โรคอ้วน… รักษาด้วยการผ่าตัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324904

โรคอ้วน…  รักษาด้วยการผ่าตัด

โรคอ้วน

โรคอ้วน…  รักษาด้วยการผ่าตัดนิยมกันทั่วโลก

มีรายงานว่า ในปี 2557 เกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย บ่งชี้ว่าคนไทย 1 ใน 3 มีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วน โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับที่ 2 ในภูมิภาค Southeast Asia ที่ประชากรมีปัญหาโรคอ้วน เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคอ้วนนั้นเป็นโรคที่บั่นทอนสุขภาพของคนไทย เป็นสาเหตุของโรคต่างๆที่จะตามมาอีกมากมาย อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น

จากงานประชุมวิชาการครั้งที่ 29 ภาคประชาชน ของโรงพยาบาลราชวิถี ได้มีการสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในหัวข้อต่างๆ โดยหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานประชุมฯ ในครั้งนี้เป็นอย่างมากคือ การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน โดย พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 3,000 คน
พญ.โชติรส อังกุระวรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า อุบัติการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยปัจจุบัน มีตัวเลขที่ค่อนข้างเยอะถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร โดยกทม. มีความเสี่ยงโรคอ้วนมากกว่า ประชากรในต่างจังหวัด โดยสาเหตุหลักมาจากอาหารการกิน และการใช้ชีวิต ทำงานหนักโดยขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โดยโรคอ้วนนั้นส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นสาเหตุการณ์เกิดโรคต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น
ซึ่งการรักษาโรคอ้วนนั้นทำได้หลายวิธี โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยการควบคุมอาหาร  และโภชนาการในแต่ละวัน ควบคู่กับการออกกำลังกาย ซึ่งหากการรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นที่พอใจ ก็จะมีการให้ยาเพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น ซึ่งมีหลายเคส อาจจะไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งวิธีสุดท้ายก็คือการผ่าตัดเพื่อรักษานับว่าเป็นการรักษาโรคอ้วนที่ดีที่สุดซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก
โดยการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้น เป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหาร ซึ่งวิธีที่นิยมมีอยู่ 2 วิธี
1. การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะ ซึ่งทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
2. การผ่าตัดเพื่อจำกัดพื้นที่กระเพาะและทำบายพาส เป็นการผ่าตัดแยกกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง จากนั้นตัดแยกลำไส้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมาต่อกับกระเพาะเพื่อบายพาสอาหาร
ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดจะให้ผลในระยะแรกที่ดี สามารถลดภาวะโรคอ้วนได้ แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องดูแลและควบคุมการกินอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลที่ดีในระยะยาว และตลอดชีวิตของผู้ป่วย โดยหลังจากผ่าตัดแพทย์จะนัดดูอาการ ทุก 3-9 เดือน และหลังจากนั้นก็จะนัดเพื่อติดตามการรักษาทุกปี
นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน คือ ป้องกัน – ดูแล แผลเบาหวานแบบง่ายๆ ได้ที่บ้าน โดยมี นพ. หลักชัย วิชชาวุธ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน คือ… 1.การมีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักที่มากกว่าปกติ
2.กรรมพันธุ์ 3.อายุ ถ้าอายุมากขึ้นทำให้มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ 4.ความดันโลหิตสูง 5.การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ จำพวกน้ำตาล แป้ง และไขมันมากเกินไป 6.ขาดการออกกำลังกาย
ซึ่งอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานสังเกตง่ายๆ คือ ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน และกลางคืน กระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดลง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้า
และถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อทำการรักษา โรคเบาหวานนอกจากจะเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยากแล้ว อาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรดูแลตนเองให้ดี  อาทิ ควรใส่ถุงเท้าและรองเท้าสำหรับใส่ในบ้าน รวมทั้งควรเคาะรองเท้าก่อนใส่ เพื่อป้องกันเศษต่างๆในรองเท้า และการตัดเล็บควรตัดเล็บในแนวเส้นตรง ไม่ควรตัวเล็บตามความโค้งของเล็บ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะเมื่อเป็นแล้วแผลจะหายช้ากว่าปกติ ซึ่งแผลอาจเกิดอาการแทรกซ้อน นำไปสู่การติดเชื้อและลุกลามจนทำให้เนื้อเยื้อตาย และต้องตัดทิ้งได้
ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเบาหวานเกิดเป็นแผล ควรจะทำความสะอาดแผลด้วยสบู่ โดยใช้น้ำอุ่น          หรือน้ำเกลือ และทำความสะอาดรอบๆบาดแผลด้วยความเบามือ ไม่ควรล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ในการทำลายโปรตีนในเนื้อเยื้อได้ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ใส่ยาทำแผล และปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรใช้พลาสเตอร์ปิดแผลโดยตรง และควรทำความสะอาดแผลอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งหากมีแผลมีอาการแดง หรือบวมขึ้นหลังจากทำแผล ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วย โรคเบาหวานประมาณ 2 หมื่นคน รักษาหายน้อยมากส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยอ้วนที่มีระดับน้ำตาลไม่สูงมาก และกำลังรักษาประมาณ 1 หมื่น 4 พันคน
ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีพื้นที่อำนวยความสะดวกค่อนข้างจำกัด จึงทำให้เกิดความแออัดที่ห้องตรวจอย่างมาก และขณะนี้รพ.กำลังสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลฯ เพื่อขยายพื้นที่ในการรองรับ และรักษาผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตเมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลฯ เสร็จก็จะสามารถเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู “บุรีรัมย์”ต้นแบบแต่งผ้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324890

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู “บุรีรัมย์”ต้นแบบแต่งผ้าไทย

บุรีรัมย์,ผ้านตีนแดง,เชิดชูบุรีรัมย์,นายวีระ โรจน์พจนรัตน,รมวกระทรวงวัฒนธรรม,แต่งผ้าไทยทุกวันอังคาร,ไทยแลนด์40

วธ.ชู”บุรีรัมย์”ต้นแบบส่งเสริมแต่งกายชุดผ้าไทย สวมใส่ผ้า”ตีนแดง”ผ้าเอกลักษณ์ท้องถิ่นทุกวันอังคารแรกของเดือนอนุรักษ์วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาท้องถิ่น-สร้ารายได้สู่ชุมชน

         เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2561 ที่ห้องประชุมอําเภอเมือง โรงแรมเทพนคร อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)

          ประธานพิธีมอบเกียรติบัตรเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติหน่วยงานในการรณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทย/ผ้าพื้นเมืองภายใต้โครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ผ้าไทยบุรีรัมย์ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ“เสน่ห์ผ้าไทยบุรีรัมย์ 4 ชาติพันธุ์”มีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผู้แทนจังหวัดบุรีรัมย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เข้าร่วม

      นายวีระ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบายในการใช้มิติทางด้านศิลปวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้จากต้นทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรมสู่ประชาชน ท้องถิ่นและประเทศ และขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

หนุ่ม-สาว ชาวบุรีรัมย์ สวมใส่ผ้า”ตีนแดง”

        โดยเริ่มจากสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 ด้าน ได้แก่มวยไทย อาหารไทย ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ เทศกาลและประเพณีโดยเฉพาะด้านผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

“ผ้าตีนแดง” มรกดกล้ำค่าจังหวัดบุรุรัมย์

         วธ.มีนโยบายส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและความเป็นไทยโดยส่งเสริมการใช้ผ้าไทย รณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทยและสนับสนุนอุตสาหกรรมผ้าไทย ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน แต่งกายผ้าไทย หรือผ้าพื้นเมืองในชีวิตประจำวันซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วนของสังคมและในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

           รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่าจังหวัดบุรีรัมย์ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างที่ดีในดำเนินการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยและรณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทย โดยสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด(สวจ.) บุรีรัมย์ บูรณาการความร่วมมือกับทางจังหวัดบุรีรัมย์ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษาขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ผ้าไทยจังหวัดบุรีรัมย์ และจัดกิจกรรมรณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทยในวันปฏิบัติราชการ“ทุกวันอังคาร”

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

นายวีระ  โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

        โดยวันอังคารแรกของเดือนให้สวมใส่ผ้าตีนแดง ซึ่งเป็นผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น และปลุกจิตสํานึกให้ชาวบุรีรัมย์มีความภาคภูมิใจในผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการใช้ผ้าไทย/ผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์อย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการในจังหวัดบุรีรัมย์

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

             ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

ออเจ้ารู้ยัง!! วธ.ชู "บุรีรัมย์"ต้นแบบแต่งผ้าไทย

         ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าวนอกจากมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนฮั้วเคี้ยว โรงเรียนอนุบาลประโคนชัย โรงเรียนมารีย์อนุสรณ์ โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม เป็นต้น ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ“เสน่ห์ผ้าไทยบุรีรัมย์ 4 ชาติพันธุ์”อีกด้วย

งานเข้า!! สสจ.แล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324513

งานเข้า!! สสจ.แล้ว!!

สสจ,เฝ้าระวัง,กระทรวงสาธารณสุข,เครื่องสำอาง,กฏหมายบังคัลบใช้มิย2561

สธ.สั่งสสจ.เข้ม เน้นเฝ้าระวังเครื่องสำอาง ก่อนตีตั๋วอนุญาต-สุ่มตรวจ หลังกม.บังคับใช้ มิ.ย.61 นี้ หากพบโอ้อวดเกินจริงถูกพิกถอนใบรับแจ้งทันที ปรับ5หมื่น

         เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2561- นายแพทย์ธเรศ    กรัษนัยรวิวงค์ รอง ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ประชุมวิดีโอทางไกล

           แนวทางการดำเนินงานตรวจสอบและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพ กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุขทั่วประเทศ ว่า กระทรวงสาธารณสุข

         โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีระบบการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งอาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยมีเครือข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมดำเนินการตรวจ ติดตาม ทั้งสถานที่ผลิต จำหน่าย และการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ

        นายแพทย์ธเรศ กล่าวว่าในวันนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพในพื้นที่ โดยเฉพาะเครื่องสำอาง เพิ่มการตรวจสอบแหล่งผลิต และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เฝ้าระวังการใส่สารอันตรายที่ห้ามใช้

       โดย 1.เข้มงวดการพิจารณาอนุญาต(Pre-marketing)ให้กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข ตรวจสอบสถานที่ผลิตให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2561 หากพบการกระทำฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบรับแจ้ง และมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

       2.ตรวจสอบเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์(Post-marketing)โดยสุ่มตรวจเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาตามที่กฎหมายกำหนด และสร้างเครือข่ายในการดำเนินงาน อาทิ ตำรวจ กสทช. เครือข่ายภาคประชาชน เป็นต้น

งานเข้า!! สสจ.แล้ว!!

         นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า ในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง(Pre-marketing)ได้ยกเลิกระบบการพิจารณาอนุมัติอัตโนมัติ โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียด ใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน และจะออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรฐานสถานที่ผลิต

        นายแพทย์วันชัย  กล่าวต่อว่า พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลการอนุญาตสถานที่ผลิตดังกล่าวสำหรับใช้ในการตรวจสอบ รวมทั้งอย.กับ กสทช. จะร่วมกันตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาเกินจริง โดยอย.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกสื่อที่ กสทช. หากพบไม่ถูกต้องจะส่งเรื่องให้ กสทช.ระงับการโฆษณาได้ทันที

        นายแพทย์วันชัย อีกว่า ขอให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังการโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ วิทยุ เคเบิ้ลทีวี ในพื้นที่รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในการเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง

         “เช่นอ้างรักษาได้สารพัดโรค   เพราะอาหารไม่ใช่ยาที่จะรักษาหรือป้องกันโรคได้ นอกจากจะสิ้นเปลืองเงินแล้วยังอาจได้รับอันตรายอย่างคาดไม่ถึงจากยาหรือสารอันตรายที่ผสมในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น และเครื่องสำอางไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ”เลขาธิการ อย.ระบุ

งานเข้า!! สสจ.แล้ว!!

        หากพบเห็นขอให้แจ้งที่สายด่วน อย. 1556 อีเมล์1556@fda.moph.go.thแอปพลิเคชันOryor Smart Applicationทางเว็บไซต์ อย. หรือด้วยตนเองที่ศูนย์ ศรป.อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

ดับฝัน วายร้าย ออนไลน์ มธ. เจ๋งกว่า อย่าคิดเจาะระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324503

ดับฝัน วายร้าย ออนไลน์ มธ. เจ๋งกว่า อย่าคิดเจาะระบบ

ดรปกป้อง,โดนโจมตี,มธรรมศาสตร์,ดรปกป้อง ส่องเมือง,เซิร์ฟเวอร์,แฮกเกอร์

“ดร.ปกป้อง” ลั่น!! ระบบเซิร์ฟเวอร์ของม.ธรรมศาสตร์ ไม่เสียหาย รุกตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางอินเตอร์เน็ตของเซิร์ฟเวอร์-อุดช่องโหว่ตัดการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย

 

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าว มีนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก McAfee รายงานว่าช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)บางเครื่องถูกเข้ามาควบคุม

การทำงาน บางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้เป็นฐานสำหรับการพยายามไปควบคุมการทำงของระบบคอมพิวเตอร์อื่นในหลายประเทศนั้น ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน และมีความปลอดภัยสูงสุด

 

  ดร.ปกป้อง ส่องเมือง ผู้อำนวยการ สำนักงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (สทส.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางอินเตอร์เน็ตของเซิร์ฟเวอร์ และได้ตัดการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ปิดช่องทางการจราจรทางอินเตอร์เน็ตที่อาจเป็นช่องโหว่หรือสาเหตุทั้งหมด จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น

 

และได้วางแผนดำเนินการ ดังนี้  1. ขยายประสิทธิภาพของอุปกรณ์ Firewall ให้สามารถทำงานได้ครอบคลุมมากขึ้น 2. เพิ่มขนาด/เงื่อนไขของอุปกรณ์ IPS ให้ตรวจจับเข้มงวดในระดับสูงขึ้น

 

3. เพิ่มอุปกรณ์ที่สามารถ วิเคราะห์+ตรวจจับ การบุกรุก/โจมตี รูปแบบใหม่ๆ และแจ้ง

เตือนผู้ดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ทั้งนี้ จากกรณีที่เกิดขึ้น สำนักงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้มีการดำเนินการตรวจสอบการใช้งานของเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ผลตรวจสอบพบว่าไม่เกิดความเสียหายต่อระบบภายในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

สบายใจไทยแลนด์ ลูกจ้างเฮ!! เจ็บ-ป่วย ช่วย 2 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324483

สบายใจไทยแลนด์ ลูกจ้างเฮ!! เจ็บ-ป่วย ช่วย 2 ล้าน

เจ็บ-ป่วย,ยิ่งกว่า,เงินติดล้อ,กองทุนประกันสังคม,2 ล้านบาท,แรงงานเฮ,นพสุรเดช วลีอิทธิกุล,ใช้สิทธิ 26,142 ราย,สะบายใจไทยแลนด์

ลูกจ้างเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ต้องกังวลกองทุนเงินทดแทนประกันสังคม พร้อมดูแลเต็มที่ เบิกค่ารักษาได้สูงสุด 2 ล้านบาท ระบุเดือน ม.ค.– เม.ย 61 ใช้สิทธิ 26,142 ราย

         นพ.สุรเดช วลีอธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดูแลลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคม ว่า สำนักงานประกันสังคม มี กองทุนเงินทดแทนดูแลลูกจ้าง

        ที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งจากสถิติข้อมูลลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 26,142 ราย

         “และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีจำนวนการประสบอันตรายฯ จำนวน 25,922 ราย พบว่า เพิ่มขึ้นจำนวน 220 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.85 จังหวัดที่มีลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงานสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 7,123 ราย รองลงมา คือ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3,837 ราย และจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,609 ราย”นพ.สุรเดช ระบุ

         นพ.สุรเดช  กล่าวอีกว่า ประเภทสถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 1,000 คน มีสถิติประสบอันตรายสูงสุด คือ 6,081 ราย รองลงมา คือ สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 201 – 500 คน จำนวน 4,227 ราย และสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 21- 50 คน จำนวน 3,107 ราย ตามลำดับ

       นพ.สุรเดช  กล่าวต่อไปว่า ประเภทกิจการที่ประสบอันตรายสูงสุด คือ ประเภทกิจการหมวดการผลิต จำนวน 14,465 ราย รองลงมา คือ ประเภทกิจการหมวดการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ จำนวน 3,892 ราย และประเภทกิจการหมวดก่อสร้าง จำนวน 2,831 ราย ตามลำดับ

        “ส่วนกรณีที่ลูกจ้างประสบเหตุจนสูญเสียอวัยวะสูงสุด คือ นิ้วมือ จำนวน 6,220 ราย รองลงมา คือ ตา จำนวน 3,480 ราย และบาดเจ็บหลายส่วน จำนวน 2,040 ราย”นพ.สุรเดช  กล่าว

       นพ.สุรเดช กล่าวต่อไปว่า หน้าที่ของนายจ้าง หากลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งการประสบอันตราย ตามแบบแจ้งการประสบอันตรายเป็นอันดับแรก รวมถึงคำร้อง ขอรับเงินทดแทน (กท.16) และสำเนาแบบส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาล (กท.44) ส่งให้สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ / จังหวัด / สาขา ที่นายจ้างขึ้นทะเบียนไว้ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบการ ประสบอันตรายของลูกจ้าง

       “กรณีลูกจ้างประสบอันตรายเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน สำนักงานประกันสังคม ขอแนะนำให้นายจ้าง ส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน โดยที่นายจ้างไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาล่วงหน้าและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริง  ตามความจำเป็นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560″นพ.สุรเดช  กล่าว

       นพ.สุรเดช  กล่าวด้วยว่า ซึ่งค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท ต่อการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง หากมีการบาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ลักษณะการประสบอันตรายฯ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพิ่มได้อีก 100,000 บาท รวมแล้วไม่เกิน 300,000 บาท หรือหากไม่เพียงพอ สามารถจ่ายเพิ่มขึ้นได้อีก รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์

       “และหากไม่เพียงพอสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์พิจารณา คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้ความเห็นชอบ เว้นแต่ ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ ตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษาหรือมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐสามารถเบิกเพิ่มได้ในวงเงินสูงสุด ไม่เกิน 2,000,000 บาท”นพ.สุรเดช  กล่าว

        ทั้งนี้ หากลูกจ้างมีปัญหาข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324369

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

ขุดทอง,ส่งออกแรงงานไทย,4หมื่ีนคน,นำเงินกลับไทย12แสนล้านบาท,่ บิ๊กอู๋,พลตออดุลย์,รมวแรงงาน,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์,อธิบดีกรมการจัดหางาน

“บิ๊กอู๋”ตั้งเป้า ! ปี 2561 ส่งแรงงานไทยไปทำงานงต่างแดน 40,000 คน ใน 10 ประเทศ ระบุส่วนใหญ่ไปไต้หวัน รองลงมาเกาหลี -อิสราเอล นำรายกลับไทย1.2 แสนล้านบาท

        เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม  2561- พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานตั้งเป้าปี 2561 ส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวน 40,000 คน

        ใน 10 ประเทศ  ส่วนใหญ่เป็นไต้หวัน รองลงมาเป็นสาธารณรัฐเกาหลี และอิสราเอลตามลำดับ ซึ่งกระทรวงแรงงาน พร้อมคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ในต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักยภาพ ได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

         “พบขณะนี้มีแรงงานไทยทำงานในต่างประเทศกว่า 420,000 คน มีรายได้ส่งกลับประเทศกว่า 120,000 ล้านบาท”พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว

         นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในปี 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวน 40,000 คน

         ซึ่งกรมการจัดหางานได้สนองนโยบายดังกล่าว โดยส่งเสริมและเร่งรัดให้มีการจัดส่งให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ 40,000 คน ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย 30,000 คน เป็น ไต้หวัน 20,000 คน สาธารณรัฐเกาหลี 6,000 คน ญี่ปุ่น 3,000 คน และประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น 1,000 คน ภูมิภาคตะวันออกกลาง 5,000 คน เป็น อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอื่นๆ ภูมิภาคยุโรป เป็นสวีเดน 3,000 คน ฟินแลนด์ 2,000 คน

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

          กระทรวงแรงงานได้ตั้งเป้าหมายให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักยภาพและได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลทั้งก่อนการเดินทาง ระหว่างการทำงาน และเมื่อเดินทางกลับประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานไทย

          นอกจากนี้ ยังขยายตลาดแรงงานที่มีคุณภาพให้กับแรงงานไทยอีกด้วย เนื่องจากแรงงานไทยได้รับการชื่นชมจากนายจ้างว่ามีความสามารถในการทำงาน ขยัน ตั้งใจ และทุ่มเทกับการทำงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของแรงงานไทยอันเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

        โดยขณะนี้มีแรงงานไทยทำงานในต่างประเทศจำนวน 427,622 คน และในปี 2560 ที่ผ่านมานั้น แรงงานไทยสามารถนำรายได้ส่งกลับประเทศจำนวน 126,000 ล้านบาท

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

         ทั้งนี้หากคนหางานใดประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศอย่างมั่นใจว่าจะไม่ถูกหลอกลวง ขอให้ติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน นายอนุรักษ์ กล่าว

“อย.-กสทช.”ร่วมมือระงับโฆษณาอาหารเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324336

“อย.-กสทช.”ร่วมมือระงับโฆษณาอาหารเสริม

อยกสทช,อาหารเสริม,ระงับโฆษณา,โทษสูงสุดปรับ5 ล้านบาท

“สำนักงาน กสทช.” และ”อย.” เร่งระงับการโฆษณาผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือโฆษณาเกินจริง โดย อย. พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาที่ กสทช.

       เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2561- สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

        พร้อมทั้งผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ ได้ร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางระงับการออกอากาศผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่าน อย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ โดยมี กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการ อย.) ร่วมกันแถลงข่าว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการทำงานตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้า จะต้องนำเนื้อหาเข้าสู่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ที่มี กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อพบว่ามีโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หรือการโฆษณาเกินจริง สำนักงาน กสทช. ก็จะมีการสอบถามไปยัง อย. โดย อย. จะทำการตรวจสอบก่อนส่งเรื่องกลับมาที่สำนักงาน กสทช. รวมระยะเวลากระบวนการจะใช้เวลา 45-60 วัน ถึงจะสามารถยุติการออกอากาศรายการนั้นได้ แต่หลังจากนี้สำนักงาน กสทช. และ อย. จะเร่งรัดการยุติการออกอากาศโฆษณาด้วยการลดขั้นตอนเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อประชาชน

       เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า จากนี้สำนักงาน กสทช. และ อย. จะทำงานร่วมกันโดยจะมีเจ้าหน้าที่จาก อย. มาประจำการที่ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) ที่ผิดกฎหมาย ที่สำนักงาน กสทช. เพื่อตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่าน อย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ หากพบว่ามีโฆษณาใดที่ผิดกฎหมาย อย. จะทำหนังสือแจ้งมาเพื่อให้เลขาธิการ กสทช. มีคำสั่งระงับโฆษณานั้นเป็นการชั่วคราว แล้วส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ และ กสทช. ตามลำดับ

         จนกว่าผลการพิจารณาจะเป็นข้อยุติ ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ข้อ 5(2) ที่ระบุว่าการออกอากาศรายการหรือการโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้านั้น หรือโดยการใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือข้อมูลอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับวันละ 100,000 บาท

         นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข เห็นความสำคัญในการที่จะตรวจสอบโฆษณาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลดีที่สุดคือการแก้ไขที่ต้นทาง ไม่ให้มีโฆษณาเผยแพร่ผ่านสื่อออกมาหลอกลวงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่าง อย. และ กสทช.

        ในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นผลดีที่ทำให้สามารถกลั่นกรองโฆษณาได้ตั้งแต่ต้น ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการรับข่าวสารโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ฝ่าฝืนกฎหมายทางวิทยุและโทรทัศน์ เนื่องจากผลของข่าวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ ณ เวลานี้ เป็นการโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้น เพื่อให้การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพครอบคลุมทั้งในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไปในขณะเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันในครั้งนี้

          นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวว่า อย. ได้เห็นความสำคัญในการปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานจากเดิม ซึ่งมีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วระหว่างสำนักงาน กสทช. และกระทรวงสาธารณสุข (อย. และ สสจ.) โดยกระบวนงานใหม่จะมีการร่วมกันพิจารณาเนื้อหาการโฆษณาที่ออกอากาศให้ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น และการร่วมกันพิจารณา จะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในส่วนของสำนักงาน กสทช. และกระทรวงสาธารณสุขด้วย ดังนั้น จึงขอให้ทางผู้ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์

        “รวมถึงผู้ที่จะว่าจ้างลงโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางในทางวิทยุและโทรทัศน์ โปรดตรวจสอบเนื้อหา รวมถึงต้องนำเนื้อหาการออกอากาศ มาขออนุญาตตามกฎหมายที่ อย. และ สสจ. กำกับดูแลอยู่ ให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป” เลขาธิการ อย.กล่าว

         เลขาธิการ อย. ขอย้ำเตือนมายังผู้บริโภค ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง อ้างรักษาได้สารพัดโรค ขอให้ผู้บริโภคระลึกไว้เสมอว่า อาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถช่วยบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคได้ เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินแล้วยังอาจได้รับอันตรายจากการปนเปื้อนยาหรือสารอันตรายที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้ ส่วนเครื่องสำอางมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและสวยงามเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายได้

        “จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อสรรพคุณที่อวดอ้าง เกินความจริงทางสื่อต่าง ๆ นอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายโดยคาดไม่ถึง หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556, อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th, รองเรียน ผาน Oryor Smart Application หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์ ศรป. อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน กสทช. 1200″เลขาธิการอย. กล่าวในที่สุด

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร”ผลิตครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324319

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร”ผลิตครู”

เปิด,35สถาบัน,35หลักสูตร,คุรุสภา,มทรพระนคร,มทักษิณ,มทรธัญบุรี,ดรสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์,เลขาธิการคุรุสภา

“คุรุสภา” รับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประจำปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 แห่ง 35 หลักสูตร ระบุ แต่ละสถาบันรับนศ.ได้ไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 60-180 คน

        ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561

         มีมติให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู สำหรับจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 แห่ง 35 หลักสูตร เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในสังกัดต่างๆ ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

       โดยกำหนดเงื่อนไขการเปิดหลักสูตร ดังนี้ 1) การรับนักศึกษา ต้องไม่เกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต และ 2) คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร"ผลิตครู"

       สถาบันที่ได้รับการรับรองประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ประจำปี 2561 จำนวน 35 แห่ง มีดังนี้1.มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา (90 คน)2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (180 คน)3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (180 คน)

       4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี (60 คน)5. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (60 คน)6.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(180 คน)7. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (180 คน)

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร"ผลิตครู"

      8. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (180 คน)9.มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ (180 คน)10.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (180 คน)11.มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี (180 คน)12.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (180 คน)13.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ (180 คน)14. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (180 คน)

  15. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา (120 คน)16.มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (180 คน)17.มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (180 คน)18.มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (150 คน)19.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง (180 คน)20.มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ (180 คน)

       21.มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (180 คน)22.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (90 คน)23.มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (180 คน)24.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (180 คน)25.มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น (120 คน)26. มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา (60 คน)27.มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (150 คน)28. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(120 คน)

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร"ผลิตครู"

       29.มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (120 คน)30. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (180 คน) 31.มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ (180 คน)32.วิทยาลัยเชียงราย (180 คน)33. วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ (120 คน)34.วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย (180 คน) และ35. วิทยาลัยสันตพล (180 คน)

        ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และสถานศึกษาสามารถตรวจสอบรายชื่อสถาบันที่จัดการเรียนการสอนฯ และจำนวนรับนักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2561 ได้ที่เว็บไซต์คุรุสภาwww.ksp.or.th หรือ สอบถามทางสถาบันที่จัดการเรียนการสอน

         อนึ่งการกำหนดสัดส่วนในการผลิตครู ให้แต่ละสถานศึกษา นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการ “ล้อมคอก” ไม่ให้เกิดการ “ลอยแพบัณฑิตครู” เมื่อเรียนจบหลักสูตรแต่ไม่ได้รับการรับรองหลักสูตร ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองและบัณฑิตครูได้รับความเดือดร้อน สูญเสียโอกาส  และเกิดความสูญเสียทางการศึกษา เพราะในอดีตมีสถาบันการศึกษาบางแห่งลอยแพ”บัณฑิตครู”ผู้เรียนเดือดร้อน จำเป็นต้องฟ้องร้องในชั้นศาลเพื่อขอความเป็นธรรมอยู่หลายคดี

        คมชัดลึกออนไลน์  รายงาน

สธ.วอนปชช.แจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324282

สธ.วอนปชช.แจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อน

ผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อน,รมวสธ,อย-กสทช,กว่าพันราย,ศคลินิก เกียรติคุณ นพปิยะสกล  สกลสัตยาทร,นพวันชัย สัตยาวุฒิพงศ์

สธ.วอนประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายแจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ลั่น สธ.ทำทุกวิถีทางเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการอย.เผยแต่ละปีได้ดำเนินคดีเฉลี่ยกว่า1,000ราย

         ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการดำเนินการเอาผิตกับผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

        ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ปฏิรูป ทำงานให้มีประสิทธิภาพ เครื่องสำอางและอาหารเสริม ผิดกฎหมายที่ตรวจพบในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายแสนรายการที่ อย.ได้ทำการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การขยายผลดำเนินคดีของตำรวจ​

        ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข จะทำในทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองที่ดีที่สุด โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชารัฐ เพื่อที่จะคุ้มครองเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ด้วยเทคโนโลยีและวิธีการต่าง ๆ สำหรับใน

       “ส่วนการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่นั้น จะดำเนินการตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญคือ เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว อาทิ เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมทั้งการให้ความรู้กับประชาชนให้มีความรู้ มีวิจารณญาณ ที่จะช่วยกันดูแลสิ่งผิดกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้หากประชาชนสงสัยสินค้าว่าไม่มีคุณภาพ ผิดกฎหมายขอให้สอบถามที่สายด่วน อย.โทร1556”  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล   กล่าว

         ด้านนพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย.มีระบบเฝ้าระวังและสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีในท้องตลาดเป็นประจำ รวมทั้งจากการได้รับแจ้งเบาะแสจากเครือข่ายผู้บริโภค ภาคประชาชน ในแต่ละปีได้ดำเนินคดีเฉลี่ยปีละ1,000กว่าราย ปรับผู้ทำผิดส่งเงินเข้าเป็นรายได้แผ่นดินปีละ7-8ล้านบาท

       “นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมแล้วสามารถดำเนินคดีได้ปีละหลายพันรายโดยในวันนี้ (3พฤษภาคม2561)จะไปร่วมแถลงข่าวกับ กสทช. เรื่องการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค”เลขาธิการ อย.ระบุ

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324209

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

แรงงานพม่า,รถโมบายเคลื่อนที่,เมียนมา,พิสูจน์สัญชาติ,2-6พค61,กกจ,กแรงงาน

“เมียนมา”เปิดศูนย์พิสูจน์สัญชาติเคลื่อนที่ ที่ก.แรงงาน เริ่มดำเนินการวันที่ 2 – 10 พ..ค. นี้ “อธิบดีกกจ.” ย้ำแรงงานต่างด้าวต้องไปพิสูจน์สัญชาติให้ทัน30มิ.ย.นี้

         นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการเร่งรัดการตรวจสัญชาติแรงงาน

             ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เข้าสู่ระบบจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการจัดหางาน(กกจ.)ดำเนินการประสานทางการประเทศต้นทาง จัดชุดโมบายเคลื่อนที่ในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว

“โดยขณะนี้ทางการเมียนมาได้นำรถโมบายเคลื่อนที่มาให้บริการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาที่บริเวณชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพฯ”อธิบดี กกจ. กล่าว

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

  นายอนุรักษ์  ทศรัตน์  อธิบดีกรมการจัดหางาน

ทั้งนี้ เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วเสร็จทันภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้ โดยจะให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 – 10 พฤษภาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น. หยุดทุกวันอังคาร

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

สำหรับขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ คือ 1. รับบัตรคิว 2. กรอกเอกสาร 3. เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารและสัมภาษณ์ 4. ถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือ สแกนม่านตา 5. รับเล่มหนังสือรับรองแทนการเดินทาง (CI) และบัตรแรงงาน (OCWC)

 

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ส่วนเอกสารประกอบการพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาได้แก่ 1. บัตรสีชมพู หมดอายุ 31 มีนาคม 2561/ บัตรสีชมพู หมดอายุ 30 มิถุนายน 2561/ ใบจับคู่ 2. ใบรับรองการลงทะเบียนออนไลน์/ ใบรับรองการลงทะเบียน ณ ศูนย์ OSS 3. สลิปจ่ายเงินเซเว่น 4. บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง/ สำเนาทะเบียน/ สำเนาใบขับขี่ มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 310 บาท เป็นค่า CI

 

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานที่จะต้องจัดทำทะเบียนประวัติ ตรวจลงตรา (วีซ่า) และขออนุญาตทำงานที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) จะต้องไปพิสูจน์สัญชาติและตรวจสุขภาพให้เรียบร้อยก่อนเข้าศูนย์ OSS

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

“ขณะนี้มีแรงงานเมียนมา ที่ต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติจำนวนทั้งสิ้น 28,194 คน ขณะนี้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน 4,907 คน คงเหลือต้องพิสูจน์สัญชาติอีก 23,287 คน “อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน