ซึ่งก็คือการเอ็กซเรย์เต้านมนั่นเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อการตรวจเต้านม มีสองขั้นตอนได้แก่การบีบเนื้อเต้านมและการเอ็กซเรย์ เป้าหมายของการบีบเนื้อเต้านมคือการทำให้ความหนาของเนื้อที่จะเอ็กซเรย์บางลง เพื่อลดการทับซ้อนกันของเนื้อเยื่อเต้านมส่งผลให้ตรวจพบก้อนได้ง่ายมากขึ้นและใช้รังสีน้อยลง ซึ่งในปัจจุบันกล่าวได้ว่าปริมาณรังสีที่ได้รับน้อยมากๆจนไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ความผิดปกติที่อาจเกิดจากมะเร็งและสามารถเห็นในแมมโมแกรมได้แก่ ก้อนในเต้านม, หินปูนเกาะผิดปกติในเนื้อเต้านมและโครงสร้างที่ผิดรูปไปของเต้านม อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจส่งผลให้ความแม่นยำในการตรวจเต้านมด้วยการทำแมมโมแกรมลดลงเช่น ในผู้ที่มีความหนาแน่นของเนื้อเต้านมสูง เต้านมจะมีความทึบรังสีมากขึ้นและอาจซ้อนทับกันจนบังก้อนที่มีอยู่ได้ในกรณีที่เนื้อเต้านมมีความหนาแน่นสูงนี้ อาจส่งผลให้ความแม่นยำในการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมอย่างเดียวลดลงมากถึง 50% ซึ่งการตรวจเสริมด้วยอัลตราซาวด์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี

การตรวจอัลตราซาวด์เต้านม เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเดียวกับการอัลตราซาวด์ช่องท้องที่เราคุ้นเคยนั่นเอง การทำงานของการเครื่องมือนี้คล้ายกับโซนาร์ที่ใช้หาปลาทะเลแต่ภาพที่ได้มีความละเอียดมากกว่า โดยหัวตรวจอัลตราซาวด์จะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงออกมาและรับคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับเอามาประมวลผลสร้างเป็นภาพ โดยมีหลักการว่าเนื้อเยื่อแต่ละชนิดจะสะท้อนเสียงกลับได้ไม่เท่ากัน จากนั้นเอาข้อมูลที่ได้ทั้งความลึกและปริมาณเสียงที่สะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพ อัลตราซาวด์สามารถตรวจหาก้อนในเต้านมได้แม้เนื้อเยื่อจะมีความหนาแน่นมากจนไม่สามารถตรวจด้วยแมมโมแกรมได้ อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองยังจำเป็นต้องใช้การตรวจแมมโมแกรมเพราะลักษณะหินปูนที่เกาะในเนื้อเต้านมและโครงสร้างที่ถูกดึงบิดไปยังเป็นรอยโรคที่พบโดยแมมโมแกรมและแทบจะไม่เห็นในอัลตราซาวด์เลย

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในยุโรปตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่จะเป็นบริการที่จัดโดยรัฐให้ตรวจได้ฟรีและเป็นการตรวจแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว จนเมื่อพบความผิดปกติจึงจะเรียกกลับมาตรวจซ้ำด้วยอัลตราซาวด์ แต่ในประเทศไทยเรามักพบผู้หญิงที่เต้านมมีความหนาแน่นสูง(เต้านมเล็กกว่าแต่ปริมาณต่อมน้ำนมเท่ากัน)ซึ่งมีผลให้ความไวของแมมโมแกรมในการตรวจหาก้อนลดลง ดังนั้นในประเทศไทยเราจึงตรวจทั้งแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมไปพร้อมๆกันจากรายงานการวิจัยพบว่าการตรวจแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียวมีความไวในการวินิจฉัยความผิดปกติได้ประมาณ 85-90% แต่ในเต้านมที่มีความหนาแน่นสูงความไวในการตรวจจะลดลงเหลือเพียง 35-50% แต่ถ้าได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ร่วมด้วยความไวในการตรวจพบความผิดปกติจะเพิ่มกลับไปเป็น 90-95%เกณฑ์ที่มีเหตุผลทางวิชาการเป็นที่ยอมรับทั่วโลกสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมคือ ควรได้รับการตรวจคัดกรองทุกปีโดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี และตรวจไปเรื่อยๆตราบใดที่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันปกติได้

เครื่องมืออื่นๆที่มีความพยายามนำมาใช้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแต่ยังพบว่าไม่เหมาะสมนัก ได้แก่การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้่า(MRI Breast) การตรวจวิธีนี้มีความไวในการตรวจพบความผิดปกติสูงมากกว่าแมมโมแกรมมาก แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าความไวที่มากเกินไปนี้ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดโดยไม่จำเป็นเพิ่มมากขึ้น อาจพูดได้ว่าการตรวจวิธีนี้มีความไวมากเกินไปจนทำให้มองเห็นรอยโรคที่ไม่ใช่มะเร็งเป็นรอยโรคที่มีความน่าสงสัย ดังนั้นการนำวิธีการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาใช้ในผู้ป่วยทั่วไปยังเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น แต่สามารถนำมาใช้ได้ด้วยความระมัดระวังหรือใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่นทราบแน่นอนว่ามีพันธุกรรมผิดปกติการตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง สารบ่งชี้มะเร็งคือสารที่สร้างโดยเซลล์มะเร็งและไม่สร้างโดยเซลล์ปกติหรือสร้างในปริมาณต่ำมากๆ ถ้ากล่าวเพียงแค่นี้โดยคำจำกัดความแล้วสารบ่งชี้มะเร็งน่าจะใช้ในการตรวจหามะเร็งได้และมีความสะดวกในการใช้อย่างมากเพราะใช้แค่การตรวจเลือด แต่ในความเป็นจริงสารต่างๆเหล่านั้นแม้ไม่สร้างโดยเซลล์ปกติ แต่กลับมีการตรวจเลือดพบสารบ่งชี้มะเร็งต่างๆได้สูงมากขึ้นในภาวะที่มีการอักเสบในอวัยวะต่างๆของร่างกายสารบ่งชี้มะเร็งเกือบทั้งหมดมีความไวต่ำและมีความจำเพาะต่ำ กล่าวคือแม้ขณะเป็นมะเร็งก็อาจตรวจไม่พบสารบ่งชี้มะเร็ง โชคร้ายไปกว่านั้นบางขณะแม้ไม่เป็นมะเร็งก็ยังอาจตรวจพบสารบ่งชี้มะเร็งสูงขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากอย่างมากกว่าจะสามารถวินิจฉัยได้แน่นอนว่าไม่ได้เป็นมะเร็งและยังเสียสุขภาพจิตอย่างร้ายแรงอีกด้วย

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้ายคนสูงวัย สะสมแคลเซียมป้องกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310680

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้ายคนสูงวัย  สะสมแคลเซียมป้องกันได้

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้ายคนสูงวัย สะสมแคลเซียมป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันเรามักได้ยินว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคม “ผู้สูงอายุ” แล้ว ทำให้มีคำแนะนำหรือข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุว่ามีโรคอะไรที่จะเกิดขึ้นเมื่อพยาธิสรีระมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังให้มากที่สุดในผู้สูงอายุ เป็นภัยร้ายที่อาจตามมานั่นคือ“กระดูกพรุน” ที่รอวันหักในเวลาที่เกิดพลัดหกล้ม จนกลายเป็น“วงจรเศร้าสลด” และต้องทนทุกข์ทรมานก่อนจากโลกนี้ไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ เผยว่า “กระดูกพรุน” มีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะ “กระดูกพรุน” โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัลตร้าซาวนด์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก สำหรับค่าการวัดที่ได้เราจะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด ถ้าใครผลออกมาเป็นผล บวก จนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่าลบ 1 ถึง ลบ 2.5 แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า “กระดูกพรุน” ต้องได้รับการรักษา

film กระดูกสะโพก

หากเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือ ผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง จากข้อมูลทั่วไปพบว่าหาก“ข้อมือหัก” หรือ “กระดูกสันหลังทรุด” กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง แต่ถ้า “กระดูกสะโพกหัก” ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า ร้อยละ 95 ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา

มีข้อมูลที่มีการอ้างอิงออกมาว่า เมื่อกระดูกสะโพกหักแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 20% มักเสียชีวิต ภายใน 1 ปี 30% พิการถาวร 40% ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน ที่สำคัญคือไม่สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวัน ได้เหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนปกติก่อนกระดูกหัก ฉะนั้นจึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะก็อาจจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมา จนเข้าสู่ “วงจรเศร้าสลด” หมายความว่า ผู้สูงวัยเมื่อไหร่ที่เริ่มล้ม ก็มีโอกาสที่จะล้มซ้ำได้อีก เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานผ่าตัดซ้ำๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตจากโรคอื่นที่แทรกซ้อนและรุมเร้าเข้ามา

ดังนั้น จึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ การป้องกันการล้มซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้
กระดูกแข็งแรงขึ้น สำหรับการรักษากระดูกพรุนมีหลักการคือ การให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่น การเสริมอาหารหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ ทั้งนี้ อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูก หรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า “พาราไทรอยด์ฮอร์โมน” ที่ช่วยกระตุ้นในการสร้างกระดูกและช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง และต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหัก

สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 ปี เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆสิ่งสำคัญคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

ฟิล์มเอกซเรย์ ใส่สกรู

ทั้งนี้ การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีก คือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่เรื่องยาพื้นบ้าน คือ “แคลเซียม” ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม ก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อีกตัวหนึ่งคือ “วิตามินดี” ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วงเวลา 8-9 โมงเช้า

แต่ถ้าใครไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดๆ (เห็ดสดที่บริโภคได้) ไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีเก็บไว้ เมื่อเรานำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารรับประทาน ก็จะทำให้เราได้รับวิตามินดีได้แบบเต็มๆ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู้ งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อเรากลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต

ศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลกรุงเทพ มีทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ด้านการรักษากระดูกหักประจำโรงพยาบาล ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยกระดูกหักทั้งก่อนการรักษา หรือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาแล้วแต่ไม่มั่นใจในผลการรักษา ด้วยบริการ Fast Track Fracture Call Center ให้คำปรึกษาตอบปัญหากระดูกหักโดยแพทย์เฉพาะทาง โดยผู้ป่วยสามารถส่งภาพเอกซเรย์มาเพื่อรับคำปรึกษาได้ที่ E-mail : BFC@bgh.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลกรุงเทพ Call Center โทร.1719

ทันตแพทย์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นแนะเคล็ดลับ รักษาฟันแท้ 28 ซี่ ตลอดชีวิต สามารถทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310679

ทันตแพทย์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นแนะเคล็ดลับ  รักษาฟันแท้ 28 ซี่ ตลอดชีวิต สามารถทำได้

ทันตแพทย์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นแนะเคล็ดลับ รักษาฟันแท้ 28 ซี่ ตลอดชีวิต สามารถทำได้

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพราะสุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์กับสุขภาพร่างกาย หากช่องปากมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นโรคฟันหรือโรคเหงือก จะมีความเสี่ยงให้อวัยวะส่วนอื่นมีปัญหาตามไปด้วย เช่น ปอดอักเสบ หัวใจวาย สตรีตั้งครรภ์ก็เสี่ยงที่จะคลอดลูกก่อนกำหนด ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ให้ความสำคัญและรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปาก และหนึ่งในกิจกรรมที่ดำเนินการมาเป็นประจำทุกปี คือ การร่วมกับชมรมทันตสาธารณสุขแห่งประเทศไทย จัดงานประชุมวิชาการชมรมทันตสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ซึ่งในงานนี้นอกจากจะมีการบรรยายในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับทันตสาธารณสุขแล้ว ยังมีการมอบ รางวัลไลอ้อนเพื่อสุขภาพช่องปากด้วย เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจแก่บุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันที่มีผลงานดีเด่นด้านทันตสาธารณสุขและการเสริมสร้างสุขภาพช่องปากประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี

สำหรับงานประชุมวิชาการชมรมทันตสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ประจำปี 2560 ที่จัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม นับเป็นการจัดครั้งที่ 10 ซึ่งในช่วงของการบรรยายมีหัวข้อที่น่าสนใจและได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ นั่นคือ การบรรยายของ ดร.ทาคาชิ คูมาไก ในหัวข้อ Keep 28, Make it Possible หรือ รักษาฟันแท้ให้อยู่ครบ 28 ซี่ สามารถทำได้

ดร.คูมาไก เป็นทันตแพทย์ด้านทันตกรรมป้องกัน เปิดคลินิกที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาพช่องปากจนเป็นที่ประจักษ์ มีการบันทึกข้อมูลคนไข้เพื่อนำมาวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งวิธีของเขานับว่าได้ผลดีมาก คนไข้ที่คลินิกของเขาที่ไม่มีฟันผุเลยมีถึงร้อยละ 10 และคนไข้เด็กอายุ 12 ปี ร้อยละ 90 ไม่มีฟันผุเลย

ดร.คูมาไก กล่าวถึงแนวคิด Keep 28, Make it Possible ว่าเป็นการรักษาฟันแท้ที่แข็งแรงให้อยู่ครบ 28 ซี่ โดยนำ Cloud System มาใช้เพื่อให้คนไข้สามารถเรียกดูข้อมูลช่องปากของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน ข้อมูลนี้จะทำให้คนไข้ ทันตแพทย์ ทันตาภิบาล เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของช่องปากคนไข้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อตัวคนไข้เองที่จะรับทราบว่าดูแลฟันดีแล้วหรือยัง ต้องปรับปรุงจุดไหนบ้าง อีกทั้ง เป็นการพัฒนาคุณภาพการทำงานของทันตแพทย์ ทันตาภิบาล ในการให้บริการคนไข้ด้วย ซึ่งหากทำได้ดีทั้งคนไข้ ทันตแพทย์ ทันตาภิบาล ก็จะส่งผลให้สุขภาพช่องปากดี สามารถรักษาฟันแท้ที่ไม่ผุ ไม่ผ่านการอุด หรือรักษารากฟัน ให้อยู่ครบ 28 ซี่ไปตลอดชีวิต

“ก่อนอื่นทันตแพทย์จะตรวจเช็คว่าคนไข้แปรงฟันถูกต้องหรือยัง มีคราบแบคทีเรียหรือเปล่า มีเหงือกหรือฟันเสียหายหรือไม่ ถ้ามีส่วนไหนที่จะต้องแก้ไข เช่น หินปูน ฟันผุ แตก กร่อน ต้องรักษาให้เรียบร้อย พร้อมกับแนะนำการแปรงฟันและดูแลช่องปากที่ถูกวิธีให้คนไข้ หลังจากนั้นจะถ่ายภาพช่องปากคนไข้เก็บไว้ใน iCloud เมื่อคนไข้กลับบ้านก็นำคำแนะนำของทันตแพทย์ไปปฏิบัติตาม (Home Care) แล้วกลับมาคลินิกตามนัดเพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจเช็ค(Professional Care) และทุกครั้งที่มาตรวจเช็คจะมีการถ่ายภาพเก็บไว้ หากคนไข้ดูแลตัวเองได้ดี ความถี่ของการนัดหมายก็จะลดลง ซึ่งการดูแลฟันที่ดีที่สุดควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่มีฟันซี่แรก

ฟัน 28 ซี่ที่เราต้องการให้อยู่ไปตลอดชีวิต จะต้องเป็นฟันที่แข็งแรง ไม่ผุ ไม่ผ่านการอุด หรือรักษารากฟัน เพราะเราถือว่าฟันที่ผุแล้วเป็นฟันที่คุณภาพไม่ดี มีโอกาสที่จะสูญเสียฟันซี่นั้นในอนาคต อย่างการรักษารากฟัน ความเป็นไปได้ที่จะต้องถอนในอนาคตมีถึง 50% ตามสถิติ ฟันซี่ที่อุดจะอยู่ได้ 5.4 ปี ฟันที่ครอบจะอยู่ได้ 7.1 ปี หลังจากนั้นฟันก็จะค่อยๆ สูญเสียไป หลายคนคิดว่าการอุด การรักษารากฟัน เป็นการรักษาให้ดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นการเข้าใกล้การถอนฟัน และในที่สุดท้ายก็ต้องใส่ฟันเทียม”

อีกทั้ง ดร.คูมาไก ได้กล่าวถึงสาเหตุของการสูญเสียฟันว่า 90% มาจากฟันผุกับโรคเหงือก ซึ่งเกิดจากคราบพลัคและไบโอฟิล์ม ถ้าพลัคมาก ไบโอฟิล์มก็จะมาก วิธีดูแลตัวเองที่บ้าน คือทำความสะอาดฟันและเหงือกให้ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังเกิดพลัคและไบโอฟิล์มได้ จึงต้องมาพบทันตแพทย์เพื่อขูดพลัคและไบโอฟิล์มออก เพราะฉะนั้นทั้ง Home Care และ Professional Care จึงสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ในช่วงท้าย ดร.คูมาไก ยังได้แนะนำวิธีแปรงฟันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ เริ่มจากการแปรงฟันโดยไม่ใช้ยาสีฟันประมาณ 5 นาที เพื่อขจัดพลัคและเศษอาหาร จากนั้นใช้ไหมขัดฟันเพื่อขจัดไบโอฟิล์มที่อยู่ตามซอกฟัน แล้วจึงใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์แปรงฟันอีก 1 นาที และบ้วนน้ำเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่ให้ฟลูโอไรด์ถูกชะล้างจนหมด

ประสบการณ์ที่ ดร.คูมาไก นำมาแบ่งปันในครั้งนี้ นับว่ามีประโยชน์ต่อวงการทันตสาธารณสุข และทุกคนยังสามารถทำตามได้ไม่ยาก เพื่อรักษาฟันแท้ที่มีคุณภาพ 28 ซี่ให้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต เพื่อการยิ้มสวย พูดชัด เคี้ยวอร่อย สมองดี และสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

เสพศิลป์ ฟังดนตรี ชมพระราชวัง ที่กรุงเวียนนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310675

เสพศิลป์ ฟังดนตรี ชมพระราชวัง ที่กรุงเวียนนา

เสพศิลป์ ฟังดนตรี ชมพระราชวัง ที่กรุงเวียนนา

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การบินไทย ชวนเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ กับทริป “เสพศิลป์ ฟังดนตรี ชมพระราชวังที่กรุงเวียนนา” ซึ่งเป็นทริปในฝันของหลายๆ คน ที่ต้องการจะชื่นชมบรรยากาศและดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีคลาสสิกอันไพเราะ หลงใหลในศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกพร้อมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง ไป-กลับ กรุงเทพฯ สู่เวียนนาด้วยเครื่องโบอิ้ง 777-300 ER ถึง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

กรุงเวียนนา เป็นเมืองหลวงสำคัญของประเทศออสเตรีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีประชาชนอาศัยอยู่ราว 1.8 ล้านคน และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญๆ ของสหประชาชาติหลายแห่ง ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ขณะที่การเดินทางค่อนข้างสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะโดยมีรถไฟฟ้าเป็นหลัก และยึดหลักสมาร์ทซิตี้

ปัจจุบันกรุงเวียนนาได้ถูกยกย่องให้เป็น “ประตูแห่งยุโรปกลาง” เนื่องจากมีดินแดนที่ติดกับประเทศสำคัญๆ ของยุโรปหลายประเทศ ไล่ตั้งแต่ด้านเหนือติดสาธารณรัฐเช็กเยอรมนี ด้านตะวันออกติดสโลวาเกียฮังการี ด้านทิศใต้และตะวันตกมีชายแดนที่ติดกับอิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้สามารถเดินทางต่อไปยังเมืองสำคัญด้านการท่องเที่ยวได้คล่องตัว เช่น กรุงปรากสาธารณรัฐเช็ก หรือ เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ที่สามารถนั่งรถไฟความเร็วไม่เกิน 5 ชั่วโมง ส่งผลให้เวียนนามีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากกว่า 6 ล้านคนต่อปี รวมทั้งยังเป็นเกตเวย์สำคัญของการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว และทำธุรกิจในภาคพื้นทวีปยุโรปของผู้คนจากทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ กรุงเวียนนา ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกถึง 2 แห่ง ได้แก่ พระราชวังเชินบรุนน์ ปี ค.ศ. 1996 และเขตเมืองเก่าใจกลางกรุงเวียนนา ปี ค.ศ. 2001

พระราชวังเชินบรุนน์ เป็นอดีตพระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับสNเบิร์กแห่งออสเตรีย ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสศตวรรษที่ 18 โดยมีพระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ ถอดแบบความหรูหราตามสไตล์ศิลปะบาโรก สง่างามด้วยการออกแบบ ภายในมีห้องต่างๆ มากถึง 1,441 ห้อง ตกแต่งด้วยผลงานศิลปะหินอ่อน ลวดลายคลาสสิก คลุมโทนด้วยสีเหลืองและทอง และโดยรอบพระราชวังยังมีผลงานศิลปะในรูปแบบของรูปปั้น และซุ้มระเบียง Gloriette บนเนินเขา

ส่วน เขตเมืองเก่าใจกลางกรุงเวียนนา มีจุดขายคือ เป็นตลาดสำคัญที่ยังคงความเก่าแก่ เสน่ห์อันคลาสสิก ที่รวบรวมสินค้าต่างๆ จากทั่วโลกมาไว้ที่ตลาดเดียวไม่ว่าจะเป็นอาหารปรุงสดพร้อมทาน เครื่องเทศขนมต่างๆ จากทั่วยุโรป รวมไปถึง ไส้กรอกเวียนนา แฮม และชีส ซึ่งถือเป็นของขึ้นชื่อที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยมีสโลแกนหากเดินตลาด 1 รอบ เท่ากับคุณได้เดินทางรอบโลก

กรุงเวียนนา ถือเป็นบ้านเกิดของนักแต่งเพลงคลาสสิกชื่อก้องโลก ไม่ว่าจะเป็นบีโธเฟ่น โมสาร์ต โยฮันสเตราส์ ที่สร้างสรรค์บทเพลงที่ทั่วโลกคุ้นหูบนดินแดนแห่งนี้ และนอกจากเสียงดนตรีคลาสสิกอันไพเราะที่จะขับกล่อมคุณตลอดการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีอบอวลไปด้วยความโรแมนติก จากบรรยากาศของบ้านเมือง ผู้คน สถาปัตยกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่รายล้อม รอให้คุณได้เดินทางมาสัมผัส

สำหรับเที่ยวบินตรง ไป-กลับ กรุงเทพฯ สู่เวียนนา 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องโบอิ้ง 777-300 ER ประกอบด้วยวันจันทร์ พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์โดยเส้นทาง กรุงเทพฯ-เวียนนา เที่ยวบิน ทีจี 936 เวลาเครื่องออก 01.30 น.เวลาจุดหมายปลายทาง 07.00 น. และเส้นทาง เวียนนา-กรุงเทพฯ เที่ยวบินทีจี 937 เวลาเครื่องออก 13.30 น.เวลาถึง 05.20 น.

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล โชว์นวัตกรรมปกปิดสีผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310714

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล  โชว์นวัตกรรมปกปิดสีผม

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล โชว์นวัตกรรมปกปิดสีผม

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) เชิญร้านซาลอนชื่อดังจากญี่ปุ่น Tricca ก่อตั้งโดย Mr.Mouri Toshihide และ Mr.Oda Naoya บินตรงร่วมทำแฟชั่นโชว์เพื่ออวดลวดลายของสีผมที่งดงาม ในงานเปิดตัวสีผมสูตรใหม่ PRIMIENCE ENRICH พร้อมให้ความเด่นชัด เม็ดสีติดทนแน่นนาน ปกปิดผมขาวได้หลากเฉดสี

ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) นำโดย ธีรดา อำพันวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด, พัชรี ธำรงกิตติคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เส้นผม บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) และ ชัญญา ศรีธัญรัตน์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ SHISEIDO PROFESSIONAL บริษัท ชิเซโด้ โปรเฟสชั่นแนล (ไทยแลนด์ จำกัด) จัดงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ผลิตภัณฑ์ปิดผมขาว PRIMIENCE ENRICH (พรีเมียนซ์ เอนริช) ที่มีให้ความทันสมัยด้วยหลากหลายเฉดสีด้วยสูตรใหม่ที่เพิ่มความเข้มข้นของเม็ดสี โดยมีให้เลือกใช้ถึง 52 เฉดสี ใน 10 โทนสี ผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องผมขาว สามารถปกปิดผมขาว/ผมเทาได้อย่างเรียบเนียน และแม้กระทั่งการเพิ่มความงามแก่สีผิวให้สาวเอเชียได้เปล่งประกายความงามขั้นสุด โดยภายในงานได้รับเกียรติจากร้านซาลอนชื่อดังจากญี่ปุ่น Tricca ก่อตั้งโดย Mr.Mouri Toshihide และ Mr.Oda Naoya ร่วมทำแฟชั่นโชว์เพื่ออวดลวดลายของสีผมที่งดงามอีกด้วย

ด้วยประสบการณ์ของร้าน Balcony by Tricca ที่มีความชำนาญในวงการความงามมากถึง 15 ปี การดูแลเอาใจใส่ลูกค้ารวมถึง การวิเคราะห์เส้นผมให้ถูกต้อง ชัดเจน และการแนะนำสีผมที่เหมาะกับลูกค้ารายบุคคล รวมถึงการคำนึง ใส่ใจ เลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพโดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ SHISEIDO PROFESSIONAL ให้แก่ลูกค้า นับได้ว่าทางร้านได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเสมอมา โดยเฉพาะบริการด้านการเปลี่ยนสีผม จนทางร้านได้รับเชิญจากทาง SHISEIDO JAPAN ให้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมคิดค้นสีใหม่ ของ PRIMIENCE ที่ชื่อว่า PRIMIENCE ENRICH (สามารถปกปิดผมขาว/ผมเทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเพิ่มเม็ดสีที่ติดแน่นขึ้นถึง 120%) อีกทั้ง ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เปลี่ยนผมขาวสูตรใหม่และเพิ่มความหลากหลายของสีโทนแฟชั่นมากยิ่งขึ้น

ซื้อยารักษาสิวทางเนต เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310678

ซื้อยารักษาสิวทางเนต  เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ซื้อยารักษาสิวทางเนต เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท เมก้าไลฟ์ไซแอนซ์ จำกัด มหาชน (เมก้าไลฟ์ไซแอนซ์) ผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพด้านเภสัชกรรม โภชนเภสัช และสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย และยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนและมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในเครื่องหมายการค้า“ACNOTIN” ประกาศเตือนผู้บริโภคถึงอันตรายจากการซื้อผลิตภัณฑ์ยาในกลุ่มวิตามินเอ ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 ผ่านช่องทางอินเตอร์เนต โดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ว่า มีความเสี่ยงได้รับยาไม่มีคุณภาพ และอาจได้รับผลกระทบข้างเคียงร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงมีครรภ์ อาจส่งผลให้เด็กทารกในครรภ์พิการได้

ทั้งนี้ ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพสูงในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังของเมก้าไลฟ์ไซแอนซ์ และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษภายใต้ระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมก้าไลฟ์ไซแอนซ์ ปฏิบัติตามระเบียบของอย. โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้แก่สถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตและมีคุณสมบัติครบถ้วนเท่านั้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นยาที่ต้องได้รับการควบคุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล

นอกจากนี้ ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 เป็นยาที่ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยปราศจากใบสั่งยาของแพทย์ หรือทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์นี้อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีใบอนุญาตทางการแพทย์

เมก้าไลฟ์ไซแอนซ์ ทราบมาว่ามีบุคคลอื่นได้โฆษณา เสนอขาย และ/หรือขาย ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 ในเว็บไซต์ เว็บบล็อก และช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดยอ้างว่าสามารถลดการผลิตไขมันลดสิวอุดตัน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ๆ แท้จริงแล้วผลิตภัณฑ์ ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 ของแท้ที่ผลิตโดยเมก้าไลฟ์ไซแอนซ์มีการจัดจำหน่ายโดยตรงแก่สถานพยาบาลตามระเบียบของอย. เท่านั้น

นอกจากนี้ การขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับอนุญาต ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นผลิตภัณฑ์ยาปลอมและใช้หมายเลขทะเบียนอย.ปลอม ซึ่งยาปลอมจะไม่มีสารออกฤทธิ์ที่ใช้รักษาโรคหรืออาการที่ถูกต้อง และยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ป่วย และยังเป็นกระทำความผิดตามกฎหมาย

อีกทั้ง ผู้ใดหรือนิติบุคคลใดฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการโฆษณา เสนอขาย และ/หรือขาย ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 ผ่านทางอินเตอร์เนต จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายตามระบุไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า และพระราชบัญญัติยา ซึ่งมีโทษทั้งปรับและจำคุก เมก้าไลฟ์ไซแอนซ์ และตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้เตรียมพร้อมและจะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ในการสืบสวนและปราบปรามผู้กระทำความผิดเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายของยาปลอมและการขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขอเรียกร้องขอให้ผู้กระทำความผิดทั้งหลายหยุดกระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ACNOTIN 10 และ ACNOTIN 20 โดยสิ้นเชิง

พบเห็นเว็บไซต์ เว็บบล็อก หรือช่องทางโซเชียลมีเดียใดๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมายตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สามารถติดต่อ MEGA HOTLINE (รับผิดชอบโดยบริษัท ซิโก้ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด) ได้ทันทีที่โทร.02-6777588 ต่อ 5057 หรืออีเมล info@megawecare.com

เซตของขวัญปีใหม่พร้อมได้บุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310711

เซตของขวัญปีใหม่พร้อมได้บุญ

เซตของขวัญปีใหม่พร้อมได้บุญ

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ต้อนรับปีจอ ให้คนรักน้องหมาได้ฟินกว่าใคร ด้วยการชวนดีไซเนอร์ชื่อดัง แก้ม-มลลิกา เรืองกฤตยา แห่งแบรนด์คลอเส็ท (Kloset) มาร่วมครีเอทคาแร็กเตอร์น้องหมาสุดน่ารัก ขวัญใจมหาชนตัวใหม่ที่ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก กับเซตของขวัญคอลเลคชั่นล่าสุด พร้อมส่งต่อเป็นของขวัญแทนใจให้คนที่รักและหวังดี ในเทศกาลแห่งความสุขนี้กันถ้วนหน้า เพราะนอกจากของขวัญชิ้นนี้จะเลอค่าถูกใจทั้งผู้ให้และผู้รับแล้ว ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังเล็กๆ แห่ง การให้…ไม่สิ้นสุด อีกด้วย

“Happiness is in the air” นำเสนอความน่ารักของเจ้าตูบน้อยด้วยแววตาซุกซนขี้เล่น ที่มีท้องฟ้ากว้างใหญ่และลูกโป่งหลากสีสันเป็นฉากหลัง โดยมีของที่ระลึกให้เลือกหลายแบบ ตั้งแต่สมุดโน้ตขนาด b6 12×17 เซนติเมตร, เสื้อยืดหลายไซส์หลากสี, ร่มพับ 2 ตอนสกรีนลาย, แก้วน้ำ
พร้อมฝาปิด มีให้เลือกทั้งขนาดใหญ่ รวมถึงหมอนผ้าห่มปักลายน่ากอดน่าใช้ข้ามศักราชใหม่

ทั้งหมดนี้พร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของแล้ว ณ จุดจำหน่ายของที่ระลึกของมูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือสามารถสั่งซื้อออนไลน์ผ่าน http://www.ramafoundation.or.th รายได้จากการจำหน่าย จะนำไปสมทบทุนสร้างสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่พร้อมจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม 2561 โดยปัจจุบันยังเปิดระดมทุนเพื่อการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์สำหรับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-2012222

รวมพลังอาสาสมัครทีเอ็มบี เปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310674

รวมพลังอาสาสมัครทีเอ็มบี  เปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน

รวมพลังอาสาสมัครทีเอ็มบี เปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนมีพลังในการ Make THE Difference ทีเอ็มบีจึงได้ขับเคลื่อนพลังการ “เปลี่ยน” เพื่อให้สังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืนกับกิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน รวม 37 โครงการทั่วประเทศตลอดปี 2560 ด้วยการทุ่มเทแรงกาย แรงใจของพลังอาสาสมัครทีเอ็มบี กว่า 3,000 คน โดยการผนึกกำลังจากอาสาสมัครในกทม.จากสำนักงานใหญ่ และจากสำนักเขตธุรกิจสาขาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ช่วยกัน “เปลี่ยน” โดยเริ่มจากชุมชนรอบตัวให้สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยมีชุมชนที่ได้รับผลประโยชน์กว่า 50,000 คน ซึ่งนับเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมว่า TMB Make THE Difference นั้นเป็นพลังแห่งการเปลี่ยน การพัฒนาที่จะนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ชมภูนุช ปฐมพร  หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี  เผยว่า กิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน เป็นการต่อยอดแนวความคิดของโครงการ “ไฟ-ฟ้า”(FAI-FAH) ซึ่งเป็นโครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืนของทีเอ็มบี โดยไม่จำกัดอยู่ที่ศูนย์ไฟ-ฟ้าเพียง 4 แห่ง โดยมีพนักงานทำงานเชิงลึกกับชุมชนอย่างจริงจังตลอดปี 2560 รู้สึกภาคภูมิใจมาก ที่มีอาสาสมัครทีเอ็มบีถึงกว่า 3,000 คน ที่อุทิศเวลา แรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ไปทำประโยชน์ให้กับชาวชุมชนที่อยู่รอบข้าง

“สิ่งที่ชุมชนได้รับประโยชน์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ หนึ่ง จัดทำศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ ซึ่งในปีนี้ได้มีการต่อยอด โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ทำให้เกิดเป็น Digital for Society และพนักงานเองได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะพิเศษ เช่น การใช้ภาษามือที่สามารถนำกลับมาใช้ในการบริการลูกค้าที่สาขาได้ สอง มีรายได้เพิ่มขึ้นเกิดเงินทุนหมุนเวียน สาม มีศูนย์สุขภาพชุมชนที่ได้มาตรฐาน และสี่คือ การอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมชุมชน และผลจากการทุ่มเท แรงกายและแรงใจ นอกจากจะสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนแล้ว ในปีนี้ได้มีการมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่อาสาสมัครที่อุทิศตนเองเสียสละเวลาและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมองค์กรในการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน”

อาสาสมัครทีเอ็มบีดีเด่น ศิริพร มหาจินดามณีกุล, อธิศ วงศ์ศศิธร และ กุลพิชฌาย์ พิรามวิทวัส

ส่วนหนึ่งของอาสาสมัครทีเอ็มบีที่ได้รับรางวัลอาสาสมัครดีเด่น พร้อมใจกันร่วมทำกิจกรรมอาสาสมัครในเวลาว่าง อาทิ ศิริพร มหาจินดามณีกุล อาสาสมัครทีเอ็มบีดีเด่น จากโครงการดอกไม้ยั่งยืนที่บางบัวทอง เผยว่า“เป็นปีแรกที่ร่วมเป็นอาสาสมัครที่ชุมชนบางบัวทองมีผู้สูงวัยมากกว่า 1,500 คนพอว่างงาน ไม่มีกิจกรรม ก็ซึมเศร้า คิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เลยมีโจทย์ว่าทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยเกษียณแต่ตัว แต่ไม่เกษียณใจ ผู้สูงวัยที่นี่อยากจะเรียนรู้การทำดอกไม้จันทน์ ดอกไม้สดทำพวงหรีด เป็นสิ่งที่ต้องใช้ในสังคมย่านนี้อีกอย่างอยากจะเรียนรู้ไว้ เพื่อหารายได้ ดูแลตนเองได้ จากการทำกิจกรรมนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง แต่การทำให้คนอื่นมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้เห็นคุณป้า คุณน้า คุณอา ที่มาเรียนทำดอกไม้ยิ้มแย้ม มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นความสุขทางใจที่ยากเกินกว่าจะบรรยายค่ะ หลังจากทำดอกไม้เป็น ทาง อบต. และอาสาสมัครทีเอ็มบี ก็ช่วยประชาสัมพันธ์หาช่องทางการตลาดให้ด้วยค่ะ”

กุลพิชฌาย์ พิรามวิทวัส อาสาสมัครทีเอ็มบีดีเด่น จากโครงการตามรอยปันหยี สนามฟุตบอลลอยน้ำสู่ การท่องเที่ยวชุมชน จังหวัดพังงา เผยว่า “หลายคนที่มาปันหยี ต้องมาแวะดูสนามฟุตบอลลอยน้ำ แต่ต้องกลับไปอย่างผิดหวัง เพราะสภาพที่เห็นเป็นเหมือนท่าเทียบเรือเก่าๆ ดูไม่ออกว่าเป็นสนามฟุตบอลลอยน้ำ เราเลยทำการซ่อมแซม ทำโกลฟุตบอลใหม่ วาดเส้นขอบสนาม ปักธงให้ได้บรรยากาศสนามฟุตบอล ซื้อไม้เก่ามาปรับบางส่วน จัดการอบรมมัคคุเทศก์น้อยเพื่อสร้างรายได้ให้น้องๆ เราเวิร์กช็อปกับเด็กก่อน ให้เด็กเขียนแผนที่ท่องเที่ยววาด4 จุดที่เด็กอยากพาไปชม ให้ได้เรียนรู้ สุดท้ายต้องมีจุดช็อปปิ้ง ร้านค้า พอเด็กๆ มาเป็นมัคคุเทศก์น้อย เราทำกล่องรับบริจาค เงินรายได้จากกล่องบริจาคก็นำมาใช้เป็นทุนซ่อมบำรุงสนามฟุตบอลต่อไป รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลอาสาสมัครดีเด่น และคิดว่าได้เพราะเราดูแลเยาวชนมัคคุเทศก์น้อย และเพื่อนร่วมทีมเหมือนครอบครัว ทุ่มเท และจริงใจในทุกๆ สิ่งค่ะ”

ระบิล พรพัฒน์กุล หัวหน้าทีมอาสาสมัครดีเด่น โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เกาะศาลเจ้า ชุมชน วัดจำปา เผยว่า “อาสาสมัครเข้ามาในชุมชนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตริมคลอง รวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาชุมชน อาทิ บ้านจักสาน บ้านสว่างจันทร์เครื่องหอมบ้านขนมไทยดิษฐ์ปัญญา ฯลฯ และถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ ทำแผนที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอบรมเยาวชนให้สืบสานการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พัฒนาพื้นที่ขายสินค้า ตลาดน้ำขายสินค้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการจัดทำ QR Code เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน เราทำให้ชุมชนกลับมามีชีวิตชีวา และมีเด็กรู้จักความสำคัญของแต่ละพื้นที่จะได้รู้สึกภาคภูมิใจ มีความรักและหวงแหนสิ่งดีๆ ที่มีในชุมชน”

สำหรับในปี 2561 ทีเอ็มบี พร้อมที่จะMake THE Difference เปลี่ยนชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป มอบโอกาส พัฒนาความรู้สร้างรายได้ ฯลฯ ให้สามารถพึ่งตนเองได้ พร้อมปลุกจิตสำนึกพนักงานทีเอ็มบี ให้ทำดีเพื่อชุมชนและสังคมรอบข้างต่อไป