สส. มอบโล่รางวัล เชิดชู 81 วัด ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324248

สส. มอบโล่รางวัล เชิดชู 81 วัด ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม

สส. มอบโล่รางวัล เชิดชู 81 วัด ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เผยแพร่ผลสำเร็จการดำเนินงานการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด และยกย่องเชิดชูวัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ในวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.30 น. ณ อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี พระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะภาค 2 และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวสัมโมทนียกถาและกล่าวเปิด

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สังคมไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้ความสำคัญแก่วัดและพระภิกษุสงฆ์ ในการเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธา เชื่อถือมาอย่างต่อเนื่อง วัดและพระภิกษุสงฆ์จึงถือเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการนำพาชุมชนและสังคมไทยให้ก้าวไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการมีสติ ตื่นรู้ และก้าวทันตามพลวัตรการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของโลก การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีในวัดจึงถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีในการถ่ายทอดความรู้ แนวทางการปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่ชุมชนและสังคม โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นตัวอย่างนำพาการประพฤติปฏิบัติสู่ชุมชนและสังคมไทย รวมถึงการเทศนา สั่งสอน และเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกให้แก่
ศาสนิกชน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นวัดและพระภิกษุสงฆ์ จึงถือเป็นเครือข่ายอันทรงพลังที่กระจายอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและสังคมไทยทั่วประเทศที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเมื่อประชาชนมีความตระหนักและเกิดจิตสำนึกการมีส่วนร่วมที่ดีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ย่อมก่อให้เกิดพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศให้มีความอยู่ดีมีสุขอย่างมีดุลยภาพ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา กล่าวต่อว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เล็งเห็นความสำคัญของวัดและพระภิกษุสงฆ์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ดำเนินโครงการส่งเสริมพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้นำทางศาสนา เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ สร้างความตระหนักและจิตสำนึกในการจัดการสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กับชุมชน โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดเป็นเครื่องมือในการพัฒนายกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างการปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการงานของส่วนราชการต่าง ๆ ที่สำคัญในการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในวัดให้ดียิ่ง โดยยึดหลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาใช้เป็นหลักในการดำเนินงาน

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีงบประมาณ 2560 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1-16 ในการผลักดันการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยใช้เกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด ซึ่งประกอบด้วย ความสะอาดและความเป็นระเบียบ พื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อม กิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมความรู้ด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยมีวัดเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 114 วัด และมีวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสิ้น 81 วัด แบ่งเป็น
3 ระดับ ดังนี้
ระดับดีเยี่ยม     จำนวน  22 วัด
ระดับดีมาก     จำนวน  25 วัด
ระดับดี     จำนวน  34 วัด
สำหรับในวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้จัดการประชุมมอบโล่รางวัลวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม ณ อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจดังนี้ ในช่วงเช้า มีการเสวนาเรื่อง “ความสำเร็จของการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด”  โดยมี พระราชรัตนเวที รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ พระครูภาวนาวชิรคุณ ดร. เจ้าอาวาสวัดตึก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอธิการประชุม เจ้าอาวาสวัดท่าประชุม จังหวัดขอนแก่น ร่วมเสวนา และมีร้อยโทพรสวรรค์ จันโปรด อนุศาสนาจารย์  กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในช่วงบ่าย มีพิธีเปิดการประชุมฯ โดยมีพระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะภาค 2 และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวสัมโมทนียกถาและกล่าวเปิด พร้อมมอบโล่รางวัลให้กับวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม จำนวนทั้งสิ้น 81 วัด
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการนวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดที่มีประสิทธิภาพในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ วัดแม่คาววัง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย/วัดอรัญญวิเวกคีรี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย/วัดจิกลาด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครวรรค์/วัดสระตอง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา และวัดนารถวนา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำหรับการประชุมในวันนี้ จึงถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนแล้ว ยังถือเป็น “การสร้างเครือข่าย ขยายพันธมิตร” เพื่อให้มีความรู้ มีจิตสำนึกในด้านสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ต้นกล้าแห่งความดี รุ่นที่ 1 แห่งราชมงคล สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324108

ต้นกล้าแห่งความดี รุ่นที่ 1 แห่งราชมงคล สกลนคร

ต้นกล้าแห่งความดี รุ่นที่ 1 แห่งราชมงคล สกลนคร

 

ปัจจุบันมีคนไทยบางส่วนที่มีการดำรงชีวิตอย่างประมาท มีความเป็นอยู่อย่างขาดสติ ฟุ่มเฟือย และหลงลืมวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือหลงลืมวิถีไทยอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่มีการอยู่อย่างพอเพียง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ความรักชาติ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ฉะนั้น การปลูกฝังภูมิปัญญา การรักถิ่นฐานบ้านเกิดให้กับเยาวชน เพื่อให้เกิดความตระหนักและการเป็นคนไทยที่มีหัวใจสร้างชาติร่วมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร) เปิดเผยว่า การพัฒนาเยาวชนเพื่อการสร้างชาติ คือภารกิจอย่างหนึ่งที่ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร มีความตั้งใจที่อยากจะพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ รักในถิ่นฐานบ้านเกิด รู้จักการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และยังรู้จักการอยู่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วิถีไทย อาทิเช่น การดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยด้วยทรัพยากรสมุนไพรไทย การรักษาด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย หัตถบำบัดไทย และการใช้ยาสมุนไพรไทยเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลด้านสาธารณสุขของประเทศซึ่งมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศกว่าปีละ 2 แสนล้าน รวมทั้งการนำเข้าอาหารเสริม และเวชสำอางค์ของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาลต่อปี จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยสร้างชาติ ระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2561 ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จัดโดย ธนาคารออมสิน สถาบันการสร้างชาติ และมทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร

ในส่วนเยาวชนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนพังโคนวิทยาคม อ.พังโคน จ.สกลนคร ด้วยการยึดมั่นคำว่า เยาวชนคือหัวใจของการสร้างชาติ และเพื่อสร้างรายวิชาแห่งการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 21 ในรูป Credit Bank และ Module ด้านสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยสร้างชาติ ด้วยกระบวนการเรียนการสอนแบบ STEAM Education ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สมุนไพรครบวงจร และนำมาใช้ร่วมกับการดูแลสุขภาพด้วย วิถีไทยคุณธรรมนำไปการออม โดยมุ่งเน้นให้าเยาวชนนำสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยไปดูแลสุขภาพคนในครอบครัว ชุมชน และสังคมประเทศไทย

ผศ.ดร.โฆษิต กล่าวต่อว่า ในส่วนกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ ได้แก่ การบรรยายและการฝึกปฏิบัติการทำลูกประคบ นวัตกรรมลูกประคบจากผ้าคราม การทำสบู่เพื่อความงาม การทำสปาเท้า สปาคราม การบรรยายหลักการผลิตผักอินทรีย์ การผลิตสมุนไพรตามมาตรฐาน GAP การปลูกครามอินทรีย์ และการตลาด โดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

“ชาติ” หรือ นายสมชาติ อินทรภูมิ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม เปิดเผยว่า ตนเองเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานประจำ ในตอนเย็นเราจะมีกิจกรรมการปลูกพืชผักสวนครัว และสมุนไพรพื้นบ้านกันเสมอ พอทราบว่าจะมาร่วมกิจกรรมในวันนี้รู้สึกตื่นเต้น เมื่อวิทยากรบอกว่าให้ทุกคนได้ลงมือทำจริง เช่น นวัตกรรมลูกประคบ การนวดแผนโบราณ ซึ่งประทับใจและชอบมาก ตอนแรกนึกว่าจะสาธิตให้ดูเฉยๆ พอวิทยากรบอกให้จับคู่กับเพื่อน เพื่อผลัดกันนวด ยิ่งทำให้จดจำท่าทางได้มากขึ้น เพราะได้เป็นทั้งคนโดนนวด และคนนวดให้เพื่อน ผมกลัวว่าความรู้จะหายไปจึงได้ลองนำความรู้ที่ได้ไปทดลองนวดให้คุณแม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จะนวดเป็นเรื่อยๆ ปวดตรงไหนก็นวดตรงนั้น เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วทำให้รู้จักเทคนิค การจัดวางท่าทาง การลงน้ำหนักในบริเวณที่นวด ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้ประทับใจการนวดแผนไทยมากที่สุด ผมว่ามันใช้ได้ในชีวิตประจำวันและใกล้ตัวเรามากครับ

“ปาร์ตี้” หรือ นางสาวอารียา คชพล อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม เปิดเผยว่า ตนเองเปิดใจที่จะมารับกิจกรรมในวันนี้เลย เพราะน่าจะเป็นกิจกรรมความรู้ที่ไม่เคยเรียนในห้องเรียนมาก่อน พอเห็นเนื้อหากิจกรรมว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทย มีกิจกรรมทำลูกประคบ นวดเท้า นวดสปา ทำครีมบำรุง ตอนแรกเกิดการตั้งคำถามในใจว่าตนเองจะทำได้ไหม จะชอบกิจกรรมเหล่านี้หรือไม่ เพราะส่วนตัวไม่ชอบด้านนี้เลย จะชื่นชอบเกี่ยวกับเทคโนโลยี ความทันสมัย ซึ่งมันตรงข้ามกับกิจกรรมวันนี้เลย แต่พอได้ลองทำแล้ว หนูกลับชอบมาก มันเปลี่ยนความคิดเราเลย เรามัวแต่หลงไปกับเทคโนโลยี วิ่งตามมันจนลืมความสำคัญของความเป็นไทยเหล่านี้ไป ประทับใจและชื่นชอบกิจกรรมทำสปามากที่สุดค่ะ ได้ทราบว่าแต่ละสูตรต้องประกอบไปด้วยส่วนผสมอะไรบ้าง แต่ละสูตรมีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะเป็นคนรักสวยรักงามอยู่แล้ว ชอบการขัดผิว พอกครีมเพื่อความสวยความงามแต่ต้องปลอดภัย พอมาร่วมกิจกรรมเรารู้สึกชอบและยังได้ผลัดกันทำกับเพื่อน เป็นกิจกรรมที่ไม่เครียดดี วันนี้เราเล็งเห็นประโยชน์แล้วว่า สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปทำธุรกิจได้ ในขณะที่เรียนหรือเป็นอาชีพเสริมขณะทำงาน โครงการนี้ทำให้หนูและเพื่อนๆ รู้ถึงประโยชน์ของศาสตร์ด้านแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทยต่างๆ พวกเราเป็นเด็กที่ยังต้องเรียนรู้ทุกวัน ขอเพียงแค่เราเปิดใจเราจะมีความสุขกับทุกสิ่ง เราได้เปิดหูเปิดตา เปิดอีกด้านที่เราปิดมานานจนมาเข้าร่วมโครงการนี้ค่ะ ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพราะให้ทั้งความรู้และประโยชน์ที่เราจะสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตามโครงการโครงการสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยสร้างชาติ จะเป็นโมเดลหนึ่งในการปลูกฝังเยาวชนไทย ให้มีหัวใจการรักชาติ โดยเริ่มต้นจากการรักในถิ่นฐานบ้านเกิด รักษ์ในภูมิปัญญา รู้จักการต่อยอดและพัฒนา เพื่อนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยต่อไป ผศ.ดร.โฆษิต กล่าวทิ้งท้าย

