ดาราพาเที่ยว : ‘เต๋า-เศรษฐพงศ์’ตะลอนทัวร์อังกฤษกับคนที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/387036

ดาราพาเที่ยว : ‘เต๋า-เศรษฐพงศ์’ตะลอนทัวร์อังกฤษกับคนที่รัก

ดาราพาเที่ยว : ‘เต๋า-เศรษฐพงศ์’ตะลอนทัวร์อังกฤษกับคนที่รัก

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระเอกหนุ่มหล่อหน้าใสปิ๊ง เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ ผู้มีผลงานออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง และหลากหลายบทบาท ล่าสุดได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี กับบทเลขาฯหนุ่มจอมกะล่อนในละครเรื่อง ยุทธการปราบนางมาร ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เรียกว่าเล่นบทไหนก็กระชากใจแฟนคลับกันทุกเรื่อง แต่ถึงงานจะยุ่ง คิวถ่ายละครแน่นเอี๊ยด หนุ่มเต๋าก็ยังหาเวลาออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ และการไปครั้งนี้ก็เรียกว่าคุ้มสุดๆ เพราะไปแบบยกครัว ทั้งพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งแฟนคลับ

เมื่อคิดที่จะเริ่มออกเดินทาง “ช่วงนี้ผมค่อนข้างทำงานเยอะครับ แต่ถ้ามีโอกาสและวันที่ว่างก็จะไปเที่ยวทะเล เพราะชอบอาหารมากๆ อย่างเช่น กุ้งเผา ปูนึ่ง ปูไข่ ไปนั่งกินลมชมวิวอยู่กับตัวเอง
มีกีตาร์สักตัว ดีดริมทะเล ฟังเสียงคลื่น แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ฉะนั้นผมเลยอยากที่ไปทะเลสักที่ที่เงียบสงบ และได้พักผ่อนจริงๆ ก็ยังหาโอกาสอยู่ เพราะช่วงนี้ทำงานทุกวันอย่างที่บอก (ยิ้ม)”

ทริปในความทรงจำ “ทริปที่ได้ไปดูทีมที่ชอบอย่าง แมนยูฯ ลงแข่งขันในสนามจริงๆ ครับ คือผมเป็นคนที่ชอบดูบอลมาก และมีความอยากไปดูสด ฉะนั้นเมื่อต้นปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปดูซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่สอง คือเป็นทริปที่แฟนคลับจัด เป็นทริปเที่ยวด้วย ดูฟุตบอลด้วย เราก็ไปพร้อมกันทั้งแฟนคลับและครอบครัว ผมก็เลยได้เที่ยวพร้อมดูบอลสมใจครับ (หัวเราะ) และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมรับปริญญาด้วย เราก็เลยหอบชุดไปถ่ายรูปที่นู่นเลย สวยดีครับ ได้วิวสวยๆ ได้ใส่ชุดรับปริญญาถ่ายกับวิวที่นู่น แต่หลักๆ ก็คือไปดูบอลแหละ”

ฟินไม่รู้ลืม “ด้วยความที่ผมชอบดูบอลเป็นการส่วนตัว พอได้ไปสัมผัสบรรยากาศในสนามจริงๆ สนุกมาก ประทับใจเลยล่ะ และครั้งที่สองนี้ผมก็ได้มุมที่ดีกว่าเดิมด้วย เห็นชัดแจ๋วเลย มีไปเดินทัวร์ในสนามดูนู่นนี่นั่นด้วย ก็เป็นอย่างที่เราวาดฝันไว้ ถ้ามีโอกาสอยากจะไปหลายๆ รอบเลยด้วยซ้ำ ไปทุกปีก็ดีครับ (หัวเราะ)”

ที่ที่อยากไป “อเมริกายังไม่เคยไปผมอยากจะไปดูบ้านเมืองเขา ส่วนเมืองไทยก็อยากจะไปทางภาคเหนือครับ เพราะไม่ค่อยได้ขึ้นเหนือเท่าไหร่ อยากลองไปสัมผัสวิวภูเขาดูบ้าง”

สิ่งที่ได้จากการท่องเที่ยว “ผมว่ามันก็ให้พลังงานเรานะ เป็นการเติมพลังในการทำงาน ได้ไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ได้กินอาหารอร่อยๆ ผมว่าแค่นี้ก็สร้างพลังบวกให้เรามหาศาลแล้วล่ะ แค่มีเวลา
และหาจังหวะเพื่อพาตัวเองออกไปทำในสิ่งที่เราชอบและอยากจะทำจริงๆ”

ช่างเป็นหนุ่มที่น่าอิจฉา เพราะไม่ว่าชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัวก็บริหารได้อย่างลงตัว แถมยังได้ไปเที่ยวในสถานที่ที่ชอบกับคนที่รัก เรียกว่าได้พลังงานกลับมาเต็มเปี่ยม พร้อมลุยงานเต็มที่เลยใช่ไหมคะหนุ่มเต๋า

Star Retro : ชีวิตลิขิตเพลง ‘สุรักษ์ สุขเสวี’ ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/387037

Star Retro : ชีวิตลิขิตเพลง ‘สุรักษ์ สุขเสวี’ ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

Star Retro : ชีวิตลิขิตเพลง ‘สุรักษ์ สุขเสวี’ ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นหน้าค่าตา…หลายคนอาจสงสัยว่าเขาคือใคร? แต่ถ้าเอ่ยชื่อ ต้น-สุรักษ์ สุขเสวี คนในวงการเพลงเป็นต้องร้อง อ๋อ! ยิ่งถ้าบอกว่าเขาคือผู้ประพันธ์เพลงดังอย่าง เธอ…ผู้ไม่แพ้, วิมานดิน, ลมหนาว, หากันจนเจอ ฯลฯ เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักผลงานเพลงจากปลายปากกาของเขา จากวันนั้นจนวันนี้ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมและบ่มเพาะมาอย่างยาวนาน ต้นได้เปิดบริษัททำเพลงเป็นของตัวเอง เพื่อทำงานที่รักเกี่ยวกับดนตรีในหลากหลายรูปแบบ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างไรบ้าง วันนี้ “สตาร์เรโทร” ค้นทุกแง่มุมชีวิตของเขามาเล่าให้ฟัง

ย้อนวันวาน เส้นทางนักแต่งเพลง

ทุกอย่างมาด้วยตัวของมันเองครับ ความทรงจำที่ไกลที่สุดที่จำได้คือ น่าจะจบ ป.5 พอดี ตอนนั้นผมนั่งอยู่หลังบ้านที่ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จู่ๆ ผมก็ฮัมทำนองขึ้นมาเอง จากการได้ยินเพลงลูกทุ่ง แล้วแต่งขึ้นมาเอง บวกกับว่าพี่ชายก็มีกีตาร์อยู่ตัวหนึ่ง พอผมไปเห็นก็เลยหัดเล่น เปิดหนังสือจับคอร์ดเองเลย พอเล่นไปได้สัก 2-3 เดือน ก็เริ่มมีทำนองที่เราอยากได้ยิน เริ่มใส่เนื้อลงไป เพราะฉะนั้นผมจะมีเพลงที่แต่งเก็บไว้สมัยเด็กๆ ประมาณ 40-50 เพลงได้ คือเราก็แต่งของเราเองนี่แหละ แล้วชีวิตผมก็อยู่กับเสียงเพลงเยอะมากเพราะว่าผมเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้สดต่างจังหวัด ทำให้ผมได้เดินทางบ่อยมาก แล้วการเดินทางไปที่ต่างๆ เราก็มีโอกาสฟังเพลงเยอะมาก ตั้งแต่เพลงลูกทุ่งที่คนขับรถเปิด พอไปถึงจังหวัดไหนก็จะได้ยินเพลงของพื้นที่นั้นๆ แล้วพี่ชายแต่ละคนก็ชอบฟังเพลงที่แตกต่างกันออกไปด้วย ก็จะได้ยินมาหมดทุกแนว แล้วผมเองก็ชอบฟังเพลงของวงชาตรี เพราะฉะนั้นเลยเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่าง ประสบการณ์จากครอบครัวนี่แหละ ไปไหนก็จะมีเพลงฟังตลอด แล้วฟังบ่อยด้วย ฟังวนไปวนมา ทำให้ผมมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพลงเยอะ ใครอยากจะรู้ชีวิตผมแบบละเอียดมากขึ้น ต้องลองฟังเพลงชื่อ “นักเดินทาง” ที่ผมแต่งไว้ เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงของผม

ค่อยๆ เติบโตในโลกดนตรี

ผมทำเหมือนเด็กทั่วๆ ไป คืออัดเทปส่งไปตามค่ายเพลงต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนะ แต่ว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมอะไรง่าย ถึงได้แต่งเพลง “เธอ…ผู้ไม่แพ้” ของพี่เบิร์ด คือ ไม่ค่อยยอมแพ้อะไรง่ายๆ (ยิ้ม) คิดในใจเสมอว่าคนที่จะมาบอกเราว่าเพลงใช้ได้หรือไม่ได้ในความคิดของผมตอนนั้น มีอยู่สองคน พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ และพี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค เพราะเป็นไอดอลของเรา ในวันนั้นที่ได้เข้าไปแกรมมี่ เราก็คิดแล้วว่าจะทำยังไงให้เดโม่ที่เราแต่งเอง ไปถึงหูถึงตาพี่เขาสองคน ก็เลยไปดักเจอพี่เต๋อ ที่หน้าห้องอัดศรีสยาม พอเจอพี่เต๋อเขาก็บอกว่าให้เอาไปฝากที่เลขาฯ เพราะไว้ที่เขา เดี๋ยวเขาลืม แต่เดี๋ยวเขากลับไปฟังให้ ผมก็ฝากไว้ที่เลขาฯ แต่พอโทร.ไปเช็ค ก็ยังไม่มีการฟัง เพราะพี่เต๋อก็คงมีเรื่องวุ่นวายมากมาย ต้องรับผิดชอบ เลยไปหาพี่ดี้ แล้วบังเอิญผมเปิดสมุดโทรศัพท์เจอเบอร์โทร.พี่เขา (หัวเราะ) โทร.ไปหาแกตอนแปดโมงเช้า แล้วเป็นช่วงที่พี่ดี้ต้องการคนมาทำงานเพิ่มอยู่พอดี เขาก็นัดเจอเรา และให้การบ้านมาทำทุกอาทิตย์ สอนเราปรับทัศนคติวิธีคิดวิธีการแต่งเพลงเป็นยังไงก็จะไม่เหมือนตอนที่เราแต่งเองมาแบบดิบๆ แต่งมาจากชีวิตเราเอง พอมาตอนนี้เราก็คิดว่าถ้าเป็นศิลปินคนนี้ เราจะเขียนเรื่องอะไรให้เขา ผมก็ใช้เวลา 6 เดือน ในการไปเรียนรู้และส่งงานจนเขาเห็นว่าเราทำงานได้ ก็ได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่แกรมมี่ในเดือนพฤษภาคม 2533

เรียนรู้ขั้นพื้นฐานกับปรมาจารย์ชั้นครู

ตอนแรกที่เข้าไปทำงานในแกรมมี่ คือทำในฐานะคนเขียนคำร้องก่อน แต่ว่าพอเข้าไปแล้วทางบริษัทเขาก็คงมองว่า จริงๆ แล้ว เราก็มีบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านดนตรีอยู่ ก็มาช่วยสอนให้ความรู้ให้กับน้องใหม่ที่เข้ามาทำงาน ครูที่สอนทฤษฎีดนตรีให้กับผมก็คือ พี่นิ่ม สีฟ้า และคนที่นั่งเรียนอยู่ด้วยกันคือ จักราวุธ แสวงผล, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ก็มานั่งเรียนด้วยกัน อ่านโน้ตกัน เรียนทฤษฎีดนตรี แล้วก็มีการสอบ ทุกสิ่งทุกอย่างความรู้ที่ผมได้มาจากภาคดนตรีจริงๆ เกิดขึ้นในแกรมมี่ นี่แหละครับ

เพลงแรกในชีวิต

เป็นเพลงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ เป็นเพลงแรกที่เกิดขึ้นจากการแต่งของเราเอง ตอนที่เรียน ปวช.3 อายุประมาณ 17-18 ปี ชื่อเพลง “ผู้หญิง” ของ อิ๋ว-พิมพ์โพยม เรืองโรจน์ ค่าย RS สมัยนั้นเพื่อนผมเป็นคนเอาไปเสนอ แล้วเขาก็รับเงินแทนผม เข้ากระเป๋าเขาเรียบร้อย (หัวเราะ) แต่ยังดีว่าเซ็นสัญญาซื้อ-ขายในชื่อผม (หัวเราะ) พอเพลงปล่อยออกไปก็มีคนบอกว่าจะเอาไปนำเสนอทำเป็นวง และผมก็ได้ฟังเพลงนี้ในวิทยุ ดีใจมากครับ จากตรงนั้นทำให้ผมมั่นใจว่าผมสามารถเป็นนักแต่งเพลงได้ เพราะเพลงเราออกอากาศแล้วส่วนเพลงแรกที่แต่งให้กับทางแกรมมี่ คือ “อย่าบอกกัน” ของ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร หลังจากนั้นก็มีต่อมาเรื่อยๆ ครับ เรียกว่าเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์ นักร้องแกรมมี่แทบทุกคนจะต้องมีเพลงของผมรวมอยู่ในอัลบั้ม

ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมยังไม่เคยมีความรู้สึกที่ประสบความสำเร็จ เท่ากับวันแรกที่ได้นั่งอยู่ในห้องประชุมที่แกรมมี่ วันนั้นเดินเข้าไปในห้องประชุม มี พี่เต๋อ, คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม,นิติพงษ์ ห่อนาค, นิ่ม สีฟ้า, ชาตรี คงสุวรรณ, อภิไชย เย็นพูนสุข, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา, อรรณพ จันสุตะ, ประชา พงศ์สุพัฒน์,จาตุรนต์ เอมซ์บุตร และอีกเยอะมาก ทุกคนเป็นไอดอลของคนที่ฟังเพลงของแกรมมี่ หรือถ้าจะพูดว่าเป็นขวัญใจคนเบื้องหลังนักแต่งเพลงทั้งประเทศก็ว่าได้ แล้วตอนนั้นผมก็อายุเพิ่ง 22-23 ปี เข้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมร่วมกับพี่ๆ เขา ผมรู้สึกว่าวันนั้นเหมือนความฝัน คือเป็นไปได้ยังไง (หัวเราะ) เราเคยเห็นชื่อพี่ๆ เขาอยู่บนปกเทป ปกซีดี เหมือนเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ต้องสวัสดีทุกคน แล้วก็วันเวลาก็ผ่านไป กลายเป็นว่าวันนี้เราก็ต้องรับไหว้คนอื่นบ้าง

วันที่ต้องเดินจากแกรมมี่

ตอนนั้นที่ออกมาก็ด้วยความคิดที่ว่า ณ เวลานั้น พอพี่เต๋อเสียไปแล้ว นโยบายในการทำธุรกิจดนตรีของแกรมมี่ก็เปลี่ยนไป ผมก็คิดว่าในเมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมก็ขอออกมาทำอะไรที่ตัวเองสบายใจดีกว่า ก็ออกมาเป็นนักแต่งเพลงอิสระตั้งแต่ปีที่ 2544

ปฏิเสธค่ายเพลงดัง

พอออกจากแกรมมี่ ก็มีคนชวนไปนั่งทำงานค่ายเพลงอยู่ประมาณ 3 ราย ซึ่งล้วนแต่มีสตางค์ทั้งสิ้น เขาพร้อมที่จะเสนอเงินเดือนเป็นในลักษณะของ MD แต่ผมเป็นคนที่มีความคิดไม่เหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ คือผมคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันอยู่ที่ความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมเพราะฉะนั้นผมก็เลยปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้น แล้วก็ขอเลือกเป็นนักแต่งเพลงอิสระ ที่มีชีวิตแบบลุ่มๆ ดอนๆ ดีกว่า (หัวเราะ) ไม่ต้องเข้าไปนั่งประชุม ไปยุ่งเกี่ยวกับตัวเลข อยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ ท่ามกลางสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันซึ่งมันหลากหลาย ซึ่งผมคิดว่านั่งทำงานที่บ้าน นั่งเล่นกับแมว รดน้ำต้นไม้ ที่บ้านอย่างนี้มีความสุขกว่า

ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของนักแต่งเพลงอิสระ

ผมใช้คำว่าลุ่มๆ ดอนๆ นี้ได้เต็มปากเพราะว่าตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ที่มีเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ถ้าใช้สำนวนไทยโบราณ คือผีซ้ำด้ำพลอย พอเศรษฐกิจแย่ปุ๊บ ช่วงนั้นก็จะมีเรื่องของซีดีเถื่อนเข้ามา แล้วก็ตามมาติดๆ ด้วย MP3 การเข้ามาของสิ่งเหล่านี้ ทำให้คนดนตรี ธุรกิจดนตรียังปรับตัวไม่ทัน ณ วันนั้น และถึงแม้ว่าวันนี้ล่วงเลยมาจนกี่ปีแล้วก็ตาม ก็ยังปรับตัวกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาตอบแทนให้คนทำงาน แต่ที่พวกเราอยู่รอดกันมาได้ ที่ผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าเราทำงานเป็นCorporate ซึ่งก็อาจจะมีตัวเลขจากลูกค้าที่เขายินดีจ่ายสำหรับการที่จะซื้อฝีไม้ลายมือของ สุรักษ์ สุขเสวี เพราะฉะนั้นผมเลยอยู่ได้ แล้วก็มีแต่งเพลงเล็กๆ น้อยๆ บ้างให้กับคนสนิทในวงการ พรรคพวกเพื่อนฝูง ซึ่งก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าอะไร จะมีคนที่ใช้บริการผมอยู่เรื่อยๆ เลยคือ โก้ Mr.Saxman

ยังไฟแรง พร้อมแต่งเพลงใหม่

ผมจะมีความไฮเปอร์อยู่นิดๆ อยากจะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แต่งเพลง ดีเจ หรือพ่อค้า สิ่งเหล่านี้เป็นความฝันของผมหมดเลย แต่ว่าพอได้เข้ามาแต่งเพลงจริงๆ แล้ว ด้วยความที่ว่าพี่เต๋อ-เรวัต ได้จัดระบบ ระเบียบ ในการที่จะจ่ายค่าตอบแทนให้ ทำให้พวกเราดูแลชีวิตตัวเองกันได้อย่างดี เพราะว่าช่วงที่ผมเข้าไปทำงานเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวงการเพลง เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ดีอย่างที่เราตั้งใจไว้ ความฝันที่สองที่สาม อย่างดีเจ พ่อค้า ก็ดับไปเลย เพราะตอนนั้นยิ่งเขียนยิ่งมัน แล้วผมจะบอกว่าถึงวันนี้นะ อายุขึ้นเลข 5แล้ว ในขณะที่นักแต่งเพลงบางคนก็เริ่มเฟดตัวเองไปแล้ว ผมกลับรู้สึกตรงกันข้าม ตอนนี้เรากำลังคึกเลย กำลังกลมกล่อม สิ่งที่หล่อหลอมเข้ามาในความคิดของเราตอนนี้เหมือนสั่งได้ เพราะฉะนั้นผมยังมีเพลงป๊อปที่อยากเขียนเป็น 100 ถามว่ายังไม่หมดไฟเหรอจะบอกว่า คำว่าหมดไฟห่างกันคนละขั้วเลย ตอนนี้ไฟลุกเลยครับ

ผลงานที่ผลิตออกมาโดยไม่มีข้อแม้ใด

ถ้าจะมีข้อแม้ก็คือบางที 15-16 ปี หลังจากออกมาจากแกรมมี่ มันก็คือเป็นการ Corporate ส่วนใหญ่ คือทำเป็นเพลงบริษัท เพลงองค์กร เอกชน ภาครัฐ มหาวิทยาลัย มันก็จะมีโจทย์ของมัน อย่างของ กพ. ผมก็แต่งเพลง “จำขึ้นใจ” ให้เป็นเพลงของข้าราชการพลเรือนทั้งประเทศ ก็จะมีหลากหลายออกไป บางบริษัทก็เป็นบริษัทขายตรง คือทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะไม่แมสแบบเดิม ที่เป็นเพลง พี่เบิร์ด หรือ นันทิดา เอาไปร้องอาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่ว่าเราก็ยังได้รับเกียรติเวลาไปที่ไหนแล้วเขารู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ทุกคนก็จะให้เกียรติเราเสมอแค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ

ทำหนังสือ เพิ่มคุณค่าให้กับเพลง

ที่ทำหนังสือ “ชีวิตลิขิตเพลง” เริ่มมาจากความคิดที่ว่าผมทำงานอยู่แกรมมี่ประมาณ 11 ปี และอยู่ข้างนอกอีกประมาณ 15-16 ปี ก็จะมีเพลงอยู่จำนวนหนึ่งที่คนไม่รู้ว่าผมแต่งไว้ แล้วก็ในทางทักษะของการแต่งเพลง ผมมองว่าเป็นเพลงที่มีสกิลที่น่าสนใจ แล้วคนก็ไม่ค่อยรู้ เราก็เลยเอาเพลงเหล่านี้ มารวมกับผลงานที่เราแต่งกับแกรมมี่ด้วย ออกมาเป็นหนังสือเล่มใหม่ แล้วก็เล่าเรื่องราวต่างๆ โดยคัดเลือกจากเพลงของแกรมมี่มา 45 เพลง มาบวกกับที่เราออกมาทำงานอิสระอีก 15 ปี ก็เท่ากับ 15 เพลง รวมเป็น 60 เพลง เพื่อบอกเล่าถึงที่มาและแรงบันดาลใจ ความคิดในการเขียนเพลงแต่ละเพลงใน 60 เพลงนี้ เพื่อหวังว่าจะเพิ่มคุณค่าให้กับเพลง แล้วก็เป็นความรู้ทางอ้อมให้กับคนเขียนเพลงด้วย เพราะก็จะมีเรื่องของการแต่งเพลงอยู่ด้วย

ผลงานแห่งชีวิต

ในความคิดแรกของผม คือผมเป็นคนที่มองถึงความเป็นไปได้ของชีวิตเรา คือเราเกิดมาแล้ว พูดง่ายๆ จะตายวันไหนไม่รู้ ผมก็เลยคิดว่าผมอยากจะมีผลงานแห่งชีวิตของผม รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะถามถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ 60 เพลง ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ผมไม่ได้คัดเลือกจากเพลงดังทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่คัดเลือกมาจากสิ่งที่ผมอยากจะเขียน อยากจะเล่า บอกอะไรที่เป็นสาระบันเทิงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ฉะนั้นคุณค่าของมันก็คือ ถ้าในวันที่ผมยังอยู่ มันก็ยังจะสร้างความสุขให้กับคนได้ เวลาเดินทางไปไหนมาไหน ก็จะได้เห็นคุณค่าของมัน แต่ว่าในวันที่ผมตายไป หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นตัวแทน เป็นกาย เป็นวิญญาณ ของมนุษย์คนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นนักแต่งเพลงอาชีพ เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้คือ ผลงานแห่งชีวิตของผม ทั้งที่ยังอยู่และตอนที่ตายไปแล้ว

ความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์

ผมเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมและมาจบเสร็จที่กลางพฤศจิกายน ใน 60 เพลงของหนังสือเล่มนี้ จะมีประมาณ 44 เพลง เป็นงานที่ผมเคยเขียนในหนังสือสองเล่มมาแล้ว แต่ว่าผมเอามารีไรท์ใหม่ ซึ่งรีไรท์เยอะมาก แล้วยังมีเพลงใหม่ด้วย ประมาณ 6-7 เพลง ที่ผมยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหน ก็อยากให้ทุกคนลองซื้ออ่านดู ราคาก็ถูกมาก 290 บาท พร้อมมีซีดีเพลงด้วย 60 เพลง คุ้มแน่นอน เราทำเอง ผลิตเอง และขายเอง ผ่านเฟซบุ๊คของผม SURAKSUKSAEWEE ครับ

เป้าหมายต่อไปของชีวิต

ผมตั้งใจไว้ว่าปีนี้ 2562 เป็นต้นไปจะมีค่ายอินดี้อย่างเป็นทางการของตนเอง เพื่อจะทำเพลงป๊อป ชื่อ “บางรัก เรคคอร์ด” ซึ่งคำว่า บางรัก ซ่อนคำว่า รักษ์ ไว้ด้วย แต่เขียนว่า บางรัก โดยค่ายเพลงของผมจะมีพนักงานแค่คนเดียว คือผม เพราะสมัยนี้ก็จะใช้ฟรีแลนด์กันเป็นส่วนใหญ่ ใครมีศักยภาพในการทำเพลงก็ทำ ไม่ใช่ฟอร์แมตแบบเก่าแล้ว ก็มารอดูว่าจะมีผลงานอะไรยังไง ออกไปสู่วงการเพลงไทย และผมก็ตั้งใจว่าเพลงจากหนังสือเล่มนี้ที่มันเรียง 60 เพลงจากปีที่ผมเข้าทำงานปีแรก 2533 และมาจบที่ปี 2561 ก็คือ 60 เพลงพอดีฉะนั้นเพลงที่ 60 จะเป็นเพลงแรกที่ผมตั้งใจว่าจะเปิดตัวค่าย บางรัก เรคคอร์ด ขับร้องโดยศิลปินที่ไม่ได้ดังมากอะไร แต่อยากให้ลองรอติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ

ความฝันเกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกวัย แต่ก่อนที่จะถามหาความสำเร็จในบั้นปลาย เส้นทางชีวิตของ ต้น-สุรักษ์ สุขเสวี ได้สอนให้เราเรียนรู้ว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราได้เริ่ม…ลงมือทำ!!

กุหลาบสีเงิน

มหกรรมญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย!!! JAPAN EXPO THAILAND 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/387022

มหกรรมญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย!!! JAPAN EXPO THAILAND 2019

มหกรรมญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย!!! JAPAN EXPO THAILAND 2019

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศุภฤกษ์ เปลี่ยนลี้ General Planning Division Manager บ.จี-ยู ครีเอทีฟ พร้อมด้วยสุดยอดคอสเพลเยอร์ เทมส์-สรณ ขุนพลพิทักษ์ เดินทางเข้าเยี่ยมหนังสือพิมพ์แนวหน้า (ออนไลน์)และโปรโมทมหกรรม Japan Expo Thailand 2019 ครั้งที่ 5 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “INFINITE BEAUTY Of JAPAN” โดยบริษัทจี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด ขนความเป็นสุดยอดของญี่ปุ่นครบรสรวม 16 โซนให้ได้เตรียมตัว ช็อป ชิม และชมความเป็นสุดยอดของญี่ปุ่นที่ถูกรวบรวมไว้อย่างดีที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย!!! ระหว่างวันศุกร์ที่ 25 ถึง วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Japan Expo Thailand 2019 กำเนิดขึ้นโดยความร่วมมือของเหล่าพันธมิตรยักษ์ใหญ่ที่รวมตัวกันสร้างความอลังการ ความสนุก และความสุขให้กับผู้เข้าร่วมงาน นำทีมโดยผู้สนับสนุนหลัก บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน), บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เจทีบี(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), บริษัท อิออนธนสินทรัพย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิ โดยมีบริษัทอีเว้นท์ญี่ปุ่นฝีมือดีอย่าง จี-ยู ครีเอทีฟ เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงาน

‘ซินแสเป็นหนึ่ง’ พา ‘ดีเจแนน’ ตะลุยขอคู่ที่ไต้หวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/387034

‘ซินแสเป็นหนึ่ง’ พา ‘ดีเจแนน’ ตะลุยขอคู่ที่ไต้หวัน

‘ซินแสเป็นหนึ่ง’ พา ‘ดีเจแนน’ ตะลุยขอคู่ที่ไต้หวัน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เฮง เฮง เฮง กลับมากันทุกคนเลย สำหรับผู้โชคดีทั้ง 4 คน จากกิจกรรม “EFM อังคารเช็คดวง Check in ไต้หวัน” ของคลื่น อีเอฟเอ็ม 104.5 เพลงเพราะ อารมณ์ดี พร้อมด้วย ซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร และ ดีเจแนน-รชาดาจึงวัฒนกิจ ที่พาเหล่าผู้โชคดีไปตะลุยไหว้พระขอพรเสริมดวงชะตาเรื่องความรัก 4 วัน 3 คืน ถึง ประเทศไต้หวัน

ทริปนี้เรียกว่าไม่ต้องเสียเวลาเปิดตำราหาข้อมูลกันเลย เพราะมีกูรูรู้ลึก รู้จริง อย่าง ซินแสเป็นหนึ่ง อาสาพาคนอยากลงจากคานไปไหว้พระขอพรกันถึงที่ เริ่มต้นกันที่วัดแรกกับ วัดเหวินหวู่หรือที่นักท่องเที่ยวไทยเรียกกันว่าวัดกวนอู วัดนี้ตั้งอยู่บนเขาทางตอนเหนือของทะเลสาบสุริยันจันทรา ถึงจะต้องเดินมากหน่อยแต่อากาศก็เย็นสบายทำให้เดินได้ชิลๆ เมื่อเข้าไปถึงบริเวณวัดก็ต้องทึ่งกับความสวยงามภายในวัดโดยเฉพาะประตูสวรรค์ ก่อนที่ซินเเสจะนำ ดีเจแนน ไหว้ขอความรักกับ เทพเจ้าความรัก ซึ่งวัดนี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องการขอพรให้อายุยืนยาวอีกด้วย โดยต้องนำกระดิ่งประจำนักษัตรของตนไปวนรอบกระถางธูป 3 รอบ และเขียนชื่อพร้อมคำอธิษฐานลงบนกระดิ่งแล้วนำไปแขวนไว้ หลังจากนั้นก็ไปลงเรือเพื่อข้าม ทะเลสาบสุริยันจันทรา ที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีความยาวถึง 33 กิโลเมตร ระหว่างที่อยู่บนเรือก็ได้ชมความสวยงามและถ่ายรูปวิวของทะเลสาบเต็มอิ่มเกือบ 1 ชม. ก่อนจะขึ้นฝั่งไปนมัสการรูปเคารพของ พระถังซัมจั๋ง ณ วัดพระถังซัมจั๋ง ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ พอตกเย็น ซินเเสเป็นหนึ่งก็ช่วยวิเคราะห์ลายเซ็นให้ผู้โชคดีทั้ง 4 คน แบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย บอกได้คำเดียวว่าเป๊ะปังแบบยกเครื่องจริงๆ วันต่อมาก็ไปไหว้พระกันต่อที่ วัดหลงซานซื่อ วัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่อายุกว่า 260 ปี มีพระที่มีชื่อเสียงอย่าง องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม และเทพเจ้าของลัทธิเต๋าอีกหลายองค์ งานนี้จัดเต็มบูชากันชุดใหญ่ พร้อมด้วยเคล็ดลับการไหว้จากซินแส และไม่ลืมที่จะเสี่ยงทายเพื่อขอด้ายแดงกลับไปบูชา

ส่งท้ายกันที่ วัดเสี่ยไห่เฉงหวง เพื่อมาขอพรให้สมหวังเรื่องโชคลาภเงินทอง เพราะนอกจากความรักที่ดีแล้วเงินทองก็ยังต้องเหลือกินเหลือใช้ ที่นี่มีเทพประดิษฐานอยู่ภายในมากมายหลายองค์ แต่ไฮไลท์ก็คือ เย่ว์เซี่ยเหล่าเหริน เทพเจ้าแห่งความรักหรือดวงจันทร์ประจำวัด ที่เชื่อว่าเป็นผู้ผูกชะตานำพาให้เนื้อคู่มาพบกันนั้นเอง ทำให้หนุ่มโสด-สาวโสดทั้งหลายเดินทางมาขอพรที่วัดนี้ หรือแม้แต่คนที่มีคู่อยู่แล้วก็มาขอพรให้ชีวิตคู่ราบรื่นอีกด้วย ทริปนี้เป็นทริปพาคนโสดลงจากคานอย่างแท้จริง เที่ยวฟรี กินฟรี นอนฟรี แถมได้แฟนกลับบ้านแบบนี้มีที่ คลื่นอีเอฟเอ็ม 104.5 ที่เดียว!

‘อ๋อม’พา’น้องจอมทัพ’เล่นน้ำเริงร่า ทริปพาครอบครัวเที่ยว’สวิตฯ’สุขสันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386996

'อ๋อม'พา'น้องจอมทัพ'เล่นน้ำเริงร่า ทริปพาครอบครัวเที่ยว'สวิตฯ'สุขสันต์

‘อ๋อม’พา’น้องจอมทัพ’เล่นน้ำเริงร่า ทริปพาครอบครัวเที่ยว’สวิตฯ’สุขสันต์

วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562, 16.22 น.

