กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325658

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกร

กลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านลาด

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกร

กลุ่มผู้ใช้น้ำท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จ.เพชรบุรี ชนะเลิศรางวัลสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น 2561 ด้วยหลักเข้าใจ เข้าถึง และร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นประจำปี 2561 โดยกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลชนะเลิศประจำปี 2561 จากผลงานด้านความคิดริเริ่ม ความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่ม บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่มกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสมาชิกกลุ่มได้ยึดหลักการบริหารจัดการน้ำอย่าง “เข้าใจ” และ “เข้าถึง” จนนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิก ทำให้ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

สำหรับกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549      มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 3 อำเภอใน ได้แก่ อำเภอท่ายาง(ตำบลไร่มะขาม ตำบลท่าเสน และตำบลสมอพลือ) อำเภอบ้านลาด และอำเภอเมือง ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มนั้น ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร มีจำนวนสมาชิกแรกเริ่มเพียง 63 คนเท่านั้น แต่หลังจากที่มีการพูดคุยกำหนดกติกาการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุด ทำให้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 1,653 คน ที่สำคัญคือ ปัญหาความขัดแย้งระว่างสมาชิกดังเช่นในอดีตได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกลุ่มรับน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร จากระบบชลประทานของเขื่อนเพชร ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำและระบายน้ำที่รับน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่สาย 3 โดยมี ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีทำหน้าที่วางแผน ควบคุม และประเมินผลการส่งน้ำ มีพื้นที่รับผิดชอบ 6 กลุ่ม คือ บ้านแหลมพัฒนา , เหมืองตาหลอ ,คลอง 4 ขวาพัฒนา ,เกษตรพัฒนา , เพชรบุรีราษฎร์สุขสำราญ และท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา มีการจัดรอบเวรเปิด-ปิดน้ำ ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับแหล่งน้ำต้นทุน และให้เกิดการสูญเสียน้ำให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ ในการจัดรอบเวรเปิด-ปิดน้ำ จะต้องมีการสำรวจความต้องการในการใช้น้ำ และประเภทของพืช   ที่เพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน ซึ่งจะทำให้สมาชิกมั่นใจว่าจะได้รับน้ำตามเวลาและปริมาณที่ต้องการของแต่ละพื้นที่ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เป็นการทำงานที่มีความชัดเจน เข้าถึง เข้าใจ และทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากจุดเด่นดังกล่าวแล้ว ทางกลุ่มยังร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชน ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้เกษตรกรมารวมตัวกัน ผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพขาย  พร้อมกับเน้นปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับการบริโภค และปลอดสารเคมี ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร รวมทั้ง ยังปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ โดยใช้น้ำจากบ่อเลี้ยงปลา และทำแก๊สชีวภาพ นับได้ว่าเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเมื่อปี 2559 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา ยังเคยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 มาแล้ว จึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาการทำงานและกลับมาพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 ไปครองได้สำเร็จ

อนึ่ง กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายาง-บ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี มีกำหนดการที่จะเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2561 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ มณฑลท้องพิธีสนามหลวง

กรมฝนหลวงฯ จับมือกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325465

กรมฝนหลวงฯ จับมือกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจฝนหลวง

ฝนหลวง

กรมฝนหลวงฯ จับมือกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อขยายความเข้าใจให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ

 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมประชาสัมพันธ์ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติในอนาคต

วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ   การบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี นำโดย พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์          ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการ        ฝนหลวง ณ ห้องประชุมชั้น 2 หอบังคับการบิน สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์      เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ สร้างการรับรู้ด้านการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอื่นๆ ตลอดจนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารร่วมกัน       เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ โดยขอบเขตความร่วมมือในครั้งนี้                จะเป็นการร่วมมือด้านสารสนเทศ โดยการจัดหาข่าวสาร ข้อมูลสารคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างยั่งยืน นำเสนอผ่านเครือข่าย   ของกรมประชาสัมพันธ์ ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร โดยการสนับสนุน แลกเปลี่ยน และเสริมสร้าง    องค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านการประชาสัมพันธ์ของทั้ง 2 หน่วยงาน รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เช่น         วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ สำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ ในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี     ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2564
โอกาสนี้ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ เยี่ยมชมการทำงานของหอบังคับการบิน และโรงซ่อมเครื่องบิน ภายในสนามบินนครสวรรค์ และรับฟังการบรรยายการสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางอีกด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้ายคันไถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/325463

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้ายคันไถ

พิธีแรกนาขวัญ

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้ายคันไถไปในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

 

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีบวงสรวงเคลื่อนย้าย คันไถไปในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ อาคาร 4 กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ในพระราชพิธีดังกล่าว ตลอดมานั้น สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม หนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ โดยใช้งบประมาณในการสร้างและตกแต่งลวดลายเป็นเงิน 60,000 บาท ซึ่งชุดคันไถประกอบด้วย 1. คันไถ ขนาดความสูง วัดจากพื้นถึง เศียรนาค 2.26 เมตร และ ยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร ทาสีแดงชาด ตลอดคันไถ ที่หัวคันไถ ทำเป็นเศียรพญานาค ลงรัก ปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายไถ หุ้มผ้าขาว ขลิบทอง สำหรับมือจับ 2. แอกเทียมพระโค ยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วย รูปครุฑยุดนาค หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายทั้ง 2 ด้านแกะสลักเป็นรูป  เศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโค พร้อมเชือกกระทาม 3. ฐานรอง เป็นที่สำหรับ ตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ทาด้วยสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองทั้งด้านหัวไถและปลายไถ  4. ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแววมีพู่สีขาวประดับ ด้านบนเป็นเครื่องสูง ชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติธงสามชายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร
การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2561 ในปีนี้ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธี รวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ประกอบพระราชราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 ตั้งแต่ 15.00 น. และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย
สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน)     อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธีในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ฤกษ์พิธีไถหว่านระหว่างเวลา 08.29 – 09.19 นาฬิกา ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

แพทย์ชี้ความดันโลหิตสูงจากพันธุกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326078

แพทย์ชี้ความดันโลหิตสูงจากพันธุกรรม

แพทย์แนะ,คนไทยตระหนัก,โรคความดันโลหิดสูง

กรมการแพทย์ เผยโรคความดันโลหิตสูงเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย และโรคหัวใจ ส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ ชวนประชาชนใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

          เมื่อวันที่  16 พฤษภาคม 2561 – นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในระดับประเทศและระดับโลก

         สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลกและสมาคมโรคความดันโลหิตสูงนานาชาติ จึงกำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันความดันโลหิตสูงโลก”(World Hypertension Day) เพื่อให้ประชากรทั่วโลกมีความตระหนักต่อโรคความดันโลหิตสูง

         เพราะโรคนี้เป็นภัยเงียบโดยทั่วไปผู้ป่วยจะไม่มีสัญญาณเตือนหรือแสดงอาการให้เห็นชัดเจนในช่วงแรก แต่เกิดอาการ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่มีโรคแทรกซ้อนแล้ว โดยจะมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย เหนื่อย นอนไม่หลับ หัวใจเต้นผิดปกติ นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ

        หรืออุดตัน ไตเสื่อม เส้นเลือดในสมองแตกทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออันตรายถึงชีวิต ความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ พบได้ถึงร้อยละ 80-90 อาจเกิดจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม

          หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความอ้วน การรับประทานอาหารรสเค็มจัด ความเครียด ขาดการ ออกกำลังกาย การตั้งครรภ์บ่อยครั้ง โรคเบาหวาน การรับประทานยาคุมกำเนิด

        นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแต่สามารถป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ความดันโลหิตสูง ควรตรวจเช็คร่างกายและวัดความดันโลหิตเป็นประจำ พยายามควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน

               นายแพทย์มานัส    กล่าวอีกว่า ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ความวิตกกังวล ทำกิจกรรมที่รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง รดน้ำต้นไม้ อ่านหนังสือ งดบุหรี่และสุรา

         “ทั้งนี้ หากพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องเพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย แต่สามารถควบคุมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้” นายแพทย์มานัส  กล่าวในที่สุด

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326064

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

เปิดเทอมวันแรก,ผอแต่งชุดนักเรียน,ตำรวจ,จราจร,ผอรรกรุงเทพคริสเตียน

เปิดเทอมวันแรก “ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” กทม. ตำรวจพรึ่บระดมแก้ปัญหาจราจร ส่วน”ผอ.ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์”แต่งชุดนักเรียนเอาใจเด็ก

           บรรยากาศเปิดเทอมวันแรกของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเอกชนดีเด่นดัง ขนาดใหญ่ ย่านสาทรเหนือ  กรุงเทพมหานคร โดยสภาพการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนมีความคล่องตัวสูง

          ปริมาณรถไม่หนาแน่น เนื่องจากทางโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ได้ใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยอำนวยความสะดวกให้ในช่วงเช้าของการเปิดเทอมวันแรกเมื่อวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2561

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

         นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สวมชุดนักเรียนมารอต้อนรับนักเรียนในวันเปิดเทอมวันแรก โดยต้องการให้การเปิดภาคเรียนวันแรกเป็นวันแห่งความสุขให้ความรู้สึกเป็นกันเองกับนักเรียน สร้างรอยยิ้มและความเบิกบานใจ ในวันแห่งการเริ่มต้นการศึกษาที่ดี

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

เปิดเทอมวันแรก ตร.พรึ่บแก้จราจร ผอ.แต่งชุดนร.เอาใจเด็ก

 

(ภาพ อนันต์ จันทรสูตร์ -Anant Chantarasoot )

เปิด!! 17หลักสูตรรับอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/325968

เปิด!! 17หลักสูตรรับอีอีซี

รศดรประเสริฐ  ปิ่นปฐมรัฐ,ผลิตบัณฑิตพันธุืใหม่,อีอีซี,17หลักสูตร,รัฐบาล,ไทยแลนด์ 40

มทร.ธัญบุรีปลื้ม รัฐหนุนงบประมาณ เปิด 17 หลักสูตร เข้าร่วมโครงการ”ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” รองรับอีอีซี

            เมื่อวันที่  15  พฤษภาคม  2561 –   รศ.ดร.ประเสริฐ  ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ขณะนี้มทร.ธัญบุรี ได้รับการอนุมัติ

        ให้เข้าร่วมโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง โดยมหาวิทยาลัยได้เสนอหลักสูตรเพื่อขอเข้าร่วมโครงการจำนวน 19 หลักสูตร และได้รับอนุมัติ จำนวน 17 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรระยะสั้น 9 หลักสูตร

       ได้แก่ หลักสูตรเพิ่มทักษะและสมรรถนะแรงงานไทยเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารปลอดภัยสู่ภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรนวัตกรรมการผลิตโคเนื้อคุณภาพพรีเมี่ยมเพื่อตลาดระดับบน โครงการฝึกอบรมพัฒนากำลังคนด้านอากาศระยะสั้น หลักสูตรพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและผู้ค้ารายย่อย โครงการฝึกอบรมระยะสั้น Train the Trainer หลักสูตร Thai Meister Automotive เป็นต้น

เปิด!! 17หลักสูตรรับอีอีซี

         หลักสูตรปริญญาตรี จำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่ อุตสาหกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบราง (ต่อเนื่อง) สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พ.ศ. 2561 สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน (หลักสูตรเทียบโอน 2 ปี และ 4 ปี) พ.ศ. 2561 ศิลปะศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการและการบิน พ.ศ. 2561 วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาแมคคาทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 เป็นต้น

เปิด!! 17หลักสูตรรับอีอีซี

 รศ.ดร.ประเสริฐ  ปิ่นปฐมรัฐ

          ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า หลักสูตรที่มทร.ธัญบุรีได้รับการอนุมัตินั้น จะเป็นสาขาที่ตรงกับนโยบายของรัฐบาลผลิตบัณฑิตตอบสนองอุตสาหกรรม S-Curve เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งหลักสูตรปริญญาตรีนั้น จะเป็นหลักสูตรต่อเนื่องรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้น ปวส. หรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอง

เปิด!! 17หลักสูตรรับอีอีซี

           โดยจะคัดเลือกจากนักศึกษาที่มีผลการเรียดี เน้นปฏิบัติและมีทัศนคติที่ดี เพื่อเรียนต่อในปี 3 การที่รัฐบาลทุ่มงบให้นักศึกษาในการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ จะเน้นเรียปฏิบัติ ซึ่งตรงกับอัตลักษณ์ของมทร.ธัญบุรี ที่เน้นในเรื่องนี้เช่นกัน และมหาวิทยาลัยยังมีพาร์ทเนอร์ภาคอุตสาหกรรมที่จะรองรับให้นักศึกษาเข้าไปปฏิบัติงานจริง

เปิด!! 17หลักสูตรรับอีอีซี

         สำหรับหลักสูตรระยะสั้นได้รับงบประมาณ 6 หมื่นบาทต่อคน ส่วนหลักสูตรปริญญาตรี 9 หมื่นบาทต่อคน โดยจะเริ่มโครงการนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

ผู้ปกครองโวย! TCAS ล่มบ่อย!! แนะยุบทปอ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/325856

ผู้ปกครองโวย! TCAS ล่มบ่อย!! แนะยุบทปอ.

แนะแนว TCAS,ระบบล่มบ่อย,ออ๊อด,รศดรวีระชัย,ทปอ,ผู้ปกครอง,สมัคร,TCASล่ม

ผู้ปกครองโวย! เด็กยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS ล่มบ่อย แนะยุบทปอ.-ยกเลิก TCAS “อ.อ๊อด”ชี้เพราะ ทปอ.เตรียมระบบไม่ดีเหตุสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ

       ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า เฟซบุ๊ค Weerachai Phutdhawong ซึ่งเป็นเฟซบุ๊คของ รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES

 

แจ้งข่าวต่อสาธารณะกรณีที่มีผู้ปกครองนักเรียนรัดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาร้องเรียน กรณีที่ ระบบไอที ของการยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศในระบบ TCAS (Thai University Central Admission System) ซึ่งเป็นการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในรอบที่ 3 ความว่า

 

“ช่วงนี้ผู้ปกครองเด็ก ม. 6 ต้องอดทนกับระบบไอที(IT)ที่ล่ม ของการยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศในระบบ TCAS (Thai University Central Admission System) (รอบ 3) กันหน่อยนะครับ

 

ผู้ปกครองโวย! TCAS ล่มบ่อย!! แนะยุบทปอ.

 

การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของลูกหลานในยุคปัจจุบัน มีถึง 5 รอบ ตอนนี้ TCAS เป็นรอบที่ 3 นะครับ อ.อ๊อด อาจมองโลกในแง่ดี และจะบอกว่า อดทนกับระบบไอทีห่วยๆ ยุค 4.0 นิดนึง เพราะบุตรหลานได้ที่เรียนแน่นอน เพราะที่นั่งในรั้วมหาวิทยาลัย มีมากกว่าจำนวนเด็กที่สมัครสอบทุกปี ว่างหลักหมื่นทุกปี บางปี 5 หมื่นที่นั่งที่ว่าง ดังนั้น สมัครกี่รอบท้ายสุดก็ได้ที่เรียนแน่นอน

 

ผู้ปกครองโวย! TCAS ล่มบ่อย!! แนะยุบทปอ.

 

ผู้ปกครองโวย! TCAS ล่มบ่อย!! แนะยุบทปอ.

 

รอบแรก นั้น เด็กยื่น Portfollio หากคุณสมบัติผ่านก็เข้ามหาวิทยาลัยได้เลย เด็กบางคนก็ไม่ยื่นตอนนี้ รอรอบ 4 แอดมิชชันกลาง หรือรอบ 5 รับตรงอิสระในแต่ละคณะ แต่ละที่ แต่ละจังหวัด ที่เปิด

 

การรับตรงอิสระในรอบ 5 นั้น ในสมัยก่อน ผู้ปกครองที่รวยกว่าได้เปรียบ เพราะหากมีเงินก็บินไปสมัคร ม ขอนแก่น บินไปสมัคร ม. เชียงใหม่ บินมาสมัคร ที่ กทม. บินไปสมัครที่ หาดใหญ่ ทาง ทปอ. เลยเกิดแนวคิดทำระบบกลางที่เรียกว่า รับตรงรวม หรือ TCAS โดยเปิดเป็นการสมัครในรอบที่ 3 ส่วนรอบที่ 2 นั้นเป็นโควต้าสอบวิชาเฉพาะจริงๆ ความจริงแนวคิด TCAS มันดีนะครับ แต่ระบบไอทีล่ม เพราะ ทปอ. เตรียมระบบไม่ดี เพราะสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ

 

ปัญหา ณ ตอนนี้ อยู่ที่การสมัครรอบ 3 ของ TCAS เด็กบ่นว่าระบบ ล่ม ระบบห่วย โดยเด็กเอาไปล้อเรียนกับเว็ปโป้เว็ปพนันว่า ระบบเว็ปโป้ดีกว่าระบบเว็ป TCAS…. อันนี้ ทปอ. รับผิดชอบเต็มๆครับ ที่สำคัญ เงินค่ามัครที่ปกติ หากแต่ละมหาวิทยาลัย เปิดรับตรงเอง จะได้เงินส่วนนี้กระจายกันไปเต็มๆ แต่ ทปอ. มาจัดรับบรับตรงกลาง TCAS ก่อน ดังนั้นต้องแบ่งเงินค่าสมัครส่วนหนึ่งไปลงที่ ทปอ. และมาแบบทั่วประเทศ รายได้เยอะมาก รวยๆๆ เฮงๆๆ อ.อ๊อด ก็ฝากบอกว่า ให้รีบแก้ไขทำระบบให้ดีให้คุ้มกับเงินที่ได้รับโดยด่วนครับ
อ.อ๊อด เคยได้ยิน อธิการบดีบางคนพูดว่า แค่ค่าสมัครเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเด็กจะสอบได้หรือไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็มีรายได้เข้ามารอบนั้นเป็นยอดที่สามารถสร้างตึกอาคารเรียนได้หนึ่งหลังทันที ดังนั้น ผลประโยชน์จากเงินค่าสมัครมันเยอะมาก ก็ต้องทำให้มันคุ้มกับเงินผู้ปกครองที่เขาจ่ายให้บุตรหลานเขาด้วยก็แล้วกันนะครับ”

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ ได้รับทราบว่า ทาง ทปอ. หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ระบบก็ยังไม่เสถียร ด้วยมีผู้ปกครองที่เข้ามาตอบในคอมเม้นของ รศ. ดร. วีรชัย อย่างต่อเนื่องว่า ระบบก็ยังไม่นิ่ง เพราะสามารถเข้าได้บ้าง และไม่ได้บ้าง ทำให้เด็กนักเรียนเกิดความเครียด และอดหลับอดนอนเป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง 2 คืน ความคืบหน้า ผู้สื่อข่าวจายงานให้ทราบเป็นระยะๆ

ซีพี ออลล์ จับมือกลุ่มโรงเรียนจ.ตราด จัดสัมมนา “สะเต็มศึกษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/325846

ซีพี ออลล์ จับมือกลุ่มโรงเรียนจ.ตราด จัดสัมมนา “สะเต็มศึกษา”

ซีพี ออลล์ สานต่อพลังประชารัฐ CONNEXT ED จับมือกลุ่มโรงเรียนจังหวัดตราด จัดสัมมนา “สะเต็มศึกษา” พัฒนาเยาวชนสู่สังคมยุค 4.0

ซีพี ออลล์ สานต่อพลังประชารัฐ CONNEXT ED ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง นำร่องจัดอบรมครูด้าน “สะเต็มศึกษา” หรือ “STEM Education”  ในจังหวัดตราด เตรียมความพร้อมบุคคลากรครูให้สามารถบูรณาการปรับแผนการเรียนการสอนเชิงรุก ด้านประธานศูนย์โรงเรียนประชารัฐ จังหวัดตราด มั่นใจการเข้าอบรมเพิ่มโอกาสสร้างการเรียนรู้ให้นักเรียนรอบด้าน

นายธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย เปิดเผยว่าการจะสร้างเยาวชนเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ได้นั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่อง “การศึกษา” ซึ่งซีพี ออลล์ ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน เป็นภารกิจหลักด้านการตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 23 ปี  จึงได้เข้าร่วมสนับสนุนโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) หนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ สร้างเด็กและเยาวชนคนไทยให้เป็นคนดีและคนเก่ง

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องล่าสุดซีพี ออลล์ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, โรงเรียนวัดคีรีวิหาร (สมเด็จพระวันรัตน์ อุปถัมป์),  โรงเรียนวัดหนองเสม็ด (อรรถพรสงเคราะห์) และโรงเรียนวัดไทรทอง จัดอบรมสัมมนาครูกว่า 50 คนภายใต้หัวข้อ “สะเต็ม สบายๆ”  เพื่อเตรียมความพร้อมบุคคลากรครูในเรื่องสะเต็มศึกษา ให้สามารถบูรณาการสู่การเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning)   ผ่านกิจกรรมหรือโครงงานที่พบเห็นในชีวิตจริง เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นทักษะที่จำเป็นของเยาวชนในสังคมยุคใหม่

ด้านนางภัทรานิษฐ์  ปริพัฒน์ตันติกร  ครูโรงเรียนวัดหนองเสม็ด กล่าวว่าเรื่องของสะเต็มศึกษา ทางโรงเรียนเคยจัดกิจกรรมมาบ้างแล้ว เพียงแต่องค์ความรู้ หรือความเข้าใจในกระบวนการดำเนินงานยังไม่ชัดเจน ซึ่งใน 2 วันที่ได้เข้าร่วมอบรม ทำให้เข้าใจแนวทางที่จะนำไปปรับใช้ในการเขียนแผน วางรูปแบบการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ครูทั้ง 3 โรงเรียนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหลายๆ เรื่องถือเป็นการเติมเต็ม และเตรียมพร้อมที่ดีร่วมกัน

ทั้งนี้ STEM  Education ไม่เพียงแต่เน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุก แต่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ    โดยใช้กระบวนการคิดเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะต่างๆ อย่างเต็มศักยภาพ ได้ฝึกคิดแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยงองค์ความรู้วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ได้แก่ความรู้วิทยาศาสตร์ (Science), คณิตศาสตร์ (Mathematics) ผ่านกระบวนการออกแบบและสร้างชิ้นงานในเชิงวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) จนเกิดเป็นเทคโนโลยี (Technology) ในการอบรมครั้งนี้ยังได้มีการปรับกระบวนการคิดของครูจากการสอนแบบบอกเล่าเป็นรายวิชา มาเป็นการบูรณาการแต่ละรายวิชาผ่านกิจกรรมที่นักเรียนสนใจ (Child Center) พร้อมเชื่อมโยงไปยังหลักสูตรแกนกลาง และบรรจุเป็นหน่วยการเรียนเฉพาะในแต่ละช่วงชั้นของแต่ละโรงเรียน ก่อนนำไปใช้จัดการเรียนการสอนจริงเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2561

ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ วงค์กุลพิลาศ ประธานศูนย์โรงเรียนประชารัฐ จังหวัดตราด และผู้อำนวยการโรงเรียนวัดคิรีวิหาร (สมเด็จพระวันรัต อุปถัมภ์) เสริมต่อว่า ต้องยอมรับว่าสะเต็ม ยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับครูทั้ง 3 โรงเรียน  จึงทำให้ที่ผ่านมารูปแบบการเรียนการสอนไม่ได้เกิดการเชื่อมโยงตามหลักสะเต็มอย่างเต็มรูปแบบ
“เชื่อว่าหลังจากที่ได้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ คุณครูจะเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบการสอนที่ทางซีพี ออลล์ จัดอบรมนั้นเข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงกับการเรียนการสอนในทุกระดับชั้น ก่อให้เกิดการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบ และเป็นส่วนสำคัญช่วยสร้างการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนอย่างรอบด้าน” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

เพื่อพัฒนาคนคุณภาพ ด้วยการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบตัว ได้ฝึกคิด ฝึกแก้ไขปัญหา จนสามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆได้ จึงถือเป็นความท้าทายในการเตรียมความพร้อมคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในสังคมยุค 4.0

กองทุนเพื่อความเสมอภาคฯประกาศใช้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/325826

กองทุนเพื่อความเสมอภาคฯประกาศใช้แล้ว

กองทุนเพื่อความเสมอภาคฯ,นพสุภกร บัวสาย,ราชกิจจาฯ,สสค,ภายใน 60วัน

ราชกิจจาฯ เมื่อ 13 พ.ค.61เผยแพร่ พระราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาแล้ว”นพ.สุภกร”เผย ต้องแต่งตั้งบอร์ดภายใน 60วัน

         เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2561 นายแพทย์สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดเผยว่าเมื่อวันที่13พฤษภาคม2561ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ว่า

           สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561ณ วันที่10พฤษภาคม2561 โดยมีเนื้อหารายละเอียดทั้งหมด18หน้า55มาตรา โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ

          นายแพทย์สุภกร กล่าวว่า ตามความในมาตรา51ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในวาระเริ่มแรกคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ.2553 จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

          และผู้จัดการสสค.จะเป็นผู้จัดการกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้  ไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

        โดยรับฟังข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาทั้งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครั้งแรก ในวันอังคารที่19มิถุนายน2561ณ ทำเนียบรัฐบาล

         โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะต้องจัดทำแผนการใช้เงินเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเป็นรายปี โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินงานได้ภายในปีงบประมาณ2562

        ซึ่งในระยะแรกคณะกรรมการ สสค.จะทำหน้าที่เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้แก่กองทุนเช่น การจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ของกองทุน การจัดทำคำขอทุนประเดิมการจัดเตรียมความพร้อมขององค์กรเพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มดำเนินงานได้ตามกรอบระยะเวลา

       สำหรับพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจัดตั้งขึ้นตามมาตรา54วรรค6ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู

     โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษี รวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีโดยให้กองทุนมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ

ตลาดแรงงานจป.วิชาชีพ บูม!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/325819

ตลาดแรงงานจป.วิชาชีพ บูม!!!

จปวิชาชีพ,ตลาดแรงงาน,อาชีวอนามัย,กระทรวงศึกษาธิการ,กสร,ปรืญญาตรี

กสร.เร่งเพิ่มจป.วิชาชีพ เปิดโอกาส จป.เทคนิคขั้นสูงปรับสถานะได้ เล็งปลดล็อคจบสาขาอื่นก็เป็นจป.ได้ เผยเรียนอาชีวอนามัยรายได้ดีมีงานรองรับ

       นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือจป. ในระดับวิชาชีพ ว่า

 

พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น จป. ระดับวิชาชีพจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า

 

“ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตในสาขานี้ ไม่ต่ำกว่า 3,000 คนต่อปี แต่สาเหตุที่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ เนื่องจากบัณฑิตบางส่วนไม่ได้สนใจ จะประกอบวิชาชีพจป. ขณะที่บางคนไม่อยากไปทำงานไกลบ้าน ซึ่งมักพบปัญหาเหล่านี้กับสถานประกอบกิจการที่อยู่ในจังหวัดไกลๆ และไม่ได้อยู่ในแหล่งอุตสาหกรรม”อธิบดีกสร. ระบุ

 

อธิบดีกสร. กล่าวอีว่า  ทั้งนี้ กฎหมายปัจจุบันได้มีข้อกำหนดให้คนที่เป็นจป.เทคนิคขั้นสูงมาแล้ว 5 ปี และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี โดยจะต้องผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจึงสามารถเป็นจป.วิชาชีพได้ ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังกล่าวสามารถอบรมได้กับหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

 

ตลาดแรงงานจป.วิชาชีพ บูม!!!

 

อธิบดีกสร.กล่าวต่อไป กสร.ยังได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเพื่อให้ผลิตบัณฑิตสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรในสาขานี้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและได้รับค่าตอบแทนในอัตราสูง

 

“รวมไปถึงให้พิจารณาคุณวุฒิอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน ที่สามารถจะมาทำหน้าที่จป.วิชาชีพได้ หากพบว่ามีคุณสมบัติใกล้เคียงกสร.ก็จะกลับมาทบทวนกฎหมายเพื่อปลดล็อคข้อกำหนดของกฎหมายที่กำหนดไว้เฉพาะสาขา”อธิบดีกสร. ระบุ

 

ตลาดแรงงานจป.วิชาชีพ บูม!!!

 

อธิบดีกสร. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การมีจป.วิชาชีพจะมีประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐที่จะมีผู้มีความรู้มาช่วยเหลือในเรื่องความปลอดภัยให้ทุกคนในสถานประกอบกิจการได้มีความปลอดภัยในการทำงาน