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323971

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

กู้เงินดอกเบี้ยต่ำ,ปลอดดอกเบี้ย,อธิบดีกพร,นายสุทธิ สุโกศล,ร้อยละ3,โค้งสุดท้าย,ข่าวดี

ด่วน! กพร. ปล่อยกู้ ให้สถานประกอบกิจการ เสริมทักษะพนักงาน ย้ำ ปลอดดอกเบี้ย ถึง 7 มิถุนายน นี้ หลังโปรโมชั่น ดอกเบี้ยเพิ่ม ร้อยละ 3 เท่านั้น

         นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่ กพร.ได้เปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงิน จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

        ไปฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะพนักงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบกิจการต่างๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมานั้น โดยเงินกู้ดังกล่าว จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้แก่สถานประกอบกิจการกู้เงินไปเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน และเป็นค่าใช้จ่ายฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือการทดสอบมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นไปตามข้อกำชับของพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

       นายสุทธิ กล่าวต่อว่า กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ปล่อยเงินกู้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย โดยสามารถกู้ได้จนถึงวันที่ 7 มิ.ย.2561 ซึ่งหลังจากนี้จะปรับดอกเบี้ยเพิ่มเป็นร้อยละ 3 และมีระยะเวลาชำระคืนภายใน 12 เดือน เพื่อการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งฝึกอบรมให้กับพนักงาน ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทักษะฝีมือ

        “การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในปี 2561 คณะกรรมการส่งเสริมฯ อนุมัติให้สถานประกอบกิจการทำสัญญากู้แล้ว 38,957,100 บาท จำนวน 52 แห่ง ” นายสุทธิ  กล่าว

         นอกจากนี้ สถานประกอบกิจการที่มีการฝึกอบรมให้กับพนักงาน ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ซึ่งการยื่นเรื่องกู้ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากใช้เวลาพิจารณาไม่นาน นำหลักฐานของสถานประกอบกิจการ พร้อมคำขอกู้ยืมเงินมายื่นที่สถาบัน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดเอกสาร ได้ที่ http://www.dsd.go.th/sdpaa

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

      คุณสมบัติสำหรับผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เป็นลูกหนี้ของกองทุนฯ การกู้เงินเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานนี้ นอกจากจะช่วยเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการพัฒนาพนักงานแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

      ซึ่งสถานประกอบกิจการสามารถนำเงินส่วนนี้ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้เต็มตามจำนวน และยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีกร้อยละร้อย ขณะเดียวกัน จำนวนพนักงาน ลูกจ้างที่ได้รับการฝึกอบรม หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปยื่นประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้อีกด้วย การกู้เงินต้องคำนึงถึงการพัฒนาองค์กร ให้ความรู้แก่บุคลากรเป็นสำคัญ

      ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเพียงศูนย์เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 เท่านั้นซึ่งหลักจากนี้จะเพิ่มเป็นสามเปอร์เซ็นต์ จึงเชิญชวนให้มีการกู้ยืมในช่วงเวลานี้เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนหมดโปรโมชั่น อธิบดี กพร. กล่าว

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

แรงงานไทยแบกหนี้1.3 แสนบาท/ครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323945

แรงงานไทยแบกหนี้1.3 แสนบาท/ครัวเรือน

แรงงานไทย,สถานการณ์แรงงานไทย,หนี้ท่วมตัว,หนี้สูงสุดรอบ8ปี,ดรธนวรรธน์ พลวิชัย,มหอการค้าไทย

สถานการณ์แรงงานไทย หนี้ท่วมตัว!! สูงสุดในรอบ 8 ปี เงินเดือนหมื่นห้า มีภาระ 1.3 แสนบาท/ครัวเรือน คลังตั้งงบปีละ 3 หมื่นล้านช่วยเหลือคนจน

       แรงงานไทย ยุคไทยแลนด์ 4.0 จากแรงงานทั้งหมดจำนวนกว่า 38 ล้านคน มีเพียงจำนวน 14.5 ล้านคนเท่านั้น ที่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ภาพรวมสถานการณ์แรงงานไทยยังน่าเป็นห่วง

        ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยยังเปราะบางและอาจฟื้นตัวไม่เต็มที่ รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีแต่ก็ยังไม่มากนัก จากการสำรวจสถานภาพแรงงานพบว่ายังมีหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูงอยู่

       ทั้งนี้ พบว่าแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ส่วนใหญ่ 97% ยังคงมีภาระหนี้สินอยู่และ 62.6% ไม่มี การเก็บออม โดยมีภาระหนี้สินเฉลี่ยอยู่ที่ 131,479.89 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.4% สูงสุดรอบ 8 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเงินมาซื้อสินค้าคงทนถาวร เช่น ยานพาหนะ บ้าน รองลงมาเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

     อย่างไรก็ดี โครงสร้างหนี้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น สัดส่วนหนี้ในระบบล่าสุดอยู่ที่ 46.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 39.3% ดีที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่สัดส่วนหนี้นอกระบบก็ลดลงมาอยู่ที่ 53.6% จากปีก่อนมีสัดส่วนถึง 60.62% ต่ำสุดรอบ 4 ปีเช่นกัน

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลจะเริ่มแจกสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยในวันที่ 1 ตุลาคม 2561นี้ ซึ่งเป็นวัน เริ่มปีงบประมาณ 2561 โดยจะใช้งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท/ปี เพื่อแจกสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน

 

” โดยขณะนี้ได้เร่งให้ธนาคารกรุงไทยทำบัตรแจกก่อนวันที่ 1 ต.ค. เพื่อนำไปใช้รับสวัสดิการ เบื้องต้นประกอบด้วยการให้ ขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรีในจำนวนหนึ่ง ลดค่าไฟฟ้า ลดค่าน้ำประปา ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือในระดับเดียวกับที่ได้ในปัจจุบัน”นายอภิศักดิ์ กล่าวในที่สุด

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323836

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

วัย7ขวบ,จิตกรน้อย,วาดภาพ,จตรัง,แม่น้องฮีโร่

ตรัง-ทึ่ง! “น้องฮีโร่” วัย7ขวบ จิตอาสาวาดภาพบนกำแพงสถานพินิจฯ ด้วยสีอะคริลิก เผยฉายแววตั้งแต่2ขวบครึ่งชอบละบายสี มีผลงานประมูลช่วยเด็กพิการได้เงินกว่า10,000บาท

       ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พบเด็กชายวจนะ ชุมพวง (น้องฮีโร่) อายุ7ขวบ นักเรียนชั้น ป.1โรงเรียนตรังร่วมพัฒนา อ.เมืองตรัง

        กำลังใช้แปรงและพู่กันวาดภาพด้วยสีอะคริลิกลงบนกำแพงสถานพินิจฯ โดยมีเด็กหญิงเคสิยาห์ ชุมพวง (น้องวินนี่) อายุ5ขวบ ซึ่งเป็นน้องสาว และเด็กชายฐาปกรณ์ ศรีสุด (น้องไตเติ้ล) อายุ6ขวบ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง มาช่วยวาดภาพด้วย

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

น้องฮีโร่

         ซึ่งสถานพินิจฯ เปิดรับสมัครจิตรกรซึ่งเป็นจิตอาสามาวาดภาพบนกำแพง ที่มีความยาวประมาณ80เมตรและความสูง2.50เมตรเพื่อสร้างสีสันและความสวยงาม ลดความรู้สึกตึงเครียด หรือความกังวลให้กับเยาวชนผู้ถูกคุมขังและผู้ขับรถผ่านไปมา

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

        ซึ่งมีจิตรกรที่เป็นจิตอาสามาร่วมวาดภาพประมาณ20คน เน้นภาพบรรยากาศที่ดูแล้วเกิดความสบายตาสบายใจ เช่น ภาพทะเล ภูเขา ตัวการ์ตูนและสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจ.ตรัง ทั้งรถตุ๊ก ๆ หัวกบ พะยูน และดอกศรีตรังซึ่งน้องฮีโร่เลือกวาดภาพต้นไม้กับใยแมงมุมโดยมีคุณแม่คอยเสริมเติมแต่งให้บ้าง

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

        ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่น้องฮีโร่ได้ลงมือวาดภาพด้วยสีอะคริลิกลงบนกำแพงซึ่งการที่น้องฮีโร่ชอบวาดภาพระบายสีมาตั้งแต่อายุ2ขวบครึ่งนั้น ก็ทำให้นางสาวยุภวัลย์ ย่องภู่ ผู้เป็นแม่มีใจรักเรื่องการวาดภาพไปด้วย เพราะต้องคอยแนะนำการเล่นสีต่าง ๆ ให้กับลูก และต้องคอยติดตามลูกชายไปวาดภาพด้วยทุกครั้ง ทั้งที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่นั้นมีอาชีพเป็นทนายความทั้งคู่

         น.ส ยุภวัลย์ ย่องภู่ อายุ39ปี   กล่าวว่า น้องเริ่มผสมสีได้และวาดภาพตามจินตนาการของตัวเองมาตั้งแต่อายุ2ขวบกว่า จนกระทั่งอายุได้ประมาณ3ขวบ ก็เริ่มวาดอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เช่น สร้างภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ทะเล

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจน.ส.ยุภวัลย์  ย่องภู่ แม่น้องฮีโร่

      “แต่มีความพิเศษขึ้นมาแล้ว คือ การรู้จักไล่สีต่างๆ ซึ่งปีนี้ มีร้านอาหารแห่งหนึ่งจัดกิจกรรมหาเงินเข้าการกุศลช่วยเหลือคนพิการ และน้องๆออติสติก จึงมีการนำภาพของน้องไปร่วมประมูลด้วย ปรากฎว่าภาพของน้องไปได้ 2 ภาพ ได้เงินกว่า10,000บาท”น.ส ยุภวัลย์ กล่าว

        น.ส ยุภวัลย์  กล่าวอีกว่า และเป็นครั้งแรกที่น้องฮีโร่วาดภาพบนกำแพงกับกลุ่มศิลปินที่คุ้นเคยกันมา ทำให้ไม่เกร็งส่วนคุณแม่ น้องสาวและหลานชายก็ดูจากน้องฮีโร่ โดยเฉพาะน้องวินนี่ ซึ่งเป็นน้องสาวของน้องฮีโร่ ก็เรียกรู้จากพี่ชายตลอดเวลา แต่อาจจะยังไม่ชอบเท่าน้องฮีโร่

      น.ส ยุภวัลย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนน้องไตเติ้ล ก็สนิทกับพี่น้อง อยู่ด้วยเล่นด้วยกัน ก็ร่วมวาดภาพด้วย เชื่อว่าคงจะซึบซับตามด้วยอีกคน และจะได้มีกิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว ซึ่งคุณแม่ กล่าวอารมณ์ดีว่า ด้วยความที่ลูกชอบ จึงคิดว่าตนต้องเป็นครูที่ดี จึงพยายามศึกษาในยูทูปเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาฝีมือตัวเองจะนำมาสอนลูกแต่ฝีมือยังสู้ลูกชายไม่ได้

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323768

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

การแพทย์พื้นบ้าน,พังงา,มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯชมคลิป,นพสรรพงษ์ ฤทธิรักษา,การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก,นายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี

พังงา-ตึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทย-การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ “ที่ปรึกษา รมว.สธ.”คาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรส่งออกแสนล้านบาทเล็งยกระดับสู่สากล

ที่อนุสรณ์สถานสึนามิ เรือ 813 อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการแพทย์แผนไทย

และการแพทย์พื้นบ้าน ปีที่ 10 ภาคใต้ โดยมีนายชาญศักดิ์ ถวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงานายบำรุง ปิยนามวาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อสม. กลุ่มแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ใน 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วม

กิจกรรมประกอบด้วย กิจกรรมนวดไทย 30 คู่ พิธีมอบเกียรติบัตร ให้แก่ หมอพื้นบ้านดีเด่นระดับจังหวัด 14 จังหวัด หมอไทยดีเด่นระดับเขต เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทยระดับเขต พื้นที่ต้นแบบดีเด่นระดับเขต มอบหม้อยาและธงให้กับเจ้าภาพครั้งต่อไปและการแสดงจากศิลปินชื่อดัง

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

นายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ปีที่ 10 ภาคใต้ ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนให้ชุมชนสามารถผลิตพรีเมี่ยมโปรดักซ์ของแต่ละชุมชนขึ้นมา

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพรขึ้นมาให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะตัวเลขส่งออกเป็นแสนล้านในปีต่อๆไป สำหรับความนิยมของประชาชนในเรื่องสมุนไพรพบว่าได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและคู่ขนานกันกับแพทย์แผนปัจจุบัน”นายแพทย์กิตติศักดิ์ กล่าว

นายแพทย์กิตติศักดิ์  กล่าวอีกว่าในโรงยาบาลเกือบทุกแห่งคนไข้สามารถเลือกรักษาแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ ส่วนผลการรักษาอยู่ที่ตัวคนไข้เองว่าจะพึงพอใจ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าคนไข้พึงพอใจแพทย์แผนไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประหยัดเงินที่จะต้องซื้อยานำเข้าจากต่างประเทศโ ดยการผลิตยาสมุนไพรไทยได้ผลิตเอง สนับสนุนให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายให้มากขึ้น

นายแพทย์กิตติศักดิ์  กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ผลิตและค้าขายมีรายได้มากขึ้น ภาพรวมไทยลดการนำเข้ามากขึ้นเป็นการลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศในแต่ละปีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันหากทำตามแผนที่วางไว้สามารถขายให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศติดไปได้ เช่นเดียวกับที่ชาวไทยไปต่างประเทศและซื้อกลับมาจำหน่ายในประเทศโดยพบว่าในพังงาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก

ด้าน นพ.สรรพงษ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า สำหรับความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์แพทย์แผนไทยและการบริการแพทย์แผนไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ให้บริการตามมาตรฐานการให้บริการไม่ว่าในส่วนของแพทย์แผนไทยที่ขึ้นทะเบียนต้องผ่านการรับรองจากสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย

นพ.สรรพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนหมอพื้นบ้านเองที่ต้องให้บริการคนในชุมชนต้องขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้าน ซึ่งมีระเบียบข้อบังคับในเรื่องประสบการณ์ ตำรา และการให้บริการโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนมาตรฐานของสมุนไพรในหลักการจะใช้มาตรฐานของทาง องค์การอาหารและยา หรือ อย. ในการออกเลขทะเบียนมาตรฐานทั้งยาสมุนไพรทั้งยาโบราณ

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

“ส่วนการบริการของแพทย์แผนไทยใช้มาตรฐานของการดำเนินการอยู่ในทุกโรงพยาบาล ในอนาคตทางกรมแพทย์แผนไทยฯจะทำเรื่องมาตรฐานรับรองคุณภาพสถานบริการในการบริการแพทย์แผนไทย ซึ่งในปัจจุบันการบริการแพทย์แผนไทยมีในทุกโรงพยาบาลโดยดำเนินการควบคู่กัน บางส่วนเป็นคลินิกคู่ขนานบริการร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อสร้างมาตรฐานให้ประชาชนยอมรับให้ประชาชนรู้จัก เชื่อมั่น และชอบใช้ทั่งผลิตภัณฑ์แพทย์แผนไทยและบริการแพทย์แผนไทย”นพ.สรรพงษ์ กล่าว

นพ.สรรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนบทบาทของแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกคือการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโดยเฉพาะ ?ตำหรับยาแห่งชาติ? มีการพัฒนาโดยการขึ้นทะเบียนตำหรับยา ฉะนั้นที่เป็นยาก็จะมีการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะผ่านผู้เชี่ยวชาญยอมรับ วิจัย ศึกษา เพื่อยอมรับเป็นตำหรับยาสมุนไพรแห่งชาติ

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

“ส่วนยาลูกกลอนหรือผลิตภัณฑ์ยาที่มีจำหน่ายในท้องตลาดก็จะมีหน่วยงานเฝ้าระวังโดยมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อตรวจในเรื่องของความปลอดภัย ในการคุ้มครองผู้บริโภคและดูเลขทะเบียนยา ขออนุมัติถูกต้องหรือไม่ และมีการตรวจ วิเคราะห์ เพื่อดูสารปนเปื้อนเป็นวัตถุที่เป็นสารอันตรายที่ใช้กับประชาชนได้หรือไม่” นพ.สรรพงษ์ กล่าวในที่สุด

ปชช.ส่งเสียงแล้ว!!สิ่งที่ควรมีในประเทศไทย เมื่อมีประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/324723

ปชช.ส่งเสียงแล้ว!!สิ่งที่ควรมีในประเทศไทย เมื่อมีประชาธิปไตย

ซูเปอร์โพล,ประชาธิปไตย,เศรษฐกิจ,การศึกษา

“ซูเปอร์โพล” สำรวจ ปชช.กว่า 80 % ชี้ เศรษฐกิจดีเมื่อมีประชาธิปไตย-ทุจริตคอรัปชั่นจะลดเมื่อสื่อมีเสรีภาพ-จนท.ปฏิบัติดีเมื่อภาคปชช.เข้มแข็ง-การศึกษาจะก้าวไกล

           6 พ.ค.61 – สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน และความเป็นผู้นำ เปิดเผย ผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นต่อสิ่งที่ควรจะมีในประเทศไทย” พร้อมข้อเสนอแนะ 5 อันดับแรกเพื่อทำให้ระบบการศึกษาไทยดีขึ้น และพัฒนาสร้างสรรค์เด็กไทยสู่เป้าหมาย

โดย “นายนพดล กรรณิกา” ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้เปิดเผยผลวิจัย เรื่อง ความคิดเห็นต่อสิ่งที่ควรจะมีในประเทศไทย ที่ได้สำรวจประชาชนทั้งสิ้น  1,249 ราย เมื่อระหว่างวันที่ 1 – 5 พ.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.2 เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น เมื่อประเทศมีประชาธิปไตย
ขณะที่ร้อยละ 19.8 ไม่เชื่อ

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 85.7 เชื่อว่าทุจริตคอรัปชั่นจะลดลง เมื่อสื่อมวลชนมีเสรีภาพกว่านี้
ขณะที่ร้อยละ 14.3 ไม่เชื่อ

และที่น่าสนใจ คือ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 73.9 เชื่อว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะปฏิบัติดี เมื่อมีภาคประชาชนเข้มแข็ง
ขณะที่ร้อยละ 26.1 ไม่เชื่อ

ที่สำคัญในผลสำรวจเกี่ยวกับการศึกษา ยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.4 เชื่อว่า การศึกษาไทยจะก้าวไกล ต้องมีพื้นที่สร้างสรรค์เด็ก
ขณะที่ร้อยละ 16.6 ไม่เชื่อ

ปชช.ส่งเสียงแล้ว!!สิ่งที่ควรมีในประเทศไทย เมื่อมีประชาธิปไตย

 

โดยมีข้อเสนอแนะ 5 อันดับแรก เพื่อทำให้ระบบการศึกษาไทยดีขึ้น พัฒนาสร้างสรรค์เด็กไทยสู่เป้าหมายด้วย ได้แก่
ร้อยละ 40.6 ระบุ เพิ่มกิจกรรมนอกชั้นเรียนเพื่อเสริมทักษะด้านสติปัญญา และความรู้ในชีวิตจริง
ร้อยละ 23.9 ระบุ เพิ่มคุณภาพครู อาจารย์ ผู้สอน เข้มงวดมากขึ้น ปรับปรุงหลักสูตร
ร้อยละ 14.5 ระบุ ให้ผู้ปกครองส่งเสริมลูกในสิ่งที่ลูกสนใจ ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครองสนใจ ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง
ร้อยละ 8.2 ระบุ ลดการบ้าน ไม่ใช้เวลาเรียนที่มากเกินไป ให้การบ้านน้อยลง เด็กจะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น
ร้อยละ 7.5 ระบุ นำหลักสูตรเหมาะสมกับวัยมาสอนให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นบ้าง

‘เนวิน’ เปิดรังเหย้าบุรีรัมย์ รอรับ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/324715

‘เนวิน’ เปิดรังเหย้าบุรีรัมย์ รอรับ ‘บิ๊กตู่’

ครมสัญจร,บุรีรัมย์,พลอประยุทธ์,เนวิน ชิดชอบ,สนามฟุตบอลบุรีรัมย์,ช้างอารีน่า,ช้างเซอร์กิต,อนุทิน ชาญวีรกูล,พลังดูด สส

เปิดทาง!! บุรีรัมย์ 3 หมื่น รอรับครม.สัญจร ‘บิ๊กตู่’ 7 พ.ค.ท่ามกลางกระแสพลังดูด เจ้าถิ่นจัดมอเตอร์ไซค์เผื่อ ‘นายกฯ’ ลองบิดเช็กความพร้อม ‘ช้างฯ เซอร์กิต’

          6 พ.ค.61 – “นายเนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมประชาชน จำนวน 30,000 คน ที่จะสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์ เเตรียพร้อม รอต้อนรับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ครม.สัญจร ลงพื้นที่จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ในวันที่ 7-8 พ.ค.นี้

โดยในการลงพื้นที่ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พร้อมคณะ เพื่อตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ ระหว่าง 7-8 พ.ค.นี้ ไฮไลต์อยู่ที่การพบปะกับประชาชนในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ที่ สนามช้าง อารีน่า ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องความพยายามดูด ส.ส.ในกลุ่มภูมิใจไทยมาร่วมงานการเมือง

ซึ่งโอกาสที่ “พล.อ.ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรี และคณะ ลงเยือนในพื้นที่ครั้งนี้ “นายเนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็จะมาร่วมต้อนรับด้วย พร้อมกับประชาชนอีก 30,000 คน ที่จะสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์อย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้รูปแบบการพบปะดังกล่าว ประชาชนก็จะนั่งอยู่บนอัศจรรย์ ในสนามช้าง อารีน่า ซึ่งน่าจะเกือบเต็มความจุของสนาม โดยที่ “พล.อ.ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรี ก็จะเดินรอบสนามทักทายประชาชนบนอัศจรรย์ และจะได้กล่าว กับประชาชน 30,000 คน ที่เป็นตัวแทน มารอพบ หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะไปตรวจเยี่ยมความพร้อม ในการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพีสนามที่ 15 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต

ขณะที่ “แหล่งข่าวในพื้นที่” เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมทุกส่วนของสนามที่จะใช้จัดการแข่งขัน โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งเตรียมการต้อนรับครั้งนี้ ก็ได้จัดรถจักรยานยนต์ เตรียมเอาไว้เผื่อ “นายกรัฐมนตรี” ต้องการจะทดลองขับขี่เพื่อทดสอบสนามดังกล่าวด้วย

คลิก!! ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน-เนวิน’ตรวจความเรียบร้อย ก่อน’นายกฯ ‘มาเยือนบุรีรัมย์

“องอาจ” ยืนยันพลังดูด!! ไม่กระทบ “ประชาธิปัตย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/324708

“องอาจ” ยืนยันพลังดูด!! ไม่กระทบ “ประชาธิปัตย์”

พรรคประชาธิปัตย์,องอาจ คล้ามไพบูลย์,พลังดูด สส

“รอง หน.ปชป.” ย้ำทุกครั้งเลือกตั้ง ส.ส.ย้ายปกติ ล่าสุด ปชป.ยื่นออกแค่ 3 ราย แต่ยังมีรุ่นใหม่ขอแจ้งเกิด ส่วนสมาชิกพรรคแสนคน รอตรวจสอบเอกสารส่ง กกต.31 พ.ค.

           6 พ.ค.61- นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการย้ายพรรคของอดีต ส.ส.ว่า ตามปกติทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ก็จะมี ส.ส.ตัดสินใจย้ายพรรคด้วยหลากหลายเหตุผลอยู่แล้ว แต่จำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคที่ย้ายออกจะไม่ค่อยมากเท่าใด ส.ส.เก่าส่วนมากยังอยู่พรรคเดิม

ขณะที่การย้ายพรรคน่าจะแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

1. ย้ายสังกัดพรรคอื่น เพราะอุดมการณ์สอดคล้องกัน หรือ ย้ายออกไปจัดตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ตามอุดมการณ์ของตน
2. ย้ายเพราะพลังดูด โดยได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทนรูปแบบต่างๆ ทั้งทางตรง และทางอ้อม  ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจเป็นตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง หรือ การช่วยเหลือทางธุรกิจ การช่วยเหลือเรื่องคดีความต่างๆ รวมถึงการอุดหนุนปัจจัยให้โดยตรง

อย่างไรก็ดีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้มีอดีต ส.ส.แจ้งความจำนงลาออกจากพรรคเพียง 3 ราย แต่อดีต ส.ส. ส่วนมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังสมัครใจทำงานรับใช้ประชาชนร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ทั้งนี้การลาออกของอดีต ส.ส.จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ เพราะขณะเดียวกันก็มีหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ไฟแรง ขอแจ้งเกิดทางการเมืองสนใจที่จะลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคตามเขตพื้นที่ต่างๆจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการ , ผู้เชี่ยวชาญ , คนทำงานภาคประชาสังคมจากหลากหลายภาคส่วนที่มีชื่อเสียง สนใจทำงานการเมืองรูปแบบต่างๆ กับพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

ส่วนเรื่องการยืนยันสมาชิกพรรคที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พรรคกำลังตรวจสอบข้อมูลเอกสารของสมาชิกที่มายืนยันการเป็นสมาชิกประมาณ 100,000 คน อย่างรอบคอบ เพื่อนำส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เสร็จสิ้นภายใน  30 วัน คือภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

"องอาจ" ยืนยันพลังดูด!! ไม่กระทบ "ประชาธิปัตย์"

…แฟ้มภาพ…

อย่างไรก็ดีพรรคประชาธิปัตย์กำลังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 (คำสั่งปลดล็อกพรรคการเมือง) ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของสมาชิกพรรค และเพิ่มภาระให้กับสมาชิก และมีระยะเวลาดำเนินการกระชั้นชิด เป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควรหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเป็นไปตามที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องก็อาจทำให้สมาชิกพรรคมีสถานะคงเดิม ไม่ต้องหมดจากสมาชิกภาพเพราะไม่ได้มายืนยันสมาชิกแต่อย่างใด

ดูด ส.ส.ไม่ขัดหลักประชาธิปไตย??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/324702

ดูด ส.ส.ไม่ขัดหลักประชาธิปไตย??

ดูด สส,พรรคการเมือง,เลือกตั้ง,ประชาธิปไตย

ผล’ดุสิตโพล’ ปชช. 35.15% บอกไม่แน่ใจต้องดูก.ม. 20.64% ชี้ขัดหลักแข่งขันเท่าเทียม ขณะที่การดูด ส.ส.สะท้อนอำนาจผลประโยชน์-ประชาธิปไตยไม่ก้าวหน้า ขาดอุดมการณ์

           6 พ.ค.61- จากกระแสข่าวการ ดูด ส.ส.ที่กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ซึ่งทั้งนักวิชาการและนักการเมือง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องที่ขัดหลักประชาธิปไตยหรือไม่  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,158 คน ระหว่างวันที่ 2-5 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน กรณี ส.ส. ที่ย้ายพรรคหรือถูกดูด

โดยผลการสำรวจต่อคำถามว่า…ประชาชนคิดอย่างไร ? กรณี การดูด ส.ส.ของแวดวงการเมืองไทย ณ วันนี้
50.94% เห็นว่า เป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย ที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้น
24.82% เห็นว่า แต่ละพรรคมีการแข่งขันกัน เสนอผลประโยชน์ให้กับ ส.ส.
21.79% เห็นว่า ไม่น่าเกิดขึ้น ไม่สร้างสรรค์ ทำให้การเมืองไม่พัฒนา
15.87% เห็นว่า มีทั้งผลดีผลเสีย ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
11.83% เห็นว่า พรรคการเมืองต้องการรักษาอำนาจ ต้องการคนที่น่าจะชนะการเลือกตั้ง

ดูด ส.ส.ไม่ขัดหลักประชาธิปไตย??

ส่วนการดูด ส.ส. เป็นเรื่องที่ขัดหลักประชาธิปไตยหรือไม่ ? ในความคิดของประชาชน 44.21% เห็นว่าไม่ขัดหลักประชาธิปไตย เพราะเป็นเรื่องที่มีมานานเคยเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งมักจะมีการย้ายพรรค โดยนักการเมืองมีสิทธิที่จะเลือก และเป็นความสมัครใจ ขณะที่ 20.64% เห็นว่า ขัดหลักประชาธิปไตย เพราะไม่ควรทำ เป็นการใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งควรแข่งขันอย่างเป็นธรรมเท่าเทียม และนักการเมืองควรมีอิสระ โดยอีก 35.15% นั้นไม่แน่ใจ เพราะต้องดูว่าผิดกฎหมายหรือไม่ โดยไม่รู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสียต้องพิจารณาหลายด้าน

ขณะที่ ผลจากการดูด ส.ส.ครั้งนี้ สะท้อนการเมืองไทยในลักษณะใด ?
45.82% เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์
32.58% เห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง ต้องการสืบทอดอำนาจ
20.21% การเมืองไม่พัฒนาเหมือนอดีตที่ผ่านมา ประชาธิปไตยไม่ก้าวหน้า
15.85% พฤติกรรมนักการเมืองเหมือนเดิม ไม่มีอุดมการณ์
12.72% ถึงเวลาต้องปฏิรูปการเมืองให้มีคุณภาพ เข้มแข็ง

ดูด ส.ส.ไม่ขัดหลักประชาธิปไตย??

โดย ส.ส.ที่ย้ายพรรคหรือถูกดูด มีผลต่อการตัดสินใจเลือก ส.ส.ของประชาชนหรือไม่ ?  คำตอบ คือ…
58.81% เห็นว่าไม่มีผล เพราะดูที่ตัวบุคคลเลือกจากพรรคที่ชอบ ซึ่งสามารถพิจารณาตัดสินใจเองได้โดยดูจากประวัติ ผลงานที่ผ่านมา
41.19% เห็นว่า มีผล เพราะต้องพิจารณาตัดสินใจ แล้วเกิดความลังเล ไม่แน่ใจ โดยรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัว ส.ส. ที่ย้าย ทำให้เบื่อหน่าย

ขณะที่ผลสำรวจ ยังได้คำตอบจากประชาชน เห็นว่าข้อดีของการดูด ส.ส.ตามระบอบประชาธิปไตย อันดับที่ 1 คือ พรรคการเมืองได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้นได้ฐานเสียงตามที่ต้องการ , อันดับที่ 2 เกิดการแข่งขันมีความหลากหลาย ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น อันดับที่ 3 เป็นการหมุนเวียน ส.ส.ทำให้พรรคมีคนเก่งมากขึ้

ส่วนข้อเสีย…อันดับที่ 1 เกิดความขัดแย้งทางการเมือง โจมตีกัน , อันดับที่ 2 การเมืองไม่เข้มแข็ง ไม่มีจุดยืน ขาดอุดมการณ์ , อันดับที่ 3  ขาดความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ไม่ดี