5 ม.ค.62 เป็นทริปครอบครัวสุขสันตืสุด เมื่อ “อ๋อม สกาวใจ” ได้พาครอบครัวไปเที่ยวพักที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเจ้าตัวได้เก็บภาพสวยบันทึกความทรงจำดีๆ ให้ได้ชมผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวแบบจัดเต็ม

โดยหนึ่งในนั้น มีภาพขณะที่สาวอ๋อมและลูกชาย “น้องจอมทัพ” กำลังเล่นน้ำเริงร่าในอ่างโดยมีภาพวิวงดงามให้ได้ชมอยู่ด้านหลัง งานนี้ต้องบอกเลยไม่ทิ้งคอนเซปต์คุณแม่สุดแซ่บ ยังคงความเซ็กซี่เต็มขั้นแต่ครั้งนี้มาพร้อมกับความน่ารักของลูกชายคนเก่งด้วย โดยสาวอ๋อมได้ระบุข้อความไว้ด้วยว่า “มาถึงสวิสเซอร์แลนด์ปุ๊บ..จอมทัพลงเล่นน้ำเลยคับ…เรียกให้แม่ลงมาเล่นด้วยกัน…ดูวิวสวยๆ เล่นน้ำกันจอมทัพชอบมากเลยไม่ยอมขึ้นอ่ะคุณผู้ชม”

MAMAMOO มอบของขวัญปีใหม่ เฟิร์มมาไทยแน่นอน ม.ค.นี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386988

MAMAMOO มอบของขวัญปีใหม่ เฟิร์มมาไทยแน่นอน ม.ค.นี้!

MAMAMOO มอบของขวัญปีใหม่ เฟิร์มมาไทยแน่นอน ม.ค.นี้!

วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562, 15.30 น.

เรียกได้ว่าต้นปีก็ฮอตกันเลยเมื่อต้นสังกัด RBW Ent.  และผู้จัดหน้าใหม่ WOWStar Entertainment ยืนยันว่า “MAMAMOO” สมาชิกประกอบด้วย 4 สาว คือ มุนบยอล(Moonbyul), โซลาร์ (Solar), ฮวีอิน (Wheein) และฮวาซา (Hwasa) กรุ๊ปไอดอลสาวที่แซ่บสุดตอนนี้ กำลังจะเดินทางมาไทยกับการแสดงโชว์เพลงของเธอ รับประกันความฟินสุดขีด!!!!  MAMAMOO จะมอบความใกล้ชิดกับแฟนคลับชาวไทยและเป็นกันเองอย่างแน่นอนใน

แฟนมีตติ้งเอเชียทัวร์ เริ่มที่ไทยเป็นที่แรก ใน 2019 MAMAMOO Asia Fanmeeting วันที่26 มกราคม 2562 ที่ Impact Exhibition Hall 6 โดยสามารถซื้อบัตรได้ตั้งแต่ วันที่ 5มกราคมนี้  ราคาบัตรคือ 5,800 บาท (โซน A), 4,800 บาท (โซน B), 3,800 บาท (โซน C)และ 2,800 บาท (โซน D) ที่ www.thaiticketsmajor.com และเคาท์เตอร์ Thai Ticket Major ทุกสาขา

ซึ่งผู้ที่ถือบัตรทุกคน (ยกเว้นบัตรราคา 2,800 บาท) จะได้สิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้าชมพวกเธอซ้อมการแสดงก่อนแสดงจริง ถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดกับ MAMAMOO และยังได้รับรูปถ่ายโพลาลอยด์พร้อมลายเซ็น ในวันแสดง อีกทั้งแฟนๆทุกคนจะมีโอกาสร่วมเล่นเกม ลุ้นของรางวัลจาก MAMAMOO และได้รับโปสเตอร์ ออฟฟิศเชียลสำหรับคนที่มางานทุกๆคนอีกด้วย

หลังจากนั้นมีแพลนเดินทางไปจัดที่ จาการ์ต้า วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 และสิงคโปร์ วันที่ 27เมษายน 2562 ต่อไป

MAMAMOO เป็นวงที่เต็มไปด้วยความสามารถทั้งด้านการร้องและแร็ป มีเพลงฮอตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง Piano Man, Um Oh Ah Yeah, You’re The Best และอีกมากมาย ล่าสุดปีที่แล้วเพิ่งคัมแบคมินิอัลบั้ม MAMAMOO 8TH MINI ALBUM BLUE;S พร้อมกับเพลงไตเติลแทร็ค Wind flower เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2561 กระแสการตอบรับดีมาก และนี่คือครั้งแรกที่มูมู่ไทยจะได้ใกล้ชิดกับ 4 สาวแซ่บ ห้ามพลาด!!! เจอกัน 26 มกราคม นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://fb.me/2019MAMAMOOBKKFM

http://fb.me/WOWSTARENTERTAINMENT

จองบัตรได้ที่ www.thaiticketmajor.com

หรือโทรศัพท์ 02-262-3456 (สำหรับสอบถามข้อมูล)

ห้ามพลาดการแสดงสดกับวงเกิร์ลกรุ๊ปสุดเท่กับเสียงทรงพลัง และความใกล้ชิดอย่าง Exclusive กับMAMAMOO

 

ราคาบัตรและสิทธิพิเศษ

5,800 บาท (โซน A)

– 120 ที่นั่ง สามารถเข้าชมรอบซ้อมการสแดงของ MAMAMOO (สุ่ม)

– 120 ที่นั่ง สามารถถ่ายภาพภาพกลุ่มกับ MAMAMOO (สุ่ม) เฉลี่ยละกลุ่มละ 10 ที่นั่ง

– 25 ที่นั่ง จะได้รับภาพถ่ายโพลาลอยด์พร้อมลายเซนต์จาก MAMAMOO (สุ่ม)

– โปสเตอร์ ออฟฟิศเชียล

 

4,800 บาท (โซน B)

– 60 ที่นั่ง สามารถเข้าชมรอบซ้อมการสแดงของ MAMAMOO (สุ่ม)

– 60 ที่นั่ง สามารถถ่ายภาพภาพกลุ่มกับ MAMAMOO (สุ่ม) เฉลี่ยละกลุ่มละ 10 ที่นั่ง

– 10 ที่นั่ง จะได้รับภาพถ่ายโพลาลอยด์พร้อมลายเซนต์จาก MAMAMOO (สุ่ม)

– โปสเตอร์ ออฟฟิศเชียล

 

3,800 บาท (โซน C)

– 20 ที่นั่ง สามารถเข้าชมรอบซ้อมการสแดงของ MAMAMOO (สุ่ม)

– 20 ที่นั่ง สามารถถ่ายภาพภาพกลุ่มกับ MAMAMOO (สุ่ม) เฉลี่ยละกลุ่มละ 10 ที่นั่ง

– 5 ที่นั่ง จะได้รับภาพถ่ายโพลาลอยด์พร้อมลายเซนต์จาก MAMAMOO (สุ่ม)

– โปสเตอร์ ออฟฟิศเชียล

 

2,800 บาท (โซน D)

– ได้รับโปสเตอร์ ออฟฟิศเชียล

‘ตุ๊กตาผี’ เปิดปม ‘เฟิร์ส’ วิญญาณตามติด ‘จั๊กจั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386803

‘ตุ๊กตาผี’ เปิดปม ‘เฟิร์ส’ วิญญาณตามติด ‘จั๊กจั่น’

‘ตุ๊กตาผี’ เปิดปม ‘เฟิร์ส’ วิญญาณตามติด ‘จั๊กจั่น’

วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กันตนา เอฟโวลูชั่น เปิดฉากความหลอน ละคร “ตุ๊กตาผี”ด้วยปมการตายของ ธาดา (เฟิร์ส) สามีของ นวลทิพย์ (จั๊กจั่น) ที่ตายอย่างมีเงื่อนงำ และเธอก็แต่งงานใหม่ทันทีกับ พิชิต (ชาย-ชาตโยดม)ทนายความเจ้าเล่ห์ ที่เข้ามาอยู่ในบ้าน และวางอำนาจเต็มที่ ทำให้ลูกสาวคนเดียว แป้งร่ำ(น้องมาเรีย) ที่เห็นการตายของพ่อ ไม่ยอมพูดกับเธออีกนวลทิพย์เองยังเจอความหลอนของสามี ธาดา ที่มาวนเวียน ทั้งเธอ และพิชิต

ฉากนี้ต้องบอกว่าเป็นไม่กี่ตอนที่สาว จั๊กจั่น ได้เล่นเป็นคนในเรื่องนี้ ซึ่งต้องเจอกับความหลอนของหนุ่ม เฟิร์ส แถมยังต้องดราม่า ร้องไห้เยอะมาก ทั้งตอนเป็นคน และผี แต่เจ้าตัวบอกชอบการเล่นเป็นผีมากกว่า เพราะส่วนตัวเป็นคนกลัวผี พอต้องเล่นเจอผี ก็จะแอบหลอนๆ โดยเฉพาะผีหนุ่มเฟิร์ส ดูขึงขังน่ากลัวมาก และก็จะมีมาหลอนตลอด “ในเรื่องเราต้องทั้งดีใจ และตกใจที่เขามาให้เจอ หลายอารมณ์มากค่ะโดยเฉพาะฉากที่กลับมาจากงานเลี้ยง เข้ามาในห้องลูก ตกใจที่ลูกจะโดดจากระเบียง ชุดที่ใส่สวยแต่ก็วิ่งยากมาก ต้องตกใจเสียใจ แล้วเจอผีอีก คือก็ต้องช่วยกันลุ้นว่า นวลทิพย์จะมีปมอะไร สามีตายก็แต่งงานใหม่เลย มันก็แปลกๆ ต้องดูค่ะ ว่าวิญญาณธาดาจะมาปกป้อง หรือหลอกหลอนเรา” ติดตามฉากนี้ได้ในตอนแรก ของ “ตุ๊กตาผี” จันทร์ที่ 7 มกราคมนี้ ทางช่อง 3 HD เวลา 20.20 น.

“เจาะไอร้อง”นำร่องความปลอดภัย บทพิสูจน์”หยุดยิง”ที่ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549593

  • วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 08:15 น.

"เจาะไอร้อง"นำร่องความปลอดภัย บทพิสูจน์"หยุดยิง"ที่ชายแดนใต้

เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมพอสมควรสำหรับการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะมีการกำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัยออกมาเป็นพื้นที่แรก นั่นคือ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

************************

โดย…วาสนา นาน่วม

บนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อรุดหน้าสำหรับการแก้ไขปัญหาในห้วงเวลาล่าสุด ก็ทำให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมพอสมควร เพราะมาถึงคราวที่กำหนดจุดพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safety Zone ออกมาเป็นพื้นที่แรก นั่นคืออ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

เสียงยืนยันความคืบหน้าจากปาก พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงผลสำเร็จในการแสวงหาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะนับตั้งแต่การประชุมร่วมระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยและกลุ่มมาราปัตตานี ซึ่งทำให้เห็นภาพพื้นที่ปลอดภัยที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่นำร่องก่อนนำไปสู่การเจรจาประกาศเพิ่มเติมอีก 5 อำเภอในอนาคต

พล.อ.อักษรา บอกเล่าว่า พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ที่กลุ่มมาราปัตตานีเสนอขึ้นมาเอง และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ประกาศพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ลงพื้นที่ไปเตรียมความพร้อมด้วย

“จะเห็นได้ว่าไม่มีการเลื่อนประกาศพื้นที่อย่างที่เป็นข่าวออกไปก่อนหน้านี้ แต่ความคลาดเคลื่อนมาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่บอกว่าประกาศพื้นที่ปลอดภัยก็ต้องมีการลงนาม ซึ่งมันเรื่องเก่า เพราะต้องไม่ลืมว่าเราคุยกับผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ผู้เห็นด้วย การพูดคุยก็ไม่ต้องมีรูปแบบ และเมื่อคุยกันแล้ว ตกลงกันแล้วว่าเป็นเจาะไอร้องก็ยึดตามนั้น เพียงแต่ขณะนี้รอกลุ่มมาราปัตตานียืนยันอีกครั้งเท่านั้น” พล.อ.อักษรา ย้ำความชัดเจน

กระนั้นก็ตาม พล.อ.อักษรา เสริมอีกว่า ได้มีการพูดคุยกับ Datuk Seri Ahmad Zamzamin Hasyim ผู้อำนวยความสะดวกฝ่ายมาเลเซียการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยืนยันว่าเห็นตรงกัน ขณะที่ความพร้อมของเราเองในการดูแลพื้นที่ก็พร้อมด้วย ทั้งในส่วนฝ่ายทหาร ประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส รวมถึงประชาชนในพื้นที่ก็พร้อมจะร่วมดูแลด้วยเช่นกัน

คำถามสำคัญที่ตามมา คือเหตุใดต้องเลือก อ.เจาะไอร้อง คำตอบจาก พล.อ.อักษรา คือ เป็นพื้นที่ที่กลุ่มมาราปัตตานีเป็นผู้เลือกมาเอง รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อีก 5 อำเภอด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ยะลา 2 อำเภอ ปัตตานี 1 อำเภอ และนราธิวาส 2 อำเภอ เพียงแต่ช่วงแรกเป้าหมายคือ อ.เจาะไอร้อง อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เลือกเพราะกลุ่มมาราปัตตานีเองก็มั่นใจว่าพื้นที่นี้เขาควบคุมได้ ขณะที่ไทยเองก็พร้อมอยู่แล้วเช่นกันในการดูแล

ทั้งนี้ รัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ พร้อมที่จะดูแลให้เกิดความปลอดภัยทั้ง 37 อำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว แต่ฝ่ายมาราปัตตานีขออำเภอแรก คือ เจาะไอร้อง และการที่เราได้พื้นที่ปลอดภัยมา 1 อำเภอ ก็ถือว่าเป็นความคืบหน้าอย่างมาก

“อยากให้เข้าใจว่าที่เราพูดคุยกับผู้เห็นต่างนั้น บางครั้งการที่ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ กลับมา หรือไม่มีความคืบหน้าก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่ได้คุยกับผู้เห็นด้วย อยากให้เข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเมื่อประกาศว่าพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ปลอดภัย ก็ถูกนำเสนอว่าจะเป็นพื้นที่กระสุนตก เป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรเข้ามาก่อเหตุ ผมถามว่าจะนำเสนอแบบนั้นไปทำไม เพราะความจริงเราพร้อมจะดูแล และพื้นที่นี้กลุ่มมาราปัตตานีเป็นผู้เลือกเอง เพราะเป็นพื้นที่ที่เขาสั่งการได้”

พล.อ.อักษรา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเป็นยุคของการก่อการร้าย ในยุคไซเบอร์ที่ไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องการก่อเหตุ การใช้ความรุนแรง การใช้กำลัง แต่กำลังปรับเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางความคิด การสร้างแนวร่วม ไม่มีการตั้ง “องค์กรลับ” ที่ชัดเจนเหมือนสมัยก่อน แต่เป็นการแพร่ความคิด เหมือนเป็นการแพร่เชื้อโรค

“รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือ การแพร่ความคิด การสร้างแนวร่วมออนไลน์ เราต้องเข้มแข็งพอที่จะไม่อ่อนโอนไปตามข้อมูลข่าวสารที่โจรที่กลับใจที่มามอบตัว แล้วมาเล่าเรื่องราวต่างๆ จนเราคล้อยตามว่า ฝ่ายเขามีองค์กรอย่างไร ใครเป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่ความจริงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เราเอาข้อมูลจากพวกนี้ มาวาดภาพเอง คิดไปเอง” พล.อ.อักษรา กล่าว

พล.อ.อักษรา กล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นคณะพูดคุยที่มีหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง รวม 8 หน่วยมาทำงานด้วยกัน เรารู้ทุกความเคลื่อนไหว มีการตรวจสอบข่าว และยืนยันว่าเราคุยกับ “ตัวจริง” แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

“แต่สื่อชอบมาปรามาสว่าไม่ได้คุยกับตัวจริง แต่พอเราถามว่าเขาตัวจริงหรือเปล่า เขาตอบมาตลอดว่าจะสั่งระเบิดตลาดให้ดู จะได้รู้ว่าเขาตัวจริงหรือตัวปลอม ผมยอมรับว่ากดดันกับการทำงานตรงนี้ เพราะเกิดเหตุขึ้นมาก็จะถูกโยนความผิดว่าการพูดคุยไม่มีความคืบหน้า แต่ไม่เคยมองความจริงว่าพื้นที่เป็นอย่างไร มีความพร้อมในการรับมือหรือไม่ ผมว่าอย่าไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้ภาคใต้สงบสุข แต่ระหว่างทางนี้ก็ต้องมีอุปสรรค ก็ต้องช่วยกันแก้ไข” พล.อ.อักษรา กล่าว

“อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา” วัชระ เพชรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549468

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 07:36 น.

"อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา" วัชระ เพชรทอง

“ท่านเลือกได้ว่าจะพอแล้วอย่าง พล.อ.เปรม หรือจะเดินหน้าอย่างพรรคสามัคคีธรรม สมัยของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มีอำนาจมากขนาดไหนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”

********************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปรากฏการณ์ “ดูด” ก่อตัวสอดรับกับการฟอร์มทีมตั้งพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย​

ล่าสุดกระแสข่าวการระดมทุน 4 หมื่นล้านบาท กับภารกิจตั้งพรรคทหาร ยิ่งปลุกให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้นกับท่าทีของ คสช. ​ที่ดูไม่แตกต่างจากนักการเมืองในอดีต สวนทางกับการปฏิรูปที่กำลัง​​ทำ

วัชระ เพชรทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดประเด็นนี้ขยายความถึงที่มาที่ไปของกระแสข่าวการระดมทุนครั้งมโหฬารว่า เรื่องนี้ได้ยินมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นการได้ข่าวจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ ว่าทหารจะตั้งพรรคทหาร ซึ่งต่อมามีการออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

“ปีที่แล้วผมออกมาบอกเลยว่ามีข่าวว่าจะมีการตั้งพรรคใช้ชื่อพรรคประชารัฐ ระบุชื่อชัดเจน และบอกว่ามีหัวหน้าพรรคชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แล้ววันนี้ พรรคการเมืองที่กำลังตั้งในทำเนียบรัฐบาลชื่อพรรคอะไร ​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นยิ่งกว่าหัวหน้าพรรคเสียอีก ตรงยิ่งกว่าหวย 3 ตัวอีก”

ครั้งนั้นนำเรื่องไปบอกผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์​ ท่านก็ไม่เชื่อเพราะเป็นตัวเลขที่สูงมาก ท่านก็หัวเราะบอกว่าถ้าระดมได้ถึงจำนวนนี้จริง จะใช้จริงเท่าไรไม่รู้ และใครอมบ้าง เงินจำนวนนี้เป็นการตั้งเป้าส่วนจะได้เท่าไรก็อีกเรื่อง มีการแอบอ้างว่าจะเอาไปใช้ในการตั้งพรรคทหาร แอบอ้างคนไหนเราก็ไม่ทรบ เมื่อรู้ข้อเท็จจริงก็ต้องนำมาบอก รัฐบาลและพี่น้องประชาชน ​

“ผมเป็นผู้แทนนอกสภา ทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้านให้กับพี่น้องประชาชน เมื่อเห็นบุคคล​มาตะคุ่มข้างหมู่บ้านก็ต้องเห่าก่อนเป็นธรรมดา ไม่เห่าเท่ากับละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเจ้าของบ้านจะตื่นรึไม่ตื่นก็อีกเรื่อง ยืนยันว่าข่าวนี้มีมาจริง ส่วนจะมาจากไหน นำไปใช้จ่ายอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะต้องไปล่วงรู้ แต่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ กล้าไปสาบานวัดพระแก้วหรือไม่ ว่าไม่มีคนระดมทุนให้พรรคทหารในขณะนี้”

วัชระ อธิบายว่า ส่วนจะระดมทุนได้กี่หมื่นล้านบาทก็เป็นการเมืองระบบเก่า ใช้เงินเป็นตัวนำทางการเมือง ไม่ได้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง สุดท้ายต้องตกอยู่ในวังวนเก่า และจะแตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณที่เราเคยต่อต้านหรือไม่ แทบไม่มีอะไรแตกต่างเลย ​

ที่ผ่านมาเขาเคยยื่นเรื่องให้รัฐบาล คสช.​ตรวจสอบ งบไอซีทีของรัฐสภาใหม่ ที่เพิ่มจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 8,640 ล้านบาท และ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้สำนักงบฯ และสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปทบทวน และกรณีเงินคนจนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เสนอให้ย้ายปลัดและรองปลัดยื่นเรื่องไปวันพุธ พอวันศุกร์ก็มีคำสั่งปลดทั้งสองคน หรือการคัดค้านการแต่งตั้ง ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เมื่อสองปีที่แล้ว จนสุดท้ายก็ต้องมีคำสั่งปลดจากตำแหน่ง

“ทุกเรื่องที่ผมยื่นล้วนแต่มีมูลความจริง ทุกเรื่องไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ข้าราชการ เมื่อตรวจสอบแล้วมีน้ำหนักเหตุผลก็ดำเนินการต่อ ส่วนที่มาถามหาใบเสร็จเรื่อง 4 หมื่นล้านบาท ​ผมเป็นแค่หมาเฝ้าบ้านท่าน คนไปหาใบเสร็จในทำเนียบรัฐบาล ตรวจสอบดูว่ามีใครไปแอบอ้างชื่อท่าน ไปหาเงินหรือผลประโยชน์อื่นหรือไม่”

วัชระ กล่าวต่อว่า ​ไม่มีอคติกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนเป็น สส. เขาเป็นคนเดียวที่กล้ายื่นกระทู้ถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึงกระแสข่าวการปลด พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ตอนเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ก็อภิปรายปกป้องงบของกองทัพไม่ให้ถูกตัด ส่วนตัวไม่เคยไปขอผลประโยชน์ใดๆ จาก คสช. เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่แสวงหาประโยชน์ ไม่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ทุจริต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เมื่อแม่น้ำ 5 สายไม่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของพี่น้องประชาชน ตนเองก็ต้องทำหน้าที่แทน ส่งเรื่องต่อไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานั้นๆ ซึ่งการทำงานของรัฐบาลควรทำตรงไปตรงมาในการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน ไม่ควรเอาแต่ช่วยคนรวย เจ้าสัว นักธุรกิจรายใหญ่ แต่ละเลยไม่ช่วยหาบเร่แผงลอย ​ไม่ช่วยคนจน ​เกษตรกรสวนปาล์ม ยางพารา​

ส่วนกระแสการดูดอดีต สส.ขณะนี้นั้น วัชระ มองว่า เป็นพลังดูดที่มีอำนาจมหาศาล แต่นักการเมืองที่เขาดูดไปเป็นนักการเมืองน้ำดีจริงหรือ มันไม่ใช่คำตอบการปฏิรูปประเทศหรือไม่ เมื่อท่านตั้งใจมาปฏิรูปประเทศ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล ประกาศต่อต้านยาเสพติด ต่อต้านทุจริต แล้วท่านดูดใครไปเป็นฐาน ท่านเอาคนที่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่นไปร่วมด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดูดไปแล้วก็ใช่จะได้คะแนนอย่างที่หวัง เพราะประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมาก ข่าวสารข้อมูล รัฐบาลไม่อาจปิดกั้นได้อีกต่อไป เพราะมีทั้งไลน์ แอพพลิเคชั่น สื่ออินเทอร์เน็ตไปไกลกว่าความคิดปิดกั้นของรัฐบาล ​“สุดท้ายประชาชนจะให้บทเรียนกับคณะเผด็จการทหารชุดนี้”

พรรคประชาธิปัตย์เวลานี้แม้จะถูกดูดแต่ก็ไม่มาก ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคน และเคารพสิทธิของคนเหล่านั้น ​เข้าใจความจำเป็นของแต่ละท่าน แต่เชื่อว่าพื้นที่ที่ถูกดูดไปจะได้ สส.กลับคืนทุกเขต แม้จะถูกแบ่งคะแนนไปบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ประชาธิปัตย์ในเขตนั้นแพ้เลือกตั้งได้ ​

“ประชาธิปัตย์มีเลือดที่เข้มข้น เขามองออกว่า​ใครมาอาศัยพรรคเป็นทางผ่าน อาศัยใบบุญพรรค​ไปแสวงหาประโยชน์ แล้วจากไป”

จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนเผด็จการทุกรูปแบบ คือ 3 รายชื่อที่เสนอคนเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น ตนเองและเพื่อน สส.จะเสนอ ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย ส่วนอีกคนจะเป็นใครนั้นยังไม่รู้ ​และอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่าให้คนที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ไปอยู่พรรคอื่น​

สำหรับพรรคทหารจะเป็นพรรคเฉพาะกิจและจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แม้จะมีข้อได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐ แต่ไม่สามารถชนะจิตใจพี่น้องประชาชน ​หากวันใดมีการเคาะระฆังหาเสียงให้มีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เห็นของจริง

“ผมเคารพเป็นกัลยาณมิตร ไม่อยากเห็นท่านพบจุดจบแบบ ​พล.อ.สุจินดา คราประยูร ​หรือจอมพลถนอม กิตติขจร แต่อยากเห็นท่านเป็นวีรบุรุษ อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”

“ท่านสามารถเลือกได้ ถ้าท่านยังเดินหน้าตามคำสรรเสริญเยินยอ ยกยอปอปั้นของพวกคนรอบข้าง ท่านก็จะเดินไปสู่ทางที่อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยประเทศไทย ท่านเลือกได้ว่าจะพอแล้วอย่าง พล.อ.เปรม หรือจะเดินหน้าอย่างพรรคสามัคคีธรรม สมัยของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มีอำนาจมากขนาดไหนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า อำนาจท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”

วัชระ ประเมินว่า ท่านอาจจะคิดว่าพูดเพื่อไปตัดทางท่านที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า อาจคิดว่าไม่หวังดี แต่ขอให้ท่านจำคำพูดนี้เอาไว้ และจะได้พิสูจน์กันในอนาคตว่าหวังดีหรือหวังร้ายกับท่าน

ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. มีอำนาจ ม.44 ถือว่าสูงสุดในแผ่นดินแล้ว สิ่งที่นายกฯ ​ทำมา 4 ปี ถือว่าที่สุดแล้วในการทำหน้าที่ ​ขนาดมี ม.44 ในมือยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน ให้ประชาชนมีสุข ปากท้องอิ่มได้เลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นท่านควรจะพอได้แล้ว ให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปด้วยตัวเอง

​​ถามว่ากลัวไหมสำหรับประชาธิปัตย์กับการต้องมาแข่งกับพรรคทหาร วัชระ ตอบว่า ไม่น่ากลัว ประชาธิปัตย์ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย มีอายุ 72 ปี เป็นสถาบันการเมือง รักษาหลักการอุดมการณ์ไว้ แม้ว่าจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคกี่คนก็ยังมีคนหมุนเวียนสืบทอดภารกิจอุดมการณ์ต่อไป

“ผมคนหนึ่งที่จะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ​ สมัยหน้า ขนาด 4 ปีที่ผ่านมายังล้มเหลว การบริหารประเทศขนาดนี้ป่วยการจะเป็นนายกฯ สมัยหน้าต่อไป​ยิ่งต้องตอบแทนผลประโยชน์​กลุ่ม สส.ที่ดูดมา เพราะถ้าไม่ตอบแทนเขาไม่สนับสนุนรัฐบาลก็ล่ม ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ​ท่านควรเรียนรู้ความล้มเหลว การจัดตั้งพรรคทหารจากในอดีต​”

วัชระ อธิบายว่า บางส่วนใน คสช.เสพติด หลงอำนาจ มีผลประโยชน์ ทำให้มีการวางแผนสืบทอดอำนาจ การสืบทอดอำนาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสังคมไทย ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชี้ชัดว่าไม่เคยมีเผด็จการทหารคณะใด​สืบทอดอำนาจได้สำเร็จ ​คสช.ต้องเลือกลงหลังเสืออย่างสง่างามโดยให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไป

ถามว่ามีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า” โหวตสวนมติพรรคไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ วัชระ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ เพราะประวัติศาสตร์ทางการเมืองมักซ้ำรอย ทั้งงูเห่า อนาคอนด้า งูเขียว มีโอกาสเกิด

“การเมืองเขาดูดกันทุกรูปแบบ ​ถ้าเกิดปรากฏการณ์งูเห่าในขณะที่โหวตเลือกนายกฯ ถามว่าต้องใช้ทุนมากขนาดไหน ​มหาศาลขนาดไหน ต้องจ่ายแบบไม่อั้น ดังนั้น 4 หมื่นล้านบาท อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ​อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นในทางการเมือง” วัชระทิ้งท้าย

ครม.สัญจร “เนวินบุรี” แผนกินรวบอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/549380

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:29 น.

ครม.สัญจร "เนวินบุรี" แผนกินรวบอีสานใต้

การมาเยือนของ “บิ๊กตู่” จึงไม่ได้หวังผลงานด้านการบริหาร หรือดึงเรตติ้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกวาดต้อนพื้นที่อีสานใต้ให้อยู่ใต้ชายคาร่วมรัฐบาลกับพรรคลายพราง

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่น่าจับตาที่สุด เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะใหญ่ยกขบวนเหยียบถิ่น “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ หัวใจสำคัญแห่งอีสานใต้

โดยกำหนดการ “บิ๊กตู่” ช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ค. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่ จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง และเยี่ยมชมผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จากนั้นในช่วงบ่าย “บิ๊กตู่” จะเดินทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบปะประชาชนที่สนามช้างอารีน่า เพื่อตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์แชมป์โลกสนามที่ 15 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

นอกจากนี้ “บิ๊กตู่” จะเดินทางไปเยี่ยมชมถนนคนเดินเซราะกราว เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ถนนสายวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่วนในวันที่ 8 พ.ค. ช่วงเช้าก่อนการประชุม ครม.จะมีการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ต่อด้วยการประชุม ครม.แบบเป็นทางการ จากนั้น “บิ๊กตู่” จะเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนโฮมสเตย์บ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ และเยี่ยมชมท่าอากาศยานบุรีรัมย์ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นการตรวจราชการตามปกติที่เกี่ยวกับการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การคมนาคมขนส่ง และการค้าชายแดน แต่ “บิ๊กตู่” มุ่งผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าการลงพื้นที่ไปกวาดคะแนนนิยม ผ่านการทุ่มงบประมาณ หรือชงนโยบายเพื่อพัฒนาพื้นที่อีสานใต้ 8 จังหวัด อาทิ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร

แต่การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ “บิ๊กตู่” เล็งเป้าหมายต้องการปิดดีลทางการเมืองเหมือนเมื่อครั้ง ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.มีระดับอดีต สส.และนักการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกมาคุยกับ “บิ๊กตู่” พร้อมหน้า อาทิ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อิทธิพล คุณปลื้ม น้องชาย ในฐานะอดีตนายกฯ เมืองพัทยา จนนำมาซึ่งที่ประชุม ครม. แต่งตั้ง “สนธยา” เป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้านการเมืองและแต่งตั้ง “อิทธิพล” เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้มาช่วยดูแลโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่รัฐบาลลงทุนในโครงการอีอีซีราว 164 โครงการ มูลค่ากว่าแสนล้านบาท จนถูกรุมโจมตีว่าเล่นการเมืองน้ำเน่าใช้กลยุทธ์เอาตำแหน่งเข้าล่อดูดนักการเมืองร่วมรัฐบาลล่วงหน้า

ส่วน ครม.สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ สิ่งที่“บิ๊กตู่” จะหอบไปซื้อใจ “เนวิน” คือ แผนพัฒนาพื้นที่อีสานใต้ 8 จังหวัด โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ในการพัฒนาและยกระดับสนามบินบุรีรัมย์ เพราะหากจะดันให้บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งมอเตอร์สปอร์ตตามที่ “เนวิน” วาดฝัน ย่อมต้องพึ่งรัฐบาล “บิ๊กตู่”

บุรีรัมย์เรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของตระกูลชิดชอบ ที่มีเนวินเป็นหัวหอกหลัก แม้ที่ผ่านมา เนวินจะไม่เล่นการเมืองแบบเปิดหน้า แต่เป็นผู้กำกับอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลสูงสุดในพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสี่ยหนู หรืออนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค ดังนั้น หาก “บิ๊กตู่” จะดึง หรือดูดพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลต้องคุยกับเนวินคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น การมาเยือนของ “บิ๊กตู่” จึงไม่ได้หวังผลงานด้านการบริหาร หรือดึงเรตติ้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกวาดต้อนพื้นที่อีสานใต้ให้อยู่ใต้ชายคาร่วมรัฐบาลกับพรรคลายพรางที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยชู “